เพจดัง "คำไทย" แนะเขียนให้ถูก "Amazon-แอมะซอน"

Sun, 25 Aug 2019 11:59:00

วันนี้ (25 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กคําไทย ซึ่งมียอดผู้ติดตามกว่า 522,000 คนได้อธิบายว่า Amazon ทับศัพท์ว่า แอมะซอน เว็บไชต์ ป่า แม่น้ำก็ใช้ตามนี้ ส่วนกาแฟคาเฟ่อเมซอน ก็ใช้ชื่อตามที่เขาจดทะเบียน

ทั้งนี้ แอดมินเพจ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ทุกอย่างเพิ่งเข้าใจผิดว่า แอดมินสั่งให้ออกเสียงแบบนี้ แบบอื่นคือผิด ไม่ใช่นะ ที่แอดเสนอ คือ การทับศัพท์ตามหลักราชบัณฑิตยสภา ที่พูดถึงเรื่องการถ่ายอักษร ไม่ใช่การถ่ายเสียง

ดังนั้น คำทับศัพท์ ไม่ใช่ คำอ่านของภาษาอังกฤษ คำทับศัพท์ เป็นเพียงการถ่ายอักษรจากภาษาหนึ่งมาเป็นภาษาไทยเฉยๆ เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่อักษรในภาษาไทย จะสามารถถ่ายเสียงตามเจ้าของภาษาได้แบบเป๊ะๆ เพราะเสียงในแต่ละภาษานั่นมีความเหมือน คล้าย ต่างกันเหลือกัน จึงไม่สามารถเทียบเสียงได้แบบตรง ๆ เป๊ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจากปัญหาไฟป่าแอมะซอน ที่พบปัญหาไฟป่ามากกว่า72,000 จุดในพื้นที่ประเทศบราซิล ทำให้มีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง และพบมีการใช้ทั้งคำว่าแอมะซอน อะเมซอน ทำให้เกิดความสับสน จนต้องมีการออกมาแนะนำการเขียนให้ถูกต้อง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้นำบราซิลโจมตี "มาครง" ถกจัดการไฟป่าแอมะซอนในเวทีจี-7

ทั่วโลกกดดัน! บราซิลระดมทหารดับไฟป่าแอมะซอน

 


สั่งงดเยี่ยม "พัชรวาท" อาการดีขึ้นกระดูกไหปลาร้าแตก

Sun, 25 Aug 2019 10:10:00

กรณีรถตู้ส่วนตัวของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สวุรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ประสบอุบัติรถตู้เสียหลักชนแท่งแบริเออร์ บนถนนมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าจ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ที่โดยสารมากับรถตู้ดังกล่าว 6 คน ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวไปรักษาที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 

วานนี้ (24 ส.ค.2562) พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.ต.อ.พัชรวาท พักรักษาตัวอยู่ที่ ชั้น 7 โซนไอพี 2 อาคารสมเด็จย่า 90 เนื่องจากกระดูกไหปลาร้าแตก แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องผ่าตัด โดยแพทย์สั่งให้พักรอดูอาการ ส่วนสมองบวมเล็กน้อย โดยแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เดินทางมาเยี่ยม และต้องการพาตัวไปรักษา แต่ถูก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งห้าม เพราะต้องการให้น้องชายได้รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเดียวกับแม่วัย 98 ปี

พ.ต.ท.สุยินทร์  อินทร์ช่วย สารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจทางหลวง 1 ผู้รับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุระบุว่า พล.ต.อ.พัชรวาท อาการดีขึ้น ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะมีคณะแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด อยากให้พักผ่อน และพักฟื้นอาการบาดเจ็บเต็มที่

ขณะนีคนขับรถตู้ คือ นายประติพัทธ์ แทนไฮสง ระบุว่า สาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างขับรถเอื้อมมือไปเสียบสายชาร์จโทรศัพท์ ทำให้รถเสียหลักและเกิดอุบัติเหตุ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เตรียมแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหายและผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ประวิตร" ห่วง "พัชรวาท" ประสบอุบัติเหตุ ยังรักษาตัวใน รพ.

 

 

 


ราชกิจจาฯ ประกาศห้ามทวงหนี้เกินวันละ 1 ครั้ง

Sat, 24 Aug 2019 09:30:00

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ เรื่อง จำนวนครั้งในการติดต่อทวงถามหนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 (3) และมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ประกาศนี้เรียกว่า "ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ เรื่องจำนวนครั้งในการติดต่อทวงถามหนี้"

ข้อ 2. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ข้อ 3. ให้ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อลูกหนี้ หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้ เพื่อการทวงถามหนี้ได้ทราบการทวงถามหนี้ ไม่เกินหนึ่งครั้งต่อหนึ่งวัน

ประกาศ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2562
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ประธานกรรมการกำกับการทวงถามหนี้

แนะทำความเข้าใจกฎหมาย ก่อนทวงหนี้

ข้อมูลจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก Law Inspiration โพสต์อธิบายไว้ว่า การทวงหนี้ที่ว่า หมายถึงการทวงหนี้ตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 เท่านั้น ไม่รวมถึงการทวงหนี้ทั่วไป ผู้ทวงถามหนี้ตามกฎหมายนี้ หมายถึงเจ้าหนี้ ผู้ให้สินเชื่อทางการค้าปกติ, คนที่ซื้อ หรือ รับโอนหนี้, ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค, ผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ที่สำคัยคือ หนี้นั้นจะเป็นหนี้โดยชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เข้าข่ายทั้งสิ้น

ยกตัวอย่าง เจ้าหนี้ตามกฎหมายนี้ เช่น ธนาคาร บริษัทบัตรเดคริต บริษัทเช่าซื้อ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ กลุ่มนี้จะมาทวงหนี้เกิน 1 ครั้งหลังวันที่ 21 พ.ย.2562 ไม่ได้ ถ้าเจ้าหนี้ทวงเกินวันละ 1 ครั้ง มีความผิดทางปกครอง คณะกรรมการทวงหนี้สามารถสั่งให้หยุดได้ ถ้าไม่หยุด อาจโดนโทษปรับทางปกครองสูงสุด 100,000 บาท

แต่ถ้าเป็นกรณีเพื่อนยืมเงินเพื่อน แล้วไม่คืน ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ ดังนั้นเพื่อนจะทวงเพื่อนเกินวันละ 1 ครั้งก็ไม่ผิด และนอกจากห้ามทวงหนี้เกินวันละ 1 ครั้งแล้ว พ.ร.บ. ยังกำหนดเรื่องการทวงหนี้ว่า ห้ามพูดจาดูหมิ่นลูกหนี้, ห้ามข่มขู่ใช้ความรุนแรง, ห้ามประจานลูกหนี้ ส่วนช่วงเวลาการทวงนี้ก็ถูกจำกัดไว้ใน พ.ร.บ.นี้คือ ทวงได้แค่ 08.00 - 20.00 น. วันจันทร์ - ศุกร์ ส่วนวันหยุดราชการ ทวงได้ตั้งแต่ 08.00 - 18.00 น. เท่านั้น อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดเรื่องวิธีการทวงหนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นหนี้แล้วไม่ต้องใช้

 


ขอสำรวจเหมืองใหม่ จ.เพชรบูรณ์ 40,000 ไร่

Thu, 22 Aug 2019 19:34:00

วันนี้ (22 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวัน ชาวบ้านใน อ.หนองไผ่ โดยเฉพาะ ต.หนองไผ่ ต.นาเฉลียง ต.ยางงาม ร่วมกันติดป้ายไวนิลคัดค้านเหมืองแร่เพิ่มเติมไว้ตามอาคารบ้านเรือน ร้านค้า และตลาดสด เพื่อแสดงออกว่าไม่ต้องการให้มีเหมืองแร่ทุกประเภทเกิดขึ้นภายในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์


นอกจากนี้ กลุ่มชาวบ้านยังได้อาสากันนำรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งเป็นรถกระบะติดป้ายไวนิลคัดค้านเหมืองแร่ ตระเวนไปตามถนนเส้นทางหลัก และเส้นทางตามหมู่บ้าน เพื่อเชิญชวนให้คนในพื้นที่ออกมารวมพลังกันคัดค้านนโยบายเหมืองแร่ รวมถึงการเดินทางไปรวมพลังกันวันพรุ่งนี้ (23 ส.ค.) ที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง จะเดินทางมาที่ว่าการอำเภอหนองไผ่ เวลา 09.00 น. เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

นายวิสูตร ลพเมือง

นายวิสูตร ลพเมือง

นายวิสูตร ลพเมือง รองนายกสภา อบต.ยางงาม ระบุว่า การแสดงพลังกันวันนี้เป็นอีกครั้งที่กลุ่มชาวบ้านได้เคลื่อนไหว เพราะในจ.เพชรบูรณ์ เคยมีคำขอสำรวจแร่ของบริษัทเอกชนไว้ก่อนหน้านี้ และจากการที่กลุ่ทชาวบ้านและผู้นำชุมชนรวมตัวกัน ทำให้เห็นว่าบริษัทเอกชน ยังมีความต้องการเข้ามาประกอบกิจการในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ เพราะมีคำขอที่ยื่นขอสำรวจไว้รอบใหม่ กับทางกระทรวงอุตสาหกรรม จึงรวมตัวกันคัดค้านเพราะไม่ต้องการให้เกิดกิจการของเหมืองตั้งแต่การสำรวจ

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีคำขอของบริษัทเอกชน 2 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทไทย และกลุ่มทุนจีนรายใหญ่ คือ บริษัท แอซเซอร์ เซอร์คิส จำกัด, บริษัท พีวีเค ไมน์นิ่ง จำกัด และ บริษัท สยาม คอปเปอร์ จำกัด ยื่นขอคำขออาชญาบัตรกับทางอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อปี 2561 และเมื่อเดือน มิถุนายน 2562 อย่างน้อย 14 แปลง รวมพื้นที่คำขออาชญาบัตรเกือบ 40,000 ไร่ ที่ปรากฎคำขอชัด ซึ่งมีทั้งอยู่ใน อ.หนองไผ่ อ.ชนแดน อ.บึงสามพัน และ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่า การยื่นคำขอสำรวจแร่ต้องการประกอบกิจการเหมืองประเภทใด ระหว่างเหมืองแร่ทองคำหรือเหมืองแร่เงิน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ดีเอสไอ" ชง 3 ประเด็นคดีเหมืองทองพิจิตร ให้ ป.ป.ช.

จี้รัฐบาลเร่งสอบเหมืองทอง ยื่น 19 ข้อ ให้ ป.ป.ช. 6 ปียังไม่คืบหน้า

กรรมการ ป.ป.ช.ไม่ตอบ คดีเหมืองทอง สอบ 4 ปีไม่คืบหน้า

 


ไม่ให้ผ่าน! เปิดใจนิสิตญี่ปุ่นไล่มอเตอร์ไซค์ลงจากทางเท้า

Thu, 22 Aug 2019 13:46:00

วันนี้ (22 ส.ค.2562) ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์เปิดใจ "เมกุมิ โมริโมโต้" ชาวญี่ปุ่น อายุ 55 ปี นิสิตสาขาอาหารปลอดภัยและโภชนาการ คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร หรือ มะลิ โดยระบุว่า ในวันที่เกิดเหตุดังกล่าว เวลาประมาณ 17.00 น. ได้ยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ เพื่อรอรถเมล์สาย 145 ไปหมอชิตใหม่ 

หลังจากยืนอยู่สักพักก็พบว่ามีรถมอเตอร์ไซค์ขี่บนทางเท้าผ่านไปเป็นจำนวนมาก ขณะนั้นเห็นว่ามีคนที่กำลังเดินอยู่หลายคน และรถก็ขี่มาเร็วมากแบบไม่เกรงใจและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของคนอื่น จึงตัดสินใจเข้าไปยืนขวาง ไม่ให้ขี่ผ่านไปได้ และบอกให้ลงจากทางเท้าไปขี่บนถนน โดยถามกับคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาว่า

ไปไหนคะ เขาก็บอกว่าไปโน้น เราก็ถามว่าไปไหน เขาก็ถามว่าทำไมไม่ให้ไป เราเลยบอกให้ลงไปขับข้างล่าง เพราะมันอันตราย ไม่ให้ผ่านเด็ดขาด มันผิดกฎหมาย ถ้าไม่ยอมจะถ่ายรูปส่งตำรวจ
ภาพ : ประชาสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ มก.ฉกส. KU CSC

ภาพ : ประชาสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ มก.ฉกส. KU CSC


มะลิ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยถูกชน เนื่องจากเข้าไปขวางรถมอเตอร์ไซค์บนทางเท้ามาแล้ว 4 ครั้ง เมื่อปีที่ผ่านมา บางครั้งก็ได้รับบาดเจ็บมาก ส่วนไม้เท้าที่ถืออยู่ในคลิปนั้น เป็นไม้เท้าที่เอาไว้ช่วยเดินเพราะเดินมากๆ แล้วจะปวดขา เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุขณะที่เดินอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่บนทางเท้ามีการติดป้ายโฆษณาจนไม่สามารถเดินผ่านได้ จึงต้องลงไปเดินบนถนนและเกิดอุบัติเหตุ

เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างการจราจรในไทยและญี่ปุ่น มะลิ ระบุว่า ที่ไทยกับญี่ปุ่นต่างกันมาก เพราะที่ญี่ปุ่นคนส่วนใหญ่จะเลือกเดินทางด้วยการเดิน ขณะที่ไทยส่วนใหญ่จะขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งมอเตอร์ไซค์ก็เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อีกทั้งที่ไทยยังพบคนเมาแล้วขับอีกด้วย จึงอยากฝากให้คนขี่มอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะขี่บนทางเท้าให้คิดถึงคนที่เดินบนทางเท้าด้วย และไม่ควรฝ่าฝืนกฎหมายจราจร เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุก็ต้องบาดเจ็บทั้งร่างกายและเสียเงินด้วย

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เฟซบุ๊ก อุดมศักดิ์ นาคอินแจ้ง ได้เผยแพร่คลิปพร้อมข้อความ ระบุว่า วันนี้เจอคนจริง​ เป็นกำลังใจให้นะครับ #ไล่มอเตอร์ไซค์ลงจากฟุตปาธ โดยวิดีโอมีความยาวกว่า 1 นาที ซึ่งเป็นคลิปขณะที่มีผู้ขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้าบริเวณแยกลำสาลี เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แต่หญิงสวมชุดนักศึกษาคนหนึ่งได้กันไม่ให้มอเตอร์ไซค์ผ่าน และไล่ให้ลงจากทางเท้า

หลังจากมีการเผยแพร่คลิปดังกล่าว มีผู้เข้าชมกว่า 300,000 ครั้ง และมีผู้กดแสดงความรู้สึกกว่า 5,000 ครั้ง พร้อมแสดงความคิดเห็นชื่นชมที่มีความกล้าหาญในการทวงสิทธิทางเท้าจากผู้ฝ่าฝืนขับขี่บนทางเท้า


ทั้งนี้ สถิติการจับปรับผู้กระทำผิดการขับขี่บนทางเท้าก่อนหน้านี้ในช่วงวันที่ 9-21 ก.ค.ที่ผ่านมา จับกุมได้ทั้งสิ้น 20,659 คน ตักเตือน 4,197 คน ดำเนินคดี 14,678 คน อยู่ระหว่างดำเนินคดี 1,784 คน ปรับเป็นเงิน 11,179,500 บาท หากประชาชนพบเห็นผู้กระทำผิดสามารถส่งข้อมูล และภาพถ่ายเพื่อแจ้งเบาะแส โดยผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัลนำจับร้อยละ 50 ของค่าปรับ โดยสามารถแจ้งเบาะแสผ่าน 

 


ร้องเงินล่องหน "9 แสนบาท" คาดพนักงานธนาคารถอนเงินลูกค้า

Thu, 22 Aug 2019 11:48:00

วันนี้ (22 ส.ค.2562) น.ส.นันทกานท์ ตันวุฒิบัณฑิต อายุ 36 ปี ชาวฉะเชิงเทรา ผู้เสียหายเงิน 900,000 บาท หายจากบัญชี ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอสออนไลน์ ระบุว่า นำเงินไปฝากธนาคารครั้งแรกในวันที่ 28 มี.ค. เป็นจำนวน 1,000,000 บาท เนื่องจากเป็นเงินที่ต้องเก็บไวเพื่อรักษาอาการป่วยของพ่อ ที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก โดยหลังจากนั้นในวันที่ 10 มิ.ย.ก็ได้นำเงินไปฝากเพิ่มอีก 1,500,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,500,000 บาท 

จากนั้นในวันที่ 20 ส.ค.ได้เข้าไปถอนเงินจำนวน 200,000 บาท ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาโรบินสัน ซึ่งเป็นสาขาที่เปิดบัญชี แต่พบว่า เงินหายไปจากบัญชีทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยถอนเงินมาก่อน จึงได้ขอรายงานการเดินบัญชี (Statement) จากธนาคารเพื่อมาตรวจสอบ ซึ่งพบว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการถอนเงินออกจากบัญชีถึง 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 900,000 บาท 

เมื่อพบหลักฐานความผิดปกติของบัญชี น.ส.นันทกานท์ ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้ และได้ติดต่อธนาคารเพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ธนาคารได้ขอเวลาในการดำเนินการถึง 2 สัปดาห์ ซึ่ง น.ส.นันทกานท์ ระบุว่า เป็นเวลาที่นานจนเกินไป เนื่องจากเงินในบัญชีนั้น เป็นเงินสำหรับการรักษาพ่อที่ป่วย ซึ่งไม่ทราบว่าต้องใช้เมื่อใด อีกทั้งเงินที่หายไปยังเป็นเงินจำนวนมากจึงรู้สึกกังวลมาก

ล่าสุด วันนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ ได้ติดต่อผู้เสียหายเพื่อพูดคุย พร้อมยืนยัน จะเร่งดำเนินการตรวจสอบเพื่อคืนเงินให้โดยเร็วที่สุดไม่เกิน 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ ธนาคารฯ ทราบตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว โดยเป็นพนักงานหญิงของธนาคารฯ ในสาขาโรบินสัน ฉะเชิงเทรา ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ น.ส.นันทกานท์ ระบุว่า ส่วนตัวไม่ได้ใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม และบริการเอสเอ็มเอสแจ้งเตือนรายการถอน-โอน จึงทำให้ไม่รู้ตัวว่าเงินได้ถูกถอนออกไปถึง 5 ครั้ง โดยครั้งแรกที่ถอน ห่างจากวันที่เข้าไปฝากเงินเพียง 1 วันเท่านั้น โดยหลังจากนี้จะต้องใช้บริการเหล่านี้ เพื่อให้มีการแจ้งเตือนการเดินบัญชีอย่างต่อเนื่อง

 


ร้องซอยบงกช 69 ถนนพังหลุมกว้าง - น้ำขัง ไร้หน่วยงานซ่อมแซม

Wed, 21 Aug 2019 19:36:00

วันนี้ (21 ส.ค. 2562) ชาวบ้านที่พักอาศัยและสัญจรผ่านซอยบงกช 69 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ร้องเรียนผ่าน รายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ ว่าการขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ผ่านบริเวณซอยนี้ได้รับความลำบากเป็นอย่างมากเนื่องจากถนนชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ เกือบตลอดทั้งซอย

 

จากการลงพื้นที่สำรวจของทีมข่าวพบว่าถนนเกือบตลอดทั้งเส้น มีสภาพชำรุดเป็นช่วงๆ ซึ่งบางจุดมีน้ำขัง ทำให้รถที่สัญจรผ่านไปมาต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เป็นอย่างมาก โดยถนนซอยบงกช 69 นี้ เป็นทางเชื่อมที่สามารถสัญจรเข้าออกไปยังถนนคลองสอง และคลองสามได้ จึงเป็นเส้นทางเลี่ยงของรถในย่านนี้

 

หลังประสานไปยังเทศบาลเมืองคลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อให้รับทราบปัญหา เทศบาลฯ ยืนยันว่า มีแผนที่จะดำเนินการแก้ไขเป็นการถาวรแล้วโดยจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 แต่ขณะนี้จะเร่งดำเนินการซ่อมแซมให้เป็นการชั่วคราวก่อนเพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

 

 


เจาะธุรกิจซื้อ-ขายสุนัขพันธุ์เกรทเดน แนะคนเลี้ยงต้องศึกษาให้ดี

Wed, 21 Aug 2019 18:46:00

 

วันนี้ (21 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปรากฎการณ์ “สุนัขพันธุ์เกรทเดน” 13 ชีวิตที่เจ้าของไม่มีกำลังทรัพย์เลี้ยงดู ทิ้งให้ อดอาหาร อดน้ำใน จ.ปทุมธานี กลุ่มคนที่รักสัตว์คงสะเทือนใจไม่น้อยเมื่อเห็นสภาพร่างกายน้องหมาผอมโซ หนังหุ้มกระดูกจนเห็นซี่โครง สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการเพาะพันธุ์สุนัขขาย

สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคลินิกสัตว์ แนะนำว่า คนที่สนใจเปิดธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ อย่าง “พันธุ์เกรทเดน” เจ้าของเป็นนักวางแผน และมีกำลังทรัพย์มากพอสมควร เพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูค่อนข้างใช้เงินมาก

 

เปรียบเทียบอาหาร “สุนัขพันธุ์เกรทเดน” ค่าใช้จ่ายสูง

นายสัตวแพทย์นริศ เต็งชัยศรี อ.ภาควิชาเวชศาสตร์คลีนิกสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เปรียบเทียบค่าอาหารสุนัขขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ให้ทีมข่าวฟังว่า ถ้าเปิดฟาร์ม “สุนัขพันธุ์เกรทเดน” เจ้าของที่อยากทำธุรกิจจะต้องมี เงินเย็น หมายถึงเงินเก็บที่ไม่ต้องเบิกมาใช้เพื่อค่าใช้จ่ายอื่น แต่สามารถเบิกมาเป็นค่าอาหาร ค่าเลี้ยงดู ช่วงที่ยังขายลูกเกรทเดนที่เพาะพันธุ์ออกมาไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะ 1-3 สัปดาห์ สุนัขพันธุ์เกรทเดน 1 ตัว กินอาหาร 20 กก. ค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ขณะที่สุนัขทั่วไป เช่น ชิสุ ชิวาว่า บีเกิ้ล กินอาหาร 20 กก.ได้ 2-3 เดือน หากเทียบค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ถ้าเป็นสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล ชิวาวา เลี้ยงแล้วขายไม่ได้ เราให้อาหารกิน 3-4 ช้อนก็ทำให้เขาอิ่มได้แล้ว แต่สุนัขพันธุ์เกรทเดนกินข้าววันละเป็นกะละมังต่อ 1 ตัว มันจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

มีข้อมูลว่าสุนัขสายพันธุ์เล็ก-กลาง ต้องการอาหารที่มีคุณภาพสูง เกรดพรีเมียม ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี แต่สุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น “พันธุ์เกรทเดน” ที่ปรากฎเป็นข่าวตอนนี้ เจ้าของจะต้องเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี เรื่องคุณภาพอาหารถึงอายุ 2 ปีที่โตเต็มวัย และยิ่งมีใบเพ็ดดีกรี การันตีสายพันธุ์แท้ ดูแลอย่างดี ราคาซื้อ-ขายจะสูงมาก

ในตลาดฟาร์มสุนัขสายพันธุ์เกรทเดน มีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท แต่ถ้าไม่มีใบรับรองตามอินเทอร์เน็ตลงขายกันอยู่ไม่กี่พันบาท แล้วแต่การตกลงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และคนที่รับไปเลี้ยงบ้านจะต้องมีที่ดินกว้าง ให้พวกเขาได้วิ่งเล่น ออกกำลังกาย ไม่ใช่นำไปอยู่ในคอนโดมิเนียมที่พื้นที่จำกัด หรือ ขังไว้ในกรงที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์



 

ราคาตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท 

มีข้อมูลว่าสุนัขสายพันธุ์เล็ก-กลาง ต้องการอาหารที่มีคุณภาพสูง เกรดพรีเมียม ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี แต่สุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น “พันธุ์เกรทเดน” ที่ปรากฎเป็นข่าวตอนนี้ เจ้าของจะต้องเลี้ยงดูอย่างดี ต้องให้อาหารที่มีคุณภาพสูงถึงอายุ 2 ปีที่โตเต็มวัย และยิ่งมีใบเพ็ดดีกรี การันตีสายพันธุ์แท้ ดูแลอย่างดี ราคาซื้อ-ขายจะสูงมากในตลาดฟาร์มสุนัขสายพันธุ์เกรทเดน มีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท แต่ถ้าไม่มีใบรับรองตามอินเทอร์เน็ตลงขายกันอยู่ไม่กี่พันบาท แล้วแต่การตกลงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และคนที่รับไปเลี้ยงบ้านจะต้องมีที่ดินกว้าง ให้พวกเขาได้วิ่งเล่น ออกกำลังกาย ไม่ใช่นำไปอยู่ในคอนโดมิเนียมที่พื้นที่จำกัด หรือ ขังไว้ในกรงที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์

คนที่ทำฟาร์มไม่ควรมุ่งกำไรเพียงอย่างเดียว ต้องนึกเสมอว่าสุนัขที่ผสมพันธุ์ได้ต้องเกิดมาหลายตัว การผสมสุนัข 1 คอก ตัวที่สวยๆ คล้ายพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ อาจมีแค่ไม่กี่ตัว เพราะมีเรื่องสี การสบฟัน รูปร่าง ประกอบกัน พันธุ์เกรทเดนต้องโครงสร้างใหญ่ บึกบึน หัวเหลี่ยม ขนสั้น ถ้าได้ขนยาว หน้ากลม ถือว่าผิดพันธุ์

เจาะกลุ่มคนเลี้ยง “สุนัขเกรทเดน” น้องหมาพันธุ์ยักษ์ใจดี

 

คนที่ชื่นชอบ และรักสุนัขสายพันธุ์เกรทเดน ถูกวิเคราะห์จากนายสัตวแพทย์นริศ ว่า เป็นกลุ่มลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง หรือ Niche market การจะทำธุรกิจเปิดฟาร์มอาจจะต้องทำข้อมูลศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อน เพราะสังคมเมืองปัจจุบัน คนที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูงอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ เช่น กทม. ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ถิ่นฐานที่อยู่เริ่มเล็กลง เพื่อความสะดวกสบาย เช่น ซื้อคอนโดมิเนียม บ้านแบบทาวน์โฮม หรือเช่าห้องพักที่เดินทางสะดวก ทำให้พื้นที่ไม่เหมาะกับการเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์เกรทเดน

ธุรกิจฟาร์มสัตว์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เจ้าของต้องวางแผนให้ดี ตั้งเป้าหมายกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน ถ้าเราหาลูกค้าไม่ได้ สินค้าหรือลูกสัตว์ที่เราเพาะพันธุ์ออกมา เจ้าของฟาร์มต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป

 


"รัชกาลที่ 10" ทรงรับเกรทเดน 13 ตัวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

Wed, 21 Aug 2019 13:59:00

 ความคืบหน้ากรณีพบสุนัขเกรทเดน จำนวน 13 ตัวที่ถูกเจ้าของฟาร์มเพาะเลี้ยงปล่อยทิ้งไว้จนผอมโซ จนเหลือแต่กระดูก เนื่องจากไม่สามารถขายได้ จนมีการแจ้งผ่าน เพจ WATCHDOG THAILAND ที่นำทีมสัตวแพทย์ และกองสวัสดิภาพสัตว์กรมปศุสัตว์ ปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานีเข้าไปช่วยเหลือผู้สื่อข่าวรายงาน

วันนี้ (21 ส.ค.2562) เฟซบุ๊ก WATCHDOG THAILAND โพสต์ข้อความว่า สุดปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระบรมราชโองการมอบหมายผู้แทนพระองค์ ขอรับน้องหมาเกรทเดนทั้ง 13 ชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นำยานพาหนะสำนักพระราชวัง มารับสุนัขทั้ง 13 ตัวไปฟื้นฟูสภาพรักษาร่างกาย ที่โรงพยาบาลสัตว์ของคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

 

ภาพ:กรมปศุสัตว์

ภาพ:กรมปศุสัตว์

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ได้นำสุนัขมาจากบ้านของผู้เลี้ยงใน ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จากนั้นได้นำมาตรวจอาการประเมินสภาพอาการของสุนัขทั้งหมด เพื่อแยกอาการ และนำมาเลี้ยงดูในกรงบริเวณเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงด้านหลังปศุสัตว์ปทุมธานี

พบว่าทั้ง 10 ตัว มีสภาพร่างกายที่ดีขึ้นหลังจากได้รับอาหาร สารอาหารเพิ่ม แต่ยังมีสภาพซูบผอม บางตัวนอนกับพื้น บางตัวเริ่มเดินไปมาโดยรอบกรง ส่วนอีก 3 ตัวเจ้าหน้าที่นำไปดูแลกรณีพิเศษในห้องดูแล เพราะมีอาการหนัก 
ภาพ:กรมปศุสัตว์

ภาพ:กรมปศุสัตว์

10 ตัวอาการดีขึ้น-ส่วนอีก 3 ตัวยังวิกฤต

นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ จ.ปทุมธานี ได้เข้าไปตรวจสอบบ้านของผู้เลี้ยงสุนัขเกรทเดน และได้พูดคุยจนสามารถนำสุนัขออกมาได้ทั้งหมด 13 ตัว จำนวนนี้ 3 ตัวที่มีอาการหนัก ส่วนอีก 10 ตัวเจ้าหน้าที่ได้ให้การดูแลให้สารอาหารทางผิวหนัง และทางเส้นเลือด เพื่อรีบฟื้นฟูร่างกายของสุนัข คาดว่าอีกประมาณ 2 อาทิตย์น่าจะดีขึ้น

ทั้งนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้รับสุนัขทั้งหมดไปดูแลรักษาเป็นสุนัขในพระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อให้ความเป็นอยู่ และการดูแลที่ดีในศูนย์รับเลี้ยงสุนัขในสำนักพระราชวังต่อไป

ภาพ:กรมปศุสัตว์

ภาพ:กรมปศุสัตว์

 

นอกจากนี้นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีเจ้าของสุนัขในข้อหาทารุณกรรมสัตว์ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557  

พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ แจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น "DLD 4.0" เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการกระทำความผิด และดำเนินการตามกฎหมายได้ทัน

 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ช่วย 13 ชีวิต "เกรทเดน" ถูกทิ้งสภาพผอมโซ-ขาดสารอาหารรุนแรง

 

 

 


WDT รับทำหมัน-ปรับพฤติกรรมสุนัข "บางแก้ว" กัดเจ้าของเสียชีวิต

Wed, 21 Aug 2019 13:12:00

วันที่ 20 ส.ค.2562 เจ้าหน้าที่ Watchdog Thailand และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง เดินทางไปบ้านหลังหนึ่งย่านดอนเมือง  กรุงเทพฯ เพื่อรับมอบ “ชาร์ลี” สุนัขสายพันธุ์บางแก้ว ให้เป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์ WDT โดยจะส่งตรวจและฝากไว้ที่โรงพยาบาลสัตว์กุลธาดา สายไหม 31 จากนั้นจะประสานส่งตัวสุนัขตัวดังกล่าวเข้าปรับพฤติกรรมเพื่อหาบ้านอุปการะต่อไป

สำหรับสุนัขตัวดังกล่าว เป็นตัวผู้และยังไม่ได้ทำหมัน เจ้าของได้ซื้อมาจากฟาร์มและเลี้ยงดูด้วยความรักมาตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่เกิดเหตุสุนัขกัดเจ้าของเป็นหญิงอายุ 63 ปี เสียชีวิตระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาล สภาพมีบาดแผลบริเวณลำคอ

ขณะที่ลูกชายของหญิงคนดังกล่าว ซึ่งพักอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ เล่าว่า ช่วงเช้าวานนี้ (20 ส.ค.) แม่ร้องขอความช่วยเหลือโดยบอกว่าถูกสุนัขกัด จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่แม่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล ซึ่งตัวเองกังวลว่าหากพี่ชายคนโตทราบเรื่องแล้วจะฆ่าสุนัข จึงขอความช่วยเหลือและประสานงานมายัง WDT ให้รีบเคลื่อนย้ายสุนัขออกจากบ้านโดยด่วน


รู้ยัง? กฎหมายจราจรใหม่ตำรวจยึดใบขับขี่ไม่ได้เริ่ม 20 ก.ย.นี้

Wed, 21 Aug 2019 11:10:00

วันนี้ (21 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเษกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ที่จะเริ่มมีผลบังคับในวันที่ 20 ก.ย.นี้ โดยบางมาตราที่บัญญัติให้ยกเลิกความในมาตราเดิมและบัญญัติใหม่ มีสาระสำคัญในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานจราจร ดังนี้

ตำรวจยึดใบขับขี่ไม่ได้ 

ทั้งนี้ เดิม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 140 วรรคสองในการออกใบสั่ง ให้อำนาจเจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราว โดยบัญญัติว่า ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้

แต่เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวถูกยกเลิกโดยมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.นี้ ในการออกใบสั่งเจ้าพนักงานจราจร จึงไม่มีอำนาจเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ต่อไป

 

ห้ามติดใบสั่งหน้ารถ-ส่งชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ถึงบ้าน

ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรที่ออกใบสั่งไม่พบตัวผู้ขับขี่ และไม่สามารถติด ผูกหรือแสดงใบสั่งไว้ที่รถได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด มาตรา 140 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 บัญญัติให้ส่งใบสั่งพร้อมด้วยพยานหลักฐานโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเพื่อให้ชำระค่าปรับ

ดังนั้นในกรณีดังกล่าวการส่งใบสั่งเจ้าพนักงานจราจรต้องส่งใบสั่งพร้อมด้วยพยานหลักฐาน และต้องส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จึงจะถือว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถได้รับใบสั่งนั้นแล้วเมื่อผลกำหนด 15 วันนับแต่วันส่ง

 

ใช้ใบขับขี่ดิจิทัลแสดงแทน

ในการแสดงใบอนุญาตขับขี่ในขณะขับรถ มาตรา 31/1 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 บัญญัติว่า “ ในขณะขับรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวและต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ ในกรณีที่ผู้ขับขี่แสดงใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดให้ถือว่าผู้ขับขี่มีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว”


การแสดงใบอนุญาตขับขี่ในขณะขับรถ ผู้ขับขี่สามารถแสดงใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ได้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำชับเจ้าพนักงานจราจร และผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องศึกษาทำความเข้าใจ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไป

วิธีดาวน์โหลดใบขับขี่ดิจิทัล

ทั้งนี้สามารถโหลดใช้งานใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ทั้งแอนดรอยด์ และไอโฟน โดยค้นหาจากคำว่า DLT QR LICENCE ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความเห็นต่าง "ใบขับขี่ดิจิทัล" ตำรวจ-ขนส่งฯ

มีสมาร์ตโฟนไม่ต้องพก "ใบขับขี่" ขนส่งเริ่มใช้ใบขับขี่ดิจิทัล ม.ค.นี้


ชะลอซ่อมทางหลัก "พระราม 2" หวั่นทับซ้อนสร้างทางยกระดับ

Tue, 20 Aug 2019 10:51:00

นายนรินทร์ ศรีสมพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักก่อสร้างทางที่ 1 กรมทางหลวง ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ถึงความคืบหน้าการปรับขยายทางหลวงหมายเลข 35 หรือถนนพระราม 2 ช่วงบางขุนเทียน – เอกชัย (กม.9+800-21+500) ระยะทางกว่า 11 กม. โดยระบุว่าการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะการปรับขยายทางคู่ขนาน (Frontage Road) จาก 2 เลน เป็น 3 เลน แต่จะยังไม่เริ่มการปรับขยายช่องทางหลัก (Main Road) เพราะตามแนวถนนเส้นนี้กำลังจะมีการก่อสร้างทางยกระดับ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเจาะเสาเข็มในเดือน ม.ค. ปี 2563 และใช้เวลา 6-8 เดือน

ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงรอให้การดำเนินการส่วนนั้นเสร็จก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มปรับปรุงเส้นทางหลัก เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อการจราจร เพราะหากดำเนินการก่อสร้างไปพร้อมๆ กัน ทั้งการปรับขยายทางหลัก และการเจาะเสาเข็มทางยกระดับ อาจส่งผลกระทบต่อการจราจรยิ่งขึ้น ทั้งนี้ตามแผนในการปรับขยายทางหลัก จะต้องจัดช่องทางจราจรไว้ 5 เลน เพื่อให้รถสัญจรสะดวก ประกอบด้วย 3 เลน จากทางคู่ขนานที่จะแล้วเสร็จในอนาคต และอีก 2 เลน จากการกันพื้นที่บางส่วนในช่องทางหลัก เพื่อชดเชยพื้นผิวจราจรในส่วนที่มีการก่อสร้างด้วย

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการปรับขยายถนนบางช่วงจะมีการเปิดหน้างานในทางหลักไปแล้ว เช่น ช่วงปลายโครงการ ตอน 3 ที่มีการเปิดหน้างานบนทางหลักแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำแบริเออร์ไปกั้นช่องทางให้เกิดความชัดเจน รวมถึงติดป้ายเตือนและสัญญาณไฟแล้ว ทั้งนี้หากการจราจรมีปัญหา ก็จะเปิดให้รถเข้าไปวิ่งบนทางคู่ขนาน เพราะทางคู่ขนานช่วงนั้นใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และเตรียมเปิดทางคู่ขนานให้ใช้จริงในสิ้นเดือน ส.ค.นี้ 


ช่วย 13 ชีวิต "เกรทเดน" ถูกทิ้งสภาพผอมโซ-ขาดสารอาหารรุนแรง

Tue, 20 Aug 2019 10:14:00

วานนี้ (19 ส.ค.2562) กรณีที่ Watchdog Thailand ได้รับเรื่องร้องเรียนสุดเวทนาเจ้าของปล่อยทิ้งสุนัขพันธุ์เกรทเดน อดโซ ป่วยตายคากรง หลังเพาะพันธุ์แล้วขายไม่ออก โดยญาติเจ้าของสุนัขได้ร้องเรียนพร้อมกับนำภาพที่น่าสลดใจ เนื่องจากแวนด้าและลูก รวม 2 ตัวตายคากรง เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา

ปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานีและสัตวแพทย์อาสา เข้าตรวจสถานที่เพาะพันธุ์สุนัขพันธุ์เกรทเดน ที่เจ้าของปล่อยให้หิวโซและตายในกรง ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว ภายในซอยสารสาท ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โดยรอบบ้านมีรั้วกั้นมิดชิด บริเวณรอบตัวบ้านมีต้นไม้ปกคลุมและได้ยินเสียงสุนัขเห่าตลอดเวลา แต่หน้าบ้านปิดประตูไว้ เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกหาผู้อาศัยอยู่ภายในบ้าน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับแต่อย่างใด

ภาพ:WATCHDOG THAILAND

ภาพ:WATCHDOG THAILAND

กระทั่งมีหญิงวัยกลางคนขับรถเก๋งสีดำมาจอดที่หน้าบ้านหลังดังกล่าว จึงทราบว่าเป็นเจ้าของบ้าน เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็ไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด และให้เพียงเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เข้าไปตรวจสอบภายในบ้านเท่านั้น โดยไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปเก็บบันทึกภาพ

นายกังวาล ถิรธำรง สัตวแพทย์ชำนาญการ ปศุสัตว์ปทุมธานี กล่าวว่า เจ้าของบ้านและเป็นผู้ดูแลสัตว์เลี้ยง ประสบปัญหาตกงาน ขาดสภาพคล่องทางด้านการเงินและเพิ่งหย่าร้างกับสามี จึงทำให้ไม่มีเงินสำหรับจะเลี้ยงดูสุนัข ซึ่งเมื่อก่อนได้ทำอาชีพเพาะพันธ์สุนัขพันธุ์เกรทเดนขาย แต่เมื่อเศรษฐกิจซบเซา จึงทำให้ขายสุนัขไม่ออกและต้องดูแลไว้ในกรงภายในบ้าน

เมื่อไม่มีเงินซื้ออาหารเลี้ยงสุนัข จึงทำให้สุนัขตายไป 3 ตัว และนำไปฝังกลบดินภายในเนื้อที่บริเวณบ้านพัก แต่ยังเหลือสุนัขอีกจำนวน 13 ตัว ที่มีสภาพผอมโซ จากการขาดสารอาหาร และมีบางตัวที่เริ่มมีอาการภาวะขาดอาหารมากเสี่ยงต่อการตายได้ง่าย
ภาพ: WATCHDOG THAILAND

ภาพ: WATCHDOG THAILAND

ช่วยรักษา 13 ชีวิตขาดสารอาหารรุนแรง

เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับหญิงคนดังกล่าว เพื่อจะดำเนินการนำสุนัขทั้งหมด 13 ตัวไปเลี้ยงดูสถานเลี้ยงสัตว์ของกรมปศุสัตว์ก่อน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้ฟื้น ซึ่งหากทางเจ้าของมีความสามารถที่จะเลี้ยงดูเองได้แล้วก็สามารถนำกลับไปเลี้ยงได้ แต่เจ้าของสุนัขถือมีความผิดตาม พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่มาสอบถามเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ขณะที่ Watchdog Thailand ระบุว่า กองสวัสดิภาพสัตว์กรมปศุสัตว์และปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี เข้าช่วยเหลือและตรวจยึดเกรทเดนที่เหลืออีก 13 ชีวิตในบ้านที่ใช้เป็นสถานที่เพาะพันธุ์สุนัขแล้วปล่อยให้อดโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทุกตัวมีสภาพขาดสารอาหารรุนแรง สิ้นไร้เรี่ยวแรง กองสวัสดิภาพสัตว์ฯ ระดมสัตวแพทย์ช่วยชีวิตเบื้องต้นแล้ว และทาง Watchdog Thailand จำเป็นต้องรักษาฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรงต่อไป

 


นักโบราณคดีแจงวางสายไฟวัดไชยฯ รื้อกำแพงบูรณะอายุไม่เกิน 30 ปี

Tue, 20 Aug 2019 06:50:00

วานนี้ (19 ส.ค.2562) เฟซบุ๊ก Kt-Phummipat Khongthaewtong ได้เผยแพร่รูปภาพพร้อมข้อความ ระบุว่า กรมศิลป์ฯไปไหน เกิดอะไรขึ้นกับวิธีการฝังและเดินสายเคเบิลวัดไชยวัฒนาราม พวกออเจ้ารู้หรือไม่ว่า ทำไมถึงเลือกที่จะทุบ-ทำลายกำแพงวัดอายุ 389 ปี ทำไมช่างรับเหมาถึงไม่เลือกที่จะสกัดอิฐออกทีละก้อน หรือทำไมไม่เจาะอุโมงค์ลอดใต้กำแพง

คนคุมงานกรมศิลปากรหายไปไหน ไกด์ตอบลูกค้าไม่ได้ เห็นทีแรกก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น นี่หรือคือวิธีการทำงานของประเทศไทย ทำไมไม่เคารพโบราณสถานบ้าง ทำลายโบราณสถาน ตอบลูกค้าไม่ได้จริงๆ งง ใครตอบคำถามนี้ทีครับ

 

ภาพ : Kt-Phummipat Khongthaewtong

ภาพ : Kt-Phummipat Khongthaewtong

 

ภาพ : Kt-Phummipat Khongthaewtong

ภาพ : Kt-Phummipat Khongthaewtong

หลังจากมีการเผยแพร่ภาพดังกล่าว ทำให้มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีผู้กดแสดงความรู้สึกแล้วกว่า 3,500 คน และมีผู้แสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ดังกล่าวกว่า 1,000 ความเห็น โดยส่วนใหญ่กังวลถึงความเสียหายของโบราณสถาน ขณะที่หลายคนมองว่า หากจะมีการรื้อหรือบูรณะใดๆ ควรมีการกันพื้นที่ให้ชัดเจน และมีป้ายชี้แจงให้นักท่องเที่ยวทราบด้วย เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย

ภาพ : Kt-Phummipat Khongthaewtong

ภาพ : Kt-Phummipat Khongthaewtong


ล่าสุด นายวีระศักดิ์ แสนสะอาด นักโบราณคดีปฏิบัติการ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ในภาพที่เห็นคือ งานวางระบบไฟส่องสว่างใหม่ ก่อนการดำเนินงานมีการวางแผนแนวสายไฟให้กระทบโบราณสถานให้น้อยที่สุด

ในภาพจำเป็นต้องวางแนวสายไฟเข้าด้านในโบราณสถาน จึงตัดสินใจรื้อแนวกำแพงที่เพิ่งก่อบูรณะอายุไม่เกิน 30 ปี โดยไม่กระทบหลักฐานเดิม และเสร็จแล้วจะเร่งบูรณะฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด โดยหน้างานมีเจ้าหน้าที่และนักโบราณคดีดูแลตลอด สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้

 


รมว.แรงงาน เผย 14 ลูกเรือไทยในโซมาเลีย กลับถึงไทยสัปดาห์หน้า

Mon, 19 Aug 2019 18:11:00

วันนี้ (19 ส.ค.2562) ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในโซมาเลียว่า ในส่วนของเรือวาดานิ 2 ซึ่งมีลูกเรือจำนวน 20 คน เป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ 6 คน ระนอง 3 คน สมุทรสาคร สุรินทร์ และนครพนม จังหวัดละ 2 คน ที่เหลือเป็นชาวชัยภูมิ สกลนคร อุบลราชธานี หนองคาย และอุทัยธานี จังหวัดละ 1 คน

จากการรายงานของ น.ส.โสพิศ หมัดป้องตัว อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทราบว่า ขณะนี้แรงงานไทยในโซมาเลียทุกคนได้รับการช่วยเหลือปลอดภัยดี และขึ้นมาบนฝั่งทั้งหมดแล้ว ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการประสานเพื่อเดินทางกลับมาประเทศไทย คาดว่าจะถึงไทยภายในสัปดาห์หน้า

 

ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวว่า ลูกเรือ 20 คน ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ 7 คน และจากการหารือพบว่า นายชารีฟ นายจ้าง ชาวอิหร่าน และนายอาร์มิล บุตรชาย ไม่ใช่ผู้ที่สร้างปัญหากับลูกเรือตามที่หลายฝ่ายกังวล แต่นายชารีฟและครอบครัวได้เข้ามาช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของลูกเรือเนื่องจากมีความสนิทคุ้นเคยกับลูกเรือเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ลูกเรือไทยทั้งหมด 20 คน จำนวน 14 คน แจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย ส่วน 6 คน ประสงค์ทำงานกับนายชารีฟที่ประเทศอิหร่าน ซึ่งลูกเรือไทยทั้ง 14 คน ได้รับการช่วยเหลือจากนายชารีฟจ่ายค่าวีซ่าให้และให้เงินเดือนล่วงหน้าเดือน ส.ค.จำนวน 1 เดือน โดยนำมาเป็นค่าตั๋วเครื่องบินกลับไทย เส้นทางเมืองบันดาอับบาส เตหะราน-กรุงเทพฯ เงินใช้จ่ายส่วนตัวระหว่างเดินทาง และเป็นค่าใช้จ่ายกลับภูมิลำเนา

 

ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการหาข้อเท็จจริงกับแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาแล้ว และรอตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมกับลูกเรือไทยที่กำลังจะเดินทางกลับมา เพื่อติดตามเรื่องค้างจ่ายค่าจ้างว่าบุคคลใดเป็นนายจ้าง ซึ่งเบื้องต้นลูกเรือไทยทั้งหมดไม่ได้รับค่าจ้างขณะทำงานอยู่ที่ประเทศโซมาเลียส่วนขณะทำงานอยู่ที่ประเทศอิหร่าน นายจ้างไม่มีปัญหาค้างจ่ายค่าจ้าง

รวมทั้ง การยื่นเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ยักยอกเงิน การขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ที่จะได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบ เป็นค่าพาหนะ (ในต่างประเทศ) ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น เท่าที่จ่ายไม่เกินจริง 30,000 บาท ส่วนลูกเรืออื่นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนฯ จะประสานรับเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือเยียวยาจากกระทรวงความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับภูมิลำเนา

 

สำหรับการสอบสวนข้อเท็จจริง นายนิธิวัฒน์ ธีระนันทกุล หรือ เสี่ยช้าง บุคคลที่ลูกจ้างระบุว่าเป็นนายหน้าว่าจ้างและพาลูกเรือทั้งหมดไปส่งนั้น เบื้องต้นไม่พบความผิดว่านายนิธิวัฒน์ หลอกลวงลูกจ้าง เนื่องจากได้ดำเนินการจ่ายค่าจ้าง และดำเนินการตามสัญญาจ้างไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงกับลูกเรือเพิ่มเติม

 


สั่งปรับเจ้าของรถตู้ ปล่อยผู้ขับรถหย่อนความสามารถฯ มาขับ

Mon, 19 Aug 2019 17:28:00

วันนี้ (19 ส.ค.2562) ตามที่ผู้โดยสารร้องเรียนผ่านสื่อออนไลน์ กรณีพนักงานขับรถตู้โดยสาร ขับเร็วและยังมีพฤติกรรมแปลกๆขับรถไปขยับตัวซ้ายขวาตลอดเวลา

 

ต่อมา กรมการขนส่งทางบก โดยกองตรวจการขนส่งทางบก ได้ตรวจสอบพบเป็นรถคันหมายเลขทะเบียน 10-2477 สุพรรณบุรี หมายเลขข้าง 951-22 ม.2จ กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี พนักงานขับรถชื่อ นายวิโรจน์ (สงวนนามสกุล) ใบอนุญาตขับรถ เลขที่ สพ.00776/43 ทุกประเภท ชนิดที่ 2 วันหมดอายุ 18 เมษายน 2565 ซึ่งไม่สามารถติดต่อได้ กองตรวจการขนส่งทางบกจะเร่งติดตามตัวมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

สำหรับรถตู้โดยสารคันดังกล่าวมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือ น.ส.ชนิษฐา (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการร่วม บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กรมการขนส่งทางบก จึงเปรียบเทียบ บขส. ในฐานะผู้ประกอบการขนส่ง ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 36 ประกอบมาตรา 131 ผู้ประกอบการขนส่งไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัยให้ผู้ขับรถซึ่งหย่อนความสามารถในการขับรถมาขับรถ เป็นเงิน 5,000 บาท และในส่วนของ บขส. สั่งพักรถคันดังกล่าวเป็นเวลา 15 วัน

 


รถมินิบัส "ทางเลือก-ทางรอด" ผู้โดยสาร (รถตู้)

Mon, 19 Aug 2019 17:08:00

การศึกษาวิจัยรถตู้มินิบัส (ไมโครบัส) เหมาะสมจะเปลี่ยนมาทำเป็นรถตู้โดยสารสาธารณะ รับ-ส่งผู้โดยสารหรือไม่ นั้นมีการศึกษามานานกว่า 10 ปี คือ โดย ผศ.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยนเรศวร หรือนักวิชาการความปลอดภัยทางถนน ยืนยันกับไทยพีบีเอสว่า นโยบายเปลี่ยนรถตู้เป็นรถมินิบัสไม่ได้เพิ่งมี และต้องการให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดใจรับฟังเนื่องจากการการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แม้จะไม่ได้บอกว่า รถมินิบัสจะไม่เกิดอุบัติเหตุแต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุกับรถตู้ 13 ที่นั่ง ทีมกู้ชีพกู้ภัยสะท้อนว่า มีความยากลำบากในการช่วยเหลือผู้โดยสารในรถออกมาและปัญหาตัวรถติดตั้งแก๊สเป็นเชื้อเพลิงทีมกู้ชีพกู้ภัยก็มีความกังวลว่าอาจจะเกิดระเบิดหรือเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมา

 

แต่ถึงอย่างไรทีมกู้ภัยก็พยายามเต็มที่ในการช่วยเหลือ แม้การดึงผู้โดยสารออกมาจากตัวรถจะทำได้อย่างยากลำบาก เพราะติดปัญหาประตูเข้า-ออก ได้ทางเดียว แต่รถมินิบัสมีทางขึ้น-ลง หรือเข้า-ออกได้ 2 ทาง กระจกรถก็สามารถเปิดออกได้กว้างเพียงพอที่นำตัวผู้โดยสารออกมาได้ ดังนั้นจึงเป็น "ทางเลือก-ทางรอด" ของรถตู้ จึงมีการตกลงกันว่าจะนำรถมินิบัสมาใช้เป็นรถตู้รับ-ส่งผู้โดยสาร เพื่อช่วยชีวิตคนจึงเป็นเหตุผลที่เสนอให้มีมินิบัสในประเทศไทย

ต้นทุนสูงทำให้รถมินิบัสถูกคัดค้าน ?

 

ผศ.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก

ผศ.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก

ผศ.ทวีศักดิ์  ระบุว่า เหตุผลที่ให้ใช้มินิบัส 20 ที่นั่งเนื่องจากเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรับผู้โดยสารได้จำนวนมากขึ้น จากเดิมรถตู้มีจำนวน 13 ที่นั่งผู้ประกอบการก็จะผู้โดยสารเพิ่มอีก 7 ที่นั่งรวมทั้งหมด 20 ที่นั่ง ขณะที่ข้อมูลของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์พบว่ารถตู้หากอายุเกินการใช้งาน 10 ปีขึ้นไป ค่าซ่อมบำรุงจะเพิ่มตามไปด้วยและแพงมากจนไม่คุ้มกับการลงทุนเพราะฉะนั้นหากผู้ประกอบการเปลี่ยนรถมินิบัสอายุรถของมินิบัสจะยาวกว่าทำให้คุ้มทุนกว่า

ถ้าจำเป็นจะต้องมีรถตู้ 13 ที่นั่งอาจจะจำกัดเฉพาะหมวด 1 ที่วิ่งเฉพาะใน กทม.และปริมณฑลได้หรือไม่ ไม่ใช่เพราะมันจะปลอดภัยนะ แต่เพราะ กทม.ขับรถเร็วไม่ได้แต่เพราะจราจรติดขัด ส่วนหมวด 2 หมวด 3 ที่วิ่งระหว่างจังหวัดระยะทางไกล ไม่ควรขยายยืดเวลาออกไปอีกเพราะมีความเสี่ยงสูงกว่า ถ้าเราจะยอมก็ให้เฉพาะหมวด 1

รถตู้หากเกินอายุ 10 ปีขึ้นไปค่าซ่อมบำรุงจะสูงและต้องหมั่นตรวจสอบจากเดิมปีละ 1 - 2 ครั้ง อาจจะต้องเพิ่มการตรวจสอบทุก 3 เดือน เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจว่าปลอดภัย และอยากจะเข้าไปบอกท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่า เรื่องนี้เริ่มต้นศึกษาตั้งแต่ปี 2009 ตอนนี้ 2019 ดังนั้นเรื่องนี้มีการศึกษามาแล้ว 10 ปี และไม่ใช่ว่าผู้ประกอบการไม่ทราบ ซึ่งทุกครั้งจะมีผู้ประกอบการมาแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย ซึ่งมีการขอเวลาอีก 10 ปี พวกเขาก็จะได้คืนทุนและสามารถเปลี่ยนรถใหม่เมื่อตกลงกันได้ก็ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งจุดนี้ต้องการให้รัฐมนตรีรับฟังซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งมาดำเนินการ

 

ไม่ควรเอาความปลอดภัยมาเป็นข้อต่อรอง

 

นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

 

นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ระบุว่า เป็นอันตรายอย่างมากที่กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดนี้ที่จะปลดล็อครถตู้ เพราะที่ผ่านมาอุบัติเหตุในรถตู้โดยสาร เมื่อเกิดเหตุครั้งใดก็มักที่จะมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก 2 ปีที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบก เข้มงวดกับรถตู้โดยสารสาธารณะให้ติดตั้งระบบ GPS ทุกคัน และจำกัดความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้จำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตค่อย ๆ ลดลง ยกตัวอย่างปี 2559 มีผู้เสียชีวิต 130 คน แต่พบว่าในปี 2561 มีผู้เสียชีวิต 52 คน ลดลงร้อยละ 60

 

แต่จะสังเกตว่า ที่ยังมีการเกิดอุบัติเหตุและรุนแรงอยู่เพราะโครงสร้างของรถยังไม่เปลี่ยนไปด้วย ถ้าต้องการให้ลดลงเป็นศูนย์ได้ สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการต่อต้องทำอย่างไร ให้ระบบโครงการและการช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้าเทียบดูแล้วรถตู้ยังไม่ตอบโจทย์ ยังมีความเสี่ยงสูง นอกจากเสี่ยงต่อการเกิดเหตุและยังเสี่ยงต่อการช่วยเหลือด้วย

รถตู้มีประตูเข้า-ออกด้านซ้ายด้านเดียว เมื่อถูกปิดก็เปิดไม่ได้ การช่วยเหลือจะจำกัดเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ผู้โดยสารก็เสียชีวิต นอกจากการลดอุบัติเหตุแล้ว เราอยากลดการเสียชีวิต ดังนั้นมินิบัสก็จะเข้ามาทดแทน ประตูอยู่ตรงกลางขึ้น-ลงก็สะดวกและมีประตูฉุกเฉิน

ถ้าครั้งนี้ กระทรวงคมนาคมรับข้อเสนอผู้ประกอบการต้องมาพิจารณาเงื่อนไขให้ดีโดยจะมีผลกระทบตามมาอย่างน้อย 2 เรื่องสำคัญ คือ ผู้ประกอบการและบริษัทผลิตรถยนต์จะเกิดความสับสนว่ารัฐบาลจะเดินไปทางไหนกับนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตกลงเอาอย่างไรเพราะหลายบริษัทก็ไปเป็นหนี้มาแล้วและแนวทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไร เช่นใครจะสมัครใจ หรือใครจะเป็นภาคบังคับ เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนรถมินิบัสก็ได้จะเป็นผลกระทบตามมาแน่นอน

 

ผู้โดยสารขอให้มีรถตู้มินิบัสเพิ่มขึ้น

ขณะที่สถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก มีรถตู้มินิบัสประมาณ 400 คัน จากทั้งหมด 5,000 คัน ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถมินิบัส ส่วนใหญ่สะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า พอใจกับรถมินิบัสเพราะปลอดภัย กว้างขวาง มีประตูฉุกเฉิน ทำให้รู้สึกปลอดภัยและมั่นใจที่จะนอนหลับระหว่างเดินทางมากขึ้นเพราะรถตู้ 13 ที่นั่งจะติดตั้งแก๊สเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากเกรงว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุและมีเหตุระเบิดจะหนีไม่ทัน

แต่ก่อนไม่กล้าหลับเลย นั่งรถตู้ไม่หลับ แต่พอมาเป็นรถมินิบัสสบายใจ เวลามันเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ต้องกลัวว่ามันจะตู้มต้าม  

ขณะที่ผู้ดูแลรถตู้เส้นทางกรุงเทพฯ – ระยอง เล่าว่า หากถามถึงความคุ้มทุนผู้ประกอบการจะได้ทุนคืนในระยาว ยอมรับว่าผู้โดยสารพึงพอใจรถมินิบัสมากกว่ารถตู้  13 ที่นั่ง ดังนั้นเชื่อว่าผู้ประกอบการจะได้ทั้งความมั่นใจในความปลอดภัยมาจากลูกค้าและจะได้ทุนคืน เพียงแค่ใช้เวลาหน่อย ซึ่งบริษัทได้พัฒนาควบคู่ไปกับการบริการ ขายตั๋วผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อความสะดวก

 

 

เช่นเดียวกับคนขับรถตู้เส้นทางกรุงเทพฯ - พัทยา ที่ระบุว่า ขนาดรถที่กว้างมากขึ้นทำให้คนขับรถสบายมากขึ้นไม่ปวดเมื่อยไม่ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นเดียวกัน

 

  
ล่าสุดเหตุการณ์อุบัติเหตุรถตู้ประสานงา พุ่งชนรถพ่วง 18 ล้อ ที่ จ.สระแก้ว จนมีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บสาหัสอีก 4 คน ยิ่งตอกย้ำถึงความเสี่ยงอุบัติเหตุ นักวิชการความปลอดภัยทางถนน จึงเร่งให้กระทรวงคมนาคมทวนนโยบายนี้ เพราะหากโครงสร้างรถตู้เป็นมินิบัส ผู้โดยสารอาจจะรอดชีวิตมากขึ้น จึงไม่ควรเอาความปลอดภัยมาเป็นข้อต่อรองอีกต่อไป

 

 


เบรกกะทันหัน! รถเมล์สาย 8 ทำผู้โดยสารล้มหงายหลัง

Mon, 19 Aug 2019 12:14:00

เพจเฟซบุ๊ค “เฮียขับรถ” ได้โพสต์คลิปวีดีโอพร้อมข้อความว่า ”เหตุการณ์เกิดขึ้นวันเสาร์ที่ 17 ส.ค. ประมาณ 16.20 น. แถวๆ ถนนฝั่งตรงข้ามวัดภูเขาทอง รถที่นั่งคือรถเมล์สาย 8 ทะเบียน 12-4149 ขับรถน่ากลัวมาก ขับเร็วและปาดไปมา บีบแตรไล่รถที่ขวางหรือจอดติดไฟแดงข้างหน้า เร่งเครื่องสาดโค้งทุกโค้ง และจอดส่งผู้โดยสารนอกป้าย ทำให้คุณป้าที่กำลังลุกจากที่นั่งเพื่อจะลงป้ายขณะรถเมล์คนนี้ กำลังขับจี้ไล่แซงรถคันหน้าอย่างรวดเร็ว(ลองฟังจากเสียงเครื่อง และท่าทางคนขับ) แต่ไม่พ้นช่องทางรถคันหน้า คนขับจึงเบรกอย่างแรง ทำให้คุณป้าถูกเหวี่ยงจนมือหลุดจากเสาที่จับ และล้มหลังฟาดอย่างแรง ถึงขนาดนั่งนิ่งไปพักใหญ่ ทุกคนบนรถกำลังตกใจ

ส่วนคนขับรถเมล์ก็ขับกระชากรถเข้าป้ายตามคลิป พร้อมคำถามที่เจ้าของคลิปได้ยิน คือ ทำไมไม่จับไว้ให้ดีๆ ยังไม่ถึงป้าย ป้ารีบลุกมาทำไม พร้อมขอให้ช่วยแชร์คลิปดังกล่าวเพราะไม่อยากปล่อยพฤติกรรมเหล่านี้ผ่านไป และสงสารคุณป้ามาก ถ้าคุณป้าหรือญาติคุณป้ามาเห็นคลิป ถ้ากลับไปมีการบาดเจ็บ เข้าโรงพยาบาลจากเหตุการณ์นี้ มาเอาคลิปที่ผมไปเป็นหลักฐานแจ้งความได้เลยครับ”

ล่าสุดมีรายงานว่า ขสมก. ได้แจ้ง บริษัท กลุ่ม 39 เดินรถ จำกัด ผู้ประกอบการรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ สาย 8 ให้นำตัวพนักงานขับรถคันดังกล่าว มารายงานตัวที่สำนักงานใหญ่ ขสมก. ในวันพรุ่งนี้ 20 ส.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง

 


ดูดน้ำมันกลางปั๊มทำไฟลุก หลังเติมผิด 20 ลิตร

Mon, 19 Aug 2019 08:21:00

วานนี้ (18 ส.ค.2562) เฟซบุ๊ก ศรินทิพย์ โรจนดิษโสภณ  ได้เผยแพร่วีดิโอพร้อมเล่าเหตุการณ์ไฟลุกที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งว่า หลังจากเข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊มได้แจ้งกับพนักงานว่า เติมน้ำมันดีเซล ก่อนจะดับเครื่องและเดินไปกดเงิน เนื่องจากทางปั๊มรับเงินสดไม่รับบัตรเครดิต เมื่อกลับมาที่รถพนักงานสอบถามว่าเติมดีเซลใช่ไหม จึงตอบไปว่าใช่ แต่พนักงานบอกว่าเติม E20 ไปแล้ว 20 ลิตร 

เขาเติม E20 ให้เราไป 20 ลิตร แล้วนึกได้ เลยหยุดแล้วมาถาม ประเด็นนี้ไม่ชัวร์ ควรรอถามไหม และถังน้ำมันก็ติดสติ๊กเกอร์แล้วว่าดีเซล ทำไมไม่อ่าน

หลังจากนั้นปั๊มน้ำมันได้เรียกให้คนมาถ่ายน้ำมันออกจากรถ โดยรถไม่สามารถขยับไปที่อื่นได้ เพราะรถเป็นระบบไฟฟ้าต้องกดสตาร์ท ถึงกดเปลี่ยนเกียร์ได้ ซึ่งตอนจอดได้ล็อกเบรกมือไว้ด้วย ทำให้ต้องถ่ายน้ำมันใกล้กับตู้จ่ายที่จอดเติมน้ำมันตั้งแต่แรก น.ส.ศรินทิพย์ ยืนยันว่า ส่วนตัวไม่รู้เรื่องการถ่ายน้ำมัน ช่างว่าอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น แต่บันทึกภาพไว้ตลอด หากเกิดอะไรก็มีหลักฐาน

นาทีที่ไฟลุก เต๋าอยู่ตรงนั้น ช็อกมาก ทำอะไรไม่ถูก เห็นไฟลามไปที่กางเกงช่าง และที่พื้นบริเวณน้ำมันหกเลอะเทอะ บอกตรงๆ กลัวโดนไฟครอกตายตรงนั้น กลัวปั้มระเบิด ไฟลุกแบบนั้นเป็นใครก็กลัว เลยวิ่งออกมา แต่คิดได้ ต้องเก็บหลักฐาน จึงหันไปถ่ายคลิปไว้สั้นๆ 
ภาพ : ศรินทิพย์ โรจนดิษโสภณ

ภาพ : ศรินทิพย์ โรจนดิษโสภณ


ทั้งนี้ น.ส.ศรินทิพย์ ระบุว่า สาเหตุที่เกิดไฟลุกนั้น เป็นเพราะสายไฟพ่วงกับแบตรถ ถูกับคราบน้ำมันที่เปื้อนที่พื้น จนเกิดสะเก็ดไฟ ลุกไปโดนผ้าที่เช็ดน้ำมัน ลามไปเสื้อผ้าคนเปลี่ยนน้ำมัน และบริเวณรอบรถ จนทำให้ช่างได้รับบาดเจ็บ ผิวหนังลอกที่แขนและขา แต่ขณะนั้นไม่มีถังดับเพลิงอยู่ที่ตู้จ่าย เนื่องจากปั๊มดังกล่าวจะปิดทำการเวลา 20.00 น. พนักงานจึงได้นำถังดับเพลิงไปเก็บในสำนักงานแล้ว เมื่อเกิดไฟลุกจึงต้องวิ่งเข้าไปเอาถังดับเพลิงในสำนักงาน

ล่าสุด หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟลุก เจ้าของรถได้จอดรถไว้ที่ปั๊มน้ำมัน และในช่วงเช้าก็ได้เรียกรถยกไปที่ศูนย์เพื่อตรวจสอบประเมินความเสียหายแล้ว โดยรถภายนอกไม่ได้รับความเสียหายมาก ส่วนตัวเครื่องยนต์ต้องรอตรวจสอบโดยละเอียดคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันพรุ่งนี้ 

ภาพ : ศรินทิพย์ โรจนดิษโสภณ

ภาพ : ศรินทิพย์ โรจนดิษโสภณ

 


"เรือเฟอร์รี่" แจงปมให้นักเรียนลงจากเรือ รับนักท่องเที่ยวไปก่อน

Sun, 18 Aug 2019 15:27:00

จากกรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพกลุ่มเด็กนักเรียนจำนวนมาก ระบุว่า 16 ส.ค. 62 เวลาเรือเที่ยว 17.00 น. ท่าเรือซีทรานเฟอร์รี่ ดอนสัก ทางโรงเรียนเกาะสมุยได้ทำหนังสือแจ้งบริษัท ล่วงหน้าแล้วว่านักเรียน จะต้องเดินทางไปกลับ เที่ยวเช้า 06.00 น. ท่าเรือสมุย ตอนไปไม่มีปัญหา แต่ในเวลา 17.00 น. เที่ยวกลับจากดอนสักมาสมุย อ้างว่าลดให้นักเรียนแล้ว แล้วให้เหตุผลว่า ลดให้ครึ่งราคา กรุณาเข้าใจด้วย ขณะนักเรียน ร.ร.เกาะสมุย ได้ขึ้นเรือประมาณ 80% แล้ว ทางบริษัทได้ให้นักเรียนลงมาเพื่อรอเรือเที่ยว 18.00 น. แล้วให้นักท่องเที่ยวจีนขึ้นเรือแทน

#เรือซีทรานเฟอร์รี่ ควรตอบแทนสังคม คืนกำไรให้กับชาวสมุย ที่ให้เรือซีทรานเฟอร์รี่มาเปิดใช้บริการ (เด็กคืออนาคตของชาติ แต่บริษัทกลับไม่ให้ความสำคัญ) #นักเรียนโรงเรียนเกาะสมุย ม.2 เดินทางไปทัศนศึกษา แหล่งเรียนรู้ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช #ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ #ผู้ปกครอง ต้องรอคอยนักเรียนกลับถึงเกาะมืด ด้วยความเป็นห่วง”

หลังจากที่ข้อความดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ได้มีผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ

 

 

ล่าสุด วันนี้ (18 ส.ค.) ซีทราน เฟอร์รี่ ได้ออกคำชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ตามที่โรงเรียนเกาะสมุยได้ไว้วางใจใช้บริการเรือโดยสารข้ามฟากของ บริษัท ซีทราน เฟอรี่ จำกัด แล้วเกิดข้อขัดข้องในการให้บริการ บริษัทกราบขออภัย และขอชี้แจงเหตุขัดข้อง ดังนี้

บริษัทได้รับหนังสือขอใช้บริการช่วงบ่ายของวันที่ 15 ส.ค. 62 เวลา 16.38 น. ซึ่งเป็นเวลานอกราชการว่าจะมีคณะของนักเรียน จำนวน 289 คน และ คุณครู 16 ท่าน เดินทางจากท่าเรือหน้าทอน มายังท่าเรือดอนสัก ในวันที่ 16 ส.ค. 62 เที่ยวเวลา 06.00 น และเดินทางกลับในวันเดียวกันเที่ยวเวลา 17.00 น. เป็นเหตุให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเที่ยวเรือได้

ในวันที่ 16 ส.ค. 62 เวลา 16.45 น. ขณะที่นักเรียนกำลังทยอยขึ้นเรือที่จะออกเดินทางในเวลา 17.00 น. จาก ท่าดอนสักไปท่าเรือหน้าทอน ได้มีนักท่องเทียวประมาณ 160 คน โดยสารไปกับเรือ พร้อมด้วยผู้โดยสารทั่วไปที่มากับรถโดยสารจากตัวเมือง และที่มาซื้อตั๋วหน้าท่าอีกจำนวนหนึ่ง เป็นเหตุให้จำนวนผู้โดยสารเกินจากที่กำหนด อันเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ

ทางคณะอาจารย์ผู้ควบคุมนักเรียน ต้องการให้นักเรียนเดินทางไปพร้อมกันในเที่ยวเดียว จึงได้เรียกให้นักเรียนที่ขึ้นอยู่บนเรือแล้วลงมารวมตัวกันด้านล่าง เพื่อเดินทางในเที่ยวเรือถัดไป

ทั้งนี้บริษัทให้บริการเรือโดยสารข้ามฟากมีผู้ไว้วางใจใช้บริการหลากหลายประเภท มีความต้องการที่หลากหลายจำเป็นที่จะต้องรักษากฎระเบียบ และปฏิบัติตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยที่เคร่งครัด เพื่อป้องกันความผิดพลาดและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ บริษัทขออภัยในความผิดพลาดเป็นอย่างสูง และพร้อมจะปรับปรุงการให้บริการให้มีมาตรฐานดียิ่งขึ้นมากกว่านี้