อย.เตือน "ยาผีบอก" อันตราย มีส่วนผสมสเตียรอยด์

Wed, 16 Oct 2019 08:14:00

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค.2562) นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า จากข่าวพบหญิงอายุ 49 ปี เสียชีวิตที่บ้านพัก โดยสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป อย่างไรก็ตาม ในที่เกิดเหตุพบซองยาผีบอก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบพบว่าไม่มีการขึ้นทะเบียนกับ อย. จัดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม พยายามเลียนแบบชื่อยาที่ได้รับอนุญาต ผู้ผลิตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีและปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนผู้ขายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 300,000 บาท ตาม พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562

จากการตรวจสอบย้อนหลัง พบว่า อย.ได้เคยเตือนอันตรายของยาผีบอกแล้วตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากตรวจพบว่ามีส่วนผสมของสเตียรอยด์ และยังได้ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. รวมทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคามขยายผลและตรวจสอบถึงแหล่งผลิตในพื้นที่ จ.มหาสารคาม พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดด้วย จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อซื้อยาผีบอกมารับประทาน อาจได้รับอันตรายได้

อวดอ้างสรรพคุณ - ลักลอบผสมสเตียรอยด์


ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบยาแผนโบราณที่โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดข้อ ปวดเข่า เมื่อรับประทานแล้วหายปวดเร็วผิดปกติ มักจะลักลอบผสมสเตียรอยด์ เพื่อให้ผู้ใช้เห็นผลทันใจ ซึ่งสเตียรอยด์เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะมีผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกายแทบทุกระบบ มีผลข้างเคียงสูง ผู้ผลิตที่เห็นแก่ได้มักลักลอบนำมาผสมในยาแผนโบราณ เพื่อให้เกิดผลในการรักษาที่รวดเร็ว โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภค การรับประทานยาแผนโบราณที่ลักลอบผสมสเตียรอยด์ทำให้เกิดผลเสียต่อผู้ใช้มากมาย เช่น ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคได้ง่าย เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลง อาจถึงขั้นกระเพาะทะลุ กล้ามเนื้อลีบ กระดูกผุ ภูมิคุ้มกันลดลง บางรายถึงขั้นไตวาย เป็นอันตรายถึงชีวิต

แนะซื้อยาจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้าน


เลขาธิการ อย.กล่าวว่า ขอเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หากเจ็บป่วยให้ปรึกษาแพทย์ และหากต้องการซื้อยาให้ซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้าน อย่าหลงเชื่อยาที่แสดงสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง และอย่าซื้อยาจากแหล่งจำหน่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น บุคคลที่นำยามาขายด้วยตนเองตามแผงลอย ตลาดนัด และร้านค้าย่อย เพราะอาจได้รับยาที่มีการผลิตโดยไม่ถูกสุขลักษณะ ยาไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจทำให้เกิดการแพ้ยาและเสียโอกาสในการได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยว่ายานั้นได้รับอนุญาตจาก อย.หรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ fda.moph.go.th หรือทาง Oryor Smart Application และขอให้ผู้บริโภคช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นยาต้องสงสัยที่มีการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณขอให้ร้องเรียนมายังสายด่วน อย. 1556 หรือผ่านทาง Oryor Smart Application ได้เช่นกัน เพื่อ อย. จะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดปม : ยาผีบอก

เตือนภัย "ยาผีบอก" ผสมสเตียรอยด์-สวมรอยใช้เลข อย.อาหาร 

 


เตือน 8 จังหวัดใต้ รับมือฝนตกหนัก 17-19 ต.ค.นี้

Tue, 15 Oct 2019 18:54:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 1 เรื่องฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17-19 ต.ค.นี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในช่วงวันที่ 17-19 ต.ค.2562 บริเวณภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ บริเวณ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังปานกลางบริเวณอ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นมามีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช ลงไปมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ทั้งนี้ เนื่องจากลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมาบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง


ห่วงสภาพจิตใจแฟนคลับ "นักร้องเกาหลี" เสียชีวิต

Tue, 15 Oct 2019 18:21:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวการเสียชีวิตของนักร้องนักแสดงสาวชื่อดังของเกาหลีใต้ ว่า กรมสุขภาพจิตฝากถึงเหล่าบรรดาแฟนคลับที่ติดตามผลงานของนักร้องนักแสดงสาวคนดังกล่าว โดยขอแสดงความเสียใจด้วยกับการสูญเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งแฟนคลับสามารถศึกษาเรียนรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยการใช้เหตุการณ์ในครั้งนี้ เพื่อนำมาเป็นเครื่องเตือนใจ หรือสอนใจให้กับตัวเอง ในการช่วยกันสังเกตตนเอง คนในครอบครัว คนรอบข้าง บุคคลใกล้ชิด ซึ่งสามารถช่วยกันสอดส่องพูดคุยดูแลช่วยเหลือกันได้

หากใครที่มีอาการซึมเศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ หรือผู้ที่มีปัญหาความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ถูกกลั่นแกล้งในสังคม หรือมีการโพสต์ข้อความสัญญาณเตือนสั่งลาอะไรบางอย่าง ให้รีบเข้าไปพูดคุยช่วยเหลือเพื่อช่วยให้เขาได้ระบายความเครียด ความรู้สึก ความทุกข์ในใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดใจรับฟังกันและการเป็นผู้ฟังที่ดีมากขึ้น จะช่วยลดความสูญเสียในสังคม

 

แนะสื่อนำเสนอข่าวระมัดระวัง

อธิบดีกรมสุขภาพจิต ยังฝากสื่อมวลชนของไทย โดยการนำเสนอข่าวของสื่อต่าง ๆ มีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคนในสังคม ซึ่งจะสังเกตได้ว่า สื่อของเกาหลีใต้ในช่วงแรกของการเกิดเหตุการณ์สูญเสียที่เกิดขึ้น จะไม่นำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ที่มากมายนัก จนกว่าจะได้รับการวินิจฉัยและชันสูตรจากผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน หรือการประกาศจากทางส่วนงานของราชการก่อน หรือแม้กระทั่งค่ายเพลงของนักร้องดังก็ตาม เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและอ่อนไหวต่อสังคมมาก ซึ่งจะมีเหล่าแฟนคลับติดตามอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นทางสื่อมวลชนต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องรอจนกว่าจะมีข้อมูลที่แน่นอนชัดเจนก่อนแล้วถึงจะมีการนำเสนอข่าวออกสู่สังคม

ทั้งนี้ การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนนับเป็นส่วนสำคัญมาก โดยเฉพาะวิธีการนำเสนอ ซึ่งการนำเสนอในลักษณะของการดราม่าเร้าอารมณ์ เพื่อให้กลุ่มผู้รับชมหรือรับฟังเข้ามาสนใจจำนวนมาก โดยสื่อจะเลือกใช้คำพาดหัวข่าวในการนำเสนอแบบเร้าอารมณ์ ใช้คำพูดที่มีความรุนแรง คำพูดกระแทกจิตใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อบุคคลทั่วไป แต่อาจจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้ ดังนั้น สื่อมวลชนอาจจะต้องพิจารณาในการนำเสนอข่าวอย่างรอบคอบรอบด้าน และนำเสนอด้วยความระมัดระวัง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ซอลลี่" อดีตนักร้อง f(x) ถูกพบเสียชีวิตในบ้านพัก

ไซเบอร์บูลลี่ กับรอยยิ้มที่หายไปของซอลลี่ 

 


ครั้งแรก! วิ่งทดสอบรถไฟฟ้าถึงสถานี มก.

Tue, 15 Oct 2019 17:41:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ได้เผยแพร่ภาพการนำขบวนรถไฟฟ้า วิ่งทดสอบครั้งแรกจากสถานีห้าแยกลาดพร้าว (N9) ถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13)

รถไฟฟ้าบีทีเอส นำขบวนรถไฟฟ้าวิ่งทดสอบครั้งแรก (First Train In) จากสถานีห้าแยกลาดพร้าว ไปยังสถานีพหลโยธิน 24 สถานีรัชโยธิน สถานีเสนานิคม ไปสิ้นสุดที่สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N9-N13) เมื่อเวลา 11.00 น.-12.00 น.

 

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต ขณะนี้มีการทดลองเดินรถจากสถานีจากสถานีหมอชิต (N8) ไปยังสถานีห้าแยกลาดพร้าว (N9) เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.-5 ธ.ค.นี้  เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด บริเวณถนนพหลโยธิน และถนนวิภาวดี และกำหนดภายในปลายปี 2562 จะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 4 สถานี คือสถานีพหลโยธิน 24 สถานีรัชโยธิน สถานีเสนานิคม และสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการตลอดเส้นทาง ในเดือนธ.ค.2563 

 

 

 

 

 


ลูกจ้างชั่วคราวสังกัด สพฐ.เรียกร้องปรับสัญญาจ้างเป็นรายปี

Tue, 15 Oct 2019 12:29:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) นายวุฒิภัทร มุมอภัย ครูธุรการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีหนังสือเรื่อง การจัดสรรอัตราจ้างเหมาบริการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 2 ก.ย.2562 นั้น

ทำให้กลุ่มลูกจ้างในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เดิมเป็นอัตราจ้างชั่วคราวรายเดือน ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เปลี่ยนมาเป็นอัตราจ้างเหมาบริการ จะทำให้เสียสิทธิ์ในหลายเรื่อง เช่น เรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สวัสดิการเกี่ยวกับความคุ้มครอง เป็นต้น ซึ่งลูกจ้างในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จ.อุดรธานี ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ด้วย

สมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย จึงนัดรวมพลกันที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการเพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์ กรณีการจัดสรรอัตราจ้างลูกจ้างชั่วคราว เปลี่ยนเป็นอัตราจ้างเหมาบริการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยในส่วนของ จ.อุดรธานี จะเดินทางไปรวมชุมนุมด้วยประมาณ 20 คน


ขณะที่ลูกจ้างชั่วคราวเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกมารับเรื่องด้วยตัวเอง และพิจารณาปรับสัญญาจากจ้างเหมาบริการกลับไปเป็นลูกจ้างชั่วคราวทำสัญญารายปีดังเดิม เพื่อคงสิทธิได้เงินสมทบประกันสังคมร้อยละ 50 ต่อคนต่อเดือน และขอให้พิจารณาให้สิทธิลูกจ้าง สามารถยกระดับเป็นพนักงานราชการในอนาคตได้ซึ่งลูกจ้างทั่วคราวที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้ทั่วประเทศมีไม่ต่ำกว่า 60,000 คน โดยยืนยันจะปักหลักประท้วงจนกว่าจะได้รับความชัดเจนจากกระทรวงศึกษาธิการ

ก่อนหน้านี้นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ว่า การปรับรูปแบบสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวเป็นจ้างเหมาบริการ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายของกระทรวงการคลัง และไม่ใช่แค่ลูกจ้างสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับผลกระทบแต่ปรับทุกกระทรวง


อย่างไรก็ตามกระทรวงศึกษาธิการ จะโยกงบส่วนอื่นมาอุดหนุนสมทบประกันสังคมแก่ลูกจ้างก่อน 6 เดือน แต่ไม่มั่นใจว่าจะปรับสัญญาจ้างกลับมาแบบเดิมได้หรือไม่ ทั้งนี้ ลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้ ทั่วประเทศมีไม่ต่ำกว่า 60,000 คน

ล่าสุด ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ปลัดกระทรวงและผู้บริหาร​ สพฐ.​ จะทำหนังสือด่วนถึงสำนักงบประมาณ​ กระทรวงการคลัง​ และจะไปหารือว่ากลับมาจ้างแบบสัญญาชั่วคราวแบบเดิมได้หรือไม่​ ร่วมกับ​กระทรวงการคลังในวันพรุ่งนี้  โดยนายประเสริฐ​ บุญเรือง​ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยัน​ว่า สิทธิไหนที่เคยได้ต้องได้เหมือนเดิม​ ทำให้ลูกจ้างพอใจและเริ่มแยกย้าย โดยกำหนดให้ความชัดเจนอีกครั้ง​ในวันที่ 25 ต.ค.​นี้

 

 


แชร์ประสบการณ์คนไทยหนึ่่งเดียวจิตอาสาช่วย "ฮากีบิส"

Tue, 15 Oct 2019 10:59:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Sarinee Khammuangmool  ได้เผยแพร่เรื่องราวประสบการณ์ของคุณแม่เรา #ที่ได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครคนไทยที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุภัยพิบัติในเมืองนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่คุณแม่มาเล่าให้ฟัง เราจึงได้เรียบเรียงและแชร์วิธีการทำงานของอาสาสมัครในเขต จ.นากาโนะ อำเภอซาคุ ประเทศญี่ปุ่น

หวังว่า เรื่องราวนี้บางส่วนจะสามารถใช้แนวทางเมื่อเกิดภัยพิบัติสำหรับประเทศไทย และคนไทยที่ต้อง การร่วมเป็นอาสาสมัครในต่างแดน จากเหตุการณ์พายุฮากิบิส นากาโนะ เป็นเขตเตือนภัยระดับ 5 โดยทำให้มีผู้เสียชีวิตในเขต จ.นากาโนะ อำเภอซาคุ 1 คน

เหตุการณ์พายุฮากิบิสเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 60 ปี หลังจากเกิดภัยพิบัติ ช่วงคืนวันที่ 12-13 ต.ค. เขต จ.นากาโนะ อำเภอซาคุ ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ  โดยท่านนายอำเภอ เขตอำเภอซาคุ ได้โพสต์ลง twitter ประกาศลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ประกาศในเพจ ของอำเภอ เพื่อขออาสาสมัครมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้อาสาสมัครมารวมตัวกันในสถานที่ ที่เรียกว่า “โนคาว่าไคกัง”

ภาพ: เฟซบุ๊ก Sarinee Khammuangmool

ภาพ: เฟซบุ๊ก Sarinee Khammuangmool

 

ในวันนี้เอง วันที่ 14 ต.ค. เวลา 9.00 น.มีอาสาสมัครเข้าร่วม 300-500 คน แทบทั้งหมดเป็นชาวญี่ปุ่น มีต่างชาติ 1 คน คือคุณแม่เรา ซึ่งเป็นคนไทย ที่ทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นมานาน เป็นล่ามภาษาไทยที่ทำงานที่สำนักงานอำเภอซาคุ ท่านรู้และเข้าใจเพราะท่านได้ร่วมช่วยเหลืองานร่วมกับภาครัฐเอกชน ของญี่ปุ่นมาตลอด เผื่อใครมีโอกาสได้มาเป็นจิตอาสาที่นี่ หรือหากประเทศไทยเราเกิดจะได้เตรียมความพร้อมไว้

ในการเป็นจิตอาสาผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่น สิ่งที่ต้องเตรียมตัว

ภาพ: เฟซบุ๊ก Sarinee Khammuangmool

ภาพ: เฟซบุ๊ก Sarinee Khammuangmool

เมื่อถึงสถานที่

ภาพ: เฟซบุ๊ก Sarinee Khammuangmool

ภาพ: เฟซบุ๊ก Sarinee Khammuangmool

หลังจากไปช่วยเสร็จแล้วจะมีสภากาชาดตั้งเต็นท์รออาสาสมัคร

สภากาชาดจัดให้มีการทำความสะอาดร่างกายเบื้องต้นดังนี้

วัตถุประสงค์ของสิ่งที่เรียบเรียงคือ

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านข้อความ ในระหว่างที่ทุกท่านกำลังอ่านข้อความนี้ ทางคุณแม่เอง ก็เสร็จสิ้นเรื่องอาสาสมัคร ไปแล้ว แต่ก็ยังช่วยคนไทยที่อยู่ที่นั่น จากเหตุภัยพิบัติครั้งนี้ ประสานงานให้ได้รับการดูแล #คนไทยไม่ทิ้งกัน ยังคงเป็นจริงเสมอ

*คำไหนที่ผิดพลาดขออภัยไว้ณ.ที่นี่ด้วยนะคะ และถ้ามีโอกาสจะมาเล่าสู่ เรื่องการช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนให้ได้ทราบ (ในเคสที่คุณแม่อนุญาตค่ะ)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

รวมลิงก์ Live Camera เช็กญี่ปุ่นเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง

"ไต้ฝุ่นฮากีบิส" ถล่มญี่ปุ่น คร่า 4 ชีวิต เจ็บกว่า 80 คน

 

 


ไซเบอร์บูลลี่ กับรอยยิ้มที่หายไปของซอลลี่

Tue, 15 Oct 2019 10:11:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) พญ.เบญจพร ตันตสูติ หรือ หมอมินบานเย็น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา  เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า ข่าวการเสียชีวิตของ ชเว จินรี หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อว่า ‘ซอลลี่’ นักแสดงและนักร้องชื่อดังชาวเกาหลีใต้ ในวัยเพียง 25 ปี ซึ่งหมอเคยได้ติดตามผลงานของซอลลี่ในช่วงเวลาที่เป็นสมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ป f(x) และเคยดูซีรีส์ที่แสดงเป็นนางเอก เรื่อง 'To a beautiful you' เมื่อได้ทราบจึงรู้สึกตกใจกับข่าวการเสียชีวิตพอสมควร

ที่ผ่านมาหากใครได้ติดตามข่าว ซอลลี่ตกเป็นเหยื่อของ Cyberbullying หรือ 'การระรานทางไซเบอร์' ตามคำนิยามล่าสุดของราชบัณฑิตสภา มาตลอด โดยเฉพาะใน Instagram ที่มีผู้ติดตามเธอกว่า 5 ล้านคน


ในโอกาสนี้หมอขอเขียนบทความเพื่อให้สังคมได้มีการตระหนักถึงพิษภัยจากโลกออนไลน์ อย่าง Cyberbullying ว่าจริงๆแล้ว คืออะไร และเพราะอะไรมันจึงมีผลกระทบกับเหยื่ออย่างยิ่ง

ที่ผ่านมาเราอาจรู้จักการกลั่นแกล้งทั่วๆไป ที่เกิดเฉพาะสถานที่ เช่น การรังแกกันในโรงเรียน ห้องเรียน ซึ่งหากเป็น Cyberbullying มันจะมีความพิเศษที่แตกต่างไป สำหรับ Cyberbullying ผู้กระทำการกลั่นแกล้งระรานคนอื่นบนโลกไซเบอร์ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน (Anonymous) เหยื่อมักไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำการกลั่นแกล้ง หรือเพราะอะไรที่ตนเองถูกกลั่นแกล้ง

เมื่อไม่ต้องเปิดเผยตัวตนจึงทำให้การกลั่นแกล้งอาจรุนแรงกว่าการกลั่นแกล้งที่เปิดเผยตัวตนตามปกติ เหมือนที่หลายคนมักจะเห็นการแสดงความคิดเห็นตำหนิ ด่าว่าใครสักคนอย่างรุนแรง ตาม Facebook หรือ Instagram และ Cyberbullying สามารถ 'เกิดขึ้นได้ทุกเวลา' (Anytime) 'ทุกสถานที่' (Anyplace) ที่เหยื่อเปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต เช่น ในห้องนอนเวลาก่อนนอน ที่น่าจะเป็นเวลาที่ปลอดภัยและสงบสุข ดังนั้น จึงมีลักษณะที่คุกคามมากกว่าการกลั่นแกล้งดั้งเดิม

นอกจากนั้น มันสามารถถูกเผยแพร่ไปได้ไกลในเวลาอันรวดเร็วผ่านอินเทอร์เน็ต (Virality) ไปถึงชุมชนภายในโรงเรียนหรือกว้างกว่านั้น ไม่ได้จำกัดในสถานที่ใด ทำให้ผลกระทบที่ตามมารุนแรง ทำให้เหยื่อเกิดความอับอาย โดย Cyberbullying ที่พบบ่อย ได้แก่ การตั้งฉายา การดูถูกเหยียดหยาม การเผยแพร่ข่าวลือหรือนินทาว่าร้าย และการส่งต่อรูปภาพที่ไม่เหมาะสม การรวมกลุ่มกันเพื่อกลั่นแกล้ง

ผู้ใหญ่และคนรอบข้างควรมีความเข้าใจอาการแสดงของคนที่ถูก Cyberbullying เพราะเด็กมักจะไม่ได้เล่าเรื่องราวนี้ตั้งแต่แรกให้ผู้ปกครองฟัง

อาการมีได้หลากหลาย เช่น หลีกเลี่ยงที่จะไปโรงเรียน มีพฤติกรรมหนีเรียนหรือขาดเรียนบ่อย อาจหยุดเรียนเพราะมีภาวะเจ็บป่วยทางร่างกาย ไม่เต็มใจที่จะเข้าเรียน หรือมีปัญหาการเรียนอื่นๆ มีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำลง มีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลที่มากขึ้น มีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ฝันร้ายบ่อยๆ ห่างเหินหรือหลีกเลี่ยงตัวเองจากกลุ่มเพื่อน อยู่ดีๆ มีอาการแยกตัว เก็บตัวอยู่คนเดียวเวลาอยู่ที่บ้าน อาการหงุดหงิด โกรธ โมโห ง่ายกว่าปกติ และที่เราห่วงมากที่สุดคือ พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง

มีเด็กและวัยรุ่นมากมายที่ฆ่าตัวตายและมีประวัติว่าถูก Cyberbullying ด้วย จากการสำรวจเด็กในกรุงเทพฯและปริมณฑล พบว่ามีเด็กร้อยละ 48 ที่อยู่ในวงจร Cyberbullying โดยอาจเป็นทั้งผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ หรือเป็นผู้ที่พบเห็น พบว่าเด็กส่วนใหญ่อยู่ในชั้นมัธยมต้น


ซอลลี่เป็นคนที่มีรอยยิ้มที่สวยสดใส แต่วันนี้รอยยิ้มของเธอหายไปแล้ว ในกรณีการเสียชีวิตของซอลลี่ เราควรระวังการส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงไปในโลกออนไลน์ มิฉะนั้นเราก็จะกลายเป็นคนที่ Cyberbullying ซอลลี่และญาติของเธอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจก็ได้

เราจะเก็บภาพรอยยิ้มของซอลลี่ไว้ในความทรงจำ และหวังว่ามันจะทำให้เรามีความเห็นอกเห็นใจ และระมัดระวังในการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพราะคำพูดและสิ่งที่เราโพสต์ไป เป็นความคิดชั่วแล่น ตรงนั้นอาจจะทำร้ายจิตใจใครสักคนที่มาอ่านก็เป็นไปได้

หากคุณกำลังถูก Cyberbullying หรือสงสัยว่ากำลังซึมเศร้า หรือเครียด ในเบื้องต้นสามารถโทรไปที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่องค์กรสมาริตันส์ ประเทศไทย 02713-6793 (ภาษาไทย เวลา 12.00 - 22.00) กับ 02713-6791 (ภาษาอังกฤษ 24 ชั่วโมง)

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ซอลลี่" อดีตนักร้อง f(x) ถูกพบเสียชีวิตในบ้านพัก

 

 


ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม 20 รูป

Tue, 15 Oct 2019 06:29:00

วานนี้ (14 ต.ค.2562) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม โดยมีรายละเอียด ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.2561

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 ตรี มาตรา 12 และมาตรา 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 20 รูป ดังนี้

  1. สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
  2. สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร
  3. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร
  4. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร) วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร
  5. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร
  6. สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพมหานคร
  7. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร
  8. พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ กรุงเทพมหานคร
  9. พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพมหานคร
  10. พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี คณิสฺสโร) วัดเครือวัลย์ กรุงเทพมหานคร
  11. พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) วัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร
  12. พระวิสุทธาธิบดี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร
  13. พระพรหมมุนี (บุญเรือง ปุญฺญโชโต) วัดพระศรีมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร
  14. พระธรรมไตรโลกาจารย์ (พูนศักดิ์ วรภทฺทโก) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร
  15. พระธรรมธัชมุนี (อมร ญาโณทโย) วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร
  16. พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร
  17. พระธรรมปริยัติโมลี (อาทร อินฺทปญฺโญ) วัดบพิตรพิมุข กรุงเทพมหานคร
  18. พระธรรมปาโมกข์ (สุนทร สุนฺทราโภ) วัดราชผาติการาม กรุงเทพมหานคร
  19. พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต) วัดราชาธิวาสวิหาร กรุงเทพมหานคร
  20. พระธรรมรัตนดิลก (สมเกียรติ โกวิโท) วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.2562 ประกาศ ณ วันที่ 14 ต.ค.2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 


รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี 2019

Mon, 14 Oct 2019 21:16:00

 

รู้จักรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี คือ รางวัลเชิดชูการทำงานของครู ใช้วิธีการคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการของแต่ละประเทศ โดยมีคุณสมบัติเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของลูกศิษย์ และมีคุณูปการต่อวงการการศึกษา โดยจะคัดเลือกสุดยอดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม 11 ประเทศ (บรูไน อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ติมอร์-เลสเต เวียดนาม และไทย) ประเทศละ 1 คน ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการของแต่ละประเทศ

ใช้วิธีการคัดเลือก 2 ปีครั้ง ตั้งแต่ปี 2558-ปัจจุบัน เพื่อเข้ารับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกอบด้วย เหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร โล่ เข็มเชิดชูเกียรติทองคำ และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 3 แสนบาท โดยครูที่ได้รับรางวัลจะได้รับการติดตามประเมินผล หรือที่คณะทำงาน มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เรียกให้เข้าใจง่ายว่า “After-Sales Service บริการหลังการขาย” เช่น คุณครูที่เคยได้รับรางวัลจากหลายประเทศ นำเงินที่ได้รับมาพัฒนาโรงเรียน สร้างถนน และต่อยอดกิจกรรมการสอนเพื่อเป็นประโยชน์กับเด็กและคนในชุมชน ฯลฯ

แม้หลักเกณฑ์ที่แต่ละประเทศใช้จะแตกต่างกัน เช่น อายุ หรือ ความสำคัญของวิชาที่สอน ฯลฯ แต่สิ่งที่เป็นหลักเกณฑ์สำคัญของการคัดเลือกครูจากทั้ง 11 ประเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มี 2 ประการสำคัญประกอบด้วย

  1. ครูคนนั้นต้องเป็น “ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์” สร้างแรงบันดาลใจให้ศิษย์ก้าวหน้า มีความอุตสาหะ ตลอดจนมีจิตวิญญาณของความเป็นครูจนมีลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จ
  2. เป็น “ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา” เป็นแบบอย่างทั้งทางจริยธรรม และการทำงานที่ทุ่มเทกับการสอน หรือ การจัดการเรียนรู้ การค้นคว้าพัฒนาการสอน หรือ การเรียนรู้จนมีความแตกฉานทั้งในเนื้อหา และการจัดกระบวนการเรียนรู้ ฯลฯ



“รู้จัก ครูผู้เข้ารับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีประจำปี 2562 ทั้ง 11 ประเทศ”

 


แต่ในทุกปีที่คัดเลือกครูของประเทศไทย ครูผู้ได้รับคะแนนสูงสุดจากการตัดสินของคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จะได้รับ “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ครูที่ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 2 และ 3 รับ “รางวัลคุณากร”

ครูผู้มีคะแนนลำดับที่ 4 ถึงลำดับที่ 20 จากการตัดสินของคณะกรรมการคัดเลือกส่วนกลาง จะได้รับ “รางวัลครูยิ่งคุณ” และจะมีคุณครูอีกประมาณ 150 คน ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัดเข้ารับ “รางวัลครูขวัญศิษย์” (อ่านเพิ่ม ประวัติครูรางวัลสมเด็จเจ้ามหาจักรี ครูคุณากร และครูยิ่งคุณ) ณ เซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร 

โดยในงานครั้งนี้ จะเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ที่จะได้เห็นเครือข่ายครูจาก 11 ประเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อต่อยอด และพัฒนาการศึกษาในภูมิภาค

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"วันครูแห่งชาติลาว" รู้จัก "ครูคุณภาพ สร้างคนคุณภาพ" 

 


"ไบโอไทย" เตือนนักวิชาการดัง ขอยึดจุดยืนสุขภาพแบนสารเคมี

Mon, 14 Oct 2019 16:39:00

วันนี้ (14 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก BIOTHAI  โพสต์ข้อความว่า ตามที่ รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ได้ออกมาเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข เกี่ยวกับกรณีที่นายอนุทิน สนับสนุนให้มีการแบนสารเคมีที่มีความเสี่ยงสูงทั้ง 3 ชนิด โดยบอกว่า “คุณอนุทินและรัฐมนตรีในสังกัด โดนหลอกให้เป็นเครื่องมือในการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด โดยที่คุณอนุทิน ได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง” เราคิดว่าผู้บริหารแบบคุณอนุทิน หรือคุณมนัญญา นั้นไม่จำเป็นต้อง “รู้ทุกเรื่อง” เพราะสามารถเลือกรับคำปรึกษาจากนักวิชาการเก่งๆแบบ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้ ส่วนคุณมนัญญา รมช.เกษตรฯนั้น ทราบว่ามีการแต่งตั้งอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรถึง 2 คนมาเป็นที่ปรึกษา

อย่าลืมว่ากรณีการเสนอแบน จำกัดการใช้ทั้ง 3 สารนั้น มิได้เริ่มจากคุณอนุทิน แต่เป็นมติที่มีมาตั้งแต่สมัย ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร แล้ว ทั้งยังเป็นการเห็นพ้องต้องกันโดยองค์กรด้านสุขภาพ และอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เช่น แพทยสภา สภาเภสัชกรรม สภาเกษตรกรแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น

กรณีพาราควอตนั้น มีประเทศต่างๆแบนและประกาศแบนแล้วถึง 58 ประเทศ ส่วนคลอร์ไพริฟอสแบนแล้ว 16 ประเทศ แต่หลังจาก EFSA (องค์การความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป -European Food Safety Authority) แถลงล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในปีหน้า จำนวนประเทศที่ยกเลิกการใช้จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 30 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยไม่ควรเป็นประเทศสุดท้ายที่แบนสารพิษร้ายแรงดังกล่าว ส่วนกรณีไกลโฟเซตหลังมีคำพิพากษา 3-4 คดี ให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหายนับหมื่นล้านบาท และมีคดีขึ้นสู่ศาลกว่า 18,400 คดีแล้ว ประเทศต่างๆก็เริ่มทยอยแบนกันมากขึ้น

 

ไบโอไทย เห็นว่า ปัญหาเรื่องการแบนสารพิษที่เป็นปัญหาหมักหมมมานาน นักวิชาการและระบบราชการที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา โดยเฉพาะนักวิชาการบางคนที่รู้แบบ “ครึ่งๆ กลางๆ” เช่น กรณีที่บอกว่าไกลโฟเซต ปลอดภัยพอๆ กับเกลือแกง เพราะดูแค่พิษเฉียบพลัน ไม่เข้าใจเรื่องพิษเรื้อรัง ซึ่งสถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (ภายใต้องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง

บางทีการรู้ครึ่งๆ กลางๆ ก็น่าตั้งคำถามว่าไม่รู้จริงๆ หรือจงใจเลือกรับข้อมูลจากฝ่ายบริษัทเคมีเกษตรแทนที่จะเลือกรับจากฝ่ายที่ปกป้องสุขภาพของประชาชนโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ที่น่าสงสัยที่สุด เห็นจะเป็นการพยายามบิดเบือนประเด็นปัญหาการตกค้างของพาราควอตในสิ่งแวดล้อมและในผักผลไม้ ทั้งๆที่ๆเป็นงานวิจัยของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ และการเฝ้าระวังที่เผยแพร่โดยกระทรวงสาธารณสุข ต่อกมธ.วิสามัญเรื่องสารเคมีในภาคเกษตรกรรม ของสภาผู้แทนฯ

ไบโอไทย เคยดีเบทกับ อ.เจษฎาในกรณีพืชดัดแปลงพันธุกรรม เคยนึกแปลกใจว่าทำไมข้อมูลจากมุม อ.เจษฎ์ ถึงมาจากข้อมูลที่ผลิตจากฝ่ายบริษัทยักษ์ใหญ่ เมื่อดีเบทกันเสร็จ อ.เจษฎ์มอบหนังสือให้เราเล่มหนึ่ง พลิกไปดูหน้าแรกๆแล้วตกใจ เมื่อพบว่าหนังสือเล่มที่แกรวบรวมเรียบเรียงเกี่ยวกับพืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้น สนับสนุนข้อมูลในการเขียนจาก CropLife Asia และพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่โดยเงินทุนจากองค์กรดังกล่าว อยากรู้ว่าสมาชิกของ CropLife Asia มีบริษัทไหนบ้างให้คลิกไปที่นี่ http://www.croplifeasia.org/about-us/member-companies จะพบว่า ที่จริงก็คือบริษัทเคมีเกษตรข้ามชาติที่ผลิตและจำหน่ายพาราควอต และไกลโฟเซตนั่นเอง

 

นักวิชาการแบบ อ.เจษฎ์ เตือนนักการเมืองแบบคุณอนุทิน เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ควรเตือนตัวคุณเองด้วยว่า ก่อนหน้าไปบอกให้คุณอนุทิน “ระวังถูกหลอก” นั้น ตัวเองมีความรู้เรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากน้อยเพียงใด ถ้ารู้แบบครึ่งๆกลางๆ เอาข้อมูลจากนักวิชาการฝ่ายสนับสนุนสารพิษที่ใกล้ชิดบริษัทมาเผยแพร่อยู่ เหมือนที่เลือกใช้ข้อมูลจาก CropLife ซึ่งองค์กรของบริษัทผลิตพืชดัดแปลงพันธุกรรมด้วยพร้อมๆกับขายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชไปด้วย ควรกลับมาเตือนตัวเองดีกว่าดีกว่าไปเตือนคนอื่น

ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองแบบคุณอนุทิน และคุณมนัญญา ที่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง นักวิชาการแบบ อ.เจษฎ์หรือ ไบโอไทยเอง ก็ไม่จำเป็นต้อง “รู้ทุกเรื่อง” สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือคุณเลือกยืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของประชาชนหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ ต่างหาก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ หนุนยกเลิกใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด

"อนุทิน" โต้คนข่มขู่นักวิชาการต้านสารพิษ "กระจอก-หน้าตัวเมีย"

 

 


กทม.ให้ออก 3 เทศกิจ เขตคลองเตย จับพ่อค้าผลไม้

Mon, 14 Oct 2019 16:07:00

วันนี้ (14 ต.ค.2562) จากกรณีที่เพอยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทินวี 13 โพสต์คลิปวิดีโอจากเฟซบุ๊ก วสันต์ แสนบัว ซึ่งเป็นเหตุการณ์วันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่เทศกิจ 3 นาย ที่ทำทีจะเข้าไปจับกุมพ่อค้ารถเข็นขายผลไม้บนทางเท้า บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS อโศก ก่อนจะมีการพูดคุยกัน โดยทางพ่อค้าผลไม้ได้ยกมือไหว้ต่อเจ้าหน้าที่ จนกระทั่งทางพ่อค้าได้จัดผลไม้จำนวนหนึ่ง พร้อมนำเงินใส่ถุงมอบให้ เจ้าหน้าที่เทศกิจ

ล่าสุด (14 ต.ค.2562) นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหาสนคร เปิดเผยหลังจากที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้ทำการสอบสวนเจ้าหน้าที่เทศกิจเขตคลองเตยทั้ง 3 นายนอกรอบในวันนี้ พบว่ามีมูลความผิดจริง จึงมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยสัปดาห์หน้าคณะกรรมการสอบวินัยที่ตั้งไว้แล้วจะสอบสวน เร่งสรุปผล เพื่อนำเรียนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต่อไป

 

 

นายสุชัย อมรดารารัตน์ ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ระบุว่าเนื่องจากกรณีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนจึงมีการเรียกสอบข้อเท็จจริงนอกรอบในวันนี้ และพบว่ามีมูล โดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจะสรุปผลและจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยวันพรุ่งนี้ คาดว่าจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งการลงโทษมีทั้งวินัยไม่ร้ายแรงและวินัยร้ายแรงถึงขั้นให้ออกหรือไล่ออก


นักวิชาการแนะผู้ว่าฯ กทม.เตรียมรับมือฝุ่น PM2.5 ปลายปีนี้

Mon, 14 Oct 2019 14:44:00

วันนี้ (14 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ โดยระบุว่า "คำแนะนำต่อผู้ว่า กทม.ในการเตรียมรับมือวิกฤติฝุ่น PM2.5 ปลายปีนี้"

1. ใช้สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆของ กทม. ในการให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายจากฝุ่น PM2.5 แต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียนในโรงเรียนของ กทม. เพื่อให้เด็กๆ และครอบครัวได้เตรียมตัวรับมือ

2. จัดเตรียมหน้ากากสำหรับกันฝุ่น แจกให้กับประชาชนที่มาติดต่อตามหน่วยงานของ กทม. รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ของ กทม. ใส่หน้ากากด้วย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่กวาดขยะ ที่ต้องทำงานริมถนนทุกวัน

3. ปรับเปลี่ยนเวลาทำงานของหน่วยงานต่างๆ ของ กทม. ให้เหลื่อมเวลากัน เช่น หน่วยงานที่เป็นหน่วยบริการประชาชน อาจจะเปิด 8 โมงเช้า แต่โรงเรียนในสังกัด กทม. อาจจะเลื่อนไปเป็นเข้าเรียนตอน 9 โมงแทน จะได้ลดความแออัดคับคั่งบนท้องถนนของรถยนต์

 

ภาพ : อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์

ภาพ : อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์

 

4. การฉีดพ่นน้ำขึ้นฟ้านั้น ไม่อาจช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีขนาดของละอองน้ำที่ใหญ่เกินไป และฉีดได้ไม่ทั่วถึง สิ่งที่ควรทำมากกว่า คือ การฉีดน้ำล้างถนนทุกวัน ในเส้นที่มีการคมนาคมหนาแน่น เพื่อล้างฝุ่นออกไปจากพื้นถนน ก่อนที่จะลอยขึ้นฟ้าเมื่อถูกความร้อนเผา

5. ควบคุมการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ให้มีการปิดให้มิดชิดมากขึ้น ไม่ให้ฝุ่นละอองออกมาโดยง่าย และเร่งระบายรถในบริเวณดังกล่าว ไม่ให้การจราจรติดขัด

6. เอาจริงเอาจังกับการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า โดย กทม. ลงทุนปรับเปลี่ยนรถยนต์ รถบรรทุก รถขนส่ง มอเตอร์ไซค์ ในสังกัดของ กทม. ไปเป็นระบบอีวี ทั้งหมด และติดตั้งสถานีชาร์จไฟตามหน่วยงานต่างๆ

7. จัดทำรถขนส่งสาธารณะของ กทม. แบบชั่วคราว มาเสริมกับของ ขสมก. ในช่วงนี้ ให้วิ่งในเส้นทางที่ทับซ้อนกับของ ขสมก. น้อย และไปให้ทั่วถึงกรุงเทพฯ ให้มากที่สุด โดยให้ประชาชนขึ้นได้ฟรีหรือในราคาถูกเป็นเวลาชั่วคราว

8. มาตรการระยะยาว ที่อาจส่งผลกระทบสูงต่อประชาชน ได้แก่ การจำกัดจำนวนของรถบรรทุกรถขนส่งเข้ามาในกรุงเทพฯ การปรับระบบไฟจราจรให้การเคลื่อนตัวของรถรวดเร็วมากขึ้น การขึ้นภาษีรถยนต์ที่จดทะเบียนกรุงเทพมหานคร เก็บค่าผ่านทางเมื่อเข้าสู่กรุงเทพฯชั้นไหน ฯลฯ

 


นายกฯ รับรายงานคนไทยในญี่ปุ่นทุกคนปลอดภัย

Mon, 14 Oct 2019 13:55:00

วันนี้ (14 ต.ค.2562) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่นฮากีบิสที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพายุได้กลับลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยคนไทยที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น รวมถึงผู้ที่กำลังท่องเที่ยวหรืออาศัยอยู่ที่นั่นเป็นอย่างมาก ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้ตรวจสอบกับเครือข่ายคนไทย วัด นักเรียน และอาสาสมัครทราบว่า ทุกคนปลอดภัยดี ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีชมเชยการทำงานของทุกฝ่ายที่แจ้งเตือนข้อมูลแก่ประชาชนอย่างฉับไวและใกล้ชิด ทำให้ทุกคนเตรียมความพร้อมได้ทันท่วงที โดยเฉพาะสถานเอกอัครราชทูตไทยที่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เสียชีวิตแล้ว 28 คน ทหารนับหมื่น เร่งช่วยผู้ประสบภัย "ฮากีบิส"

ทำไมญี่ปุ่นถึงพร้อม ในวันที่ต้องเผชิญ "ไต้ฝุ่นฮากีบิส" 

"ไต้ฝุ่นฮากีบิส" ถล่มญี่ปุ่น คร่า 4 ชีวิต เจ็บกว่า 80 คน

 


เตือน "ทองโคลนนิ่ง" ขายผ่านออนไลน์

Mon, 14 Oct 2019 11:43:00

วานนี้ (13 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจไทยคู่ฟ้า ได้ออกมาเตือนว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เตือนประชาชนเรื่อง “ทองโคลนนิ่ง” ที่มีการออกมาขายผ่านช่องทางออนไลน์ว่า ไม่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับทองแท้มากที่สุด แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกมาจากทองชุบ ทองเค เพื่อหวังผลทางการตลาดเท่านั้น

ทั้งนี้ นายจักรพันธ์ สุวรรณวิจิตร หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบโลหะมีค่า สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันมีการนำทองโคลนนิ่ง ออกมาขายผ่านช่องทางออนไลน์กว่า 100 เว็บไซต์ สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชนว่าทองโคลนนิ่ง คือทองที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับทองแท้มากที่สุด

ทองโคลนนิ่ง เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกมาจากทองชุบ ทองเค เพื่อหวังผลทางการตลาด แม้บางเจ้าจะให้ข้อมูลตรงไปตรงมา แต่ก็มีบางเจ้าที่ให้ข้อมูลไม่หมด ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นทองแท้ที่เกิดจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

เตือนซื้อออนไลน์เสี่ยงทองปลอม

นายจักรพันธ์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากการขายออนไลน์บนเว็บไซต์ไม่ได้อยู่ในการควบคุมก่อนซื้อประชาชน จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าเว็บไซต์ หรือช่องทางออนไลน์นั้น น่าเชื่อถือมีที่อยู่ติดต่อได้จริงหรือไม่ และเพื่อให้เกิดมาตรฐานปลอดภัย ง่ายต่อการซื้อ-ขายทองคำ ในอนาคตจะมีการจัดทำมาตรฐานทองคำ ติดใบรับประกันระบุชัดเจนถึงคุณภาพทองคำ ปริมาณทอง ส่วนที่เป็นมาตรฐานกลางที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าซื้อทองจากร้านไหนก็ได้คุณภาพเท่ากัน ราคาเหมือนกัน ตัดปัญหาถูกหลอกซื้อของถูกในราคาแพง 

นอกจากนี้ ยังจะทำมาตรฐานทองคำโบราณ ที่ไม่เพียงบอกที่มาของลวดลายวิจิตรที่สืบทอดเป็นมรดกทางภูมิปัญญาเท่านั้น แต่ยังจะบ่งบอกถึงตัวตนช่างฝีมือทองที่เป็นคนรังสรรค์ผลงานด้วย 

 

 

 


รพ.บุรีรัมย์ขอโทษญาติผู้เสียชีวิต ยอมรับส่งศพสลับกัน

Mon, 14 Oct 2019 11:07:00

วันนี้ (14 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ส่งมอบศพของ น.ส.อ้ม เตาตีทอง อายุ 47 ปี ชาวบ้านโนนมาลัย ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง ที่เสียชีวิตสลับกับศพของนางละม่อม อินสำราญ อายุ 75 ปี หญิงชราบ้านอาลัง ต.วังเหนือ อ.บ้านด่าน ส่งผลให้ญาติและชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่รอบคอบของเจ้าหน้าที่ 


ล่าสุด นพ.รักเกียรติ ประสงค์ดี รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ก็ได้ออกมาชี้แจงถึงขั้นตอนในการรับมอบศพของโรงพยาบาลว่า หลังจากที่ผู้ป่วยเสียชีวิตทางตึกผู้ป่วยจะมีการทำบันทึกข้อมูลรายชื่อ ที่อยู่ และสาเหตุการเสียชีวิต แล้วติดต่อไปยังอาคารพักศพ โดยห้องพักศพก็จะทำการตรวจเช็กว่าผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นใคร มีเบอร์ติดต่อญาติหรือไม่

จากนั้นจะเคลื่อนย้ายศพจากหอผู้ป่วยมายังอาคารพักศพ เมื่อตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องเรียบร้อย ก็จะให้บริการ เช่น อาบน้ำศพ ฉีดน้ำยาฟอร์มาลีน แล้วเจ้าหน้าที่จะทำการห่อศพ ซึ่งมีลำดับขั้นตอนชัดเจนสามารถตรวจสอบได้ว่าศพแต่ละศพเป็นใคร แต่ในวันเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตอยู่ 2 ศพที่ทำการห่อศพเรียบร้อยแล้ว


ทางโรงพยาบาลยอมรับว่า มีความผิดพลาดเกิดขึ้นในการส่งมอบศพให้ญาตินำกลับบ้าน ซึ่งปกติแล้วต้องมีการยืนยันจากญาติโดยการเปิดศพดูว่าเป็นญาติของตนเองหรือไม่ และมีการลงรายมือชื่อในเอกสารด้วย แต่ครั้งนี้เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ให้ญาติเปิดศพดูและยืนยันศพจนทำให้ศพสลับกัน แต่หลังจากทราบว่ามีการส่งมอบศพสลับกันแล้ว ทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการประสานทางมูลนิธิฯ เพื่อนำศพไปเปลี่ยนให้ถูกต้องตั้งแต่วันเกิดเหตุ 


หลังจากเกิดเหตุการณ์ นพ.สมชัย อัศวสุดสาคร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำบันทึกรายงานรายละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นการซักซ้อมทำความเข้าใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดความบกพร่องหรือผิดพลาด อย่างไรก็ตามสำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทางโรงพยาบาลก็ได้ขอโทษญาติผู้เสียชีวิตทั้งสองครอบครัวด้วย

 


ประชาชนร่วมงาน "ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์" น้อมรำลึกถึง ในหลวงรัชกาลที่ 9

Sun, 13 Oct 2019 19:33:00

วันนี้ (13 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวันครบรอบ 3 ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ภาพที่ได้เห็นตลอดทั้งวันนี้ ก็คือ ความพร้อมใจสมัครสมานสามัคคีชองพสกนิกรชาวไทย ที่รวมใจกันเป็นหนึ่งเพื่อมาร่วมกิจกรรม "ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์" น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

บุคลากรคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับประชาชนถวายราชสักการะและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยร่วมจุดเทียนเพื่อน้อมรำลึก พร้อมอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ เพลง ความฝันอันสูงสุด มาขับร้องร่วมกันแทนคำมั่นสัญญาว่าทุกคนจะมุ่งมั่นร่วมกันสานพระราชปณิธาน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย

ขณะที่พื้นที่บริเวณหน้าศาลาศิริราช 100 ปี ตลอดทั้งวัน ประชาชนได้ใช้โอกาสในวันที่ 13 ต.ค.แสดงออกถึงความตั้งใจทำดีเพื่อส่วนรวม และเดินหน้าสืบสานปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9

มาลีรัตน์ แซ่มลิ้ม แม่ค้านย่านสีลมที่สละเวลาช่วงทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ มาเป็นจิตอาสาร่วมกวาดพื้นและเก็บก้านธูปบริเวณราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกเป็นเวลานานกว่า 5 ปีแล้ว ตั้งแต่ครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระอาการประชวร และเสด็จพระราชดำเนินมาประทับรักษา ณ โรงพยาบาลศิริราช

มาลีรัตน์ กล่าวว่า พระราชดำรัสของพระองค์ท่านสามารถนำไปใช้ได้กับทุกองค์กร และในชีวิตประจำวัน ที่ผ่านมาพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เศรษฐกิจพอเพียงขอให้มีความเพียร มานะ อดทน ซื่อสัตย์ กตัญญู ชีวิตก็จะมีความสุขทำอะไรก็จะสำเร็จ ขอให้คนไทยในชาติรู้รักษ์สามัคคี จะมีแผ่นดินอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 15.52 น.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559 ห้วงเวลาเดียวกันนี้ที่ศาลาศิริราช 100 ปี อยู่ในสภาวะสงบนิ่ง ประชาชนร่วมเจริญจิตภาวนาเป็นเวลา 9 นาที เพื่อน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

ขณะที่การปฐกถาช่วงบ่ายในหัวข้อ "ตามรอยพ่อ" โดย ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้นำหลักการทรงงาน 27 หลักการของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาถ่ายทอดให้ประชานได้นำมาใช้ในการดำรงชีวิต เช่น การศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำงานอย่างผู้รู้จริง แก้ปัญหาจากจุดเล็ก รวมถึง การปิดทองหลังพระ

 


กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเข้าสู่ฤดูหนาว 17 ต.ค.นี้

Sun, 13 Oct 2019 18:35:00

วันนี้ (13 ต.ค.2562) กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ เรื่อง การเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ.2562 โดยประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2562 เนื่องจากอุณหภูมิต่่าสุดบริเวณประเทศไทยตอนบนจะลดลงอยู่ในเกณฑ์อากาศหนาวเย็นเกือบทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ ลมที่พัดปกคลุม บริเวณประเทศไทยในระดับล่างที่ความสูงประมาณ 100 เมตรถึงประมาณ 3,500 เมตร ได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันออก เฉียงใต้หรือลมตะวันออก

 

ส่วนลมระดับบนที่ความสูงประมาณ 5,000 เมตรขึ้นไป ได้เปลี่ยนเป็นลมฝ่ายตะวันตก รวมทั้งปริมาณและการกระจายของฝนบริเวณประเทศไทยตอนบนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่าหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุก หนาแน่นต่อไป

 

 

 

 

 


ศิริราชเปิดโอกาส "คนอยากเรียนหมอ" จบ ป.ตรีสาขาไหนก็สอบได้

Sun, 13 Oct 2019 13:00:00

ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์ รศ.นพ. รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ รองคณบดีฝ่ายการศึกษา ก่อนปริญญา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดรับนักศึกษาที่เรียนจบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ สามารถเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้

รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ระบุว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดโอกาสให้ผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีไม่จำกัดสาขา สามารถสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ได้ หากเป็นบุคคลที่เรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.50 มีอายุไม่เกิน 35 ปี ก่อนวันเปิดการศึกษาปี 2563 และสามารถสอบ 7 วิชาสามัญ และวิชาเฉพาะของ กสพท.ได้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็สามารถเข้าเรียนได้ โดยเริ่มต้นครั้งแรกในปีนี้ เบื้องต้น มีโควต้ารับนักศึกษาประเภทดังกล่าว 4 คน

ก่อนหน้านี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลรับเฉพาะเด็กมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะต้องคัดเลือกจากเกรดและคะแนนสอบ โดยเด็กที่จะสอบเข้ามาได้ ต้องเรียนเก่งระดับหนึ่ง จึงจะมั่นใจว่าเด็กเรียนจบแพทย์ได้ แต่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมองว่า ควรจะเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความหลากหลายเข้ามาเรียนมากขึ้น ฉะนั้นปีนี้จึงเปิดรับเด็กในอีกหลายโครงการ อย่างโครงการเด็กเก่งกีฬา 22 ชนิด เช่น กรีฑา แบดมินตัน ฟุตบอล และดนตรีเยี่ยม มีโอกาสศึกษาต่อแพทย์ โดยต้องมีเกรดเฉลี่ย 3.00 2 คน เพื่อสร้างความหลากหลายให้หลักสูตร

เราคาดหวังว่านักเรียนแต่ละคนจะสามารถแชร์ประสบการณ์กันได้ ทั้งเด็ก ม.ปลาย และผู้ใหญ่ที่จบมาก่อน การแชร์ประสบการณ์ที่ต่างกันทั้งด้านการเรียน และประสบการณ์ชีวิตจะช่วยส่งเสริมให้พวกเขาเป็นหมอที่ดีได้


รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ยอมรับว่า หนึ่งในเหตุผลที่ต้องการเปิดรับคนที่ต้องการเป็นหมอจริงๆ เนื่องจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายบางคนที่เป็นเด็กเก่ง สามารถสอบเข้าแพทย์ได้ แต่ไม่ได้มีเป้าหมายชีวิตที่จะเป็นหมอจริงๆ ประกอบกับกระแสสังคม ความต้องการของผู้ปกครอง ทำให้เด็กเหล่านี้ได้เข้ามาเรียนด้วยความไม่ชอบ เมื่อเรียนแล้วก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบ จนทำให้เกิดความทุกข์ในการเรียน

คนที่จบปริญญาตรีแล้ว มีความเป็นผู้ใหญ่ หากเขามีความมุ่งมั่นที่จะเรียนแพทย์ แม้ตอนแรกเขาอาจพลาดจนไม่ได้เรียน ตอนนี้เราเปิดโอกาสให้อีกครั้ง โดยเขาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเขาจะเรียนได้ โดยต้องได้คะแนนสอบเข้าตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเราเชื่อว่านักเรียนกลุ่มนี้จะเรียนจบได้ และน่าจะมาเติมเต็มให้หลักสูตรมีความกลมกล่อมมากขึ้น

สำหรับการเรียนการสอนจะยังใช้หลักสูตรเดิมสำหรับคนที่จบปริญญาตรีทุกสาขา ไม่มีการปรับหลักสูตรใหม่ เนื่องจากคนที่สามารถสอบเข้ามาโดยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีประสิทธิภาพที่จะสามารถเรียนจบได้ เช่นเดียวกับเด็กที่สอบเข้ามาในรอบ กสพท.ซึ่งใช้คุณสมบัติและหลักเกณฑ์เริ่มต้นไม่ได้ต่างกัน 

การรับนักศึกษาในโครงการนี้เหมือนเปิดโอกาสให้เขาได้แข่งกันเองในกลุ่มเล็กๆ เพราะรับแค่ 4 คน คนสมัครก็น่าจะไม่มาก อาจมีโอกาสสอบเข้าได้มากกว่าคนที่ต้องไปแข่งกับนักเรียน ม.ปลายอีกเป็นหมื่น 
ภาพ : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ภาพ : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ยังระบุอีกว่า การเปิดรับนักศึกษาในโครงการนี้ถือเป็นความท้าทายใหม่ เพราะยังไม่เคยทำมาก่อน แต่เป็นเรื่องที่น่าทดลอง แต่ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องมีการติดตามและประเมินผลต่อไป เพื่อกำหนดทิศทางในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาดหวังไว้คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลต้องการหมอที่เก่งหลายๆ ด้าน ไม่ใช่หมอที่เก่งเพียงด้านเดียว 

ในอนาคตอยากได้หมอที่เก่งหลายๆ ด้าน หมอที่รู้วิชาแพทย์เจาะลึก และรู้ด้านอื่นๆ เป็นวงกว้าง หมอที่ต้องไม่รู้แค่วิชาแพทย์อย่างเดียว แล้วเข้าสังคมไม่ได้ แต่ต้องเป็นแพทย์ที่รู้ทั้งกว้างและลึก เป็นแพทย์ที่ดีของสังคม 

ทั้งนี้ รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ฝากถึงเด็กและผู้ปกครองว่า ขอให้สำรวจตัวเด็กด้วย เพราะไม่ใช่เด็กเก่งทุกคนเหมาะจะเรียนแพทย์ แต่คนที่เหมาะจะเรียนแพทย์นั้นต้องตั้งต้นด้วยใจรัก อาจมีตัวอย่างแพทย์ที่ประทับใจและนำมาเป็นแบบอย่างในการเรียนและการประกอบวิชาชีพ ซึ่งหากเขารักและสนใจเขาจะรู้ว่าต้องทำงานแบบไหนในอนาคต

นอกจากนั้น ควรมีคุณสมบัติพื้นฐานหลายอย่าง ทั้งความขยัน มีความรับผิดชอบ มีวินัย มีความอดทน เพราะแพทย์นั้นต้องใช้เวลาเรียนถึง6 ปี และวิชาชีพแพทย์ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการหาเงินมากๆ หรือต้องการมีเวลามากๆ เพราะแพทย์มีเวลาส่วนตัวน้อยมาก จึงฝากไว้ให้นักเรียนและผู้ปกครองได้พิจารณา หากคิดว่ามีคุณสมบัติเหล่านี้ก็ยินดีต้อนรับ เพื่อมาร่วมกันสร้างแพทย์ที่ดีที่เป็นกำลังของสังคมต่อไป

 


ทั่วไทยรับฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง 13-15 ต.ค.นี้

Sun, 13 Oct 2019 09:40:00

วันนี้ (13 ต.ค.2562) กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือน "สภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 13 - 15 ต.ค.2562) " โดยในช่วงวันที่ 13 - 15 ตุลาคม 2562 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

หลังจากนั้นประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง โดยบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิจะลดลง 2-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวนเนื่องจากฝนตกหนักกับลมกระโชกแรงและอุณหภูมิลดลง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในระยะนี้ไว้ด้วย

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีดังนี้

วันที่ 13 ต.ค. 62

วันที่ 14-15 ต.ค. 62

ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 13-15 ตุลาคม 2562 ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงในระยะแรก หลังจากนั้นจะมีฝนลดลง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง

สำหรับลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย

 

 


ทั่วประเทศจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 9

Sun, 13 Oct 2019 08:51:00

วันนี้ (13 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประชาชนร่วมกันทำบุญตักบาตร บริเวณท้องสนามหลวง และโรงพยาบาลศิริราช โดยที่ท้องสนามหลวง มีการตักบาตรสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ พระภิกษุ-สามเณร 489 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต


เวลา 08.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีถวายบังคม และวางพวงมาลา เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนองค์กรอิสระ และคณะบุคคลสำคัญ ร่วมถวายบังคม เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

 

ส่วนที่ลานศาลาศิริราช 100 ปี นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำผู้บริหารและคณะแพทย์ โรงพยาบาลศิริราช และประชาชนร่วมงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ ปีที่ 3 ตามรอยพ่อ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยก่อน 08.00 น. ทั้งหมดได้ร่วมกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที


นพ.ประสิทธิ์เปิดเผยว่า โรงพยาบาลศิริราช ตั้งใจจัดกิจกรรมน้อมรำลึกถึงทุกปี ในทุกๆ วันที่ 13 ต.ค. หลังจากสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จสวรรคต จะเห็นได้ว่ามีประชาชนที่เดินผ่านอาคารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเคยเป็นสถานที่ประทับรักษาพระวรกายเมื่อครั้งประชวร ยังมองขึ้นไปบนตึกยังรำลึกถึงพระองค์ท่าน และจะใช้ชื่องาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์" แบบนี้ต่อไป เพราะศิระ มีความหมายถึงศีรษะ กรานคือ น้อมกราบ งานที่จัดจึงสื่อถึง การก้มศีรษะลงน้อมกราบในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งใจให้เป็นกิจกรรมที่ทำทุกปี ชวนคนไทย ทำบุญตักบาตร และมาร่วมรำลึกถึงคุณงามความดี พระราชดำรัส พระราชโอวาทพระองค์ท่าน

ทั่วไทยร่วมใจสวมเสื้อเหลืองน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา ชาวจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมใจกันสวมเสื้อเหลือง ร่วมทำบุญตักบาตร ที่วัดนครสวรรค์ พระอารามหลวง อย่างเนืองแน่น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

ส่วนที่ จ.กำแพงเพชร ผู้ค้าในตลาดศูนย์การค้ากำแพงเพชร แจกอาหารฟรีให้ประชาชน นอกจากนี้ชมรมร้านตัดผม นำจิตอาสา มาให้บริการตัดผมฟรีด้วย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลด้วย


ชาว อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 500 คน สวมเสื้อสีเหลือง ร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่ง โดยมีนายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลเมืองหัวหิน นำประชาชนถวายความเคารพ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ยืนสงบนิ่ง และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นจะเดิน-วิ่ง จากบริเวณด้านหน้าวังไกลกังวล ไปตาม ถ.เพชรเกษม ฝั่งขาขึ้น และวนกลับมาสิ้นสุดที่บริเวณด้านหน้าวังไกลกังวล

ขณะที่ช่วงเย็นวานนี้ ที่บริเวณสวนกลางเมืองพิษณุโลก มีกิจกรรม "ก้าวตามพ่อ สืบสานต่อที่พ่อทำ ปีที่ 3" โดยกลุ่มศิลปินชาวพิษณุโลก จัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และแสดงความจงรักภักดี แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยภายในงาน มีนิทรรศการ แสดงพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ ผลงานศิลปะมากมาย รวมถึงการแสดงบนเวที การขับร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ โดยเด็กและเยาวชน


นายธนิสร จิตตะมา ได้แปลงข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 15 ไร่ ใน จ.ยโสธร ด้วยการปักดำแปรอักษร เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยใช้ข้าวเหนียวดำ ปักดำ สลับกับข้าวหอมมะลิ พร้อมข้อความ ถ้าพอเพียงแค่นี้ก็เพียงพอ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงเป็นแบบอย่างให้พสกนิกรได้ยึดถือปฏิบัติ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง