เปิดไทม์ไลน์หญิง 2 คน จ.เชียงราย ติด COVID-19

Mon, 30 Nov 2020 13:53:00

วันนี้ (30 พ.ย.2563) ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 21 คน ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และพบในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ ทุกรายเข้าสถานกักกันที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) ประกอบด้วย อินเดีย 1 คน อิตาลี 1 คน เยอรมนี 2 คน สวิตเซอร์แลนด์ 3 คน ญี่ปุ่น 4 คน ฝรั่งเศส 1 คน สหราชอาณาจักร 1 คน รัสเซีย 2 คน เดนมาร์ก 1 คน โอมาน 1 คนเนเธอร์แลนด์ 1 คน และสหรัฐอเมริกา 1 คน และผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ เข้าไทยตามเส้นทางธรรมชาติจากเมียนมา เป็นหญิงไทย 2 คน รวมผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,998 คน เป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อภายในประเทศ 2,454 คน ผู้เดินทางจากต่างประเทศ 1,544 คน และผู้ป่วยที่ตรวจพบในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ 1,034 ราย

ส่วนผู้ป่วยรักษาหายแล้วเพิ่มอีก 3 ราย รวมเป็น 3,803 ราย ยังมีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 135 ราย ขณะที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม โดยยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 60 ราย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ด่วน! ผู้ว่าฯ เชียงรายยืนยัน 2 เพื่อนหญิง จ.เชียงใหม่ติด COVID-19

 

คาดโทษลักลอบเข้าเมืองต้องเอาผิด   

วันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงความคืบหน้ากรณีพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่จ.เชียงใหม่เเละเชียงราย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าหญิงสาว 2 คนในจ.เชียงรายเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับหญิงอายุ 29 ปีที่จ.เชียงใหม่ และได้รับยืนยันป่วยไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งกรณีที่มีการลักลอบเข้าเมือง เพราะเมียนมามีการระบาดมากขึ้น ทำให้คนไทยที่ไปทำงานฝั่งเมียนมาต้องการเดินทางเข้าไทย จึงขอย้ำให้เข้าตามช่องทางปกติ และเข้ารับการกักกันตัวเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับตัวเองหากมีอาการป่วยจะได้รับการรักษาทันที ไม่นำเชื้อไปติดคนในครอบครัว คนในชุมชนและคนในประเทศ ห้ามลักลอบเข้าเมืองเพราะจะมีการดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ

เจ้าของสถานที่ คอนโดมิเนียม โรงแรม โรงงาน สถานบันเทิง สถานประกอบการต้องช่วยสอดส่องถ้าพบคนที่เข้าเมืองไม่ผ่านระบบการกักกันตัว ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งผู้ว่าฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะออกเป็นคำสั่ง ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตาม ม.31 พ.ร.บ.โรคติดต่อ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท

เปิดไทม์ไลน์ 2 หญิงไทยป่วย COVID-19 จ.เชียงราย 

ด้านนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรณีหญิงสาวอายุ 29 ปี จ.เชียงใหม่ ที่ติด COVID-19 พบว่ามีกลุ่มเสี่ยง 328 คน แบ่งเป็นเสี่ยงสูง 107 คน และจำนวนนี้ตรวจหาเชื้อไปจำนวน 65 คน อยู่ในคอนโดมิเนียมของผู้ป่วย และคอนโดมิเนียมของเพื่อน สถานบันเทิง และห้างสรรพสินค้า ผลตรวจเป็นลบ ส่วนกลุ่มแกร็บผลตรวจ 3 ใน 5 คน ไม่พบเชื้อ

กลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 149 คนแบ่งเป็นผู้สัมผัสในชุมชน 140 คน เป็นผู้อยู่ในสถานบันเทิง 2 คน ไม่พบเชื้อ ห้างสรรพสินค้า 138 คน ผลตรวจไม่พบเชื้อ 25 คนรอผลตรวจ 5 คนและรอติดตามอีก 108 คนบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาล (รพ.) เอกชน 9 คน ผลตรวจไม่พบเชื้อ และรถโดยสารปรับอากาศจังหวัดอื่นๆ 7 คน รอติดตามผล และกลุ่มผู้สัมผัสอื่นๆ 72 คน ผลตรวจไม่พบเชื้อ 47 คน รอติดตามอีก 25 คน

ขณะนี้ยังไม่พบผู้เกี่ยวข้องตรวจพบเชื้อ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนแอปพลิเคชันไทยชนะที่ห้างสรรพสินค้าเซนทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ จำนวน 33 คนในช่วง 3 ชั่วโมงทางสาธารณสุขเชียงใหม่ โทรติดตามให้ทั้ง 33 คนเฝ้าระวังตัวเองและแนะนำให้สวมใส่หน้ากากอนามัย

ส่วนคำถามว่ากรณีผู้หญิง 2 คนที่ไม่ได้กักตัว โอกาสทำให้แพร่ระบาดและถือเป็น Super Spreader หรือไม่  นพ.โสภณ กล่าวว่า กรณีหญิงสาวอายุ 26 ปีมีผู้สัมผัสเสี่ยง 27 คน มีผู้เสี่ยงสูง 4 คน เป็นเพื่อนหญิงไทยอายุ 23 ปีที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ และอีก 1 คนพนักงานโรงแรมที่พาขับรถไปซื้อของที่ร้ายสะดวกซื้อ และรอผลตรวจ ส่วนอีก 2 คนเป็นคนขับรถ 2 คนขณะที่กลุ่มเสี่ยงต่ำ 23 คนเสี่ยงต่ำเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 20 คนและกลุ่มแม่ค้า พนักงานร้านสะดวกซื้อและพนักงานโรงแรม อยู่ระหว่างรอผลตรวจ 

ชี้ไม่เชื่อมโยงกับเคสจับ 4 สาวไทยลอบเข้าเมือง

ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อของเคสเชียงราย ถึงแม้จะต่ำกว่าที่เคสเชียงใหม่ที่มีผู้เสี่ยงหลักร้อย เนื่องจากหญิงสาวทั้ง 2 คนเมื่อมาถึงไทย ก็อยู่ที่โรงแรม และรับการตรวจยืนยันเชื้อเร็ว แต่ก็ไม่ควรประมาท ทุกคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องกักตัวให้ครบ 14 วัน 

นอกจากนี้กรณีที่มีข่าวในโซเชียลว่ามีหญิงไทย 4 คนถูกจับหลังลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ชายแดนไทย-เมียนมาเป็นคนละเหตุการณ์ไม่มีความเชื่อมโยงกันกับเคสเชียงใหม่ และเชียงราย แม้ว่าจะเดินทางลักลอบจากฝั่งเมียนมา แต่ 2 กรณีไม่เกี่ยวกัน แต่เป็นเหตุบังเอิญ และทั้งหมดก็ต้องตรวจหาเชื้อ COVID-19 อย่างไรก็ตาม ใน 2 เดือนพบผู้ลักลอบด่านเมียนมาติดเชื้อแล้ว 6 คน และจะลักลอบเรื่อยๆ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ไทม์ไลน์หญิงเชียงใหม่ติด COVID-19 พบ 326 คนเสี่ยง

 


"จับ 4 สาวไทย" ลอบข้ามแดนจากเมียนมา ลุ้นผลตรวจ COVID-19

Mon, 30 Nov 2020 12:12:00

วันนี้ (30 พ.ย.2563) กลุ่มข่าวจาวเจียงฮาย News V.2 โดยจิ๊กมี่ ปชส.เชียงราย โพสต์ความคืบหน้าของคนไทย 4 คนลักลอบเข้ามาในประเทศไทย เพื่อหนีการกักตัว 14 วัน โดยระบุว่า สรุปตรวจครบทั้ง 4 คน รอติดตามความคืบหน้าได้ทางกลุ่มข่าวจาวเจียงฮาย ภาวนาขอให้ผลตรวจเป็นลบ สาวไทยไปทำงานต่างประเทศกลับมาไม่กักตัวโพสต์เฟซบุ๊กท่องเที่ยวอย่างสบายใจ โดนจนท.รวบตัวที่ จ.เชียงราย

ทั้งนี้ ข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ร.อ.พิสิฐ อภิเดช ผบ.ร้อย.ม.3 บก.ควบคุมที่ 2 ฉก.ม.3 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.เชียงราย กรมควบคุมโรคติดต่อ จ.เชียงราย ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงแม่สาย จ.เชียงราย ร่วมกันควบคุมตัวและสอบสวน

ซึ่งทั้งหมดเคยทำงานที่โก๊กโก่คาราโอเกะ เมืองเมียวดี ฝั่งตรงข้ามอ.แม่สอด จ.ตาก เดินทางกลับเข้าไทยด้วยการลักลอบข้ามลำน้ำเมย ตามท่าข้ามผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เดินทางมาเที่ยวอ.แม่สาย จ.เชียงราย และเข้าพักที่โรงแรมท็อปนอร์ธ อ.แม่สาย น.ส. A และ น.ส. B ถูกควบคุมตัว ที่ด่านกิ่วทัพยั้ง อ.แม่จันจ.เชียงราย ขณะเดินทางโดยรถโดยสารปรับอากาศแม่สาย-กทม.ปลายทางคือพัทยาใต้ 

ส่วน น.ส. C และ นาย D ถูกควบคุมตัว ที่โรงแรมท็อปนอร์ธ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ทั้งหมดถูกดำเนินคดีข้อหาไม่เดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร ตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าและสถานี หรือท้องที่ที่กำหนด ตามพ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11 และถูกส่งตัวเข้ากักตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย ร  

จับชาวเมียนมา 3 คน ลักลอบเข้าเมือง จ.ตาก

นอกจากนี้ทหารกองร้อยทหารราบที่ 431 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 จับแรงงานชาวเมียนมา 3 คน บริเวณป่าริมแม่น้ำเมย หมู่ที่ 7 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังทั้ง 3 คน ลักลอบข้ามแม่น้ำเมย เข้ามาฝั่งไทย ก่อนจะส่งตัวให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดี และตรวจหาเชื้อ COVID-19 ก่อนผลักดันกลับประเทศ แต่จากสอบสวนให้การว่าที่ลักลอบเข้าไทย เพราะต้องการหางานทำ 

โดยระหว่างทหาร ลาดตระเวนริมฝั่งแม่น้ำเมย บ้านห้วยม่วง หมู่ที่ 6 9.ท่าสายลวด อ.แม่สอด พบรถกระบะยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น รีโว่ สีขาว หมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) ษ–5374 กทม.ขับมาบนถนนภายในไร่ เมื่อคนขับรถเห็นเจ้าหน้าที่จึงทิ้งรถ และหลบหนีข้ามไปยังฝั่งประเทศเมียนมา จากการตรวจสอบภายในรถ ไม่พบเอกสารหลักฐานใดๆ จึงได้ประสานตำรวจภูธรแม่สอด ร่วมกันตรวจยึดรถไว้เพื่อตรวจสอบ

ขณะที่ทางการเมียนมา รายงานผู้ติดเชื้อ COVID-19 พบผู้ป่วย เพิ่มอีก 1,509 คน ทำให้ยอดสะสม 89,486 คน เสียชีวิตเพิ่มอีก 31 คน รวมผู้เสียชีวิต 1,918 คน

 

 

 

 


สพฐ.ระบุการแต่งกายเป็นดุลยพินิจโรงเรียน

Mon, 30 Nov 2020 10:50:00

วันนี้ (30 พ.ย.2563) กรณีที่เครือข่ายนักเรียน โดยเฉพาะภาคีนักเรียน KKC และเครือข่ายนักเรียนอีกหลายแห่ง ประกาศว่า ในวันพรุ่งนี้ (1 ธ.ค.) จะไม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน โดยจะใส่ชุดไปรเวทเพื่อแสดงถึงอารยะขัดขืน

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิของนักเรียนทุกคนในการคิด แสดงความเห็นและเชิญชวนกันได้ในระบบประชาธิปไตย อีกทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องแบบนักเรียนที่มีอยู่ในปัจจุบันถือว่ามีความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถแต่งกายด้วยชุดอื่น ๆ ที่นอกจากเหนือจากชุดนักเรียนได้ แต่จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการสถานศึกษาที่จะกำหนด

ทั้งนี้ มองว่าเรื่องการแต่งกายชุดนักเรียนไม่ได้มีเพียงเฉพาะประเทศไทยแต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมการแต่งกายไปโรงเรียนที่แตกต่างกัน ซึ่งในระบบราชการทุกเรื่องมีระเบียบและกฎหมายกำกับและหากจะมีการปรับเปลี่ยนก็จำเป็นจะต้องผ่านกระบวนการและการรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย

โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการขับเคลื่อนในเรื่องนี้แล้วและหากในวันพรุ่งนี้จะมีการแต่งชุดไปรเวทไปโรงเรียนก็เชื่อว่าทุกโรงเรียนจะเข้าใจเรื่องของความเห็นต่าง เนื่องจากได้มอบนโยบายในเรื่องนี้ไปแล้วว่าจะต้องร่วมกันหาเหตุผลที่นักเรียนต้องการแสดงออกเพื่อให้ครูและนักเรียนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะที่นายบุณยพงศ์ โพธิวัฒน์ธนัต ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย มองว่าเด็กที่สิทธิที่แสดงออกในทางความคิดเห็นแต่เนื่องจากโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีระเบียบและกฎหมายเรื่องเครื่องแบบนักเรียนที่ชัดเจนจึงต้องยึดกฎ ระเบียบเป็นหลัก ซึ่งหากมีนักเรียนการแต่งชุดไปรเวทมาโรงเรียนจะต้องมีการพูดคุยกันเพื่อเป็นการทำความเข้าใจโดยไม่ใช่การตำหนิหรือทำโทษ

กลุ่มสังคมออนไลน์ที่มีการแสดงออกทางความคิดเห็นของนักเรียน มีทั้งในรูปแบบของกลุ่มจังหวัด เช่น กลุ่ม ภาคีนักเรียนระยอง ,ภาคีนักเรียน KKC, ภาคีนักเรียนมหาสารคาม และมีกลุ่มสังคมออนไลน์ในรูปแบบกลุ่มโรงเรียน มีการชักชวน และรณรงค์ให้กลุ่มนักเรียนแสดงอารยะขัดขืนครั้งใหญ่ ด้วยการไม่แต่งชุดนักเรียน ในวันเปิดเทอมวันพรุ่งนี้ (1 ธ.ค.)

 

 


ด่วน! ผู้ว่าฯ เชียงรายยืนยัน 2 เพื่อนหญิง จ.เชียงใหม่ติด COVID-19

Mon, 30 Nov 2020 08:46:00

วันนี้ (30 พ.ย.2563) เมื่อเวลา 08.30 น.นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อ COVID-19 กล่าวว่า หลังจากที่จ.เชียงใหม่ มีรายงานหญิงวัย 29 ปีที่กลับจากเมียนมา และเดินทางไปเชียงใหม่ ยืนยันติดเชื้อคนที่ 42 ของจ.เชียงใหม่  ทางจ.เชียงรายไม่ได้นิ่งนอนใจได้การติดตามพบว่ามีผู้หญิง 2 คนที่ทำงานที่เดียวกับหญิงวัย 29 ปีใน จ.ท่าขี้เหล็ก ของเมียนมา โดยเมื่อวานนี้ (29 พ.ย.) ได้มีการติดตามพบว่าคนแรก มีการยืนยันผลติดเชื้อ COVID-19 ในช่วงเย็น ส่วนอีก 1 คนที่มาด้วยกันก็ได้นำตัวมาตรวจหาเชื้อเมื่อคืนที่ผ่านมา พบว่าผลเป็นบวกเช่นกัน และหญิงทั้ง 2 คนอยู่ในการดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

วันนี้ได้สั่งการให้เร่งติดตามสอบสวนโรคผู้สัมผัสใกล้ชิดเพิ่มเติมทั้งเสี่ยงสูง และเสี่ยงต่ำเพื่อเข้าระบบการคัดกรองอย่างเข้มงวดทางการแพทย์ โดยมอบหมายให้รองผู้ว่าฯ นัดหารือข้อมูลต่างๆ

ติดตามคนลักลอบด่านชายแดน

ผู้ว่าฯเชียงราย ยอมรับว่ามีการตื่นตัวในสถานการณ์ COVID-19 แต่ไม่อยากพี่น้องตื่นตระหนก และยังเพิ่มความเข้มงวดและความถี่มากขึ้น โดยเฉพาะด่านชายแดนที่ติดกับเมียนมา พื้นที่จ.ท่าขี้เหล็ก ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 9 คนมีการตรวจพบสะสมขึ้นเป็น 21 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการตั้งด่านตรวจเข้าเมืองหลายจุด และประกาศให้ร้านค้าแผงลอยริมทางสะพานข้ามแม่น้ำสายทั้งสะพาน 1-2 ปิดตั้งแต่เวลา 18.00 น. และประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 00.01-04.00 

กลุ่มผู้ที่ติดเชื้อ COVID-19 ครั้งนี้ไม่ใช่แรงงานเมียนมา แต่เป็นคนไทยที่ไปทำงาน และรับเชื้อและแอบลักลอบกลับมาบ้านหลังจากป่วย ประกอบกับทางเมียนมาเองเริ่มเข้มงวด ปิดสถานบริการ ตอนนี้ประสานอย่างใกล้ชิด แนวทางคือจะให้แสดงตัวในช่องทางผ่านแดน เพื่อให้คัดกรองโรค 

นอกจากนี้ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ยังประกาศผู้โดยสารที่เดินทางโดยสารรถตู้ บขส.คันที่ 11 หมายเลขทะเบียน 10-2973 เชียงราย ออกจากสถานีขนส่งแม่สาย เวลา 09.30 น. ถึงสถานีขนส่งเชียงราย แห่งที่ 1 (เก่า) เวลา 10.45 น. จ.เชียงราย มารายงานตัวตรวจหา COVID-19 สอบถาม 053-910384 หรือ 053-910385 โดยด่วน 

ไทม์ไลน์ของสาววัย 26 ที่ติด COVID-19 

ผลตรวจผู้ใกล้ชิดหญิงเชียงใหม่กลุ่มแรก

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ความคืบหน้ากรณีพบผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ ที่จ.เชียงใหม่ ทีมสอบสวนโรค ได้ทำการติดตามผู้สัมผัสและตรวจหาเชื้อ โดยทำการตรวจกลุ่มเสี่ยงสูงไปแล้ว 65 คนผลไม่พบเชื้อ แต่ยังคงต้องกักตัวต่อจนครบ 14 วัน ซึ่งทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดสถานที่กักกันผู้สัมผัสเสี่ยงสูง และเน้นย้ำผู้สัมผัสทุกรายให้สังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติจะถูกตรวจหาเชื้อซ้ำ และแยกกักในโรงพยาบาล

สำหรับผู้สัมผัสที่กักกันตนที่บ้านจะมีการประสานให้ทางโควิดหมู่บ้านดูแลและประเมินจนกว่าจะครบ 14 วันจึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก คอนโดและประชาชน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบบุคคลแปลกหน้าหรือพบผู้เดินทางที่ไม่ผ่านการกักตัว 14 วัน ตามมาตรการภาครัฐ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการควบคุมป้องกัน สอบสวนโรค หากพบผู้ติดเชื้อจะสามารถนำส่งรักษาตามระบบได้อย่างทันท่วงที ไม่ให้มีการนำเชื้อมาแพร่สู่คนในประเทศเป็นวงกว้าง

 

 


120 นาทีมีค่า "โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน" รักษาเร็ว-ลดการเสียชีวิต

Sun, 29 Nov 2020 14:09:00

วันนี้ (29 พ.ย.2563) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart attack) ว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ใหญ่ พบได้บ่อยตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป

สาเหตุอาจเกิดได้จากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันชนิดเฉียบพลัน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกบริเวณซีกซ้าย อาจจะร้าวไปที่แขนซ้ายหรือร้าวไปที่กราม ร่วมกับมีอาการเหงื่อออก มือเท้าเย็น วิงเวียน จะเป็นลม หมดแรง คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ซึ่งผู้ป่วยที่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล สาเหตุส่วนใหญ่เป็นผลมาจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน คือ การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วนลงพุง การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ แต่อย่างไรก็ตามอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลัน อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์

 

ขณะที่ นพ.เอนก กนกศิลป์ ผอ.สถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกสถานที่และทุกเวลา เช่น ขณะออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งนอนหลับพักผ่อน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการ แต่ยังรู้สึกตัวดี ต้องรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งหน้าจะต้องมีความรู้เรื่องการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และรู้จักการใช้เครื่องกระตุกหัวใจ (AED) ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล หรืออาจติดต่อหมายเลข 1669 เพื่อนำตัวผู้ป่วยส่งเข้ารับการรักษาเบื้องต้นและส่งต่อไปยังโรงพยาบาล

ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน จะต้องได้รับการรักษาทันที ด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือการสวนหัวใจ เพื่อทำบอลลูน มีระยะเวลาที่เป็นนาทีทอง 120 นาทีในการเปิดหลอดเลือดหัวใจ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต

ภายหลังการรักษา ผู้ป่วยต้องรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและควบคุมปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว มาพบแพทย์ตามนัด หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ หากพบว่าอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หอบเหนื่อยนอนราบไม่ได้ ขาบวมกดบุ๋ม ให้รีบพบแพทย์ทันที

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"นพ.อัษฎางค์" เสียชีวิตขณะวิ่งมินิฮาร์ฟมาราธอน

 


เคสหญิงติด COVID-19 ผลตรวจกลุ่มเสี่ยงล็อตแรกเป็นลบ 17 คน

Sun, 29 Nov 2020 12:24:00

วันนี้ (29 พ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ใช้เครื่องขยายเสียงแบบพกพา ประชาสัมพันธ์ประชาชนและนักท่องเที่ยวบริเวณถนนคนเดินวัวลาย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อเฝ้าระวังป้องกัน COVID-19 หลังจังหวัดเชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นหญิงอายุ 29 ปี ที่เดินทางกลับจากเมียนมา เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา พบประวัติไปสถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า และโรงภาพยนตร์

นายณัฐชูเดช วิริยดิลกธรรม รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ระบุว่า ได้เน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวและผู้ค้าปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัย

 

ขณะที่นักท่องเที่ยวให้ความร่วมมือป้องกันโรค ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย เข้าแถวรอคิวรับการตรวจวัดอุณภูมิร่างกาย สแกนคิวอาร์โค้ด "ไทยชนะ" และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ บริเวณจุดคัดกรองทางเข้าถนนคนเดินวัวลาย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลายคนบอกว่า มีความมั่นใจในมาตรการป้องกันของเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญคือต้องป้องกันตนเองก่อน

17 คน ผลตรวจเป็นลบ

ด้านคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงกรณีหญิงอายุ 29 ปี ติดเชื้อ COVID-19 ซึ่งเป็นผู้ป่วยคนที่ 42 ของจังหวัดเชียงใหม่ จากการลงพื้นที่สอบสวนโรค พบผู้สัมผัสทั้งหมด 326 คน เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูง 105 คน เบื้องต้นทราบผลแล้ว 17 คน ผลตรวจเป็นลบทั้งหมด

ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูงที่ไม่มีอาการจะต้องกักตัวทุกคน หากไม่สามารถกักตัวที่บ้านได้ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดสถานที่กักกันไว้ให้ ขณะนี้มีผู้เข้ากักตัว 5 คน

คุมเข้มชายแดน สกัด COVID-19

ส่วนที่ จ.เชียงราย ทหารกองกำลังผาเมืองเพิ่มกำลัง และความถี่ในการลาดตระเวนป้องกันการลักลอบข้ามแดน หลังพบว่าหญิงผู้ติดเชื้อ COVID-19 ลักลอบเดินทางจากเมียนเข้ามาในพื้นที่ จ.เชียงราย แต่เบื้องต้นยังไม่แน่ชัดว่าหญิงคนนี้ไปอยู่ในพื้นที่ใดของเมียนมา และเข้ามาในประเทศไทยด้วยช่องทางใด

ล่าสุดนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประสานให้ทุกหน่วยงานดำเนินการสกัดกั้นการเข้าออกประเทศโดยผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด เพราะขณะนี้ในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่ม 6 คน ทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสมในจังหวัดท่าขี้เหล็ก 15 คน พร้อมมีคำสั่งให้พ่อค้าแม่ค้าบริเวณหน้าด่านพรมแดนเปิดขายสินค้าได้ถึงเวลา 18.00 น. เพื่อลดความแออัด และประกาศห้ามออกนอกบ้านในจังหวัดท่าขี้เหล็กตั้งแต่ 12.00-04.00 น. จึงทำให้ฝ่ายไทยต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

"Grab" กักตัวดูอาการคนขับรับส่งหญิงติดเชื้อ COVID-19

กรณีหญิงวัย 29 ปีติดเชื้อ COVID-19 ใช้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน Grab ใน จ.เชียงใหม่ ล่าสุด แกร็บ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ว่า นับตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.2563 ได้ติดต่อประสานงานกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยให้ความร่วมมือตรวจสอบข้อมูลการเดินทางย้อนหลัง เพื่อระบุตัวตนของพาร์ทเนอร์คนขับ รวมถึงผู้ใช้บริการทุกคนที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์คนขับทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว

ขณะนี้พาร์ทเนอร์คนขับที่ให้บริการในช่วงเวลาดังกล่าว ได้เข้ารับการตรวจเชื้อ COVID-19 ในโรงพยาบาล และอยู่ระหว่างกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการแล้ว ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้ดำเนินการระงับสัญญาณการให้บริการเป็นการชั่วคราวไว้ก่อน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำชับให้ทำตามมาตรการป้องกัน COVID-19 อย่างเคร่งครัด ส่งเสริมให้ทั้งพาร์ทเนอร์คนขับและผู้โดยสารสวมหน้ากากทุกครั้งในระหว่างการเดินทาง โดยหนึ่งในมาตรการที่เคร่งครัดคือ หากผู้โดยสารพบว่าพาร์ทเนอร์คนขับ “ไม่สวมหน้ากาก” หรือ “มีอาการป่วยหรือไม่สบาย” สามารถยกเลิกบริการได้ทันทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการยกเลิก ขณะเดียวกันพาร์ทเนอร์คนขับก็สามารถยกเลิกการรับงานได้เช่นกันหากพบว่าผู้โดยสารไม่สวมหน้ากากหรือมีอาการป่วย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เชียงใหม่ผวา! หญิงไทยวัย 29 ปีติด COVID-19 กลับจากเมียนมา 

ไทม์ไลน์หญิงเชียงใหม่ติด COVID-19 พบ 326 คนเสี่ยง 

 


"นพ.อัษฎางค์" เสียชีวิตขณะวิ่งมินิฮาร์ฟมาราธอน

Sun, 29 Nov 2020 12:11:00

วันนี้ (29 พ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิน รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เสียชีวิต ขณะร่วมวิ่งในกิจกรรมวิ่งถิ่นวีรชน มินิฮารฟ์มาราธร ครั้งที่ 4 ที่อุทยานวีรชนค่ายบางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ นพ.อัษฎางค์ ร่วมวิ่งในระยะทาง 5 กิโลเมตร แต่ระหว่างทางวิ่งมาประมาณ 2 กิโลเมตร ได้ล้มหมดสติ ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี ได้พยายามช่วยปฐมพยาบาล และนำส่งโรงพยาบาลค่ายบางระจัน เมื่อเวลา 06.00 น.

นพ.อัษฎางค์ ไม่รู้สึกตัว แพทย์ได้พยายามฟื้นคืนชีพเพื่อช่วยชีวิต ด้วยการ CPR OnEtTube เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที และใช้เครื่องกระตุกหัวใจ 5 ครั้ง แต่ไม่ตอบสนอง และเสียชีวิตด้วยหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เมื่อเวลา 07.15 น. ขณะที่แพทย์ลงความเห็นเบื้องต้นว่า เกิดจากอาการเหนื่อย หัวใจเต้นผิดปกติ

สำหรับ นพ.อัษฎางค์ อยู่ในตำแหน่งรองอธิบดีกรมควบคุมโรคตั้งแต่ปี 2558 -2563 รวมระยะเวลา 5 ปี รับผิดชอบงานในสำนักโรคไม่ติดต่อ และเป็นโฆษกกรมควบคุมโรค ก่อนหน้านี้เคยเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระบุรี

 


เตือน 12 จังหวัดภาคใต้ ฝนตกหนัก 30 พ.ย.-3 ธ.ค.นี้

Sun, 29 Nov 2020 09:34:00

วันนี้ (29 พ.ย.2563) กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 2 เรื่อง ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.-3 ธ.ค.2563 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในช่วงวันที่ 30 พ.ย.-3 ธ.ค.2563 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง หรือทางด้านหน้าเกาะบอร์เนียว มีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวน เข้าปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในบริเวณ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา จ.พัทลุง จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส จ.ระนอง จ.พังงา จ.ภูเก็ต และ จ.กระบี่ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันเวลาดังกล่าวไว้ด้วย


ไทม์ไลน์หญิงเชียงใหม่ติด COVID-19 พบ 326 คนเสี่ยง

Sat, 28 Nov 2020 15:36:00

วันนี้ (28 พ.ย.63) เมื่อเวลา 14.00 น. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงกรณีพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในประเทศที่ จ.เชียงใหม่ว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยมีรายงานการติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศรวม 9 คน เริ่มจากกรณีแรงงานเมียนมาที่ด่านชายแดนแม่สอด จ.ตาก กรณีกรณีหญิงชาวฝรั่งเศส ที่จ.กระบี่ กรณีชาวอินเดีย จ.กระบี่ กรณีชาวเมียนมาที่อยู่ค่ายผู้พักพิงบ้านอุ้มเปี้ยม จ.ตาก นอกจากนี้มีกรณีหญิง 17 ปีลูกครึ่งชาวไทย-เมียนมาที่แม่สอด จ.ตาก และล่าสุดหญิงไทย ที่เดินทางกลับจากเมียนมา ที่จ.เชียงใหม่

นพ.โอภาส กล่าวว่า ถึงแม้ภาพรวมจะถือว่าสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมสถานการณ์ได้เพราะมีการสอบสวนโรค และติดตามผู้สัมผัสมาตรวจสอบแล้วไม่พบการติดเชื้อเพิ่ม แต่ปัญหายังต้องยอมรับว่ามีการลักลอบเข้าไทยตามด่านชายแดน 2 จุดที่ยังพบปัญหา คือชายแดนไทย-มาเลเซีย และชายแดนไทย-เมียนมา 

คาดผู้ติดเชื้อรายใหม่ อาจลักลอบเข้าเมืองมา ไม่ผ่านการกักตัวถือว่าทำผิดกฎหมาย จึงอาจจะต้องให้ขอดำเนินคดีทั้ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ และกฎหมายอาญากรณีลักลอบเข้าเมือง เพราะการติดเชื้อเป็นอันตรายตัวเขาเองและสังคม 

ไทม์ไลน์ผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงรวม 326 คน 

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไทม์ไลน์ของหญิงวัย 29 ปี ช่วงวันที่ 24 ต.ค-23 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำงานที่เมียนมา แต่เริ่มมีอาการป่วยเมื่อ 23-24 พ.ย.เริ่มป่วยมีอาการไข้ ไอ ปวดศีระษะ ถ่ายเหลว จมูกไม่ได้กลิ่น  

วันที่ 24 พ.ย. เวลา 05.00 น. เดินทางจากเมียนมาเข้ามาทางด่านแม่สาย จ.เชียงราย ด้วยรถตู้สาธารณะ เวลา 11.00 น. เดินทางจากอ.แม่สาย จ.เชียงราย มาจ.เชียงใหม่ ด้วยรถบัสประจำทาง เวลา 14.51 น. เดินทางถึงเชียงใหม่ ใช้บริการ Grab Car คันที่ 1 กลับคอนโดของผู้ป่วย

หลังจากเดินทางกลับมา จ.เชียงใหม่ ช่วงกลางคืนไปสถานบันเทิง ย่านสันติธรรม สูบบุหรี่ร่วมกับเพื่อนหญิง 2 คน

 

ต่อมาวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา เวลา 02.00 น.นั่ง Grab Car คันที่ 2 กลับถึงคอนโด และเวลา 15.00 น.นั่งGrab Car คันที่ 3 ไปห้างสรรพสินค้า กินอาหาร ชมภาพยนตร์ ซื้อของจากการติดตามกล้องวงจรปิดพบสวมหน้ากากอนามัย  ตอนเย็นเรียกรถกลับที่พัก กระทั่งวันที่ 26 พ.ย.เวลา 15.30 น.ไป รพ.เอกชน เรียก Grab Car คันที่ 4 เพราะยังมีอาการป่วย ถ่ายเหลว ซักประวัติมีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ผลตรวจ 22.00 น.พบเชื้อ COVID-19 และส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ และส่งตรวจยืนยันเชื้อเมื่อวันที่ 27 พ.ย.อีกครั้ง 

รวมผู้สัมผัสทั้งหมด 326 คน ทั้งในพื้นที่ จ.เชียงรายและเชียงใหม่ แบ่งเป็น ที่คอนโดมิเนียมผู้ป่วย คอนโดมิเนียมเพื่อน ห้างสรรพสินค้า และสถานบันเทิง 65 คน และยานพาหนะ 40 คน รวม 105 คน ส่วนเสี่ยงต่ำ 149 คน และผู้สัมผัสอื่นๆ อีก 72 คน

ทีมสอบสวนโรคพบมีผู้สัมผัสเสี่ยงรวม 326 คน โดย 105 คนเสี่ยงสูงมีทั้งรถบัสแม่สาย-เชียงใหม่ สถานบันเทิง โรงภาพยนตร์ กลุ่มเพื่อน และอีก 149 คนเสี่ยงต่ำ รวมบุคลากรทางการแพทย์ ขณะนี้ทั้งหมดเริ่มทยอยตรวจหาเชื้อ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"เชียงใหม่" พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ 1 คน

เชียงใหม่ผวา! หญิงไทยวัย 29 ปีติด COVID-19 กลับจากเมียนมา

 

 

 

 


ขสมก.เปลี่ยนเส้นทางเดินรถ 10 เส้นทาง เลี่ยงชุมนุมสี่แยกบางนา

Sat, 28 Nov 2020 14:33:00

วันนี้ (28 พ.ย.2563) ขสมก.ประกาศปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง และสี่แยกบางนา ตั้งแต่เวลา 16.00 - 22.00 น. จำนวน 10 เส้นทาง ได้แก่ สาย 2, 23, 25, 45, 508, 511, 536 ,102 ,142 ,180 

 

โดยมีรายละเอียดการปรับเปลี่ยนเส้นทางดังนี้

 

เส้นทางสายที่ 511 ปากน้ำ – สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน)

เส้นทางปกติ ขาไป จากปากน้ำ ไปสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน) เริ่มต้นจากปากน้ำ ไปตามถนนสายลวด ถนนศรีสมุทร ถนนสุขุมวิท ถนนเพลินจิต แยกขวาไปตามถนนราชดำริ แยกซ้ายไปตามถนนเพชรบุรี ถนนหลานหลวง ข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ไปตามถนนราชดำเนินกลาง ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แยกขวาไปตามถนนดินสอ แยกซ้ายไปตามถนนพระสุเมรุ แยกซ้ายไปตามถนนบวรนิเวศน์ ถนนตะนาว แยกขวาไปตามถนนราชดำเนินกลาง ข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ไปตามถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถนนบรมราชชนนี ไปสุดเส้ทางที่สถานีขนส่งผู้โดบสารกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน)

ขากลับ จากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ตลิ่งชัน) ไปปากน้ำ เริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุเทพฯ (ตลิ่งชัน) ไปตามถนนบรมราชชนนี ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า ข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ไปตามถนนราชดำเนินกลาง แยกซ้ายไปตามถนนตะนาว ถนนสิบสามห้าง แยกซ้ายไปตามถนนพระสุเมรุ แยกซ้ายไปตามถนนจักรพงษ์ แยกซ้ายไปตามถนนราชดำเนินกลาง ข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศ แล้วไปตามเส้นทางเดิม ไปสุดเส้นทางที่ปากน้ำ

เส้นทางเลี่ยง ขาไป จากปากน้ำ ถนนสุขุมวิท แยกขวาถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายถนนอุดมสุข แยกขวาเข้าถนนสุขุมวิทเส้นทางเดิม

ขากลับ จากถนนสุขุมวิท แยกซ้ายเข้าถนนอุดมสุข แยกขวาถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายเข้าถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายเข้าถนนสุขุมวิทเข้าเส้นทางเดิม

 

เส้นทางสายที่ 508 ปากน้ำ - ท่าราชวรดิษฐ์

เส้นทางปกติ ขาไป เริ่มต้นจากบริเวณปากน้ำบนถนนศรีสมุทร ไปตามถนนสุขุมวิท ถนนเพลินจิต ถนนพระราม 1 ข้ามสะพานกษัตริย์ศึก แยกซ้ายไปตามถนนกรุงเกษม แยกขวาไปตามถนนหลวง แยกขวาไปตามถนนวรจักร แยกซ้ายไปตามถนนบำรุงเมือง แยกซ้ายไปตามถนนอัษฎางค์ แยกขวาข้ามสะพานมอญ ไปตามถนนเจริญกรุง ถนนท้ายวัง แยกขวาไปตามถนนมหาราช จนสุดเส้นทางที่บริเวณท่าราชวรดิษฐ์

ขากลับ เริ่มต้นจากบริเวณท่าราชวรดิษฐ์ ไปตามถนนมหาราช แยกชวาไปตามถนนหน้าพระลาน แยกขวาไปตามถนนสนามไชย แยกซ้ายไปตามถนนเจริญกรุง ข้ามสะพานมอญ แยกซ้ายไปตามถนนอัษฏางค์ แยกขวาไปตามถนนบำรุงเมือง ข้ามสะพานกษัตริย์ศึก แล้วไปตามเส้นทางเดิมจนสุดเส้นทางที่บริเวณหน้าตลาดปากน้ำ

เส้นทางเลี่ยง ขาไปจากปากน้ำ ถนนสุขุมวิท แยกขวาถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายถนนอุดมสุข แยกขวาเข้าถนนสุขุมวิทเส้นทางเดิม

ขากลับ จากถนนสุขุมวิท แยกซ้ายเข้าถนนอุดมสุข แยกขวาถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายเข้าถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายเข้าถนนสุขุมวิทเข้าเส้นทางเดิม

 

เส้นทางสายที่ 25 ท่าช้างวังหลวง - อู่สายลวด

เส้นทางปกติ ขาไป เริ่มจากท่าช้างวังหลัง ไปตามถนนหน้าพระลาน แยกขวาไปตามถนนสนามไชย แยกซ้ายไปตามถนนเจริญกรุง แยกซ้ายไปตามถนนมิตรสัมพันธ์ อ้อมวงเวียน 22 กรกฎ

แยกขวาไปตามถนนไมตรีจิต แยกซ้ายข้ามสะพานเจริญสวัสดิ์ ไปตามถนนพระราม 4 แยกซ้ายไปตามถนนพญาไท แยกขวาไปตามถนนพระราม 1 ถนนเพลินจิต ถนนสุขุมวิท แยกขวยาไปตามถนนศรีสมุทร แยกซ้ายไปตาถนนไปรโคนชัย แยกซ้ายไปตามถนนสายลวด จนสุดเส้นทางที่อู่สายลวด

เที่ยวกลับ เริ่มตันจากอู่สายลวด ไปตามถนนสายลวด แยกซ้ายไปตามถนนด่านเก่า ถนนศรรีสมุทร แยกซ้ายไปตามถนนสุขุมวิท ถนนเพลินจิต ถนนพระราม 1 แยกซ้ายไปตามถนนพญาไท แยกขวาไปตามถนนพระราม 4 ข้ามสะพานเจริญสวัสดิ์ แยกขวาไปตามถนนจักรเพชร แยกซ้ายไปตามถนนพาหุรัด แยกขวาไปตามถนนตรีเพชร แยกซ้ายไปตามถนนเจริญกรุง แยกขวาไปตามถนนสนามไชย แยกซ้ายไปตามถนนท้ายวัง แยกขวาไปตามถนนมหาราช จนสุดเส้นทางที่ท่าช้างวังหลวง

เส้นทางเลี่ยง ขาไปจากปากน้ำ ถนนสุขุมวิท แยกขวาถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายถนนอุดมสุข แยกขวาเข้าถนนสุขุมวิทเส้นทางเดิม

ขากลับ จากถนนสุขุมวิท แยกซ้ายเข้าถนนอุดมสุข แยกขวาถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายเข้าถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายเข้าถนนสุขุมวิทเข้าเส้นทางเดิม

 

เส้นทางสายที่ 2 สำโรง - ปากคลองตลาด

เส้นทางปกติ ขาไป เริ่มต้นที่สำโรง ไปตามถนนสุขุมวิท ถนนเพลินจิตร แยกขวาไปตามถนนราชดำริ แยกซ้ายไปตามถนนเพชรบุรี แยกซ้ายไปตามถนนหลานหลวง ข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ไปตามถนนราชดำเนินกลาง แยกซ้ายไปตามถนนอัษฏางค์ แยกขวาข้ามสะพานอุบลรัตน์ แยกซ้ายไปตามถนนราชินี แยกซ้ายข้ามสะพานเจริญรัช แยกซ้ายไปตามถนนอัษฏางค์ จนสุดเส้นทางที่ปากคลองตลาด (ถนนอัษฏางค์)

ขากลับ เริ่มตันที่ปากคลองตลาด (ถนนอัษฏางค์) ไปตามถนนอัษฏางค์ แยกซ้ายข้ามสะพานเจริญศรี แยกขวาไปตามถนนราชินี แยกขวาข้ามสะพานผ่านภพลีลา ไปตามถนนราชดำเนินกลาง แล้วไปตามเส้นทางเดิม จนสุดเส้นทางที่สำโรง

เส้นทางเลี่ยง ขาไปจากสำโรง ถนนสุขุมวิท แยกขวาถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายถนนอุดมสุข แยกขวาเข้าถนนสุขุมวิทเส้นทางเดิม

ขากลับ จากถนนสุขุมวิท แยกซ้ายเข้าถนนอุดมสุข แยกขวาถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายเข้าถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายเข้าถนนสุขุมวิทเข้าเส้นทางเดิม

 

เส้นทางสายที่ 23 สำโรง – เทเวศร์ (ทางด่วน)

เส้นทางปกติ เที่ยวไป จากสำโรง ไปตามถนนสุขุมวิท ขึ้นทางด่วนเฉลิมมหานคร สายบางนา-ท่าเรือคลองเตย-ดินแดง และลงทางด่วนที่ถนนเพชรบุรี ไปตามถนนเพชรบุรี แยกขวาไปตามถนนพิษณุโลก แยกขวาไปตามถนนราชสีมา แยกซ้ายไปตามถนนศรีอยุธยา แยกซ้ายไปตามถนนสามเสน แยกซ้ายไปตามถนนพิษณุโลก จนสุดเส้นทางที่สี่เสาร์เทเวศร์

เที่ยวกลับ จากสี่เสาร์เทเวศร์ ไปตามถนนพิษณุโลก แยกซ้ายไปตามถนนเพชรบุรีแล้วไปตามเส้นทางเดิม ไปสุดเส้นทางที่สำโรง

เส้นทางเลี่ยง ขาไปจากสำโรง ถนนสุขุมวิท แยกขวาถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายถนนอุดมสุข แยกขวาเข้าถนนสุขุมวิทเส้นทางเดิม

ขากลับ จากถนนสุขุมวิท แยกซ้ายเข้าถนนอุดมสุข แยกขวาถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายเข้าถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายเข้าถนนสุขุมวิทเข้าเส้นทางเดิม

 

เส้นทางสายที่ 45 สำโรง - ท่าน้ำสี่พระยา

เส้นทางปกติ ขาไป เริ่มต้นที่สำโรง ไปตามถนนสุขุมวิท แยกซ้ายไปตามถนนพระราม 4 สามย่าน แยกซ้ายไปตามถนนสี่พระยา แยกซ้ายไปตามถนนนเรศ แยกขวาไปตามถนนสุรวงศ์ แยกขวาไปตามถนนเจริญกรุง แยกซ้ายไปตามถนนเจริญกรุง 30 จนสุดเส้นทางที่ท่าน้ำสี่พระยา

ขากลับ เริ่มตันจากท่าน้ำสี่พระยา ไปตามถนนสี่พระยา แยกขวาไปตามถนนพระราม 4 แยกขวาไปตามถนนสุขุมวิท แล้วไปตามเส้นทางเดิม จนสุดเส้นทางที่สำโรง

เส้นทางเลี่ยง ขาไปจากสำโรง ถนนสุขุมวิท แยกขวาถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายถนนอุดมสุข แยกขวาเข้าถนนสุขุมวิทเส้นทางเดิม

ขากลับ จากถนนสุขุมวิท แยกซ้ายเข้าถนนอุดมสุข แยกขวาถนนศรีนครินทร์ แยกซ้ายเข้าถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายเข้าถนนสุขุมวิทเข้าเส้นทางเดิม

 

เส้นทางสายที่ 536 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) – ปากน้ำ (ทางด่วน)

เส้นทางปกติ ขาไป เริ่มต้นที่ปากน้ำ ไปตามถนนสุขุมวิท ขึ้นทางด่วนที่ด่านบางนา ไปตามทางด่วนเฉลิมมหานคร ลงด่านเพชรบุรีไปตามถนนเพชรบุรี แยกขวาไปตามถนนราชปรารภ แยกซ้ายไปตามถนนราชวิธี อนุสาวรีย์ขัยฯ แยกตึกชัย แยกขวาไปตามถนนพระราม 6 แยกซ้ายไปตามถนนกำแพงเพชร จนสุดเส้นทางที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร)

ขากลับ เริ่มตันที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ไปตามถนนกำแพงเพชร ข้ามสะพานถนนรัชวิภา ไปตามถนนวิภาวดีรังสิต แยกขวาไปตามถนนพหลโยธิน แยกขวาไปตามถนนกำแพงเพชร แยกซ้ายไปตามถนนพระราม 6 แยกตึกชัย แยกซ้ายไปตามถนนราชวิถี อนุสาวรีย์ชัยฯ ไปถนนพญาไท แยกซ้ายไปตามถนนศรีอยุธยา แยกขวาไปตามถนนราชปรารภ แยกซ้ายไปตามถนนเพชรบุรี แล้วไปตามเส้นทางเดิม จนสุดเส้นทางที่ปากน้ำ

เส้นทางเลี่ยง ขาไปจากปากน้ำ ถนนสุขุมวิท แยกขวาถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายถนนบางนา-ตราด ขึ้นทางด่วนที่ด่านบางนาเข้าเส้นทางเดิม

ขากลับ ลงทางด่วนมาตามถนนบางนา-ตราด แยกขวาเข้าถนนศรีนครินทร์ แยกขวาถนนถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายเข้าถนนสุขุมวิทเข้าเส้นทางเดิม

 

เส้นทางสายที่ 102 ปากน้ำ – สาธุประดิษฐ์ (ทางด่วน)

เส้นทางปกติ ขาไป เริ่มต้นที่ปากน้ำ ไปตามถนนสุขุมวิท ขึ้นทางด่วนที่ด่านบางนา ไปตามทางด่วนเฉลิมมหานคร ลงด่านท่าเรือคลองเตยไปตามถนนเกษมราษฎร์ กลับรถที่ท่าเรือคลองเตย ไปตามถนนเกษมราษฎร์ แยกซ้ายไปตามถนนสุนทรโกษา ถนนพระราม 3 จนสุดเส้นทางที่สาธุประดิษฐ์

ขากลับ เริ่มตันที่สาธุประดิษฐ์ ไปตามถนนพระราม 3 แยกขวาถนนสุนทรโกษาผ่านตลาดคลองเตย แยกขวาไปตามถนนเกษมราษฎร์ ไปท่าเรือคลองเตย ขึ้นทางด่วนที่ด่านท่าเรือ ไปตามทางด่วนเฉลิมมหานคร ลงถนนบางนา-ตราด ขึ้นสะพานไปถนนศรีนครินทร์ แยกขวาไปตามถนนเทพารักษ์ แยกขวาถนนสุขุมวิท แล้วไปตามเส้นทางเดิม จนสุดเส้นทางที่ปากน้ำ

เส้นทางเลี่ยง ขาไปจากปากน้ำ ถนนสุขุมวิท แยกขวาถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายถนนบางนา-ตราด ขึ้นทางด่วนที่ด่านบางนาเข้าเส้นทางเดิม

ขากลับ ลงทางด่วนมาตามถนนบางนา-ตราด ขึ้นสะพานเข้าถนนศรีนครินทร์ แยกขวาถนนถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายเข้าถนนสุขุมวิทเข้าเส้นทางเดิม

 

เส้นทางสายที่ 142 ปากน้ำ – แสมดำ (ทางด่วน)

เส้นทางปกติ ขาไป เริ่มต้นที่ปากน้ำ ไปตามถนนสุขุมวิท ขึ้นทางด่วนที่ด่านบางนา ไปตามทางด่วนเฉลิมมหานคร ลงด่านวัดสนไปตามสุขสวัสดิ์ กลับรถไปตามถนนสุขสวัสดิ์แยกซ้ายไปตามถนนพระราม 2 จนสุดเส้นทางที่แสมดำ

ขากลับ เริ่มตันที่แสมดำ ไปตามถนนพระราม 2 แยกขวาไปตามถนนสุขสวัสดิ์ กลับรถถนนสุขสวัสดิ์ขึ้นทางด่วนที่ด่านวัดสน ไปตามทางด่วนเฉลิมมหานคร ลงถนนบางนา-ตราด ขึ้นสะพานไปถนนศรีนครินทร์ แยกขวาไปตามถนนเทพารักษ์ แยกขวาถนนสุขุมวิท แล้วไปตามเส้นทางเดิม จนสุดเส้นทางที่ปากน้ำ

เส้นทางเลี่ยง ขาไปจากปากน้ำ ถนนสุขุมวิท แยกขวาถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายถนนบางนา-ตราด ขึ้นทางด่วนที่ด่านบางนาเข้าเส้นทางเดิม

ขากลับ ลงทางด่วนมาตามถนนบางนา-ตราด ขึ้นสะพานเข้าถนนศรีนครินทร์ แยกขวาถนนถนนเทพารักษ์ แยกซ้ายเข้าถนนสุขุมวิทเข้าเส้นทางเดิม

 

สาย 180 อู่สาธุประดิษฐ์ – ม.ราม 2 (ทางด่วน)

เส้นทางปกติ เริ่มจากอู่ใต้ทางด่วนสาธุประดิษฐ์ ไปตามถนนรัชดาภิเษกตอนล่าง แยกขวาไปตามถนนนางลิ้นจี่ แยกซ้ายไปตามถนนพระรามที่ 3 แยกซ้ายไปตามถนนสุนทรโกษา แยกขวาไปตามถนนพระรามที่ 4 ขวาไปตามถนนเกษมราษฎร์ แยกซ้ายขึ้นทางด่วน ลงทางด่วนสุขุมวิท62 ไปตามถนนสุขุมวิท แยกซ้ายไปตามถนนบางนา-ตราด แยกซ้ายไปตามถนนรามคำแหง 2 จนสุดเส้นทางที่ เมกาบางนา

เส้นทางหลีกเลี่ยง เริ่มจากอู่ใต้ทางด่วนสาธุประดิษฐ์ ไปตามถนนพระราม 3 แยกซ้ายถนนสุนทรโกษา แยกขวาไปตานถนนพระราม 4 แยกขวาไปตามถนนเกษมราษฎร์ แยกซ้ายขึ้นทางด่วนไปลงบางนาตราดไปตามเส้นทางเดิม จนสุดเส้นทางที่ เมกาบางนา

 


เชียงใหม่ผวา! หญิงไทยวัย 29 ปีติด COVID-19 กลับจากเมียนมา

Sat, 28 Nov 2020 11:47:00

วันนี้ (28 พ.ย.2563) ศูนย์ข้อมูล COVID19 รายงานผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 5 คน กลับจากต่างประเทศ โดย 1 คน เป็นหญิงไทยวัย 29 ปี ที่จ.เชียงใหม่ กลับจากเมียนมา ส่วนอีก 4 คนกลับจากอินเดีย 2 คน ฟิลิปปินส์ 1 คน และสวีเดน 1 คนรวมสะสม 3,966 คน หายป่วยกลับบ้านแล้ว 3,798 คน ยังรักษาในโรงพยาบาล 108 คน สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5 คน มีดังนี้ 

ทั้งนี้เวลา 14.00 น.นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เตรียมแถลงกรณีพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในประเทศที่จ.เชียงใหม่ โดยจะแถลงที่กระทรวงสาธารณสุข

ชาวบ้านกังวล-หลังพบกลับจากเมียนมาติดเชื้อ

ขณะที่ประชาชนในเขตอ.เมืองเชียงใหม่ สวมใส่หน้ากากอนามัย และหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคระบาด หลังมีกระแสข่าวพบผู้ป่วยติดเชื้อในจ.เชียงใหม่ โดยผู้ป่วยมีประวัติเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้า และสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ชาวบ้านยอมรับว่า ข่าวนี้สร้างความกังวลอย่างมาก พร้อมขอให้ภาครัฐเร่งสืบสวนโรค ค้นหากลุ่มเสี่ยง และให้ประชาชนตื่นตัวป้องกันตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงการระบาดในพื้นที่

ตอนนี้ใครเป็นบ้างก็ไม่รู้ ระบาดไปถึงไหนแล้ว ทำให้รู้สึกกลัว และที่ผ่านมาก็ยังใส่หน้ากากป้องกันอย่างสม่ำเสมอ 

 

นายศิษย์ เอี่ยมสวัสดิกุล เจ้าของร้านขายของ ยอมรับว่า บางคนก็กังวลว่าบางคนการ์ดตกและอยากให้ทุกคนช่วยกันสวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างสม่ำเสมอ จะปลอดภัยเพื่อไม่ให้กระทบกับการท่องเที่ยวในพืื้นที่ และห่วงการลักลอบเข้ามาในพื้นที่เพราะจะป้องกันยาก

ขณะที่สถานการณ์COVID-19 ทั่วโลก มียอดผู้ติดเชื้อรวม 61,980,023 คน อาการรุนแรง 105,224 คน รักษาหายแล้ว 42,784,315 คนเสียชีวิต 1,448,928 โดย 5 อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 13,454,254 คน อินเดีย 9,351,224 คน บราซิล  6,238,350 คน รัสเซีย 2,215,533 ราย และฝรั่งเศส 2,196,119 คน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"เชียงใหม่" พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ 1 คน

 

 


ขาดเลือดทุกกรุ๊ป "ศิริราช" วอนคนไทยบริจาคช่วยผู้ป่วย

Fri, 27 Nov 2020 16:12:00

วันนี้ (27 พ.ย.2563) รศ.พญ.ปาริชาติ เพิ่มพิกุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณเลือดสำรองทุกหมู่เลือดของธนาคารเลือด โรงพยาบาลศิริราช ขาดแคลนอย่างหนัก ซึ่งโรงพยาบาลศิริราชต้องใช้เลือดในการรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก อาทิ ผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยรอการผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือดที่จำเป็นต้องใช้เลือด จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีสุขภาพดีและไม่มีความเสี่ยง ร่วมบริจาคเลือดเพื่อช่วยผู้ป่วย

สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคเลือด ต้องมีน้ำหนัก 48 กก.ขึ้นไป และต้องไม่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคลมชัก โรคหัวใจหรือเคยเจ็บแน่นหน้าอก เป็นต้น โดยขอให้เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนเพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง งดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่เข้าข่ายเป็นผู้มีความเสี่ยงติด COVID-19

ทั้งนี้ สามารถติดต่อบริจาคเลือดได้ทุกวัน ณ ศูนย์รับบริจาคเลือดศิริราช อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ชั้น 3 รพ.ศิริราช ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2414 0100, 0 2414 0102 (ในเวลาราชการ)

 

 


"นายกฯ" ลงนามจัดหาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชุดแรก 26 ล้านโดส

Fri, 27 Nov 2020 15:24:00

วันนี้ (27 พ.ย.63) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีการลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีน COVID-19 โดยการจองล่วงหน้า และสัญญาการจัดซื้อวัคซีนกับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด จำนวน 26 ล้านโดส ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า โดย นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นายเจมส์ ทีก ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และ นายเอเดรียน เค็มพ์ เลขานุการบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า สหราชอาณาจักร จำกัด โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ประธานกรรมการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ร่วมเป็นสักขีพยาน และ นายอเล็กซานดรา แมคเคนซี อัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และ นายนิโคลัส วีคส์ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรสวีเดน พร้อมด้วยนายพิษณุ สุวรรณชฎ เอกอัครราชทูตไทยณ กรุงลอนดอน ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงในการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 และได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจอย่างมากเช่นกัน ดังนั้นการเข้าถึงวัคซีนป้องกัน COVID-19 ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นทางออกที่ยั่งยืนในการต่อสู้กับปัญหาการแพร่ระบาดครั้งนี้ การที่รัฐบาลไทยสามารถจัดหาวัคซีนที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ดและแอสตร้าเซนเนก้า โดยการจองซื้อล่วงหน้าจำนวน 26 ล้านโดส ทำให้มั่นใจได้ว่าคนไทยจะสามารถเข้าถึงวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยได้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้สนับสนุนติดตามความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนในประเทศของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับความสำเร็จการพัฒนาวัคซีนของประเทศต่าง ๆ รัฐบาลยังให้ความสำคัญในการประสานความร่วมมือ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงวัคซีนให้มากที่สุด

นับเป็นโอกาสที่สำคัญในการแสดงให้นานาชาติได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมด้านการผลิตชีวเภสัชของประเทศไทย รวมทั้งบทบาทของไทยในฐานะผู้ผลิตวัคซีนที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการที่กระทรวงสาธารณสุข และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ได้บรรลุข้อตกลงการจัดหาวัคซีน ซึ่งพัฒนาขึ้น โดยมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ร่วมกับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า โดยมอบให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นผู้ผลิตวัคซีนรายเดียวสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าส่งมอบวัคซีนชุดแรกได้ภายในกลางปี 2564 โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 17 พ.ย.63 เห็นชอบโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับประชาชนโดยการจองล่วงหน้ากับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ในวงเงิน 6,049.72 ล้านบาท รวมทั้งอนุมัติงบประมาณ 2,379.43 ล้านบาท เพื่อจัดหาวัคซีนล่วงหน้าสำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย 13 ล้านคน เพื่อลดอัตราการป่วย การเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายในการรักษา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมทั้งยังเป็นการสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมยาชีววัตถุในประเทศจากการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้สามารถผลิตวัคซีน COVID-19

 

ทั้นี้ เมื่อวันที่ 23 พ.ย.63 บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ได้ประกาศผลการวิจัยวัคซีนเบื้องต้นว่า มีประสิทธิผลสูงในการป้องกัน COVID-19 และมีความปลอดภัยสูง สามารถป้องกันกลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนจากการติดเชื้อ ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นของการทดลองทางคลินิกแสดงให้เห็นว่าวัคซีนวิจัย AZD1222 มีประสิทธิผลเฉลี่ย 70% และอาจแสดงประสิทธิผลได้ถึง 90% โดยขึ้นอยู่กับขนาดของโดสที่ให้ พร้อมกันนี้ ยังพบว่ามีผลข้างเคียงที่ยอมรับได้ในกลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนและไม่พบเหตุไม่พึงประสงค์ด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง อีกทั้งยังสามารถจัดเก็บวัคซีนนี้ได้ที่อุณหภูมิระหว่าง 2-8 องศาเซลเซียส จึงใช้งานง่ายและเหมาะสมกับระบบสุขภาพของประเทศไทย

 

นายเจมส์ ทีก ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แอสตร้าเซนเนก้าจะทำงานร่วมกับ สยามไบโอไซเอนซ์ ในการขยายกำลังการผลิตวัคซีน AZD1222 ในระดับโลก โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และสามารถดำเนินการได้ตามแผนการที่วางไว้ ในขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุข และ แอสตร้าเซนเนก้า ได้ประสานความร่วมมือกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกระบวนการ ขออนุมัติการขึ้นทะเบียนวัคซีนให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยสูงสุดภายใต้กฎข้อบังคับด้านสาธารณสุขของประเทศไทย

 

แอสตร้าเซนเนก้ามีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนกลยุทธ์การจัดหาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ของรัฐบาล ด้วยการจัดสรรวัคซีนวิจัยป้องกัน COVID-19 AZD1222 พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ดร่วมกับแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งจะผลิตในประเทศไทย พร้อมกันนี้ขอขอบคุณสำหรับการแนะนำและแนวทางของรัฐบาล ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะเป็นทางออกของปัญหาการแพร่ระบาด นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีและความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยต่อไป” นายเจมส์กล่าว

 

 


ดีเดย์ 7 ธ.ค. ห้ามขายสุราออนไลน์ - หนุนปีใหม่ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ”

Fri, 27 Nov 2020 13:59:00

วันนี้ (27 พ.ย.2563) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า ที่ประชมุฯ เห็นชอบแนวทางสนับสนุนการลดอุบัติเหตุทางถนน “ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่ปลอดภัย ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ ไร้อุบัติเหตุ” โดยจะรณรงค์ผ่านมาตรการ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” เน้นให้ผู้ที่ต้องขับขี่รถงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 6 ชั่วโมง ห้ามผู้ประกอบการ ร้านค้าและผู้จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จัดโปรโมชั่น ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

ภาพ : กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ : กระทรวงสาธารณสุข

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังรับทราบการจัดทำร่างแนวทางการปฏิบัติตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่าย

นพ.ย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นมาก และมักมีการขายสุราเถื่อนตามช่องทางออนไลน์เหล่านี้ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ จึงต้องเร่งจัดทำร่างแนวทางปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว เพื่อรองรับการบังคับใช้วันที่ 7 ธ.ค.นี้

 


19 คน! ไทยเริ่มพบผู้ป่วย COVID-19 รายวันเพิ่มขึ้น

Fri, 27 Nov 2020 12:16:00

วันนี้ (27 พ.ย.2563) ศูนย์ข้อมูล COVID19 รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 19 คนเป็นผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ รวมยอดสะสม 3,961 คน ยังรักษาตัวในร.พ. 111คน หายป่วยเพิ่ม 2 คน หายป่วยแล้ว 3,790 คน ไม่มีเสียชีวิตเพิ่มคงที่ 60 คน

สำหรับรายละเอียดผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 19 คน เป็นคนไทย 14 คน สัญชาติอินเดีย 2 คน อเมริกัน 1 คน อิตาลี 1 คน โอมาน 1 คน ทั้งหมดเดินทางมาจากต่างประเทศ มีรายละเอียดดังนี้

ทั่วโลกติดเชื้อแล้ว 61.3 ล้านคน 

นอกจากนี้จากข้อมูลผู้เดินทางเข้าประเทศที่ต้องเข้าสถานที่กักกันในสถานที่ของรัฐ ตั้งแต่เดือนเม.ย.-25 พ.ย.นี้ รวมตัวเลข 157,415 คน มีผู้ป่วยติดเชื้อ 996 คน และกลับบ้านได้แล้วทั้งหมด 143,953 คน

สถานการณ์ COVID-19 ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อ 61,300,567 คนอาการรุนแรง 104,903 คน รักษาหาย 42,392,177 คน เสียชีวิต 1,437,629 คน โดยสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยสูงสุด13,248,676 คน อินเดีย 9,309,871 คน บราซิล 6,204,570 คน รัสเซีย 2,187,990 คน ฝรั่งเศส 2,183,660 คน  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่ม 16 คน "ไม่แสดงอาการ"

 

 


นายกฯ เปิด "เรือไฟฟ้า" คลองผดุงกรุงเกษม

Fri, 27 Nov 2020 10:35:00

วันนี้ (27 พ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดบริการเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า เส้นทางคลองผดุงกรุงเกษมอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสายแรกของไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้บริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ณ ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง เขตปทุมวัน

 

เรือปลอดฝุ่น

นายกรัฐมนตรี ร่วมทดลองโดยสารเรือไฟฟ้าจากท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพงไปยังท่าเรือตลาดเทวราช และชมการสาธิตการกลับลำเรือในพื้นที่จำกัด (360 องศา) บริเวณท่าเรือตลาดเทวราช โดยรัฐบาลมีเเผนพัฒนาพลังงานสะอาด ด้วยการนำเรือไฟฟ้ามาให้บริการแทนเรือเครื่องยนต์ดีเซล เดินเรือด้วยเสียงที่เบา และปลอดฝุ่นควัน ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

สำหรับเรือที่ให้บริการเพิ่มเติมในเส้นทางคลองผดุงกรุงเกษมเป็นเรือใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ใช้วัสดุไฟเบอร์กลาสในการผลิต รวม 7 ลำ แต่ละลำจะมีหลังคาที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 12 แผง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับระบบไฟส่องสว่างในเรือและสำรองไว้เป็นพลังงานขับเคลื่อน มีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยและรับผู้โดยสารที่ใช้วีลแชร์ได้รองรับผู้โดยสารลำละ 30 ที่นั่ง รวมถึงผู้โดยสารที่ใช้วีลแชร์ได้ 1 คัน ความเร็วสูงสุดในการเดินเรืออยู่ที่ 10-15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรือสามารถกลับลำได้ 360 องศา เพื่อลดปัญหาการกลับลำเรือในคลอง

 

บริการฟรี 6 เดือน ผ่าน 11 ท่าเรือ

นอกจากนี้ มีระบบจีพีเอสติดตามตำแหน่งเรือและกล้องวงจรปิด โดยเรือโดยสารคลองผดุงกรุงเกษมให้บริการประชาชนตลอดเส้นทาง 5 กิโลเมตร 11 ท่าเรือ ประกอบด้วย ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง ท่าเรือหัวลำโพง ท่าเรือนพวงศ์ ท่าเรือยศเส ท่าเรือกระทรวงพลังงาน ท่าเรือแยกหลานหลวง ท่าเรือนครสวรรค์ ท่าเรือราชดำเนินนอก ท่าเรือประชาธิปไตย ท่าเรือเทเวศร์ และท่าเรือตลาดเทวราช โดยให้บริการเดินเรือทุกวัน วันละ 39 เที่ยว ตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. และให้บริการฟรีเป็นระยะเวลา 6 เดือน จากนั้นจะเริ่มจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 10 บาท ตลอดสาย

 


'ปฏิรูปรถเมล์' เมื่อ 8 บาทของเราไม่เท่ากัน

Fri, 27 Nov 2020 05:22:00

โดยให้ 1 สายมี 1 ผู้ประกอบการ เพื่อลดการแข่งขันแย่งชิงผู้โดยสาร จนเกิดความเสี่ยงบนท้องถนน และลดคุณภาพการให้บริการ เส้นทางที่ ขสมก.เลิกเดินรถแล้วให้เอกชนเต็มตัว เช่น

(ว่าที่) เส้นทางรถเมล์ใหม่

ที่ผ่านมาเส้นทางเดินรถพบปัญหาหลายอย่าง ทำให้ไม่สามารถวางแผนการเดินรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระยะทางยาวเกินไป มีหลายสายวิ่งทับซ้อนในเส้นทางเดียวกัน และไม่สอดคล้องเมืองขยายตัว

ซึ่งจำนวนผู้โดยสารรถเมล์ ขสมก.ก่อนปี 2560 มีแนวโน้มลดลง ขณะที่การศึกษาคาดการณ์ปริมาณการเดินทางของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลทุก 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2585 พบว่าใช้บริการรถเมล์และรถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2565 ผู้โดยสารรถเมล์มีอัตราเพิ่มขึ้นที่ลดลง แต่ผู้โดยสารรถไฟฟ้ามีอัตราเพิ่มที่สูงขึ้น จนรถไฟฟ้ากลายเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักแทนที่รถเมล์ ด้วยเหตุนี้ในแผนปฏิรูปจึงวางโครงข่ายรถเมล์เป็น ‘Feeder’ รับส่งผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าอย่างน้อย 1 สถานี แล้วยังขยายออกสู่ชานเมือง เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวหรือห้างสรรพสินค้ามากขึ้น

เส้นทางใหม่ ขสมก.จะเดินรถ 108 เส้นทาง เอกชนเดินรถ 54 เส้นทาง รวม 162 เส้นทาง เฉพาะเส้นทางของ ขสมก.แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

การจัดสรรใหม่อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางบ้าง เช่น สาย 29 จากเดิม รังสิต-หัวลำโพง ก็จะเป็นบางเขน-หัวลำโพง (กรมการขนส่งทางบกอนุญาตให้เดินรถเส้นทางเดิมเป็นการชั่วคราว)

โดยเส้นทางของเอกชนได้มีการออกใบอนุญาตไปบางส่วนแล้ว แต่เส้นทางของ ขสมก.ต้องรอให้แผนฟื้นฟูผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ตอนนี้จึงยังไม่เห็นรายละเอียดว่าแต่ละเส้นทางนั้นเดินรถแตกต่างจากเดิมอย่างไร ระบุเพียงต้นทาง-ปลายทางที่ต่างไปจากเดิมในสายที่เอกชนได้รับสัมปทาน

(ดูเส้นทางปฏิรูปได้ที่ท้ายข่าว)

รถเมล์ร้อนกำลังจะหมดไป

สภาพรถเมล์ชำรุดทรุดโทรม เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ผู้โดยสารประสบบ่อยครั้ง ถึงขนาดไฟไหม้ลุกท่วมก็มีมาแล้ว รถเมล์ที่ยังประจำการ 3,005 คันของ ขสมก.มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ปี จำนวน 2,340 คัน ปัจจุบัน มีหนี้ค่าเหมาซ่อมสูงถึง 219 ล้านบาท

 

ด้วยค่าซ่อมบำรุงที่นับวันจะสูงขึ้นสวนทางประสิทธิภาพของรถ กอปรกับค่าเชื้อเพลิงดีเซลที่แพงกว่า ทำให้ ขสมก.หันมาใช้รถพลังงานทางเลือก เช่น รถก๊าซธรรมชาติ NGV หรือรถไฟฟ้า EV ซึ่งเป็นรถปรับอากาศทั้งหมด

 

โดยแนวทางตามแผนฟื้นฟูฯ ฉบับ เม.ย.63 แตกต่างจากฉบับก่อนหน้า คือจะไม่ซื้อรถใหม่เพราะต้องแบกรับค่าซ่อม แต่ใช้วิธีเช่ารถแทน เป็นรถไฟฟ้า EV จำนวน 2,511 คัน ให้บริการควบคู่กับรถ NGV ที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ 489 คัน ทดแทนรถโดยสารเดิมที่ใช้น้ำมันดีเซล เช่นเดียวกันกับรถร่วมบริการของเอกชนที่กำหนดให้ต้องเป็นรถ EV หรือ NGV เท่านั้น

‘กะสว่าง’ รับส่งคนทำงาน

ขสมก.เดินรถตั้งแต่ 05.00-23.00 น. มีเพียงรถเมล์สีครีมแดงที่มีกะสว่าง คือเดินรถต่อจนชนเช้า เรียกได้ว่าเดินรถตลอดคืน ขณะที่เวลาเดินรถของรถเมล์เอกชนมีความแตกต่างกันแต่ละบริษัท แต่ละสาย ช่วงเวลาส่วนใหญ่ประมาณ 04.00-22.00 น.

 

เมื่อทยอยเลิกใช้รถเมล์ครีมแดงแล้ว หากไม่ปรับเวลาให้บริการของรถเมล์ชนิดอื่นมาวิ่งในเวลาเดิมนี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ทำงานยามวิกาลทั้งที่เพิ่งเลิกงานหรือกำลังไปทำงาน ตัวเลือกในการเดินทางประเภทอื่นอย่างรถแท็กซี่ อาจแพงเกินไปสำหรับรายได้รายวันของผู้มีรายได้น้อย

8 บาทของเราไม่เท่ากัน

จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ผู้โดยสาร 1 คนใช้บริการวันละ 16 กม. จะจ่ายค่าโดยสารเฉลี่ยเที่ยวละ 25 บาท ไป-กลับเท่ากับวันละ 50 บาท จึงมีการเสนอจัดเก็บอัตราค่าโดยสารคนละ 30 บาท/วัน ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน

แนวทางนี้ดูจะคุ้มค่าคุ้มราคา แต่อาจไม่ใช่สำหรับคนจนหรือคนชายขอบของสังคม

ข้อมูลจากดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 2562 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า กรุงเทพฯ มีสัดส่วนคนจนร้อยละ 1.4 แม้ดูไม่มากแต่หากนับเป็นตัวคนก็เกือบ 80,000 คน

"คนจน" ที่กล่าวถึงคือผู้ที่มีรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนต่ำกว่าเส้นความยากจน แสดงถึงความสามารถในการจ่าย โดยปี 2562 เส้นความยากจนอยู่ที่ 2,762 บาท/คน/เดือน ต่ำกว่าเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อยของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3 เท่า (คือผู้มีรายได้ไม่เกิน 1000,000 บาท/คน/ปี เฉลี่ย 8,333 บาท/เดือน)

 

หากนำค่ารถเมล์ที่ถูกที่สุด คือรถเมล์ร้อนราคา 8 บาท มาคิดสัดส่วนรายได้รายวันของผู้ที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท (เดือนละ 9,000 บาท) เปรียบเทียบกับผู้ที่ได้ค่าแรงวันละ 100 บาท (เดือนละ 3,000 บาท)

8 บาทสำหรับคนค่าแรงขั้นต่ำจะเท่ากับร้อยละ 2.67 แต่จะเท่ากับร้อยละ 8 สำหรับคนจน และราคา 30 บาทก็จะสูงถึงร้อยละ 30 เลยทีเดียว

 

แน่นอนว่าการปฏิรูปรถเมล์ จำเป็นอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย แต่การพัฒนานั้นไม่อาจหลงลืมคนชายขอบของสังคมที่กระทั่งนโยบายช่วยเหลือจากรัฐไปไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนไร้บ้านต่างมีสิทธิเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่างจากทุกคน

ติดตามกันต่อไปว่าแผนปฏิรูปที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว จะมีมาตรการดูแลคนทุกกลุ่มอย่างไร

162 เส้นทางปฏิรูป

 

 


ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่ม 16 คน "ไม่แสดงอาการ"

Thu, 26 Nov 2020 17:17:00

วันนี้ (26 พ.ย.2563) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในประเทศไทยเพิ่ม 16 คน เป็นผู้เดินทางจากต่างประเทศ ตรวจพบที่ด่านควบคุมโรคเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังอาการ 1 คน เข้ากักตัวในสถานที่รัฐจัดให้ 13 คนเข้ากักตัวในสถานที่รัฐกำหนด 1 คน และโรงพยาบาลทางเลือก 1 คน รวมผู้ป่วยสะสม 3,942 คน และมีผู้ป่วยกลับบ้านได้ 8 คน ทำให้ผู้ป่วยกลับบ้านสะสม 3,788 คน ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 94 คน ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมผู้เสียชีวิตสะสม 60 คน

สำหรับรายละเอียดผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้เป็นคนไทยทั้งหมด 15 คน เป็นผู้ที่เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา 1 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1 คน คูเวต 1 คน กาตาร์ 1 คน สวีเดน 1 คน ตุรกี 9 คนและสวิตเซอร์แลนด์ 1 คน ทั้งหมดเข้ากักตัวในสถานที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) 13 คน ในสถานกักตัวที่รัฐกำหนด (Alternative State Quarantine) 1 คน

ส่วนใหญ่ตรวจพบเชื้อไม่แสดงอาการ และพบจากการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรค (PUI) 1 คน และทุกคนส่งต่อรักษาในโรงพยาบาลตามระบบ

ส่วนอีก 1 คนเป็นชาวต่างชาติ เดินทางมาจากประเทศคูเวต เข้ากักตัวในโรงพยาบาลทางเลือก (Alternative Hospital Quarantine) ตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ ผลพบเชื้อไม่มีอาการ เข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่กักตัวตามระบบ

ผู้ติดเชื้อกลับจากต่างประเทศ

นพ.โสภณ กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ พบว่ามีผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศจำนวนมาก ชี้ให้เห็นว่าหลายประเทศในโลก ยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง การที่กระทรวงสาธารณสุข ตรวจพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่เดินทางเข้าประเทศไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล หรือให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีระบบตรวจจับ เฝ้าระวังกักกันโรคที่เข้มแข็ง สามารถพบผู้ติดเชื้อได้ไว ป้องกันการนำเชื้อจากต่างประเทศมาแพร่ให้กับคนในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

องค์การอนามัยโลก ระบุว่ากว่าร้อยละ 50 ของผู้ติดเชื้อเป็นผู้ที่ไม่แสดงอาการ และจำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้รับรายงาน มีความเป็นไปได้ว่าอาจน้อยกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจริงอยู่มาก เนื่องจากบางรายไม่แสดงอาการหรือไม่ได้เข้าสู่ระบบการรักษา

นอกจากนี้ ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ทำให้อากาศเย็นและชื้น เชื้อไวรัสมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น อาจป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส และมักจะมีอาการป่วยใกล้เคียงกับโรค COVID-19 ขอให้ทุกคนเฝ้าระวังสังเกตอาการป่วยของตนเองและคนรอบข้างอยู่เสมอ หากมีอาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีอาการระบบทางเดินหายใจ และอาการสำคัญคือ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ภายหลังจากเดินทางไปในที่ชุมชน สถานที่แออัด ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาและรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาทันที 

ภาพ : กรมอนามัย

ภาพ : กรมอนามัย

กรมอนามัย วอนสวมหน้ากากบนรถไฟฟ้า 

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขอความร่วมมือผู้โดยสารที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะประเภทรถไฟฟ้าลงทะเบียนผ่านไทยชนะ สวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ซึ่งจากผลการสำรวจอนามัยโพลพฤติกรรมการป้องกันตนเองของประชาชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา 12,842 คน พบว่าประชาชนร้อยละ 85.3 สวมหน้ากากเป็นประจำ โดยสวมตลอดเวลาขณะใช้บริการรถสาธารณะ ร้อยละ 71.57 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ให้คนไทยสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันสถานที่แออัด เพื่อป้องกัน COVID-19 คือ มากกว่าร้อยละ 85 ดังนั้น ประชาชนผู้ใช้บริการจึงต้องร่วมมือกัน การ์ดไม่ตก สวมหน้ากากทุกครั้งเมื่อใช้บริการรถไฟฟ้าและรถสาธารณะ รวมถึงงดคุยโทรศัพท์ เลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีคนแออัดและช่วงเร่งด่วน หากมีอาการไข้ ไอ จาม ให้เลี่ยงการออกนอกบ้านหรือใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"หมอยง" เผยไทยใช้พลาสมารักษาต่างชาติป่วย COVID-19

สธ.คาดไทยได้ใช้วัคซีน COVID-19 กลางปี 64

 

 


สตง.ชี้แจกงบ 5 หมื่น "ดับไฟป่าเหนือ" ไร้ติดตาม-ประเมินผล

Thu, 26 Nov 2020 11:30:00

วันนี้ (26 พ.ย.2563) นายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่า จากปัญหาค่าความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศมีระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมายในหลายพื้นที่ ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนนั้น ปัญหาหมอกควันนับว่าเป็นสาเหตุสำคัญของมลพิษทางอากาศ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วและวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนใหญ่เป็นปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่เกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมของทุกปี

ตรวจสอบ 2 หน่วยงานแก้หมอกควันเหนือ

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตระหนักถึงสถานการณ์ ดังกล่าวฯ จึงได้ตรวจสอบการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงใหม่ จ.พะเยา จ.ลำปาง จ.ลำพูน จ.แพร่ จ.น่าน และ จ.ตาก โดยเลือกตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2 แห่ง ที่มีการสนับสนุนงบประมาณให้กับชุมชน หรือเครือข่ายเพื่อดำเนินการสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน และตรวจสอบการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในช่วงระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2558 รวมทั้งตรวจสอบผลการดำเนินงานตามประเด็นการตรวจสอบอีกครั้งในช่วงระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2559-2562 พบว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบยังขาดการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของชุมชนหรือเครือข่ายที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ดังนี้

1.ขาดการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของเครือข่ายความร่วมมือในการควบคุมไฟป่า เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการวางแผนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า โดยพบว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2556-2562 หน่วยงานที่รับผิดชอบแห่งหนึ่งได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ทั่วประเทศ รวม 1,618 เครือข่าย ซึ่งใช้งบประมาณในการสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่ายฯ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 98,400,000 บาท ในจำนวนนี้เป็นเครือข่ายที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด จำนวน 1,142 เครือข่าย

พบไม่ได้ติดตาม-ปรับแผนงาน

จากการสังเกตการณ์ในพื้นที่จังหวัดที่สุ่มตรวจสอบในปี พ.ศ. 2558 พบว่ายังไม่มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของชุมชน หรือเครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการป้องกันและควบคุมไฟป่า และจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานที่รับผิดชอบในปี พ.ศ. 2562 พบว่ายังไม่มีการกำหนดให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของเครือข่ายความร่วมมือในการควบคุมไฟป่าแต่อย่างใด ทำให้ขาดข้อมูลสำคัญที่จะนำมาปรับปรุงการดำเนินงานของเครือข่ายหรือปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก และกำหนดกิจกรรมการใช้งบประมาณของเครือข่าย ซึ่งย่อมส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

2.ขาดการสรุปผลข้อมูลในภาพรวมจากการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของเครือข่ายแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการวางแผนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า จากการตรวจสอบ พบว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 – 2562 หน่วยงานที่รับผิดชอบอีกแห่งหนึ่งได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด รวม 790 เครือข่าย โดยเครือข่ายได้รับการสนับสนุนงบประมาณเครือข่ายละ 50,000 บาท จำนวน 542 เครือข่าย โดยจัดการอบรมหรือเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้กับสมาชิกของเครือข่าย จำนวน 46 รุ่น โดยมีเป้าหมายผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 4,600 คน รวมถึงการอบรมการสร้างเครือข่ายจำนวน 60 รุ่น เป้าหมายผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 2,400 คน แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบ ยังไม่มีการจัดทำรายงานสรุปผลในภาพรวมจากข้อมูลการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของเครือข่าย เพื่อนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการทบทวนผลการปฏิบัติงาน และใช้วางแผนการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งย่อมส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบและอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

อปท.บางแห่ง ขาดความพร้อม "ดับไฟป่า"

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกต คือ อปท.บางแห่ง ที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่ายังขาดความพร้อม และความเข้าใจในการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง ทั้งในด้านการจัดทำแผนงานตามบทบาทหน้าที่ การจัดตั้งงบประมาณ และด้านบุคลากร รวมทั้งความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินการตามภารกิจด้านการควบคุมไฟป่า จึงอาจส่งผลกระทบทำให้การดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ป่าสงวนในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ยังไม่มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร

แนะประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

สตง. จึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาดำเนินการจัดทำระบบติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของเครือข่ายที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับพื้นที่และในส่วนกลางใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามและประเมินผลการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าให้มีประสิทธิภาพ โดยอาจนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อให้การรายงานผล และการประมวลข้อมูลจากหน่วยงานในสังกัดแต่ละพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการทบทวนผลการปฏิบัติงาน และใช้ประกอบการวางแผนการดำเนินงานในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับการให้งบประมาณสนับสนุนเครือข่าย เพื่อให้การบริหารจัดการและดำเนินกิจกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าของเครือข่ายมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืนต่อไป และส่งผลให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

 

 


THE EXIT : ทางยกระดับเพื่อใคร

Wed, 25 Nov 2020 19:51:00

ทีมข่าว THE EXIT ลงพื้นที่ 63 ไร่ 2 งาน 65 ตารางวา ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงจอดซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าบีทีเอส และลานจอดรถ กำลังจะกลายเป็นอาคารคอมเพล็กความสูง 36 ชั้น ภายใต้โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิต 

 

จากการตรวจสอบข้อมูล พบมีความพยามเปลี่ยนพื้นที่บริเวณนี้ให้กลายเป็นคอมเพล็ก ตั้งแต่ปี 2537 แต่ต้องหยุดชะงัก หลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัย เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2554 ว่า โครงการฯ มีมูลค่าเกินกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมงานฯ ปี 2535 สัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับภาครัฐ ในเวลานั้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


นอกจากนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ตรวจสอบพบหลักฐานว่า มีการสั่งจ่ายเช็คเงินสดจากพนักงานการเงินบริษัท ทานตะวันธุรกิจ จำกัด บริษัทแม่ของบริษัท ซันเอสเตท จำกัด ให้แก่อธิบดีกรมธนารักษ์ ในขณะนั้น จำนวน 6 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30 ล้านบาท และพบบางส่วนถูกนำเข้าบัญชีธนาคารของอธิบดีกรมธนารักษ์เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2538 วันเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประมูล


ปลายเดือน ก.พ.2542 ป.ป.ป.มีมติชี้มูลความผิดว่า อธิบดีกรมธนารักษ์รับผลประโยชน์ จากบริษัท ซันเอสเตท จำกัด และส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังดำเนินการทางวินัยและอาญา อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงการคลัง มี มติให้ลงโทษด้วยการไล่อธิบดีกรมธนารักษ์ออกจากราชการ ฐานทุจริตต่อหน้าที่และรับสินบน

บ้านนับร้อยหลังถูกเวนคืนเพื่อทางเข้าคอมเพล็ก?

THE EXIT ตรวจสอบข้อมูลพื้นที่โครงการตามที่ระบุเบื้องต้นในการเว็บไซต์ พื้นที่ใช้สอย มีอาคารสำนักงาน อาคารที่พักอาศัย โรงแรม ศูนย์การค้า อาคารจอดรถ ศูนย์ประชุมสถานีรับส่งผู้โดยสาร โดยบริษัท ขนส่ง จำกัด 

ขณะที่แผนก่อนหน้านี้จะมีการทำทางเชื่อมจากถนนวิภาวดีรังสิตซอย 5 มาถึงจุดโรงจอดรถไฟฟ้าบีทีเอส และเชื่อมเข้ากับตัวคอมเพล็ก ซึ่งทางยกระดับที่จะทำเพื่อเชื่อมต่อตัวโครงการ มีความกว้างแคบสุด 100 เมตร และกว้างสุด 300 เมตร ต้องเวนคืนที่ดินของชาวบ้าน

 


ชาวบ้านในพื้นที่ติดป้ายประกาศต่อต้านการก่อสร้างทางยกระดับเชื่อมต่อเข้าพื้นที่โครงการก่อสร้างคอมเพล็ก เนื่องจากเห็นว่าการก่อสร้างทางยกระดับที่ต้องที่ดินเวนคืน กระทบต่อผู้อยู่อาศัย ซึ่งที่ดินบริเวณนั้นเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์

วินินท์อร ปรีชาพินิจกุล ผู้คัดค้านโครงการฯ ระบุว่า ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนน่าจะประมาณ 100 หลังคาเรือน ที่ชาวบ้านร่วมคัดค้านเพราะอยู่กันมา 40-50 ปี จึงอยากอยู่ในชุมชนเหมือนเดิม อยู่กันมาตั้งแต่ยังไม่พัฒนา และคิดว่าไม่จำเป็น เพราะเป็การทำทางเพื่อเอกชนไม่ใช่ประชาชน 

 


นอกจากนี้คนในชุมชนที่ออกมาคัดค้านทางยกระดับยังตั้งคำถามว่าการก่อสร้างทางยกระดับเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับพื้นที่โครงการ ซึ่งรัฐเป็นผู้รับผิดชอบนั้นเป็นการเอื้อประโยชน์สำหรับใครหรือไม่

โครงการนี้มีมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ถ้าโครงการจำเป็นจริงๆ หรือทำเพื่อประชาชนจริงๆ น่าจะได้สร้างแล้วสร้างสำเร็จไปแล้ว พอมีโครงการจะสร้างคอมเพล็กการเวนคืนเพื่อสร้างทางยกระดับด้วย ทำให้คิดว่าทำเพื่อเอกชน

บขส.ปัดหนุนย้ายหมอชิต 2 หวังเช่าพื้นที่น้อยลงแทน

หนึ่งในส่วนสำคัญที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่หมอชิตคอมเพล็ค ชั้นของสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิตตามแผนพัฒนาระบบการขนส่ง รักษาการผู้จัดการ บริษัท ขนส่ง จำกัด มองว่าไม่เห็นด้วยกับการย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 กำแพงเพชร กลับไปยังพื้นที่หมอชิตเก่าที่จตุจักร เนื่องจากที่ตั้งปัจจุบันเหมาะแก่การเป็นสถานีขนส่งผู้โดยสารอยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้กับระบบขนส่งอื่นๆ


นายมาโนช สายชูโต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจเดินรถ บริษัทขนส่งจำกัด จะย้ายไม่ย้ายก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงคมนาคม บขส.เอง ในระดับผู้บริหาร ก็มีความเห็นว่าอยากอยู่ที่เดิมอยู่ โดยอาจขอเช่าน้อยลงแทนการย้าย น่าจะได้ผลดีกว่า หากย้ายไปอาคารที่สร้างเป็นอาคารถาวร หากย้ายไปก็จะต้องทุบทิ้งเปลืองงบประมาณชาติอีก


THE EXIT พยามติดต่อกับผู้ประสานงานโครงการ หมอชิตคอมเพล็ค เพื่อขอพูดคุยถึงกระทบและผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น หลายครั้งแต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ คงต้องติดตามต่อว่าโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุหมอชิต หรือ หมอชิตคอมเพล็คที่จะเกิดขึ้น ใครคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง รวมการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างทางเชื่อมเข้าพื้นที่โครงการที่ถูกชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมองว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อานยทุนหรือไม่ จะออกมาในรูปแบบใด