เชียงใหม่พบผู้ต้องสงสัยป่วย "ไวรัสโคโรนา" เร่งส่งตรวจเชื้อ

Tue, 21 Jan 2020 18:49:00

วันนี้ (21 ม.ค.2563) จากกรณีเมื่อเวลา 12.45 น. ท่าอากาศยานเชียงใหม่ แจ้งการคัดกรองผู้โดยสารจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนในเที่ยวบิน CA707 พบเด็กชายมีไข้สูง 38.2 องศาเซลเซียสหนึ่งคน ตอนนี้นำเข้าสู่กระบวนการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจดูอาการ


ภายหลัง นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดคัดกรองผู้ป่วยไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ พบผู้ป่วยเข้าข่ายที่ต้องสอบสวนโรค จำนวน 5 คน ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 1 คน และคนจีนอีก 4 คน 


สำหรับคนล่าสุดเป็นชาวจีนอายุ 18 ปี เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยในช่วงที่มาถึงสนามบินเชียงใหม่ มีอาการไข้สูง 38.2 องศาเซลเซียส เจ้าหน้าที่จึงกักตัวไว้ และส่งตัวไปรักษาดูอาการ พร้อมเก็บตัวอย่างเลือด เพื่อนำไปตรวจหาเชื้อที่กรุงเทพมหานครฯ โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แต่ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังขั้นสูงสุดเช่นเดียวกับโรคซาร์สแล้ว

 


ท่อหลักน้ำประปาแตกซ้ำซาก เขตหลักสี่ กทม.

Tue, 21 Jan 2020 18:34:00

วันนี้ (21 ม.ค.2563 ) ทีมข่าวรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ ลงพื้นที่ไปพบกับชาวบ้านในชุมชนใกล้ถนนกำแพงเพชร6 ซอย7 แยก10 ถึง กำแพงเพชร6 ซอย7 แยก10-2  เขตหลักสี่ กทม. ว่าท่อหลักน้ำประปาที่อยู่ใต้ถนนแตกชำรุดอยู่ตลอดเวลา ทำให้น้ำประปาที่ใช้อุปโภคบริโภคไหลอ่อนตลอดเวลา มานานกว่า 1 ปีแล้ว ชาวบ้านเล่าว่าท่อน้ำประปานี้ เริ่มชำรุดแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาเคยร้องเรียนไปที่การประปานครหลวง ให้เข้ามาซ่อมท่อดังกล่าว แต่หลังจากซ่อมเสร็จก็แตกแบบนี้เสมอ

 


ทีมข่าวได้ประสานไปยังการประปานครหลวง ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจสอบวัดรอยแตกรั่ว ด้วยเครื่อง GO Phone จึงพบรอยแตกของท่อประปาอยู่ 2 จุด และได้ซ่อมจุดรอยรั่วเรียบร้อยแล้ว สาเหตุที่ท่อแตกอยู่เป็นประจำเนื่องจากท่อน้ำมีขนาดเล็ก แต่แรงดันน้ำสูง ส่วนเสียงน้ำไหลที่ดังอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่ได้เกิดจากท่อน้ำประปาที่รั่วเพียงอย่างเดียว สาเหตุยังเกิดจากท่อน้ำทิ้งจากการอุปโภคบริโภคของคนในชุมชนอีกด้วย

 


ทางเจ้าหน้าที่ฝากแจ้งว่า หากประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร  ไม่ได้รับความสะดวกในการใช้น้ำประปา แจ้งสายด่วนได้ที่ 1125 หากอยู่ในส่วนภูมิภาค แจ้งสายด่วนได้ที่ 1662 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 


กทม.สั่งปิด 437 โรงเรียนหนีฝุ่น - เลื่อนเวลางานพรุ่งนี้วันแรก

Tue, 21 Jan 2020 18:05:00

วันนี้ (21 ม.ค.2563) ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร แถลงมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 ของกรุงเทพมหานครว่า กรุงเทพมหานครได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในช่วงวิกฤต ซึ่งจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าในวันพรุ่งนี้ (22 ม.ค.2563) ค่าฝุ่น PM2.5 จะยังอยู่ในเกณฑ์เกินค่ามาตรฐาน ระหว่าง 38-90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

กรุงเทพมหานครจึงออกมาตรการเพื่อรับสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 ให้หน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครขยับเวลาทำงาน เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน (เวลา 06.00-09.00 น. และเวลา 16.00-19.00 น.) ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยฝุ่น PM2.5 จากรถยนต์

ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม.

ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม.


โดยให้ข้าราชการของหน่วยงานที่อยู่ภายในศาลาว่า กทม. (เสาชิงช้า) และอาคารธานีนพรัตน์ (กทม.2) เลื่อนเวลาทำงานจากเดิมเวลา 08.30-16.30 น. เป็นเวลา 10.00 -18.00 น. ส่วนหน่วยงานที่ต้องให้บริการประชาชน อาทิ สำนักงานเขต ยังคงให้ทำงานเวลาเดิม เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่มาใช้บริการ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (22 ม.ค.63) เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ฝุ่นจะดีขึ้น นอกจากนี้ กทม.จะรณรงค์เชิญชวนหน่วยงานอื่นๆ ร่วมขยับเวลาเพื่อลดปัญหาการจราจรและปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงเวลาเร่งด่วน


มาตรการที่ 2 ในวันพรุ่งนี้ (22 ม.ค.2563) กรุงเทพมหานครจะออกประกาศให้หยุดการเรียนการสอนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ทั้ง 437 โรงเรียน เป็นเวลา 1 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กนักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 281,029 คน ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งยังสามารถลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนที่ต้องออกมาส่งนักเรียน และลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ในช่วงเวลาเร่งด่วนด้วยเช่นกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

โรงเรียนดังประกาศปิดเรียน 3 วัน หวั่นฝุ่นกระทบสุขภาพเด็ก

โซเชียลเดือด! กระทุ้งรัฐเร่งสางฝุ่นพิษ - แนะกทม.ปิดโรงเรียน

ผู้ว่าฯ อัศวิน สั่งโรงเรียนงดกิจกรรมเข้าแถวเลี่ยงฝุ่นพิษ

มาตรการที่ 3 การแจกหน้ากากอนามัย กรุงเทพมหานครมีหน้ากากอนามัยกว่า 450,000 ชิ้น ซึ่งได้ดำเนินการแจกหน้ากากอนามัยให้แก่ประชาชนที่มารับบริการ ณ ศูนย์บริการสาธารณสุข ทั้ง 68 แห่ง และ 50 สำนักงานเขต พร้อมมอบหมายให้ศูนย์บริการสาธารณสุขและสำนักงานเขตพื้นที่นำหน้ากากอนามัยแจกประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสถานการณ์วิกฤต กรุงเทพมหานครจะลงพื้นที่เพื่อแจกหน้ากากอนามัยในจุดที่ประชาชนใช้ในการสัญจรเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วน (เวลา 06.00-09.00 น. และเวลา 16.00-19.00 น.) อาทิ แหล่งชุมชน โรงเรียน ป้ายรถโดยสารประจำทาง สถานีรถไฟฟ้า โดยจะนำร่องที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต สถานีรถไฟฟ้าสยาม สถานีรถไฟฟ้าอโศก สถานีรถไฟฟ้าราชเทวี สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ และสถานีรถไฟฟ้าบางหว้า เป็นต้น

ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม.

ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม.


และมาตรการที่ 4 ขอความร่วมมือประชาชนสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 หากต้องทำกิจกรรมนอกอาคาร เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ศธ.ให้อำนาจโรงเรียนเอกชนติดสินใจหยุดเรียนหนีฝุ่น

ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกหนังสือด่วนที่สุด เรื่อง การปิดสถานศึกษา เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยในสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปัจจุบัน ซึ่งเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน 

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จึงขอให้ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพมหานครทุกแห่ง เฝ้าระวังสถานการณ์ดังกล่าว หากดัชนีคุณภาพอากาศที่กรมควบคุมลพิษกำหนด โดยค่าฝุ่น PM2.5 มีค่า 93 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน ให้ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพมหานครพิจารณาสั่งปิดโรงเรียนด้วยเหตุพิจารณาดังกล่าวได้ โดยให้รายงานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการทราบเป็นการด่วนด้วย

 


"ปัญญาคาเฟ่" จุดนัดพบใหม่ แฟนคลับฉลองวันเกิด "ไอดอลเกาหลี"

Tue, 21 Jan 2020 16:12:00

วันนี้ (21 ม.ค.2563) ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์ "จิ้น" ถกลรัตน์ โปร่งสุวรรณ อายุ 28 ปี บาริสต้าเด็กพิเศษร้านปัญญาคาเฟ่ ของมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ จิ้น เล่าว่า ร้านเปิดมา 1 ปีแล้วแต่กลับขายได้มากสุด 10 แก้ว น้อยสุดได้แค่วันละ 3 แก้ว

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่


ล่าสุด จิ้น ยิ้มกว้าง พร้อมบอกว่า ช่วงนี้ขายดีมากได้มากสุดวันละเกือบ 100 แก้ว เพราะมีพี่ๆ ใจดีมาจัดกิจกรรมเป็นคาเฟ่เลี้ยงฉลองวันเกิดหรือวันครบรอบสำคัญๆ ของไอดอล-นักแสดง ทำให้มีคนมาซื้อเครื่องดื่มมากขึ้น 

คนเยอะ มีจัดงานวันเกิด ขายได้วันละ 100 แก้วแล้ว คนเยอะจิ้นไม่เหนื่อยแต่ปวดขา อยากให้มาร้านปัญญาคาเฟ่กันเยอะๆ นะ มีที่ครอบแก้วนักร้องเกาหลีแจกด้วย คนนี้แดเนียล


ส่วนพี่บอย พนักงานเสิร์ฟคู่หูจิ้น ระบุว่า ช่วงนี้มีคนมากินเยอะ เพราะมีจัดมีตติ้งนักแสดง เมื่อวานมีจัดมีตติ้งขายได้ 50 แก้ว คนเยอะแต่พี่บอยยังสู้ไหว บอกไม่เหนื่อยขอให้คนมาช่วยอุดหนุนที่ร้านกันเยอะๆ 

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่


ขณะที่ ภิญญดา บุษปวนิช หรือ ครูเป้ จากมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ ระบุว่า จากปกติขายได้ที่วันละ 3-10 แก้ว แต่เมื่อมีกระแสจากสื่อสังคมออนไลน์ช่วยกันส่งต่อก็มาคนเข้ามาอุดหนุนมากขึ้น ตอนนี้ก็สามารถขายได้ปกติวันละ 50 - 60 แก้วแล้ว

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่


นอกจากนี้ กลุ่มแฟนคลับที่ติดต่อมาจัดงานมีตติ้งสำหรับฉลองวันเกิดให้ศิลปินเกาหลีรวมถึงนักแสดงไทย และมีการจัดฉลองวันพิเศษต่างๆ อย่างครบรอบวันเดบิวต์ของศิลปินที่ร้านปัญญาคาเฟ่จำนวนมาก เพียง 3 เดือนที่ผ่านมา มีการจัดมีตติ้งให้กลุ่มแฟนคลับของศิลปินแล้ว 10 คน สำหรับราคาจะมีขั้นต่ำเครื่องดื่ม 100 แก้ว ราคาแก้วละ 40 บาท ในวันเสาร์-อาทิตย์ วันธรรมดาจะมีขั้นต่ำ 150 แก้ว ส่วนค่าเช่าสถานที่จะแล้วแต่น้องๆ ร่วมกันบริจาคเข้ามูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

 

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

ตอนนี้มีน้องๆ แฟนคลับมาช่วยอุดหนุนจำนวนมาก ทำให้จิ้นกับพี่บอยดีใจมาก ล่าสุด เดือนกุมภาพันธ์มีการจองเพื่อจะจัดมีตติ้งให้ศิลปินครบทุกเสาร์แล้ว เหลือเพียงเสาร์สุดท้ายของเดือนเท่านั้นที่ยังว่างอยู่ 

นอกจากนี้ บริเวณกระจกหน้าร้านก็มีการเปิดให้เช่าป้ายสำหรับฉลองวันเกิดศิลปินเกาหลีอีกด้วยโดย 2 สัปดาห์ 5,000 บาท อีกทั้งร้านปัญญาคาเฟ่ยังรับจัดอีเว้นต์นอกสถานที่ด้วย โดยมีทั้งงานเลี้ยงบริษัท งานบุญ งานบวช ซึ่งมีการสั่งขั้นต่ำ 200 แก้ว จิ้นจะไปชงเครื่องดื่มให้ถึงที่ โดยรายได้ทั้งหมดจะนำเข้ามูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับช่วยเหลือคนปัญญาอ่อน ซึ่งใครมาอุดหนุนร้านปัญญาคาเฟ่จะได้รับใบเสร็จจากมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ เพื่อยืนยันว่า รายได้จะเข้ามูลนิธิฯ ทั้งหมด

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

 

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่

ภาพ : Panya Cafe - ปัญญาคาเฟ่


ทั้งนี้ สำหรับใครที่ต้องการอุดหนุนร้านปัญญาคาเฟ่ สามารถไปซื้อเครื่องดื่มกับ "จิ้น" ได้ที่ถนนเพชรบุรี 12 หากเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS สามารถลงสถานีราชเทวี ทางออก 3 แล้วเดินต่อไปไม่เกิน 300 เมตร

 

 

 


“สรยุทธ” เปิดใจ พร้อมเริ่มชีวิตใหม่ที่ติดลบ

Tue, 21 Jan 2020 15:52:00

วันนี้ (21 ม.ค.2563) แอดมินเพจเฟซบุ๊ก "สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว" โพสต์ข้อความที่นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เขียนขึ้นหลังระบุว่า

(1)
ผมยอมรับคำพิพากษา โดยไม่คิดว่าจะหลบหนี เพราะนั่นเท่ากับผมไม่เคารพกระบวนการของกฎหมายบ้านเมืองที่ผมเกิดและเติบโตมา

แน่นอนว่าผมย่อมกลัวการติดคุกติดตาราง แต่ชีวิตผมไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่ได้สุขสบาย ไม่เคยลำบากตรากตรำ จนจะไปใช้ชีวิตในเรือนจำไม่ได้ หรืออยู่ลำบากไม่ได้

บางทีระหว่างที่ผมใช้ชีวิตทำงานมาร่วม 30 ปี ถ้าพูดถึงความยากลำบากทางกาย อาจจะลำบากกว่าการใช้ชีวิตในเรือนจำ แต่สำคัญที่ร่วม 30 ปี นั้น ผมมีอิสรภาพ

(2)
ร่วม 30 ปี ผมไม่เคยได้นอนหลับเต็มอิ่ม ทำงานที่ผมรักตลอดทั้งวัน ไม่มีวันหยุด เพียงแต่ทุกวัน ที่ตื่นไปทำงาน ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมไปทำงาน ผมแค่ตื่นออกไปใช้ชีวิตของผม แม้จะยากลำบากทางกาย แต่ผมก็สุขใจแบบของผมเสมอมา

กุมภาพันธ์ ปี 2559 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาผม และผมต้องหยุดทำงานที่ผมเคยทำมาทุกวัน ทั้งที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ใครไม่เป็นผม คงไม่รู้ว่ามันทุกข์ทรมานขนาดไหน กับการต้องตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตของผมอย่างที่เคย

(3)
ช่วงนั้นผมไม่กล้าแม้กระทั่งเปิดโทรทัศน์ อย่าว่าแต่รายการที่ตัวเองเคยทำ เพราะถ้าต้องเห็นสิ่งที่ผมรักและเคยทำมาตลอด มันจะหยุดน้ำตาของตัวเองไม่ได้ ผมทำได้อย่างเดียวคือ พยายามลืมชีวิตที่เคยเป็นมา

สำหรับผม การต่องหยุดทำงาน เหตุเพราะคำพิพากษาของสังคม คือความทุกข์ทรมานที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต เพราะคือการห้ามผมใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่การห้ามทำอาชีพของผม อิสรภาพในการใช้ชีวิตของผม หมอไปตั้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อนแล้ว

(4)
ผมติดคุกสังคมมา 4 ปีแล้ว ตลอด 4 ปี ของการต่อสู้คดีก็ไม่เคยมีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว ความรู้สึกเสมือนยิ่งสู้ยิ่งแพ้ แต่ก็ต้องสู้

วันนี้ผมคงติดคุกตามคำพิพากษาสูงสุด ความยากลำบากเดียวคือ ทำใจ ซึ่งผมยังไม่รู้ว่า จะทำได้ขนาดไหน จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ที่จะทำความคุ้นเคยกับมัน แต่ที่สุดผมก็ต้องยอมรับให้ได้

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป อย่างน้อยวันนี้ชีวิตผมก็จะได้เริ่มต้นใหม่เสียที แม้จะต้องเริ่มต้นจากติดลบอยู่ในคุดตะราง จุดต่ำสุดของชีวิต แต่ก็ได้เริ่มต้นซึ่งมันจะมีวันหนึ่ง ในที่สุดที่จะได้นับหนึ่งใหม่

(5)
ขอบคุณทุกคนที่เจอกันก็เข้ามาจับมือให้กำลังใจ ไม่ได้เจอกันก็ส่งกำลังใจมาให้
จนกว่าจะมีโอกาสพบกันใหม่ครับ
สรยุทธ สุทัศนะจินดา
21 มกราคม 2563

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ด่วน! ศาลฎีกาตัดสินจำคุก "สรยุทธ" 6 ปี 24 เดือน

 


ผลแลปชี้ "นทท.อังกฤษ" ป่วยในไทยไม่ได้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา

Tue, 21 Jan 2020 14:32:00

วันนี้ (21 ม.ค.2563) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป ในฐานะผู้บัญชาการของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวในสื่อต่างประเทศรายงานว่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ วัย 32 ปีล้มป่วยในประเทศไทย และสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งอาจทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดนั้น กรมควบคุมโรคขอชี้แจงว่าจากผลการตรวจสอบข้อมูลโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต พบว่าวันที่ 29 ธ.ค.2562 หนุ่มชาวอังกฤษรายดังกล่าว เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง บนเกาะพีพี จ.กระบี่

พบป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่-ปอดอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย

โดยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่าผู้ป่วยรายนี้ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ร่วมกับโรคปอดอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย จากนั้นถูกส่งตัวมารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนใน จ.ภูเก็ต ในวันที่ 2 ม.ค.2563 และต่อมาวันที่ 5 ม.ค.2563 ญาติขอให้แพทย์ส่งตัวมารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ เพื่อสะดวกต่อการดูแล และล่าสุดอาการดีขึ้นแล้ว

ไม่มีประวัติเดินทางไปอู่ฮั่น-ขอให้ประชาชนอย่าตกใจ

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีประวัติการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ก่อนหน้าที่เดินทางมาประเทศไทย จึงไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนอย่าตกใจกับข่าวนี้ ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างเข้มแข็งเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคดังกล่าวทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีน จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น

สธ.วางมาตรการเฝ้าระวัง-ป้องกันแพร่ระบาด 4 ด้าน

กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังและแนวทางป้องกันการแพร่ระบาด 4 ด้าน ดังนี้ 1.เสริมการเฝ้าระวังโรค คัดกรองและคัดแยกผู้ป่วย โดยมีการคัดกรองผู้โดยสารเครื่องบินในเส้นทาง ที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน รวม 5 สนามบิน 2.คงมาตรฐานการวินิจฉัย การดูแลรักษา ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสอบสวน 3.ระบบการส่งต่อผู้ป่วย เข้ารับการรักษาพยาบาลในห้องแยกความดันลบ ทั้งโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน และ 4.เพิ่มการเฝ้าระวังในชุมชนแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกับโรคติดต่ออุบัติใหม่แบบบูรณาการ

หลีกเลี่ยงสัมผัสกับสัตว์ หากเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ หากประชาชนจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ ตลาดค้าสัตว์หรือสินค้าจากสัตว์ หรืออยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้มีอาการทางเดินหายใจ หากกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงและเริ่มมีอาการป่วย เช่น มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ขอให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางดังกล่าว และโทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 เพื่อให้รถจากสถานพยาบาลมารับทันที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อนามัยโลกเตรียมหารือสถานการณ์ "ไวรัสโคโรนา" ระบาด

จีนยืนยัน "ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่" ติดต่อจากคนสู่คน

สธ.พบชาวจีนป่วย "ไวรัสโคโรนา" สายพันธุ์ใหม่ คนที่ 2 ในไทย

รู้จัก "โรคปอดอักเสบ" จากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 

คนแรก! นักท่องเที่ยวจีนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 

 


โรงเรียนดังประกาศปิดเรียน 3 วัน หวั่นฝุ่นกระทบสุขภาพเด็ก

Tue, 21 Jan 2020 14:23:00

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

โซเชียลเดือด! กระทุ้งรัฐเร่งสางฝุ่นพิษ - แนะกทม.ปิดโรงเรียน

หลายพื้นที่ในอ่างทอง ยังเผาซังข้าวไม่เลิก ค่าฝุ่นขยับสูงขึ้น

เช้านี้ ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานหลายพื้นที่ หนักสุดริมถนนสามเสน

คพ.ตอบ "โจอี้ บอย" ไม่นิ่งนอนใจแก้ฝุ่น PM2.5

วันนี้ (21 ม.ค.2563) จากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลติดต่อกันแล้วหลายวันและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด โรงเรียนเซนต์ดอมินิก เรื่อง การหยุดเรียนกรณีพิเศษ เนื่องจากขณะนี้ในเขตกรุงเทพมหานครมีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กค่อนข้างสูง ซึ่งจัดอยู่ในระดับที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพของนักเรียน เพื่อบรรเทาความห่วงใยในสุขภาพอนามัยของนักเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่เดินทางไปและกลับด้วยตนเอง โดยบริการขนส่งสาธารณะ

โรงเรียนได้พิจารณาแล้วจึงเห็นสมควรหยุดการเรียนการสอนตั้งแต่วันพุธที่ 22 ม.ค.2563 ถึงวันศุกร์ที่ 24 ม.ค.2563 เป็นเวลา 3 วัน โดยไม่มีคุณครูนัดหมายนักเรียนไปทำกิกรรมใคๆ รวมทั้งปิดทำการทุกแผนกด้วย สำหรับวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2563 ไม่มีการเรียนการสอนตามปฏิทินปฏิบัติงานของโรงเรียนอยู่แล้ว เพราะหยุดวันตรุษจีน โรงเรียนจึงประกาศหยุดเรียนกรณีพิเศษ 3 วัน จึงประกาศมาเพื่อทราบ

 
สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม สั่งปิด 2 วัน

นอกจากนี้ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ได้ออกประกาศ ระบุว่า เนื่องด้วย สภาพอากาศมีค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกินค่ามาตรฐาน และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ดังนั้น โรงเรียนจึงขอประกาศปิดเรียนตั้งแต่วันพุธที่ 22 ม.ค.2563 และวันพฤหัสบดีที่ 23 ม.ค.2563 รวมระยะเวลา 2 วัน


ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ฝุ่นละอองในระยะนี้ บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ลมที่พัดปกคลุมบริเวณดังกล่าวยังคงเป็นลมอ่อนและมีหมอกในตอนเช้า ประกอบกับมีฝนตกบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ฝุ่นละอองและหมอกควันยังคงสะสมได้ต่อไปอีก 1-2 วันนี้

 


ร.ร.สังกัดกรุงเทพฯ กทม.ร้องเพลงสรรเสริญฯ หลังเคารพธงชาติ วันแรก

Tue, 21 Jan 2020 09:08:00

วันนี้ (21 ม.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน หนึ่งในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ตามคำสั่งของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลังเคารพธงชาติในวันนี้วันแรก

ตามปกติแล้วทางโรงเรียนจะเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ แผ่เมตตา ร้องเพลงสดุดีจอมราชา กล่าวคำปฏิญาณตน และนั่งสมาธิ ก่อนเข้าชั้นเรียนทุกเช้า แต่วันนี้เพิ่มการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนร้องเพลงสดุดีจอมราชา

นางจิราพร ปทุมเทวาภิบาล ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากิจกรรมก่อนเข้าเรียนของทางโรงเรียนได้ปลูกฝังให้นักเรียนตระหนักถึงสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่แล้วแต่วันนี้ก็ได้เพิ่มเพลงสรรเสริญพระบารมี ตามคำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เช่นเดียวกับปัญหาค่าฝุ่นละออง PM2.5 ที่ยังคงมีค่าสูงเกินมาตรฐาน ทำให้ทางโรงเรียนต้องจัดกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าห้องเรียน บนอาคารเรียน และงดกิจกรรมและเล่นกีฬากลางแจ้ง รวมทั้งติดตั้สปริงเกอร์พ่นละอองน้ำบนอาคารเรียนเพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองในบริเวณโรงเรียน นอกจากนั้นยังได้ประชาสัมพันธ์ผ่านป้ายตัววิ่งหน้าโรงเรียนให้ครูและนักเรียนสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละอองด้วย

ขณะที่ ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงว่า กทม.ให้ความสำคัญเรื่องปัญหาฝุ่นมาโดยตลอด ขณะที่ การร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นแนวความคิดที่จะส่งเสริมจิตสำนึกในการรักและศรัทธาต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นชาติไทย โดยมีเนื้อดังนี้

"จากกรณีที่มีการนำเสนอว่า ผู้ว่าฯกทม. ให้เด็กเข้าแถวร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีทุกเช้า เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้โดยไม่ห่วงใยสุขภาพของเด็กๆ นั้น

ผมขอชี้แจงว่า ที่ผ่านมา กทม.ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องฝุ่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มทุกวัย ซึ่งสำหรับเด็กนักเรียนในสังกัด กทม.นั้น เราได้งดกิจกรรมการเข้าแถวรวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งทุกอย่างไปแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ส่วนเรื่องการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นเพียงแนวความคิดที่จะส่งเสริมจิตสำนึกในการรักและศรัทธาต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นชาติไทยเท่านั้น เช่นเดียวกับการร้องเพลงชาติและการสวดมนต์ซึ่งทำกันเป็นประจำในทุกๆโรงเรียนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามตอนนี้เรายังคงงดการทำกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมดเพื่อคำนึงถึงสุขภาพของเด็กๆเป็นสำคัญครับ"

 


ผู้ว่าฯ สั่งโรงเรียนสังกัด กทม.ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีหลังเคารพธงชาติทุกเช้า

Mon, 20 Jan 2020 19:39:00

วันนี้ (20 ม.ค.2563) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2/2563 เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร โดยมี คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชั้น 35 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง

ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร


ภายหลังการประชุม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครเล็งเห็นความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในการเคารพรักชาติ ศาสตร์ และกษัตริย์ จึงได้สั่งการให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทุกโรงเรียนจัดให้นักเรียนมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในช่วงเช้าหลังจากเคารพธงชาติ

ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

ภาพ : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร


เนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นว่าเคยมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่ปัจจุบันจะไม่ค่อยมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จึงเห็นควรปลูกฝังให้เด็กนักเรียนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หลังจากการเคารพธงชาติทุกวัน เพื่อให้เด็กเกิดความตระหนักรู้ และเคารพรักในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ส่วนเวลาอื่นก็ให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (21 ม.ค.2563) เป็นต้นไป

โรงเรียนสังกัด กทม.ยังงดกิจกรรมกลางแจ้งป้องกันฝุ่น

ล่าสุด เมื่อเวลา 23.20 น. พล.ต.อ.​อัศวิน ขวัญเมือง ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ ผู้ว่าฯ อัศวิน โดยระบุว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอว่า ผู้ว่าฯ กทม. ให้เด็กเข้าแถวร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีทุกเช้า เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้โดยไม่ห่วงใยสุขภาพของเด็กๆ นั้น

ขอชี้แจงว่า ที่ผ่านมา กทม.ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องฝุ่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มทุกวัย ซึ่งสำหรับเด็กนักเรียนในสังกัด กทม.นั้น เราได้งดกิจกรรมการเข้าแถวรวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งทุกอย่างไปแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ส่วนเรื่องการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นเพียงแนวความคิดที่จะส่งเสริมจิตสำนึกในการรักและศรัทธาต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นชาติไทยเท่านั้น เช่นเดียวกับการร้องเพลงชาติและการสวดมนต์ซึ่งทำกันเป็นประจำในทุกๆ โรงเรียนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามตอนนี้เรายังคงงดการทำกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมดเพื่อคำนึงถึงสุขภาพของเด็กๆ เป็นสำคัญ

 


การรถไฟฯ ยืนยันไม่ปิด ให้บริการปกติ แค่รถเข้า-ออกน้อยลง

Sun, 19 Jan 2020 15:13:00

วันนี้ (19 ม.ค.2563) นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงกรณีที่มีข่าวในเว็บไซต์สำนักข่าวญี่ปุ่น นำเสนอข่าวการให้บริการของสถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) จะถูกปิดลงเนื่องจากสถานีกลางบางซื่อจะเปิดให้บริการในปี 2564 ซึ่งถือเป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศ ว่าในช่วงแรกของการเปิดให้บริการสถานีกลางบางซื่อนั้น การรถไฟฯ จะยังไม่ย้ายขบวนรถไฟทางไกล และขบวนรถชานเมืองที่ออกจากสถานีกรุงเทพ ไปสถานีกลางบางซื่อทั้งหมด แต่จะพิจารณาให้ขบวนรถที่มีความพร้อมไปเปิดใช้บริการที่สถานีกลางบางซื่อก่อน

อย่างไรก็ตาม สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) จะเปลี่ยนจากสถานีรถไฟหลัก เนื่องจากจะมีขบวนรถเข้าสู่สถานีกรุงเทพน้อยลง แต่ยังคงเป็นสถานีรถไฟที่ให้บริการประชาชนเหมือนเช่นที่ผ่านมา และพัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ของประชาชน ด้านประวัติศาสตร์ของการรถไฟฯ ต่อไป

ทั้งนี้ ในต้นปี 2564 สถานีกลางบางซื่อจะเปิดใช้งาน ซึ่งจะเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ภายในสถานีจะประกอบไปด้วย ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่สำหรับห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร ชั้นที่ 2 เป็นชั้นชานชาลาสำหรับรถไฟทางไกล และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และชั้นที่ 3 ประกอบด้วยรถไฟฟ้าเชื่อมทางอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail Link) รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายตะวันออกเฉียงเหนือ สายเหนือ และสายใต้ โดยจะเป็นศูนย์รวมการเดินทาง จุดเชื่อมต่อทั้งรถไฟ รถไฟใต้ดิน รถขนส่งสาธารณะต่าง ๆ สามารถแก้ไขปัญหาการจราจร และพื้นที่รอบ ๆ สถานีกลางบางซื่อก็จะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน เพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชน


ศูนย์เด็กเล็กวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ร่วมปลูกฝังพฤติกรรมลดอุบัติเหตุจากรุ่นสู่รุ่น

Sat, 18 Jan 2020 13:49:00

การฝึกวินัยจราจรให้เรียนเรียนรู้ถือเป็นวิธีการจะช่วยสร้างพฤติกรรมที่ถุกต้องเหมาะสมในการใช้รถใช้ถนนตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โครงการขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ สู่โรงเรียนความปลอดภัยทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ แผนงานสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.)

 

โรงเรียนเทศบาล 4 อนุบาลพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ จ. อุบลราชธานี ตั้งอยู่ติดกับตลาดสด และถนนเชื่อมเส้นทางสายหลัก ในแต่ละวันมีการสัญจรคับคั่ง ผู้ปกครองส่วนใหญ่ใช้รถจักรยานยนต์ รับ-ส่งนักเรียน คือหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ และปัจจุบันสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การขับขี่ที่ปลอดภัยได้อย่างประสบผลสำเร็จ ไม่เฉพาะกับตัวเด็กนักเรียนเท่านั้น แต่รวมไปถึงผู้ปกครองและชุมชนรอบข้าง ที่ได้หันมาให้ความสำคัญในการเคารพกฎจราจร โดยก่อนเข้าร่วมโครงการทั้งโรงเรียนมีอัตราสวมหมวกนิรภัยเพียง 5% แต่ภายหลังเข้าร่วมโครงการ ทั้งผู้ปกครองและนักเรียนสวมหมวกนิรภัยเกือบ 100%

"เราสอนเด็กเล็กตามหลักสูตรแกนกลางอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะในกลุ่มสาระการเรียนรู้มีแค่เรื่องปลอดภัยไว้ก่อนและเด็กดีมีวินัย แต่ไม่พูดถึงเรื่องกฎจราจรและความปลอดภัยทางถนน ซึ่งทั้ง 2 สิ่งถือเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเข้าใจ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะติดตัวเมื่อเติบโตไปในอนาคต" นางพิณผกา แก่นอาษา หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ชี้ถึงความสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร และกิจกรรมเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนน หนุนเสริมเพิ่มเติมไปกับหลักสูตรปกติ

เธอเล่าว่า สิ่งที่ทำให้โรงเรียนเกิดแรงบันดาลใจ ในการเข้าร่วมโครงการเพราะเด็กนักเรียนเคยประสบอุบัติเหตุหน้าโรงเรียน ประกอบกับในปีการศึกษา 2560 ได้รับการสนับสนุนโดยให้เข้าร่วมโครงการความปลอดภัยทางถนนในศูนย์เด็กเล็ก พร้อมให้งบประมาณพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนของเราเอง โดยสอดแทรกในหลักสูตรสาระการเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนน และได้รับแรงเสริมจากพี่เลี้ยงจากราชภัฎอุบลราชธานี เข้ามาส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ปลูกฝังพฤติกรรมเคารพกฎจราจร

หลังดำเนินการ 1 ปี ปรากฎว่าเด็กๆ เข้าใจการดูแลตนเองให้ปลอดภัยในการโดยสาร อีกทั้งส่งผลต่อไปยังผู้ปกครองด้วย เพราะเมื่อเด็กกลับบ้านได้มีการสื่อสารกับพ่อแม่ ในเรื่องการปฎิบัติตามกฎจราจร ขณะนี้เราจึงพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบ ถ่ายทอดความรู้และส่งนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนไปยังศูนย์เด็กเล็กอื่นๆ ทั่วประเทศด้วย

 

ครอบครัวจันทร์บัวรี ทุกเช้า คุณแม่สุดาวอน จะเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์มาส่ง น้องไข่มุก ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้ เธอบอกว่า ทุกครั้งก่อนขี่รถออกจากบ้านจะสวมหมวกนิรภัยให้ตัวเองและลูกสาวทุกครั้ง เพราะมองว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ซึ่งหมวกนิรภัยถือเป็นอุปกรณ์นิรภัย ที่สามารถลดการบาดเจ็บได้ หลายครั้งที่เห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ประสบอุบัติเหตุ แต่ไม่ใส่หมวกนิรภัย ส่วนใหญ่บาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต จึงรู้สึกกลัว ประกอบกับโรงเรียนมีการสอนและปลูกฝังในเรื่องนี้ ครอบครัวเราจึงให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

"ถามว่าราคาหมวกนิรภัยที่มีตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไปนั้น แพงหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าไม่แพงเกินไป หากเทียบกับชีวิตของลูก" สุดาวอน กล่าว

น.ส.กาญจนา ทองทั่ว หัวหน้าโครงการขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่โรงเรียนภาคอีสาน กล่าวว่า ศูนย์เด็กแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นโครงการ ต้นแบบความปลอดภัยทางถนน โดยมีส่วนร่วมจากหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและชุมชน เป้าหมายคือจะทำอย่างไรให้ศูนย์เด็กเล็กเป็นต้นแบบของชุมชน แม้กลุ่มเป้าหมายจะเป็นเด็กแต่เราเน้นปลูกฝังพฤติกรรมที่ถูกต้องได้ โดยในระยะแรกพบว่าประสบความสำเร็จอย่างดี ทั้งในด้านลดพฤติกรรมเสี่ยง ผ่านการบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอน โดยผสานจุดเด่นด้านการจัดการเรียนการสอน ออกแบบโดยเชื่อมโยง แผนการเรียนการสอนชุดประสบการณ์ 5 วัน 6 กิจกรรมหลัก ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก และยังส่งต่อไปยังผู้ปกครอง ขณะเดียวกันทางด้านสภาพแวดล้อมก็ได้มีการปรับปรุงจุดเสี่ยงในพื้นที่ด้วย

"ในแง่การมีส่วนร่วมจากหน่วยงานและชุมชน ได้เกิดกิจกรรมบริจาคเพื่อซื้อหมวกนิรภัย เงิน 300 บาท บางครอบครัวถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเหมือนกัน ในการซื้อหมวกนิรภัยให้ลูกน้อย แต่ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ และพ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการ ทำให้เด็กๆ มีหมวกนิรภัยใส่” หัวหน้าโครงการภาคอีสานฯ กล่าว

ด้านนายประชา กิจตรงศิริ รองนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี กล่าวเสริมว่า เมื่อได้รับประสานงานจาก สสส. ว่าต้องการเข้ามาดำเนินโครงการดังกล่าว เห็นว่ามีประโยชน์มาก เป็นการใช้เม็ดเงินที่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะเข้าถึงชุมชนในปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้รถใช้ถนน และการแก้ปัญหาจุดเสี่ยงให้ปลอดภัยมากขึ้น ที่ผ่านมาเราเน้นฝึกอบรมให้ความรู้กับผู้ใหญ่ แต่ไม้แก่ดัดยาก ประกอบกับเคยไปดูงานที่แคนาดา พบว่าที่นั่นเขาเน้นรณรงค์ให้ความรู้กับเด็ก การเริ่มต้นที่เด็กเพราะประโยชน์จะขยายติดตัวไป จึงเชื่อว่าหากนำมาประยุกต์เข้ากับบริบทสังคมไทย แม้จะต้องใช้เวลาในช่วงเริ่มต้น แต่เชื่อว่าระยะยาว 5-10 ปีจากนี้ จะประสบผลสำเร็จ

 

ในช่วงเริ่มต้นหนักใจว่าจะไม่สำเร็จ แต่ปรากฏว่าได้ผลดีมากเกินคาด ครู ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงได้ขยายไปยัง ศูนย์เด็กเล็ก และ ร.ร.ในเขตเทศบาล อีก 2 แห่ง ตามเป้าหมายเริ่มต้นจากนักเรียนอนุบาลขยายไปถึงชั้นประถมและมัธยม” นายประชา ทิ้งท้าย


"เปา" นศ.วิศวะฯ ลาดกระบัง ขาย "พิซซ่าเวียดนาม" ส่งตัวเองเรียน

Sat, 18 Jan 2020 11:51:00

วันนี้ (18 ม.ค.2563) ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์ นายพุทธรักษ์ นามสุขี หรือ เปา นักศึกษาหนุ่มวัย 23 ปี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่เปิดร้านขายพิซซ่าเวียดนามหลังเลิกเรียนทุกวัน แต่เป็นคนไทยสายเลือดอีสานแท้ๆ


เปา นักศึกษาชั้นปี 4 ใช้เวลาหลังเลิกเรียนมาขายพิซซ่าคนเดียว จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน “ชายเดี่ยวพิซซ่าเวียดนาม” ชีวิตของเปาไม่เหมือนวัยรุ่นทั่วไป ระหว่างเรียนเปาใช้ชีวิตด้วยการกินข้าวต้มกับผัดผักและไข่แทบทุกมื้อ เพราะต้องประหยัด เงินที่พ่อ-แม่ ส่งมาให้ใช้เดือนละ 5,000 บาท เนื่องจากต้องแบ่งจ่ายค่าหอพัก รวมทั้งค่าอยู่ค่ากิน

ที่ผ่านมาชีวิตฝืดเคืองครับ ผมต้องกินข้าวกับผัดผักและไข่ทุกวัน เพื่อไม่ให้ขาดสารอาหาร ทำกินเองในหอพัก ไม่เคยบอกพ่อ-แม่ กลัวเขาเป็นห่วง เงินที่ทางบ้านส่งให้ต้องบริหารใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า


"เปา" ไม่ยอมหันหลังให้ความจน
ตั้งแต่เรียนชั้นปีที่ 3 เปาเริ่มหารายได้เสริมด้วยการเป็นบาร์น้ำ แลกกับค่าแรงวันละ 300 บาท เมื่อรู้ว่าพ่อ-แม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบมาจ่ายค่าเทอมถึง 20,000 บาท หลังจากรู้จักกับเพื่อนชาวเวียดนาม ก็ได้รับคำแนะนำให้ทำพิซซ่าเวียดนามขาย แรกๆ เปาปั่นจักรยานขายในรั้วมหาวิทยาลัย ปั่นไปเรื่อยๆ ด้วยเอกลักษณ์การแต่งกาย คล้ายกับชาวเวียดนาม ทำให้พิซซ่าเวียดนามกลายเป็นจุดสนใจ และได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดี

ขณะนี้ เปาต้องเปลี่ยนมาขายบนฟุตบาธ ถนนลาดกระบัง 52/1 เพื่อให้ลูกค้าตามมาซื้อได้ง่ายขึ้น เปาบอกกับทีมข่าวไทยพีบีเอสว่า มีความสนใจทำอาหารเวียดนามตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นคนจังหวัดมุกดาหาร อยู่ใกล้ชุมชนชาวเวียดนามที่เข้ามาค้าขายในไทย ความฝันของเปา นอกจากจะขายพิซซ่าส่งตัวเองเรียนแล้ว ยังเตรียมที่จะทำแฟรนไชส์เพราะอยากเป็นทูตวัฒนธรรมเผยแพร่อาหารเวียดนามให้คนไทยได้ลองชิมกัน


ตลอด 9 เดือนที่ขายพิซซ่าเวียดนาม ทำให้เปามีรายได้เพิ่มขึ้น กลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัว มีเงินส่งกลับไปให้พ่อแม่ได้ใช้ อีกทั้งยังมีความคิดจะเปิดเป็นร้านขายอาหารเวียดนาม และจะให้คนในครอบครัวมาช่วยกันบริหารและเก็บเงิน

มุ่งหน้าเรียนกฎหมายต่อ เพราะอยากเป็นอัยการ

แม้จะเรียนวิศวกรรมศาสตร์ยังไม่จบปริญญาตรี แต่เปากำลังเรียนกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงต่อเพื่อคว้าใบปริญญาอีก 1 ใบ เพราะมีความฝันอยากจะเป็นอัยการ คาดว่าไม่เกิน 3 ปี จะเรียนจบตามที่ตั้งใจไว้

ผมอยากเป็นอัยการ อยากเป็นนักกฎหมาย อยากช่วยเหลือชาวบ้าน หากมีความรู้เราจะได้ม่ถูกเอาเปรียบ จึงตัดสินใจเรียนเพิ่มเติม


ขณะนี้กระแสตอบรับพิซซ่าเวียดนามดีขึ้นต่อเนื่อง ในแต่ละวันมีลูกค้าไปอุดหนุนต่อคิวยาวหลายสิบคน ร้านเปิดตั้งแต่ เวลา 17.00 น ขายจนกว่าแป้งพิซซ่าจะหมด โดยมีวัตถุดิบแป้งพิซซ่าวันละ 80- 100 แผ่น ราคาเริ่มต้น 25 - 50 บาท เครื่องแน่นไส้ทะลัก หลายคนกลับมาซื้อซ้ำหลายรอบเพราะติดใจรสชาติของพิซซ่ากลิ่นหอมจากเตาถ่าน และอยากให้กำลังเปาได้สู้ต่อ เดินตามความฝันได้สำเร็จ 

 


เตือนมิจฉาชีพอ้างตัวเป็น "หมอดึงมะเร็ง"

Fri, 17 Jan 2020 14:05:00

วันนี้ (17 ม.ค.2563) เพจเฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า ของ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน คณะสหเวช ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความเตือนว่า อย่าไปหลงเชื่อหมอดึงมะเร็งหรือหมอสะกิดมะเร็งนะครับ

วิธีการของเขาก็คือ เขาจะทายาที่ทำขึ้นมาเอง ทาทั้งลำตัว และด้านหลังของเรา จากนั้นก็จะใช้เข็มเย็บผ้า ประมาณเบอร์ 10 สะกิดตามตุ่ม ตามไฝ หรือหรือจุดต่างๆ บนผิวหนัง

บางทีก็จะใช้แหนบ แหนบที่เราถอนขนจั๊กกะแร้ให้เมียนั่นแหละ 55555 ใช้ดึงตามที่เห็นในภาพ แล้วก็บอกว่านี่ไงๆ ดึงเส้นมะเร็งออกแล้ว คนนะไม่ใช่คางคก จะได้ดึงเส้นเมาออก 555555 เราก็สบายใจสิ ดึงมะเร็งออกไปแล้ว

บางคนมีจุดแดงๆ ตามตัว เขาก็บอกว่า นี่คือจุดที่ติดเชื้อไวรัส ต้องดึงออก ต้องสะกิดออก
ไม่มีการฆ่าเชื้อที่เข็มใดๆทั้งสิ้น โอ้ย ปี 2020 แล้วพี่น้อง อย่าไปหลงเชื่อนะ

 

 

 


เตือนฟ้อง! โต้รัฐบาลใช้งบ 3 พันล้านขุดบ่อบาดาล

Fri, 17 Jan 2020 12:59:00

วันนี้ (17 ม.ค.2563) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล ชี้แจงกรณีข่าวคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางข่าวงบกลาง จำนวน 3,079 ล้านบาท เพื่อไปแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งทำให้เกิดกระแสในโซเชียลว่าจะนำไปขุดบ่อบาดาล 500 บ่อ ราคาบ่อละ 6 ล้านบาท โดยเรื่องนี้เป็นข่าวปลอม ใครก็ตามที่นำข้อมูลอันเป็นเท็จนี้เข้าสู่ระบบ ก็จะให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ป.อ.ท.) ดำเนินคดี 

งบ 3,079 ล้านบาท ครอบคลุม 2,041 โครงการ ซึ่งจะถูกนำไปใช้ขุดบ่อบาดาล 1,103 บ่อ โดย 3 บ่อจะอยู่ในสถานพยาบาล ส่วนอีก 1,100 บ่อ จะอยู่เขตนอกเขตการประปา

นางนฤมล กล่าวอีกว่า สำหรับงบนี้ จะแยกเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูงใน 1,270 หมู่บ้าน จะมีการขุดเจาะ 577 บ่อ พื้นที่เสี่ยงปานกลาง 526 บ่อ รวมเป็น 1,103 บ่อ ทั้งนี้ยังมีการหาแหล่งน้ำผิวดินอีก 230 โครงการ โครงการซ่อมแซมประปา 650 รวมเป็น 2,041 โครงการ ดังนั้นงบที่ใช้ขุดเจาะบ่อบาดาลไม่ใช่ราคาบ่อละ 6 ล้านบาท 

ก่อนหน้านี้ โฆษกรัฐบาล ระบุว่า นายกฯ สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม ติดตามและประสานการทำงานร่วมกับศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำของรัฐ บาล และประสานกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของทุกเหล่าทัพสนับสนุนทั้งมาตรการป้องกัน มาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งเฉพาะหน้า 

 

ขณะที่เพจไทยคู่ฟ้า ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการตามแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำปี 2561-2580 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาเรื่อง “น้ำ” ของรัฐบาลมาโดยตลอด

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชลประทานที่ 8 มั่นใจมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ

"ยอ-ยก-ลม" น้ำยมพิจิตรแห้งขอด 4 เขื่อนลุ่มเจ้าพระยาส่อวิกฤต

 

 

 

 

 


สธ.พบชาวจีนป่วย “ไวรัสโคโรนา” สายพันธ์ุใหม่ คนที่ 2 ในไทย

Fri, 17 Jan 2020 10:27:00

วันนี้ (17 ม.ค.2563) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์ผู้ติดเชื้อปอดอักเสบ จากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ว่าได้ทำการตรวจคัดกรองผู้เดินทางที่สนามบิน เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยหญิงชาวจีน อายุ 74 ปี ยืนยันเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพิ่ม 1 คน ขณะนี้รักษาตัวที่สถาบันบำราศนราดูร อาการดีขึ้นและหากผลตรวจซ้ำจากห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อไวรัส แพทย์จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ ซึ่งเป็นผู้ป่วยคนที่ 2 ของประเทศไทย

นพ.สุขุม ระบุว่า ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและควบคุมโรค ตามระบบมาตรฐานที่ใช้สำหรับโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยคัดกรองผู้โดยสารที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในท่าอากาศยาน 4 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 3 - 16 ม.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 86 เที่ยวบิน ผู้โดยสารและลูกเรือได้รับการตรวจคัดกรองทั้งสิ้น 13,624 คน พบผู้ป่วยที่มีอาการเข้าเกณฑ์การสอบสวน 21 คน ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่


ทั้งนี้ ยังยืนยันความพร้อมทั้งมาตรการเฝ้าระวังและแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

  1. ความสามารถในการเฝ้าระวังโรค คัดกรองและคัดแยกผู้ป่วย โดยคัดกรองผู้โดยสารเครื่องบินในเส้นทางที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น
  2. การวินิจฉัย การดูแลรักษา ผู้ป่วยที่อยู่ในเกณฑ์การสอบสวน
  3. ส่งต่อผู้ป่วยที่เข้าข่าย เข้ารับการสังเกตอาการในห้องแยกความดันลบทั้งโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน
  4. การเฝ้าระวังในชุมชนแหล่งท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ขณะนี้องค์การอนามัยโลก ยังไม่มีประกาศห้ามเดินทางไปยังประเทศที่มีรายงานผู้ติดเชื้อปอดอักเสบ ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงขอให้ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ ตลาดค้าสัตว์หรือสินค้าจากสัตว์หรืออยู่ในที่คนหนาแน่น และหากกลับมาจาก พื้นที่เสี่ยงและมีอาการเริ่มป่วยเช่น มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวมได้ 

 


คลินิกกัญชาฯ คึกคัก จองคิวล่วงหน้าถึง มี.ค.ทะลุ 12,000 คน

Fri, 17 Jan 2020 06:37:00

เมื่อวานนี้ (16 ม.ค.2563) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยว่า คลินิกกัญชาทาง​การแพทย์​แผน​ไทย​และการแพทย์พื้นบ้านไทยที่เปิดให้บริการ ภายในกระทรวงสาธารณสุข มีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เปิดให้บริการเพียง 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-15 ม.ค.2563 มีผู้เข้ารับบริการ 4,639 คน จำนวนนี้มีผู้ที่จองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน "กัญชาทางการแพทย์แผนไทย" และ "DR.Ganja in TTM" 2,862 คน Walk in 1,777 คน นอกจากนี้ มียอดจองคิวรับบริการล่วงหน้าถึงเดือนมีนาคมแล้วกว่า 12,000 คน

 

"โรคนอนไม่หลับ" เข้ารักษามากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ขณะนี้คลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย ได้จ่ายยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม แก่ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้ ประกอบด้วย น้ำมันกัญชาสูตร อ.เดชา 8,094 ขวด ตำรับยาแก้ลมแก้เส้น 1,586 ซอง ตำรับยาทำลายพระสุเมรุ 188 ซอง และตำรับศุขไสยาศน์ 30 ซอง โดยอาการที่เข้ารับรักษามากที่สุด คือนอนไม่หลับ รองลงมา ลมปะกัง หรือไมเกรน และอาการปวดข้อ ปวดหลัง ตามลำดับ

 

เปิดทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจรับบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข สามารถจองคิวรับบริการล่วงหน้าได้ที่ แอปพลิเคชัน "กัญชาทางการแพทย์แผนไทย" หรือ "DR.Ganja in TTM" โดยคลินิกเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. หยุดให้บริการเฉพาะวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามเพิ่มเติม โทร 02 590 2606 และ 02 591 1964

 

 


"อัศวิน" นำทีมจับเอกชนลอบขนขยะ ทิ้งโรงกำจัดขยะหนองแขม

Thu, 16 Jan 2020 19:39:00

วันนี้ (16 ม.ค.2563) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกับตำรวจเข้าจับกุมรถขยะที่ลักลอบขนขยะมาทิ้ง ภายในโรงกำจัดขยะหนองแขม ได้จำนวน 9 คัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่ กทม.ต้องกำจัดขยะเหล่านี้กว่า 100,000 บาท โดยที่มาของขยะทั้งหมดมาจาก จ.สมุทรสาคร ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าไม้และสวนหลวงว่าจ้างบริษัทเอกชนให้นำไปกำจัด

ผู้ว่าฯกทม. ระบุว่า ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมการลักลอบขนขยะมาทิ้งเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ เนื่องจากพบความผิดปกติในการใช้จ่ายงบประมาณ ในการกำจัดขยะที่โรงกำจัดขยะหนองแขม ซึ่งปกติแล้ว ที่นี่จำกัดขยะจาก 16 เขตของ กทม.วันละประมาณ 3,500 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,100,000 บาท แต่ระยะหลังพบว่า มีการของบประมาณเพิ่มขึ้นวันละกว่า 100,000 บาท ซึ่งขบวนการลักลอบทิ้งขยะนี้ มีเจ้าหน้าที่ กทม.เกี่ยวข้องด้วย โดยจะมีการสอบสวนต่อไปและแจ้งความดำเนินคดีละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157 ด้วย

 

หลังการจับกุม กรุงเทพมหานครได้มีการเปรียบเทียบปรับทันทีเป็นเงิน 2,000 บาท ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองปี 2535 ในข้อหาทิ้งขยะไม่เป็นที่ นอกจากนี้ได้มีการแจ้งความดำเนินคดี เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ที่สถานีตำรวจค้างพลูด้วย

 


ไม่ใช่แค่หน้าที่! เปิดใจพนักงานรถไฟ "อุ้มคุณยาย" ส่งถึงชานชาลา

Thu, 16 Jan 2020 19:02:00

วันนี้ (16 ม.ค.2563) จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Pimchanok Praisuwan” โพสต์ข้อความ “รอบนี้แถมให้ชม.กว่าๆ แต่บริการดีถึงใจ อุ้มคุณยายลงรถไฟให้อีก น่าร้ากกกก” พร้อมกับรูปภาพเจ้าหน้าที่รถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์ กำลังช่วยอุ้มคุณยายลงสถานีรถไฟบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นไปด้วยความอบอุ่น 

จากการติดตามพบว่า พนักงานรถไฟ 2 คนเจ้าของเรื่องเล่าในโลกออนไลน์ ที่ทำให้มีเสียงชื่นชมถึงการให้บริการของพนักงาน 2 คนนี้ คือ นายยาการียา มามุ หรือ มามุ ลูกจ้างแทนพนักงานรถนอน ส่วนพนักงานที่ช่วยถือกระเป๋าสัมภาระ คือ นายสุกรีย์ สะนิ

นายมามุ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ทำหน้าที่ดูแลผู้โดยสารประจำตู้ที่ 11 เมื่อขบวนรถไฟมาถึงชานชาลาสถานีบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ผู้โดยสารคนอื่นๆ รวมทั้งคุณยาย และลูกได้เตรียมตัวลง แต่เนื่องจากบันไดทางขึ้นลงค่อนข้างสูง ทำให้คุณยายก้าวเท้าลำบาก จึงช่วยอุ้มคุณยายลงมาเพราะห่วงว่าจะหกล้ม โดยมีนายสุกรีย์ ช่วยถือกระเป๋าสัมภาระให้กับคุณยาย โดยภาพที่ปรากฏออกไปจนได้รับคำชื่นชมนั้น ในฐานะผู้ปฏิบัติงานก็รู้สึกมีความสุขและภูมิใจ

รู้สึกภูมิใจ เพราะที่ทำไปไม่ใช่ด้วยหน้าที่ หากแต่ทำด้วยความเต็มใจ และมีความสุข ทุกครั้งที่ได้อุ้มผู้พิการผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ทำให้เติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหาย เหมือนว่ากำลังได้ดูแลพ่อแม่ และญาติพี่น้อง

ทำงานจากใจ-ผูกพันกับการรถไฟ

นายมามุ กล่าวว่า เนื่องจากสูญเสียพ่อและแม่ ตอนเด็กจึงค่อนข้างลำบาก ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ศูนย์เด็กกำพร้า จ.ยะลา จนเรียนจบชั้น ม.6 จากนั้นมาหางานที่ กทม. โดยได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสถานีหัวลำโพง หลังจากทำงานไปได้ประมาณ 5 ปี ด้วยรู้สึกผูกพันกับรถไฟ และชื่นชอบงานบริการ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่ จึงตัดสินใจสมัครสอบ ปัจจุบันตนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งลูกจ้างแทนพนักงานรถนอน

ส่วนของครอบครัว หลังจากที่โลกโซเชียลได้แชร์ข่าวออกไป ลูกสาวและลูกชายได้โทรศัพท์มาสอบถามด้วยความตื่นเต้น พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า

หลังเลิกงานพ่อกลับบ้านมาต้องอุ้มหนูด้วยนะ

 

นอกจากนั้น นายมามุ ยังกล่าวฝากถึงนางเล่งเฮียงว่า รู้สึกดีใจ มีความสุขที่ได้ช่วยคุณยาย ขอให้คุณยายมีสุขภาพแข็งแรง และในช่วงวันแม่หากมีโอกาสจะติดต่อขอเข้าไปเยี่ยมและกราบขอพร

ด้านนางเล่งเฮียง หอมทวนลม คุณยายวัย 82 ปี กล่าวว่า ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่คล่องแคล่ว และอ่อนเพลียจากการเดินทาง ทำให้ลงบันไดรถไฟลำบาก เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำรถไฟทั้ง 2 คน มาเห็นจึงได้ช่วยประคอง และถือสัมภาระให้ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นช่วยอุ้มลงจากรถไฟแทน สร้างความประทับให้กับตนและลูกเป็นอย่างมาก รู้สึกขอบคุณในน้ำใจที่เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คน

 

 

 


น้ำประปา "ค่าคลอไรด์" เกินเกณฑ์หลายพื้นที่

Thu, 16 Jan 2020 15:37:00

วันนี้ (16 ม.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประปานครหลวง (กปน.) รายงานภาพรวมน้ำประปา วันนี้ (16 ม.ค.) พบว่าค่าคลอไรด์เกินเกณฑ์ในหลายพื้นที่สามารถใช้ในการอุปโภคได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค ทั้งนี้ ค่าคลอไรด์ที่เกินกว่า 250 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่งผลต่อการรับรู้รสชาติ เป็นบางช่วงเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ สาขานนทบุรี สาขาประชาชื่น สาขาบางเขน สาขาพญาไท สาขาลาดพร้าว สาขามีนบุรี สาขาสุขุมวิท สาขาทุ่งมหาเมฆ สาขาพระโขนง สาขาสุวรรณภูมิ ยกเว้นในพื้นที่สาขาบางกอกน้อย และสาขาแม้นศรี พื้นที่ละ 12 ชั่วโมง แนะนำให้ตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาในพื้นที่ของตน หากน้ำประปามีรสชาติปกติควรสำรองน้ำไว้

 


สธ.ห่วงคนทำงานกลางแจ้ง เสี่ยงรับฝุ่น PM 2.5

Thu, 16 Jan 2020 11:05:00

วันนี้ (16 ม.ค.2563) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ซึ่งส่งผลต่อร่างกายมนุษย์ในหลายๆ ระบบ ทั้งระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจ และ ระบบผิวหนัง ทางแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้ออกมาเตือนและให้ความรู้ประชาชนในการหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองต่อผลเสียของการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 เป็นมลพิษต่ออากาศและร่างกาย ควรป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ คือ หน้ากาก N95 ส่วนหน้ากากประเภทอื่นนั้น ช่วยป้องกันได้เพียงส่วนหนึ่ง และควรใส่ให้ถูกวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน

 


นพ.สมบูรณ์ ทศบวร ผอ.โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า อาชีพที่ทำงานกลางแจ้ง อาทิ ตำรวจจราจร พนักงานรปภ คนสวน พนักงานสนามกอล์ฟ เกษตรกร ประมง พนักงานแท่นขุดเจาะน้ำมัน นักกีฬา คนทำงานในที่โล่งกว้าง เช่น คนขนหินในหุบเขา และ กรรมกรก่อสร้าง ผู้ปฏิบัติอาชีพเหล่านี้ต้องทำงานกลางแจ้งและต้องสัมผัสกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันตรายหรือสิ่งคุกคามเฉพาะเรื่องการทำงานกลางแจ้งที่มีต่ออาชีพเหล่านี้คือ 1.มลพิษ ได้แก่ ฝุ่น หรือ PM2.5 และสารเคมีต่าง ๆ โดยเฉพาะ VOCs (volatile organic compounds) hexane, ozone ตะกั่ว nitrous oxide ที่เกิดจากการสันดาปไม่สมบูรณ์ โดยการทำงานกลางแจ้งจะมีการสัมผัสสารพิษเหล่านี้

 

 

 

การใช้หน้ากากมักจะไม่ได้ผลเนื่องจากสารพิษเหล่านี้มีขนาดเล็ก ทำให้การหายใจอึดอัดไปด้วย ยิ่งทำงานกลางแจ้ง ก็จะทำให้ใส่หน้ากากเหล่านี้ไม่ได้ ผลของมลพิษ จะทำให้เกิดอาการทั้งแบบเฉียบพลันคือ

นพ.สมบูรณ์ กล่าวอีกว่า คนที่เป็นโรคทางเดินหายใจ หรือเป็นโรคของหลอดเลือดอยู่แล้ว การหายใจเอามลพิษเข้าไปจะทำให้เป็นมากขึ้น หรือแย่ลงได้ การป้องกันคือทำให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันปอดเราโดยหายใจอากาศบริสุทธิ์ พยายามอยู่ในที่ซึ่งมี PM 2.5 น้อย หรือใช้เครื่องฟอกอากาศ พยายามหลีกเลี่ยงอย่าอยู่กลางแจ้งนาน ให้ทำงานสักระยะแล้วหลบเข้าในอาคาร การใส่หน้ากากจะทำให้อึดอัด โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนยิ่งทำให้ไม่สามารถใส่หน้ากากได้นาน


ขณะนี้ หน้ากาก N95 เป็นหน้ากากที่ใช้ป้องกันได้ดีที่สุด แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถใส่ได้นานเพราะจะอึดอัด อย่างไรก็ดีการใช้หน้ากากอื่น ชั่วคราวก็ทำได้ โดยสังเกตว่าหากมีอาการระคายเคือง แสบคอ มีเสมหะ ก็แสดงว่าหน้ากากไม่ได้ผล อาจจะต้องเปลี่ยนมาใช้หน้ากาก N95


ทั้งนี้ สามารถมาติดต่อได้ที่คลินิกมลพิษคลินิกเฉพาะทางแห่งแรกในประเทศไทย โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี หรือสอบถามได้ที่สายด่วน 0-2548-1000 กด 0 ได้ทุกวันในเวลาราชการ