ดึงเอกชนร่วมรัฐ สร้าง "สวนใกล้บ้าน" เพิ่มพื้นที่สีเขียว เติมสุขคนกรุง

Thu, 7 Jul 2022 10:07:00

นายธัญ คงวัฒนากุล อายุ 22 ปี ซึ่งมาใช้สวนสาธารณะ แสดงความเห็นเรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียว สวนใกล้บ้าน ว่า การออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ต้องมีการหารือร่วมคนในชุมชน เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า อยากได้พื้นที่สาธารณะแบบไหนที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในชุมชนมากที่สุด สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ

นายธัญ มองว่า สวนใกล้บ้านหากทำแล้วต้องคุ้มค่า และดึงดูดให้คนเข้ามาใช้ประโยชน์ ในอนาคตหากเพิ่มพื้นที่สวนใกล้บ้านให้มากขึ้น จะต้องโปรโมตให้ทุกคนได้รับรู้ เพื่อร่วมกันดูแล

อ่านข่าว : "สวนใกล้บ้าน" ความฝันของคนกรุง จะดีแค่ไหนถ้าไม่ต้องเดินทาง

ธัญ คงวัฒนากุล ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

ธัญ คงวัฒนากุล ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

สวนใกล้บ้านต่อให้ลงทุนหลายร้อยล้าน แต่ไม่มีคนใช้งาน ลงทุน 500 ล้าน กับพื้นที่คนใช้งาน 100 คน อาจไม่คุ้มค่า มีสวนมีต้นไม้เยอะ ๆ ยิ่งดี แต่จุดประสงค์คืออยากให้คนออกมาใช้ประโยชน์  

นายธัญ กล่าวว่า สวนสาธารณะอย่างสวนลุมพินี สวนรถไฟ มีดนตรีในสวน ทำให้คนเริ่มกลับมาสนใจสวนสาธารณะมากขึ้น กิจกรรมในสวนลุมพินีเป็นแบบอย่างให้สถานที่อื่น ๆ ที่กำลังจะพัฒนา การโปรโมตให้ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ ทำให้ทุกคนที่มาใช้บริการสวนสาธารณะ มองว่าก็เป็นชีวิตปกติที่สามารถมาได้ จึงควรนำสวนหรือแนวคิดนี้ใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ด้วย

"ผู้ว่าฯ ชัชชาติ" ร่วมงาน "ดนตรีในสวน” ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เขตจตุจักร

อย่าเพิ่มเพียงปริมาณ แต่ควรมีคุณภาพและยั่งยืน

ไม่ใช่ทุกพื้นที่สีเขียวที่เป็นที่ต้องการ เช่น พื้นที่รกร้าง ไม่ได้รับการพัฒนาให้มีประโยชน์บางแห่งเป็นแหล่งมั่วสุมไม่ปลอดภัย จนมองไม่ออกว่า จะมีพื้นที่สาธารณะในฝันได้หรือไม่

นายชัยยง ปานอ่วม ผู้มาใช้บริการสวนสาธารณะ บอกว่า สวนใกล้บ้านเป็นแนวคิดที่ดีมาก แต่อยากให้มองถึงขนาดของสวน ว่าตอบโจทย์คนในชุมชนหรือไม่ ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแค่พื้นที่สีเขียวหรือสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่ใช้งานอื่นๆ ด้วย เช่น ลานกีฬา ลานกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงอยากให้มองในเรื่องของความความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ หากไม่มีคนดูแล อาจกลายเป็นแหล่งมั่วสุมที่ไม่ปลอดภัย

ชัยยง ปานอ่วม ผู้มาใช้บริการสวนสาธารณะ

ชัยยง ปานอ่วม ผู้มาใช้บริการสวนสาธารณะ

 

นายชัยยง ยังมองถึงความคุ้มค่าในการเพิ่มพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียว ว่า ทุกอย่างมีต้นทุน ทั้งค่าใช้จ่ายคนดูแลสวน ค่าต้นไม้ เรื่องความปลอดภัย มีเพียงพอขนาดไหน และหากมี ต้องมองเรื่องมาตรฐาน กฎระเบียบด้วย รวมไปถึงการบำรุงรักษาอุปกรณ์ ทำได้อย่างสวนที่มีขนาดใหญ่หรือไม่

นอกจากนี้ยังให้มองถึงระยะยาวด้วยว่า ตอบโจทย์หรือไม่ วันนี้มองเรื่องสุขภาพ แต่ต้องมองเรื่องอาชญากรรมที่จะตามมาด้วย คิดรอบด้านไม่อยากให้มีแค่ 4 ปี แล้วเลิกกันไป จะกลายเป็นว่า นำเงินงบประมาณที่จะนำไปทำอย่างอื่นได้ ในเรื่องจำเป็น สำหรับเวลานี้ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในการฟื้นฟูรากหญ้า ที่กำลังเดือดร้อนตอนนี้ นอกจากมีสวนแล้วปัญหาในสังคมอื่น ๆ ยังต้องแก้ไขควบคู่กันไปด้วย คนไร้บ้านก็ต้องหาพื้นที่ให้เขาอยู่อาศัยด้วย

สวนก็เป็นสวนหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ของคนทุกคน มันอาจจะตอบโจทย์คนที่ชอบออกกำลังกาย อาจจะตอบโจทย์กับคนที่ อยากพักผ่อน อยู่ใกล้บ้านก็อยากมาเดิน

 

สวนที่จะเพิ่มให้มีในพื้นที่ใกล้บ้าน ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ความปลอดภัย เป็นสำคัญ ทุกอย่างมีต้นทุนในการจัดการ จำนวนคนสวน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อย่าสร้างปัญหาให้สังคมเพิ่ม

และหากพื้นที่ใดที่ไม่มีสวนใกล้บ้าน หรืออาจเดินทางออกมาในพื้นที่สวนสาธารณะที่มีความพร้อมมากกว่า ระบบการขนส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถือเป็นทางเลือกที่ดี

พื้นที่สีเขียว ของคนกรุงเทพฯ

การพัฒนาพื้นที่สีเขียวให้กับคนกรุงเทพฯ เป็นการทำให้มีพื้นที่พักผ่อน และพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้น ทั้งยังเป็นตัวชี้วัดถึงคุณภาพชีวิตของคนเมืองด้วย ทำให้ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร มีการสร้าง ปรับปรุง สวนสาธราณะหลายแห่ง แต่ด้วยข้อจำกัดในบ้างพื้นที่ จึงมีแนวคิดที่จะนำพื้นที่ในชุมชนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาพัฒนา

 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ chadchart ระบุ ปัจจุบันการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะเปิดโล่ง หรือที่ทำกิจกรรมออกกำลังหรือพักผ่อนมีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัด ทั่วกรุงเทพฯ มีสวนสาธารณะหลักนับสิบแห่ง อยู่ในเขตต่าง ๆ เช่น จตุจักร ลาดพร้าว ดอนเมือง

ขณะที่ กทม.ทำข้อมูลพื้นที่สีเขียว แบ่งออกเป็นสวน 7 ประเภท ได้แก่ สวนเฉพาะทาง สวนชุมชน สวนถนน สวนระดับเมือง สวนระดับย่าน สวนหมู่บ้าน สวนหย่อมขนาดเล็ก สวนไม่ได้ระบุประเภท รวมพื้นที่ 41,327,286.489 ตร.ม.

 

การจัดกลุ่ม “พื้นที่สีเขียว” ในลักษณะนี้ไม่สามารถแยกได้ว่าสวนไหนใช้งานได้หรือไม่ได้ เช่น สวนถนน นับรวมสวนไหล่ทางสวนเกาะกลาง หรือสวนหมู่บ้าน ซึ่งประชาชนอาจไม่สามารถเข้าใช้ได้หรือเข้าใช้ได้น้อย แต่มีพื้นที่รวมกันถึง 18,602,682.9 ตร.ม. คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่สีเขียวทั้งหมด

"ผู้ว่าฯ" ชวนเอกชนมอบที่ดินให้ กทม. สร้างพื้นที่สีเขียว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. สำรวจพื้นที่ว่างเปล่าที่ทางเอกชนมอบให้สำนักงานเขตบางซื่อจัดทำเป็นพื้นที่สวนสาธารณะในเมือง เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา

เป้าหมายในการมอบที่ดินของเอกชน เพื่อไปปรับปรุงภูมิทัศน์ ตามโครงการ “เปลี่ยนพื้นที่เปลี่ยวเป็นพื้นที่โปร่ง” หวังตัดวงจรอาชญากรรม ลดปัญหามลพิษ และอัคคีภัย เป็นระยะเวลา 4 ปี

ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและกำลังคน จึงไม่พัฒนาที่ดินไปได้มากกว่านี้ เมื่อว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.มีนโยบายจะเพิ่มพื้นที่สีเขียว ก็ยินดีสนับสนุน คาดว่าจะทำสัญญากับ กทม. 5-8 ปี

 

ในการลงพื้นที่ครั้งนั้น นายชัชชาติ ได้กล่าวว่า ที่ดินผืนนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “พื้นที่สีเขียว” ขนาดเล็กตามนโยบาย “สวน 15 นาที Pocket Park ทั่วกรุง โดย กทม. จะใช้มาตรการด้านภาษีมาจูงใจให้เจ้าของที่ดินเอกชน เปลี่ยนที่รกร้างว่างเปล่าให้เป็นสวนสาธารณะขนาดเล็ก

กทม.จะทุ่มเงินมาซื้อที่ดิน 100 ล้านบาท ไม่มีทางที่จะนำพื้นที่กลางเมืองมาทำสวนสาธารณะได้ เชื่อว่ามีพื้นที่อีกหลายแปลงที่ยังไม่อยากพัฒนาตอนนี้ แต่รอเวลาไปก่อน แทนที่จะไปปลูกกล้วยหรือเอาไปทำอะไร เอาตรงนี้มาทำพื้นที่สาธารณะให้คนใช้ดีกว่า ซึ่งจะได้ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม. มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้เอง แต่ต้องไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด หาก กทม.เห็นว่าพื้นที่บางพื้นที่ไม่ควรเป็นแปลงเกษตร หรือ นำมาปลูกกล้วย ก็อาจจะใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ปรับอัตราภาษีฯ ให้สูงขึ้นได้ แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าจะเพิ่มภาษีฯ เพียงแต่ย้ำให้เห็นว่า มีช่องทางในการใช้มาตรการทางภาษีมาเป็นเงื่อนไข และแรงจูงใจให้เกิด “พื้นที่สีเขียว” ในเมืองได้

ปรับให้เป็นพื้นที่สีเขียว-สวนสาธารณะ-พื้นที่เรียนรู้การเกษตร

ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สำนักสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการปรับพื้นที่ย่านทวีวัฒนา เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เป็นสวนสาธารณะที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย โดยให้มีทั้งทางเดิน วิ่ง พื้นที่เรียนรู้การเกษตร ร่องสวนกล้วย และสิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย ทั้งไฟฟ้าส่องสว่าง กล้อง CCTV เป็นต้น

ปรับพื้นที่ย่านทวีวัฒนา เป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนพักผ่อนหย่อนใจ

ปรับพื้นที่ย่านทวีวัฒนา เป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนพักผ่อนหย่อนใจ


พร้อมให้สำนักการโยธา ออกแบบบริเวณทางเข้าสวนสาธารณะ และมอบหมายให้สำนักงานเขตทวีวัฒนา ตรวจสอบลักษณะของที่ดินบริเวณใกล้เคียงว่าเป็นพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ทำการเกษตร เพื่อจะได้ประสานนำมาใช้ประโยชน์

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"สวนใกล้บ้าน" ความฝันของคนกรุง จะดีแค่ไหนถ้าไม่ต้องเดินทาง

สวนใกล้บ้าน-ลานอเนกประสงค์ "พื้นที่ปลอดภัย" สำหรับเด็กในกรุง


8 ก.ค.นี้ ศูนย์ฯ บางซื่อ เปิดจองฉีด "ไฟเซอร์-โมเดอร์นา" เข็ม 3-6

Thu, 7 Jul 2022 08:59:00

วันที่ 6 ก.ค.2565 ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ แจ้งว่า ศูนย์ฯ จะเปิดจองคิวฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ตั้งแต่เข็มที่ 3 ถึงเข็มที่ 6 ชนิดวัคซีนไฟเซอร์ และโมเดอร์นา โดยขอให้ประชาชนเดินทางมาในวันและเวลาที่จอง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และสามารถเข้าจุดฉีดรับบริการได้เลย ส่วนผู้ที่ไม่สะดวกจองคิวผ่านโทรศัพท์มือถือ ยังสามารถรับบริการแบบวอล์กอินได้ทุกวัน โดยต้องผ่านขั้นตอนที่จุดลงทะเบียนก่อนเข้าฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ จะเปิดจองคิวฉีดวัคซีนในวันที่ 8 ก.ค.2565 เวลา 9.00 น. เริ่มฉีดวัคซีนวันที่ 11-31 ก.ค.2565 รับบริการ ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เวลา 9.00-16.00 น. ทุกวัน เข้าประตู 2 ทุกชนิดวัคซีน โดยจะเข้ามาแยกโซนให้บริการแต่ละชนิดวัคซีนด้านใน ในวันนัดฉีดวัคซีนโปรดแสดง QR CODE / SMS / App “Vaccine บางซื่อ” เพื่อความรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

จองคิวฉีดผ่าน 4 ค่ายมือถือ

 

ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1,2 เป็นเด็กอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการรับวัคซีนแอสตราเซเนกา/ซิโนแวค จะให้บริการเฉพาะรูปแบบวอร์กอิน, เข็มที่ 3 มีระยะห่างจากเข็มที่ 2 เป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน และตั้งแต่เข็มที่ 4 ขึ้นไป มีระยะห่างจากเข็มก่อนหน้า อย่างน้อย 120 วัน

สำหรับคนไทยให้ใช้หมายเลขบัตรประชาชนแทนการจองฉีดวัคซีน, ชาวต่างชาติ/แรงงานข้ามชาติ ใช้หมายเลข CID ที่ใช้สมัครหมอพร้อม ขึ้นต้นด้วยเลข 60… แทนเลขบัตรประชาชน หรือใช้เลขพาสปอร์ตเดิมที่เคยรับบริการในเข็มก่อนหน้า เพื่อให้ประวัติการรับวัคซีนต่อเนื่อง, เข็มกระตุ้นสามารถเลือกรับบริการชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อเต็มโดส กล้ามเนื้อครึ่งโดส หรือฉีดเข้าชั้นผิวหนัง

 


"หมอมนูญ" เผยพบเคสติดโควิดรอบ 3 แม้ฉีดเข็มกระตุ้นแล้ว

Thu, 7 Jul 2022 07:03:00

วันที่ 6 ก.ค.2565 นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC" ระบุว่า

โรคระบาดใหญ่ไวรัสโควิด-19 ผ่านมา 2 ปี กว่าแล้ว ยังไม่ทีท่าจะจบลง มีบางคนติดเชื้อหายแล้ว ติดเชื้อซ้ำอีก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์ เชื้อที่เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่สายพันธุ์อู่ฮั่นของประเทศจีน สายพันธุ์ G สายพันธุ์แอลฟา เดลตา และโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1, BA.2 ล่าสุด BA.4, BA.5 เชื้อสายพันธุ์ใหม่สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อตามธรรมชาติจากสายพันธุ์เดิม

นพ.มนูญ ยังยกตัวอย่างเคสผู้ป่วยหญิงอายุ 52 ปี ปกติแข็งแรงดี มีโรคประจำตัว ปวดข้อ และมีผื่น แต่ไม่รุนแรง สงสัยเป็นโรคภูมิแพ้ตนเอง SLE กินยาสเตียรอยด์ เพรดนิโซโลนขนาดต่ำ 5 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2564 มีอาการแสบคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ ไอ เอกซเรย์สงสัยปอดอักเสบ ยืนยันด้วยการตรวจ RT-PCR SARS-CoV-2 ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์แล้วอาการดีขึ้น ซึ่งการติดเชื้อน่าจะเป็นสายพันธุ์เดลตา

หลังจากติดเชื้อครั้งแรก ผู้ป่วยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ทั้งหมด 3 เข็ม ได้แก่ ซิโนแวค แอสตราเซเนกา และไฟเซอร์ เข็มสุดท้ายเดือน ม.ค.2565 ต่อมาหญิงคนดังกล่าวติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2565 มีอาการแสบคอ ปวดเมื่อยตัว ไม่มีไข้ ไม่ไอ ยืนยันด้วยการตรวจ RT-PCR SARS-CoV-2 ไม่ได้กินยาต้านไวรัส และหายเอง คาดว่าเป็นเชื้อไวรัสโควิด-19 โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2

ล่าสุดติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งที่ 3 ช่วงต้นเดือน ก.ค.2565 มีอาการเจ็บคอ ปวดเมื่อยตัว มีน้ำมูกเล็กน้อย ไม่ไอ ไม่มีไข้ ยืนยันด้วยการตรวจ RT-PCR SARS-CoV-2 ไม่ได้กินยาต้านไวรัส อาการกำลังดีขึ้น คาดว่าเป็นเชื้อไวรัสโควิด-19 โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.5

นพ.มนูญ ระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นผู้ช่วยพยาบาลทำงานที่ห้องฉุกเฉิน ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ตลอดเวลา และเนื่องจากกินยาสเตียรอยด์ ภูมิคุ้มกันไม่ดีเหมือนคนทั่วไป ทำให้ติดเชื้อแล้วติดเชื้ออีกถึง 3 ครั้ง แม้จะได้รับวัคซีนครบโดสและเข็มกระตุ้นแล้วก็ตาม หลังจากหายครั้งนี้ ต้องให้วัคซีนเข็มกระตุ้นชนิด mRNA อีก 1 เข็ม

 


เตือนทั่วไทยฝนตกหนัก เสี่ยงน้ำท่วม-น้ำป่าไหลหลาก 9-14 ก.ค.นี้

Thu, 7 Jul 2022 06:36:00

วันนี้ (7 ก.ค.2565) กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 1 เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 9-14 ก.ค.2565 โดยมีรายละเอียดว่า

ในช่วงวันที่ 9-14 ก.ค.2565 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับในช่วงวันที่ 10-12 ก.ค. ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 9-14 ก.ค.นี้


ฝีดาษลิงทั่วโลกติด 6,178 คนลาม 56 ชาติหนักสุดยุโรป

Wed, 6 Jul 2022 12:39:00

วันนี้ (6 ก.ค.2565) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษลิง  6,178 คน พบผู้ป่วยยืนยันเพิ่มขึ้นเป็น 56 ประเทศ พื้นที่การแพร่ระบาดส่วนใหญ่พบอยู่ในแถบทวีปยุโรป ประเทศที่มีผู้ป่วยสูง 5 ลำดับแรก ได้แก่ สเปน 1,196 คน อังกฤษ 1,185 คน เยอรมัน 1,054  คน ฝรั่งเศส 498 คน และสหรัฐอเมริกา 459 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยเพศชายเกือบทั้งหมดมากกว่า 99%

ส่วนในไทย มีระบบการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่รับรักษาในโรงพยาบาลและคลินิกเฉพาะ จากการเฝ้าระวังยังไม่มีรายงานผู้ป่วยยืนยันในไทย แต่มีรายงานผู้เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค เป็นผู้ป่วยสงสัย 13 คน ผู้สัมผัส 3 คน

โดยผู้สัมผัสทั้ง 3 คน ครบกำหนดการติดตามแล้วไม่มีอาการ ส่วนผลตรวจทางห้องปฏิบัติการผู้ป่วยสงสัยทั้ง 13 คนไม่พบเชื้อฝีดาษลิง แต่เป็นการพบเชื้อไวรัสเริม (Herpes Simplex Virus) ซึ่งติดมาจากการสัมผัส และใช้สิ่งของร่วมกัน

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคฝีดาษลิง แพร่ระบาดอยู่ในแถบทวีปยุโรปในขณะนี้ มีความรุนแรงน้อย มีเพียงร้อยละ 10 ที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นการติดต่อจากคนสู่คน โดยการใกล้ชิดกับผู้ป่วยและสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่ม เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน หรืออาจนานถึง 21 วัน

โดยอาการเริ่มแรกจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต อ่อนเพลีย จากนั้น 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขนขา ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง ในระยะสุดท้ายจะเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออกมา จะมีอาการป่วยประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคเองได้

อ่านข่าวเพิ่ม พบข้อมูล "ฝีดาษลิง 2022" เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าไวรัสปกติ 10 เท่า

ยังไม่พบในไทย-แนะเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

นพ.โอภาส กล่าวว่า แม้ว่าไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อยืนยัน แต่อาจมีโอกาสพบผู้ติดเชื้อได้ในผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ จึงขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด คนพลุกพล่าน เช่น สนามมวย โรงยิม สถานที่ออกกำลังกาย ตลาด ห้างสรรพสินค้า ให้ทำความสะอาดบริเวณพื้นผิวจุดสัมผัสร่วม เช่น กระสอบทรายซ้อมมวยในโรงยิม

รวมทั้งการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และรับประทานอาหารที่ ปรุงสุกใหม่ และ หากผู้ที่มีอาการสงสัย สามารถขอเข้ารับการตรวจหาเชื้อได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อมในการรับมือโรคฝีดาษลิง โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถตรวจเชื้อโดยวิธีการ RT-PCR ได้ทันที และในการรตรวจวินิจฉัยเชื้อทำได้โดยการเก็บตัวอย่าง ทั้งการสะกิดแผล เลือด ป้ายหลังโพรงจมูกและป้ายลำคอ และนำมาถอดรหัสสารพันธุกรรม ซึ่งผลตรวจจะออกภายใน 24 ชั่วโมง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

องค์การอนามัยโลก ระบุ "ฝีดาษลิง" ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

ลามเอเชีย "เกาหลีใต้-สิงคโปร์" พบผู้ป่วยยืนยันฝีดาษลิง

 5


"น้ำยาล้างห้องน้ำ" ฉีดพ่นนาข้าว อันตรายหรือไม่ ?

Wed, 6 Jul 2022 10:22:00

วันนี้ (6 ก.ค.2565) จากกรณีเกษตรกรโพสต์ภาพ และข้อความในการลดต้นทุนปลูกข้าว โดยนำน้ำยาล้างห้องน้ำมาใช้แทนสารกำจัดศัตรูพืช เรื่องดังกล่าวเพจดัง "หมอแล็บแพนด้า" ของ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดัง นำมาโพสต์ต่อพร้อมระบุข้อความ "วงการทำนาต้องสั่นสะเทือน ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำ ผสมฉีดข้าว"

กรณีดังกล่าว นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ออกมาเตือนเกษตรกรว่า ไม่ควรนำน้ำยาล้างห้องน้ำหรือผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อโรคอเนกประสงค์มาใช้เป็นส่วนผสมในการฉีดพ่น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ไม่ได้มีคุณสมบัติในการเป็นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าว และมีความเข้มข้นของสารเคมีสูง หากนำมาฉีดพ่นอาจทำให้ใบข้าวและต้นข้าวเกิดความเป็นพิษจากสารเคมีและส่งผลให้ใบข้าวไหม้และแห้งตายได้

"น้ำยาล้างห้องน้ำ" ฉีดพ่นนาข้าว อันตรายหรือไม่ ?

ด้าน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า "ไม่น่าเอาน้ำยาล้างห้องน้ำ ไปฉีดพ่นนาข้าว" จากที่เห็นโพสต์ภาพในเพจของ หมอแล็บฯ งงว่ามีการทำแบบนี้จริงหรือไม่ และทำไปทำไม 

พร้อมอธิบายเรื่ององค์ประกอบของน้ำยาล้างห้องน้ำนั้นจะพบว่ามีหลายสูตรมาก ไม่ว่าจะเป็น

- สูตรกรดเกลือ (Hydrochloric acid ) และสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ชนิดต่างๆ เช่น Ethoxylate Alcohol เป็นต้น

- สูตรกรดเกลือ, กรดมะนาว (Citric acid) และสารลดแรงตึงผิว

- สูตรกรดมะนาว และ สารลดแรงตึงผิว

- สูตรใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ (Organic Solvent) กับสารลดแรงตึงผิว

- สูตรสารลดแรงตึงผิว หลายชนิด ผสมกัน

- สูตรโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (Sodium hypochlorite) และสารลดแรงตึงผิว

- สูตรสารลดแรงตึงผิว ผสมกับ Trichloroisocyanuric acid (TCCA) และ ผงหินปูน (Calcium carbonate )

ทั้งนี้ หากดูตามรายชื่อของสารเคมี ไม่น่าจะมีตัวไหนที่จะมีประสิทธิภาพดี ในการช่วยเพิ่มผลผลิต หรือช่วยฆ่าเชื้อโรคเชื้อราได้ประสิทธิภาพดีด้วย เมื่อเทียบกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่เหมาะสมโดยตรง ไม่ว่าจะเริ่มเพิ่มผลผลิตด้วยปุ๋ยด้วยฮอร์โมน หรือแก้ไขป้องกันเรื่องโรคพืชด้วยยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาฆ่าเชื้อรา ยากำจัดศัตรูพืช ฯลฯ

ถึงน้ำยาล้างห้องน้ำจะเคลมบนขวดว่าฆ่าเชื้อโรคได้ 99.9% แต่ก็ต้องมีความเข้มข้นมากเพียงพอ สำหรับพื้นที่แคบๆ อย่างห้องน้ำ 

รศ.ดร.เจษฎา ระบุว่า ที่พอจะมองว่าอาจจะช่วยได้ทางอ้อม คือการที่น้ำยาล้างห้องน้ำมีการผสมสารลดแรงตึงผิว (surfactants) ลงไปด้วย อันนี้ก็พอจะกลายเป็นสารเสริมประสิทธิภาพ (Adjuvants) ช่วยให้สารเคมีการเกษตรอื่นๆ ที่ผสมฉีดพ่นไปพร้อมกันนั้น จับกับใบพืชได้ดีขึ้น โดยไปปรับสภาพทางกายภาพของตัวสารออกฤทธิ์ ให้ละลายหรือแผ่กระจายในน้ำ มีผลให้สารเคมีเคลื่อนที่เข้าสู่ปากใบและเนื้อเยื่อหรือเซลพืชได้ง่าย โดยเฉพาะสารกำจัดวัชพืชหรือสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช

ในทางกลับกันจะเห็นได้ว่าในน้ำยาล้างห้องน้ำนั้น อาจจะมีส่วนผสมหลายตัวที่เป็นอันตรายต่อใบและต้นพืชได้ โดยเฉพาะพวกกรด และพวกด่าง ที่ใช้กำจัดคราบสกปรกจึงไม่น่าจะนำมาฉีดพ่นพืชที่ปลูกไว้ อย่างที่เชื่อตามกัน

สำหรับหลายคนที่กังวลเรื่องสารเคมีตกค้าง อันตรายมาถึงผู้บริโภคนั้น เข้าใจว่าน่าจะไม่ต้องกังวลนัก เพราะสารส่วนใหญ่ที่เป็นส่วนผสมของน้ำยาล้างห้องน้ำสามารถสลายได้ในธรรมชาติ

ทำไม่ ชาวนานำน้ำยาล้างห้องน้ำมาฉีด 

ขณะที่ เพจ ควายดำทำเกษตร อธิบายเพิ่มเติมจากกรณีดังกล่าว ว่า "ชาวนาบางคน บางกลุ่ม ได้นำน้ำยาล้างห้องน้ำมาฉีดข้าว โดยหลักๆ เลยเพื่อรักษา โรคแบคทีเรีย ใบส้ม โรคที่มาจากความชื้น

เชื่อว่าชาวนาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในน้ำยาล้างห้องน้ำนั้นมีส่วนประกอบของสารอะไร เหมือนที่หนอนข้าวโพดระบาดก็มีชาวไร่ข้าวโพด นำผงซักฟอกไปหยอดตามยอดข้าวโพด

สิ่งสำคัญคือ น้ำยาล้างห้องน้ำไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในทางการเกษตร ต่างจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรจะมีค่าต่าง ๆ ที่วิเคราะห์มาแล้ว เช่น ค่าการสลายตัว ค่าการตกค้างในผลผลิต ซึ่งการใช้จะมีความปลอดภัยกับผู้บริโภคมากกว่า 

 

 

 

 


สธ.-แอสตราฯ ลงนามจัดหา "แอนติบอดีสำเร็จรูป" ป้องกันโควิดในคนภูมิคุ้มกันต่ำ

Wed, 6 Jul 2022 10:12:00

วันนี้ (6 ก.ค.2565) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ลงนามร่วมกับ นายเจมส์ ทีก ประธานบริษัท แอสตราเซเนกา (ประเทศไทย) จำกัด จัดหาแอนติบอดีสำเร็จรูป แบบ Long Acting Antibodies (LAAB) ป้องกันโควิด-19

นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข กล่าวว่า กรมควบคุมโรค ลงนามจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดไวรัลเวกเตอร์ เพื่อเข้ามาสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนในประเทศ

อย่างไรก็ตามยังมีประชากรบางกลุ่มที่รับวัคซีนแล้ว ร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี หรือภูมิคุ้มกันตกลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อแล้วป่วยอาการหนักและเสียชีวิตได้ ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือปลูกถ่ายไขกระดูกและได้รับยากดภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มีการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ทุกวัน

ศบค.มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการจัดหาแอนตีบอดีสำเร็จรูป แบบ Long Acting Antibodies (LAAB) มาใช้ในการดูแลกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว

 

สำหรับ LAAB เป็นแอนติบอดีที่ออกฤทธิ์ยาว มีส่วนประกอบ 2 ชนิด คือ Tixagemab 150 มิลลิกรัม และ Cilgavimab 150 มิลลิกรัม ผ่านการรับรองใช้แบบในภาวะฉุกเฉินที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษแล้ว

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินเช่นกัน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2565 มีข้อบ่งใช้ในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักตัวไม่น้อยกว่า 40 กิโลกรัม โดยให้ก่อนการสัมผัสโรค ด้วยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 6 เดือน มีประสิทธิผลร้อยละ 83 ในการลดความเสี่ยงอาการรุนแรงของโควิด และจากการศึกษาพบว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

นายอนุทิน กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้จะจัดหาแอนตีบอดีสำเร็จรูป หรือ LAAB เข้ามาจำนวนกว่า 257,500 โดส โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการจัดหาเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการลงนามขอปรับสัญญากับบริษัทแอสตราเซนเนกา (ประเทศไทย) เพื่อเปลี่ยนวัคซีนบางส่วนมาเป็น LAAB ภายในกรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ ครม.อนุมัติ ซึ่งทำให้เรามีทั้งวัคซีนและแอนตีบอดีสำเร็จรูปมาดูแลประชาชนได้ครอบคลุมมากขึ้น


สวนใกล้บ้าน-ลานอเนกประสงค์ "พื้นที่ปลอดภัย" สำหรับเด็กในกรุง

Wed, 6 Jul 2022 08:13:00

แต่ที่พบเห็นเด็กในกรุงเทพฯ มักมีโอกาสไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้บ้านน้อยมาก เว้นแต่สวนตามหมู่บ้านจัดสรรและโดยเฉพาะเด็กในชุมชนในห่างจากพื้นที่สีเขียวจะมีโอกาสใช้พื้นที่ว่างเพื่อทำกิจกรรม เฉพาะพื้นที่เล็ก ๆ หรือใต้ทางด่วน เป็นต้น

 

นางยุพา ตันมหาพราน อายุ 70 ปี ผู้ใช้บริการสวนรถไฟ บอกว่า ส่วนใหญ่จะมาใช้บริการช่วงเย็นพาหลานมาวิ่งเล่น พักผ่อนหลังเลิกเรียน ปูเสื่อกินข้าวในสวน ที่ไปบ่อยสุดคือสวนจตุจักร ซึ่งมีพื้นที่กว้าง เด็ก ๆ ได้ใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มที่ วิ่งได้อย่างอิสระ

แต่ทั้งนี้อยากให้มีการปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะ โซนใกล้บ้านให้ดีขึ้น ทั้งในเรื่องของความสะอาดอุปกรณ์ รั้วรอบขอบชิด รวมทั้งอยากให้มีต้นไม้เพิ่มขึ้น

ยุพา ตันมหาพราน ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

ยุพา ตันมหาพราน ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

อยากมีพื้นที่สวนใกล้ ๆ ออกจากบ้านมา เด็ก ๆ ก็เล่นได้ แต่ตอนนี้อยากให้ดูแล ปรับปรุง เรื่องอุปกรณ์เครื่องเล่น ไม่ให้ชำรุด เรื่องความสะอาดอุปกรณ์ รวมไปถึงพื้นที่ภายในสวน ให้ดีขึ้นก่อน

เวลาเด็ก ๆ วิ่งเล่น ผู้ปกครองละสายตาไม่ได้ แต่ก็มีพลาดบ้าง “ครั้งหนึ่งหลานเคยตกน้ำในสวน เพราะมีบ่ออันตรายมาก เด็กวิ่งเล่น ดูไม่ทัน อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้ โชคดีครั้งนั้นพี่เลี้ยงกระโดดลงไปช่วยได้ทัน อยากให้ความปลอดภัยของเด็ก เป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ

สวนใกล้บ้าน ใกล้ชิดธรรมชาติ เพิ่มสุขกับครอบครัว

ปัจจุบันคนกรุงเทพฯ ใช้พื้นที่สวนสาธารณะ มากกว่าการออกกำลังกาย นั่งเล่นใต้ต้นไม้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นกิจกรรมดนตรีในสวน สร้างบรรยากาศให้สวนสาธารณะมีชีวิตชีวามากขึ้น อย่างเช่น ที่สวนลุมพินี เชื่อว่าหลังจากนี้กิจกรรมแบบนี้จะเกิดขึ้นในสวนสาธารณะอีกหลายแห่ง และเพิ่มขึ้นด้วย

 

น.ส.ภัทรปภา ธีรกุลรักษ์ อายุ 21 ปี บอกว่า สวนในฝันนอกจากมีต้นไม้ร่มรื่นแล้ว อยากให้มีกิจกรรมสำหรับครอบครัวด้วย เช่น วันเสาร์-อาทิตย์ เป็นวันหยุด เด็ก ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน อยากให้ได้มาทำกิจกรรมนอกบ้านบ้าง นอกจากเรียนแล้วอยากให้พักผ่อน

เคยไปไต้หวันเห็นการจัดกิจกรรมเล็ก ๆ ตามสวนสาธารณะ สอนวาดรูป มีนักมายากลมาแสดง พ่อแม่มาร่วมทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ มองว่า เป็นเรื่องที่ดีมาก หากมีกิจกรรมแบบนี้ในสวนสาธารณะพื้นที่อื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ด้วย

บ้านอยู่แถวดอนเมือง มีสวนสาธารณะใกล้บ้าน แต่ไม่ได้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เท่ากับสวนจตุจักร เน้นคนมาเดินเล่น ออกกำลังกาย แต่ยังไม่ถึงขั้นมีกิจกรรม ตนมองว่า หากมีพื้นที่ให้มีสันทนาการเพิ่มขึ้น คนจะมีพื้นที่พักผ่อนมากขึ้น

ภัทรปภา ธีรกุลรักษ์  ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

ภัทรปภา ธีรกุลรักษ์ ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

 

ภัทรปภา มองภาพสวนสาธารณะคือ พื้นที่สีเขียวและพื้นที่ที่สามารถให้แต่ละครอบครัวมาทำกิจกรรม มาพักผ่อน เหมือนเติมพลังจากธรรมชาติ แต่สวนสาธารณะหลายแห่งในประเทศไทย มีแดดร้อน หรือไม่ค่อยเอื้อเท่าไร

สวนสาธารณะสิ่งสำคัญ คือ ความร่มรื่น หากมีการเพิ่มต้นไม้ให้เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้ หลายคนรู้สึกอยากมาสวนสาธารณ มาทำกิจกรรม มาเดินเล่น หรือมาพักผ่อน กับเพื่อน ๆ กับครอบครัว มากขึ้นแน่นอน

เป็นคนชอบสวนสาธารณะแต่บางพื้นที่ไม่เอื้อ มาแล้วร้อน จากที่อยากพักผ่อนสบายๆ กลายเป็นร้อน ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายจริง ๆ

สวนใกล้บ้าน เดินทางสะดวก เข้าถึงง่าย

สอดคล้องกับ นายธัญ คงวัฒนากุล อายุ 22 ปี กล่าวว่า พื้นที่สาธารณะควรเป็นพื้นที่ที่ใช้ทำกิจกรรมได้หลากหลาย และอยู่ใกล้ชุมชน หรือที่อยู่อาศัย เข้าถึงง่าย เดินทางสะดวก แต่พื้นที่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เจ้าของพื้นที่มีแผนพัฒนาพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ ทำให้ที่ดินว่างเปล่าหลายแห่งไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ ส่วนที่เป็นพื้นที่ของหน่วยงานราชการต่าง ๆ การจะเข้าใช้งานก็ไม่สะดวกเท่าที่ควร

ธัญ คงวัฒนากุล ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

ธัญ คงวัฒนากุล ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

สวนใกล้บ้าน หากทำได้เป็นสิ่งที่ดีมาก ในกรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่แบบนี้จำนวนน้อยอยู่ และขณะที่สวนสาธารณะบางแห่งที่มีความพร้อม ก็ต้องเดินทางไกล ทำให้ไม่สะดวกเมื่อต้องใช้บริการ

เช่น บางพื้นที่ บางหมู่บ้าน มีพื้นที่รกร้างตามชุมชน สามารถนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะได้ ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ อาจปรับพื้นที่ในชุมชนให้เป็นพื้นที่ออกกำลังกาย หรือสวนหย่อม ก็เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับคนในชุมชนได้แล้ว

 

นายธัญ มองว่า ยิ่งจะเป็นเรื่องดี หากรัฐบาลและเอกชนจะร่วมมือกัน ทำให้มีพื้นที่ที่คนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้มากขึ้น อย่างน้อยไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่งต้องทำ แต่ทุกคนช่วยกันทำ เอกชนมีคอนเน็คชั่น การลงทุน รูปแบบกิจกรรมที่คิด อาจช่วยดึงดูดให้คนเห็นคุณค่าของสวนสาธารณะมากขึ้น

ส่วนพื้นที่ว่างเปล่าที่ปัจจุบันรัฐบาลจัดเก็บภาษีนั้น ตนมองว่า หากรัฐบาลเข้าไปหารือกับเจ้าของพื้นที่ในการจะทำโครงการอะไรกับพื้นที่ตรงนั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจะเป็นประโยชน์มาก เจ้าของพื้นที่อาจจะได้ผลประโยชน์บ้าง แต่จุดประสงค์คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มสวนสาธารณะในจุดที่ใกล้ชุมชนจริง ๆ

แถวบ้านของตน ขับรถออกไปก็มีพื้นที่ว่างโล่ง อย่างน้อยทำเป็นสวนสาธารณะแบบไม่ต้องใหญ่มาก พื้นที่ราว 1 ใน 4 มีพื้นที่สีเขียว มีกิจกรรมให้คนแถว ๆ นั้น ได้ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมร่วมกัน ตรงนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ว่าจะได้มากได้น้อย

ผู้ว่าฯ กทม. ดันเพิ่มสวนใกล้บ้านให้คนกรุง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวขณะลงพื้นที่ปลูกต้นไม้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.ถึงนโยบายสวน 15 นาที ว่า กทม.จะดำเนินโครงการกรุงเทพฯ 15 นาที อย่างต่อเนื่อง

คือการทำสวนหย่อมย่อย ๆ ให้คนกรุงเทพฯ สามารถเดินทางจากบ้านถึงสวนสาธารณะได้ภายใน 15 นาที โดย กทม.จะหาพื้นที่ที่เหมาะสม เนื่องจากสวนสาธารณะที่ดีควรเป็นสวนฯ ที่อยู่ใกล้บ้าน

 

ปัจจุบันคนเดินทางมาสวนสาธารณะใหญ่ ๆ ลำบาก ต้องขับรถมาและอาจอาจมีปัญหาเรื่องค่าน้ำมัน แต่ กทม.ก็จะดูแลสวนสาธารณะใหญ่ ๆ ไว้เหมือนเดิม เช่น สวนรถไฟ เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญของกรุงเทพฯ ฉะนั้นนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อม กทม.จะลุยกันเต็มที่เพื่อให้กรุงเทพฯ ของทุกคนดีขึ้น

ต่อจากนี้ แต่ละเขตของ กทม. จะมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเรื่องต้นไม้โดยเฉพาะ เพื่อจะทำให้กรุงเทพฯ สวยงามขึ้น ที่สำคัญทุกคนต้องมีส่วนร่วมเพราะเมืองต้องร่วมเดินไปด้วยกัน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"สวนใกล้บ้าน" ความฝันของคนกรุง จะดีแค่ไหนถ้าไม่ต้องเดินทาง

ดึงเอกชนร่วมรัฐ สร้าง "สวนใกล้บ้าน" เพิ่มพื้นที่สีเขียว เติมสุขคนกรุง


"ตรีนุช" ยืนยันเด็กหายจากโควิด ไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์กลับเข้าเรียน

Wed, 6 Jul 2022 06:34:00

จากกรณีครูโรงเรียนบางแห่ง โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย กังวลว่าโรงเรียนประกาศให้เด็กที่ติดเชื้อ COVID-19 ต้องขอใบรับรองแพทย์มายืนยันในการกลับมาเรียน ซึ่งการตรวจอาจมีค่าใช้จ่ายสูง และเป็นภาระผู้ปกครอง

วันที่ 5 ก.ค.2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 มีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น และอาจจะเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ซึ่งตนเองเป็นห่วงนักเรียนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19

ที่ผ่านมาได้สั่งการให้ต้นสังกัดของสถานศึกษาในสังกัด ศธ. ทุกแห่งกำชับสถานศึกษาทั่วประเทศให้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดในโรงเรียน และป้องกันการแพร่ระบาดสู่นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครอง

 

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงเรียนบางแห่งเมื่อนักเรียนติด COVID-19 รักษาตัวเองหาย และกักตัวครบตามที่กำหนดแล้ว ทางโรงเรียนได้ขอใบรับรองแพทย์จึงจะให้นักเรียนกลับเข้าเรียนได้ตามปกติ ทำให้นักเรียนต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ใบรับรองแพทย์มา เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่นักเรียนนั้น การกลับเข้ามาเรียนที่โรงเรียนสามารถนำผลจากชุดทดสอบ COVID-19 หรือ Antigen test kit (ATK) ที่แสดงผลตรวจเป็นลบ หรือไม่ติดเชื้อแล้วมาแสดงได้ หรือหากมีผลการตรวจ แบบ RT-PCR ก็สามารถนำมาแสดงได้ โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ และให้กลับมาเรียนที่โรงเรียนได้เลย เพื่อให้เด็กได้เรียนต่อเนื่องไม่เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย และให้เป็นกลุ่มเฝ้าระวัง ที่ต้องดูแลตามมาตรการ ศธ.

 


ขุดภูเขาหาสมบัติ ส่งขายสหรัฐฯ ตามใบสั่งนายทุนต่างชาติ

Tue, 5 Jul 2022 19:00:00

สมบัติชาติทางวัฒนธรรมของไทย ยังอยู่ในระหว่างทวงคืนกลับคืนมา ปลายทางส่วนใหญ่ ถูกจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ชาวบ้านยางยืนยันว่าโบราณวัตถุที่ถูกส่งออกไปนอกประเทศ เป็นการขุดขาย ตามใบสั่งนายทุนต่างชาติขุดขายเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ชาวบ้านยาง ต.ตาจง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ตื่นตัวกับการ ทวงคืน "Golden Boy" ประติมากรรมสำริดพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 พวกเขายืนยันแหล่งกำเนิดคือบ้านยางเพราะจุดรับซื้อโบราณวัตถุสมัยนั้นก็อยู่ไม่ไกลบ้านไม้2 ชั้น อยู่ในสภาพทรุดโทรม เดิมเคยมีผู้คนแวะเวียนมาขายสมบัติทุกวัน

เสถียรโรจน์ บัณฑิต อดีตนายก อบต.ตาจง เล่าภาพจำตอนอายุ 14-15 ปี ภายในบ้านหลังนี้ เคยเป็นสถานที่รับ-ซื้อโบราณวัตถุราวปี 2518

 

เสถียร เคยเจอนายทุนต่างชาติ หรือ วงการค้าโบราณวัตถุสหรัฐฯ รู้จักเป็นอย่างดี คือนาย Douglas Latchford อดีตพ่อค้าโบราณวัตถุสัญชาติไทย เขาเดินทางมาบ้านหลังนี้แทบทุกปีชาวบ้านในสมัยนั้น ต่างเข้าไปขุดหาสมบัติบนปราสาทเขาปลายบัด 2 เพื่อนำมาขายให้กับนายทุนต่างชาติตามใบสั่ง โดยเฉพาะประติมากรรมสำริด จะได้ราคาสูงเป็นพิเศษ

ซื้อไปแล้ว Latchford ก็จะกลับมาให้บุญเลิศ จ้างคนไปขุดอีก ทำให้ปราสาทบ้านยางถูกขุดเป็นสระน้ำ จ้างขุดวัน 100 บาทไม่ธรรมดา ชาวก็แตกตื่นไปขุดกัน 

 

"Golden Boy" เป็นสมบัติอีกชิ้นถูกขายให้กับกลุ่มนายทุน Douglas Latchford ราคาซื้อขายสูงสุดหลัก 1 ล้านบาท ทำให้นักวิชาการมั่นใจว่า เป็นการลักลอบขายออกไป หลังไทยประกาศใช้กฎหมายควบคุมการส่งออกโบราณวัตถุ พ.ศ.25504

ปฎิเสธไม่ได้ว่าในสมัยนั้น เป็นยุคที่โบราณวัตถุของไทย ถูกนำไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ ต่างประเทศจำนวนมากสร้างความสนใจให้กับ Mario นักข่าว ABC NEWS ออสเตรเลีย

 

เขาตีพิมพ์บทความ เบื้องหลังการซื้อ-ขาย โบราณวัตถุไทยและกัมพูชาและตั้งข้อสังเกต ทำไมถึงมีโบราณวัตถุจาก 2ประเทศนี้มาจัดแสดงจำนวนมาก และยังพบจดหมายการซื้อ-ขายของ Douglas Latchford มีการปลอมแปลงเอกสารส่งออก ทำให้ช่วงเวลาหนึ่งไทยเป็นทางผ่านการค้าโบราณวัตถุอย่างผิดกฎหมาย

แม้กฎหมายสหรัฐฯ จะเอื้ออำนวยทำให้ไทยแทบไม่ต้องออกแรง หรือ เสียเงินค่าจ้างทนายทวงคืนแต่การพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง ยังเป็นเรื่องยาก ซึ่งการเจอเบาะแส "Golden Boy" จึงเป็นสิ่งที่ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักโบราณคดีต้องการให้บรรจุในวาระทวงคืนชิ้นต่อไป

หลักฐานทุกอย่างมันค่อนข้างสมบูรณ์ เราพบว่ามันควรจะติดตามคืนโบราณวัตถุคืนทันที เพราะข้อมูลที่เราได้ มีพยานบุคคลชัดเจนมากว่ามันมาจากบ้านยาง เป็นแหล่งกำเนิดในประเทศไทย

จากกระแสทวงคืนทับหลัง ทำให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย สามารถติดตามและรับมอบโบราณวัตถุได้ 9 ครั้ง 611 รายการ เป็นผลของการดำเนินงาน ของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุ 2 รายการ คือทับหลังจากปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว และทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ จากสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนพ.ค.2564 นับเป็นสมบัติชาตเพียง 2 ชิ้นที่ได้คืนจากสหรัฐฯจากการติดตามขอทวงคืน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยจ่อทวง "Golden Boy” พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 กลับมาตุภูมิ

 


คลัสเตอร์ครอบครัวติด​ 7​ จาก​ 9​ คน​ คาดเชื้อจากโรงเรียน

Tue, 5 Jul 2022 17:53:00

หลังการเปิดเทอมแบบ On-Site ทำให้เด็กนักเรียนติดเชื้อมากขึ้น และนำเชื้อกลับไปแพร่ในบ้าน บางครอบครัวเด็กอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงอาการหนัก

ครอบครัวหนึ่งใน กทม.มีสมาชิก 9 คน ได้แก่ พ่อ แม่, ลูก 3 คน อายุ 3 ขวบ, 6 ขวบ และ 9 ขวบ ในบ้าน มีผู้สูงอายุอีก 4 คน ซึ่งบางคนมีโรคประจำตัว ไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูง และเป็นครอบครัวที่ติดเชื้อโควิด-19 เกือบทั้งบ้าน


คนในครอบครัวคาดว่า ลูกชายคนกลาง อายุ 6 ขวบ ติดเชื้อเป็นคนแรก ซึ่งน่าจะติดมาจากโรงเรียน เมื่อกลับมาบ้าน ลูกชายคนโต พ่อ แม่ ตา 2 คน และ ยายอีกคน ติดเชื้อรวม 7 คน จากทั้งหมด 9 คน ยกเว้น เด็กชายวัย 3 ขวบ ลูกคนเล็กของบ้าน กับยายอีกคน ยังไม่ติดเชื้อ

ทั้งนี้ พ่อและลูกชาย 2 คนที่ติดเชื้อ แยกไปรักษาที่โรงพยาบาล ส่วนผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์แล้ว


คลัสเตอร์ รร.บุญวาทย์ฯ ครูรวมกลุ่มหล่อเทียน

ขณะเดียวกันเริ่มมีรายงานการติดเชื้อในโรงเรียนในบางพื้นที่ อย่างโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง ที่พบผู้ติดเชื้อ จนต้องกลับไปเรียนออนไลน์ 3 วัน ผลการสอบสวนโรค พบว่า เริ่มจากครูรวมกลุ่มทำกิจกรรมหล่อเทียนพรรษา ทำให้ครูติดเชื้อ 20 คน และต่อมา นักเรียนติดเชื้อ 105 คน


รร.สารคามพิทยาเข้มงวดสวมหน้ากาก

หลายโรงเรียนยกระดับการป้องกันมากขึ้น แต่ยังเรียน On-Site อย่างนักเรียนโรงเรียนอนุบาลกิติยา เทศบาลเมืองมหาสารคาม ยังคงสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา


ขณะที่นักเรียนโรงเรียนสารคามพิทยาคม ซึ่งมีนักเรียนเกือบ 4,000 คน มีครูและนักเรียนติดเชื้อแล้ว 20 คน ทำให้โรงเรียนต้องมีแผนเผชิญเหตุ หากในห้องเรียนติดเชื้อ 1 คน ให้ผู้ติดเชื้อหยุดเรียน แต่หากติดเชื้อเป็นกลุ่มเกินร้อยละ 10 อาจจะกลับไปเรียนออนไลน์แทน แต่จะไม่ปิดโรงเรียนทั้งหมด

ผู้ปกครองท้วงบางโรงเรียนต้องใช้ใบรับรองแพทย์

มีข้อสังเกตถึงปัญหาหนึ่งที่ผู้ปกครอง และนักเรียนพบ คือนักเรียนติดโควิด-19 เมื่อกักตัวรักษาจนครบกำหนดแล้ว บางโรงเรียนกำหนดให้ต้องแสดงใบรับรองแพทย์ จึงจะกลับเข้าเรียนได้ตามปกติ ทำให้นักเรียนต้องเสียเงินค่าตรวจ RT-PCR และใบรับรองแพทย์หลายร้อย ถึงหลักพันบาท

ทั้งนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ยืนยันว่า การกลับเข้าเรียนที่โรงเรียนสามารถนำผลตรวจ ATK ที่เป็นลบ หรือ ไม่ติดเชื้อแล้ว มาแสดงได้ ไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ และยังประสานความร่วมมือให้มีการฉีดวัคซีน ให้ครูและนักเรียนด้วย

 


ครม.อนุมัติ 8.3 พันล้านบาท ช่วยผู้สูงอายุ เริ่ม 19 ก.ค.นี้

Tue, 5 Jul 2022 15:39:00

วันนี้ (5 ก.ค.2565) คณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงิน 8,382.2 ล้านบาท จ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ 10.95 ล้านคน เพื่อบรรเทาผลกระทบเศรษฐกิจ เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ เม.ย. - ก.ย. 2565 ตามที่มติครม. เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 อนุมัติหลักการ ให้จ่ายช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ (เฉลี่ยรายละ 100-250 บาท/คน/เดือน ตามช่วงอายุ)

โครงการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ เม.ย.-ก.ย.2565 มีสิทธิ 4 กลุ่ม ดังนี้
อายุ 60-69 ปี (6.5 ล้านคน) อัตราเงินช่วยเหลือ 100 บาท/คน/เดือน
อายุ 70-79 ปี (3.0 ล้านคน) อัตราเงินช่วยเหลือ 150 บาท/คน/เดือน
อายุ 80-89 ปี (1.2 ล้านคน) อัตราเงินช่วยเหลือ 200 บาท/คน/เดือน
อายุ 90 ปี ขึ้นไป (1.9 แสนคน) อัตราเงินช่วยเหลือ 250 บาท/คน/เดือน

ปัจจุบันได้รับการยืนยันข้อมูล จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา พบว่า มีผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมาย 10,946, 646 คน เพิ่มขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 จำนวน 50,202 คน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ลงทะเบียน ของกลุ่มผู้มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยสูงอายุ ที่นับรวมผู้สูงอายุที่จะครบ 60 ปีบริบูรณ์ในปี 2565 วงเงินงบประมาณจำนวน 8,382.2 ล้านบาท

สำหรับแผนการจ่ายเงินครั้งแรก กำหนดงวดที่หนึ่ง ในวันที่ 19 ก.ค.2565 นี้ เป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษครั้งเดียวสำหรับ 4 เดือน (เมษายน-กรกฎาคม 2565) ครั้งที่สอง 19 สิงหาคม 2565 สำหรับเดือนสิงหาคม และครั้งที่สาม 19 กันยายน สำหรับเดือนกันยายน 2565 โดยวิธีการดำเนินการการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ จะดำเนินการทั้งในรูปแบบการจ่ายเข้าบัญชีธนาคาร โดยกรมบัญชีกลาง และการจ่ายเงินสดให้กับผู้สูงอายุ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา


เรียกร้อง "ชัชชาติ" ระงับใบลาออก "ผอ.เขตลาดกระบัง"

Tue, 5 Jul 2022 14:31:00

วันนี้ (5 ก.ค.2565) นายรณชัย สังฆมิตกุล ประธานเครือข่ายชุมชนเขตลาดกระบัง อดีตผู้สมัคร ส.ก.กลุ่มรักษ์กรุงเทพ เขตลาดกระบัง พร้อมด้วยตัวแทนชุมชน 30 ชุมชนเขตลาดกระบัง เดินทางเข้าพบนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อทวงถามความชัดเจนภายหลังมีกระแสข่าวโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง 5 สำนักงานเขต พร้อมกับให้ระงับการลาออกของนายธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง ผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง

นายรณชัย กล่าวว่า เรื่องข่าวการทุจริตพวกเราชาวลาดกระบังฟังแล้วไม่สบายใจ ในการที่จะกล่าวหาใครว่า ทุจริตควรมีหลักฐานเพราะการเป็นข้าราชการแล้วถูกตีหน้าว่าทุจริต ชีวิตครอบครัว ศักดิ์ศรีที่รับราชการมาเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะฉะนั้นจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน

นายรณชัย ยังกล่าวว่า เราคนลาดกระบัง จากการทำงานใกล้ชิดกับ ผอ.เขตลาดกระบัง มาเป็นเวลาหลายปี ยังไม่เคยพบพฤติกรรมเช่นนี้ คนลาดกระบังศรัทธา และรักท่านอย่างจริงใจ ศรัทธาท่านมาก ท่านเป็นนักพัฒนาที่ดี จึงตัดสินใจรวมตัวและเดินทางมาในวันนี้ เพื่อบอกว่า หากไม่มีหลักฐาน อย่าเพิ่งให้ข่าวในลักษณะนี้ เพราะท่านไม่สามารถออกมาให้ข่าวได้

นายรณชัย ยังยืนยันว่า ในเขตลาดกระบังไม่มีการทุจริต ที่มาในวันนี้ไม่ได้ร้อนตัว เพราะการที่ ผอ.เขตได้ยื่นหนังสือลาออกไปแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการอนุมัติ โดยให้เหตุผลส่วนตัวว่า ไปดูแลบิดาที่ป่วย แต่ประจวบเหมาะกับกระแสข่าวเรื่องทุจริตจึงทำให้หลายคนเชื่อมโยงไปว่าชิงลาออกไปก่อน

ด้านนายชัชชาติ ได้มาออกมาชี้แจง ก่อนถ่ายภาพร่วมกันกับประธานชุมชน โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องรอดูข้อมูล ขอให้เชื่อใจ ถ้าพบทุจริตก็ไม่เอาไว้ ถ้าโปร่งใสก็อยู่ต่อ

ส่วนข่าวลือ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นคนปล่อย ขอให้ฟังข่าวเรื่องการตรวจสอบ ไม่ต้องมาเร่งรัด ตนเป็นผู้บริหารดูแลประชาชนให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องการทุจริต ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล ส่วนเรื่องการลาออกนั้นยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ นายชัชชาติ ระบุว่า รับฟังทุกคนแต่กรณีนี้ไม่มีเรื่องอะไรและยังไม่ได้สั่งย้ายใครจะรับเรื่องไว้ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาเพราะระยะทางไกล ตนจะเดินทางไปหาเองจะได้ไม่ต้องเสียค่ารถและทำงานในพื้นที่ เป็นเรื่องต้องปล่อยให้ผู้บริหารดำเนินการ เพราะบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เรามีข้อมูล

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับนายรณชัย (ประธานอ๊อด) อดีตผู้สมัคร ส.ก.เขตลาดกระบัง เบอร์ 7 สังกัดกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ โดยได้รับคะแนนไป 2,843 คะแนน ส่วนผู้ชนะคือนายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา จากพรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนไป 38,130 คะแนน


อาฟเตอร์ช็อก "โควิดระลอกใหม่" พีคสุด ก.ย.คาด 4,000 คนต่อวัน

Tue, 5 Jul 2022 13:39:00

วันนี้ (5 ก.ค.2565) ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ 1,917 คน ผู้ป่วยสะสม 2,310,582 คน (ตั้งแต่ 1 ม.ค.65) หายป่วยกลับบ้าน 2,282 คน ผู้ป่วยกำลังรักษา 24,435 คน เสียชีวิต 18 คน จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 705 คน

นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้อัตราการครองเตียงที่มีอาการหนักอยู่ที่ร้อยละ 10.9  ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่หากถึงร้อยละ 50 จะเป็นสัญญาณเตือน ให้บริหารจัดการเตียงอย่างเหมาะสมในทุกจังหวัด  

สำหรับอัตราครองเตียงสูงสุดคือ กทม. 35.6% สมุทรปราการ 28.2% ภูเก็ต 28.4% นนทบุรี 27.6% ปทุมธานี 21.6% เรียกว่า ตัวเลขกำลังขาขึ้นในส่วนของผู้ติดเชื้อ แต่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลยังเพิ่มไม่มาก และระบบสาธารณสุขยังรองรับได้

ผอ.กองระบาดวิทยา กล่าวว่า  หากเทียบอัตราผู้ป่วยโควิดระลอกเดือน ม.ค.2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 3 ก.ค.2565 ที่รักษาในโรงพยาบาลพบว่า กทม.-ปริมณฑล มีผู้ติดเชื้อนอนรักษาตัว เช่น กทม.เฉพาะวันที่ 3 ก.ค.จำนวน 1,469 คน สมุทรปราการ จำนวน 149 คน ปทุมธานี 27 คน นนทบุรี 25 คน และนครปฐม 23 คน

 

ข้อมูลสะสมรายสัปดาห์ที่ 22-26 พบว่าเริ่มมีตัวเลขขยับชัดเจน กทม.มากสุด 10,543 คน สมุทรปราการ 732 คน ชลบุรี 582 คน นนทบุรี 142 คน แสดงถึงสถานการณ์คนติดโควิดเพิ่มขึ้นในกทม.-ปริมณฑลและจังหวัดท่องเที่ยว ถือเป็นสัญญาณเตือนที่เริ่มต้นว่าจังหวัดใหญ่ที่มีการท่องเที่ยว กทม.-ปริมณฑล อาจต้องมีมาตรการป้องกัน โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัย ยังจำเป็น 

ปัจจัยที่จะบอกว่าเส้นกราฟจะสูงมากคือการป้องกันโรคส่วนบุคคล ถ้าทำได้ใกล้เคียงก่อนผ่อนคลายก็จะไม่สูงมาก แต่หากถอดหน้ากากอนามัยทัั้งหมด ยอดจะสูงสุดในเดือนก.ย. สถานการณ์อาจจะเปลี่ยน

คาดการณ์ก.ย.นี้อาฟเตอร์ช็อกโควิดติดเชื้อ 4,000 คนต่อวัน 

นพ.จักรรัฐ กล่าวถึง กรณีการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อว่า การรายงานโรคเน้นผู้ป่วย และมอนิเตอร์ผู้ป่วยที่ลงในระบบของโรงพยาบาลเป็นตัวหลัก และยืนยันว่ามีการติดตามสถานการณ์ผู้ป่วย ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2565 ถึง ปี 2566 จากการผ่อนคลายมาตรการ เปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น คาดว่าจะเกิดการระบาดในลักษณะคลื่นเล็กๆ แต่ทำให้ยอดการป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ซึ่ง สธ.เรียกว่า เป็นอาฟเตอร์ช็อก จากเมนช็อกคือการระบาดในเดือนม.ค.

โดยจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้ ที่มีผู้ป่วยราวๆ 2,000 คนต่อวัน และไปพีคสุดในเดือนก.ย. ที่คาดว่าจะไม่เกิน 4,000 คนต่อวัน แต่ตัวเลขนี้จะเกิดขึ้นได้ หากยังคงมาตรการเช่นในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
 

สธ.ชี้หมอ เตียง ยาเพียงพอรับระลอกใหม่ 

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ของไทย เข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ (Post-Pandemic) ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจากนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิด เหมือนอย่างโรคอื่นๆ หมายความว่า ยังสามารถพบการติดเชื้อได้ แต่ความรุนแรงของโรคลดลง การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจะไม่มากเกินระบบสาธารณสุขที่มีจะรองรับได้

ปลัดสธ.กล่าวว่า จากการผ่อนคลายมาตรการ เปิดกิจการและกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงมีการเปิดประเทศ ทำให้มีผู้เดินทางเข้าประเทศมากขึ้น อาจพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นระลอกเล็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะไม่ใช่การระบาดใหญ่ โดยกระทรวงสาธารณสุขมีการเตรียมความพร้อมรองรับตามแนวทาง 3 พอ คือ หมอพอ เตียงพอ ยาและเวชภัณฑ์พอ

มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นระลอกเล็กๆ จึงเตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุขไว้รองรับ กำชับและแจ้งไปยังหน่วยงานสาธารณสุขทั่วประเทศ ให้บุคลากรทางการแพทย์ป้องกันตนเองในการให้บริการ เตรียมความพร้อมยา เวชภัณฑ์ สำรองเตียง ความพร้อมระบบส่งต่อ

ยังไม่ยกระบบเตือนภัยโควิด 

นอกจากนี้ปลัดสธ.กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังคงแจ้งเตือนภัยโควิด 19 ในระดับ 2 ยังไม่จำเป็นต้องยกระดับการแจ้งเตือน โดยในการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาด เน้นตามมาตรการ 2U ได้แก่ Universal Prevention คือ มาตรการป้องกันโรค ทั้งเว้นระยะห่าง ล้างมือ สวมหน้ากาก แม้จะมีการออกประกาศให้สวมหน้ากากโดยสมัครใจ แต่แนะนำให้ยังต้องสวมในกลุ่มผู้ติดเชื้อ ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กลุ่มที่เสี่ยงติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง รวมถึงยังต้องสวมเมื่อไม่สามารถเว้นระยะห่างจากผู้อื่นได้ การเข้าร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก การอยู่ในสถานที่เสี่ยงหรือสถานที่แออัด

ส่วน Universal Vaccination คือ มาตรการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม โดยเฉพาะเข็มกระตุ้น เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ ช่วยป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิต ทำให้ลดการเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล และระบบสาธารณสุขสามารถรองรับได้

 

 


JSL แจ้งจ่ายชดเชย 16 % แค่งวดแรก อ้างขาดกระแสเงินสด

Tue, 5 Jul 2022 12:10:00

จากกรณี บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด หรือ JSL Global Media ประกาศยุติการดำเนินการบางส่วน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา พร้อมเลิกจ้างพนักงาน 89 คน โดยระบุว่า จะจ่ายเงินชดเชยให้เพียง 16 % ของเงินเดือน ต่อมาพนักงานกลุ่มดังกล่าวได้เตรียมฟ้องเรียกร้องเงินชดเชยตามกฎหมาย พร้อมทั้งยื่นขอความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรม

วันนี้ (5 ก.ค.) บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ได้แจ้งผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ JSL Global Media เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย ระบุว่า เรื่องเงินชดเชยของพนักงาน ทางบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจและยังมีความตั้งใจที่จะจ่ายให้ครบจำนวนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่เนื่องด้วยภาวะการขาดกระแสเงินสดฉับพลันและยังไม่สามารถหาเงินมาให้ทันกับค่าชดเชยที่ต้องจ่าย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ทางบริษัทจึงจำเป็นต้องแจ้งพนักงานทุกคนตามความเป็นจริงเรื่องจำนวน % ที่บริษัทสามารถจ่ายให้ได้ ณ วันนั้น

อย่างไรก็ดี บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องเงินชดเชยที่ขาด และได้พยายามหลายวิธีการเพื่อหาเงินมาจ่ายให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด เพราะทราบความเดือดร้อนของพนักงานทุกคน ตามกระบวนการที่ควรจะเป็นคือ บริษัทและพนักงานต้องมีการคุยเจรจากัน ก่อนที่จะไปถึงกระบวนการของสำนักงานแรงงาน

แต่ด้วยข้อจำกัดที่บริษัทมีขณะนั้น เราจึงไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดการจ่ายชดเชยที่เหลือได้ ทางบริษัทต้องขออภัยในความล่าช้าและทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจนเกิดเหตุการณ์ตามข่าว ทางบริษัทขอชี้แจงกระบวนการการจัดสรรงบประมาณในการจ่ายชดเชยที่จะมีการดำเนินการต่อไปดังนี้

จากเงินชดเชยทั้งหมด 32 ล้านบาท ได้แจ้งพนักงานไปแล้วว่า ในวันที่บริษัทปิดกิจการลง เราสามารถจ่ายชดเชยให้ได้ในจำนวน 16 % ของยอดทั้งหมด ซึ่งเป็นยอดกว่า 5 ล้านบาท เราจึงขอให้พนักงานมารับงวดแรก 16 % นี้ไปก่อน เพื่อบรรเทาความลำบากของทุกคน และในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ทางบริษัทจะหาเงินมาเพิ่มให้อีก 9 % รวมของเดิมจะเป็น 25 % ของยอดชดเชยทั้งหมด หลังจากนั้นทุก ๆ สิ้นเดือน บริษัทก็จะพยายามหาเงินมาจ่ายชดเชยให้ต่อไปอีกตามกำลังที่มี ทางบริษัทยินดีพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปให้เหมาะสมที่สุด ที่เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายแรงงานทุกประการ

จึงขอความร่วมมือจากพนักงานทุกคน ในการเข้ามาร่วมเจรจาหาข้อสรุปร่วมกัน เพื่อพวกเราทุกคนจะได้เดินหน้าต่อ และไม่มีความบาดหมางใจต่อกัน บริษัทไม่เคยมีเจตนาที่จะละทิ้งความรับผิดชอบต่อพนักงานทุกคน แต่ด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบากที่ไม่สามารถเดินต่อได้ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ที่ทำให้ทุกคนต้องเสียขวัญและกำลังใจ

บริษัทหวังว่า ด้วยความจริงใจที่มีต่อพนักงาน และความร่วมมือระหว่างกัน เราจะสามารถช่วยกันแก้ไขปัญหายากลำบากนี้ให้ลุล่วงไปด้วยกันได้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"พนักงาน JSL" พบทนายเตรียมฟ้องผู้บริหารจ่ายชดเชยไม่เป็นธรรม

ก.แรงงาน จี้ JSL จ่ายเงินเยียวยาให้อดีตพนักงานใน 60 วัน

"JSL" สื่อบันเทิงชื่อดัง แจ้งยุติดำเนินงานบางส่วน 1 ก.ค.นี้


เริ่มวันนี้! "เจอ แจก จบ" เฉพาะ "สิทธิบัตรทอง" ป่วยโควิดรับยาที่ร้านขายยา

Tue, 5 Jul 2022 10:57:00

วันนี้ (5 ก.ค.2565) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันนี้ร้านยาจะร่วมดูแลผู้ป่วยโควิด-19 อาการสีเขียว “รับยา แนะนำการใช้ยา” โดยรับเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 สิทธิบัตรทอง 30 บาท (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) เท่านั้น

เปิดขั้นตอน "รับยา" ที่ร้านยา

ผู้ที่ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด อาการไม่รุนแรง (กลุ่มผู้ป่วยสีเขียว) สิทธิบัตรทอง 30 บาท (สปสช.-สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี, น้ำหนักไม่เกิน 90 กิโลรัม หรือ BMI ไม่เกิน 30, ไม่ตั้งครรภ์, ไม่เป็นคนพิการ, ไม่เป็นผู้ป่วยติดเตียง, ไม่มีโรคประจำตัว รวมถึงโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน แม้จะคุมอาการได้ก็ตาม, ไม่ใช่กลุ่ม 608 คือ ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี, ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคอ้วน, โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน และหญิงตั้งครรภ์, ไม่มีอาการของโรคโควิด-19 รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ, ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง เช่น ภาวะอ้วน

ทั้งนี้ ให้โทรศัพท์ติดต่อร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ ร้านยาจะให้แอดไลน์ เพื่อส่งผลตรวจ ATK คู่กับบัตรประชาชน (ไม่จำเป็นต้องมาที่ร้านยา), ร้านยาซักประวัติข้อมูลทั่วไป แนะนำและให้คำปรึกษาการใช้ยา, ไม่มีการจัดส่งยาทางไปรษณีย์ ผู้ป่วยไม่ควรมารับยาที่ร้านเอง แนะนำให้ญาติหรือคนอื่นมารับแทน โดยดูรายชื่อร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ https://www.nhso.go.th/downloads/197

ปรับเกณฑ์ให้บริการ-จ่ายชดเชยโควิด

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด สปสช.ได้พิจารณาข้อเสนอการปรับหลักเกณฑ์แนวทางการจ่ายชดเชยบริการโควิด-19 กรณีปรับโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 มิ.ย. 2565 ทั้งนี้ ประกาศหลักเกณฑ์ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 ก.ค.2565 เป็นต้นไป ดังนี้

ยืนยันไม่ใช่ "ลอยแพ" คนป่วยโควิด

เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบริการแบบ OP Self Isolation หรือเจอ แจก จบ ที่ร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ แต่ปรับเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 สิทธิบัตรทอง 30 บาทหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเท่านั้น รวมถึงการแจก ATK ที่ร้านขายยาที่เดิมให้ประชาชนทุกสิทธิรักษาที่มีอาการ ปรับเป็นเฉพาะประชาชนสิทธิบัตรทอง 30 บาทที่มีอาการเข้าข่ายต้องสงสัยติด สามารถขอรับ ATK ได้ฟรีที่ร้านยาเพื่อตรวจด้วยตนเอง ส่วนสิทธิอื่นๆ เช่น สิทธิประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ อยู่ระหว่างการหารือกันของหน่วยงานที่รับผิดชอบว่าหลังปรับเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว ยังจะให้ประชาชนตามสิทธิรักษาของตนมารับ ATK หรือยาที่ร้านยาได้หรือไม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330

การปรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาโควิด-19 ไม่ใช่การลอยแพประชาชน ผู้ป่วยโควิด-19 ยังคงได้รับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเหมือนเดิมตามสิทธิการรักษาของตน

 


"สวนใกล้บ้าน" ความฝันของคนกรุง จะดีแค่ไหนถ้าไม่ต้องเดินทาง

Tue, 5 Jul 2022 10:19:00

หลังเลิกงานได้พักผ่อนเดินเล่นในสวนสาธารณะ ออกกำลังกาย นัดเจอเพื่อน ยิ่งปัจจุบันมีกิจกรรมดนตรีในสวน เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายไม่น้อย สำหรับคนกรุง ฉะนั้นพื้นที่สีเขียวแม้เพียงไม่มากก็ยังพอเยียวยาความเคร่งเครียดในแต่ละวันลงไปได้บ้าง แล้วจะดีแค่ไหนหากใกล้บ้าน มีพื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้น

ย้อนไปมองนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม “สวน 15 นาทีทั่วกรุง” ของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. ที่มีเป้าหมายสร้างพื้นที่สาธารณะที่ทำกิจกรรมได้กระจายตัวอยู่ทุกที่ และสามารถเข้าถึงได้ด้วยการเดินภายใน 15 นาที แนวคิดนี้ดีอย่างไร จะทำได้จริงแค่ไหนกับอีกหลายข้อจำกัด ฟังเสียงสะท้อนจากคนกรุงเทพฯ

 

สวนวชิรเบญจทัศ หรือ “สวนรถไฟ” มีเนื้อที่ 375 ไร่ เป็นสวนสาธารณะที่เปิดต้อนรับคนทุกกลุ่ม และถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่นิยมของคนกรุงเทพฯ เดินทางมาพักผ่อน ออกกำลังกาย และทำกิจกรรม ถือเป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่คนกรุงอยากให้พัฒนาสวนลักษณะนี้ ให้มีเพิ่มมากขึ้น

พื้นที่สีเขียว ไม่ใช่แค่เพียงให้อากาศที่บริสุทธิ์ แต่ยังช่วยให้สุขภาพกายและใจดีขึ้น

นางสุภิดา หนองพุดชา ผู้ที่มาใช้บริการสวนสาธารณะ บอกว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจจากที่บ้านจะใช้เวลาช่วงบ่าย 3 - 5 โมงเย็น มาออกกำลังกายอยู่ในสวนสาธารณะสัปดาห์ละ 5 วัน สวนจตุจักรกลายเป็นสวนที่ตอบโจทย์จึงเดินทางมาบ่อยสุด

ภายในสวนมีกิจกรรมหลากหลายให้เลือกทำ ทั้งเดิน วิ่ง หรือ แม้แต่การเต้นไลน์แดนซ์ ก็เป็นสิ่งที่ชื่นชอบไม่แพ้กัน สิ่งสำคัญคือได้พบกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ได้ใช้เวลา ทำกิจกรรมร่วมกัน

ที่นี่ทำให้มีความสุข ได้ผ่อนคลาย ออกกำลังกายในสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ ดื่มด่ำกับธรรมชาติกลางเมือง เรียกได้ว่าสดชื่นและเป็นการเพิ่มพลังให้กับตัวเอง

สุภิดา หนองพุดชา ผู้ที่มาใช้บริการสวนสาธารณะ

สุภิดา หนองพุดชา ผู้ที่มาใช้บริการสวนสาธารณะ

มาสวนสาธารณะ มีต้นทุนที่ต้องจ่าย

นางสุภิดา กล่าวว่า บ้านของตนอยู่ซอยวิภาวดี 16 ปกติใช้บริการแท็กซี่ เดินทางมาสวนออกกำลังกาย เพราะถึงจุดหมายเลย หากนั่งรถเมล์อาจต้องนั่งมอเตอร์ไซค์หรือเดินเข้ามาในพื้นที่อีก เรียกได้ว่าซื้อความสะดวก โดยแต่ละวันไป-กลับ จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 100 บาท แต่ก็ยอมเพราะชอบมาทำกิจกรรมในสวน ได้พบปะกับเพื่อนสังคมใหม่ ๆ ประกอบกับที่สวนรถไฟสะอาด และความปลอดภัย

ญาณัท สังขวาสี ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ (คนกลาง)

ญาณัท สังขวาสี ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ (คนกลาง)

ขณะที่ ญาณัท สังขวาสี ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ บอกว่า บ้านอยู่ จ.นนทบุรี ปกติจะขับรถส่วนตัวมาออกกำลังกายที่สวนรถไฟทุกครั้ง เพราะสะดวก

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่ใช่อุปสรรค ชอบที่จะมาออกกำลังกายใช้เวลาว่างสร้างสุขภาพให้แข็งแรง มีความสุขทุกครั้งที่ได้มา

อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มกิจกรรมรองรับกลุ่มผู้สูงอายุวัย ที่มาใช้งานสวนสาธารณะเพิ่มขึ้น เช่น กิจกรรมโยคะ หรือกิจกรรมที่เสริมทักษะอื่น นอกจากการเดิน หรือ วิ่ง ยิ่งจะทำให้ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาในพื้นที่สวนได้อย่างคุ่มค่ายิ่งขึ้น

กีฬาทำให้สุขภาพดีขึ้น การรักษาพยาบาลลดน้อยลง และการได้ทำกิจกรรมในสถานที่ที่เหมาะ จะยิ่งทำให้ทุกเวลามีค่ามากขึ้น

เสริมหมอ-พยาบาล ตรวจสุขภาพสูงวัยในสวน

ขณะที่การมาสวนสาธารณะได้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของ ชายอายุ 70 ปี โดยเขาบอกว่า มาสวนรถไฟแถบทุกวัน แต่ละครั้งจะใช้เวลาอยู่ในสวน 1 ชั่วโมงครึ่ง สิ่งแรกที่ทำคือ ยืดกล้ามเนื้อ เดิน ตนมองว่า สวนจตุจักรตอบโจทย์ทุกด้าน เช่น อากาศ ความสะอาด มีเจ้าหน้าที่ที่ค่อยอำนวยความสะดวก

ตนอาศัยอยู่ย่านลาดพร้าว โซนนั้นก็มีสวนสาธารณะใกล้บ้านแต่พื้นที่สวนมีขนาดเล็กเรื่องความปลอดภัย ห้องน้ำไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรไม่สะดวกเท่าที่นี่ ที่มีพื้นที่กว้าง ต้นไม้สูงใหญ่ บรรยากาศร่มรื่น

อย่างไรก็ตาม หากสวนใกล้บ้านมีการปรับปรุงให้มีความพร้อมกว่านี้ ก็จะไปใช้งานที่นั้นเพราะอยู่ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล

ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ


อีกทั้งอยากให้มีการดูแลพื้นที่สาธารณะหรือสวนสาธารณะอื่น ให้มีความพร้อมให้มีมาตรฐานเดียวกัน หรือใกล้เคียงกับสวนที่มีพื้นที่ใหญ่ ๆ ทั้งในเรื่อง ระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย ไฟฟ้าส่องสว่าง กล้อง CCTV ด้วย

ที่ตามมาคือคนจะเข้าไปใช้ประโยชน์ในการออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น พร้อมเสนออยากให้มีแพทย์ หรือ พยาบาล มาตรวจสุขภาพผู้สูงอายุในบางครั้ง

นอกจากนี้ อยากให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วกรุงเทพฯ เขตหนึ่งหลายแห่ง โดยเฉพาะย่านลาดพร้าว เพราะมีประชากรหนาแน่น ผู้สูงอายุจะได้ไม่ต้องเดินทางไกล

พื้นที่ไม่กว้างไม่เป็นไร มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น คนในพื้นที่ ชุมชน หมู่บ้าน ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

 

เช่นเดียวกับ ชายวัย 80 ปี ที่มาใช้บริการสวนสาธารณะ บอกว่า อยากให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ตนเดินทางมาจาก ถ.ราชพฤกษ์ มาออกกำลังกายที่สวนจตุจักร เป็นประจำหลายปีแล้ว การใช้เวลาว่างมาสวนสาธารณะถือเป็นกิจกรรมที่ชอบ ทำให้รู้สึกสดชื่น ได้สนทนากับเพื่อน
ขณะที่บรรยากาศสวนที่ชอบจะเป็นสวนที่เป็นพื้นที่กว้าง ต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่น มาเดินออกกำลังยิ่งทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง

ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

ผู้ใช้บริการสวนสาธารณะ

10 สวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียวคนกรุง

กรุงเทพมหานคร สรุปจำนวนพื้นที่สวนสาธารณะ (ณ วันที่ 1 ก.ค.65) ว่า มีสวนสาธารณะหลักจำนวน 39 แห่ง โดยสวนสาธารณะขนาดใหญ่ นั้นอยู่ใน 8 เขต จากทั้งหมด 50 เขต กระจายอยู่ในเขตประเวศ จตุจัตร ปทุมวัน เป็นต้น โดยสวนสาธารณะศูนย์กีฬาบึงหนองบอน มีเนื้อที่มากที่สุด 644 ไร่


กทม.แบ่งสวนออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ สวนเฉพาะทาง สวนชุมชน สวนถนน สวนระดับเมือง สวนระดับย่าน สวนหมู่บ้าน สวนหย่อมขนาดเล็ก สวนไม่ได้ระบุประเภท รวมพื้นที่ 41,327,286.489 ตร.ม.

การจัดกลุ่มพื้นที่สีเขียวในลักษณะนี้แยกไม่ได้ว่าสวนไหนใช้งานได้หรือไม่ได้ ตัวอย่างเช่น สวนถนน นับรวมสวนไหล่ทาง สวนเกาะกลาง หรือ สวนหมู่บ้าน ซึ่งอาจไม่สามารถเข้าใช้ได้หรือเข้าใช้ได้น้อย แต่มีพื้นที่รวมกันมากถึง 18,602,682.9 ตร.ม. คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่สีเขียวทั้งหมด

 
คนกรุงเทพฯ ใช้พื้นที่สวนสาธารณะ มากกว่าการออกกำลังกาย นั่งเล่นใต้ต้นไม้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นกิจกรรมดนตรีในสวน สร้างบรรยากาศให้สวนสาธารณะมีชีวิตชีวามากขึ้น อย่างเช่น ที่สวนลุมพินี และเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ เกิดขึ้นด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สวนใกล้บ้าน-ลานอเนกประสงค์ "พื้นที่ปลอดภัย" สำหรับเด็กในกรุง

ดึงเอกชนร่วมรัฐ สร้าง "สวนใกล้บ้าน" เพิ่มพื้นที่สีเขียว เติมสุขคนกรุง

 

 


ปัตตานีปิดล้อมวิสามัญฯ แนวร่วมก่อความไม่สงบ เสียชีวิต 1 คน

Tue, 5 Jul 2022 10:03:00

วันนี้ (5 ก.ค.2565) กำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เข้าปิดล้อมและตรวจสอบความเคลื่อนไหวกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ ต.คลองมานิง อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยผู้ก่อเหตุพยายามหลบหนีออกทางหน้าต่าง ก่อนวิ่งเข้าไปหลบซ่อนตัวบริเวณป่าพรุหลังบ้าน

เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมและเชิญตัวผู้นำหมู่บ้าน ให้เข้าไปเจรจาเพื่อให้ผู้ก่อเหตุมอบตัว แต่ผู้ก่อเหตุยิงสวนกลับพยายามหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงยิงตอบโต้ ทำให้ผู้ก่อเหตุเสียชีวิต 1 คน ทราบชื่อเบื้องต้นคือ นายมะยากี มะลาชิง ชาว อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มีหมายจับ 5 หมาย ในที่เกิดเหตุพบปืน ขนาด .38 ซูเปอร์ 1 กระบอก และพบระเบิดชนิดขว้าง 1 ลูก จึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน

การปิดล้อมตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ พบเป็นกลุ่มของกลุ่ม นายยุครี การี เป็นการขยายผลจากกรณีปิดล้อมตรวจค้น นายคริสมันต์ อาลี ในพื้นที่ ต.เกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา โดยพบความเคลื่อนไหวเข้ามาหลบซ่อนพักพิงในจุดเกิดเหตุ

 

อ่านข่าวอื่น

ตร.ยะลาคุมตัว "สมาชิก RKK" พบเตรียมวางแผนก่อเหตุในพื้นที่

วางระเบิดรถขยะใกล้ฐานตำรวจปานาเระ จนท.เจ็บ 1 นาย

พบ DNA ผู้ต้องสงสัยเหตุลอบวางระเบิดด้วยรถขยะ

 

 


ข่าวดี! กทม.เล็งขยับเพิ่มเงินพิเศษลูกจ้างเก็บขนขยะ

Tue, 5 Jul 2022 09:51:00

วันนี้ (5 ก.ค.2565) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 11/2565 ได้จัดตั้งคณะกรรมการยกร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าตอบแทนบุคลากรที่ปฏิบัติงานเก็บและขนสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย และเงินพิเศษรายเดือนสำหรับพนักงานกวาด พ.ศ....เพื่อยกเลิกข้อบัญญัติฉบับเดิม คือ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่เก็บขนสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยและเอกชนที่รับชำระค่าธรรมเนียมเก็บขนสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย

โดยสาระสำคัญของ (ร่าง) ข้อบัญญัติกทม.จะมีการปรับสัดส่วนการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการเก็บขนสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ให้สอดคล้องกับค่าธรรมเนียมเก็บ และขนสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยอัตราใหม่ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร

 

นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานครว่า ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า คาดว่าการเพิ่มค่าตอบแทนบุคลากรเจ้าหน้าที่เก็บขนสิ่งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยฯ ที่กำลังทำอย่างเร็วสุดน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566 เนื่องจากตามขั้นตอนต้องมีการยกเลิกข้อบัญญัติฉบับเดิม และต้องเสนอให้สภา กทม.เห็นชอบตามขั้นตอน

เป็นการดูแลเพิ่มเงินพิเศษให้กับคนตัวเล็กๆ เป็นการใช้เงินจากการจัดเก็บขยะในแต่ละเขตซึ่งไม่เท่ากัน เท่าทราบบางเขตจะมีเงินเพิ่มให้ 800-2,000 บาท ทั้งนี้จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

"ชัชชาติ" สั่งดูแลลูกจ้าง-โซ่ข้อสุดท้ายช่วยงาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สัญจรติดตามงานที่สำนักงานเขตจตจุกร และได้มีการร่วมวงกินข้าวเที่ยงกับพนักงานฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ 5 คน พร้อมทั้งมีการสอบถามเรื่องสวัสดิการ และเรื่องการทำงานกับพนักงานทั้ง 5 คนอย่างเป็นกันเอง 

ช่วยดูแลลูกจ้างที่เป็นผู้น้อย เงินเดือนน้อยให้ดี เพราะเขาเป็นโซ่ข้อสุดท้าย ที่เชื่อมเราเข้ากับประชาชน ต่อให้เรามีนโยบายดี แต่ถ้าโซ่ข้อสุดท้ายเขาไม่มีกำลังใจไปทำงานให้ประชาชน เราไม่มีทางทำให้ดีขึ้นได้โซ่ข้อนี้สำคัญไม่น้อยกว่าโซ่ข้ออื่นๆ ที่ต้องดูแล

กางเงินเดือนพนักงานเก็บขนขยะกทม.

ปัจจุบัน กทม.มีลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวทั้งสิ้น 28,122 คนโดยเป็นลูกจ้างประจำ รวม 17,901 คน แบ่งเป็นด้านเก็บขนมูลฝอย 7,489 คนกวาด 6,029 คน สวนสาธารณะ 3,492 คน และสิ่งปฏิกูล 891 คน และลูกจ้างชั่วคราว รวม 10,221 คน แบ่งเป็นด้านเก็บขนมูลฝอย 3,710 คน กวาด 3,811 ราย สวนสาธารณะ 2,096 คน และสิ่งปฏิกูล 604 คน

ขณะที่ค่าตอบแทนเริ่มต้น ตำแหน่งพนักงานทั่วไป (เก็บขนมูลฝอย) มีอัตราค่าจ้างเพียงเดือนละ 8,690 บาท หรือหากมีการบังคับเครื่องจักรเบาหรือขับรถ อัตราจ้างเดือนละ 9,400 บาท นอกจากนี้ การให้ค่าตอบแทนอาสาสมัครงานบริการสาธารณะประเภทชักลากมูลฝอยในชุมชน ได้ค่าตอบแทนเพียงวันละ 150 บาท ปฏิบัติงาน 15 วันต่อเดือน คิดเป็นค่าตอบแทน 27,000 บาทต่อปี 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ชัชชาติ" ล้อมวงกินมื้อเที่ยง 5 พนักงานรักษาความสะอาด


.
 


"หมอนิธิพัฒน์" เตือนโควิดเริ่มตึงมือ ชี้ตัวเลขจริงติดวันละหลักหมื่น

Tue, 5 Jul 2022 09:32:00

วันนี้ (5 ก.ค.2565) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ 1,995 คน และตรวจ ATK พบติดเชื้ออีก 1,611 คน เสียชีวิต 18 คน ผู้ป่วยปอดอักเสบ 677 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 293 คน

 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2565 รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 ว่า

"ต้องขอออกมาเตือนกันให้ดัง ๆ ว่า สถานการณ์ COVID-19 ขณะนี้เขม็งเกลียวขึ้นมาใหม่ ทุกคนและทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคองภาพรวมไม่ให้กลับไปทรุดหนักอีกรอบ แล้วรอลุ้นให้เกิดการปรับฐานโรคซาลงเองในช่วงอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อจะได้ร่วมเดินหน้าผลักดันประเทศที่กะปลกกะเปลี้ยกันต่อไป

สถานการณ์ที่บ้านริมน้ำเริ่มตึงมือมากว่าสัปดาห์แล้ว จำนวนผู้ป่วย COVID-19 ที่จำเป็นต้องรับเข้าโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งส่วนน้อยที่ป่วยจาก COVID-19 โดยตรง และส่วนใหญ่ที่ป่วยจากโรคอื่นแต่มีการติดเชื้อร่วมด้วย จนทำให้บุคลากรด่านหน้าที่กันไว้จำนวนหนึ่งสำหรับงาน COVID-19 ต้องกลับมาทำงานกันหนักขึ้นจากเดิมกว่าเท่าตัว และต้องวิ่งวุ่นหมุนเตียงกันมือระวิง เพื่อลดจำนวนคนไข้ที่ตกค้างรอรับไว้ในโรงพยาบาล

สภาพเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลใหญ่อีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สวนทางกับตัวเลขรายวันที่แจ้งว่ายังมีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดเหลืออีกมาก ตัวเลขที่ว่านั้นเป็นแค่กรอบจำนวนเตียงที่จะขยายขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไข แต่ที่มีใช้งานอยู่จริงตอนนี้เริ่มร่อยหรอเต็มที ส่วนกรอบที่จะขยายได้ก็ถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่ COVID-19 จนเกือบไม่เหลือหรอแล้ว

จากข้อมูลที่รับทราบมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยจริงเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน น่าจะอยู่ที่ราววันละ 50,000 คน ต่างกับตัวเลขรายวันที่เราเห็นกันในรายงาน แถมยังมีปรากฏการณ์ยอดตกช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งเป็นผลจากระบบการตรวจหาเชื้อและรายงานผลช่วงวันหยุด ส่วนตัวเลขผู้ป่วยอาการรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจาก 600 แล้วมาหยุดแถวก่อน 700 ก็เป็นผลจากระบบการรายงานที่จะมียอดวิ่งเข้ามาเป็นก้อน ๆ ไม่ได้สม่ำเสมอในทุกวัน

วันสุดท้ายของระบบการเบิกจ่ายเงินค่าตรวจรักษาโรค COVID-19 ในรูปแบบเดิม เพื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่รูปแบบปกติของระบบสุขภาพพื้นฐาน เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ที่ได้เตรียมการรองรับกันไว้มานานก่อนหน้าแล้ว

เมื่อประกอบกับสถานการณ์การระบาดที่กลับปะทุขึ้นใหม่ แม้จะยังไม่แรงถึงครึ่งหนึ่งของช่วงพีคโอมิครอนครั้งก่อน แต่ต้นทุนประเทศในการดูดซับปัญหาเราร่อยหรอยอบแยบเต็มที ทั้งด้านงบประมาณและด้านบุคลากร หากไม่ออกแรงฮึดช่วยกันชะลอควบคุมการระบาดให้อยู่มือ อาจเห็นมีผู้ป่วยอาการรุนแรงตกค้างในชุมชนและจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น แล้วคงหลีกเลี่ยงดรามาครั้งใหม่ไม่พ้นแน่

ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องบอกความจริง และออกมาเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ ไม่ใช่คอยแต่ให้ท้ายเพื่อปลดหน้ากากหรือเพิ่มกิจกรรมทางสังคมที่เสี่ยงแต่เพียงด้านเดียว #โควิดยังไม่หมดอย่ารีบปลดหน้ากาก"