สปสช.จับมือไปรษณีย์ไทย ส่งยาให้ผู้ป่วยลดเสี่ยง

Mon, 21 Sep 2020 20:39:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ "โครงการพัฒนาระบบบริการจัดส่งยา เวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ทางไปรษณีย์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" ระหว่างบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นายอนุทินกล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมาก แม้ว่าจะทำให้การพัฒนาหลายด้านในประเทศต้องชะงักลง แต่ในด้านการแพทย์กลับมีการพัฒนา การให้บริการรูปแบบใหม่ที่ไม่เพียงแต่สอดรับกับสถานการณ์ แต่ยังเป็นการรองรับระบบบริการทางการแพทย์ในอนาคต การจัดส่งยาให้ผู้ป่วยทางไปรษณีย์ เป็นหนึ่งในบริการใหม่

 

ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดส่งยาให้กับโรงพยาบาลในสังกัด

เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อให้กับผู้ป่วย และลดความแออัดในโรงพยาบาลในการจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรังรายเก่า เป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยความร่วมมือกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในอัตราเหมาจ่ายจัดส่งทั่วประเทศ 50 บาทต่อกล่อง/ซอง


รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ โต้ข่าวลือพบผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตที่เชียงดาว

Mon, 21 Sep 2020 14:07:00

จากกรณีสื่อสังคมออนไลน์แชร์ข้อมูลพบผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 และเสียชีวิตในพื้นที่บ้านอรุโณทัย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ นั้น

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงว่า จังหวัดได้ประสานกับตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ดำเนินการตรวจสอบแหล่งข่าวที่เผยแพร่แล้ว พบว่าไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบแหล่งข่าวต่าง ๆ ที่เผยแพร่ และดำเนินการปราบปราม เนื่องจากสร้างความเดือดร้อนและทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

นายคมสัน ยืนยันว่า ในช่วงที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการคัดกรอง การดูแล และรักษาความปลอดภัย พร้อมกับประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ให้ดำเนินการทำการป้องกัน รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดของโรคติดต่อดังกล่าว

จังหวัดเชียงใหม่มีศักยภาพและมาตรฐานการป้องกันที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ไม่อยากให้ข่าวลือต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาสร้างความไม่สบายใจ สร้างความตื่นตระหนก และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่เป็นความจริง อาจเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


สรุปชัด! "ก้อนขาวประหลาด" ฝีหนองเนื้อหมู-ไม่ควรกิน

Mon, 21 Sep 2020 13:55:00

จากกรณี ">เพจสายสืบออนไลน์ V2 โพสต์ภาพว่ามันคืออะไรในเนื้อหมู ระบุว่าสาวโพสต์ ซื้อเนื้อหมูจากห้างแห่งหนึ่งในแม่สอด เมื่อผ่าออกมาพบ ของเหลวคล้ายหนอง สอบถามผู้รู้ว่ามันคืออะไร #สายสืบออนไลน์

วันนี้ (21 ก.ย.2563) น.ส.‎ธนากานต์ สิงห์บุตร‎ ชาวบ้าน อ.แม่ระมาด จ.ตาก เล่าว่า ได้ไปซื้อหมูจากร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งมาใส่ตู้เย็นไว้หลายวัน โดยวันแรกนำชิ้นส่วนบางๆ มาผัดกับหน่อไม้กินในครอบครัว เพราะยังไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ต่อมาได้นำเนื้อหมูออกมาจากตู้เย็นเพื่อทำกับข้าวกินอีก ครั้งนี้ได้พบสิ่งผิดปกติ และนำไปลงเฟซบุ๊กของตนเอง เพื่อต้องการทราบว่าก้อนที่ติดอยู่กับเนื้อหมูเป็นอะไร จึงทราบต่อมาว่า เป็นก้อนหนอง

แม้ว่าทางร้านค้าสะดวกซื้อจะแสดงความรับผิดชอบ แต่ตัวเองกับครอบครัวยังมีความเครียด และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ เพราะอาจพบกับคนอื่น และอาจเป็นอันตรายหากกินเข้าไป

ขณะที่ชาวเน็ตเข้ามาให้คำตอบ ส่วนใหญ่ระบุว่าน่าจะเป็นฝีหนองที่เกิดจากการฉีดยาบริเวณสันคอหมู แล้วเกิดอาการติดเชื้อและเป็นหนอง

สรุปหมูเป็นฝี-ไม่อันตรายแต่แนะนำห้ามกิน 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรณีที่มีผู้บริโภคพบฝีหนองในเนื้อหมู กรมปศุสัตว์ ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว พบว่าเป็นก้อนฝีหนองที่เกิดจากภาวะอักเสบ และติดเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดหนอง คาดว่าเกิดจากความไม่สะอาดในขั้นตอนการฉีดวัคซีนหรือการฉีดยารักษาสัตว์ โดยปกติก่อนจะฉีดวัคซีนหรือยาให้หมู ผู้ฉีดจะใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดบริเวณผิวหนังก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันเรื่องความสะอาดบนผิวหนังก่อน

ฝีในหมูเกิดจากหลายสาเหตุ เหมือนกับคนที่เวลามีแผลแล้วไม่สะอาดเชื้อแบคทีเรียก็เข้าไปกลายเป็นหนอง ยืนยันว่ากรณีดังกล่าว ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เพราะไม่ได้มีสารตกค้างใดๆอย่างที่บางคนเข้าใจ แนะนำว่าไม่ควรนำส่วนที่เกิดฝีหนองไปรับประทาน และหากพบสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินการตรวจสอบได้ทันที

 


สธ.ใช้แอปฯคุมหวาน ช่วยเด็กไทยไม่อ้วน-ฟันไม่ผุ

Mon, 21 Sep 2020 13:15:00

วันนี้ (21 ก.ย.63) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) (คนที่ 1) พร้อมด้วย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย นพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ นายชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ร่วมแถลงข่าวผลการพัฒนาเครื่องมือให้ความรู้ด้านโภชนาการ (Foodchoice)

 

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประชาชนจำเป็นจะต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง และเพียงพอเกี่ยวกับรายละเอียดของชนิดและปริมาณสารอาหารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกกินอาหารหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ดีในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นได้ แต่เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีผู้บริโภคจํานวนมากที่ประสบปัญหาการดูฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์ เนื่องจากตัวอักษรเล็กและมีรายละเอียดมาก เมื่อต้องการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ใด ๆ จำเป็นต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนาน

 

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คิดค้นเครื่องมือเพื่อช่วยในการแก้ปัญหาดังกล่าวฯ ซึ่งเหมาะสำหรับพ่อแม่ที่จะเลือกผลิตภัณฑ์อาหารให้กับเด็กให้เด็กได้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วนตามมา เนื่องจากปัจจุบันเด็กไทยติดอันดับการเพิ่มจํานวนเด็กอ้วนเร็วที่สุดในโลก โดยในปี 2561 พบเด็กอายุ 6-14 ปี เริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 11.1 และเพิ่มเป็นร้อยละ 11.7 ในปี 2562 นอกจากนี้ จากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพช่องปากเด็กวัยเรียน สำนักทันตสาธารณสุข ปี 2563 พบเด็กอายุ 12 ปี ดื่มน้ำหวานและน้ำอัดลมมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน ร้อยละ 52 และกินขนมมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน ร้อยละ 28.9

 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แอปพลิเคชัน FoodChoice เมื่อสแกนบาร์โค้ดจากผลิตภัณฑ์ ข้อมูลบนฉลากโภชนาการจะถูกแสดงในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ง่ายช่วยผู้บริโภคในการตัดสินใจ เปรียบเทียบและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการจำแนกสีของผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกบริโภคและกำหนดปริมาณการกินให้เหมาะสม ดังนี้

1) สีเขียว หมายถึง ปริมาณพลังงานหรือสารอาหารอยู่ในเกณฑ์ที่กําหนด

2) สีเหลือง หมายถึง ปริมาณพลังงานหรือสารอาหารอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

3) สีแดง หมายถึง ปริมาณพลังงานหรือสารอาหารอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเกิน 2 เท่าของเกณฑ์ที่กำหนด

4) สีฟ้า หมายถึง ปริมาณโปรตีน แคลเซียม วิตามินบี2 ซึ่งเป็นสารอาหารที่ดีแต่มีปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์มาก

หากผู้ใช้งานสแกนบาร์โค้ดบนผลิตภัณฑ์แล้วไม่พบข้อมูล ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพและแชร์รูปภาพของผลิตภัณฑ์ ด้านหน้าผลิตภัณฑ์ ข้อมูลโภชนาการ ส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ และเลข อย.13 หลักเพื่อเพิ่มเติมข้อมูลในแอปพลิเคชั่นให้ทันสมัย และครบถ้วนอยู่ตลอดเวลา

 

นพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้ริเริ่มจุดประกายสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป สามารถรับรู้ เข้าใจ และเกิดความตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงในการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันโรค โดยในช่วงปี 2559 ได้นำเครื่องมือให้ความรู้ทางด้านโภชนาการ หรือแอปพลิเคชัน FoodChoice ไปทดสอบการใช้งานในพื้นที่โรงเรียนนำร่องใน 4 ภูมิภาค ภายใต้โครงการโรงเรียนอ่อนหวาน 9 แห่งส่งผลให้เด็กนักเรียนเกิดความรู้และมีความเข้าใจเรื่องโภชนาการมากขึ้นถึง ร้อยละ 98 พร้อมทั้งได้นำข้อมูลจากการทดสอบมาใช้พัฒนาและปรับปรุงแอปพลิเคชัน FoodChoice ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

 

ในปี 2562 สสส.และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ขยายผลผลักดันให้แอปพลิเคชัน FoodChoice เข้าไปเป็นหนึ่งในนโยบายเสริมสร้างการเรียนรู้ของเครือข่ายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องโภชนาการของโรงเรียน และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากเด็กวัยเรียน ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กวัยเรียนให้มีความรอบรู้และมีทักษะทางสุขภาพอีกด้วย

นายชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค-สวทช. กล่าวว่า ด้วยเป้าหมายสำคัญของเนคเทค-สวทช.ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูง เพื่อสร้างฐานรากทางเทคโนโลยีให้กับประเทศ เรามีการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและพันธมิตรมาเป็นระยะเวลานาน เพื่อผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์ของการใช้เทคโนโลยีที่วิจัยและพัฒนาขึ้นให้เกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก หนึ่งในนั้น คือการสร้าง Big Data Analytics Platform ที่เชื่อมโยงข้อมูลอาหารและโภชนาการทั้งในและนอกรั้วโรงเรียนกับสุขภาวะของนักเรียนเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเห็นข้อมูลสนับสนุนของตนเองได้ชัดเจน แอปพลิเคชัน FoodChoice จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทราบสถานการณ์และแนวโน้มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่วางขายในท้องตลาดและพฤติกรรมการบริโภคได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลสามารถใช้ข้อมูลที่วิเคราะห์เชิงลึกนี้วางแผนและกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมสุขภาพได้อย่างตรงเป้า

 


ปลดภาพ "พล.ต.อ.วิระชัย" ออกจากบอร์ดผู้บังคับบัญชา

Mon, 21 Sep 2020 13:01:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) หลังจากที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่ง ตร. ที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 ก.ค. 2563 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการ คือ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยร้ายแรงให้ข่าวสัมภาษณ์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรง

ประกอบกับกองบังคับการปราบปรามได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษว่ามีการกระทำอันเป็นการทำผิดต่อรัฐมีมูลเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.การกระกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 กรณีการดักฟังโทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสารอื่นใด เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมในการดำเนินการทางวินัยและอาญา และการบริหารราชการในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงสั่งให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา สำรองราชการไว้ก่อน

สำหรับตำแหน่ง “สำรองราชการ” เป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่มีไว้สำหรับนายตำรวจที่กำลังถูกดำเนินคดี และตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง แต่ยังเป็นข้าราชการตำรวจมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการตามปกติ แต่ไม่ได้บริหารงานในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ขณะเดียวกันที่บอร์ดรูปภาพ และรายชื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจเรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ติดไว้บนชั้น 2 หน้าห้องประชุมศรียานนท์ของอาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้นำรูปภาพของ พล.ต.อ.วิระชัย ปลดออกแล้ว


สปสช.ยันเลิกสัญญา 64 คลินิก-รพ.ไม่กระทบสิทธิ์บัตรทอง

Mon, 21 Sep 2020 11:28:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในเวลา 14.00 น. คาดว่า จะมีการหยิบยกประเด็นการสอบสวนกรณีทุจริตบัตรทองที่ส่งผลให้ สปสช.ยกเลิกสัญญาการให้บริการสาธารณสุขของคลินิกชุมชนอบอุ่น และโรงพยาบาลที่กระทำผิดสัญญาในการเบิกจ่ายเงินกองทุนฯ 64 แห่ง

สำหรับคลินิกที่พบทุจริต 64 แห่ง แบ่งเป็นคลินิกเวชกรรม 53 แห่ง คลินิกทันตกรรม 3 แห่ง และโรงพยาบาลอีก10 แห่ง โดยก่อนหน้านั้นมีคลินิกถูกยกเลิกไปแล้วส่วนหนึ่ง รวมทั้งหมดเป็น 84 แห่ง นอกจากนี้ สปสช.ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบในคลินิก 107 แห่งว่ามีความผิด หรือจำเป็นต้องปิดหน่วยบริการหรือไม่


ขณะที่ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ย้ำว่า สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทองของประชาชนกลุ่มที่ีสถานบริการสาธารณถูกยกเลิกสัญญา 800,000 คน ยังคงอยู่ และการยกเลิกสัญญาเกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ กทม.เท่านั้น ต่างจังหวัดไม่ได้รับผลกระทบ

โดยในช่วงที่ สปสช.กำลังดำเนินการจัดหาหน่วยบริการแห่งใหม่แทนหน่วยบริการเดิม เพื่อดูแลประชาชนจึงมีแนวทางให้กับประชาชนในการเข้ารับบริการสาธารณสุข กรณีเจ็บป่วยทั่วไป หรือมีแผนการรักษาพยาบาลกับหน่วยบริการทั้ง 64 แห่ง สามารถเข้ารับบริการรักษาพยาบาลต่อเนื่องได้ที่หน่วยบริการภาครัฐและเอกชน ได้แก่ โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้านได้โดยไม่ต้องใช้หนังสือส่งตัวซึ่ง สปสช.ได้ทำหนังสือแจ้งหน่วยบริการทุกแห่งว่า ให้บริการสาธารณสุข และขอรับค่าใช้จ่ายเป็นกรณีผู้ป่วยสิทธิว่างมาที่ สปสช.โดยไม่ต้องเก็บเงินจากผู้ป่วย


สำหรับกรณีผู้ป่วยที่มีหนังสือส่งตัวเดิม เพื่อไปรักษาที่โรงพยาบาลรับส่งต่อสามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลรับส่งต่อเดิมได้โดยไม่ต้องใช้หนังสือส่งตัว แต่หากโรงพยาบาลรับส่งต่อเดิมนั้นถูกยกเลิกสัญญาด้วย ก็สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลของรัฐใกล้บ้านได้โดยไม่ต้องใช้หนังสือส่งตัว

กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินประชาชนสามารถเข้ารับบริการรักษาพยาบาลได้ที่หน่วยบริการภาครัฐและเอกชน ที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือหากเป็นภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติเข้าเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ หรือ UCEP ก็สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านได้


ส่วนผู้ป่วยที่ยังนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ถูกประกาศยกเลิกสัญญาแต่ยังไม่สิ้นสุดแผนการรักษา ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะใช้สิทธินอนรักษาต่อเนื่องได้จนอาการดีขึ้น แพทย์พิจารณาแล้วอนุญาตให้กลับบ้านได้ โดยโรงพยาบาลยังเบิกค่าใช้จ่ายกรณีผู้ป่วยกลุ่มนี้มายัง สปสช.ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ส่วนผู้ป่วยที่มีนัดผ่าตัดหรือแอดมิตเป็นผู้ป่วยในตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย.2563 กับโรงพยาบาลที่ถูกบอกยกเลิกจำนวน 7 แห่ง ยังสามารถแจ้งชื่อ วันนัดผ่าตัด และเบอร์โทรศัพท์ มาที่สายด่วน สปสช. 1330 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะประสานหน่วยบริการให้ได้รับการรักษา และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรือหากมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามทางสายด่วน 1330 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สำรวจคลินิก กทม.เบิกงบ “บัตรทอง” ผิดปกติ เสี่ยงยกเลิกสัญญากระทบคนกรุง

"8 แสนคน" กระทบปมเลิกสัญญาคลินิก-รพ.โกงบัตรทอง

THE EXIT : สวมรอยเบิกเงิน "บัตรทอง" (ตอน 1)

THE EXIT : เปิดปากคำ "พยาน" คลินิกทุจริตงบฯ บัตรทอง (ตอน 2)

 


"คลัง" ลั่นไม่นำข้อมูลร้านค้าเข้าร่วม"คนละครึ่ง"เก็บภาษี

Mon, 21 Sep 2020 11:26:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายลวรณ แสงสนิท ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง นี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการนำข้อมูล ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ มาใช้ในการเรียกเก็บภาษี หรือดูว่ามีความผิดในเรื่องอะไรหรือไม่ เพราะช่วงที่ผ่านมาก็มีการนำร้านค้าหรือผู้ประกอบการ เข้าร่วมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ซึ่งรัฐก็ไม่ได้ใช้ข้อมูลของเอกชนในการหาความผิดอะไร

ผู้ลงทะเบียนรับเงิน 3,000 บาทจะไม่มีการเรียกเก็บเงินคืนในทุกกรณียกเว้นหากพบว่ามีการทำผิดวัตถุประสงค์ ในการใช้เงินหรือกระทำ การทุจริตในทางใดทางหนึ่ง

สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 1 ต.ค.นี้ ต้องเป็นร้านค้าบุคคลธรรมดา ไม่ใช่ร้านค้าที่เป็นนิติบุคคล ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อและไม่ใช่ร้านค้าแฟรนไซส์ ขณะนี้มีร้านค้าที่พร้อมเข้าร่วมกว่า 100,000 รายทั่วประเทศ

ใครลงทะเบียนก่อนได้สิทธิ 3,000 บาท

ส่วนหลักเกณฑ์ โครงการคนละครึ่งที่รัฐจะแจกเงิน 3,000 บาทให้ประชาชนจำนวน 10 ล้านคน ไม่ได้จำกัดเงื่อนไข หรือพิจารณาจากรายได้ของผู้ที่จะได้รับสิทธิว่าต้องเป็น ผู้มีรายได้ในระดับเท่าใดแต่ยึดที่ผู้ลงทะเบียนได้ก่อน และทันตามจำนวนที่กำหนดไว้ 10 ล้านคน และเป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น กำหนดให้ผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จและได้สิทธิรับเงิน 3,000 บาทต้องใช้จ่ายในร้านค้าที่ร่วมโครงการภายใน 14 วันเท่านั้น หากไม่ใช้ภายในเวลาที่กำหนด จะตัดสิทธิจำนวนเงินทิ้งแล้วนำมาเปิดให้ลงทะเบียนใหม่จนกว่าจะครบตามจำนวนที่วางไว้ มีระยะเวลาตั้งแต่ต.ค.-ธ.ค.นี้

โครงการคนละครึ่งจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์คนละครึ่งดอทคอม วันที่ 16 ต.ค.นี้ และเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง 23 ต.ค.-31 ธ.ค.นี้ โดยรัฐบาลจะสมทบการใช้จ่ายให้สูงสุดวันละ 100 บาทต่อวัน ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนตลอดระยะโครงการ

ทั้งนี้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้เพราะรัฐจะเพิ่มวงเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 1,500 บาท แบ่งเป็นเดือนละ 500 บาท 3 เดือนติดต่อกัน จำนวน 14 ล้านคน ให้นำเงินส่วนนี้ไปใช้ในร้านค้าธงฟ้า ปกติจะได้เงินช่วยเหลือ 200-300 บาท จะเพิ่มให้อีก 500 บาทเป็นเวลา 3 เดือน


ปรับแก้เงื่อนไข"คนละครึ่ง" ให้ร้านนวด-ตัดผม เข้าร่วมได้

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เห็นด้วยกับหลักการโครงการดังกล่าวแต่หลายฝ่ายยังมองว่ารัฐควรปรับแก้เงื่อนไข เพราะมองว่าเป็นข้อกำหนดที่ละเอียดเกินไปกังวลว่าประชาชนนำเงินไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ อยากเสนอให้รัฐเปลี่ยนกำหนดให้เงิน 1,000 บาทต่อเดือนเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องกำหนดรายละเอียดย่อยซื้อเท่าไหร่ต่อครั้งก็ได้ เพื่อให้รายได้เข้าสู่ร้านค้ารายย่อยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

รัฐควรเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านทำผมรายเล็ก ร้านกาแฟโบราณ และร้านนวดแผนไทย เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย เพื่อช่วยให้เกิดการกระจายรายสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างทั่วถึง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศบศ.เคาะแจก "คนละครึ่ง" จำกัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการ-ค้าปลีก

เคาะแจกเงิน 3,000 บาท 10 ล้านคน ลงทะเบียน ต.ค.นี้

 

 

 

 


ชื่นชม อสม.ทำ CPR ช่วยชีวิตชายถูกไฟดูด

Mon, 21 Sep 2020 09:50:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายพีรพงศ์ท สิทธิชัย อายุ 27 ปี ชาว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ถูกไฟฟ้าซ็อตในขณะขึ้นต้นไม้ เพื่อไปเก็บยอดต้นขี้เหล็กก่อนร่างจะห้อยอยู่บนต้นไม้ และร่วงลงมากระแทกกับพื้นดินอย่างรุนแรง ต่อมาได้มีชาวบ้านเข้าช่วยเหลือปั๊มหัวใจ (CPR) จนสามารถรอดชีวิตได้อย่างหวุดหวิด

เหตุเกิดริมถนนสายห้วยยอด-ปากแจ่มหมู่ที่ 3 บ้านหนองหอยต.ห้วยยอดอ.ห้วยยอดจ.ตรัง ท่ามกลางเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม

ช่วยปั้มหัวใจอยู่หลายนาที กว่ารถจะเข้ามา โดยลูกชายเขาก็เป็นห่วงพ่อ หนุ่มคนนี้แขวนบนต้นไม้เพราะถูกไฟดูด มีคนตกปลาไปเจอพยายามนำตัวลงมา แต่ตกลงมาก่อน

 

นางนลินี หนูกูล หรือป้าดี อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน  เล่าเหตุการณ์นาทีระทึกว่า  หลังจากไปปลูกข้าวโพดภายในสวน และกลับมาถึงบ้านเพียงแค่ 15 นาที ได้รับเเจ้งว่าให้ไปช่วยเหลือ คนถูกไฟดูด

เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุพบว่า ร่างของหนุ่มเคราะห์ร้าย ร่วงลงมากระแทกบนพื้นที่อย่างรุนแรง โดยมีกิ่งไม้ติดแผ่นหลังลงมาด้วย เมื่อร่างตกถึงพื้น ตนเองจึงได้เข้าไปสอบถามอาการ ปรากฏว่ามีอาการอ่อนแรงหายใจรวยริน และชีพจรเต้นอ่อน และพูดว่าหายใจไม่ออกอยู่ตลอดเวลา

ผู้บาดเจ็บ มีอาการเจ็บปวดที่บริเวณขาแขน และฝ่ามือมีแผลไหม้เป็นรอยดำตนเอง จึงได้ช่วยปั๊มหัวใจ หรือซีพีอาร์ และนวดหัวใจอยู่เป็นระยะเวลากว่า 20 นาที จนอาการดีขึ้น และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาต่อไป

 

 

 

 


หมอเตือน! รู้ทัน "วัณโรคปอด" นั่งข้างกันติดได้

Sun, 20 Sep 2020 15:47:00

วันนี้(20 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก หมอเวร โพสต์ข้อมูลว่า จากข่าวการสูญเสียตลกอัจฉริยะ โรเบิร์ต สายควัน ทำให้หลายคนตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องวัณโรคปอดมาก จะขอเล่าให้ฟังแบบละเอียด เผื่อว่าวันนึงเราอาจจะเจอกับตัวเองหรือเจอกับคนใกล้ชิดก็ได้ เพราะเจ้าโรคนี้มันติดกันง่ายเลย

วัณโรคคือเชื้อแบคทีเรีย ชื่อในวงการเรียกสั้นๆว่า TB ติดต่อได้ผ่านระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เช่นปอด หลอดลม หรือบริเวณหลังโพรงจมูกก็ได้ ซึ่งเชื้อตัวนี้มีขนาดที่เล็กมาก เลยทำให้แพร่กระจายได้โดยวิธี Airborne หรือติดกันได้ผ่านทางหายใจ

ถ้ามีคนเป็นวัณโรคนั่งอยู่ในห้องเดียวกันกับเรา แล้วเกิดไอจามขึ้นมา คนรอบข้างก็สามารถติดได้หมดเลย เพราะระยะแพร่กระจายมันฟุ้งกว่า Doplet มากอย่างที่บอก

ตัวเชื้อมันเอง เอาจริงๆถือว่าค่อนข้างอ่อนแอง่อยกระรอกต่อแสงแดดมาก เจอ UV ไม่เกิน 5 นาทีก็สิ้นซากแล้ว เวลาที่มันบุกรุกเข้ามาในร่างกายเรา ถ้าเราแข็งแรงดี เชื้อวัณโรคส่วนใหญ่เข้ามาแป็ปเดียวก็โดนภูมิคุ้มกันเราสอยเกลี้ยงแล้ว แต่ในมุมกลับกัน ถ้าร่างกายเราอ่อนแอมาก เชื้อวัณโรคมีแต่จะยิ่งเติบโตขึ้น เพราะภูมิคุ้มกันเราจัดการมันไม่ทันนั่นเอง

เรื่องสุขภาพมีผลต่อวัณโรคโดยชัดเจน เราจึงเห็นข่าวคนรอบตัวบ่อยครั้งว่าคนที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนานๆ อาจเสี่ยงต่อการติดวัณโรคได้ง่าย เพราะมันแพร่อยู่ในอากาศ ฉะนั้นคนที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิในร่างกายจะกำจัดมันไม่ทันนั่นเอง ดังนั้นเราจึงเห็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV มักเสียชีวิตด้วยวัณโรคบ่อยครั้ง 

แต่ทว่า หลังร่างกายเรารับเชื้อวัณโรคไปแล้ว ใช่ว่าอีกวันสองวันจะแสดงอาการเลย คนที่แข็งแรงหน่อยอาจใช้เวลาลากนานถึง 2 ปีกว่าจะแสดงอาการ แต่คนที่ร่างกายอ่อนแอ อาจใช้เวลาลุกลามในไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

สำหรับคนที่อ่อนแอ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะไปเกาะกินระบบทางเดินหายใจ หลักๆก็มุ่งเน้นไปที่ปอดก่อนเลย เชื้อวัณโรคจะลงหลักปักฐานที่จุดใดจุดหนึ่งของปอดก่อน จากเมื่อมันกินเนื้อปอดจนยุ่ยแล้วก็จะขยายอาณาเขตต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายเราจะหายใจเองไม่ไหว และเสียชีวิตลง

วิธีเช็กอาการเบื้องต้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักมีการไอต่อเนื่อง รวมถึงมีเสมหะไม่หายซักที บางรายหนักๆหน่อยอาจไอเป็นเลือดด้วยก็ได้ ส่วนเรื่องอาการเจ็บปอด หรือแน่นหน้าอก ไม่ได้มีกันทุกเคสทุกราย เพราะบางรายที่วัณโรคไปเกาะอยู่ในกลีบปอดส่วนลึกมากๆ กว่าจะแสดงอาการอีกที เชื้อก็ลุกลามไปใหญ่โตแล้ว ดังนั้นไปตรวจที่โรงพยาบาลชัวร์สุดนะ

ตรวจหาวัณโรคได้ 4 วิธีหลัก

ด้วยความที่วัณโรคมันแพร่กระจายได้ง่ายอย่างที่บอก ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา คนรอบตัวน้าเบิร์ต ที่เคยแวะเวียนไปเยี่ยม ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อประเมินโรคกัน เหมือนอย่างตอนเคสน้องน้ำตาล ที่เป็นวัณโรคหลังโพรงจมูก แพทย์ก็แนะนำให้คนรอบข้างมาตรวจกัน 

เพราะในสถิติคนที่ติดเชื้อ 10 คน จะมีเพียง 1-2 คนที่แสดงอาการป่วยเท่านั้น แต่เรื่องตรวจอันนี้ห่วงจริงจังอย่ามองข้ามเชียว ที่เล่าให้เห็นภาพความน่ากลัวมาทั้งหมด จะบอกว่าปัจจุบันวัณโรคหากเจอในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่ต้องกลัว ดังนั้นคนอย่างเราๆ ที่ไม่รู้ว่าวันๆนึงเราเสี่ยงไปเจอใครมาบ้าง ถ้ามีอาการเข้าข่ายสงสัยก็ควรไปตรวจ หรือถ้ามีคนสนิทเป็นก็ควรไปตรวจกันให้หมดนะ ตรวจสุขภาพประจำปีให้หมอได้แชะภาพฟิล์มเอ็กซเรย์ปอดซักใบก็ยังดี

อย่างน้อยตรวจไม่เจอ ก็จะอุ่นใจไปได้อีกปีนึง หรือแม้ว่าตรวจเจอ หากเจอแต่เนิ่นๆ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาหายให้สูงขึ้นไปในตัวนั่นเอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สิ้นตลกดัง "โรเบิร์ต สายควัน" เสียชีวิต อายุ 54 ปี

เช็กอาการ "วัณโรค" รู้ก่อน รักษาได้

 

 

 

 


แพทย์แนะผู้ชุมนุมสังเกตอาการโควิด-19 อย่างน้อย 2 สัปดาห์

Sun, 20 Sep 2020 15:39:00

วันนี้ (20 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ย้ำให้ผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุม เฝ้าระวังตัวเองอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยพยายามอยู่ห่างๆ จากคนอื่น ระมัดระวังการแบ่งของกินของใช้ และการใช้สุขาสาธารณะร่วมกับผู้อื่น

นอกจากนี้ ยังขอให้สังเกตอาการตนเอง หากภายใน 2 สัปดาห์ มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล มีเสมหะ ดมไม่ได้กลิ่น ลิ้นรับรสไม่ได้ หรือท้องเสีย ขอให้รีบไปตรวจรักษาและหยุดงาน ซึ่งปกติแล้ว หลังจากได้รับเชื้อโควิด-19 เข้าไปในร่างกายผ่านทางเดินหายใจ หรือทางอื่นๆ จะใช้เวลาฟักตัวก่อนเกิดอาการเฉลี่ย 5.2 วัน

โดยประมาณร้อยละ 20 จะไม่มีอาการ ร้อยละ 65 มีอาการน้อยคล้ายไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และที่เหลือจะอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หอบเหนื่อย ผู้ติดเชื้อจะสามารถแพร่ให้ผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะกับคนในครอบครัว หรือเพื่อนฝูงที่ทำงาน หรือกับคนที่เราไปพบเจอ หากไม่ป้องกัน ดังนั้น การป้องกันโดยใส่หน้ากาก ล้างมือ และอยู่ห่างๆ จึงสำคัญมาก


จับตา! เมียนมาพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 วันเดียวกว่า 400 คน

Sun, 20 Sep 2020 15:26:00

วันนี้ (20 ก.ย.2563) ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (ศบค.) รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นจำนวน 6 คน ใน State Quarantine รวมสะสม 3,506 คน รักษาหายแล้ว 3,340 คน รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 107 คน เสียชีวิตคงที่ 59 คน


สำหรับผู้ป่วยใหม่เป็นผู้ป่วยนักเรียนชายไทย อายุ 8 ปี และหญิงไทย อายุ 35 ปี อาชีพแม่บ้าน เดินทางจากซาอุดีอาระเบีย เข้ามาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 ก.ย. เที่ยวบิยเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 12 คน เข้าพักใน State Quarantine ใน กทม. และตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 17 ก.ย. โดยไม่มีอาการ

ผู้ป่วยชายไทย อายุ 38 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางกลับจากคูเวต ถึงไทยเมื่อวันที่ 13 ก.ย. โดยต่อคเรื่องที่กาตาร์ เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 2 คน เข้าพักใน State Quarantine ใน จ.ชลบุรี ตรวจพบเชื้อครั้งแรกวันที่ 18 ก.ย. โดยไม่มีอาการ

ผู้ป่วยนักศึกษาหญิงไทยอายุ 21 ปี 2 คน และ อายุ 22 ปี 1 คน เดินทางกลับมาจากโมร็อกโก ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. โดยผ่านการคัดกรองด้านควบคุมโรค พบ 2 คนแรกมีอาการไข้ ปวดศีรษะ และไอ ส่วนอีกคนมีไข้ ปวดศีรษะ ไอ และได้รับสัมผัสรส กลิ่น ลดลง และทุกคนตรวจพบเชื้อ COVID-19 ในวันที่ 18 ก.ย.


ขณะที่ทั่วโลกติดเชื้อ COVID-19 สะสม 30,981,830 โดยเพิ่มขึ้นวันเดียว 291,160 คน รักษาหายแล้ว 22,582,005 คน และเสียชีวิต 961,337 คน โดยสหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อสะสมมากสุด 6,967,403 คน รองลงมาคือ อินเดีย บราซิล รัสเซีย และเปรู ส่วนฝั่งเอเชียประเทศเมียนมามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันเดียว 403 คน ทำให้มียอดรวมสะสม 4,870 คน เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 11 คน รวมสะสม 81 คน ส่งผลให้เมียนมา มียอดผู้ป่วยยืนยันเป็นอันดับที่ 119 ของโลก และเป็น 1 ในประเทศเอเชียที่พบผู้ป่วยต่อเนื่อง ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเมียนมา

 

 


สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมวันเยาวชนแห่งชาติ

Sat, 19 Sep 2020 20:46:00

วันนี้ (19 ก.ย.2563) เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ 20 ก.ย.2563 ความว่า

บุคคลไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่ ต่างต้องการชัยชนะ และต้องการให้ผู้ที่ไม่ได้คิด พูด หรือทำตามอย่างใจตน พ่ายแพ้ไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเอาชนะนั้น บุคคลพึงหันกลับมาทบทวนตั้งคำถามแก่ตนเองว่าถ้าได้ชัยชนะแล้ว จะมีโอกาสกลับแพ้อีกหรือไม่ และชัยชนะที่อาจได้เป็นชัยชนะที่ถาวรหรือไม่ แล้วจงระลึกถึงพระบรมพุทโธวาทที่ว่า ความชนะใดที่ชนะแล้วกลับแพ้ได้ ความชนะนั้นไม่ดี และ ความชนะใดที่ชนะแล้วไม่กลับแพ้ ความชนะนั้นดี

ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและไม่มีวันกลับแพ้ได้ จึงได้แก่การชนะใจตนเองที่จะไม่คิดร้าย พูดร้าย และทำร้าย หากพิจารณาพฤติการณ์ทั่วไปในหมู่มนุษย์ย่อมพบว่า การได้ชัยชนะบางทีก็มิใช่ความสุข หากเราไม่รู้จักเอาชนะใจของตนเองให้ได้ก่อน คนที่เอาชนะใจตนได้ ย่อมได้รับความสุขอันแท้จริง

ตัวอย่างชัยชนะที่ไม่มีวันกลับพ่ายแพ้เพราะเกิดจากการชนะใจตนเอง เช่น ชนะความตระหนี่ด้วยการให้ ชนะใจคนด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ชนะอุปสรรคด้วยความเพียร ชนะความดิ้นรนแสวงหาด้วยความพอเพียง ชนะคนความโกรธด้วยความไม่โกรธ เป็นต้น

ขออนุโมทนาความดีของเด็กและเยาวชน รวมทั้งของผู้ทำประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระอัฐมรามาธิบดินทร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้ทรงราชย์นับแต่ทรงพระเยาว์ทั้งสองพระองค์ โปรดอภิบาลรักษาให้ท่านประสบชัยชนะในการประกอบกรณียกิจ และในการพัฒนาตนให้เพียบพร้อมด้วยสุจริตธรรม เป็นกำลังของประเทศชาติสืบไป เทอญ

 


ป่วย COVID-19 เพิ่ม 3 คน-เสียชีวิตราย 59 ในรอบ 108 วัน

Sat, 19 Sep 2020 12:21:00

วันนี้ (19 ก.ย.2563) ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานว่าไทยมีผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ 3 คน เดินทางกลับจากต่างประเทศเข้าพักใน State Quarantine รวมผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,500 คน หายป่วยแล้ว 3,338 คน มีหายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 10 คน ผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล 103 คน หายป่วยทั้งหมด 3,338 ราย เสียเพิ่ม 1 คนรวมเสียชีวิตสะสม 59 คน

สำหรับผู้ติดเชื้อ 3 คนเป็น คนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศ เข้าพัก State Quarantines โดยคนแรกเป็นชายไทย อายุ 48 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางกลับจากบราซิล 1 คน เดินทางถึงไทยวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา  ตรวจเจอเชื้อในการตรวจครั้งที่ 1 วันที่10 ก.ย.ที่ผ่านมาหลังเข้าพักตัววันที่ 3 พบเชื้อโดยไม่มีอาการ

ส่วนอีก 2 คน เป็นชายไทย อายุ 22 และ 27ปี เดินทางกลับจากเยเมน ถึงไทยวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 4 คน เข้าพักใน State Quarantines ที่กรุงเทพ ตรวจเจอเชื้อในการตรวจครั้งที่ 1 วันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา วันที่ 5 ของการตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ

ขณะที่ผู้ติดเชื้อ COVID-19 เสียชีวิต 1 คน เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.) ถือเป็นเป็นรายที่ 59 ของไทยหลังจากไม่มีผู้ติดเชื้อเสียชีวิตติดต่อกันเป็นระยะเวลา 108 วัน จากที่เคยมีมีรายงานผู้ติดเชื้อเสียชีวิตรายที่ 58 เมื่อ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา และไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ

 

อินเดียติดเชื้อสูงสุดอันดับ 1 ของโลก 92,789 คน

ส่วนสรุปสถานการณ์ COVID-19  ทั่วโลก พบว่าประเทศทั่วโลก มีผู้ป่วยสะสม 30,697,825
คน เสียชีวิต 956,450 คน หายป่วย 22,339,980 คน โดยประเทศที่มีรายงานติดเชื้อรายใหม่สูงสุดคือ อินเดีย 92,789 คน ยอดผู้ป่วยสะสม 5,305,475 คน  สหรัฐอเมริกา 51,345 คน  ยอดผู้ป่วยสะสม 6,925,941 คน บราซิล 39,991 คน ยอดผู้ป่วยสะสม 4,497,434 คน ฝรั่งเศส 13,215 คน ยอดผู้ป่วยสะสม 428,696 คน อาร์เจนตินา 11,945 คน ยอดผู้ป่วยสะสม 613,658 คน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดไทม์ไลน์ "ล่าม" เสียชีวิต COVID-19 คนที่ 59 ของไทย

รอ สธ.ยืนยัน "ล่ามไทย" จากซาอุฯ ติด COVID-19 เสียชีวิตคนที่ 59

 

 


ไฟไหม้ย่านดอนเมือง เสียหายหลายหลังคาเรือน

Fri, 18 Sep 2020 21:56:00

วันนี้ (18 ก.ย.2563) เวลา 21.30 น. ศูนย์วิทยุอุรุพงษ์ รายงานเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ใกล้โรงเรียนจารุจินดา ซอยเชิดวุฒากาศ 7 ถนนเชิดวุฒกาศ แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างควบคุมเพลิง 

ความเสียหายเบื้องต้นพบบ้านเรือนประชาชนถูกไฟไหม้เสียหายอย่างน้อย 6 หลังคาเรือน ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

รายละเอียดจะรายงานให้ทราบต่อไป

 

ภาพ : ศูนย์วิทยุอุรุพงษ์

ภาพ : ศูนย์วิทยุอุรุพงษ์

 

 

ภาพ : ศูนย์วิทยุอุรุพงษ์

ภาพ : ศูนย์วิทยุอุรุพงษ์

 

ภาพ : ศูนย์วิทยุอุรุพงษ์

ภาพ : ศูนย์วิทยุอุรุพงษ์

 

 

 


เปิดไทม์ไลน์ "ล่าม" เสียชีวิต COVID-19 คนที่ 59 ของไทย

Fri, 18 Sep 2020 18:03:00

วันนี้ (18 กันยายน 2563)  นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงถึงกรณีนายหมัด มะมิน ล่ามของสำนักแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย อายุ 54 ปี เสียชีวิต พร้อมระบุรายละเอียดการติดเชื้อ COVID-19 

21 ก.ค.63 ได้รับการตรวจที่ประเทศซาอุฯ ตรวจเจอเชื้อ COVID-19 ร่วมกับมีภาวะวิกฤตทางระบบการหายใจ ขณะนั้นยังไม่ได้แอดมิท รักษาตัวอยู่ที่บ้าน 

26 ก.ค.63 มีอาการมากขึ้น หายใจไม่ทั่วท้อง มีไข้ ไอ ก็เลยไปโรงพยาบาล ได้รับการแอดมิท รักษาตัวในโรงพยาบาล King Fahad Medical City นอนที่โรงพยาบาลได้ประมาณ 4-5 วัน อาการแย่ลง

31 ก.ค.63 ต้องย้ายจากวอร์ดสามัญไปที่ ICU

10 ส.ค.63 คนไข้มีอาการหยุดหายใจ ต้องปั๊มหัวใจ และใส่ท่อช่วยหายใจ 

21 ก.ค.63 ผลเป็นบวกครั้งที่ 1

5 ส.ค.63 ผลเป็นบวกครั้งที่ 2 

ภาพ : กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ : กระทรวงสาธารณสุข


ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยมีการตรวจซ้ำอีกครั้ง 25 ส.ค.63 ผลเป็นลบครั้งที่ 1 วันที่ 30 ส.ค.63 ผลเป็นลบครั้งที่ 2 

1 ก.ย.63 เวลา 20.30 น. เดินทางออกจากกรุงริยาด โดย Air Ambulance พร้อมทีมแพทย์อินโดนีเซีย ขณะที่นำส่งแพทย์ได้ถอดเครื่องช่วยหายใจ ใช้เวลาเดินทางกว่า 10 ชั่วโมง

ในวันเดียวกัน เวลา 23.30 น. รถพยาบาลชั้นสูง พร้อมอุปกรณ์ ทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่กู้ชีพเดินทางออกจากโรงพยาบาลราชวิถีไปยังสนามบินดอนเมือง

ภาพ : กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ : กระทรวงสาธารณสุข


2 ก.ย.63
เวลา 01.30 น. ถึงไทย ทีมแพทย์ศูนย์กู้ชีพนเรนทร รพ.ราชวิถี รับผู้ป่วยจาก Air Ambulance ด้วย Patient Isolation Transport Unit พร้อมติดตามอาการและสัญญาณชีพตลอดการนำส่ง

3 ก.ย.63 เวลา 08.00 น. ผู้ป่วยมีการหอบเหนื่อยเหนื่อยมากขึ้น แพทย์จึงใส่ท่อช่วยหายใจ และได้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถี ตั้งแต่วันที่ 3-18 ก.ย.63 อาการทรงๆ ทรุดๆ มาตลอด

18 ก.ย. 63 เวลา 12.00 น. เสียชีวิต 

ภาพ : กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ : กระทรวงสาธารณสุข


ขณะที่ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นผู้ป่วยโควิด 19 ลำดับที่ 3,430 ของไทย จากการสอบสวนโรคพบประวัติชัดเจนว่า ติดเชื้อ COVID-19 ที่ซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ ก.ค.2563 การนำผู้ป่วยกลับประเทศไทยด้วยเครื่องบินพยาบาลมีระบบป้องกันการติดเชื้อ เมื่อถึงประเทศไทยอยู่ในระบบการดูแลรักษาที่มีมาตรฐาน ไม่พบผู้สัมผัสเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยคนนี้นับเป็นผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 เป็นรายที่ 59 ของประเทศไทยในทางระบาดวิทยาและทางสถิติ เนื่องจากยังเป็นการรักษาต่อเนื่องจากการรักษาโรค COVID-19 ในครั้งแรก แต่ในทางการแพทย์ถือว่าเสียชีวิตจากแบคทีเรียดื้อยา โดยจะเสนอให้คณะกรรมการวิชาการภายใต้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 พิจารณาให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงการเสียชีวิตของผู้ป่วยคนนี้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

รอ สธ.ยืนยัน "ล่ามไทย" จากซาอุฯ ติด COVID-19 เสียชีวิตคนที่ 59

 

 


รอ สธ.ยืนยัน "ล่ามไทย" จากซาอุฯ ติด COVID-19 เสียชีวิตคนที่ 59

Fri, 18 Sep 2020 16:15:00

วันนี้ (18 ก.ย.2563) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์  อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงถึงกรณีนายหมัด มะมิน ล่ามของสำนักแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย อายุ 54 ปี เสียชีวิต โดยระบุว่า ผู้ป่วยตรวจพบติดเชื้อ COVID-19 ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ขณะนั้นกรมการแพทย์ได้ให้แนะนำผ่านไลน์กลุ่มว่า ถ้าอาการหนักขึ้นให้ไปโรงพยาบาล ต่อมาวันที่ 26 ก.ค. ผู้ป่วยเริ่มมีอาการหายใจไม่ทั่วท้อง มีไข้ ไอ จึงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล King Fahad Meducal City ในวันที่ 31 ก.ค. ก่อนเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู ทีมแพทย์ได้ปั๊มหัวใจ และใส่ท่อช่วยหายใจ โดยมีอาการปอดอักเสบ ร่วมกับภาวะวิกฤตทางระบบการหายใจ


สำหรับการตรวจเชื้อ COVID-19 พบผลตรวจเป็นบวกในวันที่ 21 ก.ค. และ 5 ส.ค. ต่อมาก่อนกลับประเทศไทยได้ตรวจหาเชื้ออีก 2 ครั้งในวันที่ 25 ส.ค. และ 30 ส.ค. ผลเป็นลบทั้ง 2 ครั้ง ญาติจึงประสานขอให้นำผู้ป่วยกลับบ้าน ซึ่งเดินทางด้วย Air Ambulance กลับประเทศไทยวันที่ 1 ก.ย. โดยถอดท่อช่วยหายใจ ใช้เวลา 10 ชั่วโมง ถึงประเทศไทย วันที่ 2 ก.ย. เวลา 01.36 น. โรงพยาบาลราชวิถีได้จัดทีมรับโดยใช้ Air ambulance เช่นกัน วันที่ 3 ก.ย. ผู้ป่วยก็เริ่มมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้น ทีมแพทย์จึงใส่ท่อช่วยหายใจ อีกครั้งและได้ให้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำ ที่ผ่านมาก็มีอาการทรงๆ ทรุดๆ มาโดยตลอด

แม้จะตรวจแล้วผลตรวจเป็นลบ แพทย์ซาอุฯ ไม่ได้ให้ยาต้าน COVID-19 พอมาที่ไทยก็ไม่พบเชื้อ สาเหตุการตายหลักไม่ใช่ COVID-19 แต่ทางระบาดวิทยา คนไข้รักษาต่อเนื่องในโรงพยาบาล 54 วัน ถือว่าอยู่ระหว่างการรักษาครั้งแรกจากโรค COVID-19 ทางสถิติดูเหมือนว่าจะนับเป็นรายที่ 59 แต่ต้องรอผู้เชี่ยวชาญหารืออีกครั้ง

ปอดอักเสบจากแบคทีเรียดื้อยา - โรคแทรกซ้อน เหตุเสียชีวิต

ด้าน ผศ.นพ.พจน์ อินทลาภาพร โรงพยาบาลรวิถี ระบุว่า ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบต่อเนื่องจาก ก่อนส่งตัวมาถึงประเทศไทย แม้จะดีขึ้นจาก COVID-19 แต่มีการติดเชื้อปอดอักเสบจากแบคทีเรียดื้อยา โรงพยาบาลราชวิถีได้ให้ยารักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจและปอด โดยปอดด้านขวายังมีเงาทึบอยู่ ส่วนหนึ่งแป็นผลมาจากภาวะอักเสบในปอด (ARDS) อย่างรุนแรงจาก COVID-19 ทำให้หายใจลำบาก หลังเข้ารับการรักษาไม่ถึง 10 ชั่วโมง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ เพราะหายใจเองไม่ไหว ผู้ป่วยยังมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิดด้วย


ก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น 1 ครั้ง ช่วงรักษาที่ซาอุดีอาระเบีย ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบาดเจ็บ เมื่อดูแลต่อเนื่องถึงไทย ตรวจคลื่นหัวใจพบว่า คลื่นหัวใจผิดปกติอยู่ มีความเสี่ยงทำให้หัวใจเต้นผิดปกติและหยุดเต้นได้ คลื่นหัวใจของผู้ป่วยผิดปกติต่อเนื่องจนถึงวันสุดท้ายก่อนเสียชีวิต เป็นอุปสรรคในการให้ยา COVID-19 เนื่องจากไม่สามารถให้ยาที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจได้

ผู้ป่วยยังมีโรคประจำตัวทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดขึ้นๆ ลงๆ 100-140 ทำให้ยุ่งยากในการควบคุม หากควบคุมไม่ดี จนเกิดการติดเชื้อซ้ำก็จะยิ่งควบคุมและรักษาได้ยากขึ้น ส่วนเชื้อดื้อยา มีการติดเชื้อซ้ำต่อเนื่องระหว่างรับการรักษา ต้องให้ยาปฏิชีวนะหลายชนิด และเพิ่มยาควบคุมความดันเลือด เนื่องจากมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ปอดอักเสบต่อเนื่อง ภาวะ ARDS ซ้ำอีก ร่วมกับอวัยวะอื่นๆ ทำงานล้มเหลว มีปัญหาเรื่องระบบเลือด มีภาวะไตวาย ปัจจัยหลายอย่างร่วมกันทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

ขณะที่ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ผู้ป่วยรายนี้ถือเป็นผู้ป่วยคนที่ 3,430 ของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยทีมระบาดวิทยาสอบสวนโรค พบประวัติติดเชื้อ COVID-19 ที่ซาอุดีอาระเบีย ส่วนกระบวนการนำผู้ป่วยกลับไทย เดินทางด้วยเครื่องบิน Air Ambulance มีระบบป้องกันการติดเชื้อ แพทย์และพยาบาลก็ไม่ได้เข้าไทย เมื่อส่งผู้ป่วยแล้วเสร็จก็เดินทางกลับทันที ถือว่าส่งผู้ป่วยได้มาตรฐาน ป้องกันการติดเชื้อ ไม่พบผู้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยเพิ่มเติม

รองปลัดแรงงานยัน "ล่าม" ซาอุดีอาระเบียเสียชีวิตไร้ COVID-19

Fri, 18 Sep 2020 13:48:00

วันนี้ (18 ก.ย.2563) นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยกับไทยพีบีเอสว่า ได้รับแจ้งจากครอบครัวของนายหมัด มะมิน ล่ามประจำสำนักงานแรงงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย ผู้ที่เคยติดเชื้อ COVID-19 เสียชีวิตแล้ว หลังเดินทางกลับมาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถี ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา

จากการสอบถามแพทย์ เบื้องต้น ทราบว่านายหมัด ไม่มีเชื้อ COVID-19 แล้ว ก่อนเดินทางกลับมาประเทศไทย เนื่องจากหากยังป่วยอยู่จะไม่สามารถเดินทางได้ ซึ่งหลังจากเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลราชวิถี นายหมัดมีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ ปอดและร่างกายไม่แข็งแรง 

ขณะที่วานนี้ (17 ก.ย.2563) นางเธียรรัตน์ เป็นตัวแทนของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เข้าเยี่ยมนายหมัด ยังพบว่ารักษาตัวอยู่ในห้อง ICU โดยมีอาการปอดติดเชื้อแบคทีเรีย และค่าไตมีปัญหา ซึ่งทีมแพทย์ได้พยายามรักษานายหมัดอย่างเต็มที่ ก่อนที่วันนี้ช่วง 10.00 น. ภรรยาของนายหมัดได้โทรมาสอบถามเพื่อขออนุญาตให้ลูกของนายหมัดได้มาพบพ่อที่โรงพยาบาล และในเวลา 12.00 น. ภรรยาได้แจ้งอีกครั้งว่านายหมัดเสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการขอดินพระราชทาน พร้อมช่วยเหลือครอบครัวดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างไปยังมัสยิดที่ จ.ฉะเชิงเทรา และจะทำพิธีละหมาดในวันพรุ่งนี้ เวลา 11.00 น. และจะฝังไม่เกิน 12.00 น. ตามประเพณี 

นายหมัดเป็นล่ามให้กระทรวงแรงงานมากว่า 20 ปี และติดเชื้อ COVID-19 เนื่องจากเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยสื่อสารให้คนไทยได้กลับบ้านในช่วงที่มีการแพร่ระบาด กระทรวงขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวนายหมัดด้วย

ไทยพบผู้ติดเชื้อกลับจากต่างประเทศเพิ่ม 7 คน

ขณะที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 7 คน ใน State Quarantine รวมสะสม 3,497 คน หายป่วยแล้ว 3,328 คน รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 111 คน เสียชีวิตสะสม 58 คน 


สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ 7 คน เป็นผู้ป่วยชายเดินทางมาจากบังกลาเทศ 1 คนสัญชาติบังกลาเทศ อายุ 42 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางกลับถึงไทยเมื่อ 2 ก.ย.2563 เข้าพัก ASQ ใน กทม. ตรวจพบเชื้อครั้งที่ 2 วันที่ 15 ก.ย.โดยไม่มีอาการ 

ส่วนผู้ป่วยจากซาอุดีอาระเบีย 3 คน เป็นนักเรียนหญิงไทย 2 คน อายุ 14 และ 9 ปี และชายไทยอายุ 61 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางกลับถึงไทยเมื่อ 5 ก.ย.2563 เข้าพัก State Quarantine ใน กทม. ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 วันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ผลติดเชื้อ COVID-19 โดยพบว่า ผู้ป่วยบางคนมีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น น้ำมูก

ขณะที่ผู้ที่เดินทางกลับจาก ซาอุดิอาระเบียอีก 1 คน เป็นชายไทยอายุ 50 ปี มีประวัติเคยติดเชื้อมาก่อน เดินทางกลับถึงไทยเมื่อ 5 ก.ย.2563 เที่ยวบินเดียวกันกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 8 คน เข้าพัก State Quarantine ใน กทม. ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 วันที่ 16 ก.ย.ผลติดเชื้อ COVID-19 โดยพบว่า ผู้ป่วยมีประวัติเคยติดเชื้อเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยเดินทางมาจากกาตาร์ 1 คน เป็นชายไทยอายุ 41 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางกลับถึงไทยเมื่อ 13 ก.ย.2563 เที่ยวบินเดียวกันกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 1 คน เข้าพัก State Quarantine ใน จ.ชลบุรี ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ผลติดเชื้อ COVID-19 ผู้ป่วยไม่มีอาการ และปากีสถาน 1 คน เป็นชายสัญชาติปากีสถานอายุ 10 ปี เดินทางกลับถึงไทยเมื่อ 13 ก.ย.2563 ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 16 ก.ย.2563 ผลติดเชื้อ COVID-19 ผู้ป่วยไม่มีอาการ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ล่ามไทยในซาอุดีอาระเบีย ปลอด COVID-19 กลับถึงไทย 2 ก.ย.นี้

 

 


ราชกิจจาฯ ประกาศตั้ง "เจิมศักดิ์" นั่งประธานบอร์ด Thai PBS

Fri, 18 Sep 2020 12:00:00

วานนี้ (17 ก.ย.2563) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) เนื้อหาดังนี้ โดยที่พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 บัญญัติให้คณะกรรมการสรรหาแจ้งรายชื่อประธานกรรมการนโยบายและกรรมการนโยบาย พร้อมหลักฐาน แสดงคุณสมบัติและการไม่มีลักษณะต้องห้าม ตลอดจนความยินยอมของบุคคลดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการนโยบาย และให้นายกรัฐมนตรีประกาศรายชื่อคณะกรรมการนโยบาย ในราชกิจจานุเบกษา

แต่เนื่องจากมีกรรมการนโยบายบางส่วนจะครบวาระ 4 ปี ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 จึงจำเป็นต้องมีการสรรหาบุคคลเพื่อทำหน้าที่กรรมการนโยบายที่ครบวาระดำรงตำแหน่ง บัดนี้ คณะกรรมการสรรหาได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการนโยบาย และแจ้งรายชื่อมาเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการนโยบายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 จึงแต่งตั้งบุคคลเป็นประธานกรรมการนโยบายและ กรรมการนโยบายในคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ดังนี้

  • นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมการนโยบาย
  • นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมการนโยบาย ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษา การคุ้มครอง และพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
  • น.ส.อุษาสินี ริ้วทอง กรรมการนโยบาย ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และศึกษา การคุ้มครอง และพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
  • นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการนโยบาย ด้านการบริหารจัดการองค์กร
  • นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการนโยบาย ด้านการบริหารจัดการองค์กร

ทั้งนี้ ให้กรรมการนโยบายที่ได้รับแต่งตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี นับแต่วันที่ 29 ก.ย.2563

 


สธ.สั่งสถานพยาบาลรับมือน้ำท่วมจากพายุ "โนอึล"

Fri, 18 Sep 2020 11:53:00

วันนี้ (18 ก.ย.2563) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงเกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ประเมินความเสี่ยง สำรวจและวางแผนดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุในพื้นที่ รวมทั้งจัดทีมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และดำเนินการ ตามแผนรับมือป้องกันน้ำท่วมสถานบริการและเตรียมจุดบริการสำรองนอกโรงพยาบาล

 

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย

สำรวจเส้นทางการขนย้ายผู้ป่วย หากเกิดน้ำท่วมโรงพยาบาล หรือน้ำท่วมเส้นทางเข้า-ออก สำรองยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์และออกซิเจนให้เพียงพอ และตรวจสอบระบบระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ สำรองน้ำมัน ระบบสำรองไฟฟ้า เครื่องปั่นไฟ ให้พร้อมใช้งาน 24 ชั่วโมง

ขณะที่กรมอนามัย ได้สั่งการให้ศูนย์อนามัยทั่วประเทศเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และอุปกรณ์ด้านอนามัย สิ่งแวดล้อม รองรับหากเกิดน้ำท่วม เช่น การจัดการสุขาภิบาลอาหาร การจัดการขยะ จัดหาน้ำสะอาด และชุดนายสะอาด ประกอบด้วย ถุงดำขนาดใหญ่สำหรับใส่ขยะ ถุงดำเล็กสำหรับใส่อุจจาระ น้ำยาล้างจาน สบู่ หยดทิพย์หรือคลอรีนน้ำ ใช้สำหรับฆ่าเชื้อโรคในน้ำ

 

 

ทั้งนี้ ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง แต่หากเลี่ยงไม่ได้ต้องไม่อยู่ใกล้ที่สูง เช่น ต้นไม้สูง เสาโทรศัพท์ เสาไฟฟ้า ควรถอดวัตถุหรือเครื่องประดับที่เป็นโลหะ ออกจากร่างกาย แต่หากอยู่ในอาคาร ควรปิดประตูหน้าต่างทุกบานและอยู่ห่างจากผนังอาคาร ประตูและหน้าต่าง ถอดปลั๊กอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อลดอันตรายที่เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

 

 

กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนระมัดระวังอุบัติเหตุจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยขอให้ยึดหลัก "3 ห้าม 2 ให้" เพื่อป้องกันการจมน้ำในช่วงน้ำท่วม โดย 3 ห้าม ได้แก่ 1.ห้ามเล่นน้ำ 2.ห้ามหาปลา เก็บผัก 3.ห้ามดื่มสุรา และ 2 ให้ ได้แก่ 1.ให้สวมเสื้อชูชีพ หรือนำอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ติดตัวไปด้วย เช่น ถังแกลลอน ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา และ 2.ให้เดินทางเป็นกลุ่ม เพื่อคอยดูแลซึ่งกันและกัน รวมทั้งให้ระวังสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำมาหลบซ่อนอาศัยอยู่ตามบ้าน

 


เช็กเส้นทางเลี่ยงชุมนุมใหญ่ มธ.ท่าพระจันทร์ 19 ก.ย.นี้

Fri, 18 Sep 2020 10:48:00

วันนี้ (18 ก.ย.2563) กองบัญชาการตำรวจนครบาล แนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง เนื่องจากมีการจัดกิจกรรมชุมนุมทางการเมือง บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 19-20 ก.ย.นี้ และอาจเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล จึงขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทาง ดังนี้

เส้นทางควรหลีกเลี่ยง

  1. ถนนราชดำเนินใน
  2. ถนนราชดำเนินกลาง
  3. ถนนราชดำเนินนอก
  4. ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า
  5. ถนนวิสุทธิกษัตริย์
  6. ถนนจักรพรรดิพงษ์
  7. ถนนหลานหลวง
  8. ถนนดินสอ
  9. ถนนตะนาว
  10. สะพานพระราม 8
  11. สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

เส้นทางแนะนำให้ใช้

1. เส้นทางจากฝั่งพระนคร ไปธนบุรี

  • ด่วนยมราช - ถนนสวรรคโลก - ถนนราชวิถี - สะพานกรุงธน (ซังฮี้)
  • ถนนพระราม 6 - ถนนพระราม 1 - ถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม - ถนนเยาวราช - ถนนจักรวรรดิ - สะพานพระปกเกล้า
  • ถนนพระราม 4 - ถนนเยาวราช - ถนนจักรวรรดิ์ - สะพานพระปกเกล้า
  • ถนนพระราม 4 - ถนนสาทรใต้ - สะพานตากสิน

2. เส้นทางจากฝั่งธนบุรี ไปฝั่งพระนคร

  • คู่ขนานลอยฟ้า - ทางด่วนศรีรัช - ไปแจ้งวัฒนะ หรือ จตุจักร
  • คู่ขนานลอยฟ้า - ทางลงสิรินธร - สะพานกรุงธน (ซังฮี้) - ถนนราชวิถี - ถนนพระราม 6
  • สะพานพระปกเกล้า - ถนนจักรเพชร - ถนนมหาไชย - แยกสามยอด - ถนนเจริญกรุง - ถนนพระราม 4
  • สะพานพระปกเกล้า - ถนนจักรเพชร - ถนนมหาไชย - แยกสามยอด - ถนนเจริญกรุง - แยกเอสเอบี - ถนนวรจักร - ถนนบำรุงเมือง - ถนนพระราม 1
  • สะพานพุทธยอดฟ้า - ถนนจักรเพชร - ถนนอัษฎางค์ - ถนนบำรุงเมือง - ถนนพระราม 1
  • สะพานตากสิน - ถนนสาทรเหนือ - ถนนพระราม 4

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเส้นทางเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) หมายเลขโทรศัพท์ 1197 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือทางแอปพลิเคชัน M - Help Me และเว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th

เตรียมแผนจัดการจราจร 3 ระดับ

ขณะที่ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า ยังไม่ปิดการจราจร แต่เตรียมแผนจัดการจราจรเป็น 3 ระดับ คือ หากผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่กระทบต่อการจราจร ก็จะให้ประชาชนใช้เส้นทางได้ตามปกติ, ระดับที่ 2 หากมีผู้ชุมนุมบางส่วนลงมาบนพื้นผิวการจราจร ก็จะพิจารณาจัดให้อยู่ในช่องทางซ้ายสุด และระดับที่ 3 กรณีที่ผู้ชุมนุมลงมาอยู่บนถนนและรถไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ก็จะขออนุมัติผู่บัญชาการเหตุการณ์ให้ปิดการจราจรก่อนถึงจุดชุมนุมก่อน 1 แยก เพื่อให้รถที่ผ่านมาได้เปลี่ยนเส้นทางการจราจร

นอกจากนี้ยังได้จัดสถานที่รองรับสื่อมวลชนที่จะมารายงานข่าวและมีรถถ่ายทอดสัญญาณดาวเทียม บริเวณถนนราชินี ด้านข้างโรงละครแห่งชาติ และเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งสามารถรองรับรถขนาด 6 ล้อได้ประมาณ 30 คัน

ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศว่าจะเคลื่อนการชุมนุมไปทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเช้าวันที่ 20 ก.ย.นี้ ขณะนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากผู้ชุมนุมว่าจะใช้เส้นทางใด แต่ตำรวจได้เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัย และจัดการจราจรไว้ทั้ง 2 เส้นทาง ทั้งทางถนนราชดำเนินนอก และถนนนครสวรรค์ ขณะเดียวกันได้จัดเส้นทางฉุกเฉินสำหรับรถพยาบาล โดยใช้ถนนพระอาทิตย์ ถนนสนามไชย และถนนดินสอ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตำรวจเตรียมแผนรับมือม็อบ 19 ก.ย.

กทม.ยืนยันห้ามชุมนุม "สนามหลวง" ให้ใช้ออกกำลังกายเท่านั้น

มธ.งดเรียน เข้า-ออก "ด้านพระอาทิตย์" ประตูเดียว 19-20 ก.ย.นี้