"ศักดิ์สยาม" ออกจาก รพ.แล้ว กักตัวต่อที่บ้าน

Tue, 20 Apr 2021 19:55:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ตนได้เข้ารับการรักษาตัวจากโรค COVID-19 ณ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมานั้น

วันนี้ แพทย์ได้วินิจฉัยว่า อาการการติดเชื้อหายและดีขึ้นมากแล้ว จึงให้กลับไปกักตัวที่บ้านพักที่ จ.บุรีรัมย์ ต่ออีกประมาณ 2-3 วัน จากนั้นจะไปรับการตรวจ Swab และเจาะเลือดตามมาตรฐานสาธารณสุข อีกครั้ง ทั้งนี้ หากผลการตรวจครั้งสุดท้ายดังกล่าว ผลออกมาว่า ไม่พบเชื้อ และเป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุขนั้น ตนคาดว่าจะเข้าปฏิบัติงานที่กระทรวงคมนาคม ในวันที่ 26 เม.ย.นี้

ด้านแหล่งข่าวจากสำนักงานสาธารณสุข จ.บุรีรัมย์ ระบุว่า สำหรับผู้ใกล้ชิดนายศักดิ์สยาม ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ COVID-19ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2564 จำนวน 6 คน ประกอบด้วย ตำรวจติดตามนายศักดิ์สยาม จำนวน 5 ราย และคนขับรถ 1 รายนั้น ในขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการกักตัว ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยมีกำหนดการ ไปตรวจหาเชื้ออีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ศักดิ์สยาม" รัฐมนตรีคนแรกติดโควิด-19 ยืนยันผลตรวจเป็นบวก

"ศักดิ์สยาม" แจ้งความ 2 มือโพสต์ กระทำผิด พ.ร.บ.คอมฯ

"ศักดิ์สยาม" ไข้สูง 38 องศาเซลเซียส แอดมิด รพ.บุรีรัมย์

 

 

 


ครอบครัวรายได้น้อยยุคโควิดยังมีทางเลือกจำกัด

Tue, 20 Apr 2021 19:32:00


วันนี้ (20 เม.ย.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "Work from home" ใช้ไม่ได้กับ "พัชรา รดารงค์" และสามี ที่ยังต้องออกมาขายอาหารรถเข็นริมทาง ย่านชุมชนบางบัว เขตบางเขน พร้อมกับลูกสาววัยขวบเศษ

ความเป็นอยู่ที่ต้องดิ้นรนรายวัน ทำให้การค้าขาย แลกรายได้หลักร้อย ยังหยุดไม่ได้ เช่นเดียวกับอีกหลายครอบครัวที่จำเป็นต้องพาลูกหลานออกนอกบ้าน แต่มาพร้อมกับความเสี่ยง ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดรอบตัว ยังไม่น่าไว้วางใจ

เมื่อทุกที่ล้วนมีความเสี่ยง แต่ภาระงานเพื่อเลี้ยงปากท้องก็ละทิ้งไม่ได้ บ้านเด็กอ่อน มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ เป็นเพียงที่พึ่งเดียวสำหรับเด็กๆ จากครัวรายได้น้อย เพื่อให้ยังคงได้รับการดูแลต่อเนื่อง พร้อมกับบรรเทาภาระที่ผู้ปกครองต้องแบกรับในปัจจุบัน

การคัดกรองเด็กตามความจำเป็นสูงสุดของผู้ปกครอง เพื่อลดความแออัดภายในสถานรับเลี้ยงให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับดำเนินตามมาตรการสาธารณสุข

รวมทั้งการระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับครูผู้ดูแล เป็นความพยายามของบ้านเด็กอ่อนฯ ให้ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้พวกเขาคงเหลือพื้นที่แห่งโอกาสและทางเลือกที่จะเติบโต และดูแลพัฒนา เช่นเดียวกับเด็กครอบครัวอื่นๆ

 


เปิดภารกิจอาสาสมัครสายด่วน 1668 หาเตียงรับผู้ป่วยโควิด

Tue, 20 Apr 2021 19:14:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) ทีมข่าวไทยพีบีเอสลงพื้นที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ติดตามการทำงานของอาสาสมัครสายด่วนเฉพาะกิจ 1668 เพื่อทำหน้าที่สอบถามอาการของผู้ติดเชื้อ COVID-19 ระหว่างรอเตียงในโรงพยาบาลรับไปรักษา


น.ส.ปนัดดา ภักดีวิวรรธ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การรับสายแต่ละวันนั้นต้องพบกับปัญหาที่หลากหลายจากผู้ป่วย COVID-19 แต่ก็พยายามเป็นผู้ฟังที่ดี และพูดคุยแนะนำ เพื่อให้ปลายสายรู้สึกผ่อนคลายจากความกังวล

คนไข้บางคนไม่ได้เตียง บางคนอาการมากขึ้น ก็ทำให้มีอารมณ์ฉุนเฉียว เราก็ให้เขาได้ระบายก่อน แล้วให้กำลังใจเขา พร้อมแนะนำว่าเขาจะจัดการอย่างไรได้บ้างระหว่างที่รอเตียงอยู่


อย่างไรก็ตาม อาสาสมัครทุกคนที่เข้ามาทำหน้าที่ ล้วนมีงานประจำ แต่ก็เสียสละเวลา เพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้เข้าสู่ระบบการรักษาโดยเร็วที่สุด ทำให้แต่ละเคสต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาที


ทันตแพทย์หญิงออนอง มั่งคั่ง หน.ทีมประสานและตอบสนอง สายด่วนเฉพาะกิจ 1688 ระบุว่า ใช้เวลานาน ถ้าผู้ป่วยมีอาการค่อนข้างมาก ดังนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งข้อความให้ละเอียดและสร้างความเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังดำเนินการหาเตียงให้ผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง


ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่า การทำงานของสายด่วนเฉพาะกิจ 1668 มีทั้งหมด 20 คู่สาย แบ่งออกเป็น 3 ทีม ทั้งรับสาย ตรวจสอบข้อมูล และประสานส่งต่อ โดยจำแนกผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มสี ซึ่งจะมีแพทย์จะเป็นผู้ประเมินอาการ


ทั้งนี้ ภาพรวมตั้งแต่เปิดสายด่วน 1668 วันที่ 10 เม.ย.จนถึงปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อโทรศัพท์เข้ามาที่สายด่วน 1668  จำนวน 2,476 ครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ได้โทรกลับเยี่ยมติดตาม 2,307 ครั้ง ในจำนวนนี้ แบ่งเป็น  ขอเตียง 1,204 คน รับเข้าโรงพยาบาล 627 คน โดยอยู่ระหว่างเตียงอีก 509 คน แบ่งเป็น กลุ่มสีแดง 6 คน สีเหลือง 141 คน และสีเขียว 362 คน โดยในช่วงที่ผ่านมา มีประชาชนโทรเข้ามาที่สายด่วน 1668 มากที่สุด 219 คน

 

 


ราชกิจจาฯ ประกาศแบบวัคซีนพาสปอร์ตรองรับเดินทางต่างประเทศ

Tue, 20 Apr 2021 18:56:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ตีพิมพ์เอกสาร 2 ฉบับ เกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค หรือ วัคซีนพาสปอร์ต (Vaccine Passport) โดยเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ลงนามโดย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สาระสำคัญ คือให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดทำวัคซีนพาสปอร์ต

ซึ่งเป็นหนังสือรับรอง ที่มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ระบุชื่อ และข้อมูลส่วนบุคคล เกี่ยวกับการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อใช้สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ

โดยมีเงื่อนไข คือเอกสารรับรองนี้จะออกให้เฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยาของราชอาณาจักรไทย หรือได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และจะต้องมีลายมือชื่อของอธิบดีกรมควบคุมโรคหรือผู้ที่อธิบดีกรมควบคุมโรค มอบหมายให้ออกเอกสารรับรอง พร้อมประทับตราหน่วยงานของผู้ที่ออกเอกสารรับรองนั้น โดยเอกสารรับรองนี้จะรับรองเป็นรายบุคคลเท่านั้น


นายกฯเผยเจรจาซื้อวัคซีนไฟเซอร์ 5-10 ล้านโดส คาดนำเข้าก่อนสิ้นปี

Tue, 20 Apr 2021 18:37:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564 ) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงแผนการจัดหาวัคซีนทางเลือก ผ่านคณะกรรมการกลาง ด้วยสภาวะฉุกเฉินที่ต้องจัดซื้อผ่านการอนุญาตแบบรัฐต่อรัฐ โดยปฏิเสธการปิดกั้น แต่ย้ำถึงเงื่อนไขหลักที่ต้องปลอดภัย และมีระบบรองรับ เมื่อเกิดผลกระทบหรือผลข้างเคียง

พร้อมกันนี้ก็แจกแจงไทม์ไลน์วัคซีนว่าภายในเดือน ก.พ. จัดหาแล้ว 317,000 โดส เดือน มี.ค. อีก 800,000 โดส และเดือน เม.ย. 1,000,000 โดส รวมทั้งหมด 2,117,000 โดส ล่าสุดเข้ามาอีก 500,000 โดส และ พ.ค. จะมีอีก 1,000,000 โดส โดยการจัดซื้อเพิ่มนั้นอยู่ระหว่างเจรจาและรอรัฐบาลจีนอนุมัติ

ขณะที่วัคซีนแอสตราเซเนกาที่ผลิตในไทย จะเริ่มส่งได้ในเดือน มิ.ย. ประมาณ 4,000,000-6,000,000 โดส และเพิ่มจำนวนขึ้น ตามแผนในเดือน ก.ค. ไปถึงสิ้นปี จะครบ 61,000,000 โดส เมื่อรวมกับการจัดหาวัคซีนทางเลือกด้วย น่าจะเพียงพอต่อการรับมือได้ โดยไม่ถือว่า "ช้าเกินไปหรือน้อยเกินไป"

นายกรัฐมนตรี อ้างอิงว่า ขณะนี้สถาบันวัคซีนกำลังเจรจากับบริษัทไฟเซอร์ และมีความเป็นไปได้ ที่จะส่งมอบวัคซีนในเดือน ก.ค.-สิ้นปี ปริมาณ 5,000,000 ถึง 10,000,000 โดส แต่อยู่ระหว่างการรอใบเสนอราคาและเงื่อนไขอยู่ และยังมีอีกหลายยี่ห้อที่ประสานงานอยู่ด้วย

สำหรับ "ยาฟาวิพิราเวียร์" นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแผนสำรองที่สั่งการจัดหาเพิ่มเติมไว้ 3,500,000 เม็ด โดยแบ่งออกเป็น 2 เดือนแรกนี้ 2,000,000 เม็ด อีก 2 เดือนถัดไป 1,000,000 เม็ด และภายใน ก.ค. จะต้องเพิ่มอีก 500,000 เม็ด ภายใต้แผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายมากขึ้น

ส่วนโรงพยาบาลสนาม นายกรัฐมนตรี กำชับต้องพร้อมในทุกพื้นที่ และขอความร่วมมือผู้ป่วย ให้ความร่วมมือกับแพทย์ พยาบาล ที่จะปฏิบัติตนตามมาตรการด้านสาธารณสุข โดยให้คำมั่นที่จะดูแลบุคลากรทางการแพทย์อย่างดีที่สุด และย้ำที่จะพิจารณามาตรการรองรับด้านเศรษฐกิจและแรงงานโดยเร็วที่สุด

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 พบ 6 คน เกิดอาการอัมพฤกษ์ หลังฉีดวัคซีน "Sinovac"

 "เรมเดซิเวียร์" ยาต้านไวรัส ความหวัง "คนท้อง" สู้โควิด-19

 แพทย์แผนไทยฯ ย้ำ "ฟ้าทะลายโจร" กันโควิดไม่ได้ แค่ลดไข้-อักเสบ

 

 


พบ 6 คน เกิดอาการอัมพฤกษ์ หลังฉีดวัคซีน "Sinovac"

Tue, 20 Apr 2021 17:57:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟชบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ระบุว่า ปรากฏการณ์หลังฉีดวัคซีนเชื้อตาย Sinovac เกิดอัมพฤกษ์ขึ้น 6 คน ที่ จ.ระยอง 

และยังมีอีกหนึ่งรายที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ซึ่งคุณหมออภิวุฒิ เกิดดอนแฝก ผู้เชี่ยวชาญทางระบบประสาท ให้ยาละลายลิ่มเลือดและกลับมาเป็นปกติ ยืนยัน ด้วย MRI ซึ่งทางระบาดของโรงพยาบาลได้แจ้งกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว

ลักษณะดังกล่าวน่าจะเป็นเฉพาะล็อตของวัคซีน และไม่น่าจะเป็นจากวัคซีนทั้งหมด ซึ่งประกาศตามของกระทรวงสาธารณสุข

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศบค.เผยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,443 คน เสียชีวิต 4 คน

คลัสเตอร์ "กองบิน 1" ติด 8 นาย ผู้บังคับฝูงบิน 102 ติดเชื้อด้วย

แพทย์แผนไทยฯ ย้ำ "ฟ้าทะลายโจร" กันโควิดไม่ได้ แค่ลดไข้-อักเสบ

 

 


โควิดกระทบชีวิต ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่ม

Tue, 20 Apr 2021 16:23:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการสำรวจความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งหมด 9 จังหวัด 40 อำเภอ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และสงขลา โดยทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากร้อยละ 34.6 ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.2 ในปี 2563 สะท้อนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น

สอดคล้องกับผลสำรวจสุขภาพผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก ปี 2563 ที่พบสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.คนในครอบครัวต้องอาศัยอยู่กับผู้กระทำความรุนแรงมากขึ้น 2.เกิดความเครียดสะสมในครอบครัวจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ 3.การเว้นระยะห่างทางสังคมจาก ญาติ พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก และ 4.ผู้ถูกกระทำความรุนแรงเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเมื่อถูกละเมิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

นางภรณี กล่าวว่า สสส. ได้สนับสนุนกลไกป้องกันความรุนแรงร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ให้ก้าวข้ามจากปัญหา เห็นศักยภาพตัวเอง และเข้ามามีส่วนช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงรายอื่นต่อไป ผ่านกระบวนการสร้างเครือข่ายผู้ก้าวข้ามความรุนแรง ที่จะทำหน้าที่ประสาน ส่งต่อ และให้คำแนะทำทางกฎหมายกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงได้รับการช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม
จากนั้นจะรวบรวมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับเด็กและผู้หญิงพิการ มาวิเคราะห์ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการบริการของรัฐ ที่ผ่านมายังพบว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ยังมีเด็กและคนพิการจำนวนหนึ่งต้องเผชิญความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาที่พบคือ ผู้ถูกกระทำความรุนแรงกลุ่มนี้มักจะเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในครอบครัว

 

ในปี 2564 ทางเครือข่ายมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริการที่เป็นมิตรคำนึงถึงความต้องการผู้ประสบความรุนแรง 8 ข้อ ได้แก่ 1.ควรมีบทลงโทษทางอาญาต่อผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบการกระทำ หรือหลอกลวงให้มีเพศสัมพันธ์ 2.ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่การให้ความช่วยเหลือของศูนย์ช่วยเหลือสังคม (1300) อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง 3.ภาครัฐควรมีบริการทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และสตรีที่ท้องไม่พร้อม 4.ภาครัฐจัดสรรงบประมาณและบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยจัดสถานที่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว

5.รัฐจัดสรรงบประมาณจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็ก สตรี และคนพิการที่ประสบความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวเพื่อการดำเนินคดี 6.รัฐควรจัดบริการทางการแพทย์ บริการทางสังคม และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกโดยคำนึงเด็ก และสตรีพิการ 7.ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (ศปก.สค.) ควรมีบริการที่เป็นมิตร เข้าใจ ไม่ซ้ำเติม สนับสนุนทางเลือกในการแก้ไขปัญหา แนะนำช่องทางการช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ประสบความรุนแรงเป็นสำคัญ

และ 8.ควรมีการปรับปรุงระบบการบริการที่รวดเร็วในชั้นพนักงานสอบสวน การจัดหาล่าม ผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสารให้กับเด็ก ผู้หญิง และคนพิการที่ประสบความรุนแรง ทั้ง 8 ข้อเสนอมีเป้าหมายขับเคลื่อนเรื่องการป้องกันความรุนแรงสำหรับคนทุกกลุ่ม

 

 


แพทย์แผนไทยฯ ย้ำ "ฟ้าทะลายโจร" กันโควิดไม่ได้ แค่ลดไข้-อักเสบ

Tue, 20 Apr 2021 16:08:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีฟ้าทะลายโจรกับโรค COVID-19 โดยระบุว่า มีการศึกษาในระดับนานาชาติทั้งจีน และอินเดีย พบว่า สารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ที่อยู่ในฟ้าทะลายโจรนั้นในหลอดทดลองมีฤทธิ์ต้านไวรัสได้


ภายหลังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ศึกษาต่อก่อนพบว่า ฟ้าทะลายโจรเมื่ออยู่กับเซลล์ร่างกายไม่สามารถป้องกันไวรัสที่ทำให้เกิด COVID-19 ได้

ขอย้ำว่า ฟ้าทลายโจรไม่สามารถป้องกัน COVID-19 ได้ ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ตามข้อแนะนำสาธารณสุขในยังจำเป็น


นอกจากนี้ ในแง่ของการรักษา COVID-19 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาเพิ่มเติมในหลอดทดลองพบว่า สารแอนโดรกราโฟไลด์ในฟ้าทะลายโจร มีฤทธิ์ฆ่าไวรัส และแบคทีเรีย ลดไข้ได้ดี ซึ่งฟ้าทะลายโจรอยู่บัญชียาหลักรักษาหวัด ลดไข้ตั้งแต่ปี 2559

ฤทธิ์ที่น่าติดตามคือ  COVID-19 หากเป็นเชื้อไวรัสอย่างเดียวไม่น่ากลัวเท่ามีภาวะการอักเสบที่ติดตามมา ซึ่งฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ส่งเสริมภูมิคุ้มกันด้วย

เริ่มศึกษาใช้ฟ้าทะลายโจร รักษาโควิดใน รพ.สนาม

ทั้งนี้ พญ.อัมพร แจ้งว่า ผลการศึกษาวิจัยจาก 9 โรงพยาบาล ผู้ป่วยจำนวน 304 คน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่มีอาการน้อย ไม่มีอาการปอดบวม ให้รับประทานยาฟ้าทะลายโจร 180 มก.ต่อวัน แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

ทุกรายอาการดีขึ้น ไม่มีผลข้างเคียง รุนแรง มีเพียงผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น เวียนศีรษะ ใจสั่น ถ่ายเหลวเล็กน้อย และดำเนินการศึกษาอย่างต่อเนื่อง


สำหรับผลการศึกษานี้ เป็นสิ่งที่ทำให้คิดว่า ฟ้าทะลายโจรเป็นทางเลือกสำคัญในข้อเสนอที่จะใช้รักษาผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง และกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้เสนอให้ใช้ดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลสนาม ซึ่งโรงพยาบาลสนามบางแห่ง เช่น โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์เริ่มนำยาฟ้าทะลายโจรไปใช้แล้ว โดยหากมีผลการศึกษาอย่างไร จะมีรายงานต่อไป เพื่อนำไปใช้ประโยชน์

ข้อควรระวัง ยาไม่ใช่ขนม ควรใช้ให้ถูกต้อง

พญ.อัมพร ยังได้แนะนำว่า ห้ามใช้ยาฟ้าทะลายโจรกับผู้แพ้ยาฟ้าทะลายโจร หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต และข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจรร่วมกับยาวาร์ฟาริน แอสไพริน โคลพิโดเกรล ยาลดความดันโลหิต ยาเหล่านี้ให้ผู้ป่วยอัมพฤก อัมพาต เส้นเลือดหัวใจตีบ เพราะจะทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด และอาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้

แนะกินฟ้าทะลายโจรส่งเสริมภูมิคุ้มกัน

สำหรับการส่งเสริมภูมิคุ้มกันโดยใช้ฟ้าทะลายโจรนั้น สามารถรับประทานฟ้าทะลายโจร 20 มก./วัน ติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน หยุด 2 วัน ต่อเนื่องไม่เกิน 3 เดือน ทั้งนี้ ต้องพึงระวังอาการข้างเคียงอื่น ๆ ด้วย ข้อแนะนำนี้เกิดจากผลการศึกษาจากชิลีที่ช่วยให้การติดเชื้อหวัดลดลง


นอกจากนี้ กล้วยดิบรักษาโควิดได้นั้น ต้องแจ้งว่า เมื่อกินแล้วเข้าไปในทางเดินทางอาหาร แต่โควิดอยู่ในทางเดินหายใจ ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่แนะนำ รวมทั้งน้ำมะนาวกลั้วคอ ก็เช่นกัน ส่วนยาพื้นบ้าน สมุนไพร ส่วนใหญ่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) มีบทบาทในการส่งเสริมภูมิคุ้มกัน แต่ไม่ได้จำเพาะกับ COVID-19

ส่วนกระชายพบผลการศึกษาว่า กระชายครึ่งกิโลกรัมจะช่วยต้านไวรัสได้ ขณะนี้กำลังวิเคราะห์ เจาะลึกอยู่และอาจจะเป็นทางเลือกในอนาคต เช่นเดียวกับกัญชาที่กำลังศึกษาวิจัยอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม

"ฟ้าทะลายโจร" ยับยั้งโควิดแพร่เข้าเซลล์ไม่ได้

ข่าวดี! “ฟ้าทะลายโจร” ช่วยผู้ป่วย COVID-19 อาการดีขึ้น

 


สธ.หา 509 เตียงให้ผู้ป่วยโควิดแล้ว ขอ 74 คนติดต่อไม่ได้เข้ารักษา

Tue, 20 Apr 2021 15:29:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีการจัดการเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วย COVID-19 โดยระบุว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อาจมีอุปสรรคในการบริหารจัดการเตียง เนื่องจากผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะคลัสเตอร์สถานบันเทิงที่กระจายผู้ติดเชื้อไปจำนวนมาก โดยกรุงเทพมหานครมีผู้ติดเชื้อมากที่สุด


อย่างไรก็ตาม การจัดการเตียงในกรุงเทพมหานครนั้นได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ และทันท่วงที ผ่านสายด่วน 3 สาย คือ 1668 สายด่วนกรมการแพทย์ 1669 สายด่วน ศูนย์เอราวัณ และ 1330 สายด่วน สปสช. รวมถึงการประสานอาสากู้ภัยมาช่วยดูแลเพิ่มเติมด้วย

สำหรับข้อมูลจากสายด่วน 1668 ณ วันที่ 18 เม.ย. พบว่า มีการขอเตียง 1,204 คน รับเข้าโรงพยาบาลแล้ว 627 คน ผลยืนยันเป็นลบ 11 คน ติดต่อไม่ได้ 57 คน รอเตียงอยู่ 509 เตียง โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวหรือไม่ค่อยมีอาการ 362 คน กลุ่มสีเหลืองหรืออาการปานกลาง 141 คน  และกลุ่มสีแดงหรืออาการหนัก 6 คน ซึ่งต้องนำเข้ารักษาทันที

ผู้ป่วยที่รอเตียงอยู่ 509 คน แบ่งเป็น Swab จากโรงพยาบาลรัฐ/แลปเอกชนนอกโรงพยาบาล ซึ่งก่อนหน้านี้มีปัญหาว่าแลปรับตรวจแต่ไม่จับคู่โรงพยาบาลรองรับ ซึ่งขณะนี้ได้แก้ปัญหาแล้ว


นายสาธิต ระบุอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขได้แก้ปัญหาคนรอเตียงจำนวน 509 คน โดยส่งไป กทม. 29 คน Hospitel โรงพยาบาลเลิดสิน 96 คน รอส่งเพิ่มวันนี้ 73 คน โรงพยาบาลท่าฉลอม ส่งแล้ว 20 คน รอส่งศูนย์ประสานเตียงราชวิถีอีกจำนวนหนึ่ง 


นอกจากนี้ ยังส่งกรม สบส./สมาคมโรงพยาบาลเอกชนแล้ว 219 คน และรอส่งวันนี้อีก 9 คน สำหรับผู้ป่วยที่รอเตียงจากโรงพยาบาลบำราศฯ 95 คนนั้น จะส่งไปยัง Hospitel โรงพยาบาลเลิดสิน 90 คน และรอส่งศูนย์ประสานเตียงราชวิถีอีก 5 คน

สธ.ยังพร้อมจัดหาเตียงให้ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ส่วนกรณีจัดการเตียงที่ติดต่อไม่ได้ 74 คน ยืนยันเตียงยังมีว่างอยู่ แต่ 74 คนนี้อาจมีความต้องการที่ไม่ตรงกับที่กระทรวงจัดหาให้ แต่ขอให้เข้ารับการรักษา


รมช.สาธารณสุข ย้ำว่า ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทุกคนต้องแอดมิตในโรงพยาบาลทุกกรณี เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่า อาการป่วยจะรุนแรงขึ้นเมื่อใดหลังติดเชื้อ พร้อมยกกรณี "ค่อม ชวนชื่น" นักแสดงตลกชื่อดังที่ติดเชื้อ COVID-19 เป็นกรณีตัวอย่างว่า เมื่อ 2-3 วันก่อนยังให้สัมภาษณ์ได้อย่างมีความสุข แต่วันนี้กลับต้องเข้าห้อง ICU แล้ว

น้าค่อม ชวนชื่นให้สัมภาษณ์อย่างมีความสุขเมื่อ 2-3 วันก่อน วันนี้เข้าห้อง ICU แล้ว ไม่มีใครการันตีได้ว่าวันไหนจะเกิดอาการ หากไม่เข้าระบบอาจเกิดปัญหาการเสียชีวิตได้ และเสี่ยงแพร่เชื้อให้คนอื่นด้วย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไขปมป่วย COVID-19 เตียงไม่พอ-แนวคิดติดเชื้อกักตัวที่บ้าน

 


ที่บอกว่า...ติดโควิดรักษาฟรี (ใครจ่าย)

Tue, 20 Apr 2021 15:10:00

เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 มากขึ้นเกินวันละ 1,500 คน

สิ่งที่เห็นตามมาคือ การเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลสนาม ของหน่วยงานต่างๆ เกือบ 20,000 เตียง การเพิ่ม Hospitel อีกหลายแห่ง เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีระดับของอาการที่แตกต่างกัน

ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า “ถ้าตรวจโรงพยาบาลไหนและพบเชื้อ โรงพยาบาลนั้นจะต้องรับรักษาทันที”

อย่างไรก็ตามก็ยังมีการร้องเรียนให้ได้ยินหลายครั้งว่า โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ไม่ยอมรับผู้ติดเชื้อ

ต่อมาโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ยังประกาศงดรับตรวจหาเชื้อ โดยให้เหตุผลว่า “มีน้ำยาไม่เพียงพอ”

จึงมีคำถามที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกันว่า “น้ำยาตรวจไม่พอ” หรือ “ไม่อยากรับผู้ป่วยติดเชื้อไว้รักษา”

ขณะที่มีเสียงสะท้อนจากด้านโรงพยาบาลเอกชน ระบุว่า ที่ผ่านมา คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือคิดว่าตัวเองจะติดเชื้อ มักเลือกมาตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน เพราะรู้ว่า ถ้าพบว่าติดเชื้อ โรงพยาบาลต้องรับตัวไว้รักษา อย่างไม่มีเงื่อนไข (ซึ่งจะสบายกว่าการนอนรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ อย่างแน่นอน)

 

 

ในช่วงแรกอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อจำนวนผู้มารับการตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น และพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น การรับตัวเข้ารับการรักษาจึงเป็นเรื่องยาก

โรงพยาบาลเอกชนจึงต้องส่งต่อผู้ป่วย (ตามอาการ) ไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือบ้าง โรงพยาบาลสนามบ้าง หรือ Hospitel ที่ยังมีเตียงว่างอยู่ และพร้อมรับ

จุดนี้เองที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ติดเชื้อว่า “โรงพยาบาลเอกชนเลือกปฏิบัติ” ทั้งที่รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

รัฐบาลประกาศหลักเกณฑ์ “รักษาฟรี”

เรื่องนี้เคยมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ช่วงแรกๆ เมื่อต้นปี 2563

เรื่อง หลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของผู้ป่วยโรคไวรัส COVID-19 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2563 ให้ผู้ป่วยโควิด-19 เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินได้รักษาพยาบาลฟรีจากทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ห้ามเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย ส่วนโรงพยาบาลเบิกค่าใช้จ่ายจากกองทุนสุขภาพตามสิทธิรักษา

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2563 ว่า เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในการเข้ารับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลของรัฐ หรือเอกชนให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาวการณ์ และเป็นธรรม

กระทรวงสาธารณสุขจึงเร่งพัฒนาและผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในการรับบริการในด้านระบบบริการสุขภาพ

อันนำไปสู่การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง “หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))”

ซึ่งประกาศฉบับนี้ กำหนดให้สถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน (โรงพยาบาล) ทุกแห่ง จะต้องให้การรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉินแก่ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 จนพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล

 

 

และหากจะต้องส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาพยาบาลยังสถานพยาบาลอื่น ต้องจัดการให้มีการจัดส่งต่อตามความเหมาะสม โดยไม่มีเงื่อนไขในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ให้สถานพยาบาลดำเนินการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไปที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตามแนวทางการเรียกเก็บที่ สปสช.กำหนดแทน ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

เว้นแต่ กรณีที่สถานพยาบาลจะต้องส่งต่อผู้ป่วยไปรับการดูแลรักษายังเครือข่ายสถานพยาบาลที่จัดไว้ แต่ตัวผู้ป่วยหรือญาติฯ ปฏิเสธ ไม่ขอให้ส่งต่อหรือประสงค์จะไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเอง

 

สถานพยาบาลจะได้รับเงินภายใน 45 วัน

ขณะที่ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุว่า สำหรับระยะเวลาที่สถานพยาบาล จะได้รับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 จะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน

เริ่มตั้งแต่ สปสช.ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร สรุปค่าใช้จ่าย และแจ้งให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมาย

เบิกได้ทุกสิทธิ 597 รายการ

หลังจากนั้นกองทุนจะดำเนินการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขฯ ซึ่งมีการกำหนดรายละเอียดค่าบริการ ทั้งสิ้น 597 รายการ ให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน

ทั้งนี้ หากผู้ป่วยหรือญาติ พบโรงพยาบาลเอกชนในเขตกรุงเทพฯ เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สบส. โทร.02-193-7057 หรือ 1667

สปสช.ยืนยันรัฐจัดสรรงบฯ ให้แล้ว

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาเปิดเผย เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2564 ว่า หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเข้ารับการตรวจคัดกรอง สามารถไปรับการตรวจคัดกรอง ได้ที่โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนทุกแห่ง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

เนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้ สปสช.ผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับเป็นการตรวจคัดกรอง COVID-19 ให้กับโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทุกแห่ง

ขณะที่ นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ระบุว่า โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ยินดีให้บริการตรวจคัดกรอง COVID-19 แก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐบาล

สิทธิการตรวจคัดกรอง COVID-19 เป็นสิทธิของคนไทยทุกคน ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่ใช้สิทธิประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ ตลอดจนสิทธิสุขภาพอื่นๆ ด้วย

ขอย้ำว่า คนไทยทุกคนเข้ารับการตรวจคัดกรองได้ฟรี และขอให้ผู้ที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยง รีบไปเข้ารับการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 โดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง คนในครอบครัว คนใกล้ชิด และจะเป็นการป้องกันการระบาดในวงกว้างอีกทางหนึ่งด้วย

เพราะอะไร “เตียงไม่พอ”

หากหันกลับมามองด้านโรงพยาบาลเอกชน ถ้าย้อนกลับไปดูจะพบว่า ในช่วงต้นที่มีการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 หน่วยงานที่จะตรวจได้ ต้องเป็นโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น

แต่ต่อมาโรงพยาบาลเอกชนสมัครใจที่จะตรวจเอง อย่างน้อยก็เพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐ กระทั่งขยายออกไปมากขึ้น

ส่วนปัญหา “เตียงไม่พอ” ในโรงพยาบาลเอกชน เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อพบว่ามีผู้ติดเชื้อมากขึ้น

หากดูสัดส่วนพบว่า เฉพาะในกรุงเทพฯ มีโรงพยาบาลเอกชนมากถึง 60 เปอร์เซนต์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย 20 เปอร์เซนต์ โรงพยาบาลสังกัดกองทัพ 10 เปอร์เซนต์ และโรงพยาบาลของรัฐบาล 10 เปอร์เซนต์

ด้วยเหตุผลนี้คนส่วนใหญ่ จึงเลือกที่จะเข้าไปใช้บริการของเอกชนก่อนของรัฐบาล ทั้งเพื่อความสะดวกรวดเร็ว การบริการ

เมื่อเฉพาะในกรณีนี้ ที่แม้จะเข้ารับการรักษาที่ไหน ก็ “ฟรี” เหมือนกัน การเลือกเข้าโรงพยาบาลเอกชน จึงเป็นสิ่งที่แรกที่คนจะนึกถึง นั่นคือสาเหตุที่พบว่า ทำไม “เตียงไม่พอ”

สิ่งที่ปรากฏออกมา เมื่อโรงพยาบาลเอกชนงดตรวจ โรงพยาบาลของรัฐเต็ม รัฐบาลจึงสั่งเร่งสร้าง “โรงพยาบาลสนาม” อย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ และแทบทุกจังหวัด เพื่อรองรับผู้ติดเช้อที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว

ขณะที่อีกมุมหนึ่ง หากเป็นต่างจังหวัด จะพบว่าไม่เกิดปัญหา “เตียงเต็ม” ในโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้น เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เลือกที่จะเข้าไปตรวจและรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐเป็นหลัก

ทำไมโรงพยาบาลเอกชนจึงไม่รับผู้ป่วย COVID-19

หลังเกิดปัญหาคนไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก ประกอบกับหลายรายขอย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน โดยเลี่ยงไม่ไปโรงพยาบาลสนาม หรือ Hospitel แต่มักได้รับการปฏิเสธว่า “เตียงเต็ม” เพราะ

- เมื่อมีผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม การเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมดคือ “ค่าใช้จ่าย” ที่จะเกิดขึ้น

ทั้งค่าชุด PPE การจัดแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สนับสนุน อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องช่วยหายใจ ห้องรักษาเฉพาะทาง อย่างไอซียู ห้องพัก อาหาร ฯลฯ หรือแม้แต่ลิฟต์ ที่จะต้องแยกจากผู้ป่วยทั่วไป ทั้งหมดคือ “ค่าใช้จ่าย”จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้น

ขณะที่การเบิกจ่ายจากรัฐที่รัฐบอกว่า “รักษาฟรี” แต่โรงพยาบาลได้รับเพียง 30 เปอร์เซนต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อราย ที่เหลือโรงพยาบาลต้องรับผิดชอบ และจะต้องใช้เวลาในกระบวนการเบิก จนกว่าจะได้รับเงินนานถึง 45 วัน

 

- เมื่อมีคนรู้ว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ มีผู้ป่วยติดเชื้อเข้ามารับการรักษา ทำให้ผู้ป่วยโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคติดต่อ เลี่ยงที่จะเข้ามารับการรักษา ทำให้โรงพยาบาลสูญเสียรายได้

ทั้งที่หากโรงพยาบาลรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อรายอื่น ก็สามารถรักษาได้แบบทั่วไป และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้โรงพยาบาลจึงเลือกที่จะ “ไม่ตรวจเชื้อ” ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่รับผู้ติดเชื้อเข้าไปรักษา

- หากสังเกตจะพบว่า ทำไมหลายคนที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะคนมีชื่อเสียงอย่าง “ดารานักแสดง” จึงเข้ารับการรักษาได้ทันที หลังรู้ว่าตัวเองติดเชื้อ เพราะคนเหล่านี้ “พร้อมจ่าย” หรือมีประกันชีวิตที่ “พร้อมจ่าย” ทันที จึงไม่ต้องรอเตียง

ถึงตรงนี้ทำให้มองได้หลายมุม ในมุมทางการแพทย์ ในความเป็นมนุษย์อาจมองว่าไม่เป็นธรรม เป็นความเหลื่อมล้ำ แต่หากมองในเชิงธุรกิจการแพทย์ ก็เป็นความจริงอีกด้านเช่นกัน

แต่ทั้งหมดคือคำตอบ ที่เราอาจจะต้องตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลมีระบบจัดการด้านสาธารณสุขที่ดี เราก็จะไม่พบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ เช่นเดียวกับอีกหลายปัญหา


กระหน่ำโทรแจ้งข้อมูลโควิด "ศูนย์เอราวัณ" สายแทบไหม้ !

Tue, 20 Apr 2021 14:48:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ที่กรุงเทพฯ พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 แล้วกว่า 5,000 คน ทำให้ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ ) ยังปฏิบัติภารกิจหนักต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เพื่อรับสายโทรศัพท์ จากทั้งผู้ที่ติดเชื้อ COVID-19 และกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ เพื่อเตรียมพร้อมรับตัวผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงโรงพยาบาลสนามในกรุงเทพฯ

 

นพ.พรเทพ แซ่เฮ้ง ผอ.ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กทม. เปิดเผยว่า ศูนย์เอราวัณได้รับมอบหมายให้เป็นศูนย์กลางประสานงานจัดส่งผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพื่อเข้ารับการรักษา ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.2564 โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสายด่วน 1668 กรมการแพทย์ และสายด่วน 1330 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ร้อยละ 50 โทรสอบถามข้อมูล-ขอให้ช่วยหาเตียง

ปัจจุบัน มีสายโทรศัพท์โทรเข้ามาเฉลี่ยวันละ 3,000 สาย ครึ่งหนึ่งเป็นสายที่แจ้งเข้ามาเกี่ยวกับเรื่อง COVID-19 ทั้งสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และแจ้งขอให้ช่วยจัดหาเตียง และเฉพาะเรื่องเตียง เฉลี่ยมีวันละประมาณ 80 ราย ซึ่งก่อนวันที่ 13 เม.ย.2564 มีเคส COVID-19 อยู่แล้วเกือบ 300 ราย แต่การบริหารจัดการแต่ละวัน ทำกันได้วันละ 100-120 ราย

 

และเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่พบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ทำให้มีผู้ป่วยที่มีอาการหรืออาการหนักเพิ่มขึ้น 100 - 200 เคส ในบางวัน และบางวันมีเคสที่ถูกส่งเข้ามาหาเข้ามากว่า 300 ราย ยังไม่รวมเคสที่ยังไม่ได้ส่งเข้ามาอีก

เน้นช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยโควิดที่มีอาการรุนแรงก่อน

นพ.พรเทพ ระบุว่า ในช่วงสถานการณ์ ที่กรุงเทพฯ ยังพบผู้ป่วย COVID-19 สะสมภาพรวมกว่า 5,000 คน แต่ยังยืนยันว่าเจ้าหน้าที่พร้อมทำกันเต็มตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งกันผลัดละ 8 ชั่วโมง พร้อมให้ความมั่นใจว่ากรณีที่ผู้ป่วยติดต่อมา ทางศูนย์เอราวัณพร้อมประสานในการส่งตัวต่อให้แน่นอน แต่อาจต้องใช้ระยะเวลา

 

สำหรับการรับตัว มีแนวทาง 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ไม่แสดงอาการ หรืออาการไม่รุนแรง และกลุ่มที่มีอาการเปลี่ยนแปลง มีอาการมากขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงก่อน แต่ทุกเคสที่ติดต่อมาจะได้รับการช่วยเหลือแน่นอน

เรียกร้องโทรแจ้งเคสโควิดที่สายด่วน 1668 และ 1330

สำหรับการรับเคสผู้ป่วย COVID-19 และกลุ่มเสี่ยงของศูนย์กลางประสานงานจัดส่งผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพื่อเข้ารับการรักษา ประชาชนติดต่อได้ที่สายด่วน 1668 กรมการแพทย์ และสายด่วน 1330 สปสช.ได้โดยตรง ซึ่งทั้ง 2 หน่วยจะแจ้งส่งต่อเคสมาที่ศูนย์เอราวัณ

 

ส่วนเบอร์สายด่วน 1669 ศูนย์เอราวัณ ขอสำรองให้สำหรับเคสฉุกเฉินและเคสทั่วไปกรณีต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับ COVID-19 ที่ยังคงมีอีกหลายเหตุการณ์หลายกรณีเกิดขึ้นแต่ละวันและรอคอยการช่วยเหลือเช่นกัน โดยมีรถของทางศูนย์ฯ และเครือข่ายพันธมิตรด้านการแพทย์ฉุกเฉินสนับสนุนภารกิจ

 

 


"เรมเดซิเวียร์" ยาต้านไวรัส ความหวัง "คนท้อง" สู้โควิด-19

Tue, 20 Apr 2021 14:42:00

การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เริ่มกระจายเป็นวงกว้าง ติดเชื้อแล้วใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งเด็กเล็ก 2 เดือน ไปจนถึงคนสูงอายุ 70 ปี ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ภายในบ้านกลางเมืองกรุง ที่วันหนึ่งทราบข่าวว่า คนใกล้ชิดติดเชื้อไวรัส COVID-19

ความกังวลที่เกิดขึ้นจากโรคร้าย ทำให้หญิงตั้งครรภ์คนนี้เดินทางไปตรวจหาเชื้อทันทีเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ความกังวลเกิดขึ้นกับคนไทยอีกหลายคน ทำให้คิวรอตรวจหาเชื้อในโรงพยาบาลนั้นยาวเป็นหางว่าว

หญิงตั้งครรภ์ วัย 37 ปี คนนี้ บอกกับไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า ทีมแพทย์แจ้งให้กลับไปรอที่บ้านก่อน แล้วค่อยกลับมาตรวจอีกครั้งในตอนเช้า แม้จะบอกว่าเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง เนื่องจากเกรงว่าอาจมีโอกาสติดเชื้อจากการนั่งรอคิวในโรงพยาบาลได้

ผ่านไปข้ามคืน ว่าที่คุณแม่คนนี้เดินทางไปโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อตรวจหาเชื้อ ก่อนที่จะทราบผลว่าเป็นลบ ในวันถัดไป สาธารณสุขในพื้นที่ได้เข้ามาสอบสวนโรคที่บ้าน พร้อมนำเครื่องวัดไข้ หน้ากากอนามัย และแอดไลน์เข้ากลุ่มเพื่อให้รายงานการวัดไข้ประจำวัน ซึ่งตลอดเวลาที่กักตัวที่บ้านหญิงตั้งครรภ์คนนี้ไม่มีอาการไข้แม้แต่วันเดียว

ว่าด้วยการเอกซเรย์คนท้อง "พบเชื้อลงปอด"

กระทั่งวันที่ 13 เม.ย.อาการป่วยอย่างแรกก็ปรากฎ น้ำมูกใสไหลออกมามาก จนต้องไปโรงพยาบาลเพื่อขอตรวจซ้ำ แต่แพทย์แจ้งว่าอาจเป็นอาการแพ้อากาศ จึงจ่ายยาลดน้ำมูกและให้กลับบ้านมากักตัวต่อ แต่แล้ววันที่ 16 เม.ย.อาการไอก็ตามมา หญิงตั้งครรภ์คนนี้จึงตัดสินใจไปตรวจหาเชื้ออีกครั้งที่โรงพยาบาล ก่อนพบว่าติดเชื้อ COVID-19 ในการตรวจรอบ 2

ตอนนั้นไอหนักมาก ไอจนไม่มีแรง หายใจไม่ออก พูดกับใครไม่ได้เลย ยิ่งพูดยิ่งไอ จนท้องเกร็ง คิดว่าตัวเองต้องคลอดก่อนกำหนดแล้ว


หญิงตั้งครรภ์คนนี้จึงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมทำความรู้จักอุปกรณ์ต่าง ๆ และเพื่อนใหม่ในห้องโรงพยาบาลอีก 2 คน ที่ร่วมให้กำลังใจและผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน

โดยวันนี้ (20 เม.ย.2564) นับเป็นการรักษาในโรงพยาบาลเป็นวันที่ 4 แล้ว จากวันแรกที่เข้ามาด้วยอาการไอหนักและน้ำมูกไหล จนต้องไปเอกซเรย์ก่อนพบว่า เชื้อลงปอดในวันที่ 2 ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล ทำให้ต้องเริ่มใช้ยาต้านไวรัส

ตอนเอกซเรย์ เพราะเป็นคนท้อง คุณหมอจึงให้ชุดป้องกันรังสีเอกซเรย์ คือ เสื้อตะกั่ว เมื่อเอกซเรย์ ก็ทำให้รู้ว่าเชื้อลงปอดแล้ว ทั้งที่อาการป่วยเพิ่งแสดงออกมาไม่กี่วัน และที่ผ่านมาเราไม่เคยมีไข้เลย

ยาต้านไวรัสสำหรับคนท้อง ความหวังของคนเป็นแม่

ทีมแพทย์แจ้งว่า สำหรับคนตั้งครรภ์จะไม่สามารถใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ในการรักษาเพื่อต้านไวรัสได้ ทำให้หญิงตั้งครรภ์คนนี้ยิ่งกังวลใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับลูกในท้อง แต่แล้วทีมแพทย์ก็ได้เสนอยาต้านไวรัสอีกตัวมาให้ 

ยาตัวนี้ชื่อว่า เรมเดซิเวียร์ เป็นยาต้านไวรัสที่มีผลการศึกษาว่าใช้กับคนท้องได้ แม้ว่าเป็นยาตัวใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามา บางโรงพยาบาลก็ไม่มี แต่พอหมอบอกว่ามันจะช่วยเรา ช่วยลูกได้ ถึงราคาโดสละ 5,000 บาท เราก็พร้อมสู้


หญิงอายุครรภ์ 7 เดือน ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอสออนไลน์ไปด้วยพร้อมกับอาการไอที่เริ่มดีขึ้นจากวันแรก ที่รักษาในโรงพยาบาล หลังรับยาเรมเดซิเวียร์ที่ฉีดเข้าเส้นเลือด เช่นเดียวกับการให้น้ำเกลือมาเป็นวันที่ 2 แล้ว ควบคู่กับยาลดการอักเสบ

ส่วนยากินนั้น แพทย์ให้ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก ยาฆ่าเชื้อชนิดอ่อนสำหรับคนท้องควบคู่ไปด้วย

ยาเรมเดซิเวียร์นี้เห็นเขียนไว้ว่าเป็นยาเฉพาะ ไม่มีสต๊อก แต่พอเอามาใช้แล้วอาการก็ดีขึ้น ไอน้อยลง คุณหมอก็ดูแลดี ให้กำลังใจ บอกว่ามียารักษาแล้วนะคุณแม่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็หาย ความกังวลเราก็เริ่มลดลง


ทั้งนี้ ผู้ป่วย COVID-19 คนนี้ ทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ทีมแพทย์จะยังรักษาไปตามอาการ จนกว่าจะหายเป็นปกติและกลับบ้านได้ แต่อยากฝากให้กำลังใจว่าที่คุณแม่ทุกคนว่า ไม่มีใครอยากติดเชื้อไวรัส แม้ว่าจะระวังตัวแล้ว แต่สุดท้ายกลับติดเชื้อ ก็ขออย่ากังวลมากเกินไป ขอให้กำลังใจทุกคน เพราะเชื้อว่าเมื่อเป็นก็หายได้ สาธารณสุขไทยมีความก้าวหน้า ทั้งวันนี้ยังมียาต้านไวรัสสำหรับคนท้องเข้ามาแล้ว ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ

ไทยสำรอง "ยาเรมเดซิเวียร์" ใช้รักษาโควิดหลายประเทศ

สำหรับยาเรมเดซิเวียร์ (remdesivir) เป็นยาต้านไวรัสอีโบลา ของบริษัท กิลิแอด ไซเอนเซส ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในต่างประเทศได้มีการนำมาใช้รักษาผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอาการรุนแรง หรือใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ได้ตั้งแต่ปี 2563 หลังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ใช้เรมเดซิเวียร์รักษาผู้ป่วย COVID-19 ได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ญี่ปุ่นไฟเขียวใช้ "เรมเดซิเวียร์" รักษา COVID-19

บริษัทยาสหรัฐฯ จ่อทดลองยาต้านไวรัส "เรมเดซิเวียร์" ชนิดสูดดม

"เกาหลีใต้" เตรียมใช้ยาเรมเดซิเวียร์ รักษาโควิด-19

สำหรับในประเทศไทยนั้น นอกจากองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้สำรองยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งเป็นยารับประทานอีกอย่างน้อย 3 ล้านเม็ด ซึ่งจะทยอยเข้ามาตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. ยังได้จัดหายาเรมเดซิเวียร์ ซึ่งเป็นยาฉีดโดยเตรียมเอาไว้ให้สำหรับผู้ป่วยอาการหนักที่ไม่สามารถรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ได้ประมาณ 1,000 หลอดอีกด้วย

GPO (อภ.)เร่งจัดหายาฟาวิพิราเวียร์เพิ่มอีก 3 ล้านเม็ด ยืนยันอุปกรณ์การแพทย์ รับมือโควิดมีเพียงพอ เมื่อวันที่ 19...

โพสต์โดย องค์การเภสัชกรรม เมื่อ วันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2021

 


"อนุทิน" เผยเจรจาผู้ผลิตวัคซีนหลายราย ไม่มีใครส่งทัน พ.ค.นี้

Tue, 20 Apr 2021 14:33:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ตัวแทนบริษัทไฟเซอร์ ได้หารือร่วมกัน ถึงเรื่องของวัคซีน COVID-19

ในการเจรจามีความพยายาม ที่จะหารือกับผู้ผลิตหลายราย แต่ไม่มีบริษัทใดยืนยันถึงการผลิต และจัดส่งวัคซีนได้ในเดือน พ.ค.นี้ หากรับเงื่อนไขข้อตกลงร่วมกันได้ เราก็ยินดีที่จะสั่งซื้อ เพื่อสำรองไว้เป็นวัคซีนทางเลือก

ขณะนี้มีเพียงบริษัทซิโนแวค ที่จะส่งให้ได้ในเดือน พ.ค. และบริษัทแอสตราเซเนกา ที่ผลิตในประเทศไทย เท่านั้น ที่สามารถผลิตและจัดส่งวัคซีนให้ได้ตามสัญญาที่กำหนดไว้ คือเดือน มิ.ย.นี้ พร้อมเตรียมขออนุมัติขยายไซต์การผลิตให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งทุกอย่างทำตามมาตรฐานและแผนที่วางไว้

นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับน้ำยาตรวจ COVID-19 ไม่เพียงพอ เนื่องจากขณะนี้มีผู้มารับการบริการการตรวจหาเชื้อจำนวนมาก จึงได้สั่งซื้อและผลิตน้ำยาตรวจหาเชื้อ COVID-19 สำรองไว้มากกว่า 1 ล้านชุด จึงเชื่อว่าไม่มีปัญหาแน่นอน รวมทั้งการสำรองยาฟาวิพิราเวียร์ด้วย

ส่วนปัญหาการบริหารจัดการเตียง ให้ผู้ป่วยได้เข้าระบบ และรับการรักษาทุกคนนั้น ยอมรับว่า ปัญหาการบริการจัดการใน กทม.ยากและซับซ้อน เพราะเป็นเมืองใหญ่ ไม่เหมือนต่างจังหวัดที่มี อสม.คอยช่วยเหลือ ยืนยันว่าผู้ป่วยติดเชื้อทุกคนต้องได้พบแพทย์ 

ทั้งนี้กรมการแพทย์รับเป็นผู้ดำเนินการ และจัดคิวการรับบริการผู้ป่วยแบ่งเป็น สีเขียว เหลือง แดง คนที่ป่วยต้องอยู่ในโรงพยาบาล คนที่มีอาการไม่รุนแรงเล็กน้อยอยู่ในโรงพยาบาลสนาม

ผู้ป่วยไม่สามารถปฎิเสธรักษาได้ถือว่ามีความผิด เนื่องจากเป็นโรคที่ต้องการรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรงและแพร่เชื้อ

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ฟาวิพิราเวียร์" หมดหรือไม่หมด-อนุทินสั่งซื้อเพิ่ม 1 ล้านเม็ด

ศบค.เผยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,443 คน เสียชีวิต 4 คน

แพทย์ชี้โรค COVID-19 เวลาเปลี่ยน ความรู้ก็เปลี่ยน

 

 

 

 

 


"ฟาวิพิราเวียร์" หมดหรือไม่หมด - อนุทินสั่งซื้อเพิ่ม 1 ล้านเม็ด

Tue, 20 Apr 2021 14:05:00

หลังจากประเทศไทยมียอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยยอดติดเชื้อวันนี้ (20 เม.ย.2564) เพิ่มขึ้น 1,443 คน ซึ่งคงที่จำนวนหลักพันเป็นวันที่ 7 แล้ว ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มีแพทย์คนหนึ่งโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ยาฟาวิพิราเวียร์กำลังจะขาด และยาเรมเดซิเวียร์ หมดแล้ว 

 

เมื่อวานนี้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แชร์โพสต์ของแพทย์คนหนึ่งที่โพสต์ว่า เชียงใหม่ยาหมดแล้ว ....แล้วยาก็มา 

 

ไทยพีบีเอสออนไลน์ได้สอบถามผู้ป่วย COVID-19 คนหนึ่ง เป็นชายอายุ 34 ปี รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งว่าเขายังได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ในการรักษาหรือไม่ ผู้ป่วยชายกล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ รวม 11 วัน เขาได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ทุกวัน

ย้อนไปเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา เขามีอาการแย่ลง ไอหนักขึ้น ออกซิกเจนต่ำกว่าค่ามาตรฐาน พูดแล้วเหนื่อยหอบ ผลเอกเรย์ปอดพบว่าเชื้อเริ่มลงปอด มีจุดที่ปอด และปอดเริ่มบวม หมอจึงเพิ่มฆ่าเชื้อ และยาสูดพ่นที่ช่วยลดการอักเสบและช่วยขยายหลอดลม ควบคู่กับยาฟาวิพิราเวียร์

 

แต่เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ในขณะที่คุยกับหมอผ่านวิดีโอคอลเหมือนเช่นทุกวัน คุณหมอได้แจ้งว่า ยาฟาวิพิราเวียร์หมด สต็อกยาที่เก็บไว้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ก็เอาออกมาใช้หมดแล้ว โรงพยาบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังพยายามหาให้อยู่ ล่าสุดได้มาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแล้ว แต่ก็ได้มาไม่กี่ชุด 

หมอเล่าว่า ตอนนี้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเร็วมาก แต่ละที่รับคนเพิ่มขึ้น แต่จำนวนยาไม่ได้เพิ่มตาม จึงทำให้เกิดสถานการณ์นี้

"อนุทิน" ยืนยัน ยาฟาวิพิราเวียร์ มีเพียงพอ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์วันนี้ว่า กระทรวงสาธารณสุข ขอยืนยันว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ ที่ใช้รักษาผู้ติดเชื้อ COVID-19 มีเพียงพอ สามารถบริหารจัดการได้

 

แม้ระหว่างนี้จะมีผู้ติดเชื้อและมีความต้องการใช้ยาเพิ่มขึ้น อัตราการใช้อยู่ที่ 10,000 กว่าเม็ดต่อวัน ก็มีการจัดหาเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 500,000 เม็ด เพื่อให้มีสำรองตลอดเวลา และให้เกิดการหมุนเวียน จึงได้สั่งการมอบนโยบายให้ทางองค์การเภสัชกรรม จัดหามาเพิ่มอีก 1 ล้านเม็ด คาดว่าจะส่งมอบในเดือน เม.ย.

ก่อนหน้านี้ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเมื่อวันที่ 17 เม.ย. ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้องค์การเภสัชกรรม สั่งซื้อยาเพิ่มอีก 500,000 เม็ด คาดว่ายาดังกล่าวจะมาถึงไทยในวันที่ 29 เม.ย.นี้

 

ซึ่งสต็อกยาของเดิมมีทั้งหมด 400,000 เม็ด ช่วงการระบาดในต้นเดือน เม.ย. พบว่ามีการใช้ยาไปแล้วกว่าวันละ 20,000 เม็ด


ยังมีผู้ป่วยตกค้างรอเข้ารับการรักษาในระบบ

Tue, 20 Apr 2021 13:16:00

6 วันต่อเนื่องที่ไทยพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่หลักพันคน แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดี ที่เมื่อวาน 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดงจาก 1,767 คน เหลือ 1,390 คน และตัวเลขนี้มีแนวโน้มว่าจะลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากความร่วมมือของประชาชน ในการปฏิบัติตามมาตรการที่ ศบค.ประกาศไปก่อนหน้านี้

แต่สิ่งที่น่าเป็นกังวลขณะนี้ คือ จำนวนผู้ป่วยหนักที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงผู้ติดเชื้ออีกจำนวนมาก ที่ต้องเข้าสู่ระบบการรักษา ซึ่งจะเชื่อมโยงกับจำนวนเตียง อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงจำนวนบุคลากรทางการแพทย์

ถ้าดูเฉพาะตัวเลขผู้ที่ยังรักษาตัวอยู่เมื่อวานที่ผ่านมา มีจำนวนมากถึง 14,851 คน โดยในจำนวนนี้ อยู่ในโรงพยาบาล 14,288 คน และอยู่ในโรงพยาบาลสนาม 563 คน แต่ขณะนี้มีผู้ติดเชื้ออีกจำนวนหนึ่ง ที่ยังรอเข้าสู่ระบบการรักษา เนื่องจากผู้ติดเชื้่อตรวจพบเชื้อจากแล็บที่ไม่ใช่โรงพยาบาล จึงต้องรอประสานไปยังส่วนกลาง เพื่อจัดสรรเตียงให้เข้ารับการรักษาตามระบบ

จากข้อมูลล่าสุดวันที่ 18 เม.ย. มีเตียงในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และฮอสพิเทล (Hospitel) ทั้งหมด 9,317 เตียง มีผู้ใช้งานแล้ว 6,294 เตียง และยังว่างอยู่ 3,023 เตียง

แม้จำนวนเตียงจะยังเพียงพอในขณะนี้ แต่ถ้าไปดูตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยังมีผู้ตกค้างอีกไม่น้อยกว่า 600 คน โดย นพ.สุขสันต์ กิติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. ระบุว่า กรณีการค้นหาเชิงรุกแล้วพบผู้ติดเชื้อ กทม.จะรับผิดชอบในการดูแล โดยปัจจุบันมีเฉลี่ย 120-140 คนต่อวัน มีเตียงโรงพยาบาลสนามอยู่ 1,656 เตียง เหลือว่าง 381 เตียง

กรณีที่ผู้ติดเชื้อยังไม่ได้มาพักประมาณ 600 คน ส่วนหนึ่งมาจากประชาชนไม่พร้อมเข้าโรงพยาบาลสนาม ต้องการอยู่โรงพยาบาลหรือฮอสพิเทลมากกว่า ส่วนของการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้มีการมอบหมายให้สำนักเทศกิจทั้ง 50 เขต ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน คาดว่า 1-2 วันจะเคลียร์ผู้ป่วยตกค้างที่บ้านได้

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่า แนวทางการคัดกรองผู้ป่วย กรณีการคัดกรองเชิงรุกแล้วพบผู้ติดเชื้อ จะแบ่งตามความรุนแรง คือ สถานะสีเขียว ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยจะให้รับไว้ในโรงพยาบาลสนาม ขณะที่ผู้ติดเชื้อจากการรับบริการไม่ว่าจะจากการไปตรวจที่แล็บหรือโรงพยาบาลใดก็ตาม หากความรุนแรงสถานะสีเขียวจะต้องเข้ารักษาในฮอสพิเทล ส่วนสถานะสีเหลือง-สีแดง จะรับไว้ในโรงพยาบาล

 

 

 


ศบค.เผยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,443 คน เสียชีวิต 4 คน

Tue, 20 Apr 2021 12:55:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID -19 ไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 1,443 คน รวมผู้ป่วยยืนยันระลอกใหม่ เม.ย.จำนวน 16,332 คน ยอดสะสม จำนวน 45,185 คน เสียชีวิตเพิ่ม จำนวน 4 คน รวมเสียชีวิตระลอกใหม่เดือน เม.ย.นี้ จำนวน 14 คน อาการหนัก จำนวน 223 คน และ จำนวน 50 คนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ

 

ผู้ติดเชื้อรายที่ 105 เป็นหญิงอายุ 58 ปี อยู่ใน กทม.เป็นผู้ป่วยติดเตียง มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ พบเชื้อ COVID -19 เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ไม่มีอาการ ต่อมาวันที่ 12 เม.ย. มีอาการ และเสียชีวิตวันที่ 17 เม.ย.2564 

ผู้ติดเชื้อรายที่ 106 เป็นชายไทยอายุ 78 ปี อยู่ใน กทม.อาชีพค้าขาย มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีอาการ 11 เม.ย.2564 พบเชื้อ COVID -19 วันที่ 15 เม.ย. และเสียชีวิต วันที่ 19 เม.ย.2564 

 

ผู้ติดเชื้อรายที่ 107 เป็นหญิงอินเดีย อายุ 86 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง พบเชื้อ COVID -19  วันที่ 18 เม.ย.2564 และเสียชีวิตในวันเดียวกัน

ผู้ติดเชื้อรายที่ 108 เป็นชายไทยอายุ 30 ปี เป็นโรคอ้วน มีประวัติไปสถานบันเทิงทองหล่อ มีอาการเมื่อวันที่ 4 เม.ย. พบเชื้อ #โควิด วันที่ 9 เม.ย. มีอาการปอดอักเสบรุนแรง อาการแย่ลง และเสียชีวิตในวันที่ 19 เม.ย.2564 

ตัวเลขผู้ติดเชื้อแนวโน้มยังเพิ่มขึ้น ขณะที่ 5 อันดับผู้ติดเชื้อ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรปราการ โดยพบผู้ติดเชื้อใน 68 จังหวัดเพิ่มจากเมื่อวาน (19 เม.ย.) ซึ่งอยู่ที่ 65 จังหวัด 

 

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การระบาดระลอกใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. จนถึงปัจจุบัน กรุงเทพฯ พบผู้ติดเชื้อ COVID -19 จำนวน 1,583 คน หรือร้อยละ 40 ต่างจังหวัดพบผู้ติดเชื้อ COVID -19 จำนวน 3,104 คน หรือร้อยละ 25 จึงเป็นเหตุให้ต้องประกาศพื้นที่ควบคุมสูงสุด 18 จังหวัด ขณะที่การสอบสวนโรคไม่ง่าย ผู้ติดเชื้อ COVID -19 ให้ข้อมูลเพียงร้อยละ 73 อีกร้อยละ 27 ไม่ให้ข้อมูล ส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อ COVID -19 เป็นนักเที่ยว รองลงมาคือพนักงาน และนักร้อง นักดนตรี จึงขอความร่วมมือให้ข้อมูล

 

กลุ่มที่พบติดเชื้อ COVID -19 เชื่อมโยงสถานบันเทิง รวม 6,020 คน พบติด COVID -19 มากที่สุด เป็นกลุ่มอายุ 20-29 ปี รองลงมาช่วงอายุ 30-39 ปี ส่วนใหญ่มีอาการ เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย อายุเฉลี่ย 27 ปี 

กรณีพบผู้ติดเชื้อ COVID -19 ในตลาดกลางเพื่อเกษตรกร จ.พระนครศรีอยุธยา ทีมตระหนักรู้ แจ้งว่า ต้นทาง พบผู้ป่วยญาติของพนักงานในร้านแห่งหนึ่งในตลาดกลางเพื่อเกษตรกร เดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยงกรุงเทพฯ วันที่ 11 เม.ย. ทำให้ญาติรับเชื้อและพนักงานติดเชื้อ COVID -19 รวม 17 คน โดยเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สอบสวนโรคเพิ่มเติมในตลาดทั้งหมด 50 ร้าน ในวันที่ 18 เม.ย. ตรวจทั้งหมด 742 คน พบติดเชื้อ COVID -19 จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 0.81 และวันที่ 19 เม.ย.ตรวจCOVID -19 จำนวน 594 คน อยู่ระหว่างรอผลตรวจ

 

นอกจากนี้ กรมอนามัย ได้จัดทำแบบสอบถามให้ผู้ประกอบการประเมินตนเอง เรียกว่า Thai Stop COVID-19 โดยให้ผู้ประกอบการ ประเมินตนเองเพื่อตรวจสอบการดูแลร้าน ซึ่งกระจายไปแล้วในทุกจังหวัด 

รวมถึงนี้ ศบค.อนุมัติให้ สทศ.มีการสอบในกรณีพิเศษ กรณีที่มีนักเรียนกระจายใน 5 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี ที่มีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถสอบ O-Netได้ในครั้งก่อน 100 กว่าคน 

 

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวถึงการจัดหาเตียงว่า สธ.มีส่วนในการดูแลเตียงในกรุงเทพฯ แบ่งคือ เตียงของ รพ.เอกชนซึ่งเป็นส่วนใหญ่ เตียงของกรุงเทพฯ เตียงของรพ.สังกัดกรมการแพทย์ และ เตียงของรพ.ในสังกัดมหาวิทยาลัย ซึ่งสอบถามได้ที่สายด่วน 1668 ,1669, 1330

ขณะที่การส่งต่อเคสผู้ติดเชื้อ COVID -19 ในกรุงเทพฯ แบ่งเป็น "สีเขียว" จากการตรวจคัดกรองเชิงรุกหรือการตรวจในระบบบริการ เป็นผู้ป่วย COVID -19 ที่ไม่มีอาการ หรืออาการเล็กน้อย เช่น ไอ ไข้ น้ำมูก ตาแดง ผื่นขึ้น ส่วนใหญ่ส่งต่อเข้าโรงพยาบาลสนาม และ Hospitel

 

การส่งต่อเคสผู้ติดเชื้อ COVID -19 "สีเหลือง" เป็นผู้ป่วย COVID -19 ที่มีอาการไม่รุนแรง หายใจเร็ว แต่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุมากกว่า 60 ปี มีโรคปอด โรคหัวใจ เบาหวาน ตับแข็ง ภาวะภูมคุ้มกันต่ำ 

การส่งต่อเคสผู้ติดเชื้อ COVID -19 "สีแดง" เป็นผู้ป่วย COVID -19 ที่มีอาการหอบเหนื่อยเวลาเดิน หายใจลำบาก พบปอดอักเสบรุนแรง มีภาวะปอดบวม ความอิ่มตัวของเลือดน้อยกว่าร้อยละ 96 

การคัดแยกผู้ป่วย COVID -19 ขณะนี้มีผู้ป่วยกว่า 600 คน อยู่ในการดูแลแล้ว ซึ่งมีผู้ป่วยสีเหลือง และสีแดง ไม่ถึง 100 คน จะพยายามหาเตียงให้ได้ภายในวันนี้ (20 เม.ย.) หากผู้ป่วยเพิ่มเป็น 1,000 คน ก็จะต้องจัดระบบเพื่อจัดหาเตียงให้ต่อไป 

 

 


แพทย์ชี้โรค COVID-19 เวลาเปลี่ยน ความรู้ก็เปลี่ยน

Tue, 20 Apr 2021 12:16:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovowan ระบุว่า โควิด-19 เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความรู้ก็เปลี่ยน จึงมีความสำคัญในการติดตาม การใส่หน้ากากอนามัย

สมัยก่อนโควิด เราจะแนะนำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ ใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคออกไป มากกว่าที่จะแนะนำให้คนปกติใส่

เมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด ปัจจุบันเป็นที่ทราบแน่ชัดแล้วว่า ทุกคนต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคร่วมกัน ในการลดการแพร่กระจายป้องกันเขา และป้องกันเรา

การแพร่กระจายของโรคโควิด แต่เดิมกล่าวว่า การแพร่กระจายจะเป็นทางฝอยละออง เพราะดูจากอำนาจการแพร่กระจายของโรค (R0) จะอยู่ที่ 2-3 ไม่ได้มากแบบโรคหัด (R0 = 15)

แต่หลังจากมีการแพร่กระจายอย่างมากใน superspreading โดยเฉพาะในที่ปกปิด อากาศถ่ายเทไม่ดี รวมทั้ง หรือมีรายงานการระบาดในโบสถ์ ที่มีการร้องเพลง ทำให้เข้าใจว่า การแพร่กระจายของโรค สามารถผ่านไปทางอากาศได้ (airborne)

อย่างเช่น ในสถานบันเทิงมาตรการในการป้องกัน จึงจำเป็นที่จะต้องเข้มงวดแบบการแพร่กระจายในอากาศ ดังนั้นในอาคารจึงจำเป็นที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัยเป็นอย่างยิ่ง

การกลายพันธุ์ ในระยะแรก ดูเหมือนว่าการกลายพันธุ์ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับไข้หวัดใหญ่

เมื่อไวรัสออกจากประเทศจีน เริ่มมีการกลายพันธุ์มาตลอด จะเห็นว่าสายพันธุ์ G แพร่กระจายได้รวดเร็วและกระจายไปทั่วโลก กลบสายพันธุ์อื่น

ต่อมาพบว่า มีการกลายพันธุ์อีกหลายสายพันธุ์ ที่ทำให้แพร่กระจายได้รวดเร็วและหลบหลีกภูมิต้านทาน

สายพันธุ์อังกฤษแพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์ G เดิม ซึ่งต่อไป ก็คงจะกระจายทั่วโลก และเพิ่มอัตราการติดโรคได้มากขึ้น ที่เห็นในประเทศไทย

การเป็นแล้วเป็นได้อีก หลักฐานปัจจุบันค่อนข้างชัดแล้วว่าโรคนี้ เมื่อหายแล้วยังมีโอกาสเป็นได้อีกเมื่อภูมิต้านทานตกต่ำลง หรือไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม ?

ดังนั้นในทำนองเดียวกันการให้วัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทาน ประสิทธิภาพในการป้องกันจึงไม่ 100 % เมื่อให้แล้วก็ยังเป็นโรคได้โดยมีความหวังที่จะให้ความรุนแรงของโรคลดลง

ภูมิคุ้มกันกลุ่ม ที่เคยคาดหวังไว้จะได้ผลดี ก็ต่อเมื่อโรคนั้นเป็นแล้วโอกาสกลับเป็นซ้ำน้อยมาก เช่น โรคหัด สุกใส

แต่สำหรับโควิด-19 ความหวังของภูมิคุ้มกันกลุ่ม อาจจะต้องมากกว่าที่คิด เพราะให้วัคซีนแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่ติดเชื้อและแพร่กระจายโรคได้ แต่อาการน้อยลง อัตราในการให้วัคซีนอาจจะต้องมากกว่าตัวเลขที่คำนวณตาม R0

ดังนั้นความรู้ในปัจจุบันนี้ ณ ขณะนี้ ก็ถูกต้องสำหรับขณะนี้ แต่ในวันข้างหน้าเมื่อมีองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตา! เคสหนัก COVID-19 ระลอก 3 เชื้อดุอยู่ในร่างกายนานขึ้น

เช็กกฎหมาย ! รพ.ปฏิเสธคนไข้-ผู้ติดเชื้อปกปิดข้อมูล

 

 

 

 

 


ยื่นหนังสืออ้างสหรัฐฯ แทรกแซงการเมืองไทย

Tue, 20 Apr 2021 11:31:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ประชาชนคนไทย" นำโดย นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา และนายพิชิต ไชยมงคล เป็นตัวแทนยื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

 

โดย นายพิชิต อ่านแถลงการณ์ อ้างว่า มีความพยายามในการแทรกแซงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เป็นการสร้างความขัดแย้ง สร้างแรงกดดัน โดยอ้างกระบวนการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยเป็นปฎิบัติการทางด้านการฑูตอย่างเปิดเผย ซึ่งทางตัวแทนกลุ่มเห็นว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าวเป็นการทำลายความมั่นคงของไทย

ในแถลงการณ์ ยังอ้างด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย

 

สำหรับบริเวณด้านหน้าสถานทูต มีตำรวจสันติบาล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนบริเวณรอบนอก มีตำรวจนครบาลลุมพินี คอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร

 

 


ติดโควิด รักษาครบ 14 วัน ต้องตรวจหาเชื้อก่อนกลับบ้านไหม ?

Tue, 20 Apr 2021 11:08:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) เพจ Drama-addict ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "มีคำถามมาจากลูกเพจว่า ถ้าติด COVID-19 เข้ารักษาในโรงพยาบาล หรือ Hospitel ครบ 14 วัน หมอให้กลับบ้านแล้ว ต้องตรวจ COVID-19 อีกรอบก่อนกลับไหม" 

โดยทางเพจ ระบุว่า คำตอบ คือ ไม่ต้อง เพราะปัจจุบัน พบว่า ต่อให้หายแล้วแต่นำคนไข้ไปตรวจก็อาจจะพบซากเชื้อ (ซากสารพันธกรรมของไวรัส) ในผู้ป่วยได้อีกหลายสัปดาห์จนถึงหลักเดือน แต่ไม่สามารถแพร่เชื้อได้

ดังนั้น ถ้าครบระยะเวลาที่กำหนด แล้วอาการดีขึ้น ก็กลับบ้านไม่ต้องทำ swab ก่อนกลับบ้าน เพราะถ้าจะให้ตรวจจนไม่พบซากเชื้อในร่างกาย มีแสนเตียงให้แอดมิตก็ไม่พอ หลังกลับบ้านก็ใช้ชีวิตตามปรกติได้ ไม่ต้องกักตัว แต่ก็ใส่หน้ากากล้างมือบ่อย ๆ ด้วย

มีคำถามมาจากลูกเพจว่า ถ้าติดโควิด เข้ารักษาใน รพ หรือฮอสพิเทล ครบ 14 วัน หมอให้กลับบ้านแล้ว...

โพสต์โดย Drama-addict เมื่อ วันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2021

 
สำหรับข้อมูลดังกล่าว เพจดังอ้างอิงจากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งระบุถึงแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในส่วนของคำแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วย COVID-19 โดยระบุว่า ผู้ป่วย COVID-19 ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง อาจอยู่โรงพยาบาลเพียงระยะสั้น ๆ แล้วไปพักฟื้นต่อที่สถานที่รัฐจัดให้ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยจะค่อย ๆ ดีขึ้นจนหายสนิท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายสัปดาห์แรกผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการมากขึ้นได้ ผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรืออาการดีขึ้นแล้ว อาจจะยังตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของ COVID-19 ในน้ำมูกและหรือน้ำลายของผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน อาจจะนานถึง 50 วัน

หายป่วยโควิดแล้วอาจตรวจเจอซากเชื้อได้อยู่

มีหลายการศึกษาพบว่าไม่สามารถเพาะเชื้อได้จากสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจของผู้ป่วยที่มีอาการมาแล้วนานกว่า 8 วัน ทั้งที่ยังตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี RT-PCR สำหรับไวรัสโคโรนา 2019 มีหลายสายพันธุ์บางสายพันธุ์อาจจะอยู่ได้นานขึ้น แต่ยังไม่แน่ชัดว่านานขึ้นกี่วัน สารพันธุกรรมที่ตรวจพบ

หลังจากผู้ป่วยมีอาการมานานแล้ว อาจเป็นเพียงซากพันธุกรรมที่หลงเหลือที่ร่างกายยังกำจัดไม่หมด นอกจากนี้การตรวจพบสารพันธุกรรมได้หรือไม่ได้ ยังอยู่ที่คุณภาพของตัวอย่างที่เก็บด้วย ดังนั้นในแนวทางเวชปฏิบัติฯ COVID-19 นี้ จะระบุว่า ไม่ต้องทำ swab ก่อนอนุญาตให้ผู้ป่วยออกจาก
สถานพยาบาล เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรักษา และการพบเชื้อจากการตรวจด้วย RT-PCR มิได้หมายความว่าจะสามารถแพร่เชื้อต่อได้


ทั้งนี้ แพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาจากอาการเป็นหลัก ตามเกณฑ์ข้างต้น ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันเชื่อว่าไม่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ผู้ป่วยที่พ้นระยะการแพร่เชื้อแล้วสามารถด ารงชีวิตได้ตามปกติ การปฏิบัติตนในการป้องกันการติดเชื้อเหมือนประชาชนทั่วไป จนกว่าจะควบคุมการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้างได้อย่างมั่นใจ

หายจากโควิด กลับบ้านแล้วต้องทำอะไรบ้าง?

คำแนะนำในการปฏิบัติตนเมื่อผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล หลังแพทย์จำหน่ายให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน

  1. ไม่จำเป็นต้องกักตัวหรือแยกตัวจากผู้อื่นเพราะหายจากโรคแล้ว (ซึ่งต่างจากกรณีเป็นผู้สัมผัสความเสี่ยงสูงหรือเพิ่งจะได้รับการวินิจฉัย บุคคลเหล่านี้ยังอยู่ในระยะแพร่เชื้อ จึงต้องกักตัวหรือแยกตัวจากผู้อื่น)

  2. การดูแลสุขอนามัย ให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น

  3. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังจากถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระหรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์

  4. ไม่ใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารและแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น

  5. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่สุก สะอาด และมีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

  6. หากมีอาการป่วยเกิดขึ้นใหม่หรืออาการเดิมมากขึ้น เช่น ไข้สูง ไอมาก เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ หายใจ ไม่สะดวก เบื่ออาหาร ให้ติดต่อสถานพยาบาล หากต้องเดินทางมาสถานพยาบาล แนะนำให้สวมหน้ากากระหว่างเดินทางตลอดเวลา

 


เช็กกฎหมาย ! รพ.ปฏิเสธคนไข้-ผู้ติดเชื้อปกปิดข้อมูล

Tue, 20 Apr 2021 11:01:00

วันนี้ (20 เม.ย.2564) หลังจากพบปัญหาผู้ติดเชื้อ COVID-19 จำนวนมาก และเกิดปัญหาเตียงไม่เตียงพอ บางแห่งพบการร้องเรียนโรงพยาบาลปฏิเสธรับคนไข้ ไทยพีบีเอสออนไลน์รวบรวมข้อมูลรายละเอียดทางข้อกฎหมาย โดยศูนย์ข้อมูล COVID-19 ระบุไว้ 3 กรณีว่าหากฝ่าฝืน มาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการระบาด COVID-19 อยู่หรือไม่ ระวัง! ปฏิบัติดังต่อไปนี้อาจมีโทษ

สถานพยาบาลปฏิเสธผู้ติดเชื้อ

สถานพยาบาลต้องช่วยเหลือเยียวยา รักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อให้พ้นจากอันตรายและหากไม่ช่วยเหลือ เยียวยา รักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อ

ฝ่าฝืน จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ภาพ:ศูนย์ข้อมูล COVID-19

ภาพ:ศูนย์ข้อมูล COVID-19

 

โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ออกประกาศเรื่องแนวทางการป้องกัน ควบคุมและส่งต่อผู้ติดเชื้อ COVID-19 กรณีสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.64 โดยกําหนดให้ห้องปฏิบัติการของคลินิกที่จะให้บริการตรวจคัดกรอง และตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติด COVID-19 จะต้องผ่านการทดสอบความชํานาญทางห้องปฏิบัติการตามที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กําหนด

และก่อนการให้บริการจะต้องให้คําปรึกษา แนะนําเกี่ยวกับการรับบริการตรวจคัดกรองแก่ผู้รับบริการ เมื่อปรากฏผลการตรวจคัดกรองแล้ว จะต้องแจ้งให้ผู้รับบริการทราบทันที หากผลการตรวจคัดกรองพบว่าผู้รับบริการป่วย COVID-19 ทางห้องปฏิบัติการตรวจคัดกรองต้องแจ้งผลการตรวจคัดกรอง พร้อมให้คําแนะนําเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ พร้อมประสานกับสถานพยาบาลของรัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับตัวผู้ป่วยไปรักษาพยาบาลโดยทันที

หากคลินิกแห่งใดไม่ปฏิบัติตามก็จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาล สบส.จะดําเนินการตาม กฏหมายโดยไม่มีการละเว้นแต่อย่างใด 

พบผู้ติดเชื้อ/สงสัยว่าติดเชื้อ ไม่แจ้งเจ้าพนักงานควมคุมโรคติดต่อ

มาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 กรณีไม่แจ้งเจ้าหน้าที่พนักงานควบคุมโรคติดต่อเมื่อพบผู้ติดเชื้อ/ผู้สงสัยว่าติดเชื้อ ดังนี้ 1.พบที่บ้าน เจ้าบ้าน/ผู้ควบคุมดูแลบ้านแพทย์ผู้ทำการรักษา 2.พบในสถานพยาบาล ผู้รับผิดชอบ สถานพยาบาล 3.พบในสถานที่ชันสูตรผู้ทำการชันสูตร/ผู้รับผิดชอบทำการชันสูตร 4. พบในสถานประกอบการ เจ้าของ/ผู้ควบคุมสถานประกอบการ

สิ่งที่ต้องทำคือต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่พนักงานควบคุมโรคติดต่อในส่วนกลาง/ในพื้นที่ภายใน3 ชั่วโมงนับตั้งแต่พบผู้ติดเชื้อ ถ้าไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการแจ้ง ฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 20,000 บาท

ผู้ติดเชื้อปิดบังข้อมูล Timeline

สิ่งที่ต้องทำ ในการสอบสวนโรคผู้ติดเชื้อ ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ ผู้สัมผัสโรค ต้องแจ้งข้อมูลต่อพนักงงานควบคุมโรคติดต่อ เช่น ประวัติการเดินทาง การทำงาน การสัมผัสผู้ติดเชื้อ พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมโรค

หากแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ฝ่าฝืน จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และถ้าไม่อำนายความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคตืดต่อ ฝ่าฝืน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

อ่านข่าวเพิ่ม รพ.สมุทรปราการ ผู้ป่วยปิดไทม์ไลน์ "หมอ-พยาบาล" กักตัว 11 คน

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เคยให้สัมภาษณ์กรณีมีผู้ป่วย COVID-19 บางรายปกปิดข้อมูลในไทม์ไลน์ว่าอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.กรณีที่บุคคลให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกัน หรือมีการปฏิเสธหรือปกปิดข้อมูลซึ่งควรต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ อาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตามมาตรา 55 แห่งพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท รวมถึงอาจมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตามมาตรา 137 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตา! เคสหนัก COVID-19 ระลอก 3 เชื้อดุอยู่ในร่างกายนานขึ้น

นายกฯ สั่งเอาผิดทันที ผู้ป่วยปกปิดไทม์ไลน์ COVID-19