แม่ร้องผู้บริหาร รร. ให้ลูกทำกิจกรรมมากเกิน กระทบผลการเรียน

Mon, 26 Feb 2024 13:32:52

วันนี้ (26 ก.พ.2567) ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี พร้อมด้วยทนายความ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง ร้องเรียนลูกชายถูกโรงเรียนให้ทำกิจกรรม ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.1 แต่ไม่บ่อยนัก กระทั่งอยู่ชั้น ม.2 ก็ถูกเรียกไปทำกิจกรรมบ่อยครั้งยิ่งขึ้น จนแทบไม่ได้เรียน และไม่กล้าปฏิเสธครู กระทั่งผลการเรียนตกต่ำ

ครั้งล่าสุด มีการถ่ายรูปลูกไปประกอบการโฆษณาประชาสัมพันธ์โรงเรียน เพื่อเปิดรับสมัครนักเรียน นำไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัย และมองว่าไม่เหมาะสม ขณะนี้ลูกเครียดมาก ไม่ต้องการไปโรงเรียน และจะขอลาออก

ก่อนหน้านี้ ผู้ปกครอง ประสานกับโรงเรียนเพื่อขอคำชี้แจง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ และขอเข้าพบกับผู้อำนวยการโรงเรียนถึง 2 ครั้งแล้ว แต่ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด จึงมาแจ้งความกับตำรวจ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเชิญผู้บริหารโรงเรียนมาพูดคุยกัน ซึ่งประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และมองว่าโรงเรียนควรแสดงความรับผิดชอบ

อ่านข่าวอื่น : 

ไทม์ไลน์ "ฆาตกรรมชายไต้หวัน" ตร.เชื่อเพื่อนร่วมชาติวางแผนก่อคดี

ร้อง "กันจอมพลัง" ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กออทิสติก ใช้ความรุนแรง


ร้อง "กันจอมพลัง" ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กออทิสติก ใช้ความรุนแรง

Mon, 26 Feb 2024 12:11:00

วันนี้ (26 ก.พ.2567) นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กันจอมพลัง  พร้อมเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนนทบุรี และตำรวจ สภ.ไทรน้อย เข้าตรวจสอบบ้านพักภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า บ้านหลังดังกล่าวเปิดเป็นสถานที่รับดูแลเด็กออทิสติก ไม่ถูกสุขลักษณะ และผู้ดูแลมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง

โดยพบว่า สถานที่ดังกล่าวใช้ชื่อว่าศูนย์พัฒนาบุคคลออทิสติกประเทศไทย อยู่ในหมู่บ้านแห่งขึ้น และห้ามไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพภายในบ้าน ระบุว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เบื้องต้น พบว่ามีเด็กที่อยู่ในความดูแลจำนวน 7 คน เมื่อขอดูเอกสารการการจดทะเบียนเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็กก็ได้รับการบ่ายเบี่ยง และปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการพาเข้าไปตรวจสอบ

ส่วนข้อมูลการจดทะเบียนเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็กของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เบื้องต้นไม่พบว่ามีรายชื่อสถานที่ดังกล่าวอยู่ในระบบ

หนึ่งในอดีตลูกจ้างในสถานที่รับเลี้ยงเด็กดังกล่าว ได้ถ่ายภาพและคลิปความเป็นอยู่ของเด็กในบ้านพัก ส่งให้กับ เพจกันจอมพลัง เข้าช่วยเหลือ หลังเข้ามาทำงานเมื่อ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ต้องขอลาออกโดยทันทีเนื่องจากทนเห็นพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าวที่มีต่อเด็กไม่ได้ อีกทั้งเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่ก็ไม่ถูกสุขลักษณะเท่าที่ควร

และเมื่อทราบว่าสถานที่ดังกล่าวคิดเงินค่าดูแลเด็กเดือนละ 20,000-30,000 บาท จึงรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องประสานกับปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ติดต่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบในวันนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ผู้ต้องหาคดีครอบครองปรปักษ์บ้าน "อากู๋" ผูกคอเสียชีวิต

คพ.เผย ลำปาง-เชียงใหม่ วิกฤต PM2.5 ขณะที่ กทม.ไร้ฝุ่น


อว.-อก. ประกาศ WFH ลดเผชิญหน้า "อุเทนถวาย" นัดรวมพลพรุ่งนี้

Mon, 26 Feb 2024 11:51:00

เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2567 กรมโรงงานออกประกาศให้วันอังคารที่ 27 ก.พ.2567 เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งเป็นกรณีพิเศษ (Work From Home) 

เนื่องจากในวันดังกล่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะรับหนังสือจากคณะทำงานอุเทนถวายจะยืนยงดำรงอยู่ ระหว่างเวลา 09.00 – 20.00 น. ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้ามาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก และ อว. ประกาศให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งเป็นกรณีพิเศษ (Work From Home) เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์

และเนื่องจากที่ตั้งของกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) อยู่ติดกับ อว. ดังนั้นเพื่อเป็นการดูแลรักษาความปลอดภัยของบุคลากร เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้มาติดต่อราชการบริเวณพื้นที่

กระทรวงอุตสาหกรรม จึงประกาศให้วันอังคารที่ 27 ก.พ.2567 เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งเป็นกรณีพิเศษ (Work From Home) และจะปฏิบัติงานเป็นปกติในวันพุธที่ 28 ก.พ.2567

หลังจากที่ เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2567 นายธนัช วชิระบงกช พร้อมตัวแทนศิษย์เก่าอุเทนถวายนัดรวมตัว เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงจุดยืนถึงการคัดค้านการย้ายอุเทนถวายออกจากพื้นที่เดิม ต่อ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และโฆษกกระทรวง อว. ซึ่งได้รับมอบหมายจาก น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว.

ว่าอุเทนถวายควรได้รับการรักษาไว้ให้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ทางด้านสถานที่ เพื่อการศึกษา ที่ยังคงสืบทอดให้ความรู้มาเกือบ 100 ปี สถานที่อุเทนถวายมีพื้นที่ 21 ไร่ เป็นเพียง 1.82% ของพื้นที่ทั้งหมด 1,183 ไร่ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ้างเป็นผู้ครอบครองโดยชอบธรรม

ดังนั้น ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องเอาสถานที่อุเทนถวาย ที่ใช้เพื่อการศึกษาอยู่แล้วนำไปขยายพื้นที่การศึกษาของจุฬาฯ จุฬาฯ ควรพิจารณาจากพื้นที่ที่ใช้เพื่อการพาณิชย์กลับคืนมาเพื่อการศึกษามากกว่า

และนัดรวมตัวอีกครั้งในวันที่ 27 ก.พ.2567 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป 

อ่าน : "อุเทนถวาย" นัดรวมตัว อว.ค้านย้ายสถาบัน 27 ก.พ.


บางแสนน้ำทะเลสีเขียว เกิดจากแพลงก์ตอนบลูม "อ.ธรณ์" ชี้สาเหตุโลกร้อน

Mon, 26 Feb 2024 09:24:00

วันนี้ (26 ก.พ.2567) จากกรณีที่ชายหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจำนวนมากในช่วงวันหยุดยาว แต่จากการสังเกตสีของน้ำทะเลเป็นสีเขียว จนหลายคนไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเล

โดยวันนี้ยังพบน้ำทะเลพบว่ายังคงเป็นสีเขียวเข้ม จากการตรวจสอบบริเวณหาดบางแสนพบนักท่องเที่ยวบางตาและส่วนใหญ่ไม่กล้าลงเล่นน้ำเพราะกลัวอันตรายต่อผิวหนัง

ด้าน น.ส.นันทณภัส ผู้ประกอบการขายเสื้อผ้าริมชายหาดทะเลบางแสน บอกว่า ปกติน้ำทะเลจะใส แต่ 3 วันมานี้ เกิดลมพัดแรง มรสุมพัดผ่านและอากาศร้อน คาดว่า ปะการังในทะเลตายแล้วเน่า ทำให้คลื่นพัดเอาน้ำสีเขียวขึ้นมา แต่ไม่มีกลิ่นเหมือนแพลงตอนบลูม เป็นแค่มรสุมในช่วงนี้ก็อยากจะขอให้นักท่องเที่ยวอย่าตกใจ

ขณะที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat โพสต์ข้อความระบุว่า ปรกติแพลงก์ตอนบลูมหรือน้ำเขียวแถวบางแสนจะเกิดช่วงหน้าฝน แต่ในยุคโลกร้อนทะเลเดือด อะไรก็เกิดขึ้นได้ 

สัญญาณเตือนทะเลผิดปรกติ สถานีโทรมาตรของ สสน. คณะประมงศรีราชา ดังขึ้นมาในโทรศัพท์ผมก่อนหน้านี้ ยังมีสัญาณเตือนจากสถานีโทรมาตรของ ม.บูรพา ที่บางแสน จากนั้นน้ำบางแสนก็เริ่มเขียว อันเป็นปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม

แพลงก์ตอนที่บลูมคือ Noctiluca อันเป็นแพลงก์ตอนกลุ่มหลักที่ทำให้เกิดน้ำเขียว ไม่มีพิษ เรายังกินสัตว์น้ำได้ ยังเล่นน้ำได้แต่น้ำคงขุ่นและมีกลิ่น 

ข้อมูลจากสถานีอัตโนมัติ 2 แห่งของไทย ช่วยคอมเฟิร์มว่าระบบนี้มีประโยชน์ แต่ถ้าถามว่าทำไมยังเตือนล่วงหน้าไม่ได้นาน คำตอบคือทั้งทะเลไทยมีอยู่ 2 สถานีเคยบอกหลายหนแล้วว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่า หากเรามีสถานีมากกว่านี้ เราจะแปรผลข้อมูลได้เร็ว และแจ้งเตือนล่วงหน้าได้

ซึ่งนั่น…จำเป็นมากต่อการรับมือโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและพี่น้องประชาชนไม่ใช่รอให้น้ำเขียวก่อนแล้วค่อยไปเก็บน้ำวัดคุณภาพ

เน้นย้ำว่าผมไม่ได้ว่าคนตรวจเก็บวัดเลยแม้แต่น้อย ขอบคุณมากๆ ด้วยครับ แต่อยากให้ภาคนโยบายและการให้งบประมาณของเราจริงจังในเรื่องนี้มากขึ้น

แล้วทำไมน้ำเขียว ?

คำตอบคือแดดแรง แม้ธาตุอาหารที่มาจากน้ำตามแม่น้ำลำคลองอาจมีน้อยเนื่องจากเป็นหน้าแล้ง แต่ปัจจุบันที่สะสมตามพื้นท้องทะเลก็มีเยอะแล้ว โดยเฉพาะในเขตน้ำตื้น ยังรวมถึงน้ำทิ้งจากกิจกรรมชายฝั่ง

นอกจากนี้ อุณหภูมิน้ำทะเลยังสูงกว่าปรกติ ลองเทียบน้ำทะเลแถวชลบุรีที่ความลึก 3-5 เมตร ปีที่แล้ว (2566) เฉลี่ยไม่เกิน 29 องศา แต่ปีนี้เพิ่งกดดูจากสถานีศรีราชา อยู่ที่ 30.1 องศา อุณหภูมิที่ต่างกัน 1 องศา เกิดจากเอลนีโญบวกโลกร้อน อาจเป็นตัวเร่งปัจยัยต่างๆ ของแพลงก์ตอนบลูม

เรายังต้องทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์น้ำเขียวในหน้าแล้งอีกเยอะ เพราะอดีตแทบไม่เคยเกิด แต่เมื่อทะเลเริ่มเดือด อะไรก็เกิดได้ จึงเน้นย้ำความสำคัญของการหาข้อมูล งานวิจัย และการเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์ใหม่ อุปกรณ์เครื่องมือทันสมัยเพื่อสร้างสถานีโทรมาตรในการรับมือมิใช่เพียงเกิดแล้วเรียกประชุม ข้อมูลเท่าเดิม คนหน้าเดิมๆ ประชุมไปแค่ไหนมันก็ไม่มีทางรู้อะไรใหม่ๆ ก็หวังว่าเมืองไทยจะมีสถานีโทรมาตรไว้ตรวจวัด/รับมือกับน้ำเขียวให้มากกว่าที่มีอยู่ 2 แห่งในปัจจุบัน
ในระหว่างที่ทะเลและมหาสมุทรโลกกำลังร้อนจัดรุนแรงอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

ด้าน สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้โพสต์พร้อมระบุข้อความว่า สถานีโทรมาตรบางแสน ตรวจพบความเข้มข้นคลอโรฟิลล์เอเพิ่มขึ้น 3 เท่าของค่าปกติ ในช่วงคืนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 และเมื่อเช้าวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 พบน้ำทะเลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวบริเวณสะพานราชนาวี (ถนนคนเดินบางแสน) ตรวจสอบเบื้องต้นพบแพลงก์ตอนพืชลอยบริเวณผิวน้ำเป็นหย่อม ๆ พบความหนาแน่นเซลล์ Noctiluca scintillans เฉลี่ย 6,143 เซลล์ต่อลิตร ค่าความเค็มน้ำทะเล 32 ppt

ทั้งนี้ คุณภาพน้ำทะเลดังกล่าว ยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของคุณภาพน้ำทะเล (เพื่อการนันทนาการ) ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ประกาศไว้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำทะเล และรับประทานอาหารทะเลในบริเวณดังกล่าวได้ตามปกติ

อ่านข่าวเพิ่ม : 

"แพลงก์ตอนบลูม" บุกเกาะล้าน เปลี่ยนสีน้ำทะเล ยันไร้อันตราย

พบเต่ามะเฟืองวางไข่ 137 ฟอง หาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต

ไขปริศนา! เรือไดหมึก ต้องใช้ไฟสีเขียว ปม "แสงประหลาดพะเนินทุ่ง" 


นายกฯ ตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ ย้ำให้ลดเวลาใช้บริการแต่ละจุด

Sun, 25 Feb 2024 18:51:52

ช่วงค่ำวันที่ 24 ก.พ.2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิแบบไม่แจ้งล่วงหน้า ตรวจระบบการให้บริการ จากที่เคยตรวจในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่งซึ่งนายกฯ โพสต์ใน X ว่าผู้โดยสารหนาแน่นพอควร

นายเศรษฐาได้จับเวลาการให้บริการภายในสนามบิน ขาออก เริ่มตั้งแต่ลงรถ เข้าสู่ระบบเช็กอิน ระบบรักษาความปลอดภัย เดินไปถึงเทอร์มินอล จนรอขึ้นเครื่อง

ส่วนขาเข้า ตั้งแต่ลงเครื่อง มาถึงจุดตรวจคนเข้าเมือง และระบบการจัดการทั้งหมดแบบละเอียด พบว่าใช้เวลามาก จึงสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าจะสามารถกำหนดเวลาตายตัวได้หรือไม่ คำตอบคือไม่แน่นอน จึงสั่งการให้ปรับปรุงแบบด่วนที่สุด

นายกฯ ระบุว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ตม. ร่วมกันลงไปตรวจสอบระบบช่วงเวลาที่คนหนาแน่นมากๆ ด้วยตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่าต้องแก้ปัญหาตรงจุดไหน และครั้งหน้าจะลงตรวจด้วยตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมระบุอีกว่า กำลังพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการบิน และกำลังเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทุกชาติ

ก่อนหน้านี้ นายกฯ เคยเข้าไปตรวจการให้บริการสนามบินสุวรรณภูมิแบบไม่แจ้งล่วงหน้ามาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนั้นไปในช่วงเช้าก่อนเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล และสั่งการเดินหน้าแก้ปัญหาระบบตรวจคนเข้าเมืองล่าช้า หลังเกิดเหตุระบบล่มจนสร้างความเดือดร้อน โดยย้ำนักท่องเที่ยวต่อคนต้องใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที นับตั้งแต่ลงเครื่อง ครั้งนี้ จึงมาตรวจสอบซ้ำในช่วงเย็นว่ายังมีปัญหาเช่นเดียกันหรือไม่

ขณะเดียวกันกลางสัปดาห์ นายกฯ ประกาศจะผลักดันศักยภาพด้านการบินเป็น 1 ใน 8 ด้านที่จะผลักดันให้ไทยก้าวเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค โดยวางให้สนามบินสุวรณภูมิเป็นฮับที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายใน 4 ปี ด้วยการก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 และ 4 ยกระดับสนามบินรองให้เป็นสนามบินนานาชาติ ปรับระบบซอฟต์แวร์ให้รองรับ ลดค่าลงจอด ปรับค่าลงจอดช้าให้แพงขึ้น เพิ่มอัตราการเปลี่ยนเครื่องต่อเที่ยวบินของผู้โดยสาร สร้างสนามบินอีกหลายแห่ง เพื่อให้เกิดความสะดวกและดึงดูดให้มีผู้ใช้บริการมากขึ้น

อ่านข่าวอื่นๆ

"สุดาวรรณ" ดัน "อยุธยา" เป็นฉากในเกม Ragnarok Origin

กทพ.ปรับขึ้นค่าทางด่วน "ฉลองรัช-บูรพาวิถี" 5 บาท มีผล 1 มี.ค.นี้

ชายถูกหลอกโอนเงินแลกทอง เจอเพจ ตร.ปลอมซ้ำ สูญ 7.9 หมื่น


"สุดาวรรณ" ดัน "อยุธยา" เป็นฉากในเกม Ragnarok Origin

Sun, 25 Feb 2024 13:17:34

ภายหลังผู้บริหารจากบริษัท ผู้พัฒนาเกม Ragnarok Origin ที่มี Active user ทั่วโลกประมาณ 50 ล้านคน เข้าพบนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พร้อมนายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือถึงแผนงานถ่ายทำฉากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมืองไทย นำไปใช้ในเกมภาคใหม่ ซึ่งจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ โดยประสานไปยัง น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแล้ว เพื่อพิจารณาสถานที่ท่องเที่ยว จุดเช็กอินที่น่าสนใจให้เหมาะสม

ล่าสุด น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า Ragnarok Origin เลือกไทยติด 1 ใน 3 ประเทศใช้เป็นฉากในเกม โดยเตรียมนำฉากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทยไปใช้ในเกมภาคใหม่ที่จะเปิดตัวในช่วงสิ้นปีนี้

น.ส.สุดาวรรณ ยังเปิดเผยว่า เตรียมเสนอสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเมืองรอง ที่จะใช้เป็นฉากเกมภาคใหม่ของ Ragnarok Origin เช่น พระนครศรีอยุธยา ที่เป็นเมืองมรดกโลก และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวงดงาม แสดงถึงความเป็นไทย

นอกจากนี้ กรณีนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ผู้สร้างช่วยเพิ่มกางเกงมวยไทย มงคลมวยไทย และช้างศึกไทย เป็น item ในเกมด้วยนั้น ยังจะเป็นการให้ส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทย

เป็นการดึงดูดให้ User ผู้เล่นเกมกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก เห็นสถานที่ท่องเที่ยวในไทย หวังว่าเมื่อมีเวลาท่องเที่ยว พักร้อน จะตามรอย และเช็กอินจากบรรยากาศและสถานที่ท่องเที่ยวจริงที่โปรโมทและประชาสัมพันธ์ในเกม ดึงเม็ดเงินจาก User เกมอีกหนึ่งช่องทาง


กทพ.ปรับขึ้นค่าทางด่วน "ฉลองรัช-บูรพาวิถี" 5 บาท มีผล 1 มี.ค.นี้

Sun, 25 Feb 2024 12:22:00

วันนี้ (25 ก.พ.2567) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม แจ้งเตรียมปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษฉลองรัช และทางพิเศษบูรพาวิถี ตามเงื่อนไขสัญญากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย TFFIF ที่จะปรับขึ้นทุก 5 ปี โดยจะปรับอัตราค่าผ่านทางในวันที่ 1 มี.ค.นี้ หลังจากที่ชะลอการปรับขึ้นค่าผ่านทางตามสัญญามาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2566 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ทางพิเศษและประชาชน โดยการปรับขึ้นค่าผ่านทางดังกล่าวคิดคำนวณตามดัชนีผู้บริโภค (CPI) ที่จะปรับขึ้น 10% หรือประมาณ 5 บาท มีรายละเอียดดังนี้

อัตราค่าผ่านทางพิเศษฉลองรัช รถ 4 ล้อ ราคาเดิม 40 บาท ปรับเป็น 45 บาท, รถ 6-10 ล้อ ราคาเดิม 60 บาท ปรับเป็น 65 บาท, รถมากกว่า 10 ล้อ ราคาเดิม 80 บาท ปรับเป็น 90 บาท ยกเว้นด่านฯ รามอินทรา 1 และด่านฯ สุขาภิบาล 5-2 รถ 4 ล้อ ราคาเดิม 20 บาท ไม่มีการปรับขึ้น, รถ 6-10 ล้อ ราคาเดิม 30 บาท ปรับเป็น 35 บาท, รถมากกว่า 10 ล้อ ราคาเดิม 40 บาท ปรับเป็น 45 บาท

อัตราค่าผ่านทางพิเศษบูรพาวิถี รถ 4 ล้อ กรณีเดินทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร จะใช้อัตราค่าผ่านทางเดิม กรณีเดินทางเกิน 20 กิโลเมตร จะปรับอัตราค่าผ่านทางต่ำสุด 5 บาท สูงสุดไม่เกิน 10 บาท โดยคิดตามระยะทาง, รถ 6-10 ล้อ กรณีเดินทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร จะปรับขึ้น 5 บาท กรณีเดินทางเกิน 20 กิโลเมตร จะปรับอัตราค่าผ่านทางต่ำสุด 10 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 บาท โดยคิดตามระยะทาง, รถมากกว่า 10 ล้อ กรณีเดินทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร จะปรับขึ้น 5 บาท กรณีเดินทางเกิน 20 กิโลเมตร จะปรับอัตราค่าผ่านทางต่ำสุด 10 บาท สูงสุดไม่เกิน 25 บาท โดยคิดตามระยะทาง

ทั้งนี้ กทพ.พยายามชะลอการปรับขึ้นค่าผ่านทางของทางพิเศษทั้ง 2 สายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางพิเศษฉลองรัชที่ไม่ได้ปรับขึ้นค่าผ่านทางมาเป็นระยะเวลา 15 ปีแล้ว แม้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ การบำรุงรักษาทางพิเศษเพื่อให้อยู่ในสภาพที่ดีจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี


ร้อง อบต.ติดเสาไฟกินรีพื้นที่วัดโดยไม่ได้รับอนุญาต

Sat, 24 Feb 2024 19:14:00

วันนี้ (24 ก.พ.2567) สำนักงานวัดกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ส่งหนังสือถึง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ แจ้งเรื่องที่ อบต.นำเสาไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ประติมากรรมกินรี มาติดตั้งในพื้นที่ธรณีสงฆ์ ตอนท้ายหนังสือระบุว่า "คณะกรรมการวัดหารือแล้ว มีมติร่วมกันไม่ยินยอมให้ อบต.ติดตั้ง จึงแจ้งมาให้ทราบและแก้ไข"

ผู้ช่วยไวยาวัจกร ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาวัดไม่ได้รับการขออนุญาตติดตั้งเสาไฟในพื้นที่ของวัด ส่วนการออกหนังสือฉบับนี้ เกิดขึ้นหลัง ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบ

ขณะที่ เสาไฟกินรี ที่ติดตั้งในพื้นที่ธรณีสงฆ์ของวัดในจุดอื่น ขณะนี้ยังไม่สามารถสำรวจได้ เนื่องจาก ต้องให้เจ้าหน้าที่วัดเป็นผู้ชี้จุด เพื่อความถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน

ด้านชาวบ้านทราบเรื่องนี้ และไม่ต้องการให้รื้อถอนเสาไฟฟ้าออกไป เพราะที่ผ่านมาได้ประโยชน์จากไฟส่องสว่าง แต่เห็นว่าควรดำเนินการให้ถูกต้อง

เรื่องนี้ถูกพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ ก็มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก มีการตั้งข้อสงสัยว่า พื้นที่วัด อบต.มีสิทธิ์ติดตั้งเสาไฟได้หรือไม่ หรืองบประมาณที่ถูกจัดซื้อไปแล้ว รับผิดชอบอย่างไร ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบและชี้แจง

จากการสำรวจผู้สื่อข่าวพบว่า เสาไฟที่ติดตั้งในชุมชน ใช้งานได้ทั้งหมด มีรายงานว่า เสาไฟกินรี 65 ต้นในชุมชนวัดกิ่งแก้ว รวมอยู่ในสำนวนคดีเสาไฟกินรี ที่ ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบในประเด็นความคุ้มค่า และ วัดกิ่งแก้ว เคยท้วงติงเรื่องการติดตั้งเสาไฟฟ้ากินรีมาครั้งหนึ่งแล้ว ขณะที่ ป.ป.ช.สมุทรปราการ เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีนี้อีกครั้ง

อ่านข่าว : รวบแล้ว "นนท์" ล่วงละเมิดทางเพศเด็กชาย 10 คน หนีกบดานอุดรฯ

ผบ.ตร.คงคำสั่งเด้ง 8 ตร.โยงเว็บพนันมินนี่ เข้า ศปก.ตร. ให้ขาดจากตำแหน่งเดิม


สถาบันพระบรมราชชนก ระบุเรียนพยาบาล 2 ปีครึ่ง ไม่แตกต่าง 4 ปี

Sat, 24 Feb 2024 14:13:00

วันนี้ (24 ก.พ.2567) นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก กล่าวถึงกรณีการเปิดหลักสูตรเรียนพยาบาล 2 ปีครึ่ง ในผู้จบการศึกษาปริญญาตรี ว่า หลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข รวมถึงสภาการพยาบาลก็มีความห่วงใยในเรื่องนี้ ทางคณะพยาบาล ของสถาบันพระบรมราชชนก และผู้ทรงคุณวุฒิของสภาการพยาบาลจะได้มีการหารือข้อห่วงใย เรื่องของคุณภาพการเรียนในหลักสูตรนี้ ในสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตามเรื่องของการหลักสูตรการเรียนพยาบาล 2 ปี ครึ่ง ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทางคณะพยาบาลทั่วประเทศ ได้มีการหารือร่วมกันและพิจารณา จนเกิดหลักสูตรการเรียนการสอนนี้ขึ้น โดยเริ่มมีการเรียนไปแล้ว ในมหาวิทยาลัยรวม 3 แห่ง ได้แก่ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ,มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  สธ.เปิดโอกาส ป.ตรีทุกสาขา เรียนพยาบาล 2 ปีครึ่ง แก้ปัญหาขาดแคลน

นพ.วิชัย กล่าวว่า การเรียนหลักสูตรพยาบาลนี้ เน้นกลุ่มคนเรียนวิทยาศาสตร์-สุขภาพ มีการเจาะลึกข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ และภาคปฏิบัติ โดยคงหัวใจหลักของหลักสูตรไว้ คือ การขึ้นวอร์ด หรือ เวรปฏิบัติ ที่ต้องมีชั่วโมงการเรียนที่ครบถ้วน เพราะคือทักษะสำคัญของการเป็นพยาบาล

ยืนยันว่า ทางสถาบันพระบรมราชนกที่มีวิทยาลัยมากถึง 30 แห่ง ยังคงคุณภาพการเรียนการสอนเหมือนเดิม ไม่ได้ละวางหรือปล่อย โดยหลักสูตรพยาบาล 4 ปี กับ 2 ปีครึ่ง เนื้อหาและคุณภาพไม่แตกต่างกัน หากแต่นำบางวิชาที่ได้เรียนไปในพื้นฐานของปริญญาตรีมาเทียบโอน ส่วนวิชาการเป็นหัวใจ ยังต้องเรียนเสมอ

สำหรับข้อห่วงใยเรื่องของชั่วโมงการทำงาน และค่าตอนแทน ที่พยาบาลทุกคนอยากได้รับ นพ.วิชัย กล่าวว่า ทราบว่า รมว.สาธารณสุข กำลังเตรียมพิจารณาเรื่องนี้

แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า พยาบาลส่วนใหญ่ที่มีอายุการทำงานนาน มีประสบการณ์มาก หรือมีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักจะขอย้ายตัวเองมาขึ้นวอร์ดเช้า ทำงาน 8 ชั่วโมง หรือหันไปทำอาชีพอื่น เนื่องจากประสบการณ์การทำงานจนเชี่ยวชาญสามารถเป็นครูพยาบาลได้ มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยหลายแห่งต้องการตัว

ต้องยอมรับว่า บางคนพลาดหวังจากตำแหน่งราชการ หรือการเงินเดือน ด้วยอายุที่มากขึ้น ภาระครอบครัว จึงหันไปทำอาชีพอื่นได้

น.ส.สุวิมล นัมคณิสรณ์ พยาบาลวิชาชีพ กลุ่ม Nurses Connect และอดีตพยาบาลที่ปฏิบัติงานในระบบสาธารณสุขภาครัฐ กล่าวว่า เข้าใจในเจตนาของภาครัฐที่ต้องการเพิ่มจำนวนคน เพื่อชดเชยคนที่ออกไป แต่ไม่แน่ใจว่า จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดหรือไม่ เนื่องจากหากเพิ่มคนเข้าไป แต่ไม่ได้แก้ไขเรื่องค่าตอบแทน ภาระงาน การบรรจุอัตรากำลัง สุดท้ายคนจบ 2 ปีครึ่งก็อาจไม่การันตีว่าจะอยู่ในระบบ แต่อาจไหลออกนอกระบบเหมือนพยาบาลที่จบ 4 ปีเช่นกัน

น.ส.สุวิมล กล่าวว่า หลักสูตรพยาบาล 4 ปี ก็ดูว่าค่อนข้างหนัก จึงไม่แน่ใจว่า 2 ปีครึ่งจะตัดทอนวิชาไหนออกไปหรือไม่ ทั้งเรื่องที่เป็นพื้นฐาน การตรวจร่างกาย การปฏิบัติการพื้นฐานต่าง ๆ ไม่แน่ใจว่าจะเข้มข้นเท่ากับ 4 ปีหรือไม่ หรือการเฉพาะเจาะจงดูแลคนไข้แต่ละช่วงวัย ที่จะได้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติด้วยใช่หรือไม่ เวลาค่อนข้างสั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: แพทย์ฝึกหัด "เกาหลีใต้" แห่ลาออก ค้านแผนเพิ่มโควตา นศ.แพทย์


“ซิฟิลิส-หนองใน” ระบาด กรมควบคุมโรคเตือนเยาวชน

Sat, 24 Feb 2024 11:55:00

วันนี้ (24 ก.พ.2567) นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2566 โดยเฉพาะโรคซิฟิลิส เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปี 2561 และเพิ่มขึ้น 3 เท่าในกลุ่มเยาวชน จากอัตราป่วย 27.9 เพิ่มเป็น 90.5 ต่อประชากรแสนคน

พบอัตราป่วยโรคหนองใน ในกลุ่มเยาวชน เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 2565 จากอัตราป่วย 41.9 เพิ่มเป็น 86.6 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งอัตราป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัย และมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี 5-9 เท่า

ข้อมูลการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี ปี 2562 พบว่า เยาวชนมีอัตราการใช้ถุงยางอนามัยครั้งล่าสุดที่มีเพศสัมพันธ์ เพียงร้อยละ 80 และใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอทุกครั้งกับแฟน คนรักไม่ถึงร้อยละ 40

อ่านข่าว: สังเกต 6 พฤติกรรมเด็กหลังเผชิญเหตุรุนแรง ป้องกันบาดแผลฝังลึกทางใจ

สอดคล้องกับพฤติกรรมและค่านิยมของกลุ่มเยาวชนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือมีเพศสัมพันธ์แบบคืนเดียว (One night stand) โดยไม่ตระหนักถึงการป้องกันและไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ล้วนส่งผลให้สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

แม้การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติที่ห้ามกันได้ยาก แต่สามารถป้องกันโรคที่ติดมาจากเพศสัมพันธ์ได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง กับทุกคน ทุกช่องทาง

 

นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ทุกคนควรประเมินตนเองและคู่ หากพบว่า มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก ลักษณะเป็นแผลเดียว แผลสะอาดไม่เจ็บ บริเวณก้นแผลแข็งคล้ายกระดุม แผลหายเองได้ หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีผื่นแดง พบที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลักษณะนูน มีสะเก็ด ไม่คัน เป็นต้น ให้รีบไปพบแพทย์ที่หน่วยบริการสาธารณสุข เพื่อตรวจเลือดคัดกรองโรคซิฟิลิส และรับการรักษาโดยเร็ว

โรคซิฟิลิสเป็นโรคที่รักษาหาย พร้อมชวนคู่มาตรวจและรักษาอย่างต่อเนื่อง ระหว่างการรักษาควรงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

อ่านข่าว : แอปฯ "ผูกพันธุ์" ชี้ข้อมูล "ยีนแพ้ยา" ช่วยรักษาแบบพุ่งเป้า

เพราะโรคซิฟิลิสเป็นโรคที่รักษาหาย พร้อมชวนคู่มาตรวจและรักษาอย่างต่อเนื่อง ระหว่างการรักษาควรงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

ส่วน โรคหนองใน มักจะมีอาการแสดงในเพศชายที่มีการติดเชื้อบริเวณท่อทางเดินปัสสาวะ และจะแสดงอาการหลังติดเชื้อประมาณ 3-5 วัน ซึ่งอาการที่พบในเพศชาย คือ ปัสสาวะแสบขัด ปวดและบวมที่ลูกอัณฑะ มีหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ

สำหรับการติดเชื้อที่อวัยวะเพศหญิง ช่องคลอด ทวารหนัก ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่หากมีอาการของการติดเชื้อที่อวัยวะเพศหญิง จะทำให้ปัสสาวะแสบขัด ปวดท้องน้อย หรือเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ มีตกขาว เป็นมูกหนอง หากปล่อยทิ้งไว้เชื้ออาจลุกลามไปถึงมดลูกและปีกมดลูก เสี่ยงภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

อย่างไรก็ตาม หากมีความเสี่ยง แนะนำให้รีบมาตรวจ เพื่อจะทำการรักษาทันทีเพราะรักษาให้หายขาด แต่มีโอกาสกลับมาเป็นได้ซ้ำหากมีความเสี่ยงเช่นเดิม 


วันมาฆบูชานี้ ไม่ได้ไปวัดก็ทำบุญได้ ด้วย “บุญกิริยาวัตถุ 10”

Fri, 23 Feb 2024 16:52:00

    บุญ เป็นสภาพธรรมที่ชำระจิตให้สะอาด (เพราะโดยปกติแล้วจิตสกปรกด้วยอำนาจของอกุศลธรรม) ขณะที่เป็นบุญ จิตสะอาดจากอกุศล คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ 

รู้จัก “บุญกิริยาวัตถุ 10” ทางแห่งการทำดี 10 ประการ    

      ในทางพระพุทธศาสนา มีการทำบุญด้วยกัน 10 วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 ที่ตั้งแห่งการกระทำความดี ทางกาย วาจา และ ทางใจ ได้แก่

1. ทานมัย บุญสำเร็จจากการให้วัตถุเพื่อสงเคราะห์หรือบูชาแก่ผู้อื่น

ทานมัย หมายถึง การให้ทาน การสละ หรือการเผื่อแผ่แบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใด กับใครก็ได้ถือเป็นบุญทั้งสิ้น สิ่งสำคัญของการบริจาคหรือให้ทานแก่ผู้อื่น ควรเป็นสิ่งของที่ยังใช้ได้ ไม่เสียหายชำรุด หรือ หมดอายุ การให้ทานทำได้ทุกที่ทุกเวลา และไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน เช่น การแบ่งของกินให้กับแม่บ้านที่ทำงาน หรือยาม เป็นต้น

ผลที่ได้รับ ทำให้ผู้ที่ให้ทานลดความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ และความคับแคบในจิตใจให้น้อยลง ไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ 

ทานมัย หมายถึง การให้ทาน การสละ หรือการเผื่อแผ่แบ่งปัน

ทานมัย หมายถึง การให้ทาน การสละ หรือการเผื่อแผ่แบ่งปัน

2. สีลมัย บุญสำเร็จจากการงดเว้นจากทุจริต หรือประพฤติสุจริตทางกาย วาจา

สีลมัย หรือ การรักษาศีล หมายถึง การปฏิบัติทางกายและวาจา เช่น ศีล 5 ศีล 8 เช่น เป็นแม่ค้าไม่โกหกหลอกขายของไม่ดีแก่ลูกค้า เป็นพ่อบ้านไม่กินเหล้าเมายา ทำให้ลูกเมียมีความสุข ล้วนเป็นการรักษาศีล 

ผลที่ได้รับ เป็นการฝึกฝนมิให้ไปเบียดเบียนผู้อื่น ลด ละ เลิกความชั่ว มุ่งให้กระทำความดี อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต มิให้ตกต่ำลง ทำให้เป็นคนเยือกเย็น สุขุม

3. ภาวนามัย บุญสำเร็จจากการอบรมจิตให้สงบจากกิเลส และการอบรมปัญญาเพื่อละกิเลสทั้งปวง

ภาวนามัย หรือ เจริญภาวนา เป็นการมุ่งพัฒนาจิตใจและปัญญา เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เช่น นั่งสมาธิ วิปัสสนา หรือ วิธีการสวดมนต์

ผลที่ได้รับ เป็นการเตือนสติให้เรายึดมั่นในการประพฤติปฏิบัติชอบ ทำให้จิตใจสงบ  และผลบุญนี้จะทำให้เกิดปัญญาแก่ผู้ปฏิบัติ

ภาวนามัย บุญสำเร็จจากการอบรมจิตให้สงบจากกิเลส

ภาวนามัย บุญสำเร็จจากการอบรมจิตให้สงบจากกิเลส

4. อปจายนมัย บุญสำเร็จจากการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน

อปจายนมัย หรือ การอ่อนน้อมถ่อมตน คือ การประพฤติตนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ว่าจะเป็นผู้น้อยประพฤติต่อผู้ใหญ่ และการที่ผู้ใหญ่แสดงตอบด้วยความเมตตา หรือการอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม รวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพต่อความคิด ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของบุคคล หรือสังคมอื่นที่แตกต่างจากเรา

ผลที่ได้รับ ลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนของเรา ช่วยให้สังคมทุกระดับเกิดความเข้าใจต่อกัน ผลบุญข้อนี้จะทำให้เกิดความเมตตาต่อกัน

5. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จจากการขวนขวายบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น

เวยยาวัจจมัย หรือ การช่วยขวนขวายทำในกิจที่ชอบเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่สังคมรอบข้าง ในการทำกิจกรรมความดีต่างๆ เช่น ช่วยงานเพื่อนที่ทำงานให้แล้วเสร็จทันเวลา ให้กำลังใจแก่เพื่อนที่มีความทุกข์

ผลที่ได้รับ ช่วยให้เกิดความรักความสามัคคี

เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จจากการขวนขวายบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น

เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จจากการขวนขวายบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น

6. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จจากการให้ส่วนบุญที่ได้บำเพ็ญมาแล้ว

ปัตติทานมัย หรือ การให้ผู้อื่นมาร่วมทำบุญกับเรา คือ ไม่ว่าจะทำบุญอะไร ก็เปิดโอกาสให้คนอื่นได้มาร่วมทำบุญด้วย ไม่ขี้เหนียว หรืองกบุญเพราะอยากได้บุญใหญ่ไว้คนเดียว เช่น จะทำบุญสร้างโบสถ์ ก็ให้คนอื่นได้ร่วมสร้างด้วย  

ผลที่ได้รับ จะช่วยให้เราเป็นคนใจกว้าง และปราศจากอคติต่างๆ เพราะพร้อมเปิดใจรับผู้อื่น

7. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จจากการยินดีในกุศลที่ผู้อื่นได้กระทำแล้ว

ปัตตานุโมทนามัย หรือ การอนุโมทนาส่วนบุญ คือ การยอมรับหรือยินดีในการทำความดีหรือทำบุญของผู้อื่น เมื่อใครไปทำบุญมาก็รู้สึกชื่นชมยินดีไปด้วย โดยไม่คิดอิจฉาหรือระแวงสงสัยในการทำความดีของผู้อื่น เช่น ร่วมอนุโมทนากับเพื่อนที่ไปสร้างโบสถ์สร้างวัด ไม่อิจฉาแม้เราไม่ได้ไป และอย่าไปคิดอกุศลว่าในทางที่ไม่ดี

ผลที่ได้รับ การไม่คิดในแง่ร้ายทำให้เราจิตใจไม่เศร้าหมอง เพราะได้ยินดีกับกุศลผลบุญต่างๆ อยู่ตลอดเวลา แม้จะมิได้ทำเองโดยตรงก็ตาม

8. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จจากการฟังพระสัทธรรม

ธัมมัสสวนมัย หรือ การฟังธรรม ทำให้เราได้ฟังเรื่องที่ดี มีประโยชน์ทั้งต่อสติปัญญา และการดำเนินชีวิต ซึ่งการฟังธรรมนี้ ไม่จำเป็นต้องไปฟังที่วัด แต่อาจจะฟังจากเทป ซีดี หรือเป็นการฟังจากผู้รู้ต่างๆ โดยไม่รวมเฉพาะหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องจริง เรื่องดีๆ ที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้และปัญญา

ผลที่ได้รับ จะทำให้ผู้ฟังเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งขึ้น

9. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จจากการแสดงพระสัทธรรม

ธัมมเทสนามัย หรือ การแสดงธรรม คือการให้ธรรมะหรือข้อคิดที่ดี ๆ แก่ผู้อื่น ด้วยการนำธรรมะหรือเรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์ไปบอกต่อ หรือให้คำแนะนำให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เช่น สอนวิธีการแก้ปัญหา สอนวิธีการทำงานให้ แนะหลักธรรมที่ดีในการดำเนินชีวิต

ผลที่ได้รับ ทำให้ผู้อื่นได้รับรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และทำให้ผู้บอกกล่าวได้รับการยกย่องสรรเสริญอีกด้วย

ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จจากการแสดงพระสัทธรรม

ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จจากการแสดงพระสัทธรรม

10. ทิฏฐุชุกัมม์ ทำความเห็นให้ตรงถูกต้องตามความเป็นจริง

ทิฏฐุชุกัมม์ หรือ การทำความเห็นให้ถูกต้อง คือ การไม่ถือทิฐิ เอาแต่ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ แต่ให้รู้จักแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น และความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้องตามธรรมอยู่เสมอ เป็นบุญข้อสุดท้ายที่สำคัญ เพราะไม่ว่าจะทำบุญใดทั้ง 9 ข้อที่กล่าวมา หากมิได้ตั้งอยู่ในทำนองครองธรรม การทำบุญนั้นก็ไม่บริสุทธิ์ และให้ผลได้ไม่เต็มที่ 

ผลที่ได้รับ ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม เป็นการพัฒนาปัญญาที่นำไปสู่การมีชีวิตที่ดีงาม 

อ่านข่าวอื่น

"ฟรีแลนซ์" รายได้ไม่แน่นอนแต่มีเงินออมเก็บเป็น "บำนาญ" ได้ 

4 สถานที่ทรงคุณค่า "แหล่งมรดกโลก" ที่ถูก UNESCO ถอดถอน


"สมเด็จพระสังฆราช" ประทานพระคติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชา

Fri, 23 Feb 2024 14:48:00

วันนี้ (23 ก.พ.2567) เฟซบุ๊กสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เปิดเผยว่า เนื่องในวันมาฆบูชา 24 ก.พ.2567 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า

“ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัท น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน 3 หลังสมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสรู้และประกาศพระศาสนาแล้ว 9 เดือน

เมื่อพิจารณาจากประวัติการณ์แห่งวันจาตุรงคสันนิบาต ย่อมเห็นประจักษ์ว่า พระภิกษุผู้มาประชุมกันเป็นมหาสังฆสันนิบาตนั้น ต่างพรั่งพร้อมกันมา ณ เวฬุวันมหาวิหาร ด้วยอานุภาพแห่ง “คารวธรรม” พุทธบริษัททั้งหลายผู้เป็นอนุชน จึงพึงเทิดทูนจริยาของพระอรหันต์ทั้งนั้น ขึ้นเป็นแบบอย่างทางประพฤติแห่งตน ๆ โดยสำนึกว่า ถึงแม้พระสาวกทุกรูป ได้บรรลุถึงคุณธรรมสูงสุด ดับกิเลสเพลิงทุกข์ได้สิ้นเชิงแล้ว แต่ก็ยังคงเคารพนอบน้อมอย่างยิ่งต่อพระบรมศาสดา และพระธรรม

เพราะฉะนั้น พุทธบริษัทผู้มุ่งหมายความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม จึงจำเป็นต้องมี “นิวาตธรรม” คือความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นพื้นอุปนิสัย ขอจงระลึกไว้ว่า คุณธรรมแห่งพระอรหันต์นั้น สูงส่งเหนือกว่าอิสริยยศทั้งปวงในโลก หากแต่พระอรหันต์กลับปราศจากความอวดดื้อถือดี ปราศจากความเนรคุณลบหลู่ดูหมิ่น เพราะทุกรูปต่างมีความคารวะนอบน้อมอย่างมั่นคง ต่อพระรัตนตรัย ต่อการศึกษา ต่อความไม่ประมาท และต่อการปฏิสันถาร

ดังนี้ บรรดาผู้ยังมีธุลีในดวงตา มีกิเลสเครื่องเศร้าหมองครอบงำใจอยู่ จึงพึงเพียรหมั่นเพิ่มพูนคารวธรรม ให้งอกงามขึ้นในตนอยู่เสมอ ให้สมด้วยธรรมภาษิตที่ว่า “มหตฺตปตฺโตปิ นิวาตวุตฺติ” แปลความว่า “ถึงแม้จะดำรงตำแหน่งใหญ่ คืออิสริยยศที่กว้างขวาง แต่ก็ไม่ผยองด้วยยศ ถ่อมตน ทำตามโอวาทของบัณฑิต.” เพื่อความผาสุกร่มเย็นในจิตใจตน ตลอดจนประเทศชาติ และโลกนี้ได้อย่างยั่งยืน

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองสถาพรสืบไป เทอญ.”


สังเกต 6 พฤติกรรมเด็กหลังเผชิญเหตุรุนแรง ป้องกันบาดแผลฝังลึกทางใจ

Fri, 23 Feb 2024 14:33:00

มีคำกล่าวว่า เด็กแรกเกิด เปรียบเสมือนหนึ่งผ้าขาว การเติบโตในสภาวะแวดล้อมเช่นใด เด็กจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะการซึมซับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากในอดีต และพัฒนาเติบโตขึ้นตามลำดับอายุและช่วงวัย

ไทยพีบีเอสออนไลน์ คุยกับ พญ.พรนิภา ศรีประเสริฐ หรือ หมอแอม กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาสมอง พัฒนาการ และการเรียนรู้ เจ้าของเพจ "เรื่องเด็กๆ by หมอแอม"

พญ.พรนิภา ให้ความเห็นประเด็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากคนในครอบครัวว่า ปัจจุบันมีให้เห็นบ่อยขึ้น และบางเหตุการณ์พบมี เด็กเล็ก ๆ ที่อยู่ในช่วงวัยเตาะแตะ อยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วย ซึ่งผลกระทบของความรุนแรง อาจไม่สร้างเฉพาะบาดแผลที่เกิดขึ้นทางกาย แต่กับบาดแผลทางใจเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ และมีแนวโน้ม อาจส่งผลระยะยาวต่อเด็กในอนาคต

แม้ในช่วง 5 ปีแรก เด็กยังอยู่ในช่วงวัยที่ไม่สามารถจำเรื่องราว และรายละเอียดของเหตุการณ์ไม่ได้ แต่สามารถจำความรู้สึก และอารมณ์ที่มากระทบได้ รวมทั้งซึมซับสิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัว เมื่อในอนาคตเมื่อเด็กเติบโตและพัฒนาขึ้นตามวัย อาจทำให้รู้สึกหวาดกลัวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต และสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นได้ยาก

แม้เด็กในช่วง 5 ปีแรก ยังอยู่ในช่วงวัยที่ยังจำเรื่องราว รายละเอียดของเหตุการณ์ไม่ได้ แต่สามารถจำความรู้สึก และอารมณ์ที่มากระทบได้ ในอนาคตเมื่อเด็กเติบโตขึ้นตามวัย อาจรู้สึกหวาดกลัวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

นอกจากนี้ เด็กเล็กจะมีพัฒนาการตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กจะพัฒนาการได้ผ่านหลายปัจจัย แต่พัฒนาการเหล่านี้อาจหยุดชะงักลงได้หากเด็กพบเจอกับ "การใช้ความรุนแรง" โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเด็ก

พญ.พรนิภา กล่าวว่า มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า ความรุนแรงที่เด็กพบเจอใน "วัยเด็ก" จะติดตามไปถึงตอนเป็นผู้ใหญ่ และส่งผลถึงการแสดงออก ในเรื่องอาการทางกาย และมุมมองของความสัมพันธ์ในอนาคต 

อ่าน เด็กประสบเหตุรุนแรง เสี่ยงโรค PTSD หมอแนะพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดี

หลายคนโตมากับความรู้สึกว่าตัวเองมีปม แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร สุดท้ายเมื่อใช้จิตวิทยาบำบัด ถึงทราบว่า เขาเคยเจอเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สร้างปมให้เขา อาจจำเหตุการณ์ไม่ได้แต่ความรู้สึกและปมในใจมันฝังไปจนโตได้ ทำให้มีปัญหาด้านพฤติกรรม Mindset ที่บิดเบี้ยวโดยที่เขาไม่เข้าใจว่า เกิดจากอะไร

นอกจากนี้ "เด็ก" จะเรียนรู้บทบาททางเพศ เช่น เมื่อเคยเห็นพ่อทำร้ายตบตีแม่บ่อย ๆ อาจมีความเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนไปในบางเรื่อง เช่น การตบตีในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ รวมถึงหากมีใครมาทำร้ายร่างกายก็จะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว และไม่ต้องปกป้องตัวเอง

พญ.พรนิภา ยังให้คำแนะนำวิธีการสังเกตพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของเด็ก ที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัว เช่น เห็นแม่ถูกทำร้ายหรือเห็นภาพที่กระทบต่อจิตใจ โดยเฉพาะในด็กเล็กอาจสื่อสารไม่ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีสังเกตความเครียด ดังนี้

1. การนอนหลับ ที่เปลี่ยนไป เพราะเด็กที่เครียดหรือวิตกกังวลจะมองไม่ออก จึงสังเกตได้จาก เด็กนอนหลับ ตื่นบ่อยครั้ง หรือฝันร้าย

2. การกิน ที่เปลี่ยนไป เช่น กินลดลง อะไรที่เคยชอบกลับไม่ชอบ แต่บางคนอาจกินเพิ่มขึ้นในบางคน

3. การแสดงออกทางอารมณ์ ผิดปกติ เช่น มักมีความวิตกกังวล หวาดกลัว โกรธรุนแรง ผิดไปทางสถานการณ์ที่กำลังเจออยู่ เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ไม่เสถียร

4. แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เมื่ออยู่กับตัวเอง กับของเล่น หรือกับสัตว์เลี้ยง

5. เคยชอบ กลับไม่ชอบ เช่น ทำกิจกรรมแล้วเคยชอบแต่กลับไม่ชอบ เด็กที่มีอาการซึมเศร้าจะไม่สามารถชอบในสิ่งที่เคยชอบได้อีกแล้ว

6. พัฒนาการถดถอย เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด ของเด็กที่มีปัญหาที่มีเรื่องกระทบจิตใจ เรียกว่า พัฒนาการถดถอย เคยทำบางอย่างได้แต่กลับทำไม่ได้ เช่น เคยกินข้าวเองได้แต่กลับกินข้าวเองไม่ได้

การสังเกตพฤติกรรมเด็กข้างต้นอาจเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น  พญ.พรนิภา กล่าวว่า หากจะให้ดีแนะนำให้พาเด็กไปพบจิตแพทย์ เพื่อประเมินผลกระทบและรับคำปรึกษา หาวิธีการแก้ปัญหาทางออกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำทั้งวิธีการพูดกับเด็ก หรือ การดูแลต่อจากนี้

ผลกระทบพัฒนาการของเด็กในระยะสั้น อาจมีการก้าวร้าว มีปัญหาในการเรียนรู้ หรืออาจจะมีพฤติกรรมกลัวคนแปลกหน้า แปลกแยกจากสังคม ไม่คุ้นเคยกับคนที่ไม่เคยเลี้ยง ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องพัฒนาการตามมาได้ ซึ่งคนในครอบครัว จะเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ให้สังเกตสัญญาณเตือน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วหากเข้าเกณฑ์แสดงว่า เด็กเริ่มมีปัญหาทางจิตใจและควรพาไปพบผู้เชียวชาญเพื่อประเมิน

ความรุนแรงส่งผลกระทบ "เด็ก" ในอนาคต

พญ.พรนิภา ยังกล่าวเหตุการณ์สามีทำร้ายร่างกายภรรยาจนเสียชีวิต ในขณะที่มีลูกวัยขวบเศษอยู่ในเหตุการณ์ด้วยว่า อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเด็กในอนาคต เพราะเด็กอาจจะได้รับรู้ข่าวดังกล่าวเมื่อเติบโตขึ้นในอนาคต และจะกลายเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกรอบ

"เด็กอยู่ในวัยเพียง 1 ขวบ 7 เดือน อาจ ยังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่การนำเสนอข่าวทั้งสื่อกระแสหลัก และโซเชียลมีเดีย บางสื่อแสดงให้เห็นการกระทำที่รุนแรงซ้ำไปซ้ำมา ข่าวนี้จะอยู่บนโลกออนไลน์ไปตลอดชีวิต โตขึ้นเขาจะมาหาข้อมูลว่านี้คือ พ่อ แม่ ของเขา"

อ่าน สามีรับฆ่า "น้องนุ่น" ภรรยา นำร่างเผาที่ปราจีนบุรี - คุมทำแผนวันนี้

โดยปกติเด็กเล็กจะติดพ่อ แม่ หากมีใครคนใดคนหนึ่งเกิดหายไปเลยเด็กอาจมีภาวะ Separation Anxiety หรือ ความวิตกกังวลต่อการแยกจากพ่อ หรือ แม่ การกลัวการพรากจาก รู้สึกหงุดหงิด ตื่นตระหนก เมื่อคนที่ไม่คุ้นเคยเข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ดูแลเด็กจากนี้ ต้องทำความเข้าใจให้มาก และระมัดระวังในการพูดคุยกับเด็ก

การดูแลเด็กด้วยการสัมผัส "อุ้ม กอด บอกรัก" เพื่อปลอบขวัญจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเด็กเล็กอาจไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวออกมาเป็นคำพูดได้ก็จริง แต่ผู้ปกครองสามารถสังเกตว่า เด็กมีอาการกลัว หรือยังฝังใจกับเหตุการณ์นั้นหรือไม่ และจำเป็นต้องนำไปสู้การแก้ปัญหา 

พญ.พรนิภา มองว่า เด็กจะมีปัญหาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทัศนคติของคนเลี้ยงดู หากคนเลี้ยงมองว่า ตรงนี้เป็นปมด้อยของเด็ก เด็กก็จะถูกสั่งความคิดว่า สิ่งนี้คือปมด้อยของเขา แต่หากบอกว่า คือ สิ่งที่เกิดขึ้นแต่เราจะช่วยกันได้ เด็กก็จะมี Mindset อีกแบบว่า มันเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเขาเท่านั้น

เด็กที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เขาอาจต้องการการเยียวยาจิตใจ ยิ่งเร่งช่วยเหลือเขาอาจเกิดความรู้สึกหวาดกลัวได้ ต้องค่อย ๆ ให้เวลาเขาค่อย ๆ ปรับตัว

ส่วนใหญ่เด็กเล็กจะได้รับผลกระทบจากการกระทำของคนรอบข้างมากกว่า ทั้งการพูด การมอง สายตา การเลี้ยงดูต่อจากนี้ ตอนนี้เขาก็จะฝัง ฝังไปเรื่อย ๆ หากได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี โอกาสที่จะมีปัญหาในอนาคตค่อนข้างน้อย ผู้ที่เลี้ยงอาจต้องเขาใจว่าจะต้องพูดกับเด็กยังไง เด็กเริ่มโตก็จะค่อย ๆ ให้ความรู้เขาในแต่ละช่วงวัย อย่างไร

สุดท้ายอยากให้มีการผลักดันกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว และส่งเสริมสร้างความเข้าใจ สร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม ว่าเรื่องความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช้เรื่องปกติ หรือ ไม่ใช่เรื่องผัวเมียแล้วไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว และไม่ใช่ผลกระทบแค่คู่ชีวิต เพราะมันอาจกระทบไปถึงอนาคตของเด็กคนหนึ่งด้วย

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกสุดในรอบปี คืนวันมาฆบูชา 24 ก.พ.นี้

แจงรถไฟความเร็วสูงไม่กระทบ "มรดกโลกอยุธยา" ไม่เวนคืนที่ดิน

พิษณุโลกชวนสักการะ "รอยพระพุทธบาทตะแคง" แห่งเดียวในโลก


กู้ป้ายชื่อ "เรือหลวงสุโขทัย" ขึ้นจากทะเลแล้ว

Fri, 23 Feb 2024 12:43:00

วันนี้ (23 ก.พ.2567) วันที่ 2 ของปฏิบัติการค้นหาและปลดวัตถุอันตรายเรือหลวงสุโขทัย ชุดปฏิบัติการของกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐ ฯ บนเรือ Ocean Valor ที่จอดเรืออยู่บริเวณอ่าวไทยใกล้จุดที่เรือหลวงสุโขทัยอับปาง ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ภารกิจในวันนี้ชุดประดาน้ำผสมกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ ได้วางแผนการดำน้ำ จำนวน 4 เที่ยว ประกอบด้วย

เที่ยวที่ 1 และ 2 เป็นการสำรวจตัวเรือภายนอก และดำน้ำเพื่อถอดป้ายชื่อเรือหลวงสุโขทัย
เที่ยวที่ 3 และ 4 เป็นการดำน้ำเพื่อตรวจวัดรอยทะลุบริเวณหัวเรือ และการตรวจสอบประตูผนึกกั้นน้ำบริเวณท้ายเรือ และบริเวณแท่นอาวุธปล่อย Aspide บริเวณท้ายเรือ

จากการดำน้ำในช่วงเช้าของวันนี้ ชุดประดาน้ำผสมของกองทัพเรือทั้งสองประเทศสามารถนำป้ายเรือหลวงสุโขทัย ซึ่งเป็นสิ่งของชิ้นแรกที่นำขึ้นมาจากเรือได้เป็นผลสำเร็จ

ทั้งนี้จากการปฏิบัติภารกิจวันแรกเมื่อวานนี้ (22 ก.พ.2567) ชุดประดาน้ำผสมของกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ทำการปฏิบัติการ จำนวน 3 เที่ยว เป็นการถอดป้ายชื่อเรือหลวงสุโขทัยทางกราบขวา แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ เนื่องจากป้ายยึดแน่นจากการที่สัตว์ทะเลเกาะอยู่บริเวณพื้นผิว ประกอบกับเวลาปฏิบัติการใต้น้ำไม่เพียงพอ จึงเลื่อนการเก็บกู้ป้ายฯ ไปดำเนินการในวันถัดไป

อ่านข่าว : เริ่มแล้ว! "กู้เรือหลวงสุโขทัย" ทัพเรือไทย-สหรัฐฯ ร่วมปฏิบัติภารกิจ

จากนั้นได้ทำการดำน้ำเพื่อถ่ายภาพบริเวณเครื่องกว้านสมอ ทางเข้า (ฝา Hatch) หน้าเครื่องกว้าน และรอยฉีกหน้าโครงกันคลื่น (Wave breaker) โดยการปฏิบัติการในวันแรก เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สภาพทะเลและอากาศไม่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงาน


แจงรถไฟความเร็วสูงไม่กระทบ "มรดกโลกอยุธยา" ไม่เวนคืนที่ดิน

Fri, 23 Feb 2024 11:00:00

วันนี้ (23 ก.พ.2567) นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า รับมอบหมายจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ให้เป็นผู้ชี้แจง ตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ เพื่อชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรในประเด็นปัญหาผลกระทบจากการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงพระนครศรีอยุธยา

ตามที่นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.พระนครศรีอยุธยา ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะ ยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อมรดกโลก และกระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายสุรพงษ์ ชี้แจงว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (HIA) เพื่อลดข้อกังวลใจของ UNESCO และประชาชน ซึ่งไทยยังไม่เคยมีการจัดทำรายงาน HIA มาก่อน

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม ตระหนักถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบต่อการเป็นมรดกโลก

ยืนยันว่าสถานีอยุธยาไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่มรดกโลก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ UNESCO แต่อยู่ห่างออกไป 1.5 กิโลเมตร และมีแม่น้ำป่าสักคั่นอยู่ ดังนั้นการขยายตัวของเมืองเข้าไปในเขตมรดกโลกจึงเป็นไปได้ยาก

อ่านข่าว “วิกฤตการเกิด” เรื่องกำเนิด ใครกำหนด ?

ยันไม่เวนคืนที่ดิน-ทำ HIA

นายสุรพงษ์ ได้ยกตัวอย่างเมืองมรดกโลกอื่น ๆ ที่มีสถานีรถไฟอยู่ใกล้ เช่น วัดโทจิ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และมรดกโลกมหาวิหารโคโลญ ประเทศเยอรมนี เพื่อแสดงให้เห็นว่าสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา สามารถอยู่ร่วมกับมรดกโลกได้

ส่วนอธิบายถึงแผนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยาที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะรองรับผู้โดยสาร รวมทั้งพัฒนาเส้นทางรถสาธารณะ และปรับปรุงระบบขนส่งรูปแบบใหม่

โดยสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว มีพื้นที่จอดรถ พื้นที่สีเขียว สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภูมิทัศน์รอบสถานีจะสวยงาม เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว

โดยยืนยันว่าได้ดำเนินการศึกษาแนวทางปรับปรุงรูปแบบสถานี เพื่อลดผลกระทบต่อโบราณสถาน พร้อมทั้งดำเนินการตามผลการศึกษา ออกแบบรายละเอียด และมติคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยการพัฒนาพื้นที่สถานีอยุธยาถือเป็นการพัฒนาบนแนวเส้นทางเดิม ไม่ได้ทำการเวนคืนที่ดินแต่อย่างใด

ส่วนในกรณีประเด็นเรื่องทุนจากต่างประเทศ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า โครงการได้ดำเนินการจ้างโดยมีผู้รับจ้างเป็นบริษัทของไทย วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างส่วนใหญ่ล้วนมาจากไทย และมีคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างโปร่งใส

โครงการรถไฟความเร็วสูงอยุธยาถือเป็นโครงการพัฒนาที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ รัฐบาลมีแผนรองรับผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ และคำนึงถึงความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

อ่านข่าว

ไฟป่าลามเชิงดอยสุเทพใกล้บ้านป่าแหว่ง 17 พท.เหนือฝุ่นคลุม 

ขึ้นทางด่วนฟรี! หยุด 3 วัน มาฆบูชา รวม 60 ด่าน


ขึ้นทางด่วนฟรี! วันมาฆบูชา 24 ก.พ.นี้ รวม 60 ด่าน

Fri, 23 Feb 2024 10:42:00

วันนี้ (23 ก.พ.2567) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ประกาศว่า ในวันหยุดช่วงวันมาฆบูชา ในวันที่ 24 ก.พ.2567 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ยกเว้นค่าทางด่วน 3 สาย รวม 60 ด่าน คือ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร จำนวน 19 ด่าน, ทางพิเศษศรีรัช จำนวน 31 ด่าน, ทางพิเศษอุดรรัถยา จำนวน 10 ด่าน

ทั้งนี้ตั้งแต่ เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำปีตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่ปรากฏในสัญญาสัมปทาน ฉบับแก้ไขใหม่ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน

สำหรับรายชื่อด่านผ่านทางที่ได้รับการยกเว้นค่าทางด่วน ทั้ง 60 ด่านนั้น สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่ www.exat.co.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านข่าว : หยั่งเสียงอธิการฯ มธ.คนใหม่ "ศุภสวัสดิ์" คะแนนพุ่ง "พิภพ-ปริญญา" ไล่ตาม

พิษณุโลกชวนสักการะ "รอยพระพุทธบาทตะแคง" แห่งเดียวในโลก

“วิกฤตการเกิด” เรื่องกำเนิด ใครกำหนด ?


หยั่งเสียงอธิการฯ มธ.คนใหม่ "ศุภสวัสดิ์" คะแนนพุ่ง "พิภพ-ปริญญา" ไล่ตาม

Fri, 23 Feb 2024 08:27:00

วันที่ 22 กพ.2567 คณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดให้มีการเสนอชื่อเพื่อหยั่งเสียงผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนใหม่ แทน รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนปัจจุบันที่จะดำรงตำแหน่งครบวาระในวันที่ 24 พ.ค.2567

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับเสนอ คือ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ รองอธิการบดี และ กรรมการสภามหาวิทยาลัย รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยกำหนดให้มีการเสนอชื่อเพื่อหยั่งเสียงผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนใหม่ จำนวน 51 ส่วนงาน

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ รองอธิการบดีและกรรมการสภามหาวิทยาลัย

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ รองอธิการบดีและกรรมการสภามหาวิทยาลัย

โดยผลการนับคะแนนในเบื้องต้น ณ เวลา 20.00 น. พบว่า ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 1 ใน 26 ส่วนงาน, รองลงมาคือ รศ.ดร.พิภพ ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 1 ใน 12 ส่วนงาน และ ผศ.ดร.ปริญญา ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 1 ใน 5 หน่วยงาน

ทั้งนี้ ยังพบว่า ใน 27 หน่วยงานระดับคณะวิชาที่จัดการเรียนการสอน ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ได้รับการเสนอชื่อ มาเป็นอันดับ 1 ใน 17 ส่วนงาน

รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ

รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ ส่วนงานที่มีสิทธิเสนอชื่อ จะได้รายงานผลการเสนอชื่อให้คณะกรรมการสรรหาฯ ได้รับทราบ และคณะกรรมการสรรหาฯ จะได้จัดประชุมในวันที่ 28 ก.พ.2567 เพื่อรายงานสรุปความคิดเห็น เพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยทราบ พร้อมดำเนินการทาบทามบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ เข้ารับการสัมภาษณ์ และแถลงแนวทางการบริหารมหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 25 มี.ค.-12 เม.ย.2567 เผยแพร่แนวทางบริหารทางมหาวิทยาลัยของผู้รับการทาบทาม

วันที่ 19 เม.ย.2567 คณะกรรมการสรรหาฯ จะกำหนดให้ผู้ตอบรับการทาบทามหรือผู้สมัครเข้ารับการสรรหาได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการดำเนินงานและแถลงแนวทางการบริหารต่อคณะกรรมการสรรหาฯ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย นักศึกษา และศิษย์เก่าของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ารับฟังการแถลงด้วย 

วันที่ 22 เม.ย.2567 รายงานผลการสรรหาและเสนอสภามหาวิทยาลัย

อ่านข่าว : ใครเข้า WIN “ปริญญา-พิภพ-ศุภสวัสดิ์” ศึกชิงอธิการบดีคนใหม่ รั้วยูงทอง

ล่าสุด ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ - Supasawad Chardchawarn พร้อมระบุข้อความว่า “ผมขอขอบคุณทุกแรงสนับสนุนจากประชาคมทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันเสนอชื่อผมเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้”

ทุกท่านครับ ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาคมมอบให้วันนี้ ถือเป็นกำลังใจให้ผมและทีม มุ่งมั่นทำงานอย่างหนักต่อไป ผมถือว่า ธรรมศาสตร์จะดีขึ้นได้ เป็น One TU ที่เข้มแข็งได้ ด้วย “ความเห็น”

หลังจากนี้ ผมและทีมยังคงเปิดรับฟังข้อเสนอและความเห็นจากประชาคม สำหรับท่านใดที่มีข้อเสนอต่างๆ สามารถ Inbox เข้ามาที่แฟนเพจนี้ได้เลยครับ

ในระหว่างที่กระบวนการจากกรรมการสรรหาดำเนินไป ผมและทีมจะขอร้อยเรียงทั้ง 15 นโยบายที่ได้ประกาศไว้ให้เป็นแผนกลยุทธ์ที่เป็นระบบ พร้อมทั้งมีการกำหนดเป้าหมาย และแผนดำเนินการที่ชัดเจน เพื่อเตรียมแถลงแนวทางการบริหารต่อประชาคมต่อไป

ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ความร่วมมือจากประชาคมทุกภาคส่วนจะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเราก้าวไปข้างหน้า เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในใจคน”


“วิกฤตการเกิด” เรื่องกำเนิด ใครกำหนด ?

Fri, 23 Feb 2024 08:01:22

ในอดีตไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่จำนวนไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านคน โดยเมื่อ 60 ปีก่อน อัตราการเจริญพันธุ์หรือผู้หญิงหนึ่งคนจะมีลูกเฉลี่ยประมาณ 6 คน แต่จำนวนดังกล่าวปรับลดลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือเพียง 1.16 คนเท่านั้น ปัญหานี้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นหลังพบว่าในปี 2564 เป็นปีแรกที่จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิต และทิศทางดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในปี 2565 และปี 2566 สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการเกิดน้อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขยายตัวและโครงสร้างประชากรอย่างมาก


“ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน” นักประชากรศาสตร์ และที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ระบุว่า หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในปี 2626 จำนวนประชากรวัยเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) จะลดลงจาก 10 ล้านคนเหลือเพียง 1 ล้านคน ขณะที่ประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-64 ปี) จะลดลงจาก 46 ล้านคนเหลือ 14 ล้านคน ส่วนผู้สูงวัย (อายุ 65 ปีขึ้นไป) จะเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคนเป็น 18 ล้านคน

• ทำไมคนไม่อยากมีลูก ?

ด้วยบริบทของเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่าย ปัญหาสังคม ความต้องการใช้ชีวิตอิสระ การจดจ่อกับความก้าวหน้าในอาชีพการงาน รวมไปถึงความหลากหลายทางเพศ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการมีลูกลดลง

“สุมิตรา วรสิริมงคล” พนักงานบริษัทเอกชน วัย 29 ปี ในฐานะแม่ของลูกสาววัย 1 ขวบ 11 เดือน เล่าว่า วางแผนมีลูกเพียงคนเดียว เพราะต้องทำงานหาเงิน กลัวว่าจะดูแลลูกได้ไม่เต็มที่ และมองว่าหากรัฐบาลต้องการเพิ่มอัตราการเกิดและอยากให้คนมีลูก ก็ต้องมีการสนับสนุนที่ดีกว่านี้ เพราะการที่เด็กเกิดหนึ่งคนมีค่าใช้จ่ายตามมาอีกมาก จึงอยากให้รัฐบาลส่งเสริมและดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา

ในเวทีประชุม UNFPA Asia-Pacific Regional Office ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนจบปริญญาตรีในสถาบันการศึกษาของรัฐ อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านบาทต่อคน หรือคิดเป็น 6.3 เท่าของรายได้ต่อหัวต่อปีของประชากรในปี 2565 และจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หากเข้าเรียนในสถานศึกษาของเอกชน

• “เด็กเกิดน้อย” กระทบเศรษฐกิจ-สังคมอย่างไร ?

ศ.ดร.เกื้อ กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง จำนวนนี้เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา 20,000 แห่ง มีสัดส่วนระหว่างครูและนักเรียนอยู่ที่ 1:14 แต่หากอนาคตมีเด็กเกิดน้อย โรงเรียนก็อาจถูกยุบ ส่วนมหาวิทยาลัยจะประสบปัญหาจำนวนนักศึกษาลดลง รวมถึงเกิดปัญหาด้านการลงทุนและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพราะขาดแคลนแรงงาน

สอดคล้องกับ “ดร.กิริฎา เภาพิจิตร” ผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า อัตราการเกิดต่ำจะกระทบต่อการบริโภค โดยจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยขยายตัวได้ไม่มากเท่าในอดีตและกระทบต่อภาคแรงงาน เนื่องจากจำนวนแรงงานจะน้อยลง ไม่มีคนมาทดแทน ดังนั้นหากไม่เร่งปรับทักษะแรงงาน หรือให้คนมีความรู้ความสามารถจากต่างประเทศเข้ามาทำงาน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

• ไทยแก่เกินไปที่จะมีลูกหรือไม่ ?

หากเทียบอายุของไทยกับประเทศอื่น ๆ ในโลก เราอาจไม่ได้เป็นประเทศที่มีอายุมากอย่างที่หลายคนเข้าใจ จากข้อมูลของ The World Fact Book ของ Central Intelligence Agency สหรัฐฯ พบว่า โมนาโก เป็นชาติที่ประชากรมีอายุ (Median Age) สูงสุดในโลกอยู่ที่ 56.2 ปี ขณะที่ “ไทย” เปรียบเสมือนคนวัยกลางคนที่มีอายุประมาณ 41 ปี หรืออยู่ในอันดับที่ 53 ของโลก แต่หากเทียบเฉพาะในอาเซียน ไทยจะมีอายุมากที่สุด รองลงมาคือสิงคโปร์และเวียดนาม ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาข้อมูลในหลายประเทศ พบว่า อายุอาจไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออัตราการเกิดและจำนวนประชากรมากนัก เพราะบางประเทศมีอายุมากกว่าไทย แต่ยังสามารถมีอัตราการเกิดที่สูงกว่าและมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน บางประเทศมีอายุน้อยกว่า แต่ก็มีอัตราการเกิดต่ำกว่าและมีจำนวนประชากรที่มีทิศทางลดลงต่อเนื่องเช่น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่เราจะศึกษาแนวทางการเพิ่มอัตราการเกิดและจำนวนประชากรของทั้ง 2 กลุ่มประเทศ ทั้งที่ประสบความสำเร็จและเผชิญความล้มเหลว เพื่อถอดบทเรียนสำคัญและนำมาปรับใช้กับไทยต่อไปได้

• ส่องนโยบายต่างประเทศแก้ปัญหา “เด็กเกิดน้อย”

หลายประเทศในโลกเคยเผชิญปัญหาอัตราการเกิดต่ำ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีแนวทางการแก้ปัญหาแตกต่างกัน และเกือบทุกประเทศที่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหานี้รัฐบาลได้ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุด

ยกตัวอย่าง “เกาหลีใต้” ซึ่งมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกเมื่อปี 2563 อยู่ที่ 0.8 สาเหตุที่ทำให้คนเกาหลีใต้ไม่อยากมีลูกมาจากที่พักอาศัยราคาแพง การแข่งขันทางการศึกษา รวมทั้งความกดดันเรื่องเพศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติที่ทำให้มีผู้ชายเข้ารับราชการทหารน้อยลง

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกนโยบายหลายอย่างเพื่อกระตุ้นให้คนมีลูก เช่น ปรับนโยบายลาพักของผู้เลี้ยงดูเด็กให้นานขึ้นและรับเงินเดือนเต็มจำนวน ลดดอกเบี้ยจำนองอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนมีลูก แต่ก็ยังไม่เห็นผลและเกาหลีใต้ยังคงมีอัตราการเกิดรั้งท้ายของโลก ปัญหาอัตราการเกิดต่ำของเกาหลีใต้จึงกลายเป็นวาระแห่งชาติและเป็นประเด็นสำคัญที่นักการเมืองหลายพรรคใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งในเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้

ขณะที่ “จีน” ดำเนินนโยบายลูกคนเดียวมาเป็นเวลานานและได้ผ่อนคลายนโยบายนี้ในช่วงปี 2557-2559 หลังเริ่มเห็นสัญญาณเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงมาก จนกระทั่งปี 2562 อัตราการเกิดในจีนต่ำสุดในรอบ 70 ปีและลดลงต่อเนื่อง รัฐบาลจีนจึงปรับนโยบายให้ประชาชนมีลูกได้ถึง 3 คน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ชาวจีนบางส่วนไม่อยากมีลูก เช่น ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียนมีราคาสูงสวนทางกับรายได้ รวมถึงกังวลเรื่องความปลอดภัยและความไม่เท่าเทียมทางเพศ

กระนั้นยังมีชาติที่สามารถเพิ่มอัตราการเกิดได้สำเร็จ คือ “สวีเดน” ที่ออกนโยบาย “สปีดพรีเมียม” สำหรับผู้เลี้ยงดูบุตรที่เคยมีลูกแล้วและมีลูกคนต่อไปภายใน 30 เดือนหลังมีลูกคนแรก สามารถรับค่าตอบแทนในวันหยุดเท่ากันกับวันลาหยุดเลี้ยงดูลูกคนก่อน เพื่อให้พ่อแม่วางแผนมีลูกอายุใกล้กันและใช้เวลาดูแลเด็กได้อย่างต่อเนื่อง นโยบายนี้ทำให้อัตราการเจริญพันธุ์ในปี 2533 เพิ่มขึ้นเป็น 2.14 จากเดิมอยู่ที่ 1.61

ทว่าต่อมา อัตราการเกิดของสวีเดนได้ปรับลดลงในช่วงปี 2543 เนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ จึงออกนโยบายเพิ่มเติมกำหนดให้การลาหยุดงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถจัดสรรเวลาได้ว่าจะหยุดเต็มเวลาหรือครึ่งเวลาจนกว่าลูกจะมีอายุครบ 12 ปี รวมถึงอนุญาตให้ทำงานจากบ้านได้ นโยบายดังกล่าวมีส่วนช่วยให้ค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูเด็กลดลง ทำให้ปี 2544 มีเด็กเกิดใหม่มากถึง 3-5 คนต่อแม่ 1,000 คน จนอัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง และในปี 2565 มีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.84 นอกจากนี้ยังมีนโยบายเปิดรับผู้อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศ ทำให้ประชากรในสวีเดนเติบโตขึ้นด้วย

เช่นเดียวกับ “ออสเตรเลีย” ใช้นโยบายเปิดรับผู้อพยพย้ายถิ่นฐานตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปี 2559 ทำให้ประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า จาก 7.4 ล้านคนเป็น 24.2 ล้านคน และสัดส่วนของประชากรก็มีความหลากหลายเพราะปรับเปลี่ยนเกณฑ์รับผู้อพยพเป็นแบบไม่เลือกปฏิบัติ เน้นใช้เกณฑ์คัดเลือกทางเศรษฐกิจและให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อส่งเสริมการย้ายถิ่นฐาน โดยในปี 2566 ออสเตรเลียมีประชากรประมาณ 26.4 ล้านคน มีอัตราส่วนของผู้ย้ายถิ่นฐานอยู่ที่ 6.39 คนต่อประชากร 1,000 คน

ทั้งนี้ ตัวเลขการย้ายถิ่นฐานสุทธิ (Net Overseas Migration : NOM) จากเอกสารงบประมาณของรัฐบาลกลางออสเตรเลีย ชี้ให้เห็นว่า NOM ส่งผลต่อการเติบโตของประชากรอย่างมีนัย โดยช่วงปี 2561-2562 อยู่ที่ 239,700 คน, ปี 2562-2563 ลดลงเหลือ 154,100 คน, ปี 2563-2565 ซึ่งอยู่ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เป็นตัวเลขติดลบ ก่อนปรับขึ้นมาที่ 95,900 คนในช่วงปี 2565-2566 และคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 201,100 คนในช่วงปี 2566-2567

ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ช่วงปี 2562-2563, 2563-2564 และ 2564-2565 การขยายตัวของประชากรชะลอลงเหลือร้อยละ 1.2, 0.2 และ 0.4 ตามลำดับ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตของประชากรที่ต่ำที่สุดในรอบร้อยปี

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนประชากรด้วยการเปิดรับผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน เป็นนโยบายที่บางประเทศใช้ได้ผล ดร.กิริฎา มองว่า หากประเทศไทยจะดำเนินนโยบายนี้เพื่อหวังดึงคนเข้ามา ก็ควรส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจด้วย เพราะเมื่อมองภาคแรงงานที่ในอนาคตจะมีคนน้อยลง การเปิดรับคนที่มีความสามารถจากต่างประเทศเข้ามาทำงานจะช่วยได้มาก

• วาระชาติ “ส่งเสริมมีบุตร” แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย

สำหรับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ของไทย กำหนดให้การมีบุตรเป็น 1 ใน 12 นโยบายสำคัญเร่งด่วน คือ การส่งเสริมการมีบุตร ความสมดุลการทำงานกับการดูแลครอบครัว แบ่งเบาค่าใช้จ่ายและภาระเลี้ยงดูบุตร ช่วยเหลือคนที่มีบุตรยาก และแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ผลักดันให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งเป้าทำให้สำเร็จภายใน 100 วัน รวมถึงมีคลินิกส่งเสริมการมีบุตรจังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการรักษาภาวะมีบุตรยากได้เร็วขึ้น ในอายุที่น้อยลง ซึ่งปัจจุบันมีคลินิกส่งเสริมการมีบุตรแล้ว 800 แห่ง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข ระบุว่า เป้าหมายคืออัตราการเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้นจาก 1.08 มาอยู่ที่ 2.1 ต่อแสนประชากร โดยรักษาอัตราการเจริญพันธุ์ช่วงปี 2566-2570 ให้ไม่ต่ำกว่า 1.0 และขั้นต่อไปจะพยายามเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์โดยรวมราว 1.5 ในปี 2585 เพื่อรักษาจำนวนประชากรไม่ให้น้อยกว่า 33 ล้านคน

ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน นักประชากรศาสตร์

ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน นักประชากรศาสตร์

ขณะที่ ศ.ดร.เกื้อ มองว่า การแก้ปัญหา “เด็กเกิดน้อย” ต้องเริ่มด้วยการทำความเข้าใจกับสภาพสังคมปัจจุบัน ประชากรยุค Post Modern ที่อายุต่ำกว่า 40 ปีจะอยู่ด้วยค่านิยมและความเชื่อ จึงควรนำเสนอวิธีการและขั้นตอนในลักษณะอธิบาย โดยใช้ข้อมูลจากงานวิจัยสร้างแรงจูงใจให้คนกลุ่มนี้เห็นด้วย ดังนั้นนักวางแผนต้องเข้าใจประชากรที่จะเป็นวัยแรงงานในอนาคต เน้นการสร้างเรื่องราวเพื่อให้คนกลุ่มนี้รับรู้ เข้าใจและอยากมีลูก

การใช้นโยบายลักษณะนี้เป็นการโน้มน้าวให้คิด ไม่ได้บังคับให้แต่งงานหรือบังคับให้มีลูก เพียงแต่บอกว่า คนที่มีครอบครัวมีแนวโน้มสุขภาพดีและมีเงินออมมากกว่า ส่วนคนที่มีครอบครัวและมีลูกจะมีสุขภาพดี มีเงินออมมากกว่าคนที่มีครอบครัวแต่ไม่มีลูก เป็นสิ่งที่มีงานวิจัยยืนยัน ศ.ดร.เกื้อ กล่าว

ฉะนั้น การแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยในเวลานี้ หรือแม้แต่การแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อหวังเพิ่มจำนวนประชากรไทย อาจต้องทำให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป วางแผนนโยบายอย่างรอบคอบและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะการเกิดอาจไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยชวนให้คิดก่อนตัดสินใจที่จะมีลูก

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นผลงานที่จัดทำโดยผู้เข้าร่วมอบรม (กลุ่ม 3) หลักสูตรโครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชนเรื่อง : โลกาภิวัตน์ในกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ปั๊มลูกกู้ชาติ" แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย วัยแรงงานทิ้งช่วงยาว 20 ปี

สธ.ห่วงเด็กเกิดน้อย เร่งส่งเสริมมีลูก-ตั้งคลินิกหนุนจังหวัดละ 1 แห่ง

Aging Society ไทยเข้าสู่สังคม"แก่เต็มขั้น" สวนทางเด็กเกิดน้อย


ภาพล่าสุด "เรือหลวงสุโขทัย" สภาพใต้ทะเล หลังจมนานกว่า 1 ปี

Fri, 23 Feb 2024 06:32:00

วันที่ 22 ก.พ.2567 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพเรือ Royal Thai Navy เผยแพร่คลิปเรือหลวงสุโขทัย จากภารกิจปฏิบัติการค้นหาและปลดวัตถุอันตราย หลังจากเรือหลวงสุโขทัยอับปางจมใต้ทะเลนานตั้งแต่ 18 ธ.ค.2565

อ่านข่าว : เริ่มแล้ว! "กู้เรือหลวงสุโขทัย" ทัพเรือไทย-สหรัฐฯ ร่วมปฏิบัติภารกิจ

facebook : กองทัพเรือ Royal Thai Navy

facebook : กองทัพเรือ Royal Thai Navy

สำหรับการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ อยู่ในขั้นตอนการสำรวจตัวเรือและค้นหาผู้สูญหายอีก 5 นาย โดยจะทำการดำลงไปถ่ายภาพตัวเรือทั้งภายนอก และภายใน เพื่อใช้ในการสืบสวนสาเหตุการจมของเรือ รวมถึงสำรวจและค้นหาผู้สูญหาย โดยจะใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติการประมาณ 5 วัน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บกู้ยุทโธปกรณ์ และปลดวัตถุอันตรายในอีก 14 วัน รวมถึงการเก็บกู้สิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของกำลังพลกองทัพเรือต่อไป 

อ่านข่าว : ปลดป้าย “เรือหลวงสุโขทัย” พร้อมวัตถุอันตราย คาดใช้เวลา 19 วัน

facebook : กองทัพเรือ Royal Thai Navy

facebook : กองทัพเรือ Royal Thai Navy

1

facebook : กองทัพเรือ Royal Thai Navy

facebook : กองทัพเรือ Royal Thai Navy

 

 


ปลดป้าย “เรือหลวงสุโขทัย” พร้อมวัตถุอันตราย คาดใช้เวลา 19 วัน

Thu, 22 Feb 2024 21:13:00

วันนี้ (22 ก.พ.2567) เวลา 09.15 น. พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการค้นหาและปลดวัตถุอันตรายเรือหลวงสุโขทัย บนเรือ Ocean Valor บริเวณอ่าวไทย ใกล้จุดที่เรือหลวงสุโขทัยอับปาง ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

อ่านข่าว : เริ่มแล้ว! "กู้เรือหลวงสุโขทัย" ทัพเรือไทย-สหรัฐฯ ร่วมปฏิบัติภารกิจ

โดยมี พล.ร.อ.ชาติชาย ทองสะอาด ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการค้นหาและปลดอาวุธอันตรายเรือหลวงสุโขทัย และ น.อ. Hugh Winkel ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ และร่วมสังเกตการณ์บนเรือ Ocean Valor ซึ่งเป็นเรือปฏิบัติการหลัก ในการค้นหาและปลดวัตถุอันตรายเรือหลวงสุโขทัย

ผบ.ทร.ได้ทักทายกำลังพลกองทัพเรือ และกองทัพเรือสหรัฐฯ รวมถึงผู้บังคับการหน่วยดำน้ำ กองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ และสังเกตการณ์การปฏิบัติอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ขั้นเตรียมการจนถึงขั้นการลงไปปฏิบัติงานใต้น้ำ

พล.ร.อ.อะดุง กล่าวว่า กองทัพเรือ ขอยืนยันว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ตรงไปตรงมา และเอามาประกอบ สิ่งที่ต้องการแถลงให้คนไทยทั้งประเทศทราบว่า เรือหลวงสุโขทัยจมไปเพราะอะไร ซึ่งต้องชัดเจน เมื่อฟังแล้วต้องเข้าใจ คำถามทั้งหมดต้องได้รับการอธิบาย ซึ่งจากการไปถ่ายรูปเรือหลวงสุโขทัยใต้น้ำ มีรอยปริบริเวณหัวเรือ ส่วนจะเกิดจากสาเหตุอะไรขอให้รอข้อมูล พร้อมยืนยันว่า รอยปริดังกล่าวไม่ได้ปริเนื่องจากสาเหตุการซ่อมบำรุง

ผบ.ทร.กล่าวว่า ต้องขอบคุณกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ได้ให้การช่วยเหลือในการปฏิบัติการครั้งนี้ เพราะการประมูลกู้เรือหลวงสุโขทัยทั้ง 2 ครั้ง ไม่สำเร็จ เพราะบริษัทฯ ที่เสนอตัวมา มีเอกสารรับรองคุณสมบัติไม่ครบ ตามที่กองทัพเรือต้องการ

ส่วนงบประมาณที่เตรียมไว้กู้เรือนั้น ในส่วนที่รัฐบาลสนับสนุนมา 90 ล้านบาท จะนำส่งคืน เพื่อให้รัฐบาลนำไปช่วยเหลือประชาชน ส่วนงบประมาณที่เตรียมไว้บางส่วน จะนำมาใช้ในการปฏิบัติการครั้งนี้

การเยี่ยมชมการปฏิบัติงานบนเรือ Ocean Valor ในวันนี้ ได้เห็นถึงความยากลำบากในการปฏิบัติงาน ตั้งแต่ขั้นการลำเลียงอุปกรณ์ดำน้ำ มาจากฐานทัพเรือในฮาวาย มาลงเรือที่สิงคโปร์ และนำเรือมายังจุดดำน้ำแห่งนี้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ นับเป็นการแสดงออกถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ ที่มุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ร่วมกัน ให้สำเร็จลุล่วงตามจุดประสงค์อย่างปลอดภัย

พล.ร.อ.อะดุงกล่าวต่อว่า สำหรับการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ จะอยู่ในขั้นตอนการสำรวจตัวเรือและค้นหาผู้สูญหาย โดยจะทำการดำลงไปถ่ายภาพตัวเรือทั้งภายนอก และภายใน เพื่อใช้ในการสืบสวนสาเหตุการจมของเรือ รวมถึงสำรวจและค้นหาผู้สูญหาย โดยจะใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติการประมาณ 5 วัน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการเก็บกู้ยุทโธปกรณ์ และปลดวัตถุอันตรายในอีก 14 วัน

“ในวันนี้ผู้บัญชาการทหารเรือได้แจ้งว่า สิ่งแรกที่จะนำขึ้นมาจากเรือหลวงสุโขทัยคือ ป้ายชื่อ “เรือหลวงสุโขทัย” โดยรวมระยะเวลาในการปฏิบัติการทั้งสิ้น 19 วัน ทั้งนี้กองทัพเรือจะแจ้งความคืบหน้าในการปฏิบัติให้ทราบอย่างต่อเนื่อง