3BB ยันข้อมูลการเงินลูกค้าไม่หลุด ปิดกั้นข้อมูลทันทีหลังถูกแฮก

Wed, 13 Jan 2021 07:46:00

วันนี้ (13 ม.ค.2564) เว็บไซต์ blognone.com เผยแพร่หนังสือชี้แจงจากส่วนประชาสัมพันธ์ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB กรณีแฮกเกอร์แอบอ้างการเข้าถึงข้อมูลภายในของกลุ่มบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเรียกเงินค่าไถ่แลกกับการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ โดยบริษัท 3BB ชี้แจงว่า ได้ทำการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลแบบผิดปกติทุกช่องทางทันทีเมื่อตรวจพบ อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อมูลบางส่วนของลูกค้าได้ถูกดึงไป เช่น เลขลูกค้า เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ และวันเกิด แต่ข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลทางการเงินและสำเนาบัตรประชาชนไม่ได้ถูกเข้าถึง

การขู่กรรโชกของแฮกเกอร์ดังกล่าว ถือเป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้วิธีการสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของเหยื่อเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ ทั้งยังกล่าวว่าหากบริษัทเพิกเฉยต่อการขู่กรรโชก จะมีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ทำให้ชื่อเสียงของแฮกเกอร์โด่งดังขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการขู่กรรโชกบริษัทอื่นต่อไป โดยมีเป้าหมายเป็นบริษัทมหาชนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

บริษัท 3BB  ยังระบุอีกว่า การนำเสนอข่าวดังกล่าวเท่ากับเป็นการสนับสนุนให้อาชญากรรมเช่นนี้บรรลุสิ่งที่ต้องการซึ่งก็คือการได้รับการกล่าวขานในสื่อประเทศไทย ดังนั้น จึงขอความร่วมมือไม่ร่วมสนับสนุนการนำเสนอข่าวหรือข้อมูลจากแฮกเกอร์กลุ่มนี้ ในขณะเดียวกัน บริษัทจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุดโดยอาศัยความร่วมมือจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้กับองค์กรอื่นๆ ซึ่งหากดำเนินคดีเสร็จสิ้น บริษัทยินดีจะแจ้งให้นำเสนอข่าวในเชิงการจัดการป้องกันเป็นกรณีศึกษาต่อไป

บริษัท ขอยืนยันว่า มีระบบการป้องกันฐานข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานและลูกค้าทั้งหมด ด้วยมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งได้เพิ่มระดับความปลอดภัยให้มากขึ้นจากกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ หนังสือชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นหลังเว็บไซต์ DataBreaches.net รายงานข่าวการแฮกข้อมูลบริษัท Jasmine International บริษัทแม่ของ 3BB และ Mono Group พร้อมหลักฐานข้อมูลที่เจาะมาได้ ทั้งข้อมูลด้านการเงินของบริษัท, ฐานข้อมูลฝ่ายบุคคล รวมถึงข้อมูลลูกค้าของ 3BB และช่อง Mono 29 รวมทั้งหมดกว่า 8 ล้านรายการ โดยกลุ่มแฮกเกอร์อ้างว่า เจาะเอาข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ของ Jasmine โดยไม่พบการป้องกันใดๆ รวมถึงมีการแจ้งเตือนก่อนการโจมตีอีกด้วย



เล็งใช้ DDC-Care ติดตามเสี่ยง COVID-19 กลุ่มสมุทรสาคร

Thu, 24 Dec 2020 17:32:00

วันนี้ (24 ธ.ค.2563) นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในการมอบผลงานเด่นปี 2563 โดยหนึ่งในผลงานของสำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ได้รับรางวัล “ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นตอบรับชีวิตวิถีใหม่และการปรับตัวอันเนื่องมาจากภาวะวิกฤติโควิด-19” คือผลงาน “DDC-Care ระบบติดตามและประเมินผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019”  

สำหรับ DDC-Care เป็นระบบติดตามและประเมินผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรค COVID-19 พัฒนาโดย ดร.อนันต์ลดา โชติมงคล นักวิจัยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) สวทช. ดร.นัยนา สหเวชชภัณฑ์ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และทีมวิจัย สวทช.เพื่อสนับสนุนการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขในการประเมินสถานการณ์ เตรียมการเฝ้าระวังป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที

อ่านข่าว นายกฯ ยันไม่ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ให้ ผวจ.ตัดสินใจเอง

ภาพ:สวทช.

ภาพ:สวทช.

รู้จัก 3 DDC-Care ประเมิน COVID-19 

โดยแบ่งออกเป็น 3 แอปพลิเคชัน ได้แก่ 1. DDC-Care REGISTRY เว็บแอปพลิเคชัน สำหรับลงทะเบียนใช้งานระบบผ่าน SMS หรือ QR Code ที่มีการยืนยันตัวตน ให้ลงทะเบียนได้เฉพาะผู้ที่เจ้าหน้าระบุเท่านั้น 2.) DDC-Care APP: แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถดึงพิกัดผู้ใช้งานแบบอัตโนมัติผ่านระบบ GPS และแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ทราบ

เมื่อมีการออกนอกพื้นที่กักตัวที่ปักหมุดไว้เกินกว่าระยะที่กำหนด สามารถใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android รวมทั้งสามารถดาวน์โหลดผ่าน Huawei App Gallery รองรับ 4 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน และพม่า

ส่วน 3. DDC-Care DASHBOARD: เว็บแอปพลิเคชันสนับสนุนการติดตามสุขภาพและการกักตัวของกลุ่มเสี่ยงแบบเรียลไทม์ ในรูปแผนที่แสดงตำแหน่งที่อยู่ของกลุ่มเสี่ยงในภาพรวม พร้อมสถานะแสดงระดับความเสี่ยง การออกนอกที่พัก และการปิด GPS ตารางแสดงข้อมูลสุขภาพในระยะเวลา 14 วัน ของกลุ่มเสี่ยงแต่ละราย และแผนที่แสดงประวัติการเดินทาง และตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของกลุ่มเสี่ยงรายคน โดยเจ้าหน้าที่สามารถเรียกดูข้อมูลของกลุ่มเสี่ยงตามสิทธิ์ทีได้รับมอบหมาย

กลุ่มเสี่ยงจะได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด เมื่อผลการประเมินความเสี่ยงรายวันพบว่าเสี่ยงสูง ระบบจะแสดงเบอร์โทรศัพท์ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านแอปพลิเคชัน หากมีการเดินทางก็ใช้ตำแหน่งในการสอบโรคว่าเดินทางไปบริเวณใดบ้าง ช่วยลดเวลาในการสอบโรค

นำร่องใช้ในกลุ่มเสี่ยง จ.สมุทรสาคร

ขณะนี้ระบบ DDC-Care ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการติดตามการกักตัวของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ที่ต้องกักตัวที่บ้าน เพื่อควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงแคบ

สำหรับการระบาดระลอกใหม่ ในกรณี จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา มีการใช้งานโดยโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ในการติดตามกลุ่มเสี่ยงกว่า 100 คนมีการใช้งานโดยโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพะเยา ในการติดตามกลุ่มเสี่ยงกว่า 60 คน และในพื้นที่ใกล้ชายแดนประเทศเมียนมาบริเวณด่านแม่สอด จ.ตาก โดยสำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่สอด และโรงพยาบาลแม่สอด

ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ในการนำระบบ DDC-Care ไปใช้กับแรงงานข้ามชาติ ที่ถูกกักตัวจากตลาดกุ้ง

นอกจากนี้ระบบ DDC-Care ยังได้ถูกใช้สำหรับการติดตามและเฝ้าระวัง กลุ่มเสี่ยงที่ไม่ต้องกักตัวที่บ้าน เช่น คนขับรถบรรทุกที่รับส่งของจากชายแดน ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถทราบการเดินทางและสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงได้ตลอดเวลา

ภาพ: สวทช.

ภาพ: สวทช.

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กำหนด 4 โซนติดเชื้อ "สมุทรสาคร" ควบคุมสูงสุด

ศบค.แจงยิบแบ่ง 4 พื้นที่คุม COVID-19 ชี้ "สมุทรสาคร" งดปีใหม่

ผู้ใช้สิทธิ “เราเที่ยวด้วยกัน” เลื่อนเข้าพักได้ 6-12 เดือน

 

 


มาแล้ว! “วันเหมายัน” กลางคืนยาวนานสุดในรอบปี 21 ธ.ค.นี้

Sat, 19 Dec 2020 17:04:00

วันนี้ (19 ธ.ค.2563) เฟซบุ๊กเพจ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า “วันเหมายัน” (Winter Solstice) วันที่เวลากลางคืนยาวที่สุดในรอบปี ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด สำหรับประเทศไทย ในวันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้น 06.36 น. และตกเวลาประมาณ 17.55 น. ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” เวลาช่วงกลางวันเพียง 11 ชั่วโมง 19 นาที โดยประเทศทางซีกโลกเหนือจะนับเป็นวันที่เข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้จะเป็นช่วงเวลากลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน


สำหรับกลางวันและกลางคืน เกิดจากโลกหมุนรอบตัวเอง ในขณะเดียวกันโลกก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ แกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา กับแกนตั้งฉากระนาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้บริเวณต่าง ๆ ของโลกในแต่ละช่วงของปีได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน และเกิดเป็นฤดูกาล


ในระยะเวลา 1 ปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จะเกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการ ขึ้น - ตก ของดวงอาทิตย์ทั้งหมด 4 ครั้ง ได้แก่ วันครีษมายัน - กลางวันยาวนานที่สุด วันเหมายัน - กลางคืนยาวนานที่สุด วันวสันตวิษุวัตและวันศารทวิษุวัต - กลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน

นอกจากนี้ ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ ยังมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญที่น่าติดตามในช่วงหัวค่ำวันดังกล่าวอีกด้วย คือ ปรากฏการณ์ ดาวพฤหัสบดีเคียงดาวเสาร์ ใกล้ที่สุดในรอบ 397 ปี หรือเรียกว่า “The Great Conjunction 2020” ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ปรากฏใกล้กันที่สุดห่างเพียง 0.1 องศา สังเกตเห็นได้หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าถึงเวลาประมาณ 19.30 น. เท่านั้น

ดูด้วยตาเปล่าจะเห็นเสมือนเป็นจุดสว่างเพียงจุดเดียว และหากมองผ่านกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายไม่เกิน 200 เท่า จะเห็นดาวเคราะห์ทั้งสองพร้อมดวงจันทร์บริวารอยู่ในช่องมองภาพเดียวกัน 

 


4 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ 6 เทคโนโลยีเด่นปี' 64

Fri, 18 Dec 2020 11:13:00

วันนี้ (18 ธ.ค.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตรืแห่งชาติ (สดร.) กล่าวถึงปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ที่น่าสนใจในปี 2564 และมีเรื่องของเทคโนโลยีดาราศาสตร์ ที่จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรไทย ยกระดับงานวิจัยและเทคโนโลยีภายในประเทศ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชน มีดังนี้ 

ดวงจันทร์บังดาวอังคาร 

ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้ - ไกลโลกที่สุดในรอบปี

จันทรุปราคาบางส่วน (Partial Lunar Eclipse)

ภาพ:สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ภาพ:สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ปรากฏการณ์สำคัญเกี่ยวกับดาวเคราะห์

การพัฒนาเทคโนโลยีดาราศาสตร์สู่สังคม 

เปิดแลปดาราศาสตร์ ให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไปใช้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างสรรค์ผลงาน ต่อยอดความคิด สู่การประดิษฐ์คิดค้นชิ้นงาน สนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมืออันทันสมัยทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง พร้อมผู้เชี่ยวชาญแนะนำการใช้งานสู่การสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีต้นแบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เสริมสร้างศักยภาพกำลังคนของประเทศ ให้สามารถต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจได้

ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ 

NARIT จัดตั้งศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ มีห้องปฏิบัติการฯ ตั้งอยู่ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อออกแบบ พัฒนา และผลิตเครื่องมือหรืออุปกรณ์เชิงทัศน ศาสตร์ที่ทันสมัย พัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านทัศนศาสตร์และเทคโลยีทัศนศาสตร์ศักยภาพสูงสำหรับใช้งานด้านดาราศาสตร์ เทคโนโลยีอวกาศ การป้องกันประเทศและหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อประยุกต์สู่ภาคอุตสาหกรรม

จับตา 2 ภาคีความร่วมมือวิจัยบรรยากาศ-อวกาศ

ภาพ:สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ภาพ:สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

Dark Sky in Thailand เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย

การสำรวจสำคัญในแวดวงดาราศาสตร์โลกปี 2564

เปิดนิทรรศการชุดใหม่ Astronomy Insight 

เปิดนิทรรศการชุดใหม่ Astronomy Insight และจัตุรัสวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ อพวช. ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ชวนมาตื่นตาตื่นใจกับนิทรรศการโซนใหม่ อาทิ ห้องแห่งเอกภพ หลุมดำ กล้องรูเข็ม สุริยุปราคาในเมืองไทยในอีก 100 ปี และจัตุรัสวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ อพวช. ความร่วมมือกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ร่วมสร้างพื้นที่เรียนรู้อาชีพสายวิทย์ และแหล่งพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน คาดว่าจะเปิดให้บริการต้นปี 2564

 

 


แคปซูลยานฉางเอ๋อ 5 เก็บตัวอย่างหินจากดวงจันทร์กลับถึงโลก

Fri, 18 Dec 2020 07:06:00

วานนี้ (17 ธ.ค.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แคปซูลเก็บตัวอย่างดินและหินจากดวงจันทร์ของยานฉางเอ๋อ 5 ร่อนลงสู่พื้นโลกเรียบร้อยแล้ว บริเวณเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางภาคเหนือของประเทศจีน แคปซูลดังกล่าวได้เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์กลับมาประมาณ 2 กิโลกรัม มากกว่ายานลูนา 24 ของอดีตสหภาพโซเวียตที่นำตัวอย่างจากดวงจันทร์ 170 กรัม กลับมาก่อนหน้านี้เมื่อ 44 ปีก่อน


ยานลงจอดของยานฉางเอ๋อ 5 ลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ ณ ภูเขารึมเคอร์ (Mons R?mker) บริเวณ “มหาสมุทรแห่งพายุ” (Oceanus Procellarum) แอ่งที่ราบสีคล้ำที่กว้างใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ตัวยานประกอบด้วยแผงเซลล์สุริยะสำหรับผลิตพลังงาน กล้องถ่ายภาพ เรดาร์สำหรับตรวจสอบบริเวณใต้ผิวดิน และอุปกรณ์ถ่ายสเปกตรัมของพื้นผิวดวงจันทร์โดยรอบ มีภารกิจหลัก คือ เก็บตัวอย่างดินและหินดวงจันทร์ตั้งแต่ระดับพื้นผิวดินไปจนถึงระดับลึกลงใต้ผิวดิน 2 เมตร ส่งกลับมายังโลก


ตัวอย่างดินและหินที่เก็บได้ ถูกนำไปเก็บในส่วนนำตัวอย่างส่งขึ้นสู่อวกาศ (Attached Ascent Vehicle) และทะยานขึ้นจากดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2563 การปล่อยส่วนนำตัวอย่างส่งขึ้นสู่อวกาศทำให้ยานลงจอดเสียหายและหยุดทำงาน แต่ก็ไม่มีผลกระทบกับแผนที่วางไว้เดิมมากนัก เพราะตามแผนการ ยานลงจอดจะยุติการทำงานในวันที่ 11 ธ.ค. เมื่อบริเวณลงจอดเข้าสู่พื้นที่มืดของดวงจันทร์ในช่วงกลางคืน


เมื่อส่วนเก็บตัวอย่างดินและหินส่งขึ้นสู่อวกาศ ได้เชื่อมต่อกับยานที่กำลังโคจรรอบดวงจันทร์ จากนั้นได้ปล่อยแคปซูลที่บรรจุดินและหินเดินทางกลับมายังโลก เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. และถึงพื้นผิวโลกอย่างปลอดภัยเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ความสำเร็จจากยานฉางเอ๋อ 5 ครั้งนี้ทำให้ประเทศจีนเป็นประเทศที่ 3 ที่นำหินและดินจากดวงจันทร์กลับมายังโลกสำเร็จ ถัดจากอดีตสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ และทำให้ทางวงการดาราศาสตร์จีนมีตัวอย่างดินและหินดวงจันทร์เพื่อศึกษาวิจัยเรื่องวิวัฒนาการของดวงจันทร์

สำหรับหินบริเวณภูเขารึมเคอร์ที่ยานฉางเอ๋อ 5 ลงจอดมีอายุประมาณ 1.2 พันล้านปี ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างหินอายุต่างๆ บนพื้นที่อื่นๆ ของดวงจันทร์ อย่างหินดวงจันทร์ที่ได้จากโครงการอะพอลโลของสหรัฐฯ มีอายุประมาณ 3 พันล้านปี และหินจากหลุมอุกกาบาตอายุน้อยที่เกิดขึ้นใหม่กว่า 1 พันล้านปี

 


จับตา "ดาวพฤหัสบดีเคียงดาวเสาร์" ใกล้ที่สุดในรอบ 397 ปี

Wed, 16 Dec 2020 14:55:00

วันนี้ (16 ธ.ค.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 20 - 23 ธ.ค.2563 จะเกิดปรากฏการณ์ “ดาวพฤหัสบดีเคียงดาวเสาร์” ใกล้ที่สุดในรอบ 397 ปี หรือ ปรากฏการณ์ “The Great Conjunction 2020” ช่วงคืนดังกล่าวดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์จะปรากฏใกล้กันบนท้องฟ้า และจะเข้าใกล้กันที่สุดในวันที่ 21 ธ.ค.2563 ห่างเพียง 0.1 องศาเท่านั้น


หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นเสมือนเป็นจุดสว่างเพียงจุดเดียว และหากมองผ่านกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายไม่เกิน 200 เท่า จะเห็นดาวเคราะห์ทั้ง 2 ดวง พร้อมดวงจันทร์บริวารอยู่ในช่องมองภาพเดียวกัน เริ่มสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตก ปรากฏสว่างเด่นเคียงคู่กันทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีเวลาสังเกตการณ์ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่ดาวเคราะห์ทั้งสองจะลับขอบฟ้า 

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดาวพฤหัสบดีเคียงดาวเสาร์ จะเกิดขึ้นในทุก 20 ปี แต่ครั้งนี้นับว่าเข้าใกล้ที่สุดในรอบกว่า 397 ปี หากพลาดโอกาสชมปรากฏการณ์ครั้งนี้ ต้องรออีก 60 ปีข้างหน้า ดาวเคราะห์ทั้งสองจึงจะเข้ามาใกล้กันในระยะห่าง 0.1 องศาแบบนี้อีกครั้ง

 


นักฟิสิกส์ไทยทำนายดาวนิวตรอนมี "ควาร์กอิสระ" ในแกนกลาง

Wed, 16 Dec 2020 11:26:00

วันนี้ (16 ธ.ค.2563) รศ.ดร.พงษ์พิชิต จันทร์นุ้ย อาจารย์สาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า งานวิจัยที่ได้รับทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประเภททุนพัฒนานักวิจัยรุ่นกลาง (เมธีวิจัย) เพื่อศึกษาทฤษฎีความโน้มถ่วงแบบปรับแต่ง และผลสืบเนื่องทางดาราฟิสิกส์และจักรวาลวิทยา เพิ่งได้รับเลือกให้ตีพิมพ์ลงวารสาร The Astrophysical Journal เป็นวารสารของ American Astronomical Society

ทั้งนี้ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับนักวิจัยในวงการ เพราะวารสารดังกล่าวมีความเข้มงวดทางวิชาการสูงมาก โดยบทความวิจัยส่วนใหญ่ที่ได้รับการตีพิมพ์จะใช้ฟิสิกส์มาตรฐานที่นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ส่วนใหญ่เชื่อถืออยู่แล้ว

"ดาวนิวตรอน" อาจมีมวล 2 เท่าของดวงอาทิตย์

ทฤษฎีทางเลือกที่ รศ.ดร.พงษ์พิชิต และคณะเลือกใช้ คือทฤษฎีความโน้มถ่วงไอน์สไตน์ - เกาส์ - โบเนต์ใน 4 มิติ (4D Einstein-Gauss-Bonnet gravity) ทำนายสมบัติของดาวนิวตรอนที่มี "ควาร์กอิสระ" เป็นองค์ประกอบของแกนกลาง ซึ่งปกติแล้วควาร์กไม่สามารถดำรงอยู่ได้แบบอิสระในธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งในห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์อนุภาคและนิวเคลียร์ ผลลัพธ์ที่สำคัญของงานวิจัยนี้จะช่วยอธิบายว่า ถ้ามวลส่วนใหญ่ของดาวนิวตรอนประกอบไปด้วยควาร์กอิสระ ดาวนิวตรอนที่ทำนายได้จะมีมวลประมาณสองเท่าของมวลดวงอาทิตย์

รศ.ดร.พงษ์พิชิต กล่าวอีกว่า ปกติเราสนใจแต่ความโน้มถ่วงในทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แต่ในกรณีที่กำลังศึกษาความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์จะไม่ให้ค่าดาวนิวตรอนที่มวลเป็นสองเท่าของดวงอาทิตย์ จากข้อมูลสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์พบว่า ดาวนิวตรอน สามารถมีมวลเป็นสองเท่าของดวงอาทิตย์ได้ เราจึงต้องหาทฤษฎีอื่นๆ มาอธิบาย ซึ่งแบบจำลองความโน้มถ่วงไอน์สไตน์ - เกาส์ - โบเนต์ ใน 4 มิติ เป็นทฤษฎีหนึ่งในส่วนขยายของแบบจำลองความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์

ปกติแบบจำลองความโน้มถ่วงไอน์สไตน์ - เกาส์ - โบเนต์ จะใช้อธิบายฟิสิกส์ได้ในกรณีที่เอกภพมี 5 มิติขึ้นไปเท่านั้น ทว่าเราอาศัยอยู่ในเอกภพ 4 มิติ ซึ่งเมื่อต้นปี พ.ศ.2563 มีงานวิจัยที่นำเสนอรูปแบบของความโน้มถ่วงไอน์สไตน์ - เกาส์ - โบเนต์ ในเอกภพ 4 มิติ โดยใช้วิธีการกำจัดค่าอนันต์ในความโน้มถ่วง และทีมวิจัยที่นำโดย รศ.ดร.พงษ์พิชิต จึงได้นำแบบจำลองสำหรับเอกภพ 4 มิติ ดังกล่าวมาศึกษาดาวนิวตรอน ซึ่งเป็นเรื่องงานวิจัยที่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเช่นเดียวกันกับหลุมดำ

หวังเป็นตัวแปรสำคัญพัฒนาทฤษฎีฟิสิกส์ใหม่

อย่างไรก็ตาม แบบจำลองความโน้มถ่วงไอน์สไตน์ - เกาส์ - โบเนต์ในเอกภพ 4 มิติ มีความเปราะบางในแง่การยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ และยังเป็นที่ถกเถียงในแวดวงนักฟิสิกส์ ถึงจุดอ่อนและข้อบกพร่อง คณะผู้วิจัยจึงต้องใช้พยายามอย่างยิ่งในการนำเสนอผลการคำนวณทางคณิตศาสตร์และหลักการทางฟิสิกส์ เพื่อให้กรรมการผู้ตัดสินบทความและบรรณาธิการวารสารยอมรับให้ลงตีพิมพ์การได้รับตีพิมพ์บทความ จึงเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักวิจัยในวงการและการค้นหาดาวนิวตรอนที่มีควาร์กอิสระในแกนกลางจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการพัฒนาทฤษฎีใหม่ทางฟิสิกส์ในอนาคต

สำหรับงานวิจัยนี้ รศ.ดร.พงษ์พิชิต มีความร่วมมือกับนักวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ดร.ดริศ สามารถ อาจารย์สาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, นายถกล ตั้งผาติ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.อายัญ บาเนอร์จี จากหน่วยวิจัยดาราศาสตร์ฟิสิกส์และจักรวาลวิทยา มหาวิทยาลัยควาซูลู-นาทาล ประเทศแอฟริกาใต้

 


127 ชิ้นฟอสซิล “วาฬอำแพง” ช่วยไขคำตอบรอยอดีต

Tue, 15 Dec 2020 19:03:00

วันนี้ (15 ธ.ค.2563) นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ทีมสำรวจจากกรมทรัพยากรธรณีได้เริ่มปฏิบัติการเก็บกู้โครงกระดูกวาฬอำแพง ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. - 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดพบชิ้นส่วนกระดูกเกือบสมบูรณ์ทั้งตัว ประกอบด้วย กระดูกสันหลัง ซี่โครง กะโหลกและขากรรไกรและแขนและมือ (ครีบ) ข้างขวา ซึ่งถือว่าสมบูรณ์กว่าร้อยละ 90 รวมจำนวน 127 ชิ้น ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนอนุรักษ์ตัวอย่างที่ห้องปฏิบัติการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

 

จากตัวอย่างทั้งหมด 127 ชิ้น ได้ทำการอนุรักษ์ตัวอย่างเสร็จสิ้นแล้ว 69 ชิ้น ประกอบไปด้วย กระดูกซี่โครง 25 ชิ้น กระดูกหน้าอก 1 ชิ้น แขนและมือ (ครีบ) ข้างซ้าย 27 ชิ้น กระดูกสันหลัง 16 ชิ้น ส่วนการหาอายุกำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ ซึ่งได้มีการส่งตัวอย่างกระดูกไปวิเคราะห์หาอายุจากธาตุคาร์บอน-14 (C-14) โดยใช้วิธีการวัดมวลด้วยเครื่องเร่งอนุภาค (Accelerator Mass Spectrometer-AMS) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

รองานวิจัยยืนยันสายพันธุ์วาฬโบราณ

นางสุมนา ขจรวัฒนากุล ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าเป็น Balaenopteta edeni ขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ต้องรอการเปิดเฝือกในส่วนกะโหลก เพื่อค้นหากระดูกส่วนหู เพื่อยืนยันอีกครั้ง

จากพบโครงกระดูกวาฬบนแผ่นดิน ซึ่งห่างจากชายฝั่งทะเลปัจจุบันประมาณ 12 กิโลเมตรในครั้งนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงการรุกของน้ำทะเลเข้ามาในแผ่นดินเมื่อหลายพันปีก่อน

รวมทั้งยังช่วยศึกษาประวัติและวิวัฒนาการของวาฬและสัตว์ทะเลในอดีต และได้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพจากการพบซากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ร่วมกับวาฬ นอกจากนี้ผลที่ได้จากการสำรวจด้วยวิธีการเจาะสำรวจศึกษาชั้นตะกอนดินและเทียบสัมพันธ์ ยังช่วยในการแปลความหมายถึงสภาพแวดล้อมในอดีต การหาขอบเขตชายทะเลโบราณในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา และศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในปัจจุบันและอนาคตที่มีผลจากปัจจัยทางธรณีวิทยาและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกซึ่งจะได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณีดำเนินการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ต่อไป

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

จับมือสถาบันศึกษาไขคำตอบม.ค.64

นอกจากนี้ยังมีสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เพื่อร่วมกันไขข้อมูลจากโครงกระดูกวาฬในครั้งนี้ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีจะได้จัดให้มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการในปลายเดือนม.ค. 2564

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

 

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการโครงกระดูกวาฬในเบื้องต้น ต้องทำการหารือร่วมกัน กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากโครงกระดูกมีขนาดใหญ่ สภาพกระดูกมีความเปราะบาง ผุพังง่าย ต้องเตรียมสถานที่สำหรับโครงกระดูกวาฬให้มีความเหมาะสมทั้งเรื่องอุณหภูมิ พื้นที่ในการจัดแสดงและอื่น ๆ โดยกรมทรัพยากรธรณี จะได้ทำการจัดเก็บไว้ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ระหว่างการจัดหาสถานที่ที่เหมาะสมต่อไป

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

 


อีก 7 ปี! ไทยตั้งเป้าสร้างยานอวกาศบินโคจรรอบดวงจันทร์

Tue, 15 Dec 2020 06:18:00

วานนี้ (14 ธ.ค.2563) ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยภายในงานเปิดโครงการ "วัคซีนเพื่อคนไทย" ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระบุว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า ซึ่งนอกจากเรื่องการผลิตวัคซีน COVID-19 ที่ไทยผลิตได้แล้ว ไทยยังมีความสามารถด้านการผลิตยุทโธปกรณ์ โดยรัฐบาลจะประกาศสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ ในกลางเดือน ม.ค.ปี 2564 และจะบินโคจรรอบดวงจันทร์ในอีก 7 ปีข้างหน้า

ภาพ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ภาพ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม


ศ.เอนก ระบุด้วยว่า ไทยจะเป็นชาติที่ 5 ของเอเชีย ที่สามารถผลิตยานอวกาศ และส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ได้ ถัดจากจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และเพื่อให้บรรลุโครงการใน 7 ปี อาจขอความร่วมมือและสนับสนุนจากประชาชนในการระดมทุน

อาจต้องรณรงค์ขอความช่วยเหลือทางการเงินจากประชาชน แต่ในราคาที่ไม่มากนัก เพราะงบฯ รัฐบาลจัดสรรให้เกือบจะพอ แต่เมื่อมีโครงการต้องทำให้ได้ภายใน 7 ปีก็ต้องขอความช่วยเหลือจากประชาชน และขอให้สร้างมายด์เซ็ตใหม่ว่า ไทยทำได้ และไทยไม่ใช่ประเทศด้อยพัฒนาอีกแล้ว

ทั้งนี้ ประเทศจีนสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ส่งยาน "ฉางเอ๋อ 5" ไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเก็บก้อนหินบนดวงจันทร์ กลับมาศึกษาที่โลก โดยคาดว่าจะกลับถึงโลกในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ นับเป็นภารกิจกลับไปเก็บตัวอย่างบนดวงจันทร์ ครั้งแรกของโลกในรอบกว่า 40 ปี


ส่วนประเทศญี่ปุ่น ปล่อยยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของประเทศได้ เมื่อ 13 ปีก่อน ซึ่งโครงการ มีมูลค่ากว่า 55,000 ล้านเยน หรือ 16,000 ล้านบาท ขณะที่ยานสำรวจดวงจันทร์ของอินเดียที่ขึ้นสู่อวกาศเมื่อปีที่แล้ว จันทรยาน 2 กำลังปฏิบัติภารกิจ และคาดว่าจะได้เห็นแผนที่ดวงจันทร์ที่มีความละเอียดสูง เป็นความภาคภูมิใจของคนอินเดียเป็นอย่างมาก

สำหรับเกาหลีใต้ ตามโรดแมปที่ประกาศ จะส่งยานอวกาศเข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นอีกประเทศที่ขอลงแข่งขันทางอวกาศในเอเชีย

 

 


เต็มฟ้า! สดร.เปิดภาพ "ฝนดาวตกเจมินิดส์" คืน 13 ถึงเช้า 14 ธ.ค.

Mon, 14 Dec 2020 07:59:00

วันนี้ (14 ธ.ค.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. เปิดเผยภาพ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” เหนืออ่างเก็บน้ำห้วยลาน ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ คืนวันที่ 13 ถึงรุ่งเช้า 14 ธ.ค.2563 บันทึกในช่วงเวลาประมาณ 21.00 - 02.30 น. นับเป็นฝนดาวตกส่งท้ายปีนี้ อัตราการตกเฉลี่ยสูงสุดเป็นไปตามคาดมากถึงประมาณ 150 ดวงต่อชั่วโมง สามารถสังเกตเห็นดาวตกที่เป็นลูกไฟ (Fireball) และดาวตกชนิดระเบิด(Bolide) เป็นแนวยาวพาดผ่านท้องฟ้า


สำหรับ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” เกิดจากการที่โลกโคจรเข้าตัดกับสายธารเศษหินและฝุ่นของดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน (3200 Phaethon) ที่ทิ้งไว้ขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านเส้นทางดังกล่าว แรงดึงดูดของโลกจะดึงฝุ่นและหินเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ (Fireball) มีศูนย์กลางการกระจายบริเวณกลุ่มดาวคนคู่ เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 4 - 17 ธ.ค. ของทุกปี และจะมีอัตราการตกสูงสุดในช่วงวันที่ 13 - 14 ธ.ค. เฉลี่ยประมาณ 150 ดวงต่อชั่วโมง

 




"เราไม่ทิ้งกัน - คนละครึ่ง - โควิด-19" คนไทยหาอะไรในกูเกิลปี 63

Thu, 10 Dec 2020 14:06:00

วันนี้ (10 ธ.ค.2563) กูเกิล (Google) ประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลคำค้นหายอดนิยมประจำปี 2563 ผ่านทางเว็บไซต์ www.google.com โดยแบ่งออกเป็น 12 ประเภทคำค้นหา ได้แก่ คำค้นหาประจำปี 2563 ข่าว วิธี เรียน สูตรอาหาร ที่เที่ยว ประเภทร้าน ภาพยนตร์ ร้านอาหาร/ร้านขนม ละคร ออนไลน์ เพลง

สำหรับภาพรวมการค้นหาพบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมาตรการของรัฐบาลเป็นที่สนใจจากประชาชนจำนวนมาก โดยเราไม่ทิ้งกัน คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกันติดอันดับทั้งประเภทคำค้นหาประจำปี 2563 และวิธี เช่นเดียวกับโควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก ตั้งแต่ต้นปี 2563 ขณะที่ช่วงนี้ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลให้โควิด-19 ติดอันดับคำค้นหาประจำปี และประชาชนยังค้นหาวิธีป้องกัน วิธีทำหน้ากาก วิธีสวมหน้ากาก วิธีทำเจลล้างมืออีกด้วย

ในส่วนของข่าวที่คนไทยค้นหามากที่สุดในปี 2563 หนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของไวรัส "โควิด-19" รองลงมาคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และข่าวเกี่ยวกับคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่นำไปสู่การสืบสวนคนใกล้ชิดในหมู่กกกอก โดยข่าวอาชญากรรมที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือ "กราดยิงโคราช" ที่มีผู้ก่อเหตุขโมยปืนจากค่ายทหารก่อนเข้าไปจับตัวประกันในห้างฯ เทอร์มินอล 21 ทั้งคืน สร้างความระทึกให้กับประชาชนจำนวนมาก เช่นเดียวกับข่าว "โจรปล้นทองที่ จ.ลพบุรี หลังกราดยิงในห้างฯ บิ๊กซีกลางเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ก่อนชิงทองหลบหนี สุดท้ายหนีไม่รอดถูกจับกุมในที่สุด 

คำค้นหาประจำปี 2563

  1. เราไม่ทิ้งกัน
  2. คนละครึ่ง
  3. โควิด-19
  4. DLTV
  5. เยียวยาเกษตรกร
  6. เราเที่ยวด้วยกัน
  7. US Election 2020
  8. ร้อยเล่ห์มารยา
  9. ลงทะเบียนรับเงินค่าไฟ
  10. สมัครสอบ ก.พ.

ข่าว

  1. โควิด-19
  2. US Election 2020
  3. ข่าวน้องชมพู่
  4. ไวรัส RSV
  5. กราดยิงโคราช
  6. เคอร์ฟิว
  7. สุริยุปราคา 2563
  8. พายุเข้าไทย
  9. โจรปล้นทอง
  10. รถไฟชนรถบัส

วิธี

  1. วิธีใช้คนละครึ่ง
  2. วิธีลงทะเบียนค่าไฟ
  3. วิธีทําหน้ากากอนามัย
  4. วิธีทําเจลล้างมือ
  5. วิธีลงทะเบียนรับเงิน 5000
  6. วิธีลงทะเบียนเยียวยาเกษตรกร
  7. วิธีแก้เครียด
  8. วิธีใส่แมสก์
  9. วิธีลงทะเบียนออมสิน
  10. วิธีป้องกันไวรัสโคโรนา

เรียน

  1. เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์
  2. เรียนพยาบาล
  3. เรียน ก.พ. ออนไลน์
  4. เรียนบัญชี
  5. เรียนวิศวะ
  6. เรียนตัดผมชาย
  7. เรียนภาษาเกาหลีออนไลน์
  8. เรียนจิตวิทยา
  9. เรียนผู้ช่วยพยาบาล
  10. เรียนทําอาหาร

สูตรอาหาร

  1. สูตรหมูแดดเดียว
  2. สูตรบราวนี่
  3. สูตรขนมครก
  4. สูตรหมักหมูย่าง
  5. สูตรหมักไก่ย่าง
  6. สูตรขนมปัง
  7. สูตรไก่ทอดหาดใหญ่
  8. สูตรแพนเค้ก
  9. สูตรหมูปิ้ง
  10. สูตรหมูทอด

ที่เที่ยว

  1. ที่เที่ยวเชียงใหม่
  2. ที่เที่ยวสุราษฎร์ธานี
  3. ที่เที่ยวพัทยา
  4. ที่เที่ยวหัวหิน
  5. ที่เที่ยวเขาค้อ
  6. ที่เที่ยวเชียงราย
  7. ที่เที่ยวประจวบคีรีขันธ์
  8. ที่เที่ยวระนอง
  9. ที่เที่ยวระยอง
  10. ที่เที่ยวกาญจนบุรี

ประเภทร้าน

  1. ร้านตัดผม
  2. ร้านชานมไข่มุก
  3. ร้านจักรยาน
  4. ร้านกาแฟ
  5. ร้านเสื้อผ้า
  6. ร้านขายยา
  7. ร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่
  8. ร้านแบตเตอรี่
  9. ร้านยํา
  10. ร้านนวดแผนไทย

ภาพยนตร์

  1. 365 DNI
  2. มู่หลาน
  3. สุขสันต์วันโสด
  4. Parasite
  5. พี่นาค 2
  6. จอมขมังเวทย์ 2020
  7. ขุนแผน ฟ้าฟื้น
  8. Tenet
  9. Frozen 2
  10. 1917

ร้านอาหาร/ร้านขนม

  1. ร้านเนื้อแท้
  2. ร้าน Coffee War
  3. ร้านไปกันใหญ่
  4. ร้านย่างเนย
  5. ร้านใส่นม
  6. ร้านแซ่บนัว
  7. ร้านไก่ทอง
  8. ร้านปูเป็น ซีฟู้ด
  9. ร้านลาดมะพร้าว
  10. ร้านเขียง

ละคร

  1. ร้อยเล่ห์มารยา
  2. เนื้อใน
  3. เกมรักเอาคืน
  4. ซ่อนเงารัก
  5. เริงริตา
  6. อกเกือบหักหลงรักคุณสามี
  7. รักแลกภพ
  8. ทุ่งเสน่หา
  9. ไฟสิ้นเชื้อ
  10. ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ

ออนไลน์

  1. เรียนออนไลน์
  2. ลอยกระทงออนไลน์
  3. ยื่นภาษีออนไลน์
  4. เวียนเทียนออนไลน์
  5. อบรมใบขับขี่ออนไลน์
  6. ลงทะเบียนเกษตรกร 2563 ออนไลน์
  7. ต่อใบขับขี่ออนไลน์
  8. ดูทีวีออนไลน์
  9. เปิดบัญชีออนไลน์
  10. อบรมออนไลน์

เพลง

  1. วิบวับ
  2. วาฬเกยตื้น
  3. ใส่ใจได้แค่มอง
  4. พักก่อน
  5. มะล่องก่องแก่ง
  6. ฝนเทลงมา
  7. ถ้าเขาจะรัก
  8. กอดเสาเถียง
  9. ขอโทษ
  10. หมอก

 


สดร.ชวนโต้รุ่งชม "ฝนดาวตกเจมินิดส์" คืน 13 ถึงรุ่งเช้า 14 ธ.ค.นี้

Tue, 8 Dec 2020 07:27:00

วันนี้ (8 ธ.ค.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คืน 13 ธ.ค. ถึงรุ่งเช้า 14 ธ.ค.2563 ชวนชมฝนดาวตกเจมินิดส์ คาดปีนี้มีอัตราการตกเฉลี่ยมากถึง 150 ดวงต่อชั่วโมง โอกาสดี ไร้แสงจันทร์รบกวน สังเกตด้วยตาเปล่าได้ทุกภูมิภาคทั่วไทย


ฝนดาวตกเจมินิดส์ หรือฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 4-17 ธ.ค.ของทุกๆ ปี ในคืนวันที่ 13 ธ.ค. สังเกตได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เวลาประมาณ 20.30 น. จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 14 ธ.ค. ศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดูได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ คืนดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวน เหมาะแก่การสังเกตการณ์เป็นอย่างยิ่ง


สำหรับฝนดาวตกเจมินิดส์ เกิดจากการที่โลกเคลื่อนที่เข้าตัดกับสายธารของเศษหิน และเศษฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ที่ดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน (3200 Phaethon) ทิ้งไว้ในขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านเส้นทางดังกล่าว แรงดึงดูดของโลกจะดึงฝุ่นและหินเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือในบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่เรียกว่า (Fireball) ฝนดาวตกแตกต่างจากดาวตกทั่วไป คือ เป็นดาวตกที่มีทิศทางเหมือนมาจากจุดๆ หนึ่งบนท้องฟ้า เรียกว่า จุดศูนย์กลางการกระจาย (Radiant) เมื่อจุดศูนย์กลางการกระจายตรงหรืออยู่ใกล้เคียงกับกลุ่มดาวใด ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้นๆ เช่น ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต เป็นต้น

แนะวิธีชมปรากฏการณ์ฝนดาวตก

ควรเลือกสถานที่ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวน สามารถดูได้ด้วยตาเปล่า ไม่จำเป็นต้องมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ แนะนำให้นอนชม เนื่องจากฝนดาวตกกระจายทั่วท้องฟ้า ฝนดาวตกเจมินิดส์มีจุดเด่นคือมีความเร็วของดาวตกไม่มากนัก ประกอบกับมีอัตราตกค่อนข้างมากจึงสังเกตได้ง่าย สามารถมองเห็นได้รอบทิศ ถือเป็นโอกาสดีในการสังเกตการณ์ฝนดาวตก

 


ทวิตเตอร์ระงับใช้บัญชี ร.ร.จิตอาสาพระราชทาน

Mon, 30 Nov 2020 19:35:00

วันนี้ (30 พ.ย.2563) สำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยว่า ทวิตเตอร์ได้ระงับบัญชี @jitarsa_school  ซึ่งเป็นบัญชีทวิตเตอร์ของโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน 


การวิเคราะห์ข้อมูลของรอยเตอร์ส ยังพบว่า ผู้ติดตามบัญชีดังกล่าวกว่าร้อยละ 80 เป็นบัญชีใหม่ที่สร้างขึ้น ตั้งแต่เดือนกันยายน นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า บัญชีเหล่านี้ถูกใช้เป็นกระบอกเสียงสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ ผ่านแฮชแท็กต่างๆ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ @jitarsa_school ก่อตั้งขึ้น เมื่อเดือนกันยายน และมีผู้ติดตามกว่า 48,000 บัญชี ก่อนที่จะถูกระงับ


ขณะที่ผู้แทนของทวิตเตอร์ ชี้แจงว่า บัญชีดังกล่าวมีพฤติกรรมการใช้งานอย่างผิดวัตถุประสงค์ และได้ส่งข้อความสแปมจำนวนมาก โดยทวิตเตอร์มีกฎห้ามใช้บริการเพื่อเผยแพร่ หรือ ยับยั้งข้อมูล หรือ มีพฤติกรรมปลุกปั่น หรือ รบกวนการใช้งานของผู้ใช้ทวิตเตอร์คนอื่น

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า การตัดสินใจระงับบัญชีในครั้งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการสอบถามถึงความคิดเห็นของรอยเตอร์สเกี่ยวกับบัญชีนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา


ก่อนหน้านี้ ทวิตเตอร์เคยระงับบัญชีของกลุ่มเยาวชนปลดแอก หรือ @FreeYOUTHth และบัญชีของฟอร์ด ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี เลขาธิการเยาวชนปลดแอก ด้วยเหตุผลเดียวกัน ก่อนที่จะปลดการระงับใช้ในเวลาต่อมา

 


กทม.ยกระดับแอปฯ Air bkk เตือนฝุ่นพิษล่วงหน้า 3 วัน

Thu, 26 Nov 2020 20:13:00

วันนี้ (26 พ.ย.2563) ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 แบบเรียลไทม์ของแอปพลิเคชัน Air bkk รายงานค่าฝุ่นในเขตดินแดง อยู่ที่ 17 มคก.ต่อลบ.ม. ซึ่งถือว่าอากาศดีมาก แต่จากข้อมูลสำนักสิ่งแวดล้อมกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรุงเทพมหานคร พบว่าหลายปีนี้กรุงเทพมหานครติดอันดับเมืองที่มีมลพิษ PM 2.5 สูง


นายวิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. เปิดเผยว่า ในรอบปี 2562 ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 62 - ก.พ. 63 พบค่าฝุ่น PM 2.5 ใน กทม. เกินมาตรฐานถึง 84 วัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเป็นเท่าตัวที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 44 วัน ในช่วง 3 เดือน 

 


จากข้อมูลพบว่า 5 อันดับเขตที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานมากที่สุด อันดับ 1 คือ หนองแขม 55 มคก.ต่อ ลบ.ม. รองลงมาคือ เขตทวีวัฒนา 55 มคก.ต่อ ลบ.ม. อันดับ 3 ตลิ่งชัน 54 มคก.ต่อ ลบ.ม. อันดับ 4 ดุสิต 54 มคก.ต่อ ลบ.ม. และอันดับ 5 เขตบางกอกใหญ่ 53 มคก.ต่อ ลบ.ม.  กทม.จึงได้พัฒนาเครื่องมือ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน Air bkk

แอปฯ สามารถบอกค่าฝุ่น ณ ที่อยู่ตอนนั้นว่ามีค่าเกินมาตรฐาน หรือจุดที่กำลังจะไปมีค่าฝุ่นเกินหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมพร้อมและป้องกันตัวเองได้ 

พยากรณ์ล่วงหน้า 3 วัน ประชาชนพร้อมร่วมลดฝุ่น

หนึ่งในความสำคัญของแอปฯ Air bkk คือการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการแก้ฝุ่นเฉพาะกิจที่ ครม.มีมติเห็นชอบไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมากับการพยากรณ์ฝุ่นล่วงหน้า 3 วัน ให้ประชาชนเตรียมพร้อม ภาครัฐเตรียมรับมือ

นอกจากการเตรียมการป้องกัน ประชาชนยังมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้ด้วย หากทราบค่าฝุ่นล่วงหน้าว่าจะเกินมาตรฐาน ก็อาจจะยังไม่ทำอะไรที่เกิดฝุ่นละออง รอให้มันพ้นไปก่อน ซึ่งทำให้เกิดความร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วย

การพยากรณ์จะมาจากข้อมูลสถานีวัด 70 สถานี ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อวิเคราะห์ให้เกิดความแม่นยำถึง 80% แต่ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างสภาพอากาศหรือฝุ่นจากประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นอีกอุปสรรคที่รัฐต้องพร้อมปรับมาตรการรับมือ

 

แอปฯ เช็กฝุ่นตอบโจทย์ คนเมืองหวังมีแจ้งเตือนวิกฤต

ขณะที่ ดารัน พรมบิดา ผู้ประกอบการร้านค้า มองว่าหากมีแอปฯ ที่สามารถพยากรณ์ฝุ่นได้ล่วงหน้า 3 วันก็พร้อมจะดาวน์โหลดมาใช้งานเพื่อเตรียมความพร้อมดูแลสุขภาพตัวเอง แต่หวังว่าแอปฯจะมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเพื่ออำนวยความสะดวกได้มากขึ้น

คิดว่าตอบโจทย์ได้ดีเลย เพราะว่าสำหรับคนที่เข้าถึงโทรศัพท์ สะดวก สามารถโหลดเข้ามาแล้วดูได้เลย ไม่จำเป็นต้องเสิร์ชหา น่าจะสะดวกกับประชาชน

ปัจจุบันแอปฯ Air bkk สามารถใช้งานได้แล้วในหลายฟังก์ชันและพยากรณ์ฝุ่นได้ล่วงหน้าถึง 24 ชั่วโมง แต่สำหรับการพยากรณ์ฝุ่นล่วงหน้า 3 วัน คาดว่าประชาชนจะได้ใช้งานภายในเดือน ธ.ค.นี้

 

 

 


หลักฐานภาพถ่ายดาวเทียม ชี้ไทยเผชิญฝุ่นมาแล้ว 20 ปี

Thu, 26 Nov 2020 11:13:00

ปัญหาฝุ่น PM2.5 และหมอกควันภาคเหนือ ถือเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางตั้งแต่ในเมืองใหญ่ ไปจนถึงพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์อย่างรุนแรงในระยะยาว รวมถึงผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก

วันนี้ (26 พ.ย.2563) เพจเฟซบุ๊กสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ  (GISTDA) รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันดาวเทียมสำรวจโลกที่ติดตั้งเซนเชอร์ตรวจวัดจากระยะไกล สามารถให้ข้อมูลปริมาณฝุ่นละออง ทั้งที่เป็น PM 10 และ PM2.5 ได้ ข้อได้เปรียบของการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมก็คือสามารถวัดและรายงานปริมาณฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศได้ทุกที่ทั้งในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งได้ข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการวิเคราะห์และประมวลผล

การใช้ประโยชน์ข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศรับมือกับมลภาวะทางอากาศ จะช่วยลดข้อจำกัดของการใช้เครื่องมือตรวจวัดภาคพื้นดินได้เป็นอย่างดี การนำข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีการตรวจวัดอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้อมูลดาวเทียมจากแหล่งต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะช่วยให้เข้าใจและเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นในการวางแผนแก้ไขปัญหา PM2.5 ในระดับยุทธศาสตร์ การวางแผนสั่งการและติดตามประเมินผลในระดับนโยบาย รวมถึงการวิเคราะห์ติดตามมลพิษข้ามพรมแดน

อ่านข่าวเพิ่ม วันแรก! ตรวจควันดำรถกระบะถูกห้ามใช้ทันที 8 คัน

ภาคเหนือเผชิญฝุ่น PM2.5 มานาน 20 ปี 

ทั้งนี้ GISTDA เก็บข้อมูลจากดาวเทียม และพบว่าไทยเผชิญฝุ่นละอองขนาดเล็ก และ PM2.5 มายาวนาน ข้อมูลจากดาวเทียมบางส่วนระบุแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของ PM2.5 ในประเทศไทยช่วงปี 2541-2559 มีค่าความเข้มข้นกระจุกในพื้นที่ภาคเหนือค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะน่าน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮองสอน ซึ่งอยู่ในจุดเสี่ยงที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานมานานเกือบ 20 ปี

ข้อมูลดังกล่าว ถือเป็นข้อมูลเชิงสถิติที่เก็บมาตั้งแต่ประเทศไทย ยังไม่มีการนำเครื่องมือวัดเข้ามาเมื่อ 2-3 ปีก่อนที่เพิ่งจะมีเครื่องวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก ปัจจุบัน GISTDA ใช้ดาวเทียมระบบ MODIS ในการติดตามสถานการณ์ PM2.5 วันละ 2 รอบ คือเช้าและบ่าย 

นอกจากนี้ GISTDA ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการติดตามสถานการณ์โดยใช้ดาวเทียม Himawari (ฮิมาวาริ) ซึ่งเป็นดาวเทียมสัญชาติญี่ปุ่นอีก 1 ดวงที่จะทำให้ได้รับข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำในทุกๆชั่วโมง จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องได้นำไปประยุกต์ใช้วางแผน ติดตาม ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

 

ฝุ่น PM2.5 ถือเป็นวาระแห่งชาติที่หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้คลี่คลาย ทั้งนี้การการแก้ไขอาจต้องใช้เวลา แต่ในฐานะพลเมืองควรร่วมมือกันในการลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่น และร่วมติดตามคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินความเสี่ยง ฝุ่น PM 2.5 สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายโดยผ่านระบบทางเดินหายใจ

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากแหล่งอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรม แหล่งก่อสร้างประเภทต่างๆ ทะเล การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การเผาในที่โล่งจำพวกพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่เกษตร และกองขยะ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการเผาไหม้ที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ จนเกิดเป็นละอองหรืออนุภาคต่างๆ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"เชียงใหม่" ปรับแผนรับมือ PM 2.5 จัดโซนกำจัดเชื้อเพลิง

"ฝุ่นพิษ" ทุบสถิติรอบ 4 ปี ค่าสูงลิ่ว 366 มคก.ต่อ ลบ.ม. 

 


อ.อ๊อด เผยพบสาร 5 ชนิดใน "น้ำ" ฉีดสกัดม็อบแยกเกียกกาย

Sat, 21 Nov 2020 10:08:00

วันที่ 20 พ.ย.2563 รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยผลวิเคราะห์น้ำที่เจ้าหน้าที่ใช้ฉีดสกัดผู้ชุมนุมใกล้รัฐสภา ย่านเกียกกาย เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ผลการวิเคราะห์น้ำที่เก็บได้จากแนวปะทะที่เกียกกาย ลักษณะของน้ำเป็นสีฟ้าออกน้ำเงิน เนื่องจากน้ำสีม่วงปนเปื้อนกับสีที่ผู้ชุมนุมใช้ คือ สีน้ำเงิน แต่เมื่อนำมาสกัดด้วย DCM จนได้สารละลายสีม่วง พร้อมกับสารที่อยู่ในนั้นออกมาแยกชั้น จากนั้นนำสารละลายสีม่วง ที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยเทคนิค gc-ms (Gas chromatography–mass spectrometry (GC-MS)) พบว่าสีม่วง คือ Methylviolet 2b (เมทิลไวโอเลททูบี) ซึ่งเป็นสีม่วงธรรมดา ไม่มีพิษภัยอะไร และพบสารสำคัญ 5 ตัว ในสารละลายสีม่วง ได้แก่

 

 

รศ.ดร.วีรชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า Dimethyl sulfoxide, DMSO (ไดเมททิล ซัลฟอกไซด์) เป็นตัวทำละลาย เพื่อทำให้สารอีก 4 ตัวละลายรวมเป็นเนื้อเดียวกันเป็นหัวเชื้อ ส่วนสารอื่น ๆ เป็นกลุ่มแก๊สน้ำตา ซึ่งใส่ตัวเดียวเพียงพอแล้ว

ความเข้มข้นที่คำนวณได้จากเครื่อง

(1) = 10.39 % V/V
(2) = 10.87 % V/V
(3) = 8.56 % V/V
(4) = 63.93 % V/V
(5) = 6.25 % V/V

 

ทั้งนี้ ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันได้แน่นอนว่า ความเข้มข้น 1% เทียบกับ 5% แก๊สน้ำตา (CS) ส่วนใดตรายกว่ากัน เนื่องจากความเสียหายส่วนใหญ่มาจากระยะในการยิง ซึ่งผลกระทบในคนได้มีการศึกษาผลของ CS smoke or aerosol and exposure via inhalation พบว่า aerosol เมื่อทำการผลิตโดยวิธี thermal dispersion ที่มีขนาด 0.5um ในตัวทำละลาย methylene chloride ทำการศึกษากับอาสาสมัครเป็นเวลา 90 นาที ในพื้นที่ขนาด 0.5-1 mg/m3 พบว่าอาสาสมัคร มีอาการผิวไหม้บริเวณปาก หายใจแล้วแสบรวมถึงแน่นหน้าอก

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตร.ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาสกัดมวลชน หลังประชิดแนวกั้นใกล้รัฐสภา 

กลุ่มราษฎร ผ่านแนวกั้น-รถฉีดน้ำ ถึงหน้ารัฐสภา 

ตร.ปัดใช้กระสุนคุมชุมนุม-เก็บหลักฐานเหตุปะทะแยกเกียกกาย 

 


สดร.ชวนชม “ดาวเคราะห์ชุมนุม” 6 โมงเย็นวันนี้

Thu, 19 Nov 2020 14:21:00

วันนี้ (19 พ.ย.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า คืนนี้จะเกิดปรากฏการณ์ “ดาวเคียงเดือน” ดาวพฤหัสบดีปรากฏเคียงดวงจันทร์ ใกล้กันมากที่สุด 3 องศา เวลา 18.40 น. นอกจากนี้ ยังมีดาวเสาร์ปรากฏเคียงดวงจันทร์เช่นกัน ห่าง 4.2 องศา และในขณะเดียวกันดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดี ปรากฏบนท้องฟ้าห่างกัน 3.2 องศา เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ดาวเคราะห์ชุมนุม” โดยสามารถสังเกตได้หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นต้นไป ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) จนถึงเวลาประมาณ 21.00 น.

สำหรับดาวเคราะห์ชุมนุม หมายถึง ดาวเคราะห์ตั้งแต่ 2 ดวงขึ้นไปปรากฏใกล้กันบนท้องฟ้าที่ระยะห่างเชิงมุม 1-5 องศา (การวัดระยะเชิงมุมบนท้องฟ้า ชูนิ้วก้อยเหยียดแขนให้สุดขึ้นบนท้องฟ้า ระยะ 1 องศา จะห่างกันประมาณ 1 นิ้วก้อย)

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ “ดาวเคียงเดือน” และ “ดาวเคราะห์ชุมนุม” ถือเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์หนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากดวงจันทร์และดาวเคราะห์เปลี่ยนตำแหน่งบนท้องฟ้าไปเรื่อยๆ ตามแนวสุริยะวิถี  ดังนั้น การที่ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ปรากฏบนท้องฟ้าในทิศเดียวกัน หรือเคลื่อนที่มาอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันจึงถือเป็นเรื่องปกติ ที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

วันนี้มี #ดาวเคียงเดือน และ #ดาวเคราะห์ชุมนุม อากาศเย็นเป็นใจ ฟ้าใสๆ ชวนคุณออกมามองท้องฟ้าด้วยกันครับ คืนวันที่ 19...

โพสต์โดย NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เมื่อ วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2020

 

 


ทั่วไทยรอชม! ราชาฝนดาวตก "ลีโอนิดส์" 17 - 18 พ.ย.นี้

Mon, 16 Nov 2020 14:49:00

วันนี้ (16 พ.ย.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 17-18 พ.ย.นี้ จะเกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ หรือ ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต (Leonids Meteor Shower) มีอัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง ศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวสิงโต ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในปีนี้ มีอัตราการตกสูงสุดหลังเที่ยงคืนวันที่ 17 พ.ย. จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 18 พ.ย.นี้ โดยสังเกตเห็นได้ทั่วประเทศ

สำหรับฝนดาวตกลีโอนิดส์ จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 6 – 30 พ.ย.ของทุกปี เกิดจากสายธารเศษฝุ่นของดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล (55P Tempel-Tuttle) ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวงโคจรของดาวหางตัดผ่านวงโคจรของโลก ทำให้เศษฝุ่นของดาวหางเหล่านั้นเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการเผาไหม้จนเห็นเป็นแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟวิ่งพาดผ่านท้องฟ้า ทิศทางวงโคจรของฝนดาวตกลีโอนิดส์สวนทางกับทิศทางวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ความเร็วของเม็ดฝุ่นที่เข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศโลกมีความเร็วค่อนข้างมาก สูงถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที ฝนดาวตกลีโอนิดส์ ถือเป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างมากที่สุด จึงได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งฝนดาวตก”

ทั้งนี้ การเลือกสถานที่ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวน สามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง และควรใช้เวลาปรับสายตาในที่มืดประมาณ 30 นาที เพื่อให้สายตาคุ้นเคยกับความมืด จากนั้นจึงดูด้วยตาเปล่าโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ช่วย เนื่องจากตาเปล่าสามารถมองเห็นดวงดาวได้ทั่วท้องฟ้า

ช่วงวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2563 นี้ จะเกิดปรากฏการณ์ #ฝนดาวตกลีโอนิดส์ หรือ #ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต (Leonids Meteor...

โพสต์โดย NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2020

 

 


ภารกิจ “Crew-1” ส่ง 4 นักบินสู่อวกาศจากสหรัฐฯ ในรอบ 9 ปี

Mon, 16 Nov 2020 12:22:00

วันนี้ (16 พ.ย.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปิดฉากเที่ยวบินอวกาศเต็มรูปแบบครั้งแรกที่ถูกส่งขึ้นไปโดยบริษัทเอกชน จากความร่วมมือระหว่าง NASA และ SpaceX กับภารกิจ “Crew-1” ส่งนักบินอวกาศ 4 คนไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ในเช้าวันนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) 

ตั้งแต่ NASA ได้ปลดประจำการโครงการกระสวยอวกาศไปเมื่อปี 2554 นับเป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษที่ไม่มีนักบินอวกาศคนใดได้บินออกไปสู่อวกาศจากแผ่นดินของสหรัฐอเมริกา ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นการส่งนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ จะทำโดยจรวด Soyuz ของรัสเซีย เนื่องจาก NASA มีความต้องการที่จะผลักดันให้ภาคเอกชนมีบทบาทในอวกาศมากยิ่งขึ้น จึงผันบทบาทจากผู้ที่ผลิต พัฒนา และดำเนินการการบรรทุกสัมภาระและนักบินอวกาศ มาเป็นเพียงการว่าจ้างบริษัทเอกชนให้ผลิต พัฒนา และดำเนินการดังกล่าวแทน

สำหรับภารกิจ Crew-1 นับเป็นภารกิจอย่างเป็นทางการที่บรรทุกนักบินอวกาศขึ้นไปปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มรูปแบบถึง 4 คน ได้แก่ ไมเคิล ฮอปกินส์ , วิกเตอร์ โกลฟเวอร์ , แชนนอน วอล์กเกอร์ และ โชอิจิ โนกูจิ ซึ่งเป็นนักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นจาก JAXA  ได้นั่งขึ้นไปกับจรวด Crew Dragon ของ SpaceX และจะใช้เวลา 27 ชั่วโมง ก่อนที่จะเข้าเทียบท่ากับสถานีอวกาศนานาชาติในเวลา 11.00 น. ของวันที่ 17 พ.ย.นี้ ตามเวลาประเทศไทย นับเป็นภารกิจแรกของอีกหลายๆ ภารกิจที่จะตามมาของระบบ Crew Dragon นี้


ภารกิจในการปล่อย Crew Dragon ในครั้งนี้ ล่าช้าไปหนึ่งวัน เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยจากพายุเฮอร์ริเคน Eta ทำให้จรวดนั้นคลาดตำแหน่งกับ ISS แทนที่จะใช้เวลาเพียง 8 ชั่วโมงในการเทียบท่าที่คาดการณ์ไว้แต่เดิม จึงต้องเปลี่ยนมาใช้เวลาถึง 27 ชั่วโมง

โอกาสเอกชนมุ่งลำเลียงมนุษย์ท่องเที่ยวอวกาศ

ภายใน Crew Dragon มีห้องสุขา และนักบินอวกาศสามารถพักผ่อนได้ เนื่องจากระบบการนำทางที่อัตโนมัติโดยสิ้นเชิง นักบินอวกาศทั้ง 4 ที่ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้จะขึ้นไปช่วยเติมเต็มลูกเรือบน ISS ที่ปฏิบัติภารกิจการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญหลายการทดลอง ตั้งแต่ผลกระทบของ microgravity ที่มีต่อเซลล์เนื้อเยื่อหัวใจ ไปจนถึงการทดลองปลูกหัวไชเท้าในอวกาศ เพื่อค้นหาช่องทางในการหาแหล่งอาหารอย่างยั่งยืนสำหรับภารกิจการสำรวจห้วงอวกาศไกลในอนาคต


ทั้งนี้ การเปลี่ยนภาระหน้าที่ในการลำเลียงมนุษย์ไปยังอวกาศสู่ภาคเอกชนนี้ นับเป็นก้าวแรกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเป็นการปลดภาระของ NASA เพื่อให้สามารถมุ่งเน้นความสนใจไปยังส่วนอื่นของการสำรวจอวกาศได้แล้ว การที่นักบินอวกาศเป็นเพียงผู้โดยสารของยานสำรวจที่ถือครองโดยภาคเอกชน ยังเป็นการเปิดช่องทางถึงความเป็นไปได้ที่ภาคเอกชนจะส่งนักท่องเที่ยวอวกาศผ่านระบบขนส่งเดียวกันกับที่ส่งนักบินอวกาศนาซาไปในอนาคต และอาจจะนำไปสู่การท่องเที่ยวอวกาศในทางการค้าที่มนุษย์ทุกคนเข้าถึงได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนั้นราคาค่าตั๋วต่อการขนส่งนักบินอวกาศโดย SpaceX นั้นอยู่ที่ประมาณไม่ต่ำกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ

 


เปิดตัว "ข้าวหอมมาลัยแมน" ข้าวพันธุ์ใหม่สู้ศึกข้าวหอมเวียดนาม

Fri, 13 Nov 2020 07:27:00

วันนี้ (13 พ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ข้าวหอมมาลัยแมน" ที่ปรับปรุงสายพันธุ์ได้เป็นผลสำเร็จครั้งแรกของไทย ถูกนำมาจัดแสดงภายในงานแถลงข่าวจัดงานเกษตรกำแพงแสน ครั้งที่ 24 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน


รศ.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรฯ ระบุว่า ข้าวหอมมาลัยแมน ปรับปรุงสายพันธุ์จากข้าวไรซ์เบอรี่ที่ให้กลิ่นหอม นุ่ม และต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 600 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างส่งเสริมการปลูกให้เกษตรกรในภาคกลางและภาคตะวันออก เพื่อเจาะตลาดประเทศจีน และแข่งขันกับข้าวหอมเวียดนาม

อยู่ในช่วงทดลอง แล้วจะนำไปเสนอเกษตรกรในฤดูนาปรังปีนี้ ก่อนจะศึกษาความยอมรับของเกษตรกรและตลาดผู้บริโภคต่อไป


สำหรับการจัดงานเกษตรกำแพงแสนในปีนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้เปิดพื้นที่แก่เกษตรกรนำสินค้าเกษตรเข้ามาจำหน่าย มากกว่า 1,000 ร้านค้า รวมทั้งการจัดอบรมอาชีพ ประชุมวิชาการ ที่สามารถเข้าชมฟรีได้ตลอดการจัดงาน


นอกจากนี้ ฝ่ายจัดนิทรรศการกล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับในปีนี้ เน้นการจัดสวนกล้วยไม้เลียนแบบธรรมชาติที่ขนาดใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยการจัดผสมผสานกับเฟิร์นประดับหลากสายพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตการปลูกเลี้ยงต้นตะบองเพชรให้แก่ผู้สนใจโดยทั่วไป ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยฯ คาดว่าจะมีผู้เข้างานมากกว่า 1 ล้านคน ตลอดการจัดงานระหว่างวันที่ 1-10 ธ.ค.นี้