ชวนชม "จันทรุปราคาเงามัว" ครั้งแรกของปี

Fri, 10 Jan 2020 19:14:00

วันนี้ (10 ม.ค.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เผยหลังเที่ยงคืนวันศุกร์ เข้าสู่รุ่งเช้าของวันที่ 11 ม.ค.นี้ จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว เงามัวบังมากที่สุดเวลาประมาณ 02.10 น. ตามเวลาในประเทศไทย ดวงจันทร์เต็มดวงปรากฏไม่เว้าแหว่ง มีความสว่างลดลงเพียงเล็กน้อย สังเกตด้วยตาเปล่าได้ยาก

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการดาราศาสตร์ สดร. ระบุว่า ช่วงหลังเที่ยงคืนวันที่ 10 เข้าสู่รุ่งเช้าวันเสาร์ที่ 11 ม.ค.นี้ จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว ช่วงเวลาประมาณ 00.08-04.13 น. ตามเวลาในประเทศไทย เงามัวจะบังมากที่สุดในเวลาประมาณ 02.10 น.หากสังเกตด้วยตาเปล่าจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากดวงจันทร์โคจรเข้าไปในเงามัวของโลกบางส่วน ไม่ได้ผ่านเข้าไปในบริเวณเงามืด ดวงจันทร์จึงไม่เว้าแหว่ง ยังคงมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงแต่มีความสว่างในส่วนที่อยู่ในเงามัวลดลงเท่านั้น ทั้งนี้หากใช้กล้องโทรทรรศน์หรือการถ่ายภาพเปรียบเทียบความสว่างขณะเกิดปรากฏการณ์ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงความสว่างของดวงจันทร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ปี 2563 ปรากฏการณ์จันทรุปราคาครั้งต่อไปที่สามารถสังเกตเห็น คือ จันทรุปราคาเงามัว วันที่ 6 มิ.ย. และ 30 พ.ย.

 

 


ครั้งแรกนักวิจัยไทยทำสำเร็จ ปลาสวายออกลูกเป็นปลาบึก

Thu, 9 Jan 2020 18:07:00

รศ.สุรินทร บุญอนันธนสาร หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสัตว์ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. เปิดเผยถึงที่มาของงานวิจัยการปลูกถ่ายเซลล์สืบพันธุ์ในปลา หรือ "ปลาสวายอุ้มบุญ" เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยทำให้สิ่งแวดล้อมทางน้ำในปัจจุบันมีความเสื่อมโทรม ภาวะแห้งแล้ง ทำให้ปลาในธรรมชาติลดลง ปลาหลายชนิดอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ นักวิชาการได้พัฒนางานวิจัยด้านต่าง ๆ เพื่อรักษาสายพันธุ์ปลา ให้คงความหลากหลายของสายพันธุ์ปลา นอกจากนี้ในการเพาะเลี้ยงปลาหลายชนิดยังมีปัญหาด้านการเพาะพันธุ์ เช่น ปลาขนาดใหญ่ต้องมีบ่อขนาดใหญ่ ต้องใช้น้ำมากจึงจะสามารถเพาะพันธุ์ปลาได้

ภาพ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ภาพ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ทีมนักวิจัย มทส.จึงร่วมมือกับทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Tokyo University of Marine Science and Technology ในประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลากว่า 5 ปี พัฒนาเทคนิคการปลูกถ่ายเซลล์สืบพันธุ์ในปลา ขณะนี้สามารถสร้างพ่อ-แม่พันธุ์ปลาสวาย ที่สามารถอุ้มบุญลูกปลาบึกได้เป็นผลสำเร็จครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อลดข้อจำกัดและระยะเวลาในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ หรือการผสมเทียมที่ต้องใช้พื้นที่ในการอนุบาลและเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่

ภาพ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ภาพ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

 

รศ.สุรินทร กล่าวว่า สาเหตุที่เลือกวิจัยปลาสวายและปลาบึก เนื่องจากปลาบึกเป็นปลาที่พบตามธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขง และเป็นปลาขนาดใหญ่ที่มีข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ และตามธรรมชาติยังมีจำนวนลดลง

ภาพ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ภาพ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

 

ส่วนปลาสวายเป็นปลาที่มีสายวิวัฒนาการใกล้เคียงกับปลาบึก มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย สามารถเพาะพันธุ์และอนุบาลปลาสวายได้ในบ่อเลี้ยงขนาดเล็ก โดยในขั้นตอนของงานวิจัยจะสกัดสเตมเซลล์ (Stem Cell) จากอวัยวะสืบพันธุ์ปลาบึก เพื่อมาปลูกถ่ายในลูกปลาสวายเผือกอายุ 4-5 วัน แล้วเลี้ยงปลาสวายเผือกที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์สืบพันธุ์ จนเป็นพ่อ-แม่พันธุ์ และนำมาเพาะขยายพันธุ์ตามธรรมชาติในบ่ออนุบาล โดยเรียกปลาสวายเผือกที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์สืบพันธุ์ และสามารถผลิตลูกปลาบึกได้ว่า พ่อแม่ปลาอุ้มบุญ เบื้องต้นลูกปลาบึกและปลาสวายเผือกในครอกเดียวกัน สามารถแยกได้ด้วยการสังเกตจากสีของลูกปลา โดยปลาบึกจะมีลำตัวสีดำ ส่วนปลาสวายเผือกจะมีลำตัวสีขาวอมแดง 

ภาพ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ภาพ : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ทีมวิจัยกำลังพัฒนาให้พ่อแม่ปลาอุ้มบุญสามารถอุ้มบุญลูกปลาบึกได้ 100% ในอนาคต และเตรียมต่อยอดงานวิจัยเพื่อการพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์ปลาหายาก และใกล้สูญพันธุ์ต่อไป

 

 

 


ข่าวดี! เจอกล้วยไม้ชนิดใหม่ของโลกจากป่าภูวัว

Tue, 7 Jan 2020 18:35:00

วานนี้ (6 ม.ค.2563) เฟซบุ๊ก Kasetsart University เผยแพร่ข่าวดีในวงการกล้วยไม้ไทย โดยระบุว่า นิสิตปริญญญาเอก คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ค้นพบกล้วยไม้สกุลหวายชนิดใหม่ของโลก Dendrobium perplexum Phueakkhlai, Sungkaew & H. A. Pedersen

น.ส.อ้อพร เผือกคล้าย นิสิตปริญญาเอกสาขานิเวศวิทยาป่าไม้ นิสิตในที่ปรึกษาของรศ.ดร.สราวุธ สังข์แก้ว ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มก. และคณะ ประกอบด้วย ดร.สมราน สุดดี สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  นักวิชาการต่างประเทศคือ Trevor Hodkinson จาก Department of Botany School of Natural Sciences, Trinity College Dublin, Ireland และ Henrik Æ Pedersen จาก Biosystematics, Natural History Museum of Denmark, University of Copenhagen, Gothersgade ได้ร่วมกันศึกษากล้วยไม้ชนิดใหม่ของโลก

ภาพ :  Kasetsart University

ภาพ : Kasetsart University

 

พบมีความต่างของลำต้น-กลีบเลี้ยง-กลีบดอก

โดยพบว่าตัวอย่างที่เก็บโดย Dr. Gunnar Seidenfaden ในช่วงปี ค.ศ. 1983 ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จังหวัดบึงกาฬ และช่วงปี ค.ศ. 1986 ที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม มีความสับสนในเรื่องของการระบุชนิด และมีอยู่ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะหลายประการไม่เหมือนกล้วยไม้ชนิดอื่น ๆ กล้วยไม้ชนิดใหม่นี้มีความคล้ายคลึงกับเอื้องคำน้อย (Dendrobium fimbriatum Hook.) แต่มีความแตกต่างกันในส่วนต่าง ๆ เช่น ลำต้น ใบ ดอก กลีบเลี้ยง กลีบดอก และกลีบปาก จึงได้ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ให้แก่กล้วยไม้ชนิดใหม่นี้ว่า Dendrobium perplexum Phueakkhlai, Sungkaew & H. A. Pedersen

ผลการค้นพบนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Phytotaxa 419 (2): 197–202 : เรื่อง A new species of Dendrobium (Orchidaceae: Epidendroideae: Malaxideae) described from previously perplexing specimens of the Seidenfaden collection ในเดือนตุลาคม 2019 ที่ผ่านมา ดังรายละเอียดตาม https://doi.org/10.11646/phytotaxa.419.2.6

 

ภาพ :  Kasetsart University

ภาพ : Kasetsart University

 


S-Pod ยานพาหนะทรงตัวอัตโนมัติพลังงานไฟฟ้า

Tue, 7 Jan 2020 12:58:00

S-Pod ใช้เทคโนโลยีการทรงตัวอัตโนมัติการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ส่งกำลังไปยังล้อขนาดใหญ่ขนาบข้าง 2 ล้อและล้อขนาดเล็ก 3 ล้อเพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยในการจอดรับส่งผู้โดยสาร การเคลื่อนที่ใช้ความเร็วสูงสุดประมาณ 39 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนที่เร็วกว่านี้เพราะ S-Pod ไม่ได้ถูกออกแบบให้ใช้งานบนถนนทางหลวง

บริษัทเอกชนแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านการพัฒนายานพาหนะ 2 ล้อทรงตัวอัตโนมัติพลังงานไฟฟ้า หุ่นยนต์ทรงตัวอัตโนมัติ รวมไปถึงสกู๊ตเตอร์ 2 ล้อพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด Ninebot ที่เพิ่งเปิดตัวมีน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม สามารถเคลื่อนที่ใช้ความเร็วสูงสุดประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับการเปิดตัวอย่าง S-Pod อย่างเป็นทางการคาดว่าจะอยู่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2020 และคาดว่าบริษัทจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปี 2021 ส่วนราคาจำหน่ายในขณะนี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผยจากทางบริษัท

แนวโน้มของเทคโนโลยียานพาหนะใช้พลังงานไฟฟ้ากำลังเพิ่มสูงขึ้น นอกจากเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายังรวมถึงเทคโนโลยียานพาหนะทรงตัวอัตโนมัติ ด้วยจุดเด่นที่มีขนาดเล็กคล่องตัวใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าเหมาะสำหรับการใช้งานสำนักงานหรือพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล นอกจากนี้เทคโนโลยียานพาหนะทรงตัวอัตโนมัติยังสามารถพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้พิการด้านการเคลื่อนไหวได้ในอนาคต

 


สรุปเทคโนโลยีอวกาศที่สำคัญในปี 2019

Fri, 3 Jan 2020 16:55:00

ยานอวกาศ New Horizons สำรวจวัตถุ 2014 MU69 หรือ Ultima Thule

ยานอวกาศ New Horizons เดินทางไปออกจากโลกในปี 2006 เพื่อทำภารกิจศึกษาดาวพลูโตและวัตถุในแถบไคเปอร์ ยานได้ทำการถ่ายภาพและทำการสำรวจวัตถุ 2014 MU69 หรือ Ultima Thule ในปี 2019 สำหรับวัตถุ Ultima Thule ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2014 โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

ยาน New Horizons ได้โคจรเข้าใกล้วัตถุ Ultima Thule ในระยะประมาณ 3,500 กิโลเมตร เพื่อทำการถ่ายภาพและตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ วัตถุ Ultima Thule มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18-36 กิโลเมตร มีวงโคจรห่างออกไปถัดจากดาวพลูโตและอยู่ห่างจากโลกประมาณ 43.4 เท่าของระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์นับเป็นการสำรวจวัตถุที่ไกลที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยส่งยานอวกาศไปสำรวจ

นาซาขาดการติดต่อจากยาน Opportunity ที่ปฏิบัติหน้าที่บนดาวอังคาร

ยาน Opportunity ขาดการติดต่อกับโลกและสิ้นสุดภารกิจอันยาวนานบนดาวอังคารในปี 2019 ยานอวกาศลำนี้มีลักษณะเป็นรถหุ่นยนต์สำรวจถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมยานฝาแฝดอีกลำชื่อว่ายาน Spirit ภารกิจของยาน Opportunity เริ่มต้นด้วยการเดินทางออกจากโลก ในวันที่ 7 กรกฏาคม 2003 ก่อนลงจอดบนดาวอังคารในวันที่ 25 มกราคม 2004 ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ที่ยานทำภารกิจบนดาวอังคารเป็นระยะทางกว่า 45.16 กิโลเมตร ซึ่งเป็นสถิติระยะทางที่ยานสำรวจอวกาศเดินทางได้ไกลมากที่สุด ยาน Opportunity ได้ทำการสำรวจบริเวณแอ่ง Victoria แอ่ง Endeavour บนดาวอังคารสามารถถ่ายภาพเหตุการณ์พายุหมุนขนาดเล็กบนดาวอังคาร ก่อนทำภารกิจสุดท้ายพยายามเอาตัวรอดจากพายุทรายขนาดใหญ่บนดาวอังคารและหมดพลังงานขาดการติดต่อกับนาซาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2019

นักวิทยาศาสตร์สามารถถ่ายภาพหลุมดำกลางกาแล็กซี M87

หลุมดำเทหวัตถุลึกลับในอวกาศที่ได้รับการอธิบายไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกถ่ายภาพไว้ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยกล้องวิทยุโทรทรรศน์ความถี่สูงในโครงการ Event Horizon Telescope หรือ EHT การถ่ายภาพหลุมดำครั้งประวัติศาสตร์นี้ใช้วิธีรวมข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ 8 แห่งทั่วโลกด้วยเทคนิคการแทรกสอดระยะไกล (Very Long Baseline Interferometer : VLBI) จนได้ภาพถ่ายหลุมดำมวลยวดยิ่งบริเวณแกนกลางของกาแลกซี Messier 87 หรือ M87 มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 6,500 ล้านเท่า มีระยะห่างจากโลกประมาณ 55 ล้านปีแสง

อินเดียส่งยานอวกาศ Chandrayaan-2 ไปดวงจันทร์

ความพยายามของอินเดียในการเป็นชาติที่ 4 ของโลกที่สามารถส่งยานอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์ต้องพบกับความล้มเหลวหลังจากยานอวกาศวิกรม (Vikram) แยกตัวออกจากยานอวกาศ Chandrayaan-2 เพื่อเตรียมลงจอดบนดวงจันทร์ในวันที่ 7 กันยายน 2019 แต่สัญญาของยานอวกาศวิกรมได้ขาดการติดต่อกับโลกขณะอยู่เหนือผิวดวงจันทร์ประมาณ 2 กิโลเมตรเท่านั้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าอินเดียจะนำยานอวกาศวิกรมลงจอดบนดวงจันทร์ไม่สำเร็จยานอวกาศ Chandrayaan-2 ก็ยังคงทำหน้าที่โคจรรอบดวงจันทร์เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลต่าง ๆ ส่งกลับมายังโลก

อิสราเอลส่งยานอวกาศ Beresheet ไปดวงจันทร์

อิสราเอลเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสนใจส่งยานอวกาศไปสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์โดยการส่งยานอวกาศชื่อว่า Beresheet ไปลงจอดบนดวงจันทร์แต่ก็ต้องพบกับความล้มเหลวหลังจากการทำงานของยานอวกาศขัดข้องขณะอยู่เหนือผิวดวงจันทร์ประมาณ 10 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามก่อนขาดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่บนโลกยานอวกาศลำนี้ได้ส่งภาพถ่ายธงชาติอิสราเอลที่มีฉากหลังเป็นผิวดวงจันทร์ในระยะใกล้กลับมายังโลกเพื่อเป็นหลักฐานการมาเยือนดวงจันทร์ของยานอวกาศจากประเทศอิสราเอล แม้จะเป็นภารกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม

SpaceX ทดสอบยานต้นแบบ Starhopper

บริษัท SpaceX บริษัทเทคโนโลยีจรวดขนส่งอวกาศที่ทันสมัยมากที่สุดในโลก ประสบความสำเร็จในการทดสอบยานต้นแบบ Starhopper ติดตั้งเครื่องยนต์จรวด Raptor จำนวน 1 เครื่องยนต์โดยใช้เชื้อเพลิงมีเทนเหลวและออกซิเจนเหลว ยานต้นแบบ Starhopper เป็นต้นของของยานอวกาศ Starship ที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าซึ่งยานอวกาศลำนี้ถูกออกแบบให้สามารถทำภารกิจขนส่งผู้โดยสารข้ามทวีปบนโลกภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ภารกิจขนส่งดาวเทียมหรือชิ้นส่วนสถานีอวกาศขนาดใหญ่ขึ้นสู่วงโคจรของโลก รวมไปถึงภารกิจการส่งมนุษย์อวกาศไปลงบนดวงจันทร์และดาวอังคารในอนาคต

ยานอวกาศ Hayabusa-2 ของประเทศญี่ปุ่นลงจอดบนดาวเคราะห์น้อย 162173 ริวงู (Ryugu)

ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของวงการอวกาศญี่ปุ่นหลังจากประสบความสำเร็จนำยานอวกาศ Hayabusa-2 ลงจอดบนดาวเคราะห์น้อย 162173 ริวงู (Ryugu) เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2019 หลังจากยานลงจอดได้เก็บตัวอย่างหินบนดาวเคราะห์น้อยริวงูกลับมายังโลกเพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิต หลังจากการลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยริวงูครั้งแรกสำเร็จ ยานอวกาศ Hayabusa-2 จะทำการลงจอดเพื่อเก็บตัวอย่างบนดาวเคราะห์น้อยริวงูอีก 1-2 ครั้ง ก่อนเดินทางกลับโลกในปี 2020 ตลอดภารกิจยานอวกาศ Hayabusa-2 เดินทางไปและกลับระหว่างโลกกับดาวเคราะห์น้อยริวงูรวมกันเป็นระยะทางกว่า 5,240,000,000 กิโลเมตร

การทดสอบส่งยานอวกาศ Crew Dragon และ CST-100 Starliner ขึ้นสู่อวกาศ

ภายหลังจากนาซายกเลิกภารกิจของกระสวยอวกาศในปี 2011 นาซาได้พยายามส่งเสริมให้บริษัทเอกชนด้านเทคโนโลยีอวกาศเข้ามามีส่วนร่วมในการสำรวจอวกาศภายใต้โครงการ Commercial Crew Development (CCDev) การพัฒนายานอวกาศที่สามารถขนส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ สำหรับแผนการในปี 2019 มีการทดสอบส่งยานอวกาศภายใต้โครงการนี้ขึ้นสู่อวกาศจำนวน 2 ลำ คือ การทดสอบยานอวกาศ Crew Dragon ที่พัฒนาโดยบริษัท SpaceX ยานถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2019 โดยยานอวกาศ Crew Dragon ประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ ISS หลังจากแยกตัวออกจากสถานีอวกาศยานเดินทางกลับโลกอย่างปลอดภัย ต่อมาการทดสอบยานอวกาศ CST-100 Starliner ที่พัฒนาโดยบริษัท Boeing ยานถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2019 แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ ISS อย่างไรก็ตามทีมงานของนาซาและบริษัท Boeing ก็สามารถนำยานเดินทางกลับโลกอย่างปลอดภัย

 


สรุปเทคโนโลยีสำคัญที่ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นในปี 2019

Fri, 3 Jan 2020 16:44:00

ในปี 2019 มีการเปิดตัวเทคโนโลยีสำคัญทั้งที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเดิม ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์อย่างแทบแยกกันไม่ออกเพื่ออำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ 

เทคโนโลยีสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปี 2019 สมาร์ตโฟนที่ดึงดูดความสนใจผู้ใช้งานมากที่สุดยกให้กับการเปิดตัว iPhone 11 ซึ่งสมาร์ตโฟนรุ่นนี้แบ่งออกเป็น 3 รุ่นด้วยกัน คือ iPhone 11 , iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มีจุดเด่นด้านความสามารถในการประมวลผลที่รวดเร็ว กล้องถ่ายภาพแบบ 3 กล้องความคมชัดสูง สามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ 4 เท่าและสามารถถ่ายภาพได้ในพื้นที่แสงน้อยสามารถถ่ายวิดีโอความคมชัดสูงระดับ 4K พร้อมความสามารถตัดต่อวิดีโอได้บนสมาร์ตโฟนจับกลุ่มผู้ใช้งานนักสร้างวิดีโอออนไลน์ (Video Creator) ซึ่งเป็นเทรนด์อาชีพใหม่ที่กำลังมาแรง

เทคโนโลยีโดรนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคโนโลยีโดรนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2019 มีบริษัทหลายแห่งเริ่มนำโดรนมาใช้งานรูปแบบต่าง ๆ เช่น บริษัทเอกชนในสหรัฐเริ่มทดสอบนำโดรนมาใช้ส่งพัสดุในเมืองคริสเตียนสเบิร์ก รัฐเวอร์จิเนีย การนำโดรน Zipline มาใช้งานในภารกิจขนส่งเลือดและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลในสนามรบของกองทัพสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้เทคโนโลยีโดรนติดกล้องถ่ายภาพความคมชัดสูงก็มีการเปิดตัวออกมาหลายรุ่น เช่น โดรน Mavic Mini สามารถถ่ายภาพวิดีโอความคมชัดสูงระดับ 4K

เทคโนโลยีความบันเทิงภายในบ้าน

ความบันเทิงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการดำเนินชีวิตยุคใหม่ เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงภายในบ้านมีความโดดเด่นเป็นพิเศษในปี 2019 ได้แก่เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเกมทั้งในรูปแบบที่ใช้วิธีการเล่นผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตและแว่นตาอัจฉริยะ VR แม้แต่บริษัทยักใหญ่อย่าง Google ก็เปิดตัวบริการแพลตฟอร์มสำหรับเล่นเกมตัวใหม่ชื่อ​ Stadia เทคโนโลยีเกมยังเติบโตต่อเนื่องและมีมูลค่ามหาศาลหากนับเฉพาะในประเทศไทยอุตสหกรรมเกมในปี 2019 มีมูลค่ามากถึง 22,000 ล้านบาท

เทคโนโลยีอาหารเนื้อสัตว์เทียม

เทคโนโลยีด้านอาหารในปี 2019 มีหลายบริษัทเปิดเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เทียมซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยกเลิกการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกนำไปสู่สภาวะโลกร้อน บริษัทที่เปิดตัวเนื้อสัตว์เทียม เช่น บริษัท Future Meat Technologies ซึ่งกำลังพัฒนาเนื้อสัตว์เทียมเพื่อวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและยุโรปในช่วงปี 2021 บริษัท Aleph Farms ประเทศรัสเซียที่เปิดตัวแผนการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่สามารถพิมพ์เนื้อวัวได้บนอวกาศให้นักบินอวกาศสามารถใช้เป็นอาหารขณะอยู่บนอวกาศโดยไม่จำเป็นต้องขนเนื้อวัวขึ้นไปจากโลก

เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบปัญญาประดิษฐ์

เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบปัญญาประดิษฐ์ได้รับความสนใจและถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในปี 2019 เทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่น่าสนใจ เช่น การวางจำหน่ายหุ่นยนต์ Spot ที่พัฒนาโดยบริษัท Boston Dynamics ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีเทคโนโลยีการเคลื่อนที่และการทรงตัวที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดรุ่นหนึ่งของโลกสามารถใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือภายในบ้าน การเปิดตัวแขนหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท Google สำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์ก็มีความก้าวหน้ามากขึ้นไม่แพ้กันโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ชื่อไพเธีย (Pythai) ที่พัฒนาโดยบริษัท Aplhabet สามารถเอาชนะนักประวัติศาสตร์ในอ่านอักษรกรีกโบราณได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถแปลภาษาโดยใช้การสั่งงานด้วยเสียงผ่านบริการ Google Assistant เป็นต้น

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและใช้พลังงานไฟฟ้า

ทิศทางของเทคโนโลยีรถยนต์กำลังมุ่งไปสู่การขับเคลื่อนอัตโนมัติและใช้พลังงานไฟฟ้า ในปี 2019 บริษัทนำในธุรกิจรถยนต์อย่าง Toyota ก็ได้จับมือลงทุนกับบริษัท Uber เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ในขณะที่ผู้นำด้านเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างบริษัท Tesla Motor ก็อัพเดทความสามารถใหม่ ๆ ให้กับเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของตัวเองเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานบนถนนมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลกอย่างเช่นบริษัท Apple เริ่มมีการตั้งทีมงานเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้งานร่วมกับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ส่วนเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้นหลายบริษัทในยุโรปเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของตัวเอง เช่น บริษัท Volkswagen เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น ID.3 ส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา เช่น บริษัท Ford เปิดตัวรถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้ารุ่น Mustang Mach-E และบริษัท Tesla Motor เปิดตัวรถกระบะพลังงานไฟฟ้า Tesla Cybertruck

 

 

 


แสงแรกปีใหม่! อยู่ที่ "ตากใบ" ไม่ใช่ "โขงเจียม"

Wed, 1 Jan 2020 08:24:00

วันนี้ (1 ม.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากก่อนหน้านี้ สมาคมดาราศาสตร์ไทย ระบุว่าเรื่องที่มักเข้าใจผิดในดาราศาสตร์ โดยหนึ่งในประเด็นคือไปรับแสงตะวันแรกของไทยในวันปีใหม่กันที่โขงเจียม จ.อุบลราชธานี แต่ระบุว่า ไม่ใช่ที่นั่น

ข้อมูลระบุว่า แม้ อ.โขงเจียม จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นที่นั่นก่อนที่อื่นทุกวัน เนื่องจากแกนหมุนของโลกเอียงแนวรอยต่อเช้า จึงไม่ได้ขนานกับเส้นลองจิจูดเสมอ โดยในฤดูร้อนแนวรอยต่อจะเอียงซ้ายทำให้ทางตอนเหนือจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นก่อนทางใต้ที่ลองจิจูดเท่ากัน ส่วนฤดูหนาวรอยต่อจะเอียงขวาทำให้ทางตอนใต้จะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นก่อนทางเหนือที่ลองจิจูดเท่ากัน

วันขึ้นปีใหม่ของทุกปี แนวรอยต่อเช้าเอียงไปทางขวาเป็นมุมประมาณ 23 องศา ซึ่งถือว่าเอียงมากเกือบที่สุดในรอบปี มากจนปลายด้ามขวานของประเทศไทยล้ำไปทางตะวันออกมากกว่า อ.โขงเจียม

ด้วยเหตุนี้ ทุกวันปีใหม่พื้นที่ในประเทศไทยที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นที่แรก จึงไม่ใช่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี แต่เป็นที่บ้านตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และอำเภอแรกของ จ.อุบลราชธานี ที่ได้รับแสงอาทิตย์ก็ไม่ใช่ อ.โขงเจียม แต่เป็น อ.บุณฑริก

ภาพ:สมาคมดาราศาสตร์ไทย

ภาพ:สมาคมดาราศาสตร์ไทย

 

โดยล่าสุด สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ยืนยันว่าเป็นความจริงที่แสงแรกปีใหม่ ดวงอาทิตย์จะขึ้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ก่อน อ.โขงเจียม แต่จะขึ้นก่อนเพียง 1 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่างกันไม่มาก เพราะว่าแกนโลกเอียง และละติจูดของพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากกว่า

โดยเฟซบุ๊ก Navy For Life เคยโพสต์ข้อมูลไว้เมื่อ 1 มกราคม 2018 แสงแรกแห่งปี ณ ประเทศ ไทยไม่ใช่อยู่ที่ผาชะนะได อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี (แผ่นดินตะวันออกสุดของประเทศ) อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ หากแต่อยู่ที่ ตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ปากน้ำโกลก ชายแดนไทยมาเล (แผ่นดินปลายขวานใต้สุดของประเทศ) @กระบี่ดำ#จากแกนโลกเอียงในฤดูหนาว #จากบรรณสารดวงอาทิตย์ขึ้นและตกกรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ #จากการคำนวนวัดsextantเดินเรือดาราศาสตร์

 

ชมแสงแรกที่เกาะยาวคึกคัก

สำหรับที่ จ.นราธิวาส มีการจัดกิจกรรม "2020 ชมแสงแรกที่ตากใบ สุขสดใสตลอดปี" โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นการนำเสนอสิ่งดีๆ ของจังหวัดนราธิวาส ซึ่งตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ จ.นราธิวาส มีพิกัดทางภูมิศาสตร์ละติจูด 60 องศา 28 ลิปดาเหนือ ลองจิจูด 101 องศา 50 ลิปดาตะวันออก และจากการค้นหาข้อมูลการขึ้นของดวงอาทิตย์ จากสมาคมดาราศาสตร์ไทย พบว่าในช่วงฤดูหนาว คือช่วงปลายปี จ.นราธิวาส จะเห็นแสงแรกของดวงอาทิตย์ก่อนจังหวัดอื่น ๆ โดยจากสถิติข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2556 จนถึง 2562 จ.นราธิวาส เป็นจังหวัดแรกที่ดวงอาทิตย์ขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส ได้ทำคลิปอธิบายถึงปรากฎการณ์แสงแรกไว้เมื่อ 23 ธ.ค.โดยระบุว่า ทำไมนราธิวาส จึงเห็นแสงแรกก่อนใคร มาหาคำตอบกับคลิปนี้ 2020 ชมแสงแรกที่ตากใบ สุขสดใสตลอดปี

 

 

เช่นเดียวกับ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก กันยานี สินประกอน อยู่ที่ ทะเลเกาะยาว อ.ตากใบ บอกว่า เห็นแสงแรกของปีที่ตากใบเกาะยาว

 

เช่นเดียวกับผู้ใช้เฟซบุ๊ก Pattamaporn Srisang แสงแรกแห่งปี 2020  ณ บ้านเกาะยาว อ.ตากใบ ถ่ายภาพบรรยากาศคนรอชมแสงแรกจำนวนมาก 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทั่วโลกเฉลิมฉลองศักราชใหม่

 

 

 

สดร.ชวนชม “ฝนดาวตกควอดรานติดส์” 3-4 ม.ค.นี้

Mon, 30 Dec 2019 11:39:00

วันนี้ (30 ธ.ค.2562) นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กล่าวว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตกควอดรานติดส์ จะเกิดช่วงระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. - 12 ม.ค.ของทุกปี

สำหรับปี 2563 มีอัตราการตกสูงสุดในคืนวันที่ 3 ม.ค. ถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 ม.ค. ช่วงที่เหมาะกับการสังเกตการณ์ที่สุด คือ เวลา 02:30 น. เป็นต้นไป ศูนย์กลางการกระจายอยู่ระหว่างกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มดาวมังกร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปีนี้คาดว่ามีอัตราการตกสูงสุดถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง ประกอบกับคืนดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวนจึงเหมาะแก่การสังเกตการณ์เป็นอย่างยิ่ง ผู้สนใจชมปรากฎการณ์ฝนดาวตกควรเลือกสถานที่ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีแสงไฟรบกวน และสามารถดูได้ด้วยตาเปล่า โดยไม่จำเป็นต้องมองผ่านกล้องโทรทรรศน์

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากในช่วงเดือนมกราคมประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูหนาว สภาพท้องฟ้าส่วนใหญ่มีทัศนวิสัยดีมากเหมาะแก่การดูดาวเป็นอย่างยิ่ง โดยคืนวันที่ 3 ม.ค. ถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 ม.ค.2563 ดวงจันทร์ตกเวลาประมาณ 24.00 น. ช่วงเวลาดังกล่าวจึงไร้แสงจันทร์รบกวน เป็นโอกาสดีที่จะได้ชื่นชมความสวยงามของฝนดาวตกควอนดรานติดส์ต้อนรับทศวรรษใหม่

ฝนดาวตกควอดรานติดส์ (Quadrantids Meteor Shower) เกิดจากเศษอนุภาคที่หลงเหลือของดาวเคราะห์น้อย 2003 อีเอช1 (2003 EH1) ที่โคจรตัดผ่านวงโคจรของโลก เมื่อโลกเคลื่อนที่เข้าใกล้บริเวณดังกล่าว เศษหินและฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก เกิดเป็นลำแสงวาบ หรือบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ (fireball) ฝนดาวตกดังกล่าวตั้งชื่อตามกลุ่มดาวควอดแดรนส์ มูราลิส (Quadrans Muralis) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากลุ่มดาวเครื่องมือเดินเรือ ซึ่งเป็นกลุ่มดาวที่เคยมีในแผนที่ดาวในช่วงศตวรรษที่ 19 (ปัจจุบันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว) อยู่ระหว่างกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มดาวมังกร


10 ข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 62 ภาพถ่ายแรกของ "หลุมดำ"

Sat, 28 Dec 2019 10:10:00

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลสำรวจความคิดเห็นออนไลน์ของบุคลากร ประกอบด้วยนักวิจัย อาจารย์และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เกี่ยวกับการค้นพบครั้งสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ที่เกิดขึ้นในปี 2562 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจในแวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งหมดรวม 269 คน โดยสรุปผลการสำรวจข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2562 ได้ดังนี้

ภาพถ่ายแรกสุดของหลุมดำ

 

เดือน เม.ย. 2562 ผู้อำนวยการ EHT (Event Horizon Telescope) ประกาศผลสำเร็จของคณะนักวิจัยใน 7 ประเทศ และชุดเปเปอร์หลายฉบับที่ตีพิมพ์ใน The Astrophysical Journal Letters รวมทั้งภาพถ่ายหลุมดำมวลมหาศาลเป็นพิเศษ (เท่ากับ 6.5 พันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ของเรา) ที่อยู่ใกล้กับกาแล็กซี M87 โดยมันอยู่ห่างจากโลก 5.5 ล้านปีแสง การที่จะจับภาพวัตถุที่อยู่ไกลขนาดนั้นและมองไม่เห็น เพราะไม่มีแสงในตัวเอง ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เท่ากับโลก แต่ EHT แก้ปัญหาโดยใช้ชุดกล้องนับสิบตัวที่กระจายอยู่ทั่วโลก และใช้เวลาราวสองปีในการถ่ายภาพ, วิเคราะห์ และประมวลผล เพื่อสร้างภาพถ่ายหลุมดำนี้ขึ้นมา

รักษาเอดส์ให้หายขาดได้

 

ขณะนี้มีคนติดเชื้อ HIV อยู่เกือบ 37 ล้านคน และมีคนเสียชีวิตนับล้านในแต่ละปี ปีนี้ มีการทดลองนำ retroviral nanoparticle มาใช้ ซึ่งประสบความสำเร็จป้องกันการเพิ่มจำนวนไวรัสได้ 99% ในสัตว์ทดลอง และยังมีการทดลองใช้ CRISPER ในการตัดดีเอ็นเอไวรัส ซึ่งประสบความสำเร็จมากกว่า 30% ในหนูทดลอง สำหรับในคน ปีนี้มีผู้ป่วยคนที่ 2 ที่รักษาหายขาดจากโรคนี้ได้ (คนแรกเมื่อ 12 ปีที่แล้ว) โดยรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก

คืบหน้าสู่ Quantum Supremacy

 

บริษัท Google ประกาศในเดือน ต.ค. 2562 ว่า ประสบความสำเร็จในการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) โดยตัวประมวลผลควอนตัมแบบ 53 qubit ที่สร้างขึ้นสามารถแก้โจทย์ปัญหาที่เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบเดิมใช้เวลา 10,000 ปีในการแก้ในเวลาเพียง 200 วินาที Hartmut Niven ผู้อำนวยการ Quantum Artificial Intelligence Lab ของกูเกิลประเมินว่า การเติบโตของความสามารถในการคำนวณจะไม่เป็นแบบยกกำลัง (exponential) เลขตัวเดียว ดังกฎของมัวร์เคยทำนายไว้อีกต่อไป แต่จะเติบโตแบบยกกำลังเลขสองตัวในไม่ช้า

โลกกำลังร้อนจนละลาย

 

ปีนี้มีรายงานการละลายของน้ำแข็งบนโลกมากมาย ครอบคลุมตั้งแต่กรีนแลนด์ถึงแอนตาร์กติกา ไปจนจรดสุดยอดเขาหิมาลัย โดยเป็นการละลายแบบมีความเร่ง หากยังคงความเร่งอย่างที่เป็นอยู่ ธารน้ำแข็ง (glacier) จะละลายจนแตกออกไปจนหมดทั่วโลกก่อนสิ้นศตวรรษนี้ ทีมวิจัยเดนมาร์กตีพิมพ์ใน Science Advances ประเมินว่าเฉพาะกรีนแลนด์ที่เดียว หากน้ำแข็งละลายหมดก็จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 13 นิ้ว

กัญชารักษาทุกโรค?

 

ปี 2562 เป็นปีที่ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร CBD (Cannabidiol) ในกัญชาออกสู่ท้องตลาดเยอะมาก มีความหลากหลายสูง ตั้งแต่น้ำดื่มกัญชา, กาแฟกัญชา ไปยันเครื่องสำอาง และแม้แต่ยารักษาโรคในสุนัข หลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์กัญชาจะมี THC เป็นตัวหลัก แม้ว่าพืชใกล้เคียงกัน (กัญชง) จะไม่มีตัวนี้ก็ตาม แต่ยาเพียงชนิดเดียวที่มีสารจากกัญชาและได้รับการอนุมัติโดย อย. สหรัฐก็คือ Epidiolex ที่ใช้รักษาโรคลมชัก แต่ปีนี้มีเปเปอร์อธิบายสรรพคุณอีกหลายด้าน ตั้งแต่การใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ ลดความกังวล และลดผลกระทบจากอาการ PTSD และยังมีความเชื่อว่ารักษาโรคอื่นๆ ได้อีกมากมายที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์

ผ่าทางตันสร้างสมองจิ๋ว

 

นักวิทยาศาสตร์สร้างสมองขนาดเท่ายางลบดินสอได้มาหลายปีแล้ว เรียกว่า brain organoids แต่ปัญหาที่พบคือ เซลล์ตรงกลางก้อนสมองจิ๋วนี้จะตายเพราะไม่มีเส้นเลือดนำอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง ปีนี้มีนักวิทยศาสตร์ที่เอาชนะปัญหานี้ได้ กลุ่มแรกใส่เมมเบรนคั่นสมองส่วนในไว้ ส่วนอีกทีมหนึ่งอาศัยการปรับสูตรอาหารเลี้ยง, โปรตีน และเลี้ยงสมองไว้บนขั้วไฟฟ้า เก้าเดือนให้หลังสามารถตรวจพบคลื่นไฟฟ้าที่ซับซ้อนปริมาณมาก และโปรแกรมคอมพิวเตอร์แยกแยะข้อมูลที่ได้ออกจากคลื่นสมองทารกไม่ได้เลย สมองแบบนี้มีประโยชน์ในการใช้ศึกษาโรคและหาวิธีการรักษา

สำรวจวัตถุที่ไกลที่สุดที่เคยทำได้

 

ยานอวกาศ New Horizons ที่เคยสำรวจดาวพลูโตในปี 2558 เคลื่อนผ่านวัตถุที่ไกลที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสำรวจด้วยยานอวกาศในวันปีใหม่ 2562 ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวมีชื่อว่า Ultima Thule หรือชื่อแบบทางการคือ 2014 MU69 ที่เป็นก้อนหินอวกาศรูปทรงคล้ายตุ๊กตาหิมะซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 4,000 ล้านไมล์ โดยอยู่ในแถบอุกกาบาตหนาแน่นที่เรียกว่า Kuiper Belt สัญญาณภาพดีเลย์ถึง 6 ชั่วโมงจากระยะทางที่ไกลขนาดนั้น

ทดสอบดัดแปลงยีนด้วย CRISPR ในระดับคลินิก

 

หลังถกเถียงกันเรื่องจริยธรรมมาหลายปี ในที่สุด ปีนี้ก็เริ่มมีการทดลองดัดแปลงแก้ไขดีเอ็นเอผิดปกติในผู้ป่วยในระดับคลินิกด้วยเทคนิคคริสเพอร์-แคส 9 (CRISPR-Cas9) เทคนิคนี้เลือกตัดดีเอ็นเอตรงตำแหน่งจำเพาะและไม่ทิ้งดีเอ็นเอส่วนเกินเหลือไว้ในกระบวนการ ช่วงเดือน เม.ย. 2562 มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียประกาศเริ่มใช้เทคนิคนี้ในการรักษาโรคมะเร็งในผู้ป่วยสองคน โดยนักวิจัยนำเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันออกมาแก้ไขก่อนใส่กลับเข้าร่างกายผู้ป่วย ขณะที่ UCSF ทดสอบกับผู้ป่วยโรคซิกเคิลเซลล์

สิ่งมีชีวิตนับล้านเสี่ยงสูญพันธุ์

 

รายงานจากสหประชาชาติที่ออกมาในเดือน พ.ค. 2562 ระบุว่า ถือเป็นสถิติใหม่สำหรับประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่มีสปีชีส์ “มากกว่าล้านสปีชีส์” ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์พร้อมๆ กัน รายงานของ IPBES ที่อาศัยการประเมินจากแหล่งข้อมูลราว 15,000 ฐานข้อมูล ที่ครอบคลุมผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในช่วงมากกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้พบว่ามี 25% ของพืชและสัตว์ทั้งโลกที่อ่อนไหวและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ในจำนวนนี้รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลมากกว่า 1/3 และสัตว์เลื้อยคลานมากกว่า 40% แม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เลี้ยงไว้ใช้งานหรือใช้เป็นอาหารก็อาจสูญพันธุ์ได้มากกว่า 9%

“เด็กคริสเพอร์” ครบ 1 ขวบ

 

มีเด็กหญิงฝาแฝดสองคนที่เกิดในเดือน พ.ย. 2561 โดยได้รับการแก้ไขยีน (gene editing) ตั้งแต่เป็นตัวอ่อนด้วยเทคนิคคริสเพอร์ (CRISPR) ซึ่งผลงานของนักวิจัยชาวจีน He Jiankui ที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่าเป็นการวิจัยที่ผิดจริยธรรม ปัจจุบันสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐยังยินยอมแค่เปลี่ยนแปลงยีนในเซลล์ร่างกาย (somatic cell) ที่จะ “ไม่ถ่ายทอด” ไปยังรุ่นถัดไปเท่านั้น มีกลุ่มนักวิจัยด้านนี้ที่เข้าชื่อเรียกร้องให้ห้ามแก้ไขยีนในเซลล์สืบพันธุ์และตัวอ่อนออกไปก่อนไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อรอดูผลการทดลองให้มากขึ้นอีก กระนั้นเทคนิคดังกล่าวมีศักยภาพใช้รักษาโรคพันธุกรรมที่ไม่เคยมีทางรักษาได้เกือบ 6,000 โรคแล้ว และเริ่มมีการศึกษาวิธีประยุกต์ใช้ป้องกันการติดเชื้อ HIV อีกด้วย

 

 


เร่งผลิตสูตรยาชีวภาพสกัดโรคกรีนนิ่งส้ม

Thu, 26 Dec 2019 17:57:00

วันนี้ (26 ธ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนจาก สกสว. ร่วมกับผู้ประกอบการสวนส้มปางเสี้ยว อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนผลการวิจัยโครงการไร่ส้ม โดยล่าสุดเตรียมทดลองสูตรยาชีวภาพเพื่อใช้รักษาโรคต้นโทรมของส้มเขียวหวาน หรือ กรีนนิ่งส้ม เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะแอมพลิซิลินที่ใช้ในคน หลังพบเกษตรกรนำมาใช้เพื่อรักษาโรคในส้ม จนเริ่มพบการตกค้างในสิ่งแวดล้อม


ศ.ดร.ชัยวัฒน์  โตอนันต์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า หลังจากเกษตรกรสวนส้มใน จ.เชียงใหม่ ประสบปัญหาโรคต้นโทรมของส้มเขียวหวานซึ่งเป็นผลจากการยากำจัดวัชพืช ยาฆ่าแมลงและเชื้อรา โดยขาดความรู้ในการใช้สารเคมีอย่างถูกวิธี จึงก่อให้เกิดปัญหาการสะสมสารเคมีในดินจนดินมีสภาพเป็นกรดค่า (pH 3.0 – 4.5) จนมีการเจริญเติบโตของเชื้อรา Phytophthora parasitica ซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่าโคนเน่าในต้นส้มอย่างรุนแรง และเกิดการระบาดของโรคกรีนนิ่งส้มที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Candidatus Liberobacter asiaticus

ผลกระทบจากการเกิดโรคในส้มทำให้เกษตรกรตัดต้นส้มทิ้ง จนพื้นที่ปลูกส้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากพื้นที่ อ.ฝาง แม่อาย และไชยปราการ เคยมีพื้นที่ปลูกส้มกว่า 500,000 ไร่เหลือเพียงกว่า 20,000 ไร่

ใช้แอมพลิซิลินส่งผลดินเป็นกรด

นักวิจัย กล่าวว่า การแก้ปัญหาเบื้องต้นของเกษตรกรคือ นำเทคนิคการฉีดสารปฏิชีวนะแอมพิซิลลิน เข้าสู่ลำต้นส้ม ซึ่งช่วยให้ต้นส้มฟื้นจากอาการต้นโทรมได้ชั่วคราว โดยสารแอมพิซิลลินออกฤทธิ์ในเวลา 3 เดือน โดยสามารถแตกกิ่งก้านที่มีใบสีเขียวเข้มออกดอกและผลได้ แล้วต้นส้มจะเริ่มแสดงอาการทรุดโทรมอีกครั้ง จนเกษตรกรต้องฉีดสารดังกล่าวทุกๆ 3 เดือน

จากการสำรวจ พบว่าสภาพดินของต้นส้มที่ได้รับสารแอมพิซิลลิน มีความเป็นกรดสูง และยังพบอาการโรค รากเน่าโคนเน่าอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่าจะมีต้นเขียวสด แต่รากเน่ารุนแรง

เมื่อใช้สารปฏิชีวนะครั้งหนึ่งต้นส้มก็จะกลับฟื้นต้นมา มีแต่ใบส้มเท่านั้น แต่รากส้มกลับเน่า และยังส่งผลให้สภาพดินมีความเป็นกรดหนัก และเกษตรกรยังต้องกลับมาใช้ยาทุกๆ 3 เดือน เมื่อตรวจเชื้อยาในต้นส้ม กลับไม่พบยาปฎิชีวนะ นั่นหมายความว่ายาไม่ได้ช่วยให้ต้นส้มสู้กับโรคกรีนนิ่ง

คาด 1 ปีคลอดยาชีวภาพแก้โรคส้ม

ผศ.ดร.ภก.เฉลิมพงษ์ แสนจุ้ม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้พัฒนาสารธรรมชาติพัฒนาขึ้นมา กับบางตัวที่จุลินทรีย์สร้างขึ้น และบางตัวสกัดจากเปลือกหอยเปลือกปู และนำมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบางอย่างที่มีฤทธิ์ในการแก้ปัญหาโรคในส้ม เพื่อทดแทนการใช้ยาแอมพลิซิลิน โดยคาดหวังจะหาสารทางเลือก เบื้องต้น เริ่มได้สูตรโครงสร้างจากสารชนิดหนึ่งและมีศักยภาพจากการทดลองในแปลงปลูกส้ม จึงเริ่มเดินหน้าหาสูตรยาแบบคอกเทล 3-4 ชนิดมาอยู่ในตำรับเดียวให้กับเกษตรกรนำไปใช้ทดแทน

ถือเป็นการจับมือของคณะเกษตรศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ มช. และเจ้าของสวนส้มปางเสี้ยว ที่ให้ดินที่แปลงทดสอบสวนส้ม แต่ยังเป็นเพียงโครงสร้างสารสูตรเดียว ยังอยู่ระหว่างการรวมสูตรคอกเทลยาตัวใหม่ ซึ่งคาดว่าอีก 1 ปี จะได้เป็นยาสูตรใหม่จากธรรมชาติ


ขณะเดียวกันงานวิจัยในโครงการไร่ส้มคณะวิจัยได้วางแนวทางแก้ปัญหาออกเป็น 3 แนวทาง คือ 1) การแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน โดยการเพิ่มอินทรียวัตถุ และปรับสภาพความเป็นกรด - ด่างของดินให้มีความเหมาะสม (pH 6.5 - 7.0) และส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อให้ใช้สารเคมีอย่างระมัดระวัง 2.การรักษาโรครากเน่าโคนเน่าด้วยการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ต่างๆ เพื่อควบคุมเชื้อราสาเหตุโรค การกระตุ้นภูมิต้านทานในต้นส้ม และการบำรุงต้นส้มให้มีระบบรากที่สมบูรณ์แข็งแรง และ 3) การรักษาโรคกรีนนิ่งส้ม ด้วยการกระตุ้นด้วยสารอิลิซิเตอร์ (Elicitor) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มไคติน - ไคโตซาน มีผลกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันภายในของพืช กระตุ้นการทำงานของยีนต้านทานโรคที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ต้นส้มมีกลไกต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์สาเหตุโรค และลดการใช้สารปฏิชีวนะแอมพิซิลลินได้อย่างถาวร


นอกจากนี้ การปลูกส้มในบ่อซีเมนต์จะช่วยควบคุมสภาพแวดล้อม ถือเป็นการป้องกันส้มไม่ให้เป็นโรค และการกำหนดปริมาณผลผลิตที่เหมาะสมกับทรงต้น จะช่วยให้ได้ส้มมีคุณภาพดี ราคาสูง สร้างรายได้ให้เกษตรกรต่อไป

 

 

 


ลดความเสี่ยง! นักวิจัยพัฒนาแอปพลิเคชันตรวจ "เห็ดพิษ"

Tue, 24 Dec 2019 17:00:00

วันนี้ (24 ธ.ค.2562) รศ.ขวัญเรือน นาคสุวรรณ์กุล ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) กล่าวว่า หลังจากที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ลงนามความร่วมมือ "การจัดทำฐานข้อมูลเห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้ในประเทศไทย และการพัฒนา Application Mushroom Image Matching"

ล่าสุดการพัฒนาโปรแกรม Application Mushroom Image Matching ได้เสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้ว โดยได้รวบรวมภาพถ่ายของเห็ดทั้งเห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้ กลุ่มละ 1,000 ภาพ เก็บไว้ในฐานข้อมูลเพื่อใช้ประมวลผลด้วยโปรแกรมจดจำรูปภาพ และแสดงผลชนิดของเห็ดด้วยชื่อและร้อยละของความถูกต้อง

ปีนี้ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเห็ดพิษที่มาจากป่าธรรมชาติมากถึง 1,176 คน และเสียชีวิต 3 คน

 

โดยเห็ดที่มีรายงานการเกิดเหตุ ได้แก่ เห็ดหมวกจีน เห็ดถ่านเลือด เห็ดระโงกพิษ และเห็ดคันร่ม ซึ่งเห็ดพิษเหล่านี้มีลักษณะรูปร่างหน้าตา คล้ายกับเห็ดรับประทานได้ เช่น เห็ดหมวกจีนคล้ายกับเห็ดปลวก หรือเห็ดโคน เห็ดถ่านเลือดคล้ายกับเห็ดถ่านใหญ่ เห็ดระโงกพิษคล้ายกับเห็ดระโงกขาวกินได้ เห็ดคันร่มพิษคล้ายกับเห็ดปลวกไก่น้อย เห็ดหัวกรวดครีบเขียวพิษคล้ายกับเห็ดนกยูงกินได้ ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิด และเก็บมารับประทานจึงได้รับสารพิษเข้าไป

งานวิจัยนี้ป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเก็บเห็ดพิษมากิน ให้ชาวบ้านมีตัวช่วยใหม่ เป็นแอปพลิเคชันที่สามารถแกนภาพเห็ด ตรวจสอบว่าเป็นเห็ดพิษ หรือเห็ดกินได้

สแกนเช็กผลเรียลไทม์

สำหรับการใช้งานโปรแกรมดังกล่าว ต้องดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้งไว้บนโทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟนแบบ Android  เท่านั้น โดยเข้าถึงแอปพลิเคชัน ได้ 2 ช่องทาง คือ 1.เลือกจาก Play store ค้นหาคำว่า “คัดแยกเห็ดไทย” และ 2.สแกน QR Code

จากนั้นจะลงทะเบียน และใช้งานโปรแกรม ด้วยการเปิดกล้อง และสแกนดอกเห็ดที่ต้องการทราบชนิด โปรแกรมจะเริ่มประมวลผลแบบเรียลไทม์ และจะหยุดเมื่อความถูกต้องของชนิดเท่ากับร้อยละ 95 หรือสามารถกดปุ่มเพื่อหยุดได้ นอกจากนี้โปรแกรมนี้ ยังสามารถตรวจสอบชนิดของเห็ดจากภาพถ่ายที่เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือได้เช่นกัน

 

สำหรับแอปพลิเคชันนี้ ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น จำนวนชนิดของเห็ดที่อยู่ในฐานข้อมูล ปัจจุบันมีเพียง 14 กลุ่ม แต่เห็ดในธรรมชาติมีจำนวนมาก ในบางครั้งการสแกนเห็ดการประมวลผลอาจช้า และไม่ตรงตามกลุ่มของเห็ดนั้นๆ แอปพลิเคชันนี้ จึงเป็นเพียงเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ และเฝ้าระวังเห็ดพิษที่ได้จากป่า ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลเห็ดแต่ละชนิดในโปรแกรม เพื่อดูรายละเอียดได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แค่ 5 เดือนกิน "เห็ดพิษ" เสียชีวิต 5 คน ป่วย 141 คน

เตือนกินเห็ดป่าช่วงฤดูฝน เสี่ยงอันตรายเจอเห็ดพิษ

 

 

 

 


สดร.แนะวิธีชม "สุริยุปราคาบางส่วน" 26 ธ.ค.นี้

Tue, 24 Dec 2019 09:25:00

วันนี้ (24 ธ.ค.2562) นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวถึงข้อควรระวังเกี่ยวกับการสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนในประเทศไทย วันพฤหัสบดีที่ 26 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 10.19-13.57 น. ว่า การสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาเป็นการสังเกตดวงอาทิตย์โดยตรง จึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ห้ามสังเกตด้วยตาเปล่าเด็ดขาด เพราะการจ้องมองดวงอาทิตย์โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน อาจนำอันตรายมาสู่ดวงตาถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ ซึ่งวิธีการสังเกตดวงอาทิตย์โดยทั่วไป แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การสังเกตดวงอาทิตย์ทางตรงผ่านอุปกรณ์กรองแสง และการสังเกตดวงอาทิตย์ทางอ้อม

 

การสังเกตดวงอาทิตย์ทางตรง

เป็นวิธีการสังเกตดวงอาทิตย์ด้วยตาผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทรรศน์สำหรับดูดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ กล้องโทรทรรศน์ที่ติดแผ่นกรองแสง แว่นดูดวงอาทิตย์ที่ทำจากแผ่นพอลิเมอร์ดำหรือแผ่นกรองแสงไมลาร์ หรืออุปกรณ์ง่าย ๆ เช่น กระจกแผ่นกรองแสงสำหรับหน้ากากเชื่อมโลหะ เบอร์ 14 หรือมากกว่า

การใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ไม่ควรใช้ฟิล์มเอกซเรย์ (หากใช้ต้องใช้ฟิล์มเอกซเรย์ที่ยังไม่ผ่านการใช้งานซ้อนกันสองชั้น) ฟิล์มถ่ายรูปใช้แล้ว แผ่นซีดี แว่นกันแดด กระจกรมควัน แผ่นฟิล์มกรองแสงสีดำที่ใช้ติดกระจกรถยนต์แม้จะมีสีดำสนิทก็ตาม แต่ยังไม่ปลอดภัยต่อสายตา เพราะมีประสิทธิภาพในการกรองแสงไม่เพียงพอ แม้จะกรองความเข้มแสงออกไปได้ แต่ยังไม่สามารถกรองแสงบางช่วงคลื่นที่เป็นอันตรายต่อสายตาออกไปได้ การสังเกตดวงอาทิตย์ทางตรงจึงต้องมีอุปกรณ์กรองแสงที่มีคุณภาพสำหรับกรองแสงอาทิตย์โดยเฉพาะ และไม่ควรจ้องดวงอาทิตย์นานเกิน 5 วินาทีต่อครั้ง ควรหยุดพักเป็นระยะ ๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย

 

การสังเกตดวงอาทิตย์ทางอ้อม

เป็นการดูเงาของแสงอาทิตย์ผ่านฉากรับภาพหรือใช้หลักการของกล้องรูเข็ม การสังเกตดวงอาทิตย์ทางอ้อมเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยไม่เกิดอันตรายต่อดวงตา และช่วยให้สามารถดูปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ทีละหลายคน ได้แก่ ใช้กล้องโทรทรรศน์รับแสงจากดวงอาทิตย์แล้วตั้งฉากรับภาพที่ออกมาจากเลนส์ใกล้ตา การฉายภาพดวงอาทิตย์จากโซลาร์สโคป หรือประดิษฐ์กล้องรูเข็มอย่างง่าย ใช้หลักการรวมแสงให้ไปฉายบนฉากรับภาพ โดยเจาะรูเล็ก ๆ บนวัสดุที่ต้องการนำไปส่องกับแดด แสงแดดจะลอดผ่านรูดังกล่าวตกลงบนฉาก ซึ่งอาจเป็นกระดาษ พื้นโต๊ะ หรือพื้นดิน รูปร่างของรูที่เจาะไม่มีผลต่อภาพบนฉาก แต่จะมีผลต่อความคมชัดและความสว่างของภาพ นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตจากแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านต้นไม้ตกบนพื้นหรือกำแพง มองเห็นเป็นเงาเสี้ยวของดวงอาทิตย์ได้อีกด้วย

นายศรัณย์ กล่าวย้ำให้ประชาชนระมัดระวังการบันทึกภาพดวงอาทิตย์ด้วยกล้องดิจิทัล โดยเฉพาะกล้องถ่ายภาพ DSLR ที่ติดเลนส์กำลังขยายสูง ห้ามถ่ายภาพดวงอาทิตย์ โดยปราศจากแผ่นกรองแสง และห้ามใช้ตาเล็งจากช่องมองภาพโดยตรงเด็ดขาด เนื่องจากเลนส์ของกล้องต่าง ๆ มีคุณสมบัติในการรวมแสงและความร้อน การมองภาพที่ส่องจากเลนส์ไปยังดวงอาทิตย์โดยตรง ภาพของดวงอาทิตย์ที่ได้จากอุปกรณ์ดังกล่าวจะมีความสว่างจ้ามาก อาจทำให้สูญเสียความสามารถในการมองเห็นอย่างถาวรทันที และอาจเกิดความเสียหายต่อตัวอุปกรณ์ดังกล่าวได้เช่นกัน

กิจกรรมชมสุริยุปราคา 4 จุด

สำหรับประชาชนที่สนใจ สดร. เตรียมตั้งจุดสังเกตการณ์สุริยุปราคาอย่างปลอดภัย 4 จุดใหญ่ ได้แก่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ.เชียงใหม่, หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.ฉะเชิงเทรา, หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.สงขลา ซึ่งแต่ละจุดตั้งกล้องโทรทรรศน์ อุปกรณ์สังเกตการณ์คุณภาพสูง และอุปกรณ์สังเกตการณ์ดวงอาทิตย์หลากหลายแบบ พร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก สดร. คอยให้ความรู้เกี่ยวกับสุริยุปราคาอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายดาราศาสตร์อีกกว่า 410 แห่งทั่วประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมสังเกตการณ์สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปสังเกตการณ์ หรืออยู่ในทำเลฟ้าปิด สดร. จัดถ่ายทอดสดปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสถาบันฯ ด้วย ติดตามได้ทางเว็บไซต์สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติที่ www.NARIT.or.th และเฟซบุ๊ค NARITPage

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 14 จังหวัดรอชม "สุริยุปราคาวงแหวน" 26 ธ.ค.นี้ 

 

 


22 ธ.ค. "วันเหมายัน" กลางคืนยาวที่สุดในรอบปี

Sun, 22 Dec 2019 11:12:00

วันนี้ (22 ธ.ค.2562) นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า แต่ละวัน ดวงอาทิตย์จะปรากฎในตำแหน่งต่างกันไป เปลี่ยนไปประมาณวันละ 1 องศา แต่ในวันนี้ ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงกลางวันสั้นและช่วงกลางคืนยาวนานที่สุดในรอบปี

ภาษาสันสกฤตเรียกว่า "วันเหมายัน" (Winter Solstice) ประเทศไทยจะเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” ซึ่งเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 06.36 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 17.55 น. (เวลา ณ กรุงเทพฯ) รวมระยะเวลากลางวันเพียง 11 ชั่วโมง 19 นาทีเท่านั้น ท้องฟ้าจะมืดเร็วกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ของปี ประเทศทางซีกโลกเหนือนับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน


นายศุภฤกษ์ ระบุอีกว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ในรอบหนึ่งปี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือน ม.ค. (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือน ก.ค. (152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก จึงไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา จากแนวตั้งฉากของระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่า ในฤดูร้อน เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่า ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว


ในรอบ 1 ปี เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดังนี้

  1. วันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง

  2. วันครีษมายัน (Summer Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว

  3. วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

  4. วันเหมายัน (Winter Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน

 


“เจ้าพระยา" - "แม่ปิง" ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะชื่อไทย

Sat, 21 Dec 2019 11:51:00

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2562 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ประกาศอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ (IAU) รับรองชื่อภาษาไทยของดาวฤกษ์ WASP-50 และดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ WASP-50b ได้แก่ “เจ้าพระยา” และ “แม่ปิง” สองแม่น้ำสายหลักของไทย สอดคล้องกับตำแหน่งของระบบดาวที่อยู่ในกลุ่มดาวแม่น้ำ

กิจกรรม “ตั้งชื่อไทยให้ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ” จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ ในกิจกรรม “The IAU100 NameExoWorlds” เปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีส่วนร่วมในการตั้งชื่อระบบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ โดยสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติพิจารณาเลือกระบบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่สามารถสังเกตการณ์ได้จากประเทศนั้น และให้ประเทศที่เข้าร่วมจัดกิจกรรมเฟ้นหาชื่อที่เหมาะสม จากนั้นนำเสนอไปยังสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติเพื่อให้คณะกรรมการอำนวยการจัดกิจกรรมดังกล่าวพิจารณาอีกครั้ง

สำหรับชื่อ “เจ้าพระยา (Chaophraya)-แม่ปิง (Maeping)” ที่ประเทศไทยเสนอไป ชื่อที่มีคะแนนโหวตสูงสุดในประเทศไทย โดยผู้เสนอชื่อคือ น.ส.ดวงรัตน์ วิเชียรศรี

กิจกรรมครั้งนี้มีประเทศที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 112 ประเทศ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วโลกกว่า 780,000 คน สร้างความตื่นตัวและทำให้ผู้คนทั่วโลกได้ตระหนักว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเอกภพอันกว้างใหญ่ อีกทั้งยังช่วยสร้างแนวคิดที่ชัดเจนสำหรับการตั้งชื่อให้ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่อาจค้นพบในอนาคตด้วย

 

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้เปิดรับการเสนอชื่อของทั้งดาวฤกษ์และดาวเคราะห์จากประชาชนทั่วไป ก่อนจะคัดเลือก 3 ชื่อที่เข้ารอบมาให้โหวตเลือก ได้แก่

1. เจ้าพระยา และ แม่ปิง

2. ประกายแก้ว และ ประกายดาว

3. ฟ้าหลวง และ ฟ้าริน

และจากการโหวต ชื่อของเจ้าพระยาและแม่ปิง ก็ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด เกือบ 4,000 คะแนน ก่อนที่จะถูกนำมาตั้งอย่างเป็นทางการโดย IAU 

สำหรับแนวคิดการตั้งชื่อจากผู้เสนอชื่อนั้นคือ เนื่องจากดาวทั้งสองอยู่ในกลุ่มดาวแม่น้ำ และแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศไทยซึ่งเกิดจากการไหลรวมของแม่น้ำแม่ปิง วัง ยม และน่าน ในอนาคตหากพบดาวเคราะห์เพิ่มเติมก็สามารถตั้งชื่อเป็นแม่น้ำสายอื่น ๆ ได้อีก

 

ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะและดาวฤกษ์แม่

ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ WASP-50b ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2554 ภายใต้โครงการ Wide Angle Search for Planets (WASP) ด้วยวิธีการผ่านหน้า (Transit Method) จัดเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะประเภทดาวพฤหัสบดีร้อน (Hot Jupiter) ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงนี้ โคจรรอบดาวฤกษ์แม่ WASP-50 ซึ่งเป็นดาวฤกษ์สีเหลือง ประเภทเดียวกับดวงอาทิตย์ อยู่บริเวณทางใต้ของกลุ่มดาวแม่น้ำ (Eridanus) ห่างจากระบบสุริยะประมาณ 750 ปีแสง ปัจจุบัน ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ WASP-50b ยังคงเป็นบริวารดวงเดียวที่โคจรรอบดาวฤกษ์แม่ดวงนี้

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชวนโหวตชื่อไทย "ดาวฤกษ์แม่ -ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ"

 


14 จังหวัดรอชม "สุริยุปราคาวงแหวน" 26 ธ.ค.นี้

Wed, 18 Dec 2019 10:21:00

วันนี้ (18 ธ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ระบุว่าในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ จะเกิดปรากฏการณ์ “สุริยุปราคาวงแหวน” แนวคราสวงแหวนพาดผ่านประเทศอินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

สำหรับประเทศไทยจะเห็นเป็น "สุริยุปราคาบางส่วน” ดวงจันทร์จะบดบังดวงอาทิตย์บางส่วน ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่ง สามารถสังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่ละภูมิภาคจะมองเห็น ดวงอาทิตย์ถูกบดบังแตกต่างกัน ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังมากที่สุดบริเวณภาคใต้ที่อ.เบตง จ.ยะลา ประมาณร้อยละ 81 ส่วนภาคเหนือที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ดวงอาทิตย์จะถูกบังเพียงร้อยละ 40 กรุงเทพมหานคร ดวงอาทิตย์จะถูกบังประมาณร้อยละ 56

ทั้งนี้ดวงอาทิตย์นอกจากให้ความร้อนแล้ว ยังให้แสงสว่างที่มีความเข้มสูงมาก แม้ขณะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน หรือสุริยุปราคาวงแหวน แสงอาทิตย์ก็ยังเป็นอันตรายต่อสายตาจนส่งผลให้ตาบอดได้ทันที ดังนั้น ห้ามมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า และห้ามมองภาพที่ส่องจากเลนส์กล้องไปยังดวงอาทิตย์โดยตรง ใช้อุปกรณ์กรองแสงช่วยสังเกตการณ์และใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรจ้อง ดวงอาทิตย์นานเกิน 5 วินาทีต่อครั้ง ซึ่งการสังเกตการณ์มีหลากหลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม

อ.เบตง จ.ยะลาเห็นชัดสุด 81%

ทางสดร.ได้เตรียมอุปกรณ์สังเกตดวงอาทิตย์อย่างปลอดภัย ให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้ร่วมชมสุริยุปราคาครั้งนี้อย่างเต็มที่ กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เข้าร่วมฟรี ใน จุดสังเกตการณ์หลัก 4 แห่ง อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.ฉะเชิงเทรา  หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.นครราชสีมา หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.สงขลา

สำหรับ 14 จังหวัด ที่จะมองเห็นสุริยุปราคาวงแหวนในไทย มีดังนี้

 

 

 

 


กมธ.งบฯ ปี '63 มีมติคืนงบวิจัย สกสว. 8 พันล้านบาท

Wed, 18 Dec 2019 07:28:00

วันที่ 17 ธ.ค.2562 ที่ห้องประชุมงบประมาณ อาคารรัฐสภา เกียกกาย ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวภายหลังการติดตามการพิจารณาการอุทธรณ์ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สภาผู้แทนราษฎร ว่า มีมติคืนงบประมาณกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ปี 2563 จำนวน 8,000 ล้านบาท แก่ สกสว. จากเดิมที่คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติปรับลดประมาณกองทุนฯจำนวน 8,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และคณะอนุกรรมาธิการ ฯ ที่รับพิจารณาคำอุทธรณ์ของ สกสว. รวมถึงหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่มาร่วมให้กำลังใจและให้ข้อมูล

ทั้งนี้ สกสว.พร้อมเดินหน้าทำงาน และขอเชิญชวนทุกองค์กร ประชาคมวิจัย ร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบและเครือข่ายหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และการติดตามประเมินผลลัพธ์ ผลกระทบของงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศต่อไป

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง สกสว.ยื่นอุทธรณ์ถูกตัดงบวิจัยหาย 8,000 ล้านบาท 


รอลุ้นฝนดาวตกเจมินิดส์คืน 13 ธ.ค.ถึงรุ่งเช้า 14 ธ.ค.นี้

Fri, 13 Dec 2019 18:11:00

วันนี้ (13 ธ.ค.2562) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ระบุว่า ในคืนวันที่ 13 ธ.ค.จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ฝนดาวตกเจมินิดส์ หรือฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ จะมีอัตราการตกสูงสุดประมาณ 140 ดวงต่อชั่วโมง โดยศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่

แต่ในปีนี้สภาพท้องฟ้าไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากเป็นคืนดวงจันทร์แรม 2 ค่ำ ดวงจันทร์ขึ้นจากขอบฟ้าตั้งแต่เวลา 18:58 น.และตกลับขอบฟ้าในเวลา 07:18 น. ของวันถัดไป ทำให้มีแสงจันทร์รบกวนตลอดทั้งคืน จึงอาจสังเกตเห็นฝนดาวตกเจมินิดส์ได้ยากมาก

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการชมฝนดาวตกเจมินิดส์ ต้องรอติดตามในปี 2563 คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการตกสูงสุดถึง 150 ดวงต่อชั่วโมง ในคืนวันที่ 13 ธ.ค.จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 14 ธ.ค.2563 คืนดังกล่าวตรงกับช่วงจันทร์ดับ ท้องฟ้าจะมืดสนิท ไร้แสงจันทร์รบกวน จึงเป็นโอกาสดีที่จะสังเกตการณ์ฝนดาวตกได้ตลอดทั้งคืน”

ฝนดาวตกเจมินิดส์ เกิดจากการที่โลกเคลื่อนที่เข้าตัดกับสายธารของเศษหินและเศษฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ที่ดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน ทิ้งไว้ในขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านเส้นทางดังกล่าว แรงดึงดูดของโลกจะดึงฝุ่นและหินเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือในบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่เรียกว่า (fireball)

ฝนดาวตกแตกต่างจากดาวตกทั่วไป คือเป็นดาวตกที่มีทิศทางเหมือนมาจากจุดๆ หนึ่งบนท้องฟ้า เรียกว่า จุดศูนย์กลางการกระจาย (Radiant) เมื่อจุดศูนย์กลางการกระจายตรงหรืออยู่ใกล้เคียงกับกลุ่มดาวใด ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้นๆ เช่น ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต เป็นต้น

 

 


Google เปิด 10 คำค้นยอดฮิต ปี 2019 คนไทยอยากรู้อะไรมากที่สุด

Fri, 13 Dec 2019 08:05:00

วันนี้ (13 ธ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Google trend รวบรวมรายการคำค้นหา พร้อมเปิดเผย “คำที่ถูกค้นหามากที่สุดของประเทศไทย” ประจำปี 2019 ซึ่งพบว่าคำค้นหา 6 คำ จาก 10 คำ เป็นชื่อของละครหรือซีรีส์ที่มีการออกอากาศในปี 2019 นอกจากนี้ "ชิมช้อปใช้" ยังเป็นคำที่คนไทยค้นหามากที่สุดในปี 2019 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนได้ร่วมกันใช้จ่ายผ่านโครงการ โดยในเฟสแรก รัฐให้เงินคนละ 1,000 บาท ทำให้มีประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดชิมช้อปใช้ เฟส 2 และ 3 ตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการค้นหาคำว่า ชิมช้อปใช้ มากที่สุดในช่วงวันที่ 20-26 ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงลงทะเบียนรับสิทธิในเฟส 2 


อีกคำค้นที่สำคัญ คือ ผลการเลือกตั้ง 2562 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่คนไทยรอคอยมานานกว่า 7 ปี ทำให้ประชาชนสนใจและใส่ใจกับการเลือกตั้งรวมถึงผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมากจนทำให้กลายเป็นคำค้นยอดนิยม อันดับ 6 ของไทยในปีนี้ ขณะที่คำค้นเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ ก็มาแรงเช่นเดียวกัน โดยติดอันดับ 8 คำค้นยอดนิยม ไล่กันมากับคำค้น คริปโต Binance หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีคนค้นหามากที่สุดเป็นอันดับ 7 โดย 10 อันดับคำค้นหายอดนิยม ได้แก่

10 อันดับ คำค้นหาประจำปี

  1. ชิมช้อปใช้
  2. กรงกรรม
  3. เมียน้อย
  4. ใบไม้ที่ปลิดปลิว
  5. หัวใจศิลา
  6. ผลการเลือกตั้ง 2562
  7. คริปโต Binance
  8. แชร์ลูกโซ่ Nice Review
  9. มธุรสโลกันตร์
  10. รักฉุดใจนายฉุกเฉิน

 

10 ข่าวในประเทศ ที่คนไทยค้นหามากที่สุด

สำหรับข่าวที่คนไทยค้นหามากที่สุด อันดับ 1 คือ ข่าวการเสียชีวิตปริศนาของพริตตี้สาวลัลลาเบล ที่นำไปสู่การสืบคดีอย่างยาวนาน และทำให้หลายคนได้รู้จักอาชีพพริตตี้มากขึ้น รวมถึงอันตรายจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลในปริมาณมากด้วยเวลารวดเร็ว แม้จะใช้เวลานานแต่เจ้าหน้าที่ก็ได้ส่งผลชันสูตรรอบ 2 และสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อแจ้งข้อหาผู้ต้องสงสัย รวมทั้งหมด 6 คน ขณะที่ครอบครัวของลัลลาเบล ก็ได้ทำพิธีสวดพระอภิธรรมบำเพ็ญกุศลและพิธีฌาปนกิจในวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา


ข่าวเศร้าสำหรับคนในวงการบันเทิงก็ติดอันดับข่าวในประเทศยอดนิยมถึง 3 ข่าว โดยอันดับ 6 เป็นการค้นหาข่าวน้ำตาล เดอะสตาร์ ที่เสียชีวิตปริศนาอย่างกะทันหัน ทำให้มีคนสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หลังจากการตรวจสอบ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้แถลงผลการตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อหลังโพรงจมูกของ น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือ น้ำตาล เดอะสตาร์ 5 ผลการตรวจบ่งชี้ว่ามีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก

อ่านข่าวเพิ่มเติม

"น้ำตาล เดอะสตาร์" เสียชีวิตอย่างสงบ อายุ 29 ปี

ยังไม่สรุปสาเหตุ "น้ำตาล" ป่วย ยันไม่ใช่ไข้เลือดออก

หมอสรุปสาเหตุ "น้ำตาล" เสียชีวิตจากวัณโรคหลังโพรงจมูก

ข่าวเศร้ายังมีอย่างต่อเนื่อง สำหรับข่าวที่มีการค้นหามากที่สุด อันดับ 7 คือ ข่าวเซนติเมตร หรือ จตุรภัทร เข็มนาค พิธีกรดัง ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตที่ จ.เชียงใหม่ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความตกใจให้กับครอบครัว เพื่อนๆ และแฟนคลับเป็นอย่างมาก ส่วนข่าวเศร้าในปี 2019 อีกข่าว คือ ข่าวเหม ภูมิภาฑิต ดาราชื่อดังเสียชีวิตในวัย 31 ปีที่คอนโดมิเนียมย่านลาดปลาเค้า ซึ่งเบื้องต้นสาเหตุหนึ่งมาจากการป่วยโรคซึมเศร้า เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา 


ขณะที่คำค้นยอดนิยมเกี่ยวกับข่าวระเบิด อยู่ที่อันดับ 8 โดยมีการค้นหามากที่สุดในช่วงวันที่ 28 ก.ค.-3 ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงระเบิดป่วนเมืองในกรุงเทพมหานคร  โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงวันที่ 1-2 ส.ค.ที่ผ่านมา ตั้งแต่การพบระเบิดด้านหน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 ลูก ช่วงบ่ายวันที่ 1 ส.ค. จนช่วงเช้าวันที่ 2 ส.ค. เกิดเหตุระเบิดที่บริเวณทางเข้า-ออกศูนย์ราชการอาคารบี 2 ครั้ง หน้ากองบัญชาการกองทัพไทย 1 ครั้ง หน้าอาคารมหานคร 2 ครั้ง หน้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 1 ครั้ง 

ส่วนข่าวที่มีคนค้นหามากที่สุดอันดับ 10 คือ ข่าวแม่มณี หรือข่าวผู้เสียหายถูกฉ้อโกงจากการลงทุนแชร์แม่มณี ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกว่า 4,000 คน และมีมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาท 

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ค้นบ้านไม่เจอ "แม่มณี" เจอทองปลอม-ห้องนอนสุดหรู

คุมสอบ "แม่มณี" คาดสรุปหลักฐานโอนคดี "ดีเอสไอ" 15 พ.ย.นี้

ดีเอสไอ เร่งอายัดทรัพย์คดีแชร์ "แม่มณี-ฟอร์เร็กซ์ 3D" เฉลี่ยคืนผู้เสียหาย

ฝากขังผัดแรก "แม่มณี-แฟนหนุ่ม" 

โดย 10 อันดับ ข่าวในประเทศยอดนิยม ได้แก่

  1. ข่าวลัลลาเบล
  2. ข่าวออฟฟี่ แม็กซิม
  3. ข่าวน้องโยโย่
  4. ข่าวป๊อบ ปองกูล
  5. ข่าวปุ๊กกี้ ปริศนา
  6. ข่าวน้ำตาล เดอะสตาร์
  7. ข่าวเซนติเมตร
  8. ข่าวระเบิด
  9. ข่าวเหม ภูมิภาฑิต
  10. ข่าวแม่มณี

 

10 ข่าวต่างประเทศที่คนไทยค้นหามากที่สุดในปี 2019

อันดับ 1 ข่าวต่างประเทศยอดนิยม คือ ข่าวพายุเข้าญี่ปุ่น โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ประกาศเตือนภัยไต้ฝุ่นหมายเลข 19 หรือ ไต้ฝุ่นฮากีบิส ซึ่งพัดถล่มญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. จากการแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ และการเตรียมรับมืออย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ญี่ปุ่นได้รับความเสียหายไม่มากนักแม้ไต้ฝุ่นฮากีบิสจะพัดถล่มรุนแรงจนทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ 


อ่านข่าวเพิ่มเติม

ญี่ปุ่นเตือนไต้ฝุ่น "ฮากีบิส" จ่อขึ้นฝั่งกระทบโตเกียว 12-13 ต.ค.นี้

ญี่ปุ่นเตือนภัยไต้ฝุ่น "ฮากีบิส" 7 จังหวัดฝนตกรุนแรงที่สุดระดับ 5

รวมลิงก์ Live Camera เช็กญี่ปุ่นเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง

ทำไมญี่ปุ่นถึงพร้อมในวันที่ต้องเผชิญ "ไต้ฝุ่นฮากีบิส"

เสียชีวิตแล้ว 28 คน ทหารนับหมื่น เร่งช่วยผู้ประสบภัย "ฮากีบิส"

 

ขณะที่ข่าวพายุปาบึกก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ในช่วงปีใหม่ของไทย โดยมีผู้ค้นหามากที่สุดในช่วงวันที่ 6-12 ม.ค. 

ข่าวบันเทิงเกาหลียังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยติดอันดับท็อป 10 ในข่าวยอดนิยมถึง 4 ข่าว ทั้งข่าวซึงรี อดีตสมาชิกวง BIGBANG ข่าวลิซ่า Blackpink ข่าวเจนนี่ Blackpink และข่าวเศร้าของวงการบันเทิงเกาหลี อย่างข่าวซอลลี่ ซึ่งเป็นการเสียชีวิตด้วยโรคซึมเศร้าที่สร้างความตระหนักให้หลายคนหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาโซเชียลบูลลี่อย่างมาก

อ่านข่าวเพิ่มเติม

"ซอลลี่" อดีตนักร้อง f(x) ถูกพบเสียชีวิตในบ้านพัก

ไซเบอร์บูลลี่ กับรอยยิ้มที่หายไปของซอลลี่

"แรงกดดัน - การบูลลี่" บาดแผลไอดอลสู่ความเจ็บปวด

 

โดย 10 อันดับ ข่าวต่างประเทศยอดนิยม ได้แก่

  1. ข่าวพายุเข้าญี่ปุ่น
  2. ข่าวพายุปาบึก
  3. ข่าวดาวเคราะห์น้อยชนโลก
  4. ข่าวซึงรี
  5. ข่าวฮ่องกง
  6. ข่าวซอลลี่
  7. ข่าว Huawei
  8. ข่าวลิซ่า Blackpink
  9. ข่าวเจนนี่ Blackpink
  10. ข่าวนิวซีแลนด์

 

คนไทยอยากรู้วิธีอะไรมากที่สุดในปี 2019 

คนไทยอยากรู้วิธีลงทะเบียน ชิม ช้อป ใช้ มากที่สุดในปี 2019 โดยมีการค้นหาเป็นอันดับ 1 ซึ่งเป็นการลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการตามนโยบายของรัฐบาลที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนได้ใช้จ่าย ซึ่งรัฐให้เงินคนละ 1,000 บาท ตามจำนวนสิทธิที่กำหนด ทำให้มีประชาชนสนใจเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประชาชนยังค้นหาวิธีกดเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายประชารัฐของรัฐบาลที่ให้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนสามารถกดเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายได้ 

วิธีเลือกตั้ง เป็นคำค้นหาที่นิยมมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในปีนี้ การห่างหายจากการเลือกตั้งไปนานกว่า 7 ปีของคนไทย รวมถึงวิธีการขั้นตอนที่เปลี่ยนไป ทำให้ประชาชนค้นหาวิธีการเลือกตั้งรูปแบบใหม่มากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและต้องการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2562 

 


อีกวิธีที่ได้รับความนิยมและสะท้อนถึงปัญหาสภาพอากาศของไทยคงหนีไม่พ้น วิธีใส่หน้ากาก N95 ซึ่งมาเป็นอันดับ 4 โดยมีการค้นหามากที่สุดในช่วงวันที่ 27 ม.ค.-2 ก.พ.โดยประชาชนในกรุงเทพมหานครค้นมากที่สุด รองลงมาคือ ปทุมธานี ขอนแก่น นนทบุรี และนครปฐม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดปัญหาฝุ่นคลุมเมืองอย่างหนัก ส่งผลให้ประชาชนกังวลถึงอันตรายจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

อ่านข่าวเพิ่มเติม

แห่ซื้อหน้ากากกันฝุ่นพิษ

"หมอก้อง" แนะสวม N95 อย่างไรให้ได้ผล

ตลาดออนไลน์คึกคัก! หน้ากาก N 95 ขายดี เริ่มหมดสต็อก

ฝุ่น PM 2.5 : กทม.ประกาศ 50 เขตคุมมลพิษฝุ่น-ปิดโรงเรียน 437 แห่ง

ฝุ่น PM 2.5 : 7 วิธีป้องกันตนเองช่วงวิกฤตฝุ่นพิษ


โดย 10 อันดับ วิธีที่คนไทยอยากรู้มากที่สุด ได้แก่

  1. วิธีลงทะเบียน ชิม ช้อป ใช้
  2. วิธีเลือกตั้ง
  3. วิธีเช็คพัสดุ Kerry
  4. วิธีใส่หน้ากาก N95
  5. วิธีกดเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  6. วิธีเติมเกม Free Fire
  7. วิธีบูชาปี่เซียะข้อมือ
  8. วิธีทําพานไหว้ครู
  9. วิธีไหว้แม่ย่านางรถ
  10. วิธีทำต้มจับฉ่าย

 

 


เช็ก #แฮชแท็กไหน บนทวิตเตอร์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดในปี 2019

Thu, 12 Dec 2019 07:36:00

วันนี้ (12 ธ.ค.2562) ทวิตเตอร์ได้รวบรวมบทสนทนาที่ถูกพูดถึงตลอดทั้งปี 2562 ซึ่งปีนี้นับได้ว่าเป็นปีแห่งการสนทนาบนทวิตเตอร์ในประเทศไทย โดยผู้ใช้งานคือผู้กำหนดบทสนทนาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงว่ามีเรื่องราวอะไรกำลังเกิดขึ้น #WhatsHappening และมีเหตุการณ์สำคัญมากมายเกิดขึ้น ตั้งแต่ #พระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 ซึ่งมีการเฉลิมฉลองเป็นเวลา 3 วัน มาจน #ThailandElection2019 การเลือกตั้งที่ประชาชนรอคอยมาอย่างยาวนาน หรือ #สงกรานต์ การฉลองปีใหม่ไทย และ #ASEANSummit ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ 

วงการบันเทิงเกาหลียังคงได้รับความนิยมในบทสนทนาบนทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่องเช่นเดิมในปี 2562 มีบทสนทนาเกี่ยวกับวงการบันเทิงส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับนักดนตรีและนักแสดงชาวไทย ด้านแฟนๆ กีฬาก็ใช้ทวิตเตอร์ในการเชียร์ทีมโปรด และทวีตข้อความฉลองความสำเร็จของนักกีฬาไทยในช่วงการแข่งขันฟีฟ่าฟุตบอลโลกหญิง (@FIFAWWC) ที่ดึงความสนใจของคนทั้งประเทศ ขณะที่บทสนทนาเกี่ยวกับความสวยงาม (#HowToPerfect) โซเชียลคอมเมิร์ซ และการศึกษา (#Dek62) ก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน

แฮชแท็กที่มีคนทวีตมากที่สุดในประเทศไทย 2019

สำหรับแฮชแท็กที่มีคนทวีตถึงมากที่สุดในปี 2019 เป็นแฮชแท็กเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่เป็นศิลปินสัญชาติไทยทั้งหมด โดยอันดับ 1 คือ #เป๊กผลิตโชค ซึ่งโด่งดังและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนทำให้มีแฮชแท็กเกี่ยวกับเป๊กผลิตโชคติดเทรนด์ทวิตเตอร์ไทยอยู่เป็นประจำ 

ขณะที่ศิลปินสัญชาติไทยที่ไปมีชื่อเสียงในต่างประเทศก็ได้รับความรักจากชาวทวิตเตอร์เป็นอย่างมาก โดย #bambam วง GOT7 มีการทวีตถึงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 และตามมาด้วย #lisa จากวง Blackpink มาเป็นอันดับ 3 ขณะที่ #ten ศิลปินน้องใหม่จากวง NCT, WayV และ SuperM ที่ได้เดบิวต์ในฐานะศิลปินเกาหลีและจีน ก็ได้รับความรักและทวีตถึงเป็นจำนวนมากจนติดอันดับ 8

ส่วนศิลปินในไทยอย่างเกิร์ลกรุ๊ป #bnk48 ก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีการเปิดตัว โดยในปี 2019 มีคนทวีตถึงจำนวนมากเป็นอันดับ 4 ขณะที่ #cherprangbnk48 กัปตันวงก็มีการทวีตถึงเป็นอันดับ 10 เช่นเดียวกับความรักที่แฟนๆ ละครมีให้กับนักแสดงในละครและซีรี่ส์วัยรุ่น โดย #ออฟกัน #singtoprachaya และ #krisperawat มีคนไทยทวีตถึงเป็นจำนวนมาก

1.#เป๊กผลิตโชค
2.#bambam
3.#lisa
4.#bnk48
5.#ออฟกัน
6.#singtoprachaya
7.#뱀뱀
8.#ten
9.#krisperawat
10.#cherprangbnk48

แฮชแท็กเอนเตอร์เทนเมนต์ที่มีคนทวีตมากที่สุด

คนไทยต่างรักและติดตามศิลปินสัญชาติไทย โดย 5 อันดับแรกของแฮชแท็กเอ็นเตอร์เทนเมนต์เป็นแฮชเท็กศิลปินสัญชาติไทยทั้งหมด สำหรับแฟนละครโทรทัศน์ก็นิยมติดแฮชแท็กดาราไทย โดยแฮชแท็กเอนเตอร์เทนเมนท์ที่มีคนทวีตมากที่สุดในไทย 10 อันดับ ใกล้เคียงกับแฮชแท็กที่มีคนทวีตมากที่สุด ได้แก่

  1. #เป๊กผลิตโชค
  2. #bambam
  3. #peckpalitchoke
  4. #lisa
  5. #bnk48
  6. #ออฟกัน
  7. #singtoprachaya
  8. #뱀뱀
  9. #ten
  10. #kristperawat

แอคเคาท์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ที่มีคนทวีตถึงมากที่สุด

ซูเปอร์สตาร์ไทยมีแฟนๆ และผู้ติดตามกว่าหลายล้านคนบนทวิตเตอร์ ไม่แปลกใจที่จะติดอันดับแอคเคาท์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ที่มีคนทวีตถึงมากที่สุดของปี 2562 ซึ่งอันดับหนึ่งในปีนี้คือ กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ แบมแบม (@BamBam1A) ผู้ที่เป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง แรพเปอร์ และโปรดิวเซอร์ ตามมาด้วย เป็ก ผลิตโชค (@peckpalit) และ คริส พีรวัส แสงโพธิรัตน์ (@kristtps)

  1. @BamBam1A
  2. @peckpalit
  3. @kristtps
  4. @cuttolipta
  5. @off_tumcial
  6. @atthaphanp
  7. @chocoopal
  8. @saint_sup
  9. @jamyjamess
  10. @new_Thitipoom

แอคเคาท์ที่มีคนทวีตถึงมากที่สุดในประเทศไทยปี 2019

บทสนทนาบนทวิตเตอร์ในปีนี้มีความหลากหลายมากขึ้น แอคเคาท์ที่มีคนทวีตถึงมากที่สุดจึงต่างจากปี 2561 แอคเคาท์ที่มีคนทวีตถึงมากที่สุดในปีนี้ คือ sutiฯ (@sfkkfs_) ซึ่งมีสไตล์การทวีตข้อความที่หลากหลายโดยทวีตทั้งเรื่องของศิลปิน และมุมมองที่มีอารมณ์ขันซึ่งเรียกความประทับใจให้กับชาวทวิตเตอร์ ส่วนอันดับสองคือ americano (@suzu17_) ทวีตเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวที่โดนใจชาวทวิตเตอร์ และอันดับสามคือ mars (@yoxrgravity) ผู้ที่ทวีตเกี่ยวกับความรู้สึกในช่วงเวลานั้นๆ นอกจากนั้นยังรีทวีตเรื่องความสวยงามและสินค้าแฟชั่น

  1. @sfkkfs
  2. @suzu17_
  3. @yoxrgravity
  4. @KomsakAddams
  5. @peckpalit
  6. @Stone_nayouung
  7. @Sawarinni
  8. @flufyr
  9. @4amvanila
  10. @seeme55555

 

ทวีตยอดนิยมแห่งปี

บรรดาชาวทวิตเตอร์แฟนเคป็อบ #KpopTwitter ทวีตมากขึ้นกว่าเดิมในปีนี้ และข้อความทวีตที่มียอดไลค์มากที่สุดเป็นข้อความ ของแบมแบม (@BamBam1A) เมื่อเขาทวีตในช่วงงาน #KCON2019THAILAND

ข้อความจากทวีต (https://twitter.com/BamBam1A/status/1177982277717905408

 

ข้อความของ @nnxnknxe เกี่ยวกับภาพท้องฟ้า มีการรีทวีตมากที่สุดในปีนี้

 ข้อความจากทวีต (https://twitter.com/nnxnknxe/status/1118491648256647170)

 

คำถามของแอคเคาท์ @TheSmilingHut ทำให้ผู้คนแชร์ความคิดเห็น และได้กลายเป็นข้อความที่มีการรีทวีต พร้อมคอมเม้นท์มากที่สุดในปีนี้ 

 ข้อความจากทวีต (https://twitter.com/TheSmilingHut/status/1192041232479834112)

 

อิโมจิที่ทวีตมากที่สุดในประทศไทย

อิโมจินับได้ว่าเป็นสิ่งยอดฮิตของผู้ใช้งานทวิตเตอร์ทุกวัยใช้ในการบรรยายความรู้สึก นอกจากนั้น ยังมีการนิยมใช้อิโมจิเกี่ยวกับสัตว์ กีฬาและอาหารบนทวิตเตอร์ในประเทศไทยอีกด้วย

 

 


น่ารัก! พืชชนิดใหม่ "คล้ายนกฮูก" แห่งเดียวบนดอยหัวหมด

Wed, 11 Dec 2019 14:12:00

วันนี้ (11 ธ.ค.2562 ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก สมาคมพฤกษศาสตร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ Botanical Society of Thailand เปิดเผยว่าได้พบพืชชนิดใหม่ หน้าตาคล้ายนกฮูก ค้นพบที่​ดอยหัวหมด อ.อุ้มผาง จ.ตาก 

โดยระบุว่า พิศวงไทยทอง #พิศวงตานกฮูก พืชล้มลุกอาศัยรา​ ดอกบานช่วงปลายฤดูฝน ค้นพบที่​ #ดอยหัวหมด อ.อุ้มผาง จ.ตากโดย ดร.กนกอร ศรีม่วง จากมหาวิทยาลัยพะเยา และนายสุชาติ จันทร์หอมหวล จากตูกะสู คอทเทจ อุ้มผาง และได้ประสานงานให้ผู้เชี่ยวชาญพืชสกุล​ "พิศวง" ในประเทศ ไทยคือ รศ.ดร.สหัช จันทนาอรพินท์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตรวจสอบ พบว่าเป็นพืชชนิดใหม่

ตามด้วยการติดตามเก็บตัวอย่างต้นแบบจากผู้เชี่ยวชาญจากหอพรรณไม้​ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช​ ดร.​สมราน​ สุดดีข้อมูลพรรณไม้ใหม่ชนิดนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Phytotaxa 333 (2): 287–292 ปี 2018

คำระบุชนิด ‘thaithongiana’ ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ รศ. ดร.อบฉันท์ ไทยทอง แห่งภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Thismia thaithongiana Chantanaorr. & Suddee วงศ์​ Burmanniaceae