Google Doodle ต้อนรับโอลิมปิก 2020 ด้วยมินิเกมกีฬา 7 ชนิด

Fri, 23 Jul 2021 14:38:00

วันนี้ (23 ก.ค.2564) Google ร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิก 2020 "โตเกียว เกมส์" ด้วย Doodle ในรูปแบบวิดีโอเกมคลาสสิก "16 บิต" และเกม RPG (เช่น Zelda) ที่ชื่อว่า "Doodle Champion Island"

สำหรับ Doodle ในวันนี้เป็นการผสมผสานเรื่องเล่าและศิลปะอ้างอิงถึงนิทานพื้นบ้านชาวญี่ปุ่นและศิลปะเกมคลาสสิกสไตล์แอนิเมเตอร์ ประกอบไปด้วยมินิเกมกีฬา 7 ชนิด ได้แก่ เทเบิลเทนนิส ระบำใต้น้ำ ปีนเขา สเก็ตบอร์ด ยิงธนู รักบี้ และวิ่งมาราธอน

ผู้เล่นจะรับบทเป็นตัวละครหลักในเกมคือ “Lucky” แมวนินจาที่เดินทางมาเกาะ Champion Island เพื่อร่วมการแข่งขัน เริ่มต้นเกมด้วยการเลือกทีมสีก่อนเข้าร่วมภารกิจแข่งขันในกีฬาประเภทต่าง ๆ (เควส) ด้วยการควบคุมแป้นพิมพ์ที่แสนง่าย

ทั้งนี้ ตัวละครฝ่ายตรงข้ามได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวละครในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังได้คัตซีนแบบเคลื่อนไหวพร้อมแผนที่สำรวจลายเส้นสวยงามจากศิลปินรับเชิญและสตูดิโอแอนิเมชันญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก STUDIO 4°C อีกด้วย

ถ้าพร้อมแล้วเพียงคลิกที่ Doodle หน้าเว็บไซต์ Google ก็เล่นกันได้เลย https://www.google.com/

 


นาโนเทคพัฒนาชุดตรวจ Antigen Rapid Test รู้ผลใน 15 นาที

Fri, 23 Jul 2021 13:37:00

วันนี้ (23 ก.ค.2564) ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า นวัตกรรมชุดตรวจ NANO COVID-19 Antigen Rapid Test เป็นชุดทดสอบอย่างง่ายและรวดเร็วสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข (Professional Use) ซึ่งผ่านการประเมินประสิทธิภาพจากทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว


ชุดตรวจ Nano COVID-19 Antigen Rapid Test เกิดจากการต่อยอดแพลตฟอร์มของ NanoFlu หรือชุดตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่ ดร.ณัฐปภัสร วิริยะชัยพร ทีมวิจัยวัสดุตอบสนองระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซนเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. มองเห็นโอกาสและความจำเป็นในการต่อยอดพัฒนา ชุดตรวจคัดกรองสำหรับโรค COVID-19 ได้ จึงได้หารือ ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน เพื่อเดินหน้างานวิจัยทันที

ชุดตรวจเชื้อ COVID-19 แบบรวดเร็วชนิดการตรวจหาแอนติเจน (เทคนิค LFA) หรือ NANO COVID-19 Antigen Rapid Test อาศัยหลักการไหลในแนวราบ และการจับกันแบบจำเพาะของโมเลกุลที่มีความจำเพาะต่อโปรตีนของเชื้อโคโรนาไวรัส โดยโมเลกุลดังกล่าวจะถูกติดสลากด้วยวัสดุนาโนตอบสนองชนิดพิเศษ ร่วมกับการพัฒนาและปรับสภาพองค์ประกอบต่าง ๆ ในชุดตรวจเพื่อให้สัญญาณ/เพิ่มสัญญาณจนอ่านสัญญาณได้ภายใน 15 นาที

ไบโอโมเลกุลที่จำเพาะกับเชื้อไวรัสโคโรนา ต้องใช้เวลาคัดเลือก และปรับสภาวะขององค์ประกอบ รวมทั้งน้ำยาในการวิเคราะห์ให้เหมาะสม โดยไบโอเทคสามารถผลิตโปรตีนสังเคราะห์ และโมเลกุลที่มีความจำเพาะเพื่อใช้ทดสอบได้


จากความพยายามหลายสิบครั้งในการคัดเลือกไบโอโมเลกุลที่จำเพาะกับเชื้อไวรัสโคโรนา และพัฒนาจนได้องค์ประกอบและสภาวะที่เหมาะสม จนกระทั่งเป็นชุดตรวจต้นแบบล่าสุด และด้วยพันธมิตรอย่างคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในการทดสอบเพื่อยื่นขอจดทะเบียนผู้ผลิต และขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย.

ตรวจแอนติเจนรู้ผลไวใน 15 นาที 

ผลการทดสอบประสิทธิภาพเทียบกับวิธีทางอณูวิทยา พบว่า สามารถตรวจหาแอนติเจนหรือตัวเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ได้ในเวลาเพียง 15 นาที มีความไวถึง 98 % และความจำเพาะสูงถึง 100 % สามารถใช้ตรวจคัดกรองผู้ป่วย COVID-19 ในเบื้องต้นได้

จุดเด่นของ NANO COVID-19 Antigen Rapid Test คือ สามารถแสดงผลที่ชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยขั้นตอนหรือเครื่องมือในการแปลผลที่ยุ่งยากเทียบกับวิธีทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ และยังสามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว รู้ผลภายในเวลา 15 นาที ทำให้สามารถใช้ได้ทุกสถานที่ (Point of Care) ในการตรวจคัดกรองกับคนจำนวนมาก


ทั้งนี้ ความสะดวกและรวดเร็วจะช่วยลดปริมาณผู้ป่วยที่ต้องตรวจด้วยวิธีการ RT-PCR (Real Time Polymerase Chain Reaction) ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 24 - 48 ชั่วโมง โดยผู้ที่ให้ผลบวกด้วยวิธี Antigen Rapid Test นี้ ต้องได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR เพื่อยืนยันอีกครั้ง นับว่า เป็นการลดค่าใช้จ่าย ขั้นตอน ลดภาระงานในระบบสาธารณสุขรวมทั้งเจ้าหน้าที่ได้

เร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีช่วยคัดกรองโรคช่วงวิกฤต

ดร.วรรณี ระบุอีกว่า ปัจจุบันผู้บริหารและทีมวิจัยกำลังเร่งผลักดันเรื่องของถ่ายทอดเทคโนโลยีและรูปแบบการนำไปใช้ประโยชน์ของชุดตรวจฯ หลังจากที่นวัตกรรมนี้ผ่านการประเมินประสิทธิภาพจาก อย.แล้ว เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ได้เร็วที่สุด ตอบสนองความต้องการใช้งานในช่วงเวลาวิกฤต ด้วยเชื่อว่า การตรวจคัดกรอง ยิ่งทำได้เร็ว ยิ่งช่วยให้คนเข้าถึงการรักษาได้เร็ว ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้วิกฤตนี้คลี่คลายได้เร็วขึ้น


ขณะที่นักวิจัยนาโนเทค สวทช. กล่าวว่า นวัตกรรมนี้เป็นราคาแข่งขันได้ในท้องตลาด (Comparative price) แต่ไทยสามารถผลิตได้เองในประเทศ เป็นนวัตกรรมพึ่งพาตนเองที่ตอบเรื่องความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขของไทย

 


"Jeff Bezos" มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Amazon ขึ้นจรวดท่องอวกาศสำเร็จ

Wed, 21 Jul 2021 16:54:00

วันนี้ (21 ก.ค.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2564 จรวด New Shepard พา Jeff Bezos มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก พร้อมกับลูกเรืออีก 3 คน ทะยานขึ้นสู่อวกาศ และกลับลงมาถึงพื้นโลกได้อย่างปลอดภัย

Blue Origin เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอวกาศที่มีจุดประสงค์หลัก เพื่อให้บริการเที่ยวบินแบบ suborbital นำขึ้นสู่อวกาศ แล้วกลับลงมาสู่พื้นโลก ก่อตั้งโดย Jeff Bezos มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกผู้ก่อตั้ง Amazon

ในเที่ยวบินนี้ประกอบด้วยพี่น้อง Jeff Bezos และ Mark Bezos รวมถึง Wally Funk อายุ 82 ปี และ Oliver Daemen 18 ปี  ทะยานขึ้นสู่อวกาศจากฐานปล่อยจรวดในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา จรวด New Shepard เริ่มต้นจุดเชื้อเพลิงทะยานขึ้นสู่อวกาศเวลาประมาณ 20.12 น. ตามเวลาประเทศไทย

ภาพ :

ภาพ : "AFP PHOTO / BLUE ORIGIN"


จากนั้น 2 นาทีต่อมา ส่วนของแคปซูลที่บรรทุกลูกเรือทั้ง 4 คน ได้แยกตัวออกและยังคงพุ่งทะยานต่อไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 100 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลกที่ระดับความสูงนี้เรียกว่า Karman Line เป็นขอบเขตที่ใช้แบ่งระหว่างชั้นบรรยากาศโลกและอวกาศ

ลูกเรือจะได้สัมผัสกับสภาวะไร้น้ำหนักเป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 นาที แล้วจึงค่อย ๆ ตกกลับสู่โลกโดยใช้ร่มชูชีพเพื่อให้ลงสัมผัสพื้นผิวโลกได้อย่างปลอดภัย ขณะที่จรวดที่แยกตัวออกมาก็สามารถลงจอดบนฐานปล่อยจรวดได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน รวมระยะเวลาเที่ยวบินทั้งสิ้นประมาณ 11 นาที

เที่ยวบินดังกล่าวยังได้ทำลายสถิติ


เที่ยวบินนี้ถือเป็นการแข่งขันในธุรกิจท่องอวกาศเชิงพาณิชย์ครั้งแรก ขณะเดียวกันบริษัท SpaceX ของอีลอน มัสก์ ก็ได้วางแผนให้บริการท่องเที่ยวสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงต้นปีหน้าอีกด้วย

 

อ้างอิง :
[1] https://www.blueorigin.com/new.../first-human-flight-updates
[2] https://phys.org/.../2021-07-world-richest-jeff-bezos...

 


นายกฯ รับมอบงานวิจัยหนุน "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์"

Sat, 3 Jul 2021 10:26:00

ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมคณะลงพื้นที่ ณ ท่าอากาศภูเก็ต เพื่อเปิดโครงการนำร่อง “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ในโอกาสนี้ ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และประธานคณะทำงานหน่วยบูรณาการเชิงประเด็นยุทธศาสตร์ ววน. ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมด้วย รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และคณะ ได้นำเสนอรายงานสรุปเชิงนโยบายแด่นายกรัฐมนตรี ในงาน “Hug Thai Hug Phuket” ด้วย ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

 

สำหรับผลงานประกอบด้วย “การพัฒนาแพลตฟอรม์ Entry Thailand กับการเปิดรับนักเดินทางสู่ประเทศไทย” ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลดิจิทัลเพื่อการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทย มีนายมงคล วิมลรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้ทุนวิจัยของ สกสว. เพื่อจัดตั้งกลไกเชื่อมโยงระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่าง ๆ ในการเดินทางเข้าประเทศไทยในรูปแบบของเว็บท่า “Entry Thailand” บริการนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้าไทย โดยรวบรวมเว็บไซต์และข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ระบบการขอหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย ระบบขายประกันสุขภาพ และระบบจองสถานที่กักตัวทางเลือก ASQ (Alternative State Quarantine) และ ALQ (Alternative Local Quarantine) รวมทั้งโรงแรมที่ได้มาตรฐาน SHA+ (Safety and Health Administration Plus)

ทั้งนี้ มีผู้ให้ความสนใจเข้ามาใช้งานระบบจากทั่วโลกจองสถานที่กักตัวทางเลือกกว่า 181 รายการจอง คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 7,311,591 บาท (ข้อมูลถึงวันที่ 1 ก.ค.2564) โดยผลงานนี้สามารถเชื่อมต่อกับงานอาสาสมัครท่องเที่ยวไทย (อสท.) ที่คอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

ขณะที่หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้สนับสนุนงาน “สัมผัสวิถีชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองภูเก็ต” ภายใต้โครงการการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ สู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพในพื้นที่ภาคใต้ โดย ดร.นราวดี บัวขวัญ และคณะ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และคณะ เน้นการนำคุณค่าและอัตลักษณ์ชุมชนสู่การเพิ่มมูลค่าด้านการท่องเที่ยว

 

นอกจากนี้ยังมีแนวทางการจัดตั้งอาสาสมัครท่องเที่ยวไทย กับการเดินหน้าภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการกระบวนการการพัฒนาองค์กรอาสาสมัครการท่องเที่ยวไทยเพื่อความยั่งยืน โดย ดร.กาญจนา สมมิตร และคณะ สมาคมไทยท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อศึกษาแนวทางการ พัฒนาองค์กรกลางที่เชื่อมประสานงานอาสาสมัครทางการท่องเที่ยวไทยทั้งระดับท้องถิ่น และระดับประเทศในบริบทของพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว

 

ขณะที่ ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์การระบาด COVID-19 ที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและมาตรการเยียวยาของภาครัฐ พบว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงประมาณ 4.4 แสนล้านบาท จากปี 2563 ซึ่งจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ภูเก็ต กรุงเทพฯ และชลบุรี โดยมีสัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุด ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ คือ ธุรกิจนันทนาการ ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก ธุรกิจโรงแรมที่พักและธุรกิจขนส่งตามลำดับ

 

ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายประกอบ การช่วยเหลือผลกระทบระยะสั้นแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและแรงงาน โดยรัฐบาลอาจตั้งศูนย์บัญชาการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และประมวลผลที่ทันต่อสถานการณ์ เพื่อประกอบการวางแผนและแก้ปัญหาป้องกันการระบาดได้อย่างรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่มให้มากขึ้น รวมถึงจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากและรวดเร็วขึ้น, การกระตุ้นการท่องเที่ยวและการเตรียมพร้อมเพื่อการเปิดประเทศ โดยเร่งฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและสาธารณสุข ตลอดจนเตรียมพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยนำร่องที่จังหวัดภูเก็ต, การปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวหลังยุคความปกติใหม่ รัฐบาลควรช่วยเหลือและเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง รวมถึงการจัดทำ เก็บข้อมูลและการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการการท่องเที่ยวสู่การวางแผนบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังใช้ฐานข้อมูลเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในการท่องเที่ยว เช่น ต่อยอดเป็นระบบเตือนภัย พัฒนาทักษะแรงงานของภาคการท่องเที่ยวเพื่อเตรียมพร้อมยกระดับการท่องเที่ยววิถีใหม่และรูปแบบใหม่

 


โควิดไม่กระทบอุตสาหกรรมอวกาศ ทั่วโลกส่งดาวเทียมโคจร 2,133 ดวง

Wed, 30 Jun 2021 12:21:00

วันนี้ (30 มิ.ย.2564) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเรื่อง "#รู้ไหมว่า…#ปัจจุบันมีดาวเทียมโคจรรอบโลกกี่ดวง ?" 

โดยระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรารับรู้มาโดยตลอดถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนดาวเทียมที่ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศเพื่อปฏิบัติภารกิจที่แตกต่างกันออกไป

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การพยากรณ์อากาศ สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลกด้วยดาวเทียม เพื่อบันทึกภาพพื้นผิวโลก ติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเพื่อการสื่อสาร เป็นต้น แต่ตัวเลขที่แน่นอนคือเท่าไรกันแน่ ?

ขณะที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบไปแทบจะทุกอุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมอวกาศกลับเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

โดยอ้างอิงจาก Union of Concerned Scientists (#UCS) พบว่า ณ วันที่ 1 ม.ค.2564 มีดาวเทียมโคจรรอบโลก 6,542 ซึ่งแบ่งเป็นดาวเทียมที่อยู่ในสถานะใช้งานได้ปกติ 3,372 ดวง และอีก 3,170 ดวง เป็นดาวเทียมที่ปลดระวางกลายเป็นขยะอวกาศ

ในขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบจากฐานข้อมูลออนไลน์วัตถุอวกาศที่ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ United Nations Office for Outer Space Affairs พบว่านับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลจนถึงวันที่ 30 เม.ย.2564 มีดาวเทียมที่ถูกส่งขึ้นไปแล้ว 11,139 ดวง

ซึ่งปัจจุบันมีดาวเทียมที่ยังคงอยู่ในวงโคจร 7,389 ดวง เพิ่มขึ้น 27.97% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ส่วนที่เหลือบางส่วนถูกเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ หรือกลับสู่โลกในรูปแบบเศษซาก เช่น จรวดนำส่งดาวเทียมจีน Long March 5C ที่ตกสู่มหาสมุทรอินเดีย เป็นต้น

ในปี 2563 มีดาวเทียม 1,283 ดวง ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ นับว่าเป็นปีที่มีการส่งดาวเทียมสูงที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตามในปี 2564 ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย.2564 มีดาวเทียมถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศแล้ว 850 ดวง

สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขของจำนวนดาวเทียมเติบโตมากขนาดนี้ เนื่องมาจากความต้องการข้อมูลจากดาวเทียมในอุตสาหกรรมต่างๆ

ซึ่งดาวเทียมแต่ละดวงจะถูกออกแบบให้ทำการเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป บางดวงออกแบบให้เก็บข้อมูลได้หลากหลาย บางดวงออกแบบสำหรับภารกิจเฉพาะด้าน

ข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูลดาวเทียมที่ยังใช้งานได้ปกติแบ่งตามประเภทของภารกิจ อ้างอิงจาก UCS ณ วันที่ 31 ธ.ค.2563 ดังนี้
ดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร 1,832 ดวง
ดาวเทียมเพื่อการสำรวจโลก 906 ดวง
ดาวเทียมเพื่อการพัฒนาและสาธิต 350 ดวง
ดาวเทียมเพื่อการนำทาง 150 ดวง
ดาวเทียมเพื่อการศึกษาด้าน Space science and observation 104 ดวง
ดาวเทียมเพื่อการศึกษาด้าน Earth Science 20 ดวง
ดาวเทียมเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ 10 ดวง

ส่วน 10 ประเทศอันดับแรกที่ครองอุตสาหกรรมดาวเทียม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อินเดีย สหภาพยุโรป แคนาดา เยอรมนี และลักเซมเบิร์ก

การเพิ่มขึ้นของจำนวนดาวเทียมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาดาวเทียมที่มีขนาดเล็กกว่า CubeSat ส่งผลให้สามารถปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กจำนวนมากได้พร้อมกันในการขนส่งสู่อวกาศแต่ละครั้ง

ซึ่งก่อนหน้านี้การนำส่งดาวเทียมทำได้เพียง 1 ดวง หรือ 2 ดวงต่อครั้งเท่านั้น ด้วยข้อจำกัดของขนาดจรวดนำส่งและขนาดของดาวเทียม

อีกสาเหตุหนึ่งก็มาจากยอมรับศักยภาพของข้อมูลจากดาวเทียมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในด้านภูมิสารสนเทศได้หลากหลาย อาทิ การเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร การพัฒนาเมืองและชนบท สุขภาพ

การจัดการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม การขนส่งทางน้ำ การจัดการภัยพิบัติ และการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

ปัจจัยการพัฒนาอื่นๆ ที่ทำให้จำนวนการดาวเทียมเพิ่มขึ้น คือการแข่งขันการให้บริการผ่านดาวเทียม โดยเฉพาะกลุ่มดาวเทียม SpaceX Starlink ซึ่งในเดือน พ.ค.2564 บริษัท SpaceX ได้ส่งดาวเทียม Starlink จำนวน 172 ดวง ด้วยการขนส่งสู่อวกาศ 3 ครั้ง

ทำให้ปัจจุบันมีกลุ่มดาวเทียม Starlink มากกว่า 1,600 ดวง โคจรที่ความสูงประมาณ 550 กิโลเมตร เหนือพื้นโลก ขณะที่บริษัท OneWeb ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ปล่อยดาวเทียมไปแล้ว 72 ดวงในช่วงต้นปี 2564

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอื่นๆ เช่น Kuiper (บริษัทในเครือของ Amazon) และ Lightspeed จากบริษัท Telesat ของแคนาดาที่กำลังวางแผนที่จะเปิดตัวกลุ่มดาวเทียมให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มีคาดว่าจะมีจำนวนดาวเทียมตั้งแต่หลักร้อยถึงสองสามพันดวงในอนาคตอันใกล้นี้

ตัวเลขของจำนวนดาวเทียมที่กล่าวมาข้างต้น หากฟังผิวเผินก็ดูน่าตื่นเต้นกับพัฒนาการของเทคโนโลยีอวกาศในปัจจุบัน แต่ทว่าความกังวลเกี่ยวกับการจัดการจราจรในอวกาศและเศษซากอวกาศก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อ้างอิงจาก NASA ระบุว่าปัจจุบันมีขยะอวกาศหลายล้านชิ้นล่องลอยอยู่ในระดับวงโคจรต่ำ (Low earth orbit) หรือความสูงน้อยกว่า 1,000 กิโลเมตร เหนือระดับพื้นโลก

ซึ่งประกอบด้วยยานอวกาศ ชิ้นส่วนขนาดเล็กจากยานอวกาศ ชิ้นส่วนของจรวดและดาวเทียมที่ปลดระวางหรือสูญหาย รวมถึงวัตถุที่เกิดจากการระเบิดในอวกาศ

"ขยะอวกาศ" ส่วนใหญ่กำลังล่องลอยด้วยความเร็วสูงมากในอวกาศ ทำให้มีโอกาสสูงเช่นกันที่จะเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ยิ่งจะส่งผลให้เกิดขยะอวกาศอีกจำนวนมากที่เป็นอันตราย

อาทิ การรบกวนช่องสัญญาณของดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ใกล้เคียง การส่งสัญญาณไปรบกวนการสื่อสารระหว่างนักบินอวกาศและสถานีอวกาศนานาชาติ

และสุดท้ายขยะอวกาศอาจจะสร้างความเสียหายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่นำไปสู่ภัยพิบัติขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งขยะอวกาศยังเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของผู้คนและทรัพย์สินทั้งบนโลกและในอวกาศ รวมถึงการปฏิบัติสำรวจอวกาศในอนาคตอีกด้วย

นี่คือเหตุผลที่การจัดการการจราจรในอวกาศและการตรวจสอบเศษซากขยะอวกาศเป็นความท้าทายระดับโลกที่ต้องแก้ไขทันที Inter-Agency Space Debris Coordination Committee (IADC)

ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติของหน่วยงานภาครัฐสำหรับการประสานงานเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเศษซากขยะอวกาศทั้งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์และธรรมชาติในอวกาศ ได้ให้แนวทางในการลดเศษซากและสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

เมื่อเร็วๆ นี้ ESA ก็ได้เปิดตัวโครงการสร้างดาวเทียม ClearSpace-1 ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจแรกของโลกในการกำจัดเศษซากอวกาศ ซึ่งมีกำหนดส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี พ.ศ.2568

โลกในอนาคตที่มีความต้องการการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้น ที่รวดเร็วขึ้นและเข้าถึงทุกๆ พื้นที่บนโลก ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้แบนด์วิดท์และครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น

เทคโนโลยีอวกาศจึงเป็นตัวเลือกหลายประเทศได้เริ่มลงทุนพัฒนาให้เห็นแล้ว ควบคู่ไปกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำยุคในปัจจุบันจะทำให้อุตสาหกรรมอวกาศ

โดยเฉพาะดาวเทียมเชิงพาณิชย์จะเฟื่องฟูในปีต่อๆ ไป และแน่นอนว่าเราคงต้องเริ่มตระหนักเกี่ยวกับปัญหาจากขยะอวกาศก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาที่ควบคุมไม่อยู่


สดร.คาดเสียงดังคล้ายระเบิดเป็น "ดาวตกชนิดระเบิด"

Tue, 22 Jun 2021 22:03:00

วันนี้ (22 มิ.ย.2564)​ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ชี้แจงกรณีมีการแชร์ข้อมูลจำนวนมากในโซเชียลมีเดีย ช่วงเย็นวันนี้ มีผู้พบเห็นแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า สีฟ้าอมเขียว หลังจากนั้นได้ยินเสียงดังสนั่นพร้อมกันในหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือของไทย เช่น เขต จ.เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา แม่ฮ่องสอน และลำปาง ไม่พบรายงานความเสียหายหรือได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

จากหลักฐานที่รวมรวมได้ อาทิ ข้อมูลการโพสต์จากหลายแหล่ง และภาพถ่าย เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจาก ดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) เป็นเหตุการณ์ที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า ตามที่มีข้อมูลเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ช่วงเย็นวันที่ 22 มิ.ย.2564 เวลาประมาณ 18.30 น. หลายพื้นที่ในจังหวัดทางภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง มีรายงานผู้พบเห็นแสงสีฟ้าอมเขียว พุ่งจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก หลังจากนั้นได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น เกิดแรงสั่นสะเทือน สร้างความตกใจ อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานและไม่มีรายงานความเสียหาย

จากหลักฐานภาพ และคลิปจากการโพสต์โดยคุณอาลิสา เซยะ ที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นคาดว่าเป็น ดาวตกชนิดระเบิด (Bolide)” โดยปกติแล้ว ดาวตกที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศจะเริ่มเกิดความร้อนสูงจนเกิดการลุกไหม้ที่ความสูงประมาณ 80-120 กิโลเมตร จึงมักจะสูงเกินกว่าที่จะได้ยินเสียง

อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งดาวตกอาจจะแผ่คลื่นเสียงกระแทก (sonic boom) ในลักษณะเดียวกันกับเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการพบเห็นที่ระบุว่าเห็นแสงวาบก่อนที่จะเห็นเสียงตามมา ซึ่งระยะเวลาระหว่างการพบเสียงและแสงนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะห่างของดาวตกในขณะที่พบเห็น

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าวัตถุดังกล่าวนั้นจะตกลงมาถึงพื้นโลกเป็นอุกกาบาตหรือไม่ ดาวตกส่วนมากที่ตกลงมานั้นจะไหม้หมดไปในชั้นบรรยากาศ สำหรับอุกกาบาตที่ใหญ่พอจนตกลงมาถึงพื้นโลกได้นั้น มีการประมาณการกันว่ามีอยู่ประมาณ 6,000 ดวงในทุก ๆ ปี แต่ส่วนมากนั้นตกลงในมหาสมุทร หรือพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีผู้ใดพบเห็น ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้น มีอุกกาบาตเพียงไม่กี่ชิ้นที่มนุษย์สามารถเก็บขึ้นมาได้หลังจากมีผู้พบเห็นเป็นดาวตกอยู่บนท้องฟ้า

ทั้งนี้ ในแต่ละวันจะมีอุกกาบาตเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกเป็นจำนวนมาก แต่โดยทั่วไปจะไหม้หมดไปตั้งแต่ความสูงนับร้อยกิโลเมตรในชั้นบรรยากาศ ในทางดาราศาสตร์ถือเป็นเรื่องปกติและสามารถอธิบายได้ ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจเพราะโอกาสที่จะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินนั้นมีความเป็นไปได้น้อยมาก 

 


ใครได้ยินบ้าง? เสียงดังคล้ายระเบิดในเชียงใหม่-ลำพูน-พะเยา

Tue, 22 Jun 2021 20:53:00

วันนี้ (22 มิ.ย.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเชียงใหม่ CM108.com โพสต์ข้อความระบุว่า ได้ยินกันไหมรับแจ้งหลายคนได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังสะเทือนไปหลายพื้นที่ บางคนเห็นเป็นแสงตกมาจากท้องฟ้า

 
ขณะที่ เพจเชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น ก็ได้โพสต์ว่า ได้ยินเสียงระเบิดเป็นวงกว้าง ทั้งเชียงใหม่ และลำพูน มีคนเห็นดวงไฟเขียวบนฟ้าก่อนเสียงระเบิด โดยทั้ง 2 โพสต์มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้าไปแสดงความคิดเห็นว่าได้ยินเสียงคล้ายกันเป็นจำนวนมาก ช่วงเวลาประมาณ 19.00 น.

 
ล่าสุด ไทยพีบีเอสสอบถาม ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใด โดย สดร.ได้ประกาศตามหาคลิปวิดีโอกล้องหน้ารถของประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ให้ชัดเจน ส่วนภาพที่สื่อสังคมออนไลน์ส่งต่อกันในขณะนี้ เบื้องต้น ตรวจสอบพบว่าเป็นภาพเก่า

 
ทั้งนี้ มีรายงานว่าได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ไปจนถึง จ.พะเยา โดยก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในช่วงเดือน ก.ย.2558 ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นปรากฏการณ์เดียวกันหรือไม่

 


จีนส่ง 3 นักบินประจำการบนสถานีอวกาศ ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

Thu, 17 Jun 2021 12:58:00

วันนี้ (17 มิ.ย.2564) จรวดลอง มาร์ช 2 เอฟ นำยานอวกาศเฉินโจว-12 ทะยานออกจากฐานปล่อยจรวดจิวเชวียนในทะเลทรายโกบี ส่งทีมนักบินอวกาศจำนวน 3 คน ขึ้นไปประจำการบนสถานีอวกาศเทียนกงนาน 3 เดือน ภายใต้ชื่อภารกิจ เฉินโจว-12


สำหรับภารกิจของนักบินอวกาศชุดนี้ คือ การทดสอบและซ่อมบำรุงระบบของสถานีอวกาศ รวมถึงการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นการส่งทีมนักบินอวกาศขึ้นสู่สถานีอวกาศของจีนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปี และเป็นภารกิจที่ใช้เวลาประจำการนานที่สุดอีกด้วย

ทั้งนี้ ความสำเร็จของการส่งทีมนักบินอวกาศขึ้นสู่สถานีเทียนกง ถือเป็นภารกิจที่มีความหมายต่อรัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากในวันที่ 1 ก.ค.นี้ จะตรงกับวาระครบรอบ 100 ปี ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน


ปรากฏการณ์ "สุริยุปราคาวงแหวน" เหนือท้องฟ้า แคนาดา-กรีนแลนด์-รัสเซีย

Thu, 10 Jun 2021 13:29:00

วันนี้ (10 มิ.ย.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) เปิดเผยว่า จะเกิดปรากฏการณ์ สุริยุปราคาวงแหวน สังเกตได้ในแคนาดา กรีนแลนด์ และตอนเหนือของรัสเซีย ส่วนทวีปอเมริกา ยุโรป และตอนเหนือของเอเชียจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน แต่ประเทศไทยไม่สามารถสังเกตได้

สำหรับเวลาการเกิดปรากฏการณ์ อ้างอิงจากตำแหน่งกึ่งกลางคราสบริเวณขั้วโลกเหนือ กรีนแลนด์ ดวงจันทร์เริ่มบดบังดวงอาทิตย์เกิดเป็นสุริยุปราคาบางส่วนเวลา 16.36.21 น. และเกิดคราสวงแหวนเวลา 17.39.58 - 17.43.49 น. รวมเวลาเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนนาน 3 นาที 51 วินาที

หลังจากนั้นดวงจันทร์ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากดวงอาทิตย์เกิดเป็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนอีกครั้ง ก่อนจะสิ้นสุดปรากฏการณ์ทั้งหมดเวลา 18.48.55 น. ตามเวลาประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะไม่สามารถสังเกตการณ์ได้ แต่สามารถรับชมถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=7S6dhT1voAo เริ่มถ่ายทอดสดตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

“สุริยุปราคา” เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน มีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง เมื่อสังเกตจากโลกจะเห็นดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาบดบังดวงอาทิตย์

สำหรับ “สุริยุปราคาวงแหวน” คือ สุริยุปราคาที่ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกมากในขณะเกิดสุริยุปราคา ทำให้ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ไม่เต็มดวง คนบนโลกจะมองเห็นพื้นผิวของดวงอาทิตย์ปรากฏออกมาให้เห็นโดยรอบ ลักษณะคล้ายวงแหวน ซึ่งครั้งนี้ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์ประมาณร้อยละ 94.4 ของพื้นที่

 

 

 

 

 

 

 

 


นาซาเปิดภารกิจ เตรียมสำรวจ "ดาวศุกร์" ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

Thu, 3 Jun 2021 14:41:00

วันนี้ (3 มิ.ย.2563) บิล เนลสัน ผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา ประกาศแผนการสำรวจดาวศุกร์ 2 ภารกิจ ได้แก่ ภารกิจดาวินชี พลัส และภารกิจเวริทัส ซึ่งมีกำหนดจะส่งยานไปสำรวจดาวศุกร์ระหว่างปี 2571 - 2573 นี้

โดยภารกิจดาวินชี พลัส จะศึกษาเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ เพื่อทำความเข้าใจถึงการก่อตัวและวิวัฒนาการ รวมทั้งประเมินความเป็นไปได้ว่าดาวศุกร์เคยมีมหาสมุทรหรือไม่

ขณะที่ภารกิจเวริทัส จะศึกษาพื้นผิวของดาว เพื่อจัดทำแผนที่สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของดาวศุกร์ และค้นหาคำตอบว่า ทำไมดาวดวงนี้ถึงมีพัฒนาการที่แตกต่างจากโลกของเราอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ งบประมาณของแต่ละภารกิจ อยู่ที่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 ภารกิจจะถือเป็นการกลับมาศึกษาดาวศุกร์ของนาซาครั้งแรกในรอบหลายสิบปี หลังจากส่งยานแมกเจลลันไปสำรวจดาวศุกร์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2533

 


ข่าวดี! ค้นพบพืชวงศ์ขิง 8 ชนิดใหม่ของโลกในไทย

Mon, 24 May 2021 12:03:00

วันนี้ (24 พ.ค.2564) รศ.ดร.สุรพล แสนสุข นักวิจัยสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช กล่าวว่า จากการสำรวจและเก็บข้อมูลพืชวงศ์ขิงในไทย ภายโครงการองค์ความรู้พื้นฐานโครโมโซมของพืชวงศ์ขิงในไทยช่วงปี 2563 โดยนำตัวอย่างพืชมาศึกษาโครโมโซม และตรวจสอบลักษณะพืช ขณะนี้ค้นพบพืชตระกูลขิงชนิดใหม่ของโลกทั้ง 8 ชนิด ดังนี้

ขมิ้นน้อย

ขมิ้นน้อย หรือ “Khamin-Noi” มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma chantaranothaii Boonma & Saensouk พบทางเป็นพืชป่าจากจังหวัดนครนายกที่นำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วประเทศไทยชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้ตั้งเป็นเกียรติแก่ ศ.ดร.ประนอม จันทรโณทัย ซึ่งท่านเป็นนักพฤกษศาสตร์ไทยที่มีชื่อเสียงในแวดวงพฤกษศาสตร์ของประเทศไทยและของโลก

กระเจียวรังสิมา

กระเจียวรังสิมา หรือ Krachiao Rangsima” หรืออีกชื่อคือ “บุษราคัม หรือ Bussarakham” มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma rangsimae Boonma & Saensouk พบในจังหวัดนครนายก สระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และนครราชสีมา

ชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้ตั้งเป็นเกียรติแก่ คุณรังสิมา ตัณฑเลขา ผู้อำนวยการโปรแกรมอาวุโส โปรแกรมการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติบุคคล ที่อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

ขมิ้นพวงเพ็ญ

ขมิ้นพวงเพ็ญ หรือ “Khamin-Puangpen” มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma puangpeniae Boonma & Saensouk พืชชนิดนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับพวกขมิ้นหรือกระเจียว

พืชชนิดนี้พบที่ จ.ราชบุรี ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้เป็นเกียรติแก่ ศ.พวงเพ็ญ ศิริรักษ์ ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ศึกษาพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย

กระเจียวจรัญ

กระเจียวจรัญ หรือ “Krachiao Charan”มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma charanii Boonma & Saensouk อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับพวกขมิ้นหรือกระเจียว พืชชนิดนี้พบที่ จ.ลพบุรี ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้เป็นเกียรติแก่ ดร.จรัญ มากน้อย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ขิง โดยเฉพาะสกุล Curcuma ในประเทศไทย

พญาว่าน

พญาว่าน "Phraya Wan" มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma phrayawan Boonma & Saensouk พบที่ จ.นครนายก และปลูกเป็นพืชสมุนไพรทั่วไทย ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้ตามชื่อพื้นเมืองที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ “พญาว่าน”

กระเจียวม่วง หรือ "อเมทิสต์" มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma purpurata Boonma & Saensouk พบที่ จ.ศรีสะเกษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พืชชนิดนี้ตามสีม่วงของดอกพืช

รศ.ดร.สุรพล กล่าวว่า นอกจากนี้ สำหรับพืชวงศ์ขิงที่พบเพิ่มเติมแต่อยู่ในสกุลเปราะ (Kaempferia) 2 ชนิด คือ นิลกาฬ หรือ Nillakan มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia nigrifolia Boonma & Saensouk พืชชนิดใหม่ของโลก

นิลกาฬ

นิลกาฬ นี้ได้ตั้งขึ้นตามลักษณะเด่นของพืชคือ ใบมีสีดำ พบทางภาคกลางของประเทศไทย ได้ศึกษาโดย รศ.ดร.สุรพล แสนสุข นายธวัชพงศ์ บุญมา และ ผศ.ดร.ปิยะพร แสนสุข ชื่อพื้นเมือง คือ นิลกาฬ หรือ Nillakan ตั้งขึ้นตามลักษณะเด่นของพืชคือ ใบมีสีดำ ดังนั้นลักษณะเด่น คือ ใบสีดำดอกและสีม่วง

ว่านกระชายดำเทียม

ว่านกระชายดำเทียม มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia pseudoparviflora Saensouk and P. Saensouk ลักษณะเด่นของพืชคือ ใบมีใบเดียว ก้านช่อดอกสั้น และช่อดอกอัดแน่น พบทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้ศึกษาโดย รศ.ดร.สุรพล แสนสุข และ ผศ.ดร.ปิยะพร แสนสุข ชื่อพื้นเมือง คือ ว่านกระชายดำเทียม

และชนิดสุดท้าย เป็นพืชวงศ์ขิงที่มีการรายงานใหม่ในประเทศไทย 1 ชนิด คือ ว่านหัวน้อย มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma peramoena Souvann. & Maknoi. พบครั้งแรกที่ประเทศลาว และมีการพบในประเทศไทยที่ จ.อุตรดิตถ์ ลักษณะเด่นช่อดอกอัดแน่น ดอกสีขาวปนสีชมพูอ่อน กลีบปากมีแถบสีเหลือง

 

การค้นพบพืชวงศ์ขิงชนิดใหม่ของโลกทั้ง 8 ชนิดนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของไทย ที่แสดงให้เห็นว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะพืชวงศ์ขิงนี้ ถือเป็นพืชที่มีประโยชน์ทั้งสรรพคุณของสมุนไพรไทย เป็นพืชผักพื้นบ้าน เป็นไม้ดอกไม้ประดับ และยังมีความสวยงามของต้นและดอกสีสันสดใส

คณะผู้วิจัยกำลังมีแนวทางในการขยายพันธุ์จากเหง้าและขยายพันธุ์โดยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ที่เกิดจากงานวิจัย ถ่ายทอดลงสู่ชุมชนนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป เพื่อทำการอนุรักษ์สายพันธุ์ต่างๆ ในระยะยาวต่อไป


จีนเผยภาพถ่ายจากดาวอังคารภาพแรก

Thu, 20 May 2021 18:09:00

วันนี้ (20 พ.ค.2564) องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน เปิดเผยภาพถ่ายพื้นผิวดาวอังคารภาพแรกที่ยานสำรวจจู้หรงส่งกลับมายังโลก โดยเป็นภาพที่บันทึกจากกล้องตรวจจับสิ่งกีดขวาง ซึ่งติดอยู่ด้านหน้าของยานสำรวจ ซึ่งเผยให้เห็นถึงผิวดาวอังคารทอดยาวเป็นระยะไกลและอุปกรณ์ทางลาดที่ติดตั้งอยู่กับตัวยานลงจอด

 

ยานสำรวจ "จู้หรง" จะเก็บตัวอย่างและศึกษาแร่ธาตุจากก้อนหินบนดาวอังคาร และเก็บข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและน้ำบนดาว รวมถึงตรวจหาน้ำหรือน้ำแข็งที่อาจอยู่ใต้ผิวดาวด้วยอุปกรณ์เรดาร์

นอกจากนี้ องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีนยังเผยแพร่ภาพการแยกตัวของยานลงจอดที่บรรทุกจู้หรงจากยานเทียนเวิ่น-1 ซึ่งโคจรอยู่รอบดาวอังคาร ก่อนลงจอดบนพื้นผิวดาวสำเร็จเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนทำให้จีนกลายเป็นชาติที่ 2 ของโลกที่ส่งยานไปลงจอดบนดาวอังคารได้สำเร็จ

 

 


สดร.ชวนชม "จันทรุปราคาบางส่วน" คืนวิสาขบูชา 26 พ.ค.นี้

Thu, 20 May 2021 16:29:00

วันนี้ (20 พ.ค.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า ช่วงค่ำวันที่ 26 พ.ค.2564 จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าประเทศไทยเวลา 18.38 - 19.52 น. ดวงจันทร์เต็มดวงจะปรากฏเว้าแหว่ง สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ

สำหรับวันดังกล่าวดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 15.47 น. จากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 16.44 น. และเข้าสู่จันทรุปราคาเต็มดวงตั้งแต่เวลา 18.11 - 18.25 น. แต่ในวันดังกล่าว ในประเทศไทยดวงจันทร์จะโผล่พ้นจากขอบฟ้าเวลาประมาณ 18.38 น. ทำให้ผู้สังเกตในไทยมีโอกาสมองเห็นเป็นเพียงจันทรุปราคาบางส่วน เท่านั้น

ผู้สนใจสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของประเทศ บริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ตั้งแต่เวลา 18.38 น. เป็นต้นไป จะมองเห็นดวงจันทร์ปรากฏเว้าแหว่งบางส่วนและค่อย ๆ ออกจากเงามืดของโลก กระทั่งเข้าสู่เงามัวหมดทั้งดวงในเวลา 19.52 น. เปลี่ยนเป็นจันทรุปราคาเงามัวที่สังเกตได้ยาก เนื่องจากความสว่างของดวงจันทร์เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสุดท้ายดวงจันทร์จะพ้นจากเงามัวของโลกเวลา 20.49 น. ถือว่าสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาในครั้งนี้โดยสมบูรณ์

สำหรับปรากฏการณ์จันทรุปราคา เกิดจากดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน มีโลกอยู่กลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ และเป็นจังหวะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงาของโลก ทำให้ผู้สังเกตบนโลกฝั่งกลางคืน ในพื้นที่กว่าครึ่งโลกสามารถมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งหายไปในเงามืดแล้วโผล่กลับออกมาอีกครั้ง

โดยจะเกิดขึ้นเฉพาะในคืนวันเพ็ญ 15 ค่ำ หรือคืนวันดวงจันทร์เต็มดวงเท่านั้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง บางปีอาจมีได้มากถึง 5 ครั้ง สำหรับจันทรุปราคาที่สามารถสังเกตได้ในประเทศไทยครั้งถัดไป คือ จันทรุปราคาเต็มดวง ในวันที่ 8 พ.ย.2565

 

 


ไม่พบ "สารไฮดราซีน" ตกค้างในถังจรวดเชื้อเพลิงจมทะเลภูเก็ต

Tue, 18 May 2021 17:13:00

กรณีศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ภาค 3 กองทัพเรือ ประสานความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) ส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมวางแผนการเก็บกู้ถังเชื้อเพลิงของจรวดที่ถูกนำส่งขึ้นสู่อวกาศ ค้นพบที่บริเวณเกาะแอล จ.ภูเก็ตได้สำเร็จแล้ว

วันนี้ (18 พ.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) แถลงผลการตรวจสอบพบว่า สารไฮดราซีน ที่เป็นเชื้อเพลิงที่บรรจุในถังเชื้อเพลิง น่าจะถูกใช้งานจนหมดเรียบร้อย ประกอบกับการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบจุดที่พบ สภาพแวดล้อมทางทะเลปกติมีสัตว์น้ำ ปะการัง หอยเม่น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่ทำให้มั่นใจได้ว่าวัตถุดังกล่าว ไม่ได้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ในการเก็บกู้ เจ้าหน้าที่ได้ใช้ความระมัดระวังและป้องกันอย่างเต็มที่ ทั้งทีมเก็บกู้และยุทโธปกรณ์ที่ใช้มีความปลอดภัย ยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมด ศรชล.ภาค 3 ตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยประชาชน เจ้าหน้าที่ และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางทะเลในพื้นที่เป็นอันดับแรก ซึ่งหลังตรวจสอบแล้วจะจะทำการส่งมอบวัตถุดังกล่าวให้กับจิสด้า เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยต่อไป

ภาพ:ศรชล.ภาค 3

ภาพ:ศรชล.ภาค 3

ชี้ไทยลงนามแค่ 2 ฉบับ-ต้องส่งขยะอวกาศคืนเจ้าของ

ด้านดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) กล่าวว่า  ประเด็นชิ้นส่วนขยะอวกาศ มีการพูดถึงกันบ่อยขึ้น เพราะในอวกาศมีวัตถุอวกาศมากขึ้นเรื่อยๆ รวมแล้วเป็นแสนๆชิ้นดังนั้นอาจจะได้รับผลกระทบไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทำให้ไทยได้เข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา 2 ฉบับจาก 5 ฉบับที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นการคุ้มครองขยะอวกาศ คือ สนธิสัญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การดำเนินกิจการของรัฐในการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอก รวมทั้งดวงจันทร์ และเคหะในท้องฟ้าอื่นๆ ค.ศ.1967 และอีกฉบับคือความตกลงว่าด้วยการช่วยชีวิตนักอวกาศ การส่งคืนนักอวกาศ และการคืนวัตถุที่ส่งออกไปในอวกาศภายนอก ค.ศ.1968

การเจอชิ้นส่วนถังเชื้อเพลิงจรวดที่ จ.ภูเก็ต จึงเท่ากับว่าประเทศไทย ต้องมีความรับผิดชอบในการดำเนินกิจกรรมอวกาศ เมื่อมีชิ้นส่วนจากอวกาศไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามตกในไทย ต้องส่งคืนชิ้นส่วนจากอวกาศให้แก่ประเทศผู้เป็นเจ้าของวัตถุอวกาศทันที หากมีการร้องขอจากประเทศผู้เป็นเจ้าของวัตถุอวกาศชิ้นนั้น

ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของถังเชื้อเพลิงของจรวดตกกลางทะเลภูเก็ต และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเสียหาย จากวัตถุอวกาศนี้ จึงยากที่จะหาคนมารับผิดชอบ

แต่หลักการหากบุคคลทั่วไปหรือประชาชน เป็นผู้พบวัตถุอวกาศตกในอาณาเขตไทย จึงต้องแจ้งต่อพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในท้องที่ให้ทราบโดยเร็ว

ภาพ:ศรชล.ภาค 3

ภาพ:ศรชล.ภาค 3

ขยะอวกาศนับแสนชิ้น-ไทยออกกฎหมายคุ้มครอง

ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จิสด้า มีความเห็นว่าไทยควรเร่งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอีก 3 ฉบับที่เหลือว่าด้วยความรับผิด ระหว่างประเทศสำหรับความเสียหายที่เกิดจากวัตถุอวกาศ ค.ศ.1972 และอนุสัญญาว่าด้วยความรับจากวัตถุอวกาศ ค.ศ.1975 อย่างเร่งด่วน เพราะจะคุ้มครองคนไทยได้ดีกว่าการปรับใช้สนธิสัญญาอวกาศ ค.ศ.1967 และความตกลงว่าด้วยการช่วยเหลือและส่งกลับฯ ค.ศ.1968 เนื่องจากการดำเนินกิจกรรมอวกาศมีมากขึ้น ความเสี่ยงภัยที่คนไทยจะได้รับยิ่งก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามมา

ส่วนไทยหลังจากคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ และคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เห็นชอบร่างพ.ร.บ.กิจการอวกาศ พ.ศ..เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2563 ขั้นตอนจากนี้ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เตรียมร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) 

 

 

 


ซากจรวด "Long March 5B" ของจีน ตกสู่พื้นโลกแล้ว

Sun, 9 May 2021 16:05:00

วันนี้ (9 พ.ค.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ เมื่อเวลา 09.24 น. ตามเวลาประเทศไทย สื่อในประเทศจีนได้รายงานว่า ซากจรวด ลองมาร์ช 5บี (Long March 5B) ได้ตกลงสู่พื้นโลกที่พิกัดละติจูด 2.65 เหนือ ลองติจูด 72.47 ตะวันออก ฝั่งตะวันตกของหมู่เกาะมัลดีฟส์ บริเวณมหาสมุทรอินเดีย โดยยังไม่มีการยืนยันว่าเศษซากจรวดกระทบบนพื้นดินหรือตกสู่มหาสมุทร

องค์กรที่มีภารกิจด้านอวกาศทั่วโลกต่างมีความกังวลเกี่ยวกับการตกสู่พื้นโลกของชิ้นส่วนจรวด ลองมาร์ช 5บี เนื่องจากมีขนาดใหญ่มาก และเป็นการตกลงมาแบบไร้การควบคุม ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่วัสดุหรือโลหะที่มีจุดหลอมเหลวสูงจะตกบนพื้นดิน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดาวเทียมหลายคนได้ออกมาให้ความเห็นว่า โอกาสที่ขยะอวกาศจะตกลงมาแล้วสร้างความเสียหายกับผู้คนจะมีโอกาสน้อยมาก และมีความเป็นไปได้สูงที่ท่อนจรวดจะตกในทะเลเนื่องจากพื้นผิวโลกส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยมหาสมุทร

อ้างอิง :
[1] https://www.bbc.com/news/science-environment-57045058
[2] https://www.nytimes.com/

 

ซากจรวด #ลองมาร์ช5บี ของจีน ตกสู่พื้นโลกแล้ว! เช้าวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เวลา 09:24 น. ตามเวลาประเทศไทย...

โพสต์โดย NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เมื่อ วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2021

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

GISTDA ประเมิน "ซากจรวดจีน" ตกสู่พื้นโลกไม่กระทบไทย

 


GISTDA ประเมิน "ซากจรวดจีน" ตกสู่พื้นโลกไม่กระทบไทย

Sun, 9 May 2021 09:01:00

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2564 เพจไทยคู่ฟ้า ได้เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า กระแสข่าวกรณีจะมีเศษซากจรวด Long March 5B ที่มีน้ำหนักประมาณ 20 ตันของจีน กำลังจะตกสู่พื้นผิวโลกโดยไม่สามารถควบคุมได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้น

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ได้ประเมินพร้อมกับคาดการณ์ว่า วัตถุอวกาศดังกล่าว จะตกสู่พื้นโลกในวันที่ 9 พ.ค.64 ระหว่างช่วงเวลา 08.09 น. - 10.09 น. (ตามเวลาประเทศไทย) โดยเวลา และตำแหน่งที่แน่ชัดและแม่นยำนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อชิ้นส่วนใกล้จะตกสู่โลกภายใน 1 - 3 ชั่วโมง

สำหรับประเทศไทยมีโอกาสเพียง 0.18% ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม ทาง GISTDA จะติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและแจ้งให้ทราบโดยทันที

รู้จักจรวด Long March 5B

ก่อนหน้านี้ GISTDA ได้อธิบายเกี่ยวกับจรวดลอง มาร์ช 5 บี (Long March 5B) ว่า เป็นจรวดซึ่งมีความยาวประมาณ 30 เมตร กว้าง 5 เมตร ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ ตั้งแต่ช่วงวันพฤหัสบดีที่ 29 เม.ย.2564 เพื่อส่งโมดูลแรกของสถานีอวกาศจีน (Chinese Space Station: CSS) ที่มีชื่อว่า “เทียนเฮอ” (Tianhe) ที่คาดว่าจะสามารถปฏิบัติงานอย่างเต็มรูปแบบได้ใน ปี พ.ศ.2565

โดยชิ้นส่วนหลักของจรวดนี้มีน้ำหนักประมาณ 20 ตัน ถือว่าเป็นวัตถุอวกาศที่มีน้ำหนักมากที่กำลังตกกลับสู่โลก ซึ่งขณะนี้ 4 หน่วยงานได้มีการติดตามคาดการณ์ตกของจรวด ได้แก่ United States Space Command, ESA , Aerospace และ GISTDA ได้ประเมินและคาดการณ์ตรงกันว่าวัตถุอวกาศดังกล่าวจะตกสู่พื้นโลกในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ค.2564 ตามเวลาประเทศไทย

ย้อนรอยวัตถุอวกาศตกลงพื้นผิวโลก

GISTDA ยังระบุอีกว่า เรื่องราวของวัตถุอวกาศที่ตกลงมายังพื้นผิวโลกนั้นมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มมีการส่งดาวเทียมดวงแรก “สปุตนิก” ของสหภาพโซเวียต โดยทั่วไปแล้วชิ้นส่วนส่วนใหญ่ของดาวเทียมจะถูกเผาไหม้ไปกับชั้นบรรยากาศ แต่กรณีที่เป็นสถานีอวกาศที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวเทียม จะมีชิ้นส่วนบางชิ้นเกิดการเผาไหม้ไม่หมดตกสู่พื้นผิวโลก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

ที่ผ่านมากว่า 60 ปี ชิ้นส่วนจากอวกาศที่ตกลงมาสู่พื้นผิวโลกนั้นไม่ได้สร้างความเสียหายแก่ให้ชีวิตและทรัพย์สินมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายอวกาศหรือข้อตกลงทางด้านอวกาศมีการกล่าวถึงรายละเอียดของการชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากดาวเทียมหรือสถานีอวกาศ โดยประเทศเจ้าของวัตถุชิ้นนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวที่เกิดอีกด้วย

 

 

 

 


สวทช.ส่งนวัตกรรม "PETE เปลปกป้อง" หนุนทีมแพทย์สู้โควิด

Fri, 30 Apr 2021 11:10:00

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2564 นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  พร้อมด้วย ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม และทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ได้ส่งมอบ "PETE เปลปกป้อง" เปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมจำนวน 5 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งต่อผู้ป่วยโรค COVID-19 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ต่อสถานการณ์การระบาดโรค COVID-19 ระลอกใหม่


นางกุลประภา ระบุว่า ที่ผ่านมา สวทช.ได้เร่งพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรม สำหรับรองรับการระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งมีการส่งมอบผลงานมากกว่า 20 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การลดการแพร่กระจายและฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งการตรวจคัดกรองและการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ให้กับหน่วยงานที่มีความเสี่ยงและมีความต้องการใช้อุปกรณ์ โดย "เปลความดันลบ" ซึ่งเป็นอีกนวัตกรรมที่ สวทช.โดยเอ็มเทคสามารถพัฒนาและผลิตได้เองในประเทศ


ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ระบุว่า ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. ได้ส่งมอบ PETE เปลปกป้อง รวมจำนวน 5 ชุด ได้แก่ 1. คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช 2. โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 ของโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ กทม. 3. มูลนิธิรวมน้ำใจ (คลองเตย) กทม. 4. โรงพยาบาลวิภาวดี กทม. 5. โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จ.นครราชสีมา เพื่อใช้ในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อของโรค COVID-19 ระลอกใหม่ ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยรถพยาบาลจนถึงการนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์ปอดและเครื่องซีที สแกน (CT scan) โดยไม่ต้องนำผู้ป่วยออกจากเปลความดันลบ ช่วยลดการแพร่เชื้อโรคบนอุปกรณ์ทางการแพทย์และสถานพยาบาล

เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยไม่ต้องออกจากเปล

ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม เอ็มเทค สวทช. ระบุว่า “PETE เปลปกป้อง (Patient Isolation and Transportation Chamber)” อุปกรณ์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (Chamber) มีลักษณะเป็นแคปซูลพลาสติกใสขนาดพอดีตัวคน และระบบสร้างความดันลบ (Negative pressure unit) เพื่อควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในเปล


เมื่อพาผู้ป่วยขึ้นนอนบนเปลและรูดซิปปิดเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะเปิดระบบปรับค่าความดันอัตโนมัติเพื่อให้อากาศจากภายนอกไหลเวียนเข้าสู่ตัวเปล ทำให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก เมื่ออากาศไหลผ่านผู้ป่วยอาจมีเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมาจากการหายใจ อากาศเหล่านั้นจะถูกดูดผ่านแผ่นกรองอากาศ (HEPA Filter) เพื่อกรองเชื้อโรค และทำการฆ่าเชื้อด้วยแสง UV-C ก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก ทำให้มั่นใจได้ว่าอากาศเหล่านั้นปลอดเชื้อ

นอกจากระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพแล้ว ทีมวิจัยยังพัฒนาตัวเปลให้มีช่องสำหรับร้อยสายเครื่องช่วยหายใจและสายน้ำเกลือเข้าไปยังผู้ป่วย และมีถุงมือสำหรับทำหัตถการ 6 จุดรอบเปล เพื่ออำนวยความสะดวกในการรักษาให้กับบุคลากรทางการแพทย์

น้ำหนักเบา เข้าเครื่องเอกซเรย์ - ซีที สแกนได้ 

ดร.ศราวุธ ระบุอีกว่า นอกจากนั้นแล้ว PETE เปลปกป้อง ยังช่วยทลายข้อจำกัดการใช้งานของเปลความดันลบเดิมที่มีทั่วไปในท้องตลาด ส่วนแรกคือระบบ "Smart controller" ทำหน้าที่ควบคุมความดันภายในเปลจึงสามารถใช้งานได้ทั้งบนภาคพื้นและบนอากาศ สามารถตรวจสอบการรั่วไหลของอากาศสู่ภายนอก (Pressure alarm) และแจ้งเตือนการเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ (Filter reminder) เมื่อถึงกำหนด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อที่ซึ่งได้ทำการทดสอบตามมาตรฐานสากลแล้ว

ส่วนที่สองคือ สามารถนำเปลเข้าเครื่องเอกซเรย์และเครื่องซีที สแกน ได้ เนื่องจากไม่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ จึงไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากเปลความดันลบเหมือนกับอุปกรณ์อื่น ช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังเครื่องมือต่าง ๆ และระบบปรับอากาศภายในโรงพยาบาล และลดภาระในการทำความสะอาด

ส่วนสุดท้ายคือ ตัวเปลสามารถพับเก็บลงกระเป๋าและมีน้ำหนักเบา ทำให้พกพาได้สะดวกและติดตั้งง่ายเหมาะกับการใช้งานในรถพยาบาล ดังนั้น หากนำ PETE เปลปกป้อง มาใช้ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากที่พัก เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความเสี่ยงให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ใช้บริการสถานพยาบาลได้โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด

ใช้ปืนพ่นนาโนช่วยฆ่าเชื้อได้ใน 10 นาที

ทั้งนี้ PETE เปลปกป้อง ให้ความสำคัญในมุมของผู้ใช้งานที่ต้องทำความสะอาดเปลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทีมวิจัยได้ประยุกต์ใช้ปืนพ่นนาโนบรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อเบนไซออน ที่พัฒนาโดยนาโนเทค สวทช. สามารถทำความสะอาดได้ภายใน 10 นาทีและทำงานต่อได้ทันที อีกทั้งยังได้ความเชี่ยวชาญจากอาจารย์กนกลักษณ์ ดูการณ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาแพทเทิร์นอุตสาหกรรมและการออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูป (PATTERN IT) ช่วยออกแบบการตัดเย็บและขึ้นรูปนวัตกรรมเปลปกป้องให้มีความแข็งแรงปลอดภัย


นับเป็นผลงานการวิจัยไทยที่ผ่านการทดสอบคุณภาพ ISO 14644 และอยู่ในขั้นตอนการทำมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้า IEC 60601-1 ซึ่งยืนยันถึงมาตรฐานความปลอดภัย โดยล่าสุดบริษัท สุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด เป็นผู้รับอนุญาตให้สิทธิใช้ประโยชน์และรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเตรียมผลิตและจำหน่ายต่อไป

ผลิตเองลดต้นทุน - ลดเวลา - ลดคน - ลดเสี่ยง

ด้าน ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ซึ่งเป็น 1 ใน 5 โรงพยาบาลที่รับมอบเปลความดันลบ ระบุว่า การระบาดของโรค COVID-19 นั้น มีความสำคัญที่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย COVID-19 ไปในแต่ละจุดอย่างมาก ซึ่งการมีเปลความดันลบจะทำให้การฆ่าเชื้อลดลงไปได้มาก ทั้งยังช่วยลดเวลา ลดจำนวนคนที่ต้องใช้ในสถานการณ์การแพร่ระบาด ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่ประเทศไทยผลิตได้เอง

ในวันที่เกิด COVID-19 ครั้งแรกมูลค่าเปลความดันลบ สูงไปถึง 650,000 - 700,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนอยู่ที่แสนกว่าบาท ดังนั้นประเทศเราต้องเปลี่ยนแนวคิดว่า เราต้องช่วยเหลือประเทศตัวเองให้ได้ก่อน ซึ่งนี่คือความมั่นคงทางการแพทย์แบบหนึ่ง

 

 


"หมอชนะ" แอปฯ ล่ม เร่งอัปเดตใหม่ Android ใช้ได้แล้ว iOS รอก่อน

Wed, 28 Apr 2021 17:44:00

วันนี้ (28 เม.ย.2564) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ชี้แจงกรณีแอปพลิเคชัน "หมอชนะ" ไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า เกิดข้อขัดข้องของระบบบริการในแอปพลิเคชัน ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ และผู้พัฒนาได้ตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขแล้ว โดยมีการอัปเดตเวอร์ชันหมอชนะ และอยู่ระหว่างการอนุมัติจากระบบ iOS ใน App Store และ Android ใน Play Store

ขณะที่เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ประชุมหารือเรื่องแอปพลิเคชันหมอชนะ หลังจากประสบปัญหาเกิดข้อขัดข้อง ล่าสุด กระทรวงฯ และทีมผู้พัฒนาได้ตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยมีการอัปเดตหมอชนะ เป็นเวอร์ชัน 2.0.5 และทำการอนุมัติจากระบบ iOS ใน App Store และ Android ใน Play Store ล่าสุด ระบบ Android Playstore อนุมัติเรียบร้อยแล้ว


ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถทำการอัปเดตและติดตั้งหมอชนะระบบ Android update version และเข้าใช้งานแอปพลิเคชันหมอชนะได้ตามปกติ ส่วนระบบ iOS App Store ยังอยู่ระหว่างการรออนุมัติ เมื่อระบบสามารถใช้งานได้ทางกระทรวงดิจิทัลฯ จะดำเนินการแจ้งความคืบหน้าโดยด่วน 

 


คืนนี้ชม "ซูเปอร์ฟูลมูน" จันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี

Tue, 27 Apr 2021 11:07:00

วันนี้ (27 เม.ย.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) โฟสต์เฟซบุ๊ก "NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ" ชวนประชาชนชมปรากฏการณ์ ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี หรือ ซูเปอร์ฟูลมูน

ดวงจันทร์จะโคจรมาอยู่ตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะทาง 357,370 กิโลเมตร ดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เมื่อเทียบกับดวงจันทร์เต็มดวงขณะไกลโลกที่สุดในรอบปีแล้ว อาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่าถึง 14% และอาจสว่างเพิ่มขึ้นถึง 30% เป็นผลจากการที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากขึ้น ขนาดปรากฏใหญ่ขึ้น จึงมองเห็นสว่างยิ่งขึ้น เหมาะแก่การถ่ายภาพดวงจันทร์ โดยเฉพาะภาพเปรียบเทียบขนาดกับวัตถุบริเวณขอบฟ้า

สำหรับผู้สนใจรับชม หรือถ่ายภาพปรากฏการณ์ ดวงจันทร์เต็มดวงจะขึ้นทางทิศตะวันออก สังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.00 น. เป็นต้นไป ปรากฏบนท้องฟ้าตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถอ่านข้อมูลปรากฏการณ์เพิ่มเติมและเทคนิคถ่ายภาพดวงจันทร์ได้ที่ http://bit.ly/Howto-SuperFullMoon270421

 


นักวิจัย ม.เกษตร ค้นพบ "กุ้งเต้นคงเสมา" ชนิดใหม่ของโลก

Fri, 23 Apr 2021 12:38:00

วันนี้ (23 เม.ย.2564) ทีมวิจัยจากภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ นายอโณทัย สุขล้อม ดร.พัชร ดนัยสวัสดิ์ และ ดร.กรอร วงษ์กำแหง ค้นพบกุ้งเต้นคงเสมา (Floresorchestia kongsemae) ชนิดใหม่ของโลก

สำหรับกุ้งเต้นคงเสมา เป็นสัตว์ในซับไฟลัมครัสเตเชียน คือกลุ่มเดียวกับกุ้ง ปู แต่มีขนาดเล็กกว่า ลำตัวแบนข้าง มีขาเดิน 7 คู่ ต่างจากกุ้งที่เรารู้จักกันที่มีขาเดิน 5 คู่ โดยปกติจะพบอาศัยในทะเลและน้ำจืด กุ้งเต้นที่พบอยู่ในวงศ์ Talitridae เป็นกลุ่มที่วิวัฒนาการปรับตัวให้มาอาศัยอยู่บนบกได้ แต่ยังมีลักษณะความเป็นสัตว์น้ำอยู่ คือหายใจด้วยเหงือก จึงมักพบอาศัยอยู่ในบริเวณที่ชื้นแฉะที่มีการรบกวนของหน้าดินน้อย

โดยปกติ "กุ้งเต้น" จะกินซากใบไม้ที่อยู่ริมฝั่งและสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร การกัดกินอาหารของกุ้งเต้น ดังกล่าว จะช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายโดยแบคทีเรียและช่วยหมุนเวียนสารอาหาร นอกจากนี้ กุ้งเต้นยังเป็นอาหารของนกที่พบหากินบริเวณริมน้ำ อีกด้วย

ลักษณะสำคัญของกุ้งเต้นคงเสมา (Floresorchestia kongsemae) ซึ่งเป็นกุ้งเต้นชนิดใหม่ของโลกนั้น บริเวณปากส่วนฟัน mandible lacinia mobilis ด้านซ้ายมีฟัน 5 ซี่ ก้ามคู่ที่ 2 มีส่วนฝ่ามือยาว 33% และมีหนามที่ปลายหางส่วน telson ข้างละ 4 หนาม 

ส่วนการตั้งชื่อกุ้งเต้นชนิดใหม่ของโลก ว่า กุ้งเต้นคงเสมา เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ อ.ดร.เมษยะมาศ คงเสมา อาจารย์ประจำภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้มีส่วนช่วยในการเก็บตัวอย่างและวางแนวทางการศึกษาชีววิทยาของกุ้งเต้นชนิดใหม่ตัวนี้มาตั้งแต่ปี 2560 และอาจารย์เสียชีวิตไปเมื่อเดือน ม.ค.2564 

พบ “ กุ้งเต้น” (amphipod) ชนิดใหม่ของโลก ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังไม่มีรายงานในบริเวณอื่นในโลก ...

โพสต์โดย Kasetsart University เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2021