4 ก.ค. "โลก" โคจรอยู่ห่าง "ดวงอาทิตย์" ที่สุดในรอบปี

Mon, 4 Jul 2022 17:36:00

วันนี้ (4 ก.ค.2565) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้เป็นวันที่โลกโคจรอยู่ห่างดวงอาทิตย์ที่สุดในรอบปี หรือที่เรียกว่าจุด “อะฟีเลียน” (Aphelion) ระยะทางประมาณ 152,098,455 กิโลเมตร ในเวลา 14.10 น. ตามเวลาประเทศไทย

ในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ทำให้มี 2 จุดบนวงโคจร คือ จุดที่โลกจะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด เรียกว่า “เพอริฮีเลียน” (Perihelion) ในเดือน ม.ค. และจุดที่ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด เรียกว่า “อะฟีเลียน” (Aphelion) ในเดือน ก.ค. ซึ่งตรงกับวันที่ 4 ก.ค.นี้

ทั้งนี้ ตำแหน่งของโลกที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุดไม่ส่งผลต่ออุณหภูมิบนโลกแต่อย่างใด เนื่องจากฤดูกาลของโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะห่างจากดวงอาทิตย์ แต่ขึ้นอยู่กับความเอียงของแกนโลก

 

อ่านข่าวอื่น ๆ

3 รถยนต์พลังงานทางเลือก ช่วยลดมลภาวะให้กับโลก

"กระจกตา" ไม่ต้องรอบริจาค ความหวังของคนโลกมืด ลุ้นได้ใช้รายแรกของโลก

เจ๋ง! เด็กไทยคว้ารางวัล ASEAN Geospatial Challenge 2022

 


3 รถยนต์พลังงานทางเลือก ช่วยลดมลภาวะให้กับโลก

Fri, 1 Jul 2022 17:00:00

ในสภาวะที่น้ำมันแพงขึ้น คนขับรถบางส่วนหันมาคิดเรื่องการเปลี่ยนรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ๆ ที่สามารถใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานอื่น นอกเหนือจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดการเผาไหม้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน มาดูกันว่าพลังงานทางเลือกนั้นมีอะไรกันบ้าง

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

พลังงานไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกลำดับแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะไม่เพียงมีมาตรการและส่วนลดหลายอย่างที่ดึงดูดให้คนใช้รถตัดสินใจ เลือกใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะไม่มีการปล่อยควันเสีย ซึ่งส่งผลดีต่อสภาพอากาศ และประหยัดเงินค่าน้ำมันในกระเป๋าได้มากขึ้น เพราะสามารถชาร์จพลังงานจากที่บ้านได้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าปกติก็ตาม

รถยนต์พลังงานโซลาร์เซลล์

หากมองว่าการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นความยุ่งยาก เพราะต้องใช้เวลาชาร์จไฟนาน หรือต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม หากต้องการชาร์จรถยนต์ที่บ้าน รถยนต์พลังงานโซลาร์เซลล์อาจเป็นทางเลือกลำดับต่อมา สำหรับคนที่ต้องการใช้รถยนต์พลังงานสะอาด ในปัจจุบันอาจจะมีผู้ผลิตน้อยกว่าพลังงานไฟฟ้า แต่จุดเด่นที่สำคัญของรถยนต์ประเภทนี้ คือ การชาร์จพลังงานได้ไม่จำกัด โดยเฉพาะในวันที่มีแดดแรง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาให้แผงโซลาร์เซลล์ใหญ่ขึ้น และสามารถวิ่งได้ไกลขึ้น

รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน

รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน เป็นการใช้พลังงานแบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell) ซึ่งการใช้พลังงานในลักษณะนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยใช้พลังงานจากไฮโดรเจนมาช่วยในการสร้างพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าแทน ส่วนประกอบสำคัญของพลังงานไฮโดรเจน คือ น้ำ จึงไม่ทำให้เกิดการปล่อยควันเสียเหมือนรถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงแบบเผาไหม้ประเภทอื่น

ที่มาข้อมูลและภาพ: autoexpress, lightyear, toyota, freepik
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

 


นักวิทยาศาสตร์ จำลองพื้นที่สีเขียวผ่าน VR ช่วยลดความเครียดให้กับคนเมือง

Wed, 29 Jun 2022 11:50:00

สีเขียวเป็นสีที่ช่วยให้จิตใจภายในรู้สึกสงบ ลดความตึงเครียด และเพิ่มความสดชื่น จึงไม่น่าแปลกใจที่มักจะมีการแนะนำให้หันไปมองสีเขียวเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า หรือต้องการพักสายตาจากการทำงานติดต่อกันนาน ๆ นักวิจัยได้ทดลองใช้อุปกรณ์ VR จำลองภาพสิ่งแวดล้อมที่มีสีเขียว เพื่อช่วยลดระดับความเครียดให้กับคนในเมือง

วารสาร Frontiers ได้เผยผลการวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Université de Lille ในประเทศฝรั่งเศส ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการจำลองบรรยากาศสีเขียว เพื่อกระตุ้นความสุข โดยทดลองให้อาสาสมัครสวมใส่ VR แล้วจำลอง
ภาพต้นไม้และสิ่งแวดล้อมที่มีสีเขียว การทดลองนี้ต้องการทดสอบว่าการมองเห็นสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ผ่านอุปกรณ์ VR จะให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันกับต้นไม้จริงหรือไม่

ทีมนักวิจัยได้ทำการทดลอง โดยได้นำอุปกรณ์ VR มาประยุกต์ใช้ทดลองกับอาสาสมัครจำนวน 36 คน ซึ่งการทดลองนี้จะเป็นการช่วยดูแลสุขภาพจิตของคนในเมือง เพื่อช่วยลดความเครียด และกระตุ้นความสุขผ่านบรรยากาศสีเขียวที่มองเห็นผ่านอุปกรณ์ VR เพราะในเมืองนั้นมีโอกาสที่จะได้เห็นต้นไม้จริงได้ยากกว่านอกเมือง จึงได้มีการจำลองภาพสีเขียวของต้นไม้ให้กับอาสาสมัครได้ทดสอบ

จุดมุ่งหมายของการทดลองคือการศึกษาว่าการมองภาพต้นไม้ ผ่านอุปกรณ์ VR นั้นจะช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นขนาดไหน จะให้ผลลัพธ์แบบเดียวกับการมองเห็นต้นไม้จริงหรือไม่ โดยนักวิจัยได้ให้อาสาสมัครสวมอุปกรณ์ VR รุ่น HTC Vive ไว้บนศีรษะ จากนั้นให้อาสาสมัครเดินสำรวจบรรยากาศโดยรอบของมหาวิทยาลัยผ่านอุปกรณ์ ซึ่งภายในอุปกรณ์ VR จะมีภาพของต้นไม้ที่อยู่ตามมุมต่าง ๆ ปรากฏให้เห็น

การทดสอบจะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างภาพบรรยากาศที่มีต้นไม้ และภาพที่ไม่มีต้นไม้ โดยผลที่ได้จากการทดสอบ พบว่าการมองเห็นสิ่งแวดล้อมสีเขียวผ่าน VR ช่วยให้อาสาสมัครมีความสุขได้ไม่ต่างกับการมองเห็นต้นไม้จริง ๆ เพราะพวกเขาเดินช้าลงและมีอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้น เมื่อเดินผ่านต้นไม้ในอุปกรณ์ VR

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลอง ช่วยสร้างความพึงพอใจและส่งผลดีกับสุขภาพจิตของคนในเมืองในการช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุขได้มากขึ้น นอกจากนี้ ความสำเร็จจากการทดสอบผ่านอุปกรณ์ VR ยังสามารถนำไปต่อยอดกับการทดสอบเพื่อสร้างความสุขได้อีกหลายอย่าง


ที่มาข้อมูลและภาพ: frontiersin, futurism, mixzhare
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech


"รถ 3 ล้อไฟฟ้า" ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เก่ารถ Audi

Tue, 28 Jun 2022 10:00:00

แบตเตอรี่รถยนต์เก่าอาจถูกทิ้งให้กลายเป็นขยะเมื่อหมดอายุการใช้งาน แต่บริษัทสตาร์ตอัปเยอรมัน-อินเดีย ได้นำแบตเตอรี่เก่าของ Audi E-Tron มาชุบชีวิตใหม่ให้กับรถ 3 ล้อไฟฟ้า เพื่อทดสอบว่าแบตเตอรี่เก่านั้นสามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ และเพิ่มโอกาสการใช้งานรถขนส่งสินค้าสำหรับผู้หญิงในประเทศอินเดีย

Nunam เป็นบริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีสัญชาติเยอรมัน-อินเดีย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลแบตเตอรี่เก่าให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทรถยนต์ Audi ในการพัฒนารถ 3 ล้อไฟฟ้า (E-Rickshaws) ซึ่งใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เก่าของรถยนต์ Audi E-Tron เพื่อทดสอบว่าแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้านั้นสามารถนำมาใช้ได้อย่างไร หลังจากที่ครบรอบการใช้งานแล้ว

ความร่วมมือของ Nunam และ Audi เป็นโครงการที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบตเตอรี่เก่าที่ได้จากรถยนต์ระบบไฟฟ้าของ Audi E-Tron ว่าจะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างไร ซึ่งโครงการนี้ Nunam ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อม Audi Environmental Foundation และได้ทำงานร่วมกับทีมงานของ Audi ในเมือง Neckarsulm เพื่อพัฒนารถ 3 ล้อไฟฟ้าตัวต้นแบบจำนวน 3 คัน

ผู้ผลิตได้พัฒนาให้รถ 3 ล้อไฟฟ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปล่อยมลพิษออกมาน้อยที่สุด ด้วยการผลิตตัวรถจากวัสดุรีไซเคิล จนถึงการตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์โดยเฉพาะ ซึ่งตั้งอยู่ในจุดบริการของพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศอินเดีย เพราะต้องการหลีกเลี่ยงสถานีชาร์จพลังงานที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

นอกจากโครงงานนี้ จะช่วยพัฒนาวิธีการใช้งานแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงในอินเดีย ให้สามารถใช้รถ 3 ล้อไฟฟ้าขนส่งสินค้าโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือใช้สำหรับรับส่ง และยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าแบตเตอรี่เก่านั้นยังคงมีประโยชน์ หากนำมาปรับใช้งานได้อย่างเหมาะสม ก็จะยังคงมีประสิทธิภาพ และทำประโยชน์กับสังคมได้ต่อไป

ที่มาข้อมูลและภาพ: audi-mediacentertopgeardesignboom
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech


Lightyear 0 รถยนต์โซลาร์เซลล์ วิ่งโดยไม่ชาร์จไฟได้ 7 เดือน

Mon, 27 Jun 2022 09:40:00

แม้ว่าจะเปิดตัวด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง แต่รถยนต์พลังงานโซลาร์เซลล์ Lightyear 0 ก็อาจเป็นความหวังให้กับคนใช้รถยนต์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ตัวรถยนต์ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่มีอย่างไม่จำกัด จึงทำให้รถวิ่งได้นานถึง 7 เดือน โดยไม่ต้องจอดแวะเพื่อเติมพลังงานเพิ่ม

Lightyear 0 (อ่านว่า Lightyear Zero) เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มาช่วยในการขับเคลื่อน ผลิตโดย Atlas Technologies บริษัทด้านเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Lightyear ทีมผู้ผลิตได้ใช้เวลากว่า 6 ปี ในการออกแบบ พัฒนารถยนต์ตัวต้นแบบ และทดสอบ จนได้รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน และจะเริ่มผลิตอย่างเป็นทางการภายในปี 2022 คาดว่ารถยนต์จะออกมาวิ่งบนท้องถนนได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

ความสามารถในการวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องจอดแวะเพื่อชาร์จพลังงาน ได้กลายเป็นจุดแข็งที่มีมากกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ารูปแบบอื่น รถยนต์ Lightyear 0 มีพื้นที่รับแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ จึงทำให้วิ่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่รถยนต์จะวิ่งได้ถึง 7 เดือน แม้ไม่ได้ชาร์จพลังงานเพิ่ม

รถยนต์ Lightyear 0 จะรับแสงอาทิตย์ผ่านแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อนำมาผลิตพลังงานสำหรับขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับในแต่ละวัน จะช่วยให้รถยนต์ขับต่อไปได้อีก 70 กิโลเมตรต่อวัน การชาร์จพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้รถยนต์ Lightyear 0 มีพลังงานใช้ไม่มีวันหมด แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงแดดที่จะนำมาเป็นพลังงานด้วยเช่นกัน หากวันไหนมีแดดน้อยก็อาจจะทำให้รถยนต์ได้รับพลังงานไม่เต็มที่

การชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์จนเต็ม 1 ครั้ง จะช่วยให้รถยนต์วิ่งไปได้ไกลถึง 625 กิโลเมตร โดยใช้กำลังไฟที่ 10.5 kWh ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร แม้ว่ารถยนต์ Lightyear 0 จะมีข้อดีในการใช้งานมาก แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่ค่อนข้างสูง คนใช้รถที่ต้องการประหยัดพลังงาน ก็อาจจะต้องคิดและรอเวลากันไปก่อน

 

ที่มาข้อมูลและภาพ: lightyear, cnn, cartoq
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech


Amazon เตรียมใช้โดรนส่งของ Prime Air ส่งสินค้าในสหรัฐฯ

Sun, 26 Jun 2022 18:40:00

หลังจากที่ใช้เวลาในการพัฒนามากกว่า 10 ปี และกำลังอยู่ในขั้นตอนการอนุมัติ Amazon เปิดเผยถึงความพร้อมในการใช้โดรน Prime Air สำหรับให้บริการส่งสินค้าให้กับลูกค้า โดยคาดว่าจะให้บริการส่งของให้กับลูกค้าในเมืองล็อคฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะเป็นสถานที่แรกในสหรัฐอเมริกาที่จะมีบริการส่งของให้กับลูกค้า

Amazon เว็บไซต์ขายของออนไลน์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เผยถึงความคืบหน้าของความพร้อมในการเตรียมจะใช้งานโดรน Prime Air สำหรับส่งของลูกค้า โดยโดรนส่งของทางอากาศกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการอนุมัติ และคาดการณ์ว่าจะพร้อมในบริการกับลูกค้าภายในปี 2022 นี้

ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้ากับเว็บไซต์ Amazon จะมีทางเลือกในการรับสินค้าที่จัดส่งโดยโดรน Prime Air เพิ่มเข้ามา ซึ่งวิธีการส่งสินค้าด้วยวิธีการนี้ จะช่วยให้สินค้าส่งถึงมือลูกค้าได้รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น เพราะสินค้าจะถูกส่งให้กับลูกค้าภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง และสินค้าจะถูกนำมาวางให้กับลูกค้าในบริเวณสวนหลังบ้าน

การส่งสินค้าทางอากาศเป็นช่องทางที่ Amazon มองว่าเป็นทางเลือกในการขนส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนบิน นำมาพัฒนาเพื่อช่วยขนส่งสินค้าที่มีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบาให้ไปถึงมือของลูกค้าได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่การขนส่งสินค้าด้วยโดรนจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับเสียงตอบรับจากลูกค้าที่ได้ใช้บริการแล้ว ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ว่าการให้บริการจะให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจเพียงใด เพราะผู้ผลิตเองก็ต้องรอให้ได้รับการอนุมัติก่อนจึงจะเริ่มให้บริการได้

เมื่อ Amazon ได้รับการอนุมัติให้เปิดบริการแล้ว ก็จะเริ่มให้บริการกับลูกค้าในเมืองล็อคฟอร์ด ซึ่งมีจำนวนประชากรประมาณ 4,000 คนก่อนเป็นที่แรก จากนั้นจึงค่อยขยายพื้นที่ให้บริการในพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป

 

ที่มาข้อมูลและภาพ: aboutamazon, bbc, theverge
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

 


สตาร์ตอัปตูนิเซีย พัฒนา "Kumulus" เครื่องผลิตน้ำดื่มจากอากาศ

Sun, 26 Jun 2022 08:25:00

ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในแถบอาหรับ เพราะทรัพยากรน้ำส่วนใหญ่ไม่เหมาะสมที่จะนำมาบริโภคได้ บริษัทสตาร์ตอัปในประเทศตูนิเซีย จึงได้พัฒนาเครื่องผลิตน้ำดื่มจากอากาศ Kumulus เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มในพื้นที่ดังกล่าว

Iheb Triki ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตาร์ตอัป Kumulus เครื่องผลิตน้ำดื่มที่จำลองการเกิดน้ำค้างยามเช้า เพื่อนำมาใช้ผลิตน้ำดื่มที่สะอาด โดยเครื่องมือนี้จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 2 เรื่อง คือ การเพิ่มปริมาณน้ำดื่มสะอาดให้มากขึ้น และการลดช่วยลดปริมาณการใช้ขวดน้ำพลาสติกให้น้อยลง

หลาย ๆ ประเทศในแถบอาหรับ ประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ซึ่งได้กลายเป็นปัญหาสำคัญที่ได้กับการพูดถึง และมีความพยายามแก้ไขในหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่มักจะพบเห็นในรูปแบบของการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนแหล่งน้ำที่มี ให้กลายเป็นแหล่งน้ำดื่มสะอาดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

แต่เครื่องมือก็อาจจะมีราคาแพงและยังไม่แพร่หลาย ทำให้เกิดการพัฒนาเครื่องมือในการผลิตน้ำดื่มอย่างต่อเนื่อง โดยการผลิตน้ำดื่มจากความชื้นในอากาศ เป็นหนึ่งในวิธีการผลิตน้ำดื่มด้วยการใช้ความชื้นในอากาศ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดได้ง่ายขึ้น

Kumulus เครื่องผลิตน้ำดื่มที่ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ โดยได้จำลองการเกิดปรากฎการณ์น้ำค้างยามเช้า ตัวเครื่องจะดักจับความชื้นในอากาศผ่านเข้ามาในฟิลเตอร์เพื่อกรองมลพิษต่าง ๆ ออกให้หมด จากนั้น เครื่องจะทำการควบแน่นอากาศด้วยความร้อนและความเย็น จนสามารถผลิตหยดน้ำออกมา แล้วนำไปกรองอีกครั้งจนได้น้ำสะอาดและปลอดภัย

โดยเครื่องผลิตน้ำดื่ม Kumulus จะสามารถผลิตน้ำดื่มสะอาดได้วันละ 30 ลิตร และจะถูกนำไปติดตั้งในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ซึ่ง Kumulus-1 จะถูกนำไปติดตั้งในโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลของตูนิเซียที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด

 

ที่มาข้อมูลและภาพ: kumuluswater, news.yahoo,thenationalnews
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech


เจ๋ง! เด็กไทยคว้ารางวัล ASEAN Geospatial Challenge 2022

Fri, 24 Jun 2022 13:09:00

เมื่อวันที่​ 23​ มิ.ย.2565 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมแสดงความยินดี กับทีมนิสิตที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทยจำนวน 2 ทีม เข้าร่วมกิจกรรม ASEAN Geospatial Challenge 2022 ในระดับนานาชาติ ซึ่งดำเนินการโดย Singapore Land Authority (SLA) ณ ประเทศสิงคโปร์ จนสามารถคว้ารางวัลมาครองได้สำเร็จ

 

ทีม Marlin จาก มหาวิทยาลัยบูรพาและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลระดับ Excellence และ ทีม Yolo จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับรางวัลระดับ Merit พร้อมรับเกียรติบัตรและเงินรางวัล

 

 

ทั้ง 2 ทีม เป็นทีมตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศลำดับที่ 1 จากการแข่งขันดังกล่าวภายในประเทศ ซึ่งดำเนินการจัดกิจกรรมโดย GISTDA ในฐานะหน่วยงานเครือข่าย ASEAN Geospatial Agencies ของ SLA เพื่อเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทย โดยคัดเลือกจากนิสิตและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา 

สำหรับรางวัลระดับอาเซียนในครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จของนักศึกษาไทยที่ได้มีโอกาสได้แสดงความสามารถในเวทีระดับนานาชาติและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากผลงานของผู้ร่วมแข่งขันอีกด้วย

 

ทั้งนี้ GISTDA มีแผนจะต่อยอดและสนับสนุนไอเดียของนิสิตนักศึกษาไปสู่การพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศและภูมิภาคต่อไป

 


"กระจกตา" ไม่ต้องรอบริจาค ความหวังของคนโลกมืด ลุ้นได้ใช้รายแรกของโลก

Thu, 23 Jun 2022 15:17:00
ถ้าวันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย คงจะรู้สึกตกใจมาก และมีคนทั่วโลกประมาณ 10 ล้านคน กำลังเผชิญกับเหตุการณ์นี้เพราะกระจกตาขุ่น เรากำลังพัฒนากระจกตาชีวภาพ เพื่อแก้ปัญหาการรอกระจกตาบริจาค เพื่อให้คนไทยได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง

คำพูดจาก "ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์" ซีอีโอบริษัท รีไลฟ์ จำกัด ในงานแถลงข่าว "นาสท์ด้า สตาร์ตอัป" NSTDA Startup ของ สวทช.ที่ได้เปิดตัว 9 ผลงานซึ่งได้รับการอนุมัติจาก สวทช.ในการส่งผ่านงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ในรูปแบบธุรกิจใหม่ กลายเป็นจุดสนใจให้ไทยพีบีเอสออนไลน์ ติดตามไปพูดคุยกับซีอีโอป้ายแดงคนนี้ ถึงจุดเริ่มต้นงานวิจัย ไปจนถึงความก้าวหน้าล่าสุด ก่อนที่นวัตกรรม "กระจกตาชีวภาพ" จะกลายมาเป็นความหวังใหม่ของวงการแพทย์ไทยในอนาคต

ทำไมถึงเริ่มต้นวิจัยและพัฒนากระจกตาชีวภาพ 

ดร.ข้าว : ผมเป็นนักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โดยได้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้มาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ช่วงที่เรียนปริญญาเอก เพราะเห็นช่องว่างทางการตลาด และช่องว่างในการศึกษา ราวกับว่ากระจกตากลายเป็นเรื่องที่ถูกคนมองข้าม 

ทั่วโลกมีคนรอเปลี่ยนกระจกตากว่า 10 ล้านคน แต่มีคนโชคดีได้เปลี่ยนเพียง 15% เหลืออีก 85% ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก คนไข้ในไทยบางคนต้องรอกระจกตานาน 2-3 ปี

วิธีเดียวที่จะรักษากระจกตาได้ คือ การเปลี่ยนกระจกตา แต่เมื่อเกิดข้อจำกัดขึ้น ทำให้เรามีแนวคิดที่จะพัฒนากระจกตาชีวภาพ ให้เหมือนกระจกตาทั้งความใส และความโค้ง เมื่อใส่ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) เข้าไป จะสามารถทำงานได้เหมือนกระจกตาจริง ๆ และช่วยให้คนไข้ได้รับกระจกตาเร็วขึ้น 


กระจกตาชีวภาพทำมาจากวัสดุอะไร

ดร.ข้าว : ผมออกแบบวัสดุเลี้ยงเซลล์ มีรูปร่าง หน้าตาทำงานเหมือนกระจกตา เมื่อใส่เซลล์เข้าไป มันจะทำหน้าที่ปกป้องเซลล์ และไกด์ไลน์เซลล์ เปลี่ยนวัสดุให้กลายเป็นกระจกตาชิ้นใหม่ เหมือนกับกระจกตาตอนที่เราเกิดใหม่เลย ทางเทคนิคเรียกว่า "ไฮโดรเจล" หรือชื่อเล่น "เจลลี่" โดยใช้เทคโนโลยีพิเศษเพื่อสร้างเส้นใยขนาดเล็ก คล้าย ๆ คอลลาเจน สานเป็นตาข่ายให้อยู่ในเจลลี่ ซึ่งมีกลไกเหมือนกระจกตาจริง ๆ

เมื่อใส่ตัวกระจกตาชีวภาพในคนไข้ ตัวสเต็มเซลล์จะค่อย ๆ กินกระจกตา แล้วกระตุ้นให้สเต็มเซลล์สร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้ได้ตลอดชีวิต

คุณสมบัติ - จุดเด่น กระจกตาชีวภาพ

ดร.ข้าว : เราจะทำให้ระยะเวลาในการรอกระจกตาบริจาคลดลง ตั้งใจว่า ไม่ให้เกิน 1 สัปดาห์ คนไข้ต้องได้เปลี่ยนกระจกตาใหม่ อีกส่วนคือ เราสามารถควบคุมค่าสายตาให้เหมาะสมกับความต้องการของคนไข้แต่ละคนที่กระจกตาบริจาคทั่วไปทำไม่ได้ 

นอกจากกระจกตาบริจาคจะมีน้อยแล้ว ปัญหาอีกอย่างที่พบ คือ กระจกตามีอายุการใช้งานที่สั้นมาก ๆ ไม่ถึง 1 สัปดาห์ก็ใช้งานไม่ได้แล้ว แต่กระบวนการเมื่อคนไข้เสียชีวิต กว่าจะมาถึงคนรับบริจาคใช้เวลานานก็อาจเสียหายก่อนได้ 

อีกกรณี คือ คนไข้อายุ 30 ปี ต้องเปลี่ยนกระจกตา แต่คนไข้ที่บริจาคกระจกตาอายุ 60 - 70 ปี แน่นอนว่า กระจกตาเสื่อมตามวัย เราอายุ 30 ปี แต่ได้กระจกตาอายุ 60 ปี มันก็ไม่เฟรช นี่คือข้อจำกัดที่เราอยากแก้ให้ตรงจุด


กระจกตาชีวภาพ เหมาะกับทุกคนที่ต้องเปลี่ยนกระจกตา ให้ใช้ทดแทนกระจกตาจริง ๆ ซึ่งผู้ที่ต้องเปลี่ยนกระจกตานั้น เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการได้รับบาดเจ็บ เกิดการกระแทก ถูกบาด หรือติดเชื้อจากการทำความสะอาดไม่ถูกต้องก็อาจทำให้กระจกตาขุ่นได้ เช่นเดียวกับโรคทางกรรมพันธุ์ หรือโรคจากพฤติกรรม เช่น การใช้โทรศัพท์หรือจ้องหน้าจอที่มีแสงเยอะ พฤติกรรมนี้ทำให้เกิดโรคสมัยใหม่ คือ กระจกตาโก่ง หรือ กระจกตาบางได้

ในสหรัฐฯ 50 คน เจอ 1 คน เมื่อเรามีค่าสายตาเอียง อาจบ่งบอกว่ากระจกตาเรามีปัญหา หากเราเอียงมาก ๆ มันอาจจะเป็นกระจกตาบาง และถึงจุดหนึ่งอาจต้องเปลี่ยนกระจกตา ดังนั้น โรคเกี่ยวกับกระจกตาไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเท่านั้น เด็กก็เป็นได้

ความคืบหน้าล่าสุด การวิจัยกระจกตาชีวภาพ

ดร.ข้าว : เราวิจัยมานาน 10 ปี อยู่ในจุดที่มีผลการทดลองที่ดีในห้องปฏิบัติการ และเข้าสู่ขั้นการทดลองในสัตว์ทดลองแล้ว ด้วยความร่วมมือกับทีมคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหลังเสร็จสิ้นเฟสนี้ จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การทดลองในมนุษย์เฟสแรก จึงต้องตั้งบริษัทขึ้นมา ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเตรียมยื่นจดทะเบียน เพื่อสร้างโรงงานการผลิตกระจกตาชีวภาพที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยสำหรับการทดลองกับคนไข้

ต้องทำโรงงานที่มีมาตรฐานทางการแพทย์ เพราะเป็นเรื่องความเป็นความตายของคน กว่าจะไปถึงจุดที่มั่นใจว่าจะใส่ให้คนไข้ ต้องผ่านการทดสอบทั้ง อย. และ FDA สหรัฐฯ ด้วย และเมื่อวันนั้นที่ได้ใช้กับคนไข้ รับประกันว่าปลอดภัย 

หากทำสำเร็จ คนไทยจะเข้าถึงได้มากน้อยแค่ไหน

ดร.ข้าว : ขณะนี้ ค่าใช้จ่ายเปลี่ยนกระจกตา สปสช.มีงบฯ ให้ประมาณ 50,000 บาทต่อ 1 ดวงตา ซึ่งความท้าทายของการเปลี่ยนกระจกตา จริง ๆ ไม่ใช่ในขั้นตอนการผ่าตัด เพราะทีมแพทย์มีประสิทธิภาพในการผ่าตัดปลอดภัยแทบจะ 100% แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ การรอกระจกตาบริจาค

เมื่อเปลี่ยนกระจกตาชีวภาพ ก็จะกลับมามองเห็นเหมือนปกติ เพราะมันคือการสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่ ด้วยความตั้งใจ เราจะสร้างกระจกตาชีวภาพให้คนไข้คนไทยได้ใช้ในราคาที่เอื้อมถึง หรือพยายามให้เข้าไปอยู่ในระบบประกันสุขภาพในประเทศไทยได้ แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น อาจต้องใช้กลไกอย่างการหาเงินจากคนที่มีกำลังซื้อ มาซัพพอร์ตคนไข้คนไทย

เราไม่อยากทำแพง มันจะไม่เกิดประโยชน์เลย ถ้าวิจัยทำออกมาได้แล้ว แต่ไม่มีคนใช้


ขีดเส้นกี่ปี คนไทยได้ใช้กระจกตาชีวภาพ

ดร.ข้าว : เราพยายามทำเต็มที่ เพื่อให้คนไทยได้ใช้กระจกตาชีวภาพโดยเร็วที่สุด สำหรับต่างประเทศก็มีการศึกษาวิจัยกระจกตาชีวภาพอยู่เช่นเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในเฟสสัตว์ทดลอง มีเพียงเจ้าเดียวในสหรัฐฯ ที่อาจจะไปถึงการทดลองในมนุษย์เฟสแรก ส่วนไทยอยู่ในช่วงสัตว์ทดลอง และเราจะเข้าทดลองในมนุษย์เฟสแรก ภายในปีหน้า ก็ใกล้เคียงกัน และจะพยายามทำให้สำเร็จทั้งหมดภายใน 5 ปี

ทุกวันนี้ยังไม่มีกระจกตาชีวภาพเกิดขึ้น และเราหวังว่าจะเป็นรายแรกของโลกในนามนักวิจัยและบริษัทสัญชาติไทย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สวทช.เปิดตัว “9 ดีปเทคสตาร์ทอัป” ขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่

แพลตฟอร์มคนไทย ช่วยจัดการอาหารโรงเรียน ตอบโจทย์โภชนาการ-ต้นทุน

 

 


สวทช.เปิดตัว “9 ดีปเทคสตาร์ทอัป” ขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่

Thu, 23 Jun 2022 14:51:00

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สวทช. ร่วมงานแถลงข่าว สวทช.ขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ “9 ดีปเทคสตาร์ทอัป” พร้อมเปิดตัว 9 NSTDA Startup : Deep-tech Startup ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา เพื่อขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและยกระดับเศรษฐกิจด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม


ทั้งนี้ NSTDA Startup จะช่วยตอบโจทย์การเร่งให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของผลงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (RDI) ให้เร็วยิ่งขึ้น โดยหลัก คือ จะมีกลุ่มนักวิจัยเข้าร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนและ/หรือ สวทช. ในการปั้นโมเดลธุรกิจ (Business Model) จากผลงานวิจัยของ สวทช.เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นแผนธุรกิจ (Business Plan) อย่างเป็นรูปธรรม แล้วก้าวไปสู่การร่วมจัดตั้งเป็นบริษัทสตาร์ตอัป

สำหรับ 9 NSTDA Startup : Deep-tech Startup เพื่อขยายงานวิจัยสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ประกอบด้วย ด้านอุตสาหกรรม Biotechnology & BIO Service ได้แก่ บริษัท ไบโอเทค โกลเบิ้ล อินโนเวชั่น จำกัด ให้บริการแพลตฟอร์มด้าน Biotechnology และ Life Science ที่ครบวงจรรายแรกของประเทศที่ครอบคลุมครบถ้วนทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเครือข่ายธุรกิจ

ด้านอุตสาหกรรม Digital ได้แก่ บริษัท เอไอไนน์ จำกัด (AI9) เป็นแพลตฟอร์ม AI ของบริษัทไทยรายแรกที่ให้บริการการถอดเสียงการประชุมโดยใช้เทคโนโลยี AI บริษัท ดาร์วินเทค โซลูชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการจัดอาหารและดูแลสุขภาพในสถานศึกษาแบบครบวงจร บริษัท บิ๊กโก อนาไลติกส์ จำกัด ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาระบบจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data / Data Analytic) ที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง


ด้านอุตสาหกรรม Aging Society/Quality of Life
ได้แก่ โครงการ รีไลฟ์ (อยู่ระหว่างเตรียมจดทะเบียนในนามบริษัท รีไลฟ์ จำกัด) ผลิตกระจกตาชีวภาพที่ไม่ต้องรอบริจาคจากผู้อื่น สามารถใช้ได้เลย สามารถออกแบบค่าสายตาให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน ไม่มีความเสี่ยงจากการใช้กระจกตาจากผู้อื่นหรือวัสดุเทียม บริษัท เบรนนิฟิต จำกัด ให้บริการแพลตฟอร์ม Game-based neurofeedback system ช่วยฟื้นฟูศักยภาพการเรียนรู้ได้ถึง 5 ด้าน และวัดผลได้อย่างแม่นยำ

และด้านอุตสาหกรรมด้านความงามและอาหารเสริม ได้แก่ บริษัท สไปก์ อาร์ชิ เทคโทนิคส์ จำกัด ผลิตเข็มขนาดไมโคร (Microneedle) ในรูปแบบแผ่นแปะเทคโนโลยี Microspike ที่มีลักษณะพิเศษความเฉพาะที่สามารถดีไซน์ได้ตามต้องการของลูกค้าที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้สามารถนำส่งสารสำคัญผ่านผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีบริษัท ควอนตัม ไบโอเทค จำกัด ใช้ประโยน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ นำเทคโนโลยีด้านไบโอรีไฟเนอรี่และไฮบริดมาผลิตสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และ โครงการ KANTRUS การผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุออกฤทธิ์สำหรับเครื่องสำอางและการแพทย์ เช่น โปรตีนอีจีเอฟ ที่มีความบริสุทธิ์และความสามารถในการออกฤทธิ์สูง ในราคาที่เข้าถึงได้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แพลตฟอร์มคนไทย ช่วยจัดการอาหารโรงเรียน ตอบโจทย์โภชนาการ-ต้นทุน

 

 


รบ.เตรียมส่งดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกของไทยขึ้นสู่อวกาศ ต้นปีหน้า

Thu, 23 Jun 2022 14:02:00

วันนี้ (23 มิ.ย.2565) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขับเคลื่อนการลทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยและประชาชนทุกกลุ่มใช้ประโยชน์จากดิจิทัลได้อย่างสูงสุด

ความคืบหน้าล่าสุด การพัฒนาดาวเทียมเล็ก “THEOS-2” ตามนโยบายของรัฐบาล ที่พัฒนาโดยวิศวกรดาวเทียมชาวไทยกว่า 20 คน จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างดาวเทียมจากประเทศอังกฤษ เป็นเวลากว่า 2 ปี ได้เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว

ขณะนี้ อยู่ระหว่างทดสอบระบบดาวเทียม ณ ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียม อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ก่อนส่งขึ้นสู่อวกาศในต้นปี 2566

สำหรับ ดาวเทียมเล็ก “THEOS-2” เป็นดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกของไทย มีน้ำหนัก 100 กก.พร้อมด้วยระบบเซนเซอร์และกล้องถ่ายภาพ ประกอบด้วย กล้องถ่ายภาพโลก กล้องถ่ายภาพดาวเทียม อุปกรณ์วัดสนามแม่เหล็กโลก อุปกรณ์วัดการเคลื่อนไหว อุปกรณ์วัดความเข้มของแสงอาทิตย์ และอุปกรณ์จีพีเอส

ทั้งนี้ สามารถบันทึกภาพที่มีรายละเอียดประมาณ 1 เมตร ต่อ pixel เมื่อส่งขึ้นสู่อวกาศแล้ว จะโคจรรอบโลกวันละ 13 - 14 รอบ และผ่านประเทศไทย 3 - 4 รอบต่อวัน ถือเป็นความก้าวหน้าด้านพัฒนากิจการอวกาศของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บริษัทอุตสาหกรรมการบิน จำกัด (TAI) สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (TSC) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจว่าด้วยการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาทดสอบชิ้นส่วนอากาศยาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศของประเทศไทย

มีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ภายใต้กรอบความร่วมมือของพันธมิตรทั้ง 4 หน่วยงาน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้า และเพิ่มความสามารถการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (S-Curve 7) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (S-Curve 11)

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันส่งเสริมการสร้าง และการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน บริภัณฑ์ภาคพื้น และอุปกรณ์สนับสนุนการซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่อสนับสนุนการซ่อมบำรุงอากาศยานพร้อมกับการสนับสนุนจากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานในการทดสอบชิ้นงาน และให้การรับรองคุณภาพความปลอดภัยในการใช้งานตามมาตรฐาน AS9100D ทำให้ผู้ใช้งานมีความเชื่อมั่นในคุณภาพ และความปลอดภัยในชิ้นส่วนอากาศยานที่ผลิตภายในประเทศ รวมทั้ง กระตุ้นความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการประกอบธุรกิจด้านการบินและอวกาศ


แพลตฟอร์มคนไทย ช่วยจัดการอาหารโรงเรียน ตอบโจทย์โภชนาการ-ต้นทุน

Wed, 22 Jun 2022 15:55:00

วันนี้ (22 มิ.ย.2565) สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ หุ้นส่วนและ ที่ปรึกษา บริษัท ดาร์วินเทค โซลูชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้ระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยจัดอาหารและดูแลสุขภาพในสถานศึกษาแบบครบวงจร โดยอธิบายว่า แพลตฟอร์มดังกล่าว จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและช่วยใน 4 ด้าน 1.ระบบบริหารจัดการอาหารในโรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการ, 2.ระบบบริหารจัดการโรงอาหารแบบ Smart Canteen,3.บริการจัดหาวัตถุดิบและปรับเมนูอาหารให้เหมาะสม,4.บริการเชื่อมต่อ IOT Devices ตามความต้องการ

 

สุปิยา กล่าวเพิ่มเติมว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถตอบโจทย์การจัดการอาหารได้เป็นอย่างดี หลังให้บริการมากกว่า 10 ปีในโรงเรียนกว่า 40,000 แห่ง โดยเฉพาะโรงเรียนที่จัดการอาหารตามงบประมาณที่ได้รับ

 

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนที่จัดการอาหารในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ในโรงเรียนมัธยมซึ่งเป็นรูปแบบของโรงอาหารที่ให้เด็กสามารถเลือกอาหารได้เอง ทางบริษัทก็มีแพลตฟอร์มที่ช่วยบริหารจัดการได้หรือเรียกว่า Smart canteen โดยให้นักเรียนสามารถเลือกอาหารเอง หรือ Tailor-Made รายบุคคล

 

ขณะที่ รูปแบบของโรงเรียนที่จ้างเหมาผู้ประกอบการในการประกอบอาหารให้กับโรงเรียน จะมีแพลตฟอร์มที่สามารถจัดการอาหารให้ครบถ้วนตามโภชนาการและสามารถบริหารต้นทุนได้ รวมถึงยังเชื่อมต่อข้อมูลอาหารที่จัดเข้าสู่ Thai School Lunch เพื่อให้ทางโรงเรียนตรวจสอบรายการอาหาร คุณภาพ และปริมาณวัตถุดิบได้

 

รวมถึง ยังช่วยตอบโจทย์การยกระดับอาหารปลอดภัยในโรงเรียนที่แต่เดิมที่หลายภาคส่วนมีความพยายามที่จะเชื่อมโยงความต้องการของโรงเรียนกับเกษตรกร และจะจบที่ Smart Contact ซึ่งหากจะยกระดับอาหารปลอดภัยให้ได้อย่างแท้จริงจะต้องตอบโจทย์ไปถึงระบบโลจิสติกส์ การทำบัญชี หรือ อีเพย์เมนต์ ซึ่งทางแพลตฟอร์มจะสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้

นอกจากนี้ ยังมี แพลตฟอร์มไดอารี ในการช่วยให้โรงเรียนสามารถเฝ้าระวังและติดตามด้านสุขภาพ โดยจะเน้นในเรื่องโภชนาการและพัฒนาการ ซึ่งแท้จริงมีความต้องการจากโรงเรียนที่หลากหลายทั้งสุขภาวะอื่น ๆ ซึ่งทางบริษัทได้ร่วมมือกับหุ้นส่วนที่มีความเชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์ IOT ที่สามารถเชื่อมต่อให้ครบวงจรอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าว เป็นหนึ่งใน 9 ผลงานที่ได้รับการอนุมัติจาก สวทช.ในการส่งผ่านงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ในรูปแบบธุรกิจใหม่ สวทช.ที่เรียกว่า "นาสท์ด้า สตาร์ตอัป" NSTDA Startup" ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา

โครงการดังกล่าว จะช่วยตอบโจทย์การเร่งให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของผลงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (RDI) ให้เร็วยิ่งขึ้น โดยหลัก คือ จะมีกลุ่มนักวิจัยเข้าร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนและ/หรือ สวทช. ในการปั้นโมเดลธุรกิจ (Business Model) จากผลงานวิจัยของ สวทช.เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นแผนธุรกิจ (Business Plan) อย่างเป็นรูปธรรม แล้วก้าวไปสู่การร่วมจัดตั้งเป็นบริษัทสตาร์ตอัป


เจ๋ง! นักเรียนไทยคว้าแชมป์โลก แข่งสร้างดาวเทียมจำลองขนาดจิ๋ว

Mon, 20 Jun 2022 14:11:00

วันนี้ (20 มิ.ย.2565) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพมหานคร ทีม Descendere คว้าแชมป์โลกในการแข่งขันสร้างดาวเทียมจำลองขนาดจิ๋ว Annual CANSAT Competition 2022 ณ สถาบันโพลีเทคนิค และมหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ส่วนนักเรียนไทยอีกชุด ในชื่อทีม Gravity คว้าอันดับ 7 ของโลก ในการแข่งขันรายการเดียวกัน

ภาพ : Assumption College • โรงเรียนอัสสัมชัญ

ภาพ : Assumption College • โรงเรียนอัสสัมชัญ


สำหรับการแข่งขัน Annual CANSAT Competition 2022 เป็นการแข่งขันสร้างดาวเทียมจำลองที่มีขนาดเล็กจิ๋วเท่ากระป๋องเครื่องดื่ม หรือ ที่เรียกว่า “CANSAT” โดยปฏิบัติตามภารกิจที่กำหนด ซึ่งนักเรียนไทยทีม Descendere สามารถคว้าแชมป์โลก ด้วยคะแนน 86.2185% มีสมาชิกประกอบด้วย 1.ปิติภูมิ อาชาปราโมทย์ 2. กฤษฎา สิงหะคเชนทร์ 3. ธรรศวริทธิ์ เครือคล้าย 4. นุชิต วิจิตรกิจจา 5. กิตติภณ อมรประเสริฐกิจ 6. สุวิจักขณ์ ปิยะนพโรจน์ 7. ฆฤณ กวีวงศ์สุนทร 8. อัคคนิรุทธิ์ ปานเดช

ส่วนทีม Gravity คว้ารางวัลอันดับ 7 ของโลก ด้วยคะแนน 66.4924% มีสมาชิกประกอบด้วย 1.ณรงค์ภัทร ราศีเพ็ญงาม 2. บุญฤทธิ์ ปฐมนันทพงศ์ 3. กฤตยชญ์ สวิง 4. เวธน์วศิน ศิริรัตน์อัสดร 5. พุทธิพงศ์ สวัสดิบุญหนา 6. กฤตวัฒน์ ปุญญพัฒนกุล 7. พศิน ตันติรัฐพงศ์ 8. ริชภูมิ อุดมพรวิรัตน์ 9. รณชัช ขวัญกิจธนรัช โดยมีมาสเตอร์ พชร ภูมิประเทศ และ มาสเตอร์ ณัฐกิตติ์ ขวัญกิจพิศาล เป็นครูที่ปรึกษา

 


Dyper ผ้าอ้อมทำจากไม้ไผ่ ใช้แล้วย่อยสลายได้

Sun, 19 Jun 2022 08:45:00

การรีไซเคิลขยะที่ได้จากผ้าอ้อมสำเร็จรูปนั้น มีกระบวนที่ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะมีขั้นตอนหลายอย่างกว่าจะทำให้ขยะประเภทนี้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง คุณพ่อผู้รักโลกและห่วงใยสุขภาพของลูก จึงได้พัฒนาผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ผลิตจากไม้ไผ่ เมื่อใช้แล้วสามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้

Dyper ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยคลายความกังวลใจให้กับ Sergio Radovcic คุณพ่อผู้ห่วงใยสุขภาพของลูกและปัญหาขยะที่เกิดจากผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ใช้แล้วทิ้ง ไม่สามารถย่อยสลายได้ หรือนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้ยาก เพราะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยาก

Sergio Radovcic จึงได้พัฒนาผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ทำจากไม้ไผ่ ใช้แล้วย่อยสลายได้ เพื่อช่วยลดปัญหาการเกิดขยะจากผ้าอ้อม ซึ่งมีมากถึง 7% ของขยะในครัวเรือน โดยขยะประเภทนี้มีขั้นตอนการกำจัดขยะที่ยุ่งยากมากกว่าขยะประเภทอื่น Sergio แก้ปัญหานี้ด้วยการผลิตผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ช่วยลดขั้นตอนการกำจัดขยะที่ยุ่งยากเหล่านี้

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป Dyper เป็นผลิตภัณฑ์ Plant-Based ที่ทำมาจากไม้ไผ่ เรียกง่าย ๆ ว่าอาจเป็นมิตรกับทุกคนบนโลก โดยเฉพาะกับก้นเด็ก เพราะไม่ทำให้เปียกชื้น หรือเป็นผดผื่นบนผิว วัสดุที่นำมาผลิตเป็นเส้นใยไม้ไผ่ที่หาได้ง่ายจากธรรมชาติ และไม่มีส่วนผสมของสารเคมี ไม่มีการพิมพ์ภาพ ไม่แต่งกลิ่น จึงไม่ทำให้เกิดการตกค้างของสารเคมีบนผิวของเด็ก และได้รับการรับรองมาตรฐานจาก OEKO TEX ว่ามีความปลอดภัย เหมาะสมกับการใช้งาน

เส้นใยไผ่มีคุณสมบัติในการช่วยระบายอากาศ ไม่มีกลิ่น อ่อนโยนกับผิว ดูดซับความชื้นต่าง ๆ ได้ดี และมีความทนทาน จึงเหมาะกับการนำมาผลิตเป็นผ้าอ้อมสำเร็จรูป หรือใช้งานที่ต้องมีการเคลื่อนไหวมาก ๆ โดยคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ผ้าอ้อมจากไม้ไผ่มีนั้น ไม่ต่างจากผ้าอ้อมสำเร็จรูปทั่วไป แต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

ที่มาข้อมูลและภาพ: dyperstorebrandsnonwovens
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

 


21 มิ.ย.65 "วันครีษมายัน" กลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี

Sat, 18 Jun 2022 11:10:00

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า วันที่ 21 มิ.ย.2565 ที่จะถึงนี้ เป็นวัน "ครีษมายัน" (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี "Solstice" เป็นภาษาอินโดยูโรเปียน คำว่า "Stice" หมายถึง สถิต หรือ หยุด ดังนั้น Summer Solstice จึงหมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์โคจรไปถึงจุดหยุด หรือจุดสุดทางเหนือ

 

แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา ตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นมา ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปทางเหนือเรื่อยๆ และจะหยุดที่จุดเหนือสุดในวันที่ 21 มิ.ย. จากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนลงมาทางใต้ ในวันดังกล่าวดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด จึงทำให้มีช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อนของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศทางซีกโลกใต้

ในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ ดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 05.51 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18.47 น. รวมเวลาที่ดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าประมาณ 12 ชั่วโมง 56 นาที



ใน 1 ปี ที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จะเกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น - ตก ของดวงอาทิตย์ทั้งหมด 4 ครั้ง ได้แก่

 

ปรากฏการณ์ถัดไปที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น - ตกของดวงอาทิตย์ ได้แก่ "วันศารทวิษุวัต" (Autumnal Equinox) ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้เปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ผลิ

 


Pico Max กระถางต้นไม้อัจฉริยะ ปลูกต้นไม้ได้แม้ไม่มีเวลา

Sat, 18 Jun 2022 08:30:00

Pico Max อาจเป็นความหวังให้กับคนที่ปลูกต้นอะไรก็ตายหมด หรือคนที่ไม่ค่อยมีเวลาแต่อยากปลูกต้นไม้ ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพราะกระถางต้นไม้อัจฉริยะ Pico Max จะช่วยรดน้ำและให้แสงกับต้นไม้ได้ โดยคนปลูกไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลมาก ที่สำคัญ ต้นไม้ก็ไม่ตายและเติบโตขึ้นมาเป็นต้นที่สวยงามอย่างที่ต้องการได้

การปลูกต้นไม้เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ต้องอาศัยเวลา และการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี หากคนปลูกมีเวลาให้กับต้นไม้ไม่มากนัก ต้นไม้ก็อาจไม่เติบโตได้อย่างที่ใจต้องการ Pico Max เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำหรับคนรักต้นไม้ เพราะจะช่วยดูแลต้นแม้แทนคนปลูกได้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ช่วยให้น้ำ และแสงสว่างที่จะเป็นสำหรับการเติบโตของต้นไม้ได้อย่างดี แม้ว่าจะมีเวลาในการดูแลน้อย ต้นไม้ก็จะไม่แห้งเหี่ยวอย่างแน่นอน

Pico Max เป็นอุปกรณ์ช่วยปลูกต้นไม้ที่มาจากโครงการระดมทุน Kickstarter ที่มีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมาก โดยตัวอุปกรณ์จะทำหน้าที่คล้ายกระถางต้นไม้ที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบปลูกต้นไม้ขนาดเล็กภายในบ้าน เช่น ผักสวนครัว พืชสมุนไพร หรือต้นไม้ขนาดเล็กที่สามารถนำมาปลูกในที่ร่มได้ ทำให้ผู้ใช้เลือกและกำหนดได้ว่าจะปลูกต้นไม้ที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะลืมรดน้ำ หรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอสำหรับต้นไม้

กระถางต้นไม้อัจฉริยะ Pico Max เป็นกระถางรุ่นที่ผู้ผลิตพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จึงมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม และสามารถปลูกต้นไม้ได้หลายชนิดมากขึ้น กระถางต้นไม้ Pico Max มีขนาดที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป และมีช่องสำหรับใส่น้ำ ดิน เมล็ดพันธุ์พืชที่ต้องการปลูก

ด้านบนของกระถางจะมีหลอดไฟ LED สำหรับให้พลังงานและแสงสว่างสำหรับการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ ซึ่งสามารถยืดหดได้ตามการเติบโตของต้นไม้ และมีช่องเสียบชาร์จแบบ USB-C สำหรับให้พลังงานกับอุปกรณ์ กระถางต้นไม้ ​Pico Max จะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งานที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลต้นไม้ เพราะกระถางจะช่วยคำนวณเวลาและปริมาณน้ำที่ต้นไม้ต้องการในแต่ละวัน

โดยที่ผู้ใช้งานมีหน้าที่เพียงแค่เติมน้ำในช่องเติมน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของกระถาง Pico Max ที่จะช่วยดูแลต้นไม้ต่อไป ด้วยการดูดน้ำผ่านเครื่องปั๊มน้ำขนาดเล็กไปรดน้ำต้นไม้ตามเวลาที่คำนวณไว้ จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ที่ต้องการดูแลต้นไม้แต่มีเวลาน้อย



ที่มาข้อมูลและภาพ: altifarm, kickstarter
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech


ไมโครซอฟต์ ปิดตำนาน 27 ปี "Internet Explorer"

Thu, 16 Jun 2022 06:07:00

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2565 ผู้ใช้บริการบนโลกออนไลน์ ต่างต้องเคยใช้หรือคุ้นเคยกับเบราว์เซอร์ดั้งเดิมอย่าง Internet Explorer หรือ ไออี ที่เปิดมานานกว่า 27 ปี แต่ล่าสุด ไมโครซอฟต์ ได้ประกาศให้ผู้ใช้ย้ายไป Microsoft Edge แทน หลังได้แจ้งเรื่องการหยุดให้บริการตั้งแต่ปีที่แล้ว

ไมโครซอฟต์ระบุว่า Microsoft Edge จะเป็นเบราว์เซอร์ที่เร็วกว่า ปลอดภัยกว่า และทันสมัยกว่าตัวเดิม แต่ผู้ที่ยังต้องการใช้งาน Internet Explorer อยู่ สามารถเข้าใช้งานผ่าน IE mode ใน Microsoft Edge ได้ โดยจะยังคงได้รับการสนับสนุนไปอีกประมาณ 7 ปี

สำหรับ Internet Explorer ถือเป็นเบราว์เซอร์ที่เคยได้รับความนิยมสูงสุดในโลก โดยในปี 2546 มีผู้ใช้งานมากกว่าร้อยละ 95 ก่อนที่คู่แข่งอย่าง Firefox และ Google Chrome จะตีตลาดจนความนิยม IE เสื่อมถอยลง

ตร.เตือนเปลี่ยนเว็บบราวเซอร์เพื่อความปลอดภัย

ขณะที่ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เตือนเกี่ยวกับการยุติบริการดังกล่าวของไมโครซอฟต์ โดยระบุว่า จะส่งผลให้บริษัท-องค์กร หรือประชาชน ที่ยังคงใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ Internet Explorer มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ของโปรแกรม ทำให้อาจตกเป็นเป้าของผู้ที่ไม่หวังดี ทำการโจรกรรมข้อมูล ดักข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือเข้าถึงระบบโดยมิชอบ ทำให้ได้รับความเสียหายได้

ทั้งนี้ ขอเตือน ให้เปลี่ยนมาใช้งานเว็บเบราว์เซอร์อื่น ๆ ที่ยังคงมีการให้บริการจากทางต้นสังกัดอยู่ เช่น Microsoft Edge, Google Chrome, Firefox หรือ Safari และหากได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานทีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือ สายด่วน 1441

 


"นาซา" ตั้งคณะเจ้าหน้าที่ศึกษา "ยูเอฟโอ"

Fri, 10 Jun 2022 17:13:00

วันนี้ (10 มิ.ย.2565) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา ได้จัดตั้งคณะเจ้าหน้าที่ เพื่อศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งรวมไปถึงวัตถุบินได้ ที่ไม่สามารถระบุได้ หรือ ยูเอฟโอ

คณะทำงานชุดดังกล่าว จะเก็บรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ต่าง ๆ บนท้องฟ้า จากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ ที่ระบุแล้วว่า ไม่ใช่เครื่องบินหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งนาซา ระบุว่า การศึกษาครั้งนี้ เป็นไปตามมุมมองด้านความมั่นคงและความปลอดภัย พร้อมระบุ ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ที่ไม่สามารถอธิบายได้ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นนั้น มาจากนอกโลก

การศึกษาครั้งนี้ จะเริ่มในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เดือน ก.ย. - พ.ย.นี้ และคาดว่า จะใช้เวลาทั้งหมด 9 เดือน โดยงานแรกของเจ้าหน้าที่ คือ การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากทั้งประชาชน รัฐบาล และองค์กรต่าง ๆ โดยจะเริ่มจากการระบุปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้จัดทำประชาพิจารณ์ เกี่ยวกับยูเอฟโอเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี หลังจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า พบเห็นปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว

ขณะที่ เจ้าหน้าของรัฐบาล เตือนว่า จะต้องมีการสอบสวนและดำเนินการเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ต่าง ๆ อย่างจริงจัง เนื่องจากอาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

 

ที่มา : CNN

 


ต้องรู้! "สับปะรดสีชมพู GMO" ปลูก-ขาย-ครอบครองผิดกฎหมาย

Thu, 9 Jun 2022 10:40:00

กรณีมีข้อมูลในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องขายสับปะรดสีชมพูในไทย ผิดกฎหมาย ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง 

วันนี้ (9 มิ.ย.2565) ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุถึงกรณีที่มีการระบุว่ามีการพบสับปะรดเนื้อสีชมพู ซึ่งเป็นพืชตัดต่อพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ (GMO) ที่เป็นการทดลองของบริษัท Del Monte ได้ปลูกในประเทศคอสตาริกา และเป็นพืชจีเอ็มโอ โดยได้ให้กรมวิชาการเกษตรตรวจเข้มทุกพื้นที่ เพราะประเทศไทยมีนโยบายปลอดพืชจีเอ็มโอ ไม่มีการอนุญาตนำเข้าแต่อย่างใด จึงเตือนประชาชนว่าอย่านำเข้าพืชดังกล่าวหรือสนับสนุนในการซื้อขาย  

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด เพราะได้มีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และจะยิ่งเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กันและกัน เพราะลำพังภาครัฐก็จำกัดด้วยกำลังคน โดยเฉพาะยุคที่การซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ที่มีการส่งสินค้ากันมาก ทำให้สุ่มเสี่ยงกับการส่งของผิดกกฎหมาย ดังนั้นฝากประชาชนว่าใครพบเห็นให้รีบแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ทันที

ฝากเตือนผู้ลักลอบนำเข้าว่า หากพบจะมีโทษตามกฎหมายตามพ.ร.บ.กักพืชพ.ศ.2507 ที่ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนั้น กรณีกรมวิชาการเกษตรตรวจพบว่ามีการลักลอบซื้อ-ขาย หรือปลูก สามารถยึด อายัดและทำลายได้ทันที โดยผู้ซื้อ-ผู้ขาย เรียกร้องค่าเสียหายจากใครไม่ได้ ดังนั้นมีแต่เสียด้านเดียว จึงขอวอนพี่น้องประชาชนว่าอย่าสนับสนุนพืชดังกล่าว ซึ่งกรมวิชาการเกษตร จะมีการจัดทำโปสเตอร์แสดงชนิดพืชสับปะรดสีชมพู เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยพี่น้องประชาชนให้ได้ช่วยตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วย

 

รู้จักสับปะรดสีชมพู พืช GMO 

ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภค โดยน.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ อนุกรรมการด้านอาหารยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่า ได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้บริโภคว่าพบการเผยแพร่โฆษณาจำหน่ายสับปะรดที่มีเนื้อสีชมพู บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยผลไม้ดังกล่าวเป็นผลไม้ที่ผ่านการดัดแปรพันธุกรรม หรือที่เรียกว่าผลไม้จีเอ็มโอ (GMOs) ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในประเทศไทย

สภาองค์กรของผู้บริโภค เร่งรัดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสับปะรดจีเอ็มโอในประเทศไทย เร่งออกประกาศเรื่องผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ รวมถึงฉลากจีเอ็มโอ และร่วมกันเฝ้าระวังการโฆษณาผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนที่พืชผักผลไม้จีเอ็นโอจะปนเปื้อนพืชท้องถิ่นสร้างปัญหาการปนเปื้อน การส่งออก และผลกระทบต่อผู้บริโภค

ภาพ:สภาองค์กรของผู้บริโภค

ภาพ:สภาองค์กรของผู้บริโภค

พบมีการแอบขายในช่องทางออนไลน์ 9 เดือน

ด้าน น.ส.มลฤดี โพธิ์อินทร์ ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการฯ กล่าวว่า ได้มีการร้องเรียนหน่วยงานภาครัฐจากการพบการนำเข้าสับปะรดสีชมพูกว่า 9 เดือนที่แล้ว แต่ยังมีการทะลักเข้ามาของผลไม้ชนิดนี้อย่างไม่ขาดสาย สับปะรดดังกล่าวใช้ชื่อการค้าว่า Pinkglow® pineapple ซึ่งเป็นของบริษัท DEL MONTE ประเทศคอสตาริกา โดยพัฒนาพันธุ์สับปะรดให้มีเนื้อสีชมพูด้วยกระบวนการดัดแปรพันธุกรรม ที่มีการประกาศขายออนไลน์ในประเทศไทย

สภาองค์กรของผู้บริโภค จึงได้ทำหนังสือสอบถามเกี่ยวกับประเด็นการควบคุมและกำกับดูแลไปยัง 2 หน่วยงาน คือ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.25564 โดยได้รับหนังสือตอบจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เมื่อ 4 พ.ย. 2564 ว่า การนำเข้าสับปะรดสีชมพูที่มีการดัดแปรพันธุกรรม เพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ภายใต้การควบคุมตามพ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งกำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

อย.ตอบกลับเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2564 ว่าการกำกับดูแลการนำเข้าสับปะรดที่มีการดัดแปรพันธุกรรม อยู่ภายใต้ประกาศตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

น.ส.มลฤดี กล่าวว่า สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงสาธารณสุขอีก 2 ครั้ง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีก 3 จึงได้รับคำตอบว่า กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างการออกประกาศว่าด้วยอาหารจากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม และประกาศฉลากจีเอ็มโอ

ในขณะที่คำตอบจาก มกอช.กลับระบุว่า สับปะรดจีเอ็มสีชมพูเป็นสิ่งต้องห้าม แต่ไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่ในการตรวจค้นได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงจำเป็นต้องมีหมายค้น สิ่งที่ทำได้ คือ การประสานด่านศุลกากร ด่านตรวจพืช ด่านอาหารและยา เข้มงวดการตรวจสอบ ประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้นำโฆษณาออกจากสื่อ และทำสื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลการนำเข้าสับปะรดกับกฎหมายกักพืช

9 เดือนแล้วที่สภาองค์กรของผู้บริโภคทำหนังสือไปถึงทั้ง 2 หน่วยงาน แต่ยังพบว่ามีการขายและรีวิวขายในไทย สะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าในจัดการปัญหาของหน่วยงานรัฐ ส่งผลต่อระบบการคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้อาจเกิดความเสี่ยงจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ 

รศ.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า การหลุดรอดของสับปะรดจีเอ็มจากการลักลอบส่งออกจากประเทศคอสตาริก้าแล้วลักลอบนำเข้าประเทศไทยนำเข้ามาในรูปหน่อพันธุ์ หลังจากการประชาสัมพันธ์คุณสมบัติของสับปะรดพันธุ์ดังกล่าวว่ามีกลิ่น และรสดีกว่าสับปะรดแบบดั้งเดิม

แม้มีเกษตรกรบางส่วนที่ซื้อหน่อพันธุ์ไปทดลองปลูกแล้วต่อมาทราบว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงได้ทำลายทิ้งไป แต่อาจมีเกษตรกรบาง ส่วนที่ซื้อหน่อพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่เกษตรกรรม และมีข่าวว่านักผสมพันธุ์ต้นไม้ระดับอาจารย์ได้นำไปผสมพันธุ์กับสับปะรดปกติจนได้ลูกผสมก่อนทำลายสับปะรดจีเอ็มโอทิ้ง

ภาพ:สภาองค์กรของผู้บริโภค

ภาพ:สภาองค์กรของผู้บริโภค

ห่วงปนเปื้อนพื้นที่ปลูกสับปะรด 148,198 ไร่

ส่วนนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า หากปล่อยให้มีการลักลอบนำเข้าและปลูกในวงกว้าง ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบกับการส่งออกของอุตสาหกรรมผลไม้ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ และเพิ่มภาระต้นทุนการตรวจสอบของภาคเอกชน จากบทเรียนปัญหาการปนเปื้อนทางพันธุกรรมของมะละกอจีเอ็มโอเมื่อปี 2556 ที่ทำให้การส่งออกลดลง 4–5 เท่า เนื่องจากประเทศคู่ค้า เช่น สหภาพยุโรปไม่ยอมรับ

เฉพาะจ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่ที่ปลูกสับปะรดมากสุดถึง 148,198 ไร่ หรือ 34.95% และยังเป็นพื้นที่ที่มีการแปรรูปสับปะรดกระป๋อง จึงอยากให้รีบจัดการกับการนำเข้าสับปะรดจีเอ็มโอ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรที่ปลูกสับปะรดกว่า 50,000 ครอบครัว รวมถึงอุตสาหกรรมสับปะรดทั้งระบบ

ข้อเสนอ 4 ข้อล้อมคอกพืชจีเอ็มโอ 

1.ขอให้กรมวิชาการเกษตรเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของสับปะรดดัดแปรพันธุกรรมในประเทศ เนื่องจากการควบคุมการปลูกและจำหน่ายสับปะรดจีเอ็มโอสีชมพูในไทย เป็นสิ่งต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 โดยกรมวิชาการเกษตรมีอำนาจในการตรวจค้น ยึด อายัด ทำลาย และสั่งไม่ให้นำเข้า ดังนั้น เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย หากจำเป็นต้องมีหมายค้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ ก็ควรเร่งดำเนินการเพื่อออกหมายค้น

2.ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งออกประกาศว่าด้วยอาหารจากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม และประกาศฉลากจีเอ็มโอ ตามที่องค์กรของผู้บริโภคเคยทำข้อเสนอ โดยต้องมีสัญลักษณ์ฉลากจีเอ็มโอที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์

3.ขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร และ อย. สร้างกระบวนการเฝ้าระวังและติดตามการโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์

4.เสนอให้รัฐนำพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ ฉบับประชาชน ที่เคยเข้าสภาผู้แทนราษฎรก่อนรัฐประหาร มาพิจารณาเป็นกฎหมายและบังคับใช้โดยเร็ว เพื่ออุดช่องว่างปัญหาการลักลอบนำเข้าผลไม้จีเอ็มโอ

ทั้งนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคจะทำหนังสือติดตามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของสภาองค์กรของผู้บริโภคที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562


เทคโนโลยี "แว่นตาอัจฉริยะ" ที่ให้มากกว่าการมองเห็น

Fri, 3 Jun 2022 10:15:00

แม้ว่าแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) จะดูไม่แตกต่างจากแว่นตาที่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน แต่ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น AI หรือ AR และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่น่าสนใจนำมาใช้ในการพัฒนา จึงทำให้แว่นตาอัจฉริยะเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ทำให้แว่นตาแบบเดิมเป็นได้มากกว่าอุปกรณ์ที่ช่วยในการมองเห็น เพราะผู้ใช้สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นที่หลากหลายผ่านแว่นตาอัจฉริยะ

แว่น AR แปลภาษาแบบทันที


แว่นตาแปลภาษา AR เป็นผลงานของ Google สามารถแปลภาษาได้แบบ Real Time ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การแปลภาษาได้แบบทันที ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตาม โดยได้มีการทดสอบกับผู้ใช้งานที่พูดกันคนละภาษา แล้วแว่นตาจะแปลคำพูดที่เกิดขึ้นระหว่างการสนทนาออกมาเป็นตัวหนังสือให้เห็นบนกระจกของแว่นตา ซึ่งแว่นตานี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา เพื่อแก้ไขมุมมองของแว่นตาและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และคาดว่าจะวางจำหน่ายได้ภายใน 2 ปี

แว่นตาที่ทำได้เหมือนอุปกรณ์สมาร์ตโฟน


นอกจากแว่นตาจะช่วยกันแดด และทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นแล้ว ยังสามารถทำหน้าที่ได้ไม่ต่างจากอุปกรณ์สมาร์ตโฟน ด้วยการแปลภาษา รับสาย แจ้งเตือน ถ่ายภาพ หรือแม้แต่การนำทาง ซึ่งความสามารถเหล่านี้ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในแว่นตาอัจฉริยะ แต่ความสามารถเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติที่ผู้ผลิตแต่ละรายจะใส่ลงใน เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับแว่นตาอัจฉริยะ

คอนแท็กต์เลนส์อัจฉริยะ


ความสามารถของคอนแท็กต์เลนส์อัจฉริยะมาพร้อมกับเทคโนโลยี มีให้เห็นหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคอนแท็กต์เลนส์ที่สามารถถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ หรือแม้แต่การเชื่อมโยงเข้าสู่โลก Metaverse ด้วยคอนแท็กต์เลนส์ ล่าสุดมีการพัฒนาคอนแท็กต์เลนส์ที่ทำหน้าที่คล้ายจอคอมพิวเตอร์ แต่มีขนาดที่เล็กและบางกว่า และนำมาใช้เป็นจอแสดงผลข้อมูลโดยไม่ต้องพกพาให้ยุ่งยาก เพราะสามารถสวมเข้ากับดวงตาได้พอดี

แว่นตาช่วยเหลือคนตาบอด


แว่นตาอาจเป็นสิ่งที่ดูเหมือนมีความจำเป็นกับคนตาบอดน้อยที่สุด แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น ได้ทำให้แว่นตากลายเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือให้คนตาบอดสามารถมองเห็นได้ โดยใช้เทคโนโลยี AI ช่วยให้การวิเคราะห์ และ AR ช่วยระบุว่าคน หรือสิ่งของที่อยู่รอบข้างนั้นคืออะไร คนตาบอดจึงสามารถรับรู้ได้ว่ามีอะไรอยู่ในบริเวณใกล้เคียงบ้าง แม้ว่าจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยดวงตาก็ตาม


ที่มาข้อมูลและภาพ: google, popsci, mojo.vision, microsoft, freepik
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech