ไขคำตอบ “สีหมึก” ซึมถุงโจ๊กได้อย่างไร?

Wed, 16 Oct 2019 10:17:00

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Wirintorn Diloktharadol โพสต์เหตุการณ์ที่สีหมึกซึมทะลุจากภายนอกถุงเข้าไปเปื้อนโจ๊กในถุง โดยระบุว่าเห็นสีชมพูในถุงมั้ย หมึกจากปากกาเมจิกค่ะ หมึกปากกา !!!! ระวังไว้เสมอ ถ้าซื้อโจ๊กกลับบ้านแล้วที่ร้านใช้ปากกาเมจิกเขียนที่ถุง หมึกมันอาจจะซึมเข้าไปในโจ๊กได้น่ากลัวมากกกกก ดูให้ดีก่อนจะกินน้ะ

วันนี้ (16 ต.ค.2562) เพจเฟซบุ๊ก เคมีฟิสิกส์ของสิ่งทอ อาหาร ได้อธิบายในกรณีนี้ว่า หลายๆคนก็คงจะสงสัยว่าทำไมหมึกที่อยู่อีกด้านจึงสามารถที่จะทะลุเข้าไปด้านในได้  ดังนั้นวันนี้แอดก็จะมาเล่าถึง เกร็ดความรู้ที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ถึงปรากฏการณ์การเคลื่อนตัวของสีหมึกจากภายนอกถุงพลาสติกเข้าไปเปื้อนโจ๊กให้ฟังกันนะครับ

จากที่แอดดูแล้ว แอดก็จะเดาว่าปากกาเมจิกที่ใช้เขียนถุงพลาสติกเหล่านี้น่าจะเป็นปากกาที่เรามักจะเรียกกันเป็นภาษาชาวบ้านว่า “ปากกาเคมี” หรือ Permanent marker นะครับ

ปกติแล้วสีย้อมที่นำมาใช้ทำเป็นหมึกปากกาเคมีเหล่านี้มักจะเป็น “สีประจุบวก” (cationic dyes) ที่มักจะเป็นสีในกลุ่มของ “ไตรเอริลมีเธน” (Triarylmethane dyes) และนิยมนำมาละลายในตัวทำละลายอินทรีย์ชนิดต่างๆ เช่น Ethyl acetate, Acetone, Isopropyl alcohol หรืออาจจะเป็น Ethanol ก็ได้นะครับ

เนื่องจากว่าสีเหล่านี้มีความเข้มสูง และเมื่อสีเหล่านี้เมื่ออยู่ในตัวทำละลายอินทรีย์ที่มีขั้วปานกลางเหล่านี้ก็จะทำให้มันมีแรงตึงผิวที่ต่ำพอ จนทำให้สามารถเกาะบนผิวพลาสติกที่ไม่มีขั้วอย่าง PP หรือ HDPE ที่นำมาทำเป็นถุงพลาสติกได้ดีนะครับ

ภาพ: Wirintorn Diloktharadol

ภาพ: Wirintorn Diloktharadol

 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาความแตกต่างที่มากเหลือเกินของ “ความมีขั้วจากประจุบวกของสีย้อม” กับ “ความไม่มีขั้วของพลาสติก” เหล่านี้จึงทำให้สีนั้นสามารถเกิดการเคลื่อนตัวได้เสมอถ้ามีพลังงานที่มากพอและมีสิ่งที่มีขั้วที่ใกล้เคียงกับสีย้อมตัวนั้นมาดักรออีกฝั่งด้วย!!

และเมื่อเรานำถุงพลาสติกที่ไม่มีขั้วเหล่านี้มาใส่อาหารร้อนๆ เช่น โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว นั้น พลังงานความร้อนนั้นก็สามารถที่จะทำตัวเป็น “พลังงานกระตุ้น” (Activation energy) ทำให้เกิดการเคลื่อนตัว และทำให้เกิด “การแพร่” (Diffusion) ของสีย้อมได้ดีขึ้น

ในขณะเดียวกันนั้น พลังงานความร้อนนั้นก็จะทำให้โมเลกุลของพลาสติกเกิด “ปริมาตรอิสระ” (Free volume) มากพอที่จะทำให้สีนั้นเกิด “ความซน” ที่จะเคลื่อนตัวไปไหนต่อไหนได้อิสระมากขึ้นนะครับ

ปกติแล้วอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้น จะทำให้เกิดการแพร่ของสีย้อม และทำให้เกิดการเปิดโครงสร้างของพอลิเมอร์ทำให้เป็นปริมาตรอิสระได้ดีขึ้นตามสมการของอารีเนียส (Arhenius equation) ดังสมการ D = D₀ (-E / RT) อยู่แล้วนะครับ

แนะไม่ควรใช้ปากกาเคมีเขียนบนถุง

แน่นอนว่า ในถุงโจ๊กนั้นมีทั้งคาร์โบไฮเดรตจากแป้ง โปรตีนจากไข่และเนื้อหมูสับที่ละลายอยู่ในน้ำซุปร้อนๆนั้น ต่างก็เป็นโมเลกุลที่มีขั้ว (polar molecule) ที่มากกว่าถุงพลาสติกเป็นไหนๆนะครับ ดังนั้นเมื่อสีย้อมที่มีขั้วนั้นได้เจอกับโมเลกุลที่มีขั้วเหมือนๆกัน ตามทฤษฎี “Like dissolves like” หรือตามภาษาความรักก็เรียกว่า “เคมีตรงกัน” ก็จะทำให้สีย้อมนั้นรีบปรี่เข้าไปหาโมเลกุลที่มีขั้วของอาหารในถุงอย่างไม่คิดชีวิตกันเลยทีเดียว

และแน่นอนว่าสีย้อมเหล่านี้ไม่ใช่ “สีผสมอาหาร” ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ จึงไม่ควรนำปากกาเคมีเหล่านี้มาเขียนบนถุงพลาสติกที่ใส่อาหารโดยตรงนะครับ และถ้าผู้ซื้อเห็นว่าสีเลอะแล้วก็ควรจะ “ทิ้งไป” ซะนะครับ แต่ถ้าเผลอทานไปแล้วก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก เพราะความเข้มสีที่เห็นนั้นมีน้อยกว่าปริมาณอันตรายพอสมควร แต่ก็นะ!! ถ้าคราวหลังยังเห็นอีกก็ควรจะเลี่ยงการทานอาหารที่มีการเขียนถุงด้วยปากกาเมจิกเหล่านี้นะครับ

 

 


ไขคำตอบ "พายุหมุน" ถล่มสมุทรปราการ เรียก "กัสต์เนโด"

Mon, 7 Oct 2019 13:10:00

กรณีเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา เกิดพายุงวงที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในซอยมังกร-นาคดี แพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ ความรุนแรงของพายุได้พัดพาเม็ดทราย ฝุ่นละออง สิ่งของ ป้ายโฆษณา รวมทั้ง กรงนก ไปตกกระจายทั่วบริเวณ ส่งผลให้ฝ้าเพดานของห้องที่อยู่ระหว่างตกแต่ง เพื่อเปิดเป็นร้านค้าในปั๊มน้ำมันได้รับความเสียหาย

ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. และประธานชมรมคนรักมวลเมฆ อธิบายเรื่องนี้ว่าผ่านทางเฟซบุ๊กว่า พายุงวงที่สมุทรปราการ เรียกว่า gustnado (กัสต์เนโด) เหตุผลดังนี้ พายุหมุนรูปงวงที่เกิดขึ้น น่าจะเป็น gustnado (กัสต์เนโด) เนื่องจาก

ประเด็นต่อมาไม่ใช่ dust devil หรือ ลมบ้าหมู ลมหัวกุดลมหัวด้วน เพราะ

รวมทั้งไม่ใช่ landspout (แลนด์สเปาต์) เพราะ

และ ไม่ใช่ supercell tornado (ทอร์นาโดที่เกิดจากเมฆซูเปอร์เซลล์) เพราะ

ชี้ความแรงลมแรงได้ถึง 100 กม.ต่อชม.

ไทยพีบีเอสออนไลน์สัมภาษณ์ ดร.บัญชา ระบุว่า พายุที่เป็นงวงมีหลายแบบเท่าที่รู้จัก มี 8 แบบ แต่ที่คุ้นเคย 3 แบบ คือทอร์นาโด ซึ่งมีระดับความรุนแรงมาก และไม่เกิดในไทย ส่วนพายุงวงที่คนไทยเคยเห็นเกิดในทะเล เรียกว่านาคเล่นน้ำ ส่วนบนแผ่นดินเรียกลมบ้าหมู

กรณีพายุหมุนที่เกิดขึ้นในจ.สมุทรปราการ มั่นใจว่าเป็น กัสต์เนโด เพราะถ้าดูอีกคลิปตอนที่กัสต์เนโดมา หลังจากนั้นจะมีฝนตกลงมา และมีลักษณะการเกิดไม่นาน ไม่กี่นาทีที่หมุน ซึ่งมีความแรงของลมได้ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงน้อยกว่าทอร์นาโด แต่ก็ถือว่ารุนแรง

ส่วนปัจจัยการเกิดต้องมีเมฆฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้องฟ้าผ่า และจะมีกระแสลม 2 แบบ แบบหนึ่งจะพุ่งออกไปจากใต้ฐานเมฆ แต่อีกแบบกระแสลมเย็นที่พุ่งออกจากเมฆปะทะพื้น แต่เมื่อออกไปแล้วบริเวณที่ลมไปถึงเรียกว่าแนวลมกระโชก และความเร็วเร็วลมไม่เท่ากัน แต่อากาศจะถูกปั่นในแนวดิ่งทำให้เป็นงวง ระยะเวลาเกิดไม่นาน แต่ก็สร้างความเสียหายได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง เกิดพายุหมุนใน จ.สมุทรปราการ บ้าน-รถยนต์เสียหาย

 

 


สุดล้ำ! สจล.พัฒนา AI บุกตลาดขายหมูปิ้ง

Thu, 3 Oct 2019 11:36:00

วานนี้ (2 ต.ค.2562) จากการเสวนา "สจล.ยกระดับ สตรีทฟู้ดไทย รองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับ World Class" ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ขณะนี้ สจล.เตรียมยกระดับสตรีทฟู้ดไทย หนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับเวิร์ลคลาสครั้งแรก โดยมุ่งเร่งเครื่องมาตรฐานอาหารปลอดภัยของธุรกิจสตรีทฟู้ด (Street food) กรุงเทพฯให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ผ่านการเปิดคอร์สเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ทั้งหลักการปรุง คุณประโยชน์ การพัฒนาเรื่องสูตร แพคเกจจิ้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้มีความมั่นใจในความสะอาด ปลอดภัย ที่ยังคงเอกลักษณ์เรื่องรส ชาติความอร่อย พร้อมหนุนธุรกิจสตรีทฟู้ดไทย และตระหนักถึงความสำคัญของฟู้ดเซฟตี้ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศ

แคมเปญดังกล่าวเป็นการตอกย้ำจุดแข็งของสถาบันที่เป็นรากฐานนวัตกรรม ของประเทศ ที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับสังคมในมิติต่างๆ ตลอดจนปูทางประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งสมาร์ทซิตี้ในอนาคต

ภาพ : เฟซบุ๊ก KMITL

ภาพ : เฟซบุ๊ก KMITL

 

ทั้งนี้ทางสจล.เปิดตัวผลงาน 3 นวัตกรรมต้นแบบ เพื่อสายสตรีทฟู้ดยุคใหม่ ของรองศาสตราจารย์ อนุพงศ์ สรงประภา ห้องปฏิบัติการวิจัยเครื่องมือทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม ภาควิชาฟิสิกส์ประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์ ได้แก่ หุ่นยนต์ขายหมูปิ้ง รถเข็นผลไม้ไฮโซ และรถเข็นหมูปิ้ง กรองควัน

สำหรับ “หุ่นยนต์ขายหมูปิ้ง หนุนเพิ่มเวลาผู้ค้า ลดเสี่ยงเสิร์ฟหมูไหม้” โดยเป็นหุ่นยนต์แขนกล ที่มาพร้อมความสามารถในการหยิบจับ และเตรียมอาหารให้พร้อมเสิร์ฟได้ด้วยตนเอง เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ค้าให้มีเวลาในการเตรียมการในส่วนอื่นๆ เพิ่มขึ้น

หุ่นยนต์จะช่วยลดความเสี่ยงการกินอาหารที่ไหม้ หรือสุกเกินพอดีของผู้บริโภค เนื่องจากผู้พัฒนาได้ทำการป้อนข้อมูลให้หุ่นยนต์หยิบหมูปิ้งขึ้นจากเตาย่าง ในเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันหมูไหม้เกรียม 
ภาพ : เฟซบุ๊ก KMITL

ภาพ : เฟซบุ๊ก KMITL

รถเข็นผลไม้ไฮโซ ปลอดภัย

 

ส่วนรถเข็นผลไม้ไฮโซ สะอาด ปลอดภัย ด้วยระบบสุดไฮยีน" มาพร้อมระบบทำความเย็นผลไม้ และระบบกรองน้ำดี-น้ำเสีย ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคได้ว่า จะได้รับผลไม้ที่ทั้งสด-สะอาดอย่างแน่นอน จากการมีช่องทำความเย็นมาตรฐานที่ช่วยคงความสดผลไม้ และมีการชำระล้างผลไม้ด้วยน้ำที่ผ่านระบบกรองก่อน-หลังใช้เพื่อให้ผู้ค้าสามารถเททิ้งได้โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอนาคตเตรียมพัฒนาต่อในรูปแบบธุรกิจอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว

ภาพ : เฟซบุ๊ก KMITL

ภาพ : เฟซบุ๊ก KMITL

 

ขณะที่ "รถเข็นหมูปิ้ง กรองควันใสปิ๊ง ด้วยระบบบำบัดควันสุดไฮเทค" มาพร้อมเตาปิ้ง ชุดกรองอากาศ ระบบกรองน้ำ ถังเก็บน้ำเสีย-ไขมัน รวมถึงระบบให้แสงสว่างด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่นอกจากจะได้รับหมูปิ้งที่ปลอดภัย และมือผู้ขายที่ดูสะอาดหมดจดแล้ว ยังมีระบบบำบัดควันที่เกิดจากการปิ้งย่างให้เบาบางลง

รวมถึงระบบคัดกรองน้ำเสียที่สามารถแยกน้ำดีและไขมันออกจากกัน เพื่อความสะดวกในการกำจัดทิ้งของผู้ค้า ซึ่งในอนาคตเตรียมนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มฟังก์ชันในการออเดอร์สินค้า และบอกโภชนาการที่ผู้บริโภคจะได้รับ

 

 

 


ชวนโหวตชื่อไทย "ดาวฤกษ์แม่ -ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ"

Wed, 2 Oct 2019 17:37:00

วันนี้ (2 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page (สดร.) ชวนคนไทยโหวตชื่อไทยให้ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ชูความเป็นไทยร่วมเป็นหนึ่งในเอกภพ ได้ที่ http://bit.ly/VoteNameExoWorldsTH  ภายใต้เงื่อนไข 1 คน 1 สิทธิ์  พร้อมลุ้นรับของที่ระลึก 10 รางวัล ตั้งแต่วันนี้ - 31 ต.ค.นี้

สำหรับผลการพิจารณาตัดสินคู่ชื่อดาวฤกษ์แม่ - ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ หลังจากคณะกรรมพิจารณารายชื่อจาก 1,500 กว่ารายชื่อ ได้ชื่อที่ผ่านเข้ารอบ ดังนี้

1) เจ้าพระยา (Chao Phraya) – แม่ปิง (Mae Ping)

แนวคิดการตั้งชื่อ : เนื่องจากดาวทั้งสองอยู่ในกลุ่มดาวแม่น้ำ และแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศไทยซึ่งเกิดจากการไหลรวมของแม่น้ำแม่ปิง วัง ยม และน่าน ในอนาคตหากพบดาวเคราะห์เพิ่มเติมก็สามารถตั้งชื่อเป็นแม่น้ำสายอื่นๆ ได้อีก

2) ประกายแก้ว (Prakaikaeo) - ประกายดาว (Prakaidao)

แนวคิดการตั้งชื่อ : ประกายเเก้ว คือเเสงของความเเวววาวที่กระจายออกไปโดยรอบ เปรียบเสมือนดาวฤกษ์ ส่วนประกายดาว เปรียบเป็นแสงสะท้อนจากดาวฤกษ์ที่ตกกระทบดาวเคราะห์ที่โคจรและปรากฏให้เห็นเคียงคู่กัน

3) ฟ้าหลวง (Fahluang) - ฟ้าริน (Fahrin)

แนวคิดการตั้งชื่อ : เนื่องจากเป็นวัตถุที่เราสังเกตไปในท้องฟ้าจึงใช้คำว่า "ฟ้า" นำ ส่วนคำว่าหลวงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ฟ้าหลวงจึงหมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเจิดจรัสบนท้องฟ้า จึงเหมาะสมต่อการตั้งเป็นชื่อดาวฤกษ์ ส่วนคำว่าฟ้าริน หมายถึงหยาดน้ำฟ้าหรือสิ่งที่รินไหลลงมาจากฟากฟ้า เป็นตัวแทนของดาวเคราะห์บริวารของฟ้าหลวง

 


ทวิตเตอร์ขัดข้องหลายชั่วโมง ส่ง #saveTwitterTH ติดเทรนด์

Wed, 2 Oct 2019 16:52:00

วันนี้ (2 ต.ค.2562) แฮชแท็ก #saveTwitterTH ทะยานสู่เทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ของประเทศไทย หลังสื่อสังคมออนไลน์ทวีตข้อความรายงานปัญหาการใช้งานทวิตเตอร์ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยพบปัญหาไม่สามารถทวีตภาพ วิดีโอ รวมถึงข้อความได้ และมีปัญหาในการพูดคุยผ่านทางข้อความส่วนตัว (direct message) และไม่สามารถเมนชั่นใต้ทวีตได้

ขณะที่ทวิตเตอร์บัญชี @TwitterSupport ชี้แจงว่า ขณะนี้ Twitter และ TweetDeck ประสบปัญหาขัดข้อง สภาพโดยรวมยังคงใช้งานได้ปกติ แต่มีปัญหาเพียงการใช้งานบางส่วน เช่น การทวีต การแจ้งเตือน การแสดงเทรนด์ หรือการส่งข้อความผ่านทางข้อความส่วนตัวอาจจะไม่สามารถดูได้ ซึ่งทางทวิตเตอร์กำลังแก้ไขปัญหา เพื่อให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

 


"n-Breeze" แผ่นกรองนาโนเทคสู้ฝุ่น PM 2.5

Tue, 1 Oct 2019 14:45:00

วันนี้(1 ต.ค.2562) จากปัญหาฝุ่นละอองในหลายพื้นที่ในกรุงเทพและปริมณฑล ที่เกินค่ามาตรฐานจนเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งโรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดและโรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เผยแพร่ข้อมูล แผ่นกรองจากเส้นใยนาโน ผลงานวิจัยดร.วรล อินทะสันตา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน และคณะจากนาโนเทค

งานวิจัยดังกล่าวพัฒนาเส้นใยและเทคโนโลยีการขึ้นรูปสิ่งทอให้เป็นแผ่นกรองจากเส้นใยนาโนสมบัติพิเศษด้วยเทคนิคที่เรียกว่า อิเล็กโตรสปินนิ่ง ทำให้ได้เส้นใยขนาดเล็กที่มีลักษณะเป็นรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมาก มีสมบัติสามารถดักจับอนุภาคฝุ่นละอองในอากาศขนาดระหว่าง 0.3-2.5 ไมครอน

เทคโนโลยีดังกล่าว ถูกต่อยอดให้อยู่ในรูปแผ่นกรอง ซึ่งนักวิจัยระบุว่า สามารถนำไปใช้ผลิตร่วมกับหน้า กากอนามัยแบบธรรมดา อีกทางเลือกของการนำเทคโนโลยีสิ่งทอสมัยใหม่ มาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด เพื่อเพิ่มสมบัติพิเศษและให้เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ดักจับฝุ่นขนาด 0.3–2.5 ไมครอนได้ถึง 90-95%

โดยเฉพาะแผ่นกรองนาโนแบบ n-Breeze Anti PM 2.5 ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยธรรมดายังคงมีน้ำหนักเบา รูปแบบการใช้งานสะดวก และยังสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ ช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

จากการทดสอบแล้วในระดับห้องปฏิบัติการพบว่าสามารถกรองอนุภาคฝุ่นละอองในอากาศขนาด 0.3–2.5 ไมครอนได้อยู่ที่ระหว่าง 90-95%

 

 

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการขึ้นรูปดังกล่าว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การนำไปใช้กับเครื่องฟอกอากาศ ทั้งในระดับครัวเรือน อุตสาหกรรมยนต์ หรือแม้แต่สถานพยาบาล จากการพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบมัลติฟังก์ชั่นเพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้านอื่นๆ อาทิ การสะท้อนน้ำ ป้องกันรังสียูวี ความสามารถในการกรองเชื้อแบคทีเรียบางชนิด แต่ยังคงมีน้ำหนักเบา คงทนแข็งแรง และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานเช่น EN 149 จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฝุ่น PM 2.5 เริ่มกระทบสุขภาพ 22 พื้นที่ "กทม.-ปริมณฑล"

 

 

 


มรภ.อุบลฯ ปักหมุดขอความช่วยเหลือผ่าน "SaveUbon Web App"

Tue, 17 Sep 2019 10:07:00

วันนี้ (17 ก.ย.2562) ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์ ดร.จารุณี อนุพันธ์ อาจารย์สาขาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี หนึ่งในทีมข้อมูลสารสนเทศ  เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยี มาปรับใช้สร้างเป็นเอปพลิเคชัน "SaveUbon Web App" เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โดยมี ผศ.ดร.กชกร เจตินัย ผู้ช่วยอธิการบดี เป็นผู้นำทีมสารสนเทศ และอำนวยการโดย รศ.ธรรมรักษ์ ละอองนวล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

 

ภาพ : ศูนย์ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ภาพ : ศูนย์ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี


ดร.จารุณี ระบุว่า แนวคิดของมหาวิทยาลัยที่ต้องการให้มีเพจศูนย์ติดตาม และรายงานสถานการณ์น้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จากนั้นทีมเก็บข้อมูล 15-17 คน จึงได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลโดยเน้นด้านเส้นทางการจราจร ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นหลัก เพื่อให้ชาวอุบลฯ ได้วางแผนการเดินทาง โดยไม่ต้องเสี่ยงพบเส้นทางน้ำท่วมจนทำให้เสียเวลา หรือเกิดอันตราย  ข้อมูลเหล่านี้ ถูกรายงานผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ฯ แต่ยังติดปัญหาที่การรายงานไม่เรียลไทม์ 

ปักหมุดพื้นที่น้ำท่วม-เส้นทางตัดขาด ผ่านแอปฯ

ต่อมา เมื่อลงพื้นที่ได้ข้อมูลจำนวนหนึ่ง และต้องการนำเสนอข้อมูลให้ทันเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น จึงเริ่มเกิดไอเดียการทำ SAVE UBON Map ขึ้น เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาอัปเดตสถานการณ์ให้ทันเหตุการณ์พร้อมพัฒนาการปักหมุดพื้นที่โซนน้ำท่วม

โดยแบ่งออกเป็นน้ำท่วมมาก น้ำท่วมน้อย และโซนวิกฤต เน้นการลงพื้นที่เองเป็นหลัก และตรวจสอบข่าวจากเพจเฟซบุ๊กของอุบลราชธานีที่เชื่อถือได้ รวมถึงรับเรื่องจากประชาชนที่ส่งพื้นที่น้ำท่วมเข้ามาพร้อมรูปภาพประกอบ เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็จะนำมาปักหมุดแผนที่  http://chutchai.cs.ubru.ac.th ซึ่งทีมพัฒนาอยู่ระหว่างการปรับสีแผนที่ให้อ่านได้ง่ายมากขึ้น

แผนที่ติดตามและเฝ้าระวังน้ำท่วม โดยให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของทีม บอกจุดบริการต่างๆ เช่น ศูนย์บรรเทาทุกข์ จุดน้ำท่วม เส้นทางที่ปิด-เปิดแล้ว จุดปฐมพยาบาล จุดบริการรถ หรือ เส้นทางที่สามารถเลี่ยงจุดน้ำท่วมได้ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดไปปักหมุดในแผนที่
ภาพ : ศูนย์ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ภาพ : ศูนย์ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

 

นอกจากเรื่องพื้นที่น้ำท่วม และเส้นทางน้ำท่วมแล้ว ทางทีมงานได้พบว่า เริ่มมีศูนย์อพยพต่างๆ ขอความช่วยเหลือ และมีหน่วยงานหรือประชาชนต้องการให้ความช่วยเหลือ จึงตัดสินใจรวบรวมข้อมูลเพื่อนำคนทั้ง 2 กลุ่มมาพบกัน  โดย สุรัตน์ หารวย อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการสร้าง save ubon web app ซึ่งมีฟังก์ชัน สำหรับการขอความช่วยเหลือของศูนย์พักพิง

คนที่เขาต้องการบริจาคสิ่งของ หลายคนเขาก็ต้องการให้ผู้ประสบภัยถึงมือ และบางครั้งเขาก็ไม่รู้ว่าผู้ประสบภัยต้องการอะไร Save Ubon Web App จึงจะเป็นสื่อกลางเพื่อให้ผู้ประสบภัยได้ระบุสิ่งที่ต้องการจริงๆ จำนวนที่แท้จริง เพื่อให้คนให้ได้ส่งต่อถึงคนรับพอดีใช้ ตรงความต้องการ
ภาพ : ศูนย์ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ภาพ : ศูนย์ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี


ทั้งนี้ ตัวแทนประจำศูนย์ฯ จะสามารถเข้าสู่ระบบ เพื่อแจ้งข้อมูลสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ต้องการ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการบริจาคสิ่งของ นำของมาบริจาคได้ตรงกับความต้องการผ่านระบบ  http://ph.ubru.ac.th/saveubon/ โดยหลังจากมีการประกาศขึ้นบนแอปพลิเคชันแล้ว หากมีผู้บริจาคสิ่งของครบตามความต้องการ ทางทีมงานก็จะนำคำร้องขอความช่วยเหลือนั้นออกจากระบบ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และให้ทุกพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง

กระจายความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

ศูนย์อพยพหรือศูนย์พักพิงบางแห่งก็ไม่มีเวลาที่จะนำคำร้องขอความช่วยเหลืออกจากระบบ ดังนั้น ทีมข้อมูลสารสนเทศ จึงได้จัดตั้งกลุ่มไลน์ พร้อมเตรียมเจ้าหน้าที่ไว้เพื่อตรวจสอบว่าแต่ละศูนย์ฯ ได้รับความช่วยเหลือแล้วหรือไม่ หากมีการยืนยันจากศูนย์พร้อมหลักฐานภาพถ่าย ทีมงานก็จะลบคำร้องขอออกจากระบบทันที และศูนย์ฯ แต่ละศูนย์ก็สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านทางไลน์กลุ่มเพื่อให้ทีมงานนำข้อมูลลงระบบแทนได้ด้วย 

สำหรับศูนย์อพยพหรือศูนย์พักพิงที่ได้ขอความช่วยเหลือผ่านทาง save ubon web app ครอบคลุม 17 ชุมชน ใน 12-15 ตำบล ของเขตเมือง จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 12-16 ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มีการขอสิ่งของบรรเทาทุกข์ของผู้ประสบภัยแล้วทั้งหมด 91 ครั้ง

โดยต้องการอาหารมากที่สุด ร้อยละ 40 ของใช้ส่วนตัว ร้อยละ 20 อื่นๆ ร้อยละ 13 ยารักษาโรค ร้อยละ 10 น้ำ ร้อยละ 8 อุปกรณ์ให้แสงสว่าง ร้อยละ 5 และเครื่องนุ่งห่ม ร้อยละ 4 โดยทุกคำร้องขอได้สิ่งของบรรเทาทุกข์ครบถ้วน ตามที่ต้องการและไม่มีการรับของเกินเพื่อกักตุน เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะแจ้งอยู่เสมอว่า หากต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมก็สามารถเขียนคำร้องขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา

ภาพ : ศูนย์ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ภาพ : ศูนย์ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

การทำแอปพลิเคชัน เพราะความตั้งใจที่จะเป็นสื่อกลางเรื่องข้อมูลที่เชื่อถือให้ประชาชน แต่เมื่อมีฟังก์ชัน ด้านการขอความช่วยเหลือ และการให้ความช่วยเหลือ ก็เป็นเพียงสื่อกลางเช่นเดิมไม่ได้ทำการเก็บของเพื่อแจกจ่ายไปที่ต่างๆ แต่ให้คนอยากช่วยส่งของไปให้คนที่อยากให้ช่วยด้วยตัวเอง

เทคโนโลยีเพื่ออนาคต หวังใช้ข้อมูลช่วยผ่านวิกฤต

ในอนาคต ดร.จารุณี ระบุว่า ทีมต้องการให้ save ubon web app เป็นจุดเริ่มต้น เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลในช่วงภัยพิบัติในอนาคต เพื่อสื่อสารให้ประชาชนได้เตรียมความพร้อม และให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน ซึ่งการพัฒนาแอปพลิเคชัน พัฒนาโดยอาจารย์สุรัตน์ และ อาจารย์ชัดชัย แก้วตา อาจารย์คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่พัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมาภายในเวลาอันรวดเร็ว ในช่วงที่ประชาชนกังวลว่าน้ำจะไหลลงมาท่วมบ้านวันไหน แผนการจัดการหรือการให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างไร

ด้วยความเป็นคนในพื้นที่ ทำให้เข้าใจหลายๆ คนที่ไม่อยากทิ้งบ้านออกมา แม้จะมีน้ำท่วมสูง บางคนก็ย้ายไม่ทัน แต่หากมีข้อมูลที่ดีจะทำให้เรารู้ได้ว่าน้ำเท่านี้ ประชาชนในพื้นที่ไหนต้องย้ายบ้าง น้ำจะท่วมถึงไหน อย่างน้อยประชาชนได้เตรียมความพร้อมทัน

ดร.จารุณี กล่าวว่า น้ำท่วมอุบลราชธานีในครั้งนี้ เป็นเรื่องไม่แปลก เพราะจะเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ แต่ถนนวารินชำราบ เส้นเลี่ยงเมือง หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ไม่เคยถูกตัดขาดมาก่อน จึงทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อพัฒนาการใส่ข้อมูลต่างๆ ในแอปพลิเคชัน ทีมสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีหวังจะช่วยให้ชาว อุบลฯ ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

น้ำท่วมหนักมาก #Saveubon ช่องทางแจ้งขอความช่วยเหลือน้ำท่วม

เตือนมวลน้ำทะลักอุบลฯ สูงสุด 13 ก.ย.นี้ คาดใช้เวลาระบาย 10 วัน

สทนช.ชี้ระดับน้ำมูล-ชีลดลงต่อเนื่อง ส่งผลดีพื้นที่น้ำล้นตลิ่ง

 


พบดาวหางดวงใหม่! คาดเป็นวัตถุนอกระบบสุริยะ ดวงที่ 2

Sun, 15 Sep 2019 11:31:00

วันนี้ (15 ก.ย.2562) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า เจนนาดี บอริซอฟ นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวยูเครน ค้นพบดาวหาง C/2019 Q4 เมื่อวันที่ 3 ส.ค.62 ที่หอดูดาวคริมีน (Crimean Astrophysical Observatory) ซึ่งขณะนั้นดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 3 หน่วยดาราศาสตร์ กำลังเคลื่อนที่เข้าหาดวงอาทิตย์ และจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ในวันที่ 8 ธ.ค.62 ที่ระยะห่าง 300 ล้านกิโลเมตร

สิ่งที่ทำให้นักดาราศาสตร์ทราบว่าวัตถุใดมาจากนอกระบบสุริยะ คือ ค่าความรีของวงโคจร (eccentricity) ความรีใช้สำหรับบอกว่าวงโคจรมีรูปร่างใกล้เคียงกับวงกลมแค่ไหน กล่าวคือ ค่าความรีเท่ากับ 0 วงโคจรจะเป็นวงกลม ค่าความรีมากกว่า 0 แต่น้อยกว่า 1 จะเป็นวงรี ค่าความรีเท่ากับ 1 เป็นพาราโบลา และค่าความรีมากกว่า 1 เป็นไฮเพอร์โบลา

C/2019 Q4 มีความรีอยู่ที่ 3.2 รูปร่างวงโคจรไม่เหมือนกับบริวารของดวงอาทิตย์ แต่เหมือนกับบริวารของดาวฤกษ์ดวงอื่นที่มีวงโคจรไกลมาก ๆ มีความเร็วปัจจุบันคือ 150,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบังเอิญเดินทางผ่านระบบสุริยะของเรา ดังนั้นจึงมีโอกาสเพียงครั้งเดียวที่จะศึกษามัน นักดาราศาสตร์ต่างรีบรวบรวมภาพถ่ายที่เคยถ่ายตามเส้นทางของดาวหางดวงนี้ โดยหวังว่าจะพบดาวหางดวงนี้ในภาพช่วงก่อนที่ เจนนาดี บอริซอฟจะค้นพบ เพราะจะทำให้มีข้อมูลที่มากขึ้นและคำนวณวงโคจรได้อย่างแม่นยำขึ้น

ปัจจุบันดาวหาง C/2019 Q4 มีค่าโชติมาตรปรากฏ 18 ซึ่งสว่างน้อยมาก ถึงแม้ความสว่างจะเพิ่มขึ้นตอนที่เข้าใกล้โลกมากที่สุด ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ผ่านกล้องโทรทรรศน์ แต่สามารถถ่ายภาพได้ด้วยกล้องถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ โดยตำแหน่งบนท้องฟ้าอยู่บริเวญกลุ่มดาวค้างคาว (Cassiopeia) และจะเคลื่อนที่ไปตามแนวระนาบทางช้างเผือก สามารถติดตามการรายตำแหน่งของดาวหางดวงนี้ได้จากเว็บไซต์ของไมเนอร์แพลนเน็ตเซนเตอร์ (MPEC 2019-R106.)

C/2019 Q4 (Borisov) เป็นเพียงชื่อชั่วคราวของดาวหางดวงนี้ และจะใช้ไปจนกว่าจะมีการยืนยันวงโคจรที่แน่ชัด ก่อนหน้านี้วัตถุระหว่างดวงดาว ดวงแรกมีชื่อชั่วคราวคือ C/2017 U1 ก่อนจะเปลี่ยนเป็น A/2017 และสุดท้ายได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า 1I ‘Oumuamua โดยตัวอักษร I ย่อมาจากคำว่า Interstellar ซึ่งหมายถึงวัตถุที่อยู่ระหว่างดวงดาว ส่วนเลขหนึ่งคือลำดับที่ค้นพบ สำหรับ C/2019 Q4 ถ้ามีการยืนยันวงโคจรที่แน่นอนและยืนยันว่าเป็นวัตถุจากนอกระบบสุริยะ ก็จะตั้งชื่อเป็น 2I นำหน้าชื่อซึ่งหมายถึงวัตถุระหว่างดวงดาวที่ค้นพบเป็นลำดับที่ 2

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ในยุคสมัยที่กล้องดูดาวอัตโนมัติที่ทำงานตลอดเวลาและสามารถค้นพบวัตถุใหม่ ๆ ได้แทบทุกวัน แต่ดาวหางนี้กลับค้นพบโดยนักดาราศาสตร์สมัครเล่น ที่ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้นใช้เอง

 

 


นวัตกรรม "ข้าวเหนียวหมูย่าง" สเตอริไลซ์ส่งน้ำใจช่วยชาวอุบลฯ

Sat, 14 Sep 2019 15:19:00

วันนี้ (14 ก.ย.2562) ดร.อัศวิน อมรสิน อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีการอาหารและโภชนศาสตร์ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยกับไทยพีบีเอสว่า ได้ทราบข่าวน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคอีสาน โดยเฉพาะที่ จ.อุบลราชธานี จึงคิดว่าต้องการให้ความช่วยเหลือคนในพื้นที่ตามความสามารถที่มีอยู่ จนต้องการผลิต "ข้าวเหนียวหมูย่าง" สเตอริไลซ์ ที่ไม่เน่าไม่เสีย ในโครงการ "กล่องข้าวน้อยให้แม่" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานท้องถิ่น จ.ยโสธร "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่" ที่มีการอัดข้าวเหนียวไว้แน่นในกล่องข้าวเล็กๆ จนดูเหมือนมีน้อยแล้วลูกก็ฆ่าแม่เพราะโมโหหิว แต่สุดท้ายก็กินข้าวไม่หมด ซึ่ง "ข้าวเหนียวหมูย่าง" ที่ผลิตขึ้นนี้ก็มีบรรจุภัณฑ์ที่เล็ก ขนส่งง่าย แต่อัดแน่นไปด้วยข้าวเหนียว 120 กรัม และหมูย่าง 50 กรัม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประสบอุทกภัยอิ่มแน่นอน

ภาพ : Aswin Amornsin

ภาพ : Aswin Amornsin


สำหรับกระบวนการผลิต ได้เริ่มรวบรวมบรรจุภัณฑ์ วัตถุดิบ เงินบริจาคเพื่อเป็นทุนในการจัดหาวัตถุดิบ และจิตอาสาตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยจิตอาสาส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาในภาควิชาฯ ที่อยู่ในช่วงเตรียมสอบ แต่ทุกคนก็พร้อมใจที่จะเข้ามาช่วยผลิตเพื่อส่งต่อให้ผู้ประสบอุทกภัย ขณะที่วัตถุดิบอื่นๆ ผู้ประกอบการที่ทราบว่าจะนำมาช่วยเหลือชาวอุบลฯ ที่เดือดร้อน หลายร้านก็ได้ร่วมบริจาควัตถุดิบ และลดราคาสินค้าให้

เงินบริจาคเราเปิดรับบริจาคไม่นาน แต่เงินที่ได้มันเกินคาดมาก ได้มาเป็นเงินแสน ซึ่งไม่คิดว่าคนจะยอมโอนเงินหลักพัน มาช่วยเหลือคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแบบนี้ รู้สึกดีใจมาก แล้วก็อยากผลิตกล่องข้าวน้อยให้แม่ออกมาอย่างดีที่สุด
ภาพ : Aswin Amornsin

ภาพ : Aswin Amornsin


เมื่อได้วัตถุดับและจิตอาสามาแล้ว ก็ต้องมีการนึ่งข้าวเหนียว และหมักหมู ก่อนจะนำไปย่าง และแพคใส่บรรจุภัณฑ์อย่างดี จากนั้นจะนำไปซีล และเข้าสู่กระบวนการฆ่าเชื้อ สเตอริไลซ์ ซึ่งต้องใช้เวลานาน เนื่องจากการอัดตัวของข้าวเหนียวทำให้การส่งผ่านความร้อนช้า จึงต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง 

ผลิตเข้าเครื่องฆ่าเชื้อได้รอบละ 84 ชุด โดยแต่ละรอบใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควร เมื่อคืนก็ได้ผลิตทั้งคืนยังไม่ได้นอนเลย เพื่อจะได้นำไปช่วยผู้ประสบภัยได้เร็วที่สุด

อยู่นอกตู้เย็นได้ 2 ปี ไม่เน่าไม่เสีย

หลังจากผ่านกระบวนการทั้งหมดแล้ว "ข้าวเหนียวหมูย่าง" จะไม่เน่าไม่เสีย เก็บนอกตู้เย็นได้ 2 ปี เหมาะสำหรับพื้นที่น้ำท่วมหนักที่ขนส่งอาหารสด อาหารแห้งอื่นๆ ไม่สะดวก โดยผู้ประสบภัยสามารถกินได้เลยโดยไม่ต้องอุ่น แต่ข้าวเหนียวอาจจะแข็งกว่าปกติ เพราะเป็นธรรมชาติของข้าวเหนียว หากต้องการให้รสชาติอร่อยแบบดั้งเดิมสามารถนำไปต้ม 3-5 นาที และอุ่นในไมโครเวฟ 1-2 นาที โดยไม่ต้องนำออกจากถุง เพราะถุงที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถทนความร้อนได้ 100-120 องศาสเซลเซียส โดยด้านข้างถุงจะมีสติ๊กเกอร์อธิบายส่วนประกอบและวิธีบริโภคไว้อย่างชัดเจน

ภาพ : Aswin Amornsin

ภาพ : Aswin Amornsin


ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดนี้ ได้มีการทำการทดลองเพื่อประมวลขั้นตอนและสูตรก่อนการผลิตจริง โดย ดร.อัศวิน  ระบุว่า การจะผลิตข้าวสเตอร์ไรซ์แบบนี้ จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ ส่วนตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญการแปรรูปอาหาร ด้าน Thermal processing จึงได้มีความชำนาญในการทดลอง วิเคราะห์ และประเมินผล ซึ่งการฆ่าเชื้อถือเป็นขั้นตอนสำคัญ ที่จะต้องทำให้ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามกฎหมาย โดยกล่องข้าวน้อยให้แม่นี้ได้ทำตามหลักเกณฑ์อย่างครบถ้วน เนื่องจาก ดร.อัศวิน ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ที่สามารถควบคุมเครื่องมือฆ่าเชื้อด้วยความร้อนได้

ภาพ : Aswin Amornsin

ภาพ : Aswin Amornsin

 

ขอจิตอาสาช่วยแพค "กล่องข้าวน้อยให้แม่"

ดร.อัศวิน ตั้งเป้าผลิตกล่องข้าวน้อยให้แม่ 10,000 ชุด แต่เนื่องจากยังขาดจิตอาสาที่จะมาช่วยแพคข้าวเหนียวและหมูย่างใส่ในบรรจุภัณฑ์ เบื้องต้น จึงจะเร่งผลิตให้ได้ 2,000 ชุด เพื่อนำส่งผู้ประสบภัยในพื้นที่ก่อน โดยผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรืออยู่ใน จ.มหาสารคาม สามารถเข้าไปช่วยแพคข้าวได้ที่ภาควิชาเทคโนโลยีการอาหารและโภชนศาสตร์ คณะเทคโนโลยี ในวันนี้และวันพรุ่งนี้ (14-15 ก.ย.)  ส่วนเงินบริจาคที่เหลือจากการซื้อวัตถุดิบต่างๆ ดร.อัศวิน ได้จัดซื้อยา เวชภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อนำไปบริจาคให้ผู้ประสบภัยที่ จ.อุบลราชธานี ภายในวันที่ 15 - 16 ก.ย.นี้

ในอนาคตไม่อยากให้เกิดอุทกภัยขึ้นอีก แต่หากมีน้ำท่วมแล้วผู้ประสบภัยต้องการความช่วยเหลือ อาจมีการพัฒนาให้การผลิตมีประสิทธิภาคเพิ่มขึ้น เบื้องต้น อาจแนะนำให้นักศึกษาที่คณะได้นำไปเป็นโมเดลศึกษาต่อยอดเพิ่มเติมกับอาหารประเภทอื่นด้วย
ภาพ : Aswin Amornsin

ภาพ : Aswin Amornsin

 


ดาวเคราะห์น้อย 2000QW7 โคจรใกล้โลก 15 ก.ย.นี้

Fri, 13 Sep 2019 13:20:00

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page ระบุว่า ดาวเคราะห์น้อย 2000 QW7 กำลังจะโคจรเข้าใกล้โลกในวันที่ 15 ก.ย.นี้ เวลา 06.54 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยจะอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางประมาณ 5 ล้านกิโลเมตร หรือ ประมาณ 14 เท่าของระยะทางจากโลกไปดวงจันทร์ เช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นที่เข้ามาใกล้และผ่านไปโดยไม่เกิดการชนใดๆ สิ่งที่ทำให้ 2000 QW7 ได้รับความสนใจคือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 650 เมตร ใกล้เคียงกับความสูงของตึก บุรจญ์เคาะลีฟะฮ์ (Burj Khalifa) อาคารที่สูงที่สุดในโลกในประเทศดูไบ

ในทางเทคนิค 2000 QW7 อยู่ในรายชื่อของวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อโลก (Potentially Hazardous Object) เพราะระยะห่างตอนที่เข้าใกล้ที่สุดน้อยกว่า 0.05 หน่วยดาราศาสตร์ (2000 QW7 ห่างแค่ 0.036 หน่วยดาราศาสตร์) จึงต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยมีเครือข่ายของหอดูดาวทั่วโลกคอยเฝ้าสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูล เพราะข้อมูลละเอียดมากขึ้น ยิ่งทำให้การคำนวนเส้นทางการโคจรแม่นยำขึ้น


นับตั้งแต่ระบบติดตามวัตถุใกล้โลกของนาซา NEAT (Near-EarthAsteroid Tracking) ค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2543 มีการเก็บข้อมูลดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไปแล้วทั้งสิ้น 943 ครั้ง ซึ่งแม่นยำพอที่จะยืนยันได้ว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไม่ชนโลกอย่างแน่นอน

วงโคจรของ 2000 QW7 ไม่ได้ตัดกับวงโคจรของโลก แค่ทาบกับวงโคจรของโลก เรียกลักษณะการโคจรแบบนี้ว่า เอเมอร์ (Amor) ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ 2.72 ปี นักวิทยาศาสตร์คำนวนว่าช่วงที่ดาวเคราะห์น้อยเข้าใกล้โลกจะมีความเร็ว 23,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ เพราะทิศทางของดาวเคราะห์น้อยไม่ได้มุ่งมาที่โลก ยังคงเดินทางไปตามเส้นทางโคจรปกติ

แม้เรามักได้ยินคำว่า “เฉียด” กับการเข้ามาใกล้ของดาวเคราะห์น้อย แต่เมื่อใช้เทียบกับการบอกระยะห่างของวัตถุในระบบสุริยะ อาจจะไม่ตรงความหมายเท่าใดนัก เพราะยังถือว่าห่างไกลจากระยะที่มนุษย์คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน อีกทั้งดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ยังเคยเข้ามาใกล้โลกแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรก และไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้น


ปัจจุบัน เราพบว่ามีดาวเคราะห์น้อยผ่านเข้ามาใกล้โลกเกือบทุกวัน ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ด้วยระยะห่างที่แตกต่างกัน ความกังวลเรื่องวันสิ้นโลกที่เกิดจากอุกกาบาตชนจึงเป็นเหมือนเรื่องล้อเล่นเพราะการชนที่สร้างความเสียหายให้กับโลกในระดับที่เรียกว่า “โลกแตก” เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อประมาณ 60 ล้านปีก่อนในยุคไดโนเสาร์ และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือนาซา ยังเคยแถลงในหน้าเว็บไซต์ว่า “ในอีก 100 ปี จะไม่มีการพุ่งชนในระดับทำลายล้างมนุษยชาติเกิดขึ้นแน่นอน”

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก พร้อมวันเวลาที่เข้าใกล้ ระยะห่างและขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ได้จากเว็บไซต์ https://minorplanetcenter.net/data ของหน่วยงานสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล และยังสามารถหาข้อมูลอย่างละเอียดย้อนหลังได้จากศูนย์ข้อมูลวัตถุใกล้โลกที่เป็นของนาซา/เจ พี แอล ( NASA/JPL) https://cneos.jpl.nasa.gov/ca/

 


ครั้งแรก! พบ “น้ำ” บนดาวเคราะห์นอกสุริยะเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

Thu, 12 Sep 2019 17:59:00

วันนี้ (12 ก.ย.2562) นายธนกร อังค์วัฒนะ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เผยข้อมูลผ่านทางเฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page ว่า นักดารา ศาสตร์ตรวจพบโมเลกุลน้ำ ในชั้นบรรยากาศบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ “K2-18b” ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในเขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

นับเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรก ที่มีทั้งน้ำและอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต งานวิจัยครั้งนี้นำทีมโดย ดร.อังเยลอส ทซีอารัส จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ที่กำลังโคจรรอบดาวฤกษ์แม่ในระยะห่างที่ทำให้น้ำอยู่ในสถานะของเหลว และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy

มวลมากกว่าโลก 8 เท่า ห่างออกไป 110 ปีแสง

K2-18b ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2558 โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ เป็นดาวเคราะห์ที่มีมวลมากกว่าโลก 8 เท่า จัดอยู่ในประเภทดาวเคราะห์ซูเปอร์เอิร์ธ (Super-Earth) โคจรรอบดาวแคระแดง ชื่อว่า “K2-18” ด้วยคาบ 33 วัน ซึ่งดาวเคราะห์มีระยะห่างจากดาวฤกษ์แม่ในตำแหน่งที่ทำให้น้ำอยู่ในสถานะของเหลวได้ เรียกว่า “เขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต (Habitable zone)”

การศึกษาครั้งนี้นำข้อมูลที่เคยบันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ.2559-2560 โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลมาวิเคราะห์ใหม่ด้วยวิธี “ทรานสมิทชันสเปกโตรสโคปี ทำให้สามารถศึกษาองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์ K2-18b ได้ และพบว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีไอน้ำอยู่ในชั้นบรรยากาศ รวมถึงพบฮีเลียมและไฮโดรเจน

ยังไม่ใช่บ้านใหม่ของมนุษย์โลก

ดาวเคราะห์ K2-18b อยู่ในตำแหน่งที่ได้รับรังสีจากดาวฤกษ์แม่ค่อนข้างมาก มีองค์ประกอบทางชั้นบรรยากาศที่แตกต่างจากโลก และมีมวลมากกว่าโลกถึง 8 เท่า หมายความว่ามีแรงโน้มถ่วงที่พื้นผิวมากกว่าโลกค่อนข้างมาก ทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้อาจจะยังไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยของมนุษย์ สำหรับเป้าหมายต่อไปของทีมนักวิจัยนี้ คือ ศึกษาว่ามีปริมาณน้ำในชั้นบรรยากาศมากเพียงใด

สิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับงานวิจัยครั้งนี้ คือ K2-18b เป็นดาวเคราะห์ประเภทซูเปอร์เอิร์ธ เป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่พบได้ทั่วไป รวมถึง K2-18 ที่เป็นดาวแคระแดง ก็พบได้เยอะในกาแล็กซีของเราเช่นกัน ดาวเทียมค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ “TESS” ก็คาดการณ์ว่าจะสามารถค้นพบดาวเคราะห์ประเภทซูเปอร์เอิร์ธได้อีกนับร้อยดวง

ทีมนักวิจัยเชื่อว่าดาวเคราะห์ K2-18b มีแก๊สไนโตรเจน และแก๊สมีเทนอยู่ในชั้นบรรยากาศอีก แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจพบแก๊สดังกล่าวได้ หากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ พร้อมทำงานเมื่อใด จะสามารถศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้ได้มีประสิทธิภาพสูงกว่านี้หลายเท่า ทั้งนี้ข้อมูลอ้างอิงจาก 

 

 

 


พบแล้ว! ยานวิกรมที่หายไปขั้วใต้ของดวงจันทร์

Thu, 12 Sep 2019 17:31:00

วันนี้ (12 ก.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา องค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย (ISRO) ได้ถ่ายทอดสดการส่งยานวิกรม (Vikram) ของจันทรายาน-2 ลงจอดบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ แต่พบปัญหาว่าไม่มีสัญญาณตอบรับ ท่ามกลางการรอลุ้นในภารกิจของนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย กับทีมวิจัยขององค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ทวิตเตอร์ของ @isro ได้ทวีตข้อความว่า พบตำแหน่งของ #VikramLander ที่ลงจอดบนดวงจันทร์แล้ว แต่แต่ยังไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับยานได้ 

ขณะที่สื่อด้านวิทยาศาสตร์ในอินเดียมีการรายงานข่าวครั้งนี้เช่นกัน ว่านักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศของอินเดียได้พยายามสื่อสารกับจันทรายาน-2 

คาดอุปกรณ์เสียหายจากการลงจอด

ขณะที่เฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page ระบุว่า #คอนเฟิร์ม พบแล้ว!! ยานวิกรมที่หายไป #finallyonthemoon 10 กันยายน 2562 - อัพเดทล่าสุดจากองค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย (ISRO) พบตำแหน่งที่ยานวิกรม (Vikram) ลงจอดบนดวงจันทร์แล้ว แต่ยังไร้ซึ่งสัญญาณตอบสนอง

จากรายงานขณะการถ่ายทอดสดเมื่อวันเสาร์ที่ 7 ก.ย.ยานวิกรมเคลื่อนที่ออกนอกเส้นทางขณะกำลังร่อนลงจอด แล้วขาดการติดต่อที่ความสูง 335 เมตรเหนือพื้นผิวดวงจันทร์ ล่าสุดยานโคจรรอบ “จันทรายาน-2” สามารถระบุตำแหน่งของยานวิกรมได้แล้ว คาดว่าเป็นการลงจอดแบบ “Hard landing” ที่อาจทำให้อุปกรณ์ภายในยานเสียหาย ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยกำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ยานวิกรมกลับมาตอบสนองอีกครั้ง

เพื่อติดต่อสื่อสารกับยานอวกาศ ประเทศอินเดียมีเครือข่ายจานรับ-ส่งสัญญาณขนาดใหญ่ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารภารกิจสำรวจอวกาศ ชื่อว่า “Indian Deep Space Network (IDSN)” ซึ่งใช้มาตั้งแต่ภารกิจจันทรายาน-1 ภารกิจสำรวจดาวอังคาร และภารกิจจันทรายาน-2

เครือข่ายดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการสำรวจอวกาศ เพราะเป็นเสมือนโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อระหว่างยานอวกาศกับศูนย์ควบคุมภาคพื้นโลก ประเทศที่มีเครือข่ายจานรับ-ส่งสัญญาณลักษณะนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ประเทศในสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศผู้นำทางเทคโน โลยีทั้งสิ้น ชะตากรรมของยานวิกรม จะเป็นอย่างไรต่อไป ร่วมกันเอาใจช่วยให้อินเดียประสบความสำเร็จในครั้งนี้ อ้างอิงข้อมูลจาก 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

จันทรายาน-2" ขาดการติดต่อก่อนลงจอดบนดวงจันทร์

อินเดียพบร่องรอยยานลงจอด "จันทรายาน-2" หลังสัญญาณหาย

 


เตือนจีนยิงจรวดส่งดาวเทียม เสี่ยงชิ้นส่วนตกใน 3 จังหวัดอีสาน

Wed, 11 Sep 2019 12:49:00

วันนี้ (11 ก.ย.2562) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ได้รับข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ว่าหน่วยงานการบินพลเรือนของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แจ้งเตือนจะมีกิจกรรมการบินอวกาศ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.ย.2562 ช่วงเวลา 10.20-10.56 น. ตามเวลาในประเทศไทย อาจมีความเสี่ยงต่อเส้นทางการบิน และคาดว่าพื้นที่จะได้รับผลกระทบจะอยู่ในประเทศกัมพูชา นั้น

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการติดตามการแจ้งเตือนของสาธารณรัฐประชาชนจีนในหลายครั้งที่ผ่านมา มีโอกาสที่จะเป็นการ “ยิงจรวดส่งดาวเทียมจากศูนย์นำส่งดาวเทียมไท่หยวน” (Taiyuan satellite launch Center) ที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนจริง โดยเส้นทางจรวดดังกล่าวจะพาดผ่านประเทศไทย (พื้นที่สีเหลือง) ใน จ.อำนาจเจริญ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งทิศทางการวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับตำแหน่งการแจ้งเตือนก่อนหน้านี้

 

 

ทั้งนี้ หากพบเห็นวัตถุหรือเศษชิ้นส่วนที่คาดว่าจะมาจากการยิงจรวดในช่วงวันดังกล่าว โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในพื้นที่โดยด่วน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา จีนได้จัดกิจกรรมการบินอวกาศ และมีการปล่อยจรวด โดยมีชิ้นส่วนตกทะลุหลังคาบ้านเรือนประชาชนในประเทศลาว ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง จิสด้า เตือนกัมพูชา-ไทย เสี่ยงเจอชิ้นส่วนกิจกรรมการบินอวกาศจีน 

 


NECTEC เปิดตัว "สุทธิชัย หยุ่น" นักข่าว A.I. คนแรกของไทย

Tue, 10 Sep 2019 07:12:00

วานนี้ (9 ก.ย.2562) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC ) ร่วมกับ  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานเปิดตัว A.I.นักข่าวคนแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นการสร้าง A.I.โดยมีต้นแบบมาจาก "สุทธิชัย หยุ่น" นักข่าวรุ่นใหญ่ที่อยู่ในวงการมานานหลายสิบปี

ผมขอประกาศตัวเป็นนักข่าว A.I. คนแรกเลยได้ไหม

สุทธิชัย A.I. ระบุว่า สุทธิชัย หยุ่น A.I.กำลังจะทำการปฏิวัติข่าวสารครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และน่าตื่นเต้นตลอดเวลา โดยสุทธิชัย A.I. คือตัวตนของสุทธิชัย หยุ่น เสียงจริง ลีลา ท่าทางจริง สักวันสุทธิชัย A.I.อาจมีอารมณ์และจิตวิญญาณของสุทธิชัยตัวจริงก็ได้ ซึ่งเกือบทั้งชีวิต ทำข่าวมา 50 ปี แต่ไม่มีช่วงเวลาไหนที่ตื่นตาตื่นใจเท่ากับตอนนี้มาก่อน

ขณะนี้ไม่ใช่ mobile journalism เท่านั้น วันนี้มันคือ A.I.journalism ที่จะทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำ เจาะลึกและไร้ข้อจำกัด โดยสุทธิชัย กับ สุทธิชัย A.I.เล่าข่าวเหมือนกัน แต่ต่อไปจะใช้เทคโนโลยี A.I.ยกระดับวงการสื่อมวลชนให้เข้มข้นขึ้น และสร้างความเท่าเทียมของการเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์เจาะลึก เพื่อรายงานข่าวให้ประชาชนได้รับรู้ทุกภาคส่วน โดยขณะนี้ สุทธิชัย A.I. สามารถเล่าข่าวเป็นภาษาถิ่นเหนือและอีสานได้ และในอนาคตอาจจะรายงานข่าวเป็นภาษาถิ่นใต้ได้เพิ่มขึ้น 

ทั้งนี้ สุทธิชัย A.I. ยังได้โชว์ความสามารถพิเศษบนเวทีด้วยการเว้าอีสาน และอู้กำเมืองตามสำเนียงท้องถิ่นได้อย่างคล่องแคล่วและไม่ผิดเพี้ยน

 


จิสด้า เตือนกัมพูชา-ไทย เสี่ยงเจอชิ้นส่วนกิจกรรมการบินอวกาศจีน

Mon, 9 Sep 2019 17:01:00

วันนี้ (9 ก.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ได้รับข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ว่าหน่วยงานการบินพลเรือนของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แจ้งเตือนจะมีกิจกรรมการบินอวกาศ ในวันที่ 12 ก.ย.2562 ช่วงเวลา 10.20-10.56 น. ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อเส้นทางการบิน (Danger zone: พื้นที่สีแดง)

 

 

บริเวณที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเศษชิ้นส่วนของกิจกรรมการบินอวกาศในครั้งนี้อยู่ใน จ.อุดรมีชัย จ.พระวิหาร และ จ.เสียมราฐ ของประเทศกัมพูชา อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดังกล่าวจะมีเส้นทางผ่านประเทศไทยบริเวณ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งควรเฝ้าระวังถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากอยู่ใกล้กับพื้นที่แจ้งเตือนในเขตประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ หากข้อมูลดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลง จิสด้าจะรีบแจ้งให้ทราบทันทีอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา จีนได้จัดกิจกรรมการบินอวกาศ และมีการปล่อยจรวด โดยมีชิ้นส่วนตกทะลุหลังคาบ้านเรือนประชาชนในประเทศลาว ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต


ส่ง "ผลึกโปรตีน" จากอวกาศกลับโลก พัฒนายาต้านมาลาเรีย

Mon, 9 Sep 2019 14:57:00

วานนี้ (8 ก.ย.2562) เฟซบุ๊ก GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า เปิดเผยว่า หลังจากที่ส่งโปรตีนขึ้นไปทดลองตกผลึกบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อต้องการผลึกโปรตีนที่มีรูปแบบและโครงสร้างที่ชัดเจนกว่าการตกผลึกบนโลก เพื่อนำผลึกโปรตีนอวกาศดังกล่าวที่ได้มาพัฒนาสร้างยาต้านมาลาเรียให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป โดยการทดลองนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง จิสด้า กับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติหรือ ไบโอเทค จาก สวทช.และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ Jaxa ซึ่งขณะนี้ผลึกโปรตีนได้กลับสู่โลกเรียบร้อยแล้ว

ภาพ : NASA Video

ภาพ : NASA Video


SpaceX Dragon แคปซูล ที่บรรจุโปรตีนในการทดลองอวกาศได้ดีดตัวออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS และกลับสู่พื้นโลก เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา รวมระยะเวลาอยู่ในอวกาศเพื่อทำการทดลองนานกว่า 30 วัน โดยวิธีการส่งกลับมาเป็นลักษณะที่สถานีอวกาศนานาชาติทำการปลดล็อก Dragon แคปซูลออกมา ซึ่งแคปซูลมีลักษณะเหมือนถ้วย และข้างในมีสิ่งที่ใช้ในการทดลองบรรจุอยู่ โดยถ้วยดังกล่าวจะค่อยๆ เคลื่อนที่ปรับวงโคจรต่ำลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและผ่านการเสียดสี พร้อมถูกเผาไหม้เรียบร้อย

ภาพ : NASA Video

ภาพ : NASA Video


ก่อนจะกางร่มและค่อยๆ ร่อนลงมาตกในทะเล ซึ่งมีการควบคุมวงโคจร คำนวณตำแหน่ง ความเร็วและการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก การเผาไหม้ต่างๆ จนความเร็วชะลอลง กระบวนการทั้งหมดมีการคำนวณไว้อย่างแม่นยำเนื่องจากเราทราบระยะเวลาที่ปล่อยจากสถานีอวกาศนานาชาติ ตำแหน่ง มวลขนาด และวัสดุที่ใช้ ตลอดจนความสูงที่ปล่อย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญทำให้เรารู้ได้ว่าแคปซูลจะตกบริเวณพื้นที่ลองบีช ทางชายฝั่งทะเลแคลิฟอร์เนียตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งห่างจากชายฝั่งประมาณ 300 ไมล์

ภาพ : NASA Video

ภาพ : NASA Video


หลังจากที่ตกลงมาแล้วทางนาซ่าได้นำเรือออกไปเก็บลาก เพื่อนำกลับไปที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี้ และได้ส่งต่อไปที่องค์การอวกาศแห่งชาติญี่ปุ่น หรือ JAXA เรียบร้อยแล้ว โดย JAXA ได้นำไปเก็บไว้ในตู้เพาะเชื้อสำหรับเก็บสารละลายในอุณหภูมิจำเพาะเพื่อเตรียมที่จะเอาไปฉายแสงกับเครื่องซิงโครตรอนพลังงานสูง ซึ่งจะทำให้เห็นโครงสร้างของผลึกโปรตีนได้อย่างชัดเจน

เครื่องดังกล่าวนี้อยู่ที่เมืองเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น โดยทาง JAXA ได้อำนวยความสะดวกในการฉายแสงรังสีเอ็กซ์ทุกอย่างให้กับทางจิสด้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะหวังจะให้การตกผลึกโปรตีนในอวกาศครั้งนี้ประสบความสำเร็จมากที่สุด เพื่อเป็นการช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ และขณะนี้เครื่องซิงโครตรอนพลังงานสูง อยู่ในช่วงของการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะดำเนินการฉายแสงให้ได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยมีขั้นตอนการเตรียมการหลังจากออกจากห้องเพาะเชื้อก่อนเข้าเครื่องฉายแสงประมาณ 8 ชม. ช่วงยิงแสงจริงๆประมาณ 5-6 นาที ก็จะเห็นโครงสร้างทั้งหมดของโปรตีนที่จะมีความแตกต่างทั้งหมดมากกว่าบนโลก และทำให้เราสามารถพัฒนาตัวยาต้านมาลาเรียที่ดีได้ ส่วนผลการวิจัยจะออกมาอย่างไรนั้นทางจิสด้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคมนี้

ภาพ : NASA Video

ภาพ : NASA Video


ทั้งนี้ โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงแค่งานวิจัยในอวกาศอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการยกระดับนักวิจัยไทยให้มีความสนใจในอวกาศและมีความสามารถเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความสนใจในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ ให้รู้สึกว่าอวกาศเป็นเรื่องใกล้ตัว งานวิจัยในอวกาศครั้งนี้ใช้งบประมาณไม่มาก แต่จะได้ประโยชน์ที่สามารถช่วยชีวิตคนทั้งโลกจากมาลาเรียได้เป็นแสนๆ คน ถ้าเทียบกับมูลค่าก็คือหลักพันล้านบาท สำหรับคนที่สนใจในด้านนี้ต้องคำนึงถึงงานวิจัยที่มีประโยชน์กับภาพกว้าง รวมถึงที่มีประโยชน์ต่อประชาชนที่เป็นการศึกษาเพื่อต่อยอด สามารถสร้างเป็นนวัตกรรมหรือทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาใช้ประโยช์ได้และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปในการส่งงานวิจัยไปอวกาศด้วย

 

 


อินเดียพบร่องรอยยานลงจอด "จันทรายาน-2" หลังสัญญาณหาย

Mon, 9 Sep 2019 13:34:00

วานนี้ (8 ก.ย.2562) เว็บไซต์ SPACE  นาย เค.สิวัน หัวหน้าองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (ISRO) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบยานลงจอด “วิกรม” (Vikram) ที่เดินทางไปกับยานจันทรายาน-2 (Chandrayaan-2) ของอินเดีย เพื่อลงจอดบนดวงจันทร์ แต่ขาดการติดต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนเพื่อค้นหาสาเหตุ

เราพบที่ตั้งของยานลงจอดวิกรม บนพื้นผิวดวงจันทร์ จากภาพความร้อนของย่าน และพยายามจะติดต่อเพื่อสื่อสารกับยานลงจอดวิกรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ขาดการติดต่อไปเมื่อวันศุกร์

สำหรับยานลงจอดวิกรมนั้น พยายามลงจอดใกล้กับบริเวณขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก เพื่อส่งยานสำรวจภาคพื้น "ปรัชญาณ" (Pragyan) ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ แต่องค์การวิจัยอวกาศอินเดียพบว่าสัญญาณของยานลงจอดวิกรมเงียบหายไป ขณะที่ยานอยู่เหนือพื้นผิวดวงจันทร์ประมาณ 2 กิโลเมตร ทำให้คาดว่ายานอาจจะชนพื้นผิวดวงจันทร์

ขณะนี้เจ้าหน้าที่องค์การวิจัยอวกาศอินเดีย ยังไม่ได้ปล่อยภาพยานลงจอดวิกรมบนพื้นผิวดวงจันทร์ แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า แม้ยังไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าการลงจอดบนดวงจันทร์ของยานลงจอดวิกรมนั้นสำเร็จหรือไม่ แต่ยานได้แสดงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่อการต่อยอดภารกิจในอนาคต

ทั้งนี้ การส่งจันทรายาน-2 ไปสู่ดวงจันทร์ คือ ความหวังของอินเดียที่จะเป็นประเทศที่ 4 ของโลก หลังสหภาพโซเวียตส่งยานลูนา 2 ไปลงจอดที่ดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรกของโลก ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะส่งยานอพอลโล 11 พร้อมนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ในปี 2512 และยานฉางเอ๋อ 4 ของจีนที่ได้ลงจอดด้านไกลสุดของดวงจันทร์เป็นครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยภารกิจจันทรายาน 2 ได้ออกเดินทางสู่ดวงจันทร์ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.จากฐานปล่อยในเมืองศรีหริโคตา ประเทศอินเดีย ก่อนจะเข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์ในขั้นสุดท้ายได้สำเร็จในวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อินเดียลุ้นเป็นชาติที่ 4 ของโลก ส่ง "จันทรายาน-2" จอดดวงจันทร์

ยานจันทรายาน 2 เข้าสู่วงโคจรดวงจันทร์ เตรียมลงจอด 7 ก.ย.นี้

"จันทรายาน-2" ขาดการติดต่อก่อนลงจอดบนดวงจันทร์

 

 

 

 


"จันทรายาน-2" ขาดการติดต่อก่อนลงจอดบนดวงจันทร์

Sat, 7 Sep 2019 08:59:00

ความคืบหน้าภารกิจยานอวกาศจันทรายาน-2 ขององค์การวิจัยอวกาศของอินเดีย ซึ่งออกเดินทางทางจากโลกเป็นเวลา 47 วันตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ก่อนเข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา 

วันนี้ (7 ก.ย.2562) องค์การวิจัยทางอวกาศของอินเดีย (ISRO) ระบุว่า ทางองค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย ได้ขาดการติดต่อกับยานอวกาศจันทรา- 2 ขณะที่อยู่ห่างจากพื้นผิวดวงจันทร์เพียง 2.1 กม.เท่านั้น และเป็นช่วง 15 นาทีสุดท้ายก่อนลงจอดที่ดวงจันทร์ ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าภารกิจครั้งนี้ล้มเหลวหรือไม่ ทั้งนี้ตามเวลาที่องค์การวิจัยทางอวกาศของอินเดีย ระบุว่า จันทรายาน-2ิ จะลงจอดเวลาประมาณ 03.00-04.00 น. บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์  และขณะนี้ศูนย์ควบคุมภารกิจกำลังวิเคราะห์ข้อมูลกำลังวิเคราะห์ข้อมูล

 

สำหรับภารกิจจันทรายาน-2 สร้างโดยองค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย ส่งออกนอกโลกเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ภายในประกอบด้วยยานวิกรม บรรจุรถสำรวจขนาดเล็กชื่อว่า ปราจาน (Pragyan) เพื่อลงจอดบริเวณหลุมอุกกาบาต ทางขั้วใต้ของดวงจันทร์

ซึ่งหากการลงจอดเป็นไปอย่างราบรื่น อินเดียจะเป็นประเทศที่ 4 ต่อจาก รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน ที่สามารถนำยานอวกาศลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ และบริเวณดังกล่าวจะเป็นจุดใต้สุดของดวงจันทร์ที่ยานอวกาศเดินทางไปถึง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อินเดียลุ้นเป็นชาติที่ 4 ของโลก ส่ง "จันทรายาน-2" จอดดวงจันทร์

อินเดียแจ้งเลื่อนยิงจรวดส่ง "จันทรายาน-2" ไปดวงจันทร์

 

 


 


นวัตกรรม “ฟาสต์แทร็ก” ย่นเวลาพัฒนาวัคซีน สู้ “มาลาเรีย”

Thu, 29 Aug 2019 12:35:00

มาลาเรียยังคงเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกหลายแสนคนต่อปี สิ้นปี 2561 มีผู้ป่วยด้วยโรคมาลาเรีย 219 ล้านคน ในจำนวนนี้ 435,000 คน เสียชีวิต ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย ลดลง 95% หรือ เหลือ 6,607 คน จาก 150,000 คน ในปี 2553 

เห็นได้ชัด ว่า มาตรการในการเฝ้าระวังควบคุมโรคของหน่วยงานสาธารณสุขของไทย ตลอดหลายปีที่มาสามารถจำกัดวงระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์กลับต้องกังวล อีกครั้ง เมื่อเชื้อมาลาเรีย "กลายพันธุ์" เป็นสายพันธุ์ดื้อยา โดยเฉพาะภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง “แหล่งรังโรค”  

แผนที่แสดงให้เห็นถึงการระบาดของมาลาเรีย

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

แผนที่แสดงให้เห็นถึงการระบาดของมาลาเรีย ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

มาลาเรียดื้อยา รุกลามลุ่มแม่น้ำโขง

ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาสถานการณ์มาลาเรียเลวร้ายลงมาก นับตั้งแต่ค้นพบเชื้อมาลาเรียกลายพันธุ์ที่ดื้อยาอาร์ติมิซินิน และไพเพอราควิน  ยาชนิดหลักที่ใช้ในการรักษารักษาไข้มาลาเรีย เมื่อปี 2556

งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet Infectious Diseases ยังระบุอีกว่า เชื้อดังกล่าวได้ลุกลามแพร่ออกไปจากแหล่งกำเนิดทางภาคตะวันตกของกัมพูชาเข้าสู่หลายประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และยังพบว่าเชื้อมาลาเรียกว่า 80% แพร่กระจายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและเวียดนาม ทั้งยังพบการกลายพันธุ์เพิ่มอีกหลายพื้นที่

การควบคุมและกำจัดเชื้อไวแว๊กซ์ แม้เป็นเรื่องยากแต่มีความพยายามจากหลายหน่วยงานทั่วโลก หนึ่งในนั้น คือ โครงการ Malaria Infection Study Thailand (MIST) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยวิจัยโรคเขตร้อนมหิดล-อ๊อกฟอร์ด (MORU) เพื่อสนับสนุนและผลักดันพัฒนาวัคซีนและยาต้านมาลาเรียไวแว็กซ์ ซึ่งเป็นเชื้อที่พบมากที่สุดในภูมิภาคเอเซีย ภายใต้การสนับสนุนเงินทุน จากกองทุนเวลคัม ประเทศอังกฤษ 

ดร.เจตสุมน สัตตบงกช ประจำศรี หัวหน้าโครงการวิจัยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในนักวิจัยที่ทำงานด้านมาลาเรียมากว่า 10 ปี กล่าวว่า เราทำวิจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับมาลาเรีย ด้วยจุดประสงค์หลักว่าต้องการกำจัดมาลาเรียให้หมดไป โดยส่วนหนึ่งได้มีการลงไปทำงานในพื้นที่ เพื่อพยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของเชื้อมาลาเรีย ว่าทำไมยังคงมีการระบาด

ที่สนใจที่สุด คือการพัฒนาวัคซีน เพราะวัคซีนคือการป้องกัน ที่จะช่วยยับยั้งการติดเชื้อจาก ยุง สู่ คน หรือจากคน สู่ ยุง โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุด 

 

ติดตามกลุ่มเป้าหมาย พื้นที่เสี่ยง “มาลาเรีย”

ดร.เจตสุมน กล่าวว่า จากการเฝ้าติดตามในพื้นที่ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ยังพบมีการระบาดของเชื้อมาลาเรีย ชาวบ้านที่เจาะเลือดแล้วพบเชื้อ มีประมาณ 5% ในขณะที่เขาไม่แสดงอาการและเคยเจาะเลือดเขามาให้ยุงพาหะที่เลี้ยงในห้องทดลองกิน มีจำนวนหนึ่งที่เชื้อจากเลือดโตในยุงที่เพาะในห้องได้ เพราะฉะนั้นบอกได้ว่า เชื้อสามารถอยู่ในตัวคน โดยไม่แสดงอาการ แต่หากคนถูกยุงกัด และเชื้ออาจถูกแพร่กระจายไปหากยุงไปกัดคนอื่นต่อ

เฉพาะกลุ่มที่เราใช้ศึกษา 5,000 คน จากคนทั้งอำเภอท่าสองยาง 60,000-70,000 คน พบ 5% และในจำนวนนี้ทำให้ยุงเราติดเชื้อได้

นอกจากนี้ในอดีต จ.กาญจนบุรี เคยเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของมาลาเรีย ปัจจุบันยังมีอีกหลายอำเภอที่พบคนไข้ ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็ยังมีอยู่ตลอด ที่ผ่านมาพบว่าคนต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในเมืองกาญจนบุรีป่วย ในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ป่วย

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

 

เชื้อที่พบบ่อยในประเทศไทยพบมี 2 สายพันธุ์ คือ เชื้อฟัลซิปารัม และ เชื้อไวแว็กซ์ ซึ่งมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค จากจำนวนเชื้อที่ก่อโรคในคนทั้งสิ้น 5 ชนิด ได้แก่ 1.พลาสโมเดียม ฟัลซิปารัม 2.พลาสโมเดียม ไวแว็กซ์ 3.พลาสโมเดียม มาลาริอี่ 4.พลาสโมเดียม โอวาเล่ และ 5.พลาสโมเดียม โนว์ไซ โดยเชื้อฟัลซิปารัมพบมากในแอฟริกา ขณะที่ไวแวกซ์พบมาในภูมิภาคอื่นและกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยไวแวกซ์ทั่วโลกอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 

ประเทศไทยมีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยังพบมีการระบาดของมาลาเรีย การกำจัดจะยากเพราะยุงอยู่ทุกที่ ยุงพาหะที่นำโรคมาลาเรียได้ยังมีอยู่

ดร.เจตสุมน กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้มีการรณรงค์ควบคุมโรคถือว่าได้ผลเป็นอย่างดี ทำให้จำนวนผู้ป่วยไข้มาลาเรียลดลง และหลายภูมิภาคทั่วโลกจึงได้ทำข้อตกลงว่าจะกำจัดมาลาเรียให้หมดไปจากโลก ในปี 2030 หรือ ปี 2573 ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยตั้งเป้าว่าจะทำให้เชื้อมาลาเรียหมดไปจากประเทศไทย ในปี 2567 ซึ่งเหลือเวลาอีก 5 ปี

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

 

ไวแว็กซ์เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดไข้มาลาเรีย แต่เนื่องจากเชื้อสามารถหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ตับ และเพิ่มจำนวนเมื่อเข้าสู่เม็ดเลือดแดง ทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นมาลาเรียซ้ำได้อีกหลายครั้ง แม้โดนยุงกัดเพียงครั้งเดียว และผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้อีกทุกครั้งที่เชื้อกลับซ้ำจากตับสู่กระแสเลือด

ความท้าทายในการกำจัด เชื้อไวแว็กซ์ คือ ระยะในตับของเชื้อ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการกลับเป็นโรคซ้ำได้อีก วัคซีนที่จะสกัดระยะในตับของโรคมาลาเรียจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ 
ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

 

เชื้อไวแว็กซ์จะมีการกลายพันธุ์และพัฒนาเชื้อเข้าสู่ร่างกายใน 3 ขั้น คือ 1.เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีการติดเชื้อในเลือด 2.จากนั้นจะพัฒนาเพื่อฝังตัวในตับ 3.ขั้นที่ผู้ที่มีเชื้อมาลาเรียไวแวกซ์ฝังตัวในตับจะมีเชื้อในเม็ดเลือดกลายเป็นเสมือนแหล่งแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

ดร.เจตสุมน กล่าวว่า การทดลองการเจริญเติบโตของเชื้อดังกล่าว จะต้องมีการทดลองในเซลล์ตับคนเท่านั้น จึงเกิดงานวิจัยที่นำเลือดจากผู้ป่วยไวแวกซ์ให้ยุงกิน และทำการศึกษาการเจริญเติบโตของเชื้อไวแวกซ์ในเซลล์ตับคนในห้องทดลอง

ปัจจุบันมียาไพรมาควินที่ใช้กำจัดเชื้อระยะแฝงตัวในตับ แต่เป็นยามีผลข้างเคียงสูงและมีภาวะดื้อยาในผู้ป่วยส่วนหนึ่ง รูปแบบการติดเชื้อซ้ำของเชื้อมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์นี้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการรักษา และต่อโครงการกำจัดเชื้อมาลาเรีย 

วิธีการตรวจเชื้อปัจจุบันตรวจได้เฉพาะมาลาเรียที่อยู่ในกระแสเลือดอยู่ในเม็ดเลือด การเจาะเลือดบอกไม่ได้ว่ามีเชื้ออยู่ในตับหรือไม่ เพราะฉะนั้นนี้เป็นปัญหาว่าจะแก้ไขยังไง และยังไม่มีวัคซีนที่ดีสำหรับไวแวกซ์
ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

 

สำหรับกระบวนการความร่วมมือของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มีทั้งหน่วยงานวิจัยมหิดลไวแว็กซ์ ภาควิชากีฏวิทยา รวมถึงหน่วยวิจัยคลินิก และ ห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านโรคเขตร้อน (TMDR) ดำเนินงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะยุงที่มีเชื้อไวเแว็กซ์ในห้องทดลอง การทดสอบในอาสาสมัครและติดตามผล ซึ่งกำหนดระยะเวลา 5 ปี เพื่อหาวัคซีนที่สกัดการระบาดแต่ละขั้น โดยวัคซีนที่ใช้มี 3 ประเภท

1. Liver stage vaccines (Pre-erythrocytic) วัคซีนที่จะตัดวงจรตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ให้เชื้อปรสิตเข้าไปฝังตัวในตับ เพื่อสกัดการฟักตัวและกลายเป็นโรคเรื้อรัง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างพัฒนายังไม่ได้ผล 100%

2. Blood stage vaccines วัคซีนที่จะบล็อกเชื้อปรสิตที่ฝังตัวในตับไม่ให้เข้าสู่เม็ดเลือดแดง เพื่อสกัดคนที่มีเชื้อแล้วไม่ให้เกิดอาการป่วย โดยกลุ่มนี้จะเหมาะกับคนแถบเอเชีย เพราะเม็ดเลือดแดงมีแอนติเจน Duffy เป็นตัวนำเชื้อ ขณะที่คนแถบแอฟริกันจะไม่มี และวัคซีนตัวนี้จะเป็นตัวแรกที่นำมาทดลอง ภายในต้นปี 2563

3. Transmission blocking vaccines วัคซีนที่จะสกัดกั้นการเป็นพาหะของยุง โดยบล็อกไม่ให้เชื้อปรสิตในตับแพร่กระจายเข้าไปเติบโตในตัวยุง ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนา คาดว่าน่าจะทำได้ภายใน 5 ปี

สาเหตุที่มีการทำถึง 3 ประเภท เพราะเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์นี้มีความซับซ้อน คือ เชื้อที่ออกจากตัวยุงเข้าสู่ตับจะต่างจากเชื้อที่ออกจากตับเข้าสู่เม็ดเลือดแดง และเมื่อมียุงมากัดคนที่เป็นโรคก็จะมีเชื้ออีกตัวหนึ่งที่ถูกแพร่เชื้อ ในทุกขั้นเชื้อจะมีการกลายพันธุ์

ขั้นตอนทดลองในยุง


คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล มีห้องทดลองเลี้ยงยุงที่ใช้ในการทดลองหลักของการวิจัย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยับยั้งการระบาดของโรคมาลาเรีย เช่น การติดต่อของเชื้อไปยังยุงพาหะ และวัคซีนชนิดนี้ต้องทำการศึกษาในระยะที่เป็นยุง

เจตสุมน อธิบายว่า หลังจากที่ได้เชื้อจากผู้ป่วยแล้วกลับมาเลี้ยงในยุงที่เพาะไว้ในห้องแล็บ รอให้เชื้อเจริญเติบโตเต็มที่จึงจะไปสกัดจากต่อมน้ำลายของยุง 

เรามีผู้ที่มีความสามารถครบทุกด้าน ที่จะใช้ในการศึกษาวงจรชีวิตของเชื้อ ครบทุกระยะทั้งระยะที่อยู่ในคน และในยุง ทั่วโลกมีอยู่ไม่กี่แห่งที่สามารถทำได้ครบวงจร
ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

นวัตกรรม “ฟาสต์แทร็ก”


ดร.เจตสุมน กล่าวว่า ที่ผ่านมา การพัฒนาวัคซีนใหม่ๆ อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี กว่าจะนำวัคซีนมาใช้ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัย แต่ในการวิจัยวัคซีนครั้งนี้ ได้นำนวัตกรรม “ฟาสต์แทร็ก” มาช่วยย่นระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนให้เร็วขึ้น เพื่อที่จะให้ผู้ป่วยได้ใช้วัคซีนได้เร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้ศึกษาแบบเดียวกันในหลายประเทศ เช่น โคลอมเบีย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอังกฤษ และไทยจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียที่ใช้ฟาสต์แทร็ก

กระบวนการในการศึกษาประสิทธิภาพวัคซีนและยา

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

กระบวนการในการศึกษาประสิทธิภาพวัคซีนและยา ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

 

ดร.เจตสุมน อธิบายว่า ฟาสต์แทร็กเป็นกระบวนการทดสอบการติดเชื้อในคน เริ่มตั้งแต่กระบวนการเพาะยุงที่มีเชื้อไวแวกซ์ ในห้องแล็ป ของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนนำเชื้อมามาจำลองการติดเชื้อในอาสาสมัคร และเก็บตัวอย่างเชื้อ ทดสอบประสิทธิภาพวัคซีน ติดตามผลและการักษาอาสาสมัคร


หลายประเทศสามารถนำวัคซีนบางตัวที่ทดสอบแล้ว ไปใช้ในทวีปแอฟริกา และการทดสอบในไทย จะเริ่มเดือน ต.ค.นี้

อาสาสมัคร ทดลองวัคซีนต้าน “มาลาเรีย”

ดร.เจตสุมน กล่าวว่า การศึกษานี้เป็นงานคู่ขนานและต่อยอดจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด เลียนแบบการติดเชื้อมาลาเรียไวแวกซ์ในคน ซึ่งเป็นวิธีการสากล เน้นเรื่องความปลอดภัย ขณะที่เชื้อไวแวกซ์ไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือมาลาเรียชนิดรุนแรงเหมือนเคยพบได้ในเชื้อฟัลซิปารัม

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

ภาพ : Mahidol Vivax Research Unit

 

ดร.เจตสุมน อธิบายว่า อาสาสมัครทั้ง 6 คน ซึ่งมีเลือดกรุ๊ป O จะได้รับเชื้อมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์จากยุงที่เลี้ยงในห้องปฏิบัติการหรือโดยการฉีดเลือดที่มีเชื้อมาลาเรียไวแว็กซ์ ปริมาณเชื้อที่ใช้ในระยะแรกจะควบคุมจำนวนไม่ให้อาสาสมัครป่วย แต่จะทำให้นักวิจัยสามารถเฝ้าติดตามอาสาสมัครเพื่อการศึกษาและพัฒนาวัคซีนและยา ทั้งนี้อาสาสมัครที่ติดเชื้อจะได้รับการรักษาตามมาตราฐานโดยยาคลอโรควินและไพรมาควิน

ตามแผนที่กำหนดในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. จะได้ยุงที่ติดเชื้อไวแว็กมาใช้ในการผลิตเลือดติดเชื้อไวแว็กซ์ นำไปฉีดกับอาสาสมัครทดลอง ภายในช่วงต้นปี 2563 และคาดว่าภายในปี 2564-2565 จะได้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อในตับ

 

การศึกษานี้จะดำเนินการที่คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีศูนย์วิจัยทางการแพทย์ที่มีความพร้อม อุปกรณ์ทันสมัย มีศักยภาพที่จะดำเนินการวิจัยการติดเชื้อไวแวกซ์ได้ครบวงจร 

ทั้งนี้ นักวิจัยทุกคนเชื่อมั่นการวางรากฐานจะทำให้เราสามารถลดระยะเวลาเพื่อความสำเร็จในการควบคุมป้องกัน รักษา ตลอดจนกำจัดมาลาเรียให้หมดไปจากประเทศไทย และจากภูมิภาคที่มีการระบาดของมาลาเรียชนิดไวแวกซ์

 

อ่านข่าวที่เกี่ยว : เปิดห้องแล็บเพาะ “ยุงติดเชื้อ” มาลาเรียไวแว็กซ์ ต่อยอดวัคซีนต้าน

 


เปิดห้องแล็บเพาะ “ยุงติดเชื้อ” มาลาเรียไวแว็กซ์ ต่อยอดวัคซีนต้าน

Thu, 29 Aug 2019 12:20:00

วันนี้ (28 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางเจตสุมน สัตตบงกช หัวหน้าโครงการวิจัยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล นำทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ ลงพื้นที่สำรวจห้องแล็บเพาะเลี้ยงยุงที่มีเชื้อมาลาเรีย สำหรับทดสอบวัคซีนป้องกันเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์ไวแว็กซ์ที่มีปัญหากลายพันธุ์ดื้อยา ภายใต้โครงการ Malaria Infection Study in Thailand : MIST หลังสถานการณ์มาลาเรียทั่วโลกยังวิกฤต โดยมีคนเป็นไข้มาลาเรียมากกว่า 200 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเกือบ 400,000 คน ที่ตายด้วยไข้มาลาเรีย

คณะเวชศาสตร์เขตร้อน จำลองสภาพห้องแล็บให้เหมาะสมกับการเจริญพันธุ์ของยุง เพื่อเพาะเลี้ยงยุงส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นต้นตอทดสอบวัคซีนป้องกันเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์ไวแว็กซ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยมากที่สุด โดยพบว่ากว่าครึ่งของผู้ป่วยมาลาเรียในไทยป่วยจากเชื้อชนิดนี้ ซึ่งแม้ไม่อันตรายรุนแรงถึงชีวิต แต่ด้วยคุณสมบัติที่เป็นเชื้อชนิดเรื้อรัง ถึงรักษาหายแล้วแต่ก็กลับมาเป็นซ้ำอีกหลายครั้ง


สำหรับเชื้อไวแว็กซ์จะมีการกลายพันธุ์และพัฒนาเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ก่อนจะพัฒนาเพื่อฝังตัวในตับ ซึ่งยาอาร์ติมิซินินที่ใช้ฆ่าเชื้อมาลาเรียจะออกฤทธิ์เฉพาะในกระแสเลือดจึงไม่มีผลต่อเชื้อไวแว็กซ์ ส่วนยาไพรมาควินที่ใช้กำจัดเชื้อไวแว็กซ์ระยะแฝงตัวในตับก็มีผลข้างเคียงสูงต่อผู้ป่วยบางกลุ่ม และต้องกินยาติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงเป็นอุปสรรคต่อการรักษาและกำจัดโรคมาลาเรียในภูมิภาคแถบลุ่มแม่น้ำโขงและประเทศไทย

คัดยุงสายพันธุ์แกร่ง-ผลิตวัคซีน

การเพาะเลี้ยงยุงสำหรับวิจัยวัคซีนป้องกันเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์ไวแว็กซ์จึงเกิดขึ้น โดยใช้ "ยุงก้นปล่องชนิดไดรัส" ซึ่งถูกส่งมาจาก ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่เคยเป็นพื้นที่ระบาดของมาลาเรียมาก่อน เพื่อนำมาขยายพันธุ์ในห้องทดลอง โดยยุงที่นำมาเลี้ยงจะเป็นยุงตัวเมียที่ผสมพันธุ์แล้ว เพราะเป็นยุงที่กินเลือดตามธรรมชาติหลังผสมพันธุ์ ก่อนที่จะวางไข่ 

ในกลุ่มที่ทำงานวิจัยไวแวกซ์ ทีมวิจัยไทยเป็นกลุ่มเดียวที่ได้เลือดคนไข้ ที่มีเชื้ออยู่ให้มาโตในยุง แล้วนำเชื้อในยุงไปทดลองในตับคน ซึ่งเป็นกระบวนการในห้องทดลอง โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ จะทำให้ได้ยุงที่มีคุณภาพ


สำหรับห้องแล็บของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน สามารถเพาะเลี้ยงยุงติดเชื้อได้สูงถึงสัปดาห์ละ 40,000 ตัว ยุงที่ผลิตได้เป็นยุงที่มีสมรรถภาพในการดูดเลือดและการติดเชื้อดี มีอัตราการตายต่ำหลังได้รับเชื้อมาลาเรีย และมีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีมาตราฐาน เพื่อให้พร้อมต่อการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนตลอดเวลา รวมถึงการศึกษาการแพร่ระบาด การผลิตสปอโรซอยต์จำนวนมากเพื่องานวิจัยทางด้านยา

ส่งออกยุงไทยทดลองในแล็บต่างประเทศ

ส่วนกระบวนการตรวจเลือดคนไข้ที่มีเชื้อมาลาเรียไวแวกซ์ สำหรับเพาะเชื้อในยุงนั้น จะต้องคัดเลือกคนไข้ที่มีแต่เชื้อไวแวกอย่างเดียวไม่มีเชื้ออย่างอื่น เมื่อยุงไปกินเลือดแล้ว จะทำให้ยุงนั้นติดเพียงเชื้อไวแวกซ์เท่านั้น โดยยุงที่ทำการทดลองในแล็บ จะนำส่งออกไปยังต่างประเทศ ทั้งโคลัมเบีย ออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา 


โดยปัจจุบันที่สหรัฐฯ มีแล็บ  2- 3 แห่งที่มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์ไวแว็กซ์อยู่ ซึ่งก่อนส่งออกจะต้องมีการทำเอกสารว่า สามารถนำยุงซึ่งมีเชื้อเข้าประเทศได้ โดยยุงในห้องทดลองนี้ขึ้นเครื่องบินได้นานถึง 70 ชั่วโมง ไปยังห้องแล็บที่สหรัฐฯ โดยไม่ตายสักตัว เพราะแล็บไทยมีกระบวนการแพ็กอย่างดี

ในแต่ละล็อตขึ้นอยู่กับการทดลองจะนำไปใช้ทำอะไร ถ้าใช้ในห้องทดลองเคยส่งมากสุด 800 ตัว แบ่งเป็นกล่องละ 100 ตัว 

สำหรับยุงทุกตัวที่ส่งออกจะต้องมีเชื้อมาลาเรียอยู่ เมื่อเข้าไปถึงห้องเลี้ยงยุงที่แล็บแล้ว บางล็อตอาจต้องเลี้ยงอีก 1-2 วัน ให้เชื้อโตไปที่ต่อมน้ำลาย เพราะยุงเวลากินเชื้อมันจะไปโตที่กระเพาะยุงก่อน เมื่อยุงกัดพ่นน้ำลายเชื้อก็ถูกพ่นออกมาด้วยเช่นกัน โดยขั้นตอนการส่งออกยุงไปต่างประเทศนั้น ต้องขอนุญาตไม่เอกซเรย์ยุงเพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบยุง ซึ่งต้องทำหนังสือขออนุญาต ซึ่งมีสายการบินเดียวที่ไม่ต้องขออนุญาตจึงทดลองส่งไป 2 ล็อต แต่ต้องส่งใต้เครื่อง ซึ่งทำให้ยุงตายทั้งหมดเพราะมีเรื่องของอุณหภูมิเข้ามาเกี่ยวข้อง กว่าจะสามารถหากระบวนการที่ถูกต้องส่งไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยุงรอดทุกตัวก็ต้องใช้เวลาพอสมควร


ทั้งนี้ การศึกษาทั่วโลกในโครงการ MIST หรือการศึกษาการติดเชื้อในคน การศึกษานี้เหมือนเป็นการสร้างโมเดลของการศึกษาเพื่อประเมินผลวัคซีนไวแวกซ์ โดยประเทศไทยได้เริ่มกระบวนการตั้งแต่ได้ยุงที่ติดเชื้อไวแวกซ์ที่ได้มาตรฐาน สามารถใช้ทดลองในคนได้ นำไปสู่การทดสอบวัคซีนที่เริ่มโชว์ประสิทธิภาพ ในห้องทดลองร่วมของไทยและผู้วิจัยที่อังกฤษหรือสหรัฐฯ นำไปสู่การเพิ่มโอกาสของทีมวิจัยทั่วโลกในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนต่อโรคไวแวกซ์ 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นวัตกรรม “ฟาสต์แทร็ก” ย่นเวลาพัฒนาวัคซีน สู้ “มาลาเรีย”