ประมูลจดหมายไอน์สไตน์ 94 ล้านบาท

Wed, 5 Dec 2018 15:19:00

บริษัทคริสตี ในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดประมูลจดหมายที่เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาเยอรมัน โดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบลผู้ล่วงลับ เกี่ยวกับความเชื่อในศาสนายูดายของไอน์สไตน์และแนวคิดเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งมีผู้ประมูลด้วยราคา 2,892,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 94,820,000 บาท

 

 

ไอน์สไตน์ เขียนจดหมายฉบับดังกล่าวเมื่อปี 1954 เพื่อส่งให้แก่เอริก กูทคินด์ นักปรัชญา เมื่อเวลาผ่านไปจดหมายดังกล่าวกลายเป็นเอกสารต้นฉบับสำคัญที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับศาสนาและวิทยาศาสตร์ รวมทั้งยังสะท้อนมุมมองของไอน์สไตน์ เกี่ยวกับการค้นหาความหมายของชีวิต ต่อมาบริษัทคริสตี ผู้เปิดประมูล ประเมินราคาจดหมายดังกล่าวไว้ที่ 1,000,000-1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 33,000,000-50,000,000 บาท

 

 


เผยภาพ "ดาวศุกร์" สว่างที่สุดในรอบปี

Fri, 30 Nov 2018 09:27:00

วันนี้ (30 พ.ย.2561) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยภาพ “ดาวศุกร์สว่างที่สุดครั้งสุดท้ายของปี” บันทึกในช่วงเช้ามืดวันที่ 30 พ.ย.2561 ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

 

 

ดาวศุกร์ปรากฏสว่างสุกใส ทางทิศตะวันออก ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น สังเกตเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า หากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นลักษณะดาวศุกร์จะปรากฏเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ ในช่วงเวลาดังกล่าวมีดาวสไปกา ซึ่งเป็นดาวสว่างที่สุดในกลุ่มดาวหญิงสาว ปรากฏอยู่ใกล้กันเหนือขึ้นไปด้านบนขวา

 

 

การที่ “ดาวศุกร์สว่างมากที่สุด” เป็นช่วงที่ดาวศุกร์มีขนาดเสี้ยวค่อนข้างใหญ่ และโคจรห่างจากโลกในระยะที่เหมาะสม ในปีนี้จะปรากฏในลักษณะดังกล่าว 2 ครั้ง ครั้งแรกตรงกับวันที่ 25 ก.ย.2561 ที่ผ่านมา ปรากฏในเวลาหัวค่ำ และครั้งนี้ในวันที่ 30 พ.ย.2561 ปรากฏเวลาเช้ามืด สำหรับในช่วงวันอื่น ๆ แม้ดาวศุกร์จะมีเสี้ยวที่หนากว่า แต่เนื่องด้วยตำแหน่งอยู่ห่างจากโลกมาก ขนาดปรากฏลดลงความสว่างจึงลดลงตามไปด้วย

หลังจากวันที่ 30 พ.ย. ความสว่างปรากฏของดาวศุกร์จะลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงมองเห็นสว่างโดดเด่นบนท้องฟ้าในช่วงเวลารุ่งเช้ายาวไปจนถึงเดือน ก.ค.2562

 

 

"ดาวศุกร์" เป็นดาวเคราะห์วงในลำดับที่ 2 ถัดจากดาวพุธ อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก จึงไม่สามารถเห็นดาวศุกร์สว่างเต็มดวงได้ แต่จะปรากฏเป็นเสี้ยวให้เห็นความหนาบางของเสี้ยวแตกต่างกันไปในแต่ละตำแหน่ง เราจึงสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นหรือหลังดวงอาทิตย์ตกเท่านั้น ไม่เคยปรากฏอยู่กลางฟ้าหรือในเวลาดึก ๆ

ทั้งนี้ หากเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ คนไทยมักเรียกว่า “ดาวประจำเมือง” หากเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันออกในช่วงเช้ามืด คนไทยมักเรียกว่า “ดาวประกายพรึก”


ยาน InSight ลงจอดดาวอังคารสำเร็จ

Tue, 27 Nov 2018 06:44:00

ภาพแห่งความดีใจเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการขับเคลื่อนจรวดของนาซา เมื่อยานสำรวจ InSight ร่อนลงแตะพื้นผิวของดาวอังคารสำเร็จเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น.ที่ผ่านมา หลังจากที่ยานเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศของดาวอังคารด้วยความเร็วเหนือเสียงนาน 7 นาที เทียบความเร็วของการลงจอดมากกว่ากระสุนปืนที่เคลื่อนผ่านอากาศด้วยความเร็วสูง

 

 

ยาน InSight ร่อนลงจอดบริเวณที่ราบขนาดใหญ่ชื่อ Elysium Planitia ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคารและเตรียมเริ่มสำรวจลึกลงไปใต้พิภพของดาวแดงดวงนี้ เพื่อหาคำตอบแก่นักวิทยาศาสตร์ว่าจากพื้นผิวชั้นนอกไปจนถึงแกนดาวด้านใน ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ภารกิจครั้งนี้จะทำให้ดาวอังคารกลายเป็นดาวดวงแรกนอกเหนือจากโลกมนุษย์ที่ถูกสำรวจลึกลงไปใต้พื้นดิน หลังจากยาน InSight ออกเดินทางจากโลกเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็นระยะทางรวม 548 ล้านกิโลเมตร

 

 


รู้จัก "ซัลฟิวริก" กรดพิษถึงตาย

Wed, 14 Nov 2018 16:14:00

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลความเป็นพิษของกรดซัลฟิวริก หลังจากนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ระบุว่า น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน ถูกสามีสาดน้ำกรดใส่ โดยเป็นกรดซัลฟิวริก 

จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่า กรดซัลฟิวริก (sulfuric acid) หรือกรดกำมะถัน ลักษณะทั่วไปจะเป็นของเหลวใสคล้ายนน้ำมัน ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น
มีความหนืด จัดเป็นกรดแร่อย่างแรง ละลายในน้ำได้ดี กรดซัลฟิวริก เป็นเคมีภัณฑ์พื้นฐานญที่มีการนำาไปใช้ในอุตสาหกรรมเคมีต่างๆ เช่น ใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมีภัณฑ์ปิโตรเลียม การผลิตแร่ การสังเคราะห์สารเคมี และใช้ในการบำบัดน้ำเสีย  

ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลเติมจากฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ  ระบุว่า กรดซัลฟิวริก มีฤทธิ์กัดกร่อนวัตถุเกือบทุกชนิด ทำใหเกิดการระคายเคืองต่ออวัยวะสัมผัส มีพิษเฉียบพลันโดยการสูดดมโดยอาชีพที่ต้องสัมผัสกับไอหรือละออง ทำให้กรดซัลฟิวริก ถูกจัดเป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

โดยข้อมูลยังบ่งชี้ว่า ซัลฟิวริก ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนอย่างรุนแรง สารละลายและกรดซัลฟิวริก ทำใหเกิดดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ตา และเยื่อบุได้อย่างรุนแรง

ถ้าได้รับทางปาก เยื่อบุทางเดินอาหารตั้งแต่ปาก คอหอย หลอดอาหาร ผู้ป่วยจะปวดอย่างรุนแรง และไม่สามารถกลืนอาหารได้ เซลล์เยื่อบุของอวัยวะที่สัมผัสกับกรดซัลฟิวริกจะตาย

โดยแผลที่โดนซัลฟิวริก และเปลี่ยนเป็นสีขาว-เทา แล้วจึงเปลี่ยนเป็นสีดำ เซลล์ที่ตายจะมีขนาดเล็กลงซึ่งมักเรียกบริเวณที่มีเซลล์ตายว่า “coagulation necrosis” ถ้ากรดมีความเข้มข้นสูง อาจทำให้ผนังของระบบทางเดนอาหารเป็นแผลเป็น 

พิษร้ายแรงหากสัมผัส-สูดดมถึงตาย

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ที่บอกว่า ความเป็นพิษต่อร่างกายของกรดซัลฟิวริกมีดังนี้  หากผิวหนังสัมผัสโดยตรง ทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง ผิวหนังไหม้ ปวดแสบปวดร้อน และเกิดแผลพุพอง

ดวงตา การสัมผัสโดยตรงกับของเหลว ไอ หรือหมอกควันของกรดซัลฟิวริก จะทำให้ดวงตาระคายเคือง พร่ามัว ตาแดง น้ำตาไหล กระจกตาเสียหาย และกรอกตาไปมาไม่ได้ ถ้าหากโดนดวงตามากๆ อาจทำให้เกิดการไหม้อย่างสาหัส จนถึงตาบอดได้

การสูดดม เอาไอหรือหมอกควันของกรดซัลฟิวริกซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนสูงจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อที่เป็นเมือก เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงของโพรงจมูก ลำคอ และระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการน้ำท่วมปอด หายใจติดขัด ถี่รัว และอาจทำให้เสียชีวิตได้

การกินเข้าไป จะทำให้เกิดการไหม้ของลำคอ หลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน การไหลเวียนของโลหิตล้มเหลว หายใจติดขัด ปัสสาวะน้อย เกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้

จากการที่กรดซัลฟิวริกถูกนำไปใช้ในหลายๆ อุตสาหกรรม จึงต้องมีการควบคุมคุณภาพของกรดให้เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ปิดบัญชี "รพ.พระราม 2" ไม่มีหมอ-จ่อถูกพักใบอนุญาต

คำต่อคำ รพ.พระราม 2 รักษาดีที่สุด-คนไข้ปฏิเสธเอง

 


"ตะบันน้ำ" นวัตกรรมชาวบ้าน ดันน้ำที่ต่ำขึ้นสู่พื้นที่สูง

Wed, 14 Nov 2018 13:14:00

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ลงพื้นที่ ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เพื่อร่วมกิจกรรมสาธิตการสร้าง นวัตกรรมตะบันน้ำ แก้ปัญหาการจัดการน้ำบนพื้นที่สูง ภายใต้โครงการ “พลิกไทย ด้วยมือคุณ” ซึ่งจัดโดยสมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์ (สอพ.) ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ 


ระหว่างนั่งรถอีแต็กลงพื้นที่ห้วงวังแข้ แหล่งน้ำเป้าหมายในการติดตั้งเครื่องตะบันน้ำ นายจิระศักดิ์ ตรีเดช นายก สอพ. ชี้ให้ผู้สื่อข่าวเห็นสภาพไม้ดอก ไม้ผลที่แห้งเหี่ยว ต้นข้าวที่อุ้มท้องแต่ไม่ออกรวง เนื่องจากวิกฤตแหล่งน้ำในพื้นที่เทือกเขาเพชรบูรณ์ที่มีต้นน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ ต้นน้ำป่าสัก ต้นน้ำพอง และต้นน้ำเลย เกิดน้ำท่วมเป็นประจำในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้เกิดดินถล่มอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่ในช่วงฤดูร้อนก็เกิดปัญหาน้ำแล้ง โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่ภูเขา ที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำได้ เนื่องจากแหล่งน้ำอยู่ต่ำกว่าพื้นที่เกษตรกรรม ดังนั้น การนำน้ำจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูงจึงเป็นปัญหาและอุปสรรคมาก

คนอาจมองว่าเราอยู่ในพื้นที่เขตต้นน้ำ ไม่น่าจะขาดแคลนน้ำ แต่จริงๆ แล้ว เราเข้าไม่ถึงน้ำเลย เพราะเป็นต้นน้ำ น้ำไหลลงที่ต่ำทำให้ชาวบ้านเข้าถึงน้ำไม่ได้ จึงเริ่มพัฒนานวัตกรรมตะบันน้ำหรือที่เรียกกันว่าแลมป์ปั๊มขึ้นมา

นายก สอพ. เล่าว่า เครื่องตะบันน้ำถูกพัฒนามานานกว่า 200 ปีแล้ว โดยมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ และมีการส่งต่อนวัตกรรมนี้เข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณปี 2516 ซึ่งมีมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนพัฒนาเครื่องตะบันน้ำจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่ละเครื่องก็จะมีราคาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 20,000 - 50,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ยาก


สมาคมจึงร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน พัฒนานวัตกรรมเครื่องตะบันน้ำขึ้นภายในชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างแท้จริงและสามารถใช้งานได้จริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลเพื่อนำไปจดสิทธิบัตรคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน 

ขั้นตอนประดิษฐ์เครื่องตะบันน้ำ

ด้านนายอุดม อุทะเสน หนึ่งในผู้ผลิตเครื่องตะบันน้ำ สมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์ ระบุว่า ตะบันน้ำ คือ เครื่องส่งน้ำจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูง โดยอาศัยกลไกจากแรงธรรมชาติ ซึ่งอาศัยน้ำเป็นแรงดันให้เครื่องตะบันน้ำทำงาน ซึ่งการติดตั้งเครื่องตะบันน้ำ ต้นน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำต้องไม่ต่ำกว่า 1 เมตร จึงจะส่งน้ำจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูงได้

ผมเชื่อได้เลยว่าทุกคนอยากได้เครื่องตะบันน้ำ เพราะนอกจากจะได้น้ำใช้แล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและอนุรักษ์ป่าซึ่งเป็นต้นน้ำด้วย เพื่อให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี เนื่องจากเครื่องตะบันน้ำไม่ใช้น้ำมันและไฟฟ้า

หากถามว่าตะบันน้ำช่วยอะไรได้บ้าง นายอุดม ตอบกลับทันทีว่า ผมว่าช่วยได้มาก โดยเฉพาะชาวบ้านที่ไม่มีทุนทรัพย์ แล้วต้องซื้อเครื่องปั๊มน้ำ เครื่องสูบน้ำ และต้องจ่ายค่าไฟ แต่เครื่องตะบันน้ำชาวบ้านลงทุน 5,000 บาท เพียงแค่ครั้งเดียว 


สำหรับขั้นตอนในการผลิตเครื่องตะบันน้ำ ต้องเตรียมวัสดุสำคัญ คือ ถังแก๊ส 2 ใบ หรือวัสดุอุปกรณ์ที่คล้ายกับถังแก๊ส เช็กวาร์ล 2.5 นิ้ว 1 ตัว เช็กวาล์ว 2 นิ้ว 1 ตัว พร้อมเกลียวนอก 2 ตัว ส่วนการประกอบเครื่องตะบันน้ำ ต้องเจาะรูบนฝาถังใบแรกเพื่อติดวาล์ว 2.5 นิ้ว ใช้ในการปิด-เปิด ระบบการทำงาน และเจาะรูข้างถังใบเดียวกันใส่วาล์วขนาด 2 นิ้ว เพื่อส่งน้ำไปยังถังใบที่ 2 ซึ่งถังใบที่ 2 นี้ เป็นตัวกำหนดการปิด-เปิด พร้อมกับแอร์โอแอร์ มีระบบลม

ถ้ามีความต่างระดับของต้นน้ำอยู่ที่ 1 เมตร เครื่องตะบันน้ำจะสามารถดันน้ำสู่ที่สูงได้ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 ลิตร โดยส่งน้ำได้สูง 10 เมตร

 

ตะบันน้ำ เปลี่ยนชีวิต

ขณะที่ นางประสิทธิ์ แก้วรักษา ชาวบ้านในชุมชน เล่าว่า ปกติต้องหาบน้ำจากคลองขึ้นมาใช้ได้แค่วันละ 3 หาบ เพราะอายุมากแล้ว น้ำที่หาบมาก็ใช้ได้แค่ล้างถ้วยชามเท่านั้น เวลาอาบน้ำต้องลงไปอาบในคลองอย่างเดียว ปลูกผัก ปลูกผลไม้ไว้ก็ไม่มีน้ำให้รด แต่เมื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ถึงปัญหาดังกล่าว 2 วันก่อนก็ได้มีการต่อท่อน้ำจากเครื่องตะบันน้ำที่ห้วยวังแข้เข้ามาให้ใช้ในบ้าน ทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น


ก่อนหน้านี้ลำบากมาก บางวันต้องนำเสื้อ-ผ้าไปซักที่คลอง ไปอาบน้ำที่คลอง แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ต่อน้ำมาให้ 1 ชั่วโมง ก็ได้น้ำถังใหญ่ประมาณ 100 ลิตร 1 ถัง วันหนึ่งจะเก็บน้ำไว้ในถังและในโอ่งใหญ่ 2 โอ่ง ทำให้มีน้ำมาใช้ในบ้านมากพอ และแบ่งมารดพืชผัก ทั้งลำไย มะเขือ ต้นพริก พร้อมวางแผนไว้ว่าจะปลูกหอม กระเทียม และปลูกอะโวคาโด ลำไย น้อยหน่าเพิ่มด้วย เพื่อนำไปขายสร้างรายได้ให้ครอบครัว

 

 

 

 

 

 

 


ชวนชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” เที่ยงคืน 17 พ.ย. - รุ่งเช้า 18 พ.ย.นี้

Tue, 13 Nov 2018 12:33:00

วันนี้ (13 พ.ย.2561) นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า “ฝนดาวตกลีโอนิดส์” หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต” เป็นฝนดาวตกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ย.ของทุกปี แต่จะมีอัตราการตกมากที่สุดวันที่ 17 - 18 พ.ย. สำหรับปีนี้จะสังเกตได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนวันที่ 17 พ.ย. ไปจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 18 พ.ย. ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณใกล้กลุ่มดาวสิงโต ในคืนดังกล่าวแม้เป็นคืนข้างขึ้น แต่ดวงจันทร์จะตกลับขอบฟ้าเวลาประมาณ 01.30 น. ช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดคือเวลาประมาณ 02.00 น. เป็นต้นไป

แม้จะมีโอกาสให้เห็นในปริมาณไม่มาก อัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 10-15 ดวงต่อชั่วโมง ฝนดาวตกลีโอนิดส์ถือเป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างมากที่สุด เนื่องจากมีการเคลื่อนที่ผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศในอัตราเร็วถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที ผู้สนใจสามารถรอชมความสวยงามของปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ได้ในคืนดังกล่าว

นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า สถานที่ชมฝนดาวตกควรเป็นสถานที่ที่มืดไม่มีแสงไฟรบกวนหรือห่างจากเมือง แนะนำให้นอนรอชม เนื่องจากฝนดาวตกกระจายทั่วท้องฟ้า สำหรับการบันทึกภาพฝนดาวตกนั้น ไม่สามารถระบุทิศทางได้ ต้องอาศัยการคาดเดาและเปิดหน้ากล้องค้างไว้ให้ดาวตกวิ่งผ่านหน้ากล้อง ผู้สนใจสามารถเตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ ฝนดาวตกลีโอนิดส์ เกิดจากสายธารเศษฝุ่นของดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล (55P Tempel-Tuttle) ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวงโคจรของดาวหางตัดผ่านวงโคจรของโลก ทำให้เศษฝุ่นของดาวหางเหล่านั้นเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการเผาไหม้จนเห็นเป็นแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟวิ่งพาดผ่านท้องฟ้า

สำหรับทิศทางวงโคจรของฝนดาวตกลีโอนิดส์สวนทางกับทิศทางวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ความเร็วของเม็ดฝุ่นที่เข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศโลกมีความเร็วค่อนข้างมาก โดยมีความเร็วสูงถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที ฝนดาวตกลีโอนิดส์ เป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างมากที่สุด จึงได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งฝนดาวตก”


ม.ธรรมศาสตร์ เผยงานวิจัยกล้วยหอมทองครบวงจร

Mon, 12 Nov 2018 07:38:00

วันนี้ (12 พ.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจลกล้วยหอมให้พลังงานหนึ่งในผลงานการวิจัยกว่า 20 ผลงาน จากอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำกล้วยหอมทองตกเกรดมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น ตามโครงการผลงานวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมระบบการผลิตกล้วยหอมทอง และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วยหอมทองตลอดโซ่อุปทาน

 

 

 

 

นอกจากการวิจัยด้านการแปรรูปแล้ว นักวิจัยยังมุ่งเน้นการยกระดับการปลูกแบบฟาร์มอัจริยะ เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยนักวิจัยสามารถสร้างระบบฟาร์มอัจฉริยะ สั่งงานผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อตรวจสภาพดิน การใช้น้ำ โรคแมลงที่จะเกิดขึ้นในแปลง

การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าสามารถน้ำมาแปรรูปเป็นไอศกรีมไขมันต่ำ แป้งเค้กกล้วยหอมกึ่งสำเร็จรูป นมกล้วยหอมอัดเม็ด แคปซูลเร่งน้ำนมจากปลีกล้วยหอมทอง เซรั่มลบเลือนรอยสิวจากปลีกล้วยหอมทอง เจลมาร์กผิวหน้า เป็นต้น

 

 

 

 

การศึกษาวิจัยกล้วยหอมทองอย่างครบวงจรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ระดมคณาจารย์กว่า 70 คน จากคณะที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและอาหาร เนื่องจากเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทองยังประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งการจัดการฟาร์มปลอดสารพิษ ปัญหาศัตรูพืช ผลผลิตที่ไม่ได้ขนาด และส่วนที่เหลือทิ้งจากการเพาะปลูก โดยทุกผลงานเปิดโอกาสให้ผู้สนใจ หรือนักลงทุนที่พร้อมนำผลงานวิจัยไปขยายผลสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ได้

การทำงานวิจัยครั้งนี้นอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคณะ ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับวิทยาเขตต่างๆ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

 

 

 

 

 

 


ชำแหละร่างกฎหมายไซเบอร์ หวั่นให้สิทธิ์รัฐตีความล้วงข้อมูลคนไทย

Fri, 26 Oct 2018 14:32:00

วันนี้ (26 ต.ค.61) ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย , สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์, ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนา หัวข้อ “อันตรายกฎหมายไซเบอร์...?” โดยร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขณะนี้ ถูกคณะรัฐมนตรีตีกลับมาให้ปรับแก้และพิจารณาในหลายประเด็นที่ทำให้สังคมมีความกังวลต่อเนื้อหาที่ระบุ โดยรัฐทำขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายทางไซเบอร์

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวว่า สิ่งที่สบายใจอย่างหนึ่ง คือ ร่างกฎหมายนี้ ต้องการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐาน ที่ให้บริการประชาชน และถ้าไม่ได้มาตรฐานเมื่อถูกคุกคาม รัฐจะป้องกันหรือคุ้มครองประชาชนอย่างไร โดยเจตนารมณ์เป็นเจตนารมณ์ที่ดี แต่เมื่อเขียนออกมาแล้ว พบความแตกต่างในประเด็นตามการยึดหลักกฎหมายของสิงคโปร์ ได้แก่

1. การนิยามว่าคุ้มครองโครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อถูกคุกคามทางไซเบอร์ ทางรัฐต้องป้องกัน แต่การร่างกฎหมายของไทย ณ ขณะนั้นแทนที่จะอยู่เฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน แต่กลับไปแตะเรื่องเนื้อหาด้วย ซึ่งถ้อยคำต้องมีการปรับปรุงตามนิยามเจตนารมณ์ตามโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์

2.หมวดอำนาจเลขาฯของร่างกฎหมายฉบับนี้ ให้อำนาจเลขาฯมากโดยไม่มีการถ่วงดุล ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ให้เอกชนปฏิเสธการตรวจสอบได้ แต่กฎหมายสิงคโปร์ สามารถปฏิเสธคำสั่งของเลขาฯได้ แต่กลไกเรื่องนี้ไม่อยู่ในร่างกฎหมายฉบับนี้เลย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเรียกข้อมูลได้อนาคต เช่น ข้อความการแชท ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยกฎหมายสิงคโปร์ ให้ยกเว้นประเด็นด้านการค้าด้วย และต้องมีเหตุผลจำเป็นในการปฏิเสธ เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกดูข้อมูล

เฟซบุ๊กขณะนี้มีผู้ใช้กว่า 75 ล้านบัญชี กฎหมายระบุว่า แค่มีเหตุควรอันสงสัยทำให้นำไปสู่การสั่งหยุดใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือ ยึดเครื่องโทรศัพท์ หรือ อุปกรณ์ใดๆ ได้เลย ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าหน้าที่ไม่สามารถยึดได้ ดังนั้นการใช้ถ้อยคำมันขาดหายไป ทำไมไม่มีมาตรการอุทธรณ์ รวมถึงการตกลงยกเว้นความผิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ 2 แห่งกังวลว่า จะถูกดูดไฟล์หรือไม่

3. ตัวกฎหมาย เป็นการป้องกันภัยทางไซเบอร์ ซึ่งต้องดูแลความปลอดภัยของประเทศ มันไม่น่าเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน แต่มาตรา 17 ( 4) / (5) และ (6) เป็นลักษณะเปิดทางให้รัฐตั้งบริษัทแข่งกับเอกชนหรือไม่ ถ้าเขียนแบบนี้สิ่งที่น่ากังวลคือ ขัดต่อข้อตกลงองค์กรการค้าโลกหรือไม่ ซึ่ง (4),(5),(6) ควรตัดออกไป เป็นเรื่องนโยบายว่ารัฐบาลจะแก้ประเด็นนี้ได้อย่างไรเพื่อให้เอกชนสบายใจว่า รัฐจะไม่ทำแข่ง นอกจากนี้ หากตำรวจ อัยการ ศาล มาเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Bigdata) ด้วย มันไม่น่าจะใช่ควรเป็นหน่วยงานอื่นที่ไม่

ข้อเสนอของเรื่องนี้ จะมีการจัดทำร่างกฎหมายคู่ขนานและจะเสนอกับ สนช.ควบคู่ไปด้วย เป็นการจัดทำโดยผู้ทรงคุณวุฒิประมาณ 7 คน ขณะนี้แล้วเสร็จไปแล้วประมาณร้อยละ 80 ซึ่งที่ผ่านมาเท่าที่เห็นการร่างกฎหมายฉบับของรัฐมักออกเป็นกฎหมายลูก ไม่ใช่แบบ พ.ร.บ. ดังนั้น ถ้าเขียนกฎหมายไม่กว้างจะสายเกินไป หากจะแก้ภายหลัง การสร้างความมั่นใจด้านไซเบอร์เป็นเรื่องสร้างความมั่นคง แต่ประเด็นที่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ หรือ ล้วงข้อมูลส่วนบุคคลไม่ควรนำมาบรรจุ ซึ่งกฎหมายของสิงคโปร์ซึ่งเขียนไว้จำนวน 100 หน้า แต่เมื่อพิจารณาแล้วไม่มีความน่ากลัว แต่เมื่อมาพิจารณาร่างกฏายฉบับนี้มันมีความน่ากลัวเกิดขึ้น และหากมีปัญหายิ่งทำให้เกิดการอุทธรณ์ไม่ได้ ยิ่งน่ากังวล ซึ่งตามขั้นตอนแล้วร่างคู่ขนานจะมีการหารือกับ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในวันพรุ่งนี้ (27 ต.ค.61) เป็นวงปิดเพื่อสะท้อนและรับฟังปัญหาร่วมกัน และจะเสนอเป็นร่างคู่ขนานไปกับร่างที่รัฐบาลจัดทำ

นายเจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้ากลุ่มวิชาการ คณะทำงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฯ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การออกกฎหมายฉบับนี้ต้องไม่พิจารณาเพียงความมั่นคงของรัฐเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่า มันลิดรอดสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยหรือไม่ กระทบด้านเศรษฐกิจ สังคมด้วยหรือไม่ ซึ่งความมั่นคงปลอดภัยบางส่วนอยู่ในไซเบอร์ บางส่วนก็ไม่ได้อยู่ในไซเบอร์ ดังนั้น เป็นการเน้นว่าการนำหน่วยงานเข้ามาหลอมรวม ซึ่งผู้ถูกควบคุมทั้งหลายสงสัยว่า จะถูกควบคุมจากหน่วยงานไหน เพราะที่ผ่านมาเมื่อพบปัญหาจะมีการสอบถามจากตำรวจ กสทช. หรือรัฐ ซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง ดังนั้นหากจะมีหน่วยงานใหม่ต้องหารือก่อนหรือไม่ เนื่องจากเมื่อออกมาตรการใหม่มาจะกระทบกับบุคคลใดบ้าง

วันนี้ต้องยอมรับว่าต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนได้ด้วย สิ่งที่เขากังวลคือ เมื่อหน่วยงานรัฐเข้ามาแล้วออกกฏที่ตนเองไม่ทราบ เอกชนจะดำเนินการอย่างไร การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และการออกกฎหมายฉบับนี้มาต้องสร้างความเท่าเทียมทางสิทธิเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต

"ก่อนจะได้ลิดลอนสิทธิเสรีภาพเขา ซึ่งการกระทำที่เกิดผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจแล้วจะรับผิดชอบกันอย่างไร ในโลกอินเทอร์เน็ต การให้อำนาจไปอยู่ที่คนๆ เดียว ไม่น่าทำ เพราะถ้าเกิดความเสียหายมันจะไปหมดเลย ดังนั้นการสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ จะไม่จบที่หน่วยงานเดียว การเอากฎหมายนี้ไปแขวนอยู่ที่เดียวจะตามไม่ทันเทคโนโลยี ทำอย่างไรเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"

การดำเนินการความปลอดภัยทางไซเบอร์ของยุโรป เช่น โครงสร้างสารสนเทศทั้งรัฐ ประชาชน และเอกชน การคุ้มครองข้อมูล หรือ การแจ้งเตือน กลไกความเชื่อใจในการแบ่งปันข้อมูล รวมถึงวงจรที่หยุดนิ่งไม่ได้ สำหรับหน่วยงานที่จะมากำกับดูแล และพัฒนาด้วยเองตลอดเพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและภัยคุกคามทางไซเบอร์

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวร่างมาตั้งแต่ ปี 2558 และมีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ แต่ก็ชะลอไปประมาณ 2 ปี 5 เดือน เพื่อรอการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ประเด็นที่โดนวิพากษ์วิจารณ์มากคือ ขั้นตอนการยกร่างกฎหมาย และที่ผ่านมาการถกเถียงในชั้นกฤษฏีกา ซึ่งใช้เวลานานในการทำความเข้าใจ วันนี้จึงเป็นอีกวันที่นำร่างกฎหมายมาพูดคุยกันเพื่อตอบโจทย์ทุกฝ่ายให้มากที่สุด

สำหรับเหตุผลของร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่ระบุว่า ไม่มีการเขียนให้อุทธรณ์ แต่โดยทางปฏิบัติสามารถอุทธรณ์ตามระเบียบปฏิบัติราชการอยู่แล้ว เลขาธิการฯ หากกระทำผิดจะมีกฎหมายอื่น เช่น ม.157 มาจัดการได้ แต่ชั้นนี้ก็เห็นว่าหากเขียนการอุทธรณ์ให้ชัดเจนจะดีที่สุด ส่วนประเด็นที่ว่า เหตุใดไม่ขออำนาจศาลออกหมาย ซึ่งในชั้นกฤษฏีกาเป็นห่วงว่าหากเกิดการโจมตีข้อมูลเช่น ธนาคาร หากต้องขอหมายศาลจะทำให้ช้าไม่ทันการณ์ เวลาพูดถึงเรื่อง "ภัยความมั่นคง" เช่น มาตรา 56(2) และ (3) ทำให้เกิดการตีความและกระทบต่อเนื้อหา ซึ่งคิดว่ากฤษฏีกาน่าจะรับไปปรับแก้เช่นกัน ซึ่งในช่วงนี้มีเวลาที่ยังสามารถทบทวนได้นับเป็นโอกาสที่ดี แม้ประเทศยังเป็นประชาธิปไตยเต็มใบแต่รัฐก็ยังเปิดโอกาสให้แสดงๆ ความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ โดยการกำหนดให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ดำเนินการช่วงต้นไปก่อน ซึ่งเตรียมคำขอจัดตั้งสำนักงานฯ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งตามเลขาธิการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ส่วนกรณีข้อสังเกตเรื่องการดึงข้อมูล ไม่ใช่การกวาดข้อมูลประชาชนที่ใช้โทรศัพท์ แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า เมื่ออ่านร่างกฎหมายอาจทำให้ตีความแบบนั้นได้ ก็ต้องไปปรับแก้เช่นกัน

ส่วนมาตรา 17(4), (5) และ (6) ซึ่งเฟซบุ๊กไทยใช้มากที่สุดในโลก, ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ จำนวน 120 ล้านเลขหมาย , อีคอมเมิร์ซเติบโตร้อยละ 10 แต่หลายประเทศก็ไม่มั่นใจในการลงทุนด้านเทคโนโลยีในไทย ดังนั้นเรื่องนี้ มีทั้งมุมบวกและลบ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐในระดับนโยบาย

สำหรับข้อเสนอ หากยังแก้ในชั้น สนช.ไม่ได้ ก็ยังไม่อยากให้สิ้นหวัง และประชาชนต้องเกาะติดตลอดเวลา ส่วนกรรมการชุดใดจะดูแลในเรื่องใดต้องมีความชัดเจน เชื่อว่าการแสดงความเห็นของทุกฝ่ายจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำร่างกฎหมายจากนี้ โดยร่างกฎหมายฉบับนี้จะเสนอที่ประชุท ครม.อีกรอบในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้ และ เสนอสู่ ที่ประชุม สนช. ปลายเดือน ธ.ค.

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่า มีเกณฑ์ที่สามารถนำมาพิจารณาร่วมกันได้ เช่น การเขียนเนื้อหาต้องไม่กว้างเกินไป เช่น ม.43 ที่กำหนดลักษณะหน่วนงานหรือภารกิจสำคัญทางสารสนเทศ หรือ ม.46 (3) ที่ระบุว่า "ข้อมูลอื่นใดที่เห็นว่าจำเป็น" อาจต้องพิจารณาว่าไปล้วงข้อมูลที่กระทบข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนหรือไม่ ทั้งมาตรการ ระยะเวลา ข้อมูล และเป้าหมายอย่างกว้างเกินไป และต้องแยกอำนาจเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ให้เจ้าหน้าที่ส่องไปได้เรื่อยๆ ต้องมีลักษณะกลไลตรวจสอบถ่วงดุล และการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ตาม ม.58 ต้องไม่โดนลิดรอนสิทธิเสรีภาพ


นร.ไทยเจ๋ง! คว้า 12 รางวัลสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ

Mon, 22 Oct 2018 10:36:00

วันนี้ (22 ต.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักเรียน 15 คน 9 ทีม จาก 8 โรงเรียนทั่วประเทศ นำเสนอผลงาน ก่อนขึ้นรับรางวัล การประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติ หรือ IEYI 2018 (International Exhibition for Young Inventors) ระหว่างวันที่ 17 - 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.


น.ส.ธัญนันท์  แก้วเกิด ผู้อำนวยการโครงการพิเศษ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.เปิดเผยว่า การแข่งขันในครั้งนี้ มีนักเรียนจาก 9 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ประกอบด้วย จีน อินเดีย ไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รัสเซีย และไทย

 

 
สำหรับเด็กไทยที่คว้ารางวัลได้ครบทั้ง 9 ทีม รวม 12 รางวัล แยกเป็น 2 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง และ 5 รางวัลพิเศษ ซึ่งในจำนวนนี้เป็น Special Silver Award จากผลงาน "เครื่องปอกเปลือกเงาะ" โดย ด.ญ.ใบเตย สินนอก และ ด.ญ.วิววิภา แสนซื่อ จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 19 จ.ชัยภูมิ ซึ่งทั้งคู่ยังคว้ารางวัลเหรียญเงินจากผลงานนี้ มาได้อีกด้วย สาเหตุเนื่องจากต้องการให้ผู้ที่กินเงาะปลอดภัย ทั้งจากคมมีดที่ปอก และสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับเปลือกเงาะ

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.


นอกจากนี้ยังมีรางวัลเหรียญทอง จากผลงาน "แคปซูลข้าวสารดูดความชื้น" โดย น.ส.ศิริมา ศรีเมฆ และ น.ส.สุพิชญา แหลมผึ้ง จากโรงเรียนปราจีนกัลยาณี จ.ปราจีนบุรี รวมทั้ง รางวัลพิเศษ Special Award ผลงาน "เครื่องตรวจสุขภาพอัจฉริยะ ผ่านระบบเครือข่ายไร้สาย" โดย น.ส.กานต์พิชชา อัศววินิจกุลชัย และ น.ส.ณัฐกุล เตชะพิพัฒน์ชัย จากโรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพมหานคร

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

 

 

 

 


แล็บนิติสัตว์ป่าไขคดีดัง "เสือดำ-หมีขอ"

Wed, 10 Oct 2018 20:07:00

หลักฐานคดีล่าหมีขอในอุทยานแห่งชาติไทรโยค จ.กาญจนบุรี ถูกส่งมาตรวจที่หน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช คดีนี้เป็นอีกหนึ่งคดีใหญ่ที่อยู่ในความดูแลของ ดร.กณิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า ที่เคยทำการตรวจสอบซากของกลางในคดีเสือดำมาแล้ว "ไทยพีบีเอสออนไลน์" ได้พูดคุยกับ ดร.กนิตา ถึงความเป็นมาและภารกิจของห้องแล็บแห่งนี้

ความเป็นมาแล็บนิติสัตว์ป่า

ดร.กณิตา  เล่าให้ฟังว่า หน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2553 หากนับจนถึงวันนี้ก็ประมาณ 8 ปีแล้ว ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีหน้าที่ให้บริการตรวจพิสูจน์ซากสัตว์ป่าและสัตว์ป่าของกลางที่อยู่ในคดี ตามที่มีการร้องขอจากกรมอุทยานฯ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลหลักฐาน วัตถุพยานประกอบคดี รวมถึงเป็นหลักฐานในชั้นศาล

นอกจากนี้ยังมีหน้าที่จัดทำฐานข้อมูลอ้างอิงของสัตว์ป่า เพื่อนำมาใช้เปรียบเทียบกับสัตว์ป่าที่ต้องการพิสูจน์ในคดี รวมถึงการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคนิคต่างๆ ในงานนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า เพื่อใช้สนับสนุนงานตรวจพิสูจน์ทางคดีให้ก้าวหน้าและให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น

8 ปีสางคดีใหญ่

หากดูสถิติคร่าวๆ ตั้งแต่ตั้งแล็บมาประมาณ 8 ปี มีคดีเข้ามาไม่ต่ำกว่า 200 คดี รวมจำนวนตัวอย่างไม่ต่ำกว่า 4,000 ตัวอย่าง นอกจากภารกิจงานที่ตรวจสัตว์ป่าและซากสัตว์ป่า เช่น หมูป่า เก้ง กวาง ที่ถูกลักลอบยิงในพื้นที่ป่าแล้ว ครึ่งหนึ่งของเคสคดีทั้งหมดเป็นคดีเกี่ยวกับงาช้าง รวมถึงคดีนอแรด ที่ต้องให้ความสำคัญเพราะมีปัญหาเกี่ยวกับการล่าเพื่อการค้าสูง

ส่วนคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างคดี "เสือดำ" ถือเป็นเคสที่มีความซับซ้อนและท้าทาย ซึ่งหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าได้ทำหน้าที่ในการตอบคำถามทางคดีและมั่นใจว่าครบถ้วน ระหว่างนี้ทางแล็บต้องให้การในชั้นศาลต่อไป

ทำฐานข้อมูลช้างบ้าน-เสือโคร่งทั่วประเทศ

ปี 2560 หน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าได้จัดทำฐานข้อมูลพันธุกรรมของช้างบ้านทั่วประเทศ ประมาณ 3,750 เชือก เพื่อทำฐานข้อมูลพันธุกรรมให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าเป็นช้างตัวเดียวกันหรือไม่ รวมถึงการหาความสัมพันธ์ของช้าง เป็นต้น

ส่วนปี 2561 ได้จัดทำโครงการเสือโคร่งในกรงเลี้ยงทั่วประเทศ ได้รับตัวอย่างประมาณ 2,400 ตัวอย่างจากทั้งหมด โดยต้องการจัดระบบทะเบียนของข้อมูลพันธุกรรมให้เป็นระบบเดียวเช่นกัน เพื่อให้ตรวจสอบเทียบเคียงกับกรณีที่เป็นคดีว่าเป็นเสือที่นำมาจากป่าหรือไม่ มีการล่าหรือค้า โดยนำช้างหรือเสือที่อยู่ในคดีมาเทียบว่าอยู่ในสารบบข้อมูลหรือไม่ หากไม่อยู่ก็สันนิฐานได้ว่าเป็นสัตว์ป่า หรือมีพฤติกรรมในการล่าหรือค้าเกิดขึ้น ขณะนี้ได้ทำการตรวจอัตลักษณ์ของเสือโคร่งในกรงเลี้ยงที่ระบุตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไปเตรียมพัฒนาตรวจหาชนิดพันธุ์ย่อย เพศและความสัมพันธ์ของเสือด้วย

 


"สเปซเอ็กซ์" ส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศ

Tue, 9 Oct 2018 06:37:00

วันที่ 8 ต.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ร่วมชมการปล่อยจรวดฟัลคอน ไนน์ (Falcon 9) ขึ้นสู่อวกาศ เพื่อส่งดาวเทียมของประเทศอาร์เจนตินาเข้าสู่วงโคจร ทำให้เกิดลำแสงสวยงามบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

 

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX

 

การส่งจรวดฟัลคอน ไนน์ ของบริษัทสเปซ เอ็กซ์ ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ชาวแคลิฟอร์เนียจะได้เห็นจรวดขับดันของจรวดฟัลคอน ไนน์ ลงสู่พื้นที่ฐานปล่อยหลังจากส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรแล้ว

 

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX

 

สำหรับดาวเทียมของอาร์เจนตินาที่ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจร เป็นดาวเทียมที่ใช้ประโยนช์ด้านการเกษตรกรรมและการจัดการเหตุฉุกเฉิน

 

 


นักวิทยาศาสตร์หญิงแคนาดา คว้าโนเบลสาขาฟิสิกส์ในรอบ 55 ปี

Wed, 3 Oct 2018 06:45:00

ดอนนา สตริคแลนด์ นักวิทยาศาสตร์หญิงชาวแคนาดาจากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู (Waterloo) ได้รับการประกาศให้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปีนี้จากผลงานการวิจัยและการค้นพบเกี่ยวกับเทคโนโลยีเลเซอร์ ทำให้สตริคแลนด์กลายเป็นสตรีคนแรกในรอบ 55 ปี ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติต่อจากมารี คูรี (Marie Curie) ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เมื่อปี ค.ศ.1903 และมาเรีย โกเอปเพิร์ท-เมเยอร์ (Maria Goeppert-Mayer) ได้รับเมื่อปี ค.ศ.1963

สตริคแลนด์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกับอาร์เธอร์ แอชคิน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันจากสถาบัน เบลล์ แลบบอราโทรี่ส์ (Bell Laboratories) และเจอราร์ด มูรู (Gerard Mourou) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โดยแอชคิน มีผลงานด้านการพัฒนาเทคนิคเลเซอร์ที่เรียกกันว่า ออพติคัล ทวีเซอร์ (Optical Tweezers) ซึ่งใช้ในการศึกษาระบบทางชีววิทยา

ส่วนสตริคแลนด์และมูรูพัฒนาเทคนิคเลเซอร์ที่เรียกว่า "Chirped Pulse Amplification" หรือ CPA ซึ่งใช้ในเลเซอร์บำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งและการผ่าตัดตาด้วยเลเซอร์

 


สดร. ชวนดูดาวศุกร์สว่างที่สุด 2 ครั้งในรอบปี

Sat, 22 Sep 2018 12:43:00

วันนี้ (22 ก.ย.2561) นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า วันที่ 25 กันยายน 2561 ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุดในรอบปี (Greatest Brilliancy) สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 - 20.00 น.

และอีกครั้งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ตั้งแต่เวลาประมาณ 04.00 - 06.00 น. คาดว่าจะมีความสว่างปรากฏมากถึง -4.6 (ดวงจันทร์เต็มดวงมีความสว่างปรากฏ แมกนิจูด -12.6) หากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ จะมองเห็นดาวศุกร์จะปรากฏเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ดาวศุกร์อยู่ในตำแหน่งห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออกมากที่สุด เราจึงมองเห็นดาวศุกร์สว่างบริเวณขอบฟ้าทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏครึ่งดวง จนกระทั่งวันที่ 25 กันยายน 2561 ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุด ใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์

จากนั้นวันที่ 26 ตุลาคม 2561 ดาวศุกร์จะโคจรมาอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก เรียกว่า ตำแหน่งร่วมทิศแนววงใน ใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวบางมาก ๆ และหลังจากวันดังกล่าวดาวศุกร์จะปรากฏในเวลารุ่งเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น บริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวหนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

และในวันที่ 6 มกราคม 2562 ดาวศุกร์จะโคจรอยู่ในตำแหน่งห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันตกมากที่สุด หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏครึ่งดวงอีกครั้งเช่นกัน

 

นายศรัณย์ อธิบายเพิ่มว่าการที่ดาวศุกร์สว่างมากที่สุดในรอบปี 2561 ในวันที่ 25 กันยายน และ 30 พฤศจิกายน เนื่องจากโคจรห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะที่พอดีและมีขนาดเสี้ยวค่อนข้างใหญ่ จึงสว่างมากหากเทียบกับช่วงที่ดาวศุกร์อยู่ในตำแหน่งห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออกและตะวันตกมากที่สุด ช่วงดังกล่าวแม้ว่าจะปรากฏครึ่งดวง แต่มีขนาดปรากฏลดลง เพราะอยู่ห่างจากโลกมากที่สุด

ดาวศุกร์ เป็นดาวเคราะห์วงในลำดับที่ 2 ถัดจากดาวพุธ อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก จึงไม่สามารถเห็นดาวศุกร์สว่างเต็มดวงได้ แต่จะปรากฏเป็นเสี้ยวให้เห็น ความหนาบางของเสี้ยวแตกต่างกันไปในแต่ละตำแหน่ง และปรากฏอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ได้มากที่สุด 47.8 องศา เราจึงสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นหรือหลังดวงอาทิตย์ตกเท่านั้น ไม่เคยปรากฏอยู่กลางฟ้าหรือในเวลาดึก ๆ

 

ทั้งนี้ หากเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ คนไทยมักเรียกว่า “ดาวประจำเมือง” หากเห็นดาวศุกร์ทางทิศตะวันออกในช่วงเช้ามืด คนไทยมักเรียกว่า “ดาวประกายพรึก”

ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมายาวไปจนถึงต้นปีหน้า จึงเป็นช่วงที่เหมาะแก่การสังเกตการณ์ดาวศุกร์เป็นอย่างมาก ดาวศุกร์จะปรากฏบนท้องฟ้าสว่างมาก ในช่วงหัวค่ำและรุ่งเช้า และหากใช้กล้องโทรทรรศน์ช่วยสังเกตการณ์จะมองเห็นดาวศุกร์ปรากฏในลักษณะต่างๆ  

 

 


เปิดตัวเศรษฐีญี่ปุ่น "ทัวร์ดวงจันทร์" คนแรกของโลก

Tue, 18 Sep 2018 14:23:00

วันนี้ (18 ก.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  SpaceX เปิดตัว ยูซาคุ มาเอซาวา วัย 42 ปี เศรษฐีพันล้าน เจ้าของเว็บไซต์ขายปลีกรายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นชื่อดังของญี่ปุ่นชื่อ ZOZO ซึ่งกำลังจะกลายเป็นนักท่องเที่ยวอวกาศคนแรกที่เหมาเที่ยวบินของยาน Big Falcon Rocket (BFR) เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวดวงจันทร์ในปี 2566 นี้ 

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX


มีรายงานว่า ยูซาคุ มาเอซาวา ซื้อเที่ยวบิน BFR เที่ยวนี้แบบเหมาลำ เนื่องจากต้องการเชิญศิลปินในด้านต่างๆ ขึ้นไปด้วย ทั้งนักร้อง นักวาดรูป ตากล้อง นักร้อง สถาปนิค นักออกแบบ และสาขาอื่นๆ จากทั่วทุกมุมโลกร่วมออกเดินทางในชื่อแคมเปญ “Dear Moon” โดยเป้าหมายพาศิลปินประมาณ 6-8 คน ไปเห็นดวงจันทร์ในมุมมองที่ต่างออกไปเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อกลับมาสร้างผลงานที่จะจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับมวลมนุษยชาติ 

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX

 

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX


ภายในงานเปิดตัววันนี้ อีลอน มักส์ ผู้บริหารของ SpaceX ได้ออกมาพูดถึงยาน BFR ที่ปรับมาเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกที่งาน International Astronautical Congress ปี 2559 โดยในรอบนี้มีการปรับดีไซน์ภายนอก ทั้งปีกที่ควบกับขาลงจอดและการจัดเรียงเครื่องยนต์แบบใหม่  ส่วนรายละเอียดภายในนั้นยังไม่มีการเปิดเผยมาก แต่อีลอน มัสก์ ระบุว่า สำหรับภารกิจแรกนั้นจะมีการเพิ่มปริมาณของเชื้อเพลิง ออกซิเจน อาหารและน้ำสำรองไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX


ขณะนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของภารกิจอย่างชัดเจนว่าเส้นทางในภารกิจครั้งนี้เป็นอย่างไร แต่คาดการณ์ว่า ยูซาคุ มาเอซาวา และคณะจะกลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางออกไปไกลจากโลกมากที่สุด ที่ระยะประมาณ 500,000-600,000 กิโลเมตรจากโลก มากกว่าที่ภารกิจอพอลโล 13 เคยทำไว้เมื่อปี 2513 ที่ระยะ 400,171 กิโลเมตร

ภาพ : SpaceX

ภาพ : SpaceX


ทั้งนี้ ความพิเศษของเที่ยวบินนี้ คือ นอกจาก ยูซาคุ มาเอซาวา จะเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้เดินทางสู่ดวงจันทร์แล้ว เที่ยวบินนี้จะเป็นเที่ยวบินแรกที่พามนุษย์ธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านดาราศาสตร์ออกเดินทางสู่อวกาศอีกด้วย โดยตามกำหนดในปัจจุบันของ SpaceX นั่นจะเกิดขึ้นในปี 2566 แต่ อีลอน มัสก์ไม่ได้ยืนยันว่าภารกิจนี้จะไม่ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อตัวภารกิจได้ 

 

 

 


"นาซา" เตรียมปล่อยดาวเทียมเก็บข้อมูลน้ำแข็งขั้วโลก

Sat, 15 Sep 2018 12:31:00

นักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) เปิดเผยว่า ดาวเทียมที่องค์การนาซาเตรียมปล่อยขึ้นสู่วงโคจรจะมีการติดตั้งระบบเลเซอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการวัดและเก็บรวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งและความหนาของแผ่นน้ำแข็ง เพื่อนำมาวิเคราะห์

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า วงโคจรของดาวเทียมดังกล่าวจะใช้ระยะเวลา 91 วันในการโคจร 1 รอบ ก่อนจะกลับมาเก็บข้อมูลในจุดเดิม ซึ่งจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลในตำแหน่งเดิม 4 ครั้งต่อปี และมีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกครบทุกฤดูกาล

องค์การนาซาคาดการณ์ว่า โครงการปล่อยดาวเทียมดังกล่าวจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ในแต่ละปีได้ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและผลกระทบของปรากฏการณ์นี้ต่อโลกด้วย


แอปเปิลเปิดตัว "ไอโฟน" รุ่นใหม่

Thu, 13 Sep 2018 06:48:00

บริษัท แอปเปิล อิงค์ เปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด iPhone Xs และ iPhone Xs Max ซึ่งเป็นไอโฟนที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมาและใหญ่ที่สุดในตลาด โดยมีความกว้างหน้าจอ 6.5 นิ้ว โดยทั้ง 2 รุ่น กล้องจะเป็นกล้องคู่ (Dual-Camera) ขนาด 12 ล้านพิกเซล สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหว 4k โดยมีขนาดความจุ 3 รุ่น คือ 64GB, 256GB และ 512GB กันน้ำลึก 2 เมตร ได้ 30 นาที และสามารถใส่ได้ 2 ซิม

รวมถึงยังมีรุ่น iPhone XR ซึ่งจะคล้ายกับ iPhone Xs แต่ราคาจะถูกลง เนื่องจากมีการปรับลดสเป็คบางส่วน หน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว กันน้ำลึก 1 เมตรได้ 30 นาที กล้องเดี่ยวขนาด 12 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ยังเปิดตัว Apple Watch 4 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ด้วย

ทั้งนี้ราคาอยู่ที่ iPhone Xs Max ราคาอยู่ที่ 1,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 36,000 บาท ราคาอยู่ที่ iPhone Xs ราคาอยู่ที่ 999 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 32,700 บาท และ iPhone XR ราคาอยู่ที่ 749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 24,500 บาท

 


ชี้การทดสอบ "ไอคิว" ไม่ใช่มาตรวัดความอัจฉริยะของเด็ก

Thu, 30 Aug 2018 12:30:00

จากการปาฐกถาพิเศษเรื่องบ่มเพาะเด็กอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ IQ สูงสู่การเป็นนักวิจัยที่มีศักยภาพสูงของศาสตราจารย์จิน อะคิยาม่า รองประธานมหาวิทยาลัยโตเกียวและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 

ศาสตราจารย์อะคิยาม่า ระบุว่าความสามารถพิเศษ หรือพรสวรรค์ของปัจเจกบุคคลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษา ฝึกฝน จุดประกายความกระตือรือร้นและนำพวกเขาไปสู่การเป็นนักวิจัยในที่สุด ทั้งนี้ในส่วนตัวไม่คิดว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หมายถึงเด็กที่มีระดับไอคิวสูง หรือมีความรู้มากๆ และไม่เชื่อว่าจะสามารถค้นพบเด็กอัจฉริยะได้จากการทดสอบระดับสติปัญญา (IQ Test) หากแต่เด็กที่มีความสามารถพิเศษนั้นจะต้องมีความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมาก ต้องมีความสงสัยใคร่รู้อย่างเต็มที่และเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่เด็กจะเติบโตกลายมาเป็นนักวิจัยที่ยิ่งใหญ่

คะแนนสอบที่ดีไม่สำคัญสำหรับการเป็นนักวิจัย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่พวกเขามีความสนใจในบางสิ่งและสามารถที่จะครุ่นคิดถึงสิ่งนั้นได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานแรมเดือนแรมปี ดังนั้นเราจะไม่สามารถหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษได้จากการทดสอบระดับไอคิว

 

ทั้งนี้การเป็นนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญนั้น ต้องมีความพยายามที่จะพิสูจน์และคิดอย่างมีตรรกะ ซึ่งความสามารถในส่วนนี้เป็นความสามารถในเชิงคณิตศาสตร์ที่ต้องไดัรับการฝึกให้ชำนาญ

สำหรับการสอนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะทำให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษกลายเป็นนักวิจัยที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้นครูมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ครูควรจะสอนแต่สิ่งที่เป็นพื้นฐานหลัก และสนับสนุนให้เด็กได้ใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง ซึ่งการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการเป็นที่ปรึกษาให้เด็กเป็นสิ่งจำเป็นที่ครูจะต้องทำเป็นสิ่งแรก เพื่อจุดประกายความกระตือรือร้นของเด็กออกมา

ศาสตราจารย์อะกิยาม่า กล่าวเพิ่มว่า ตัวอย่างการสอนที่ศูนย์วิจัยการศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียวนั้น จะมีการฝึกอบรมครูโดยการให้ความรู้และการสอนเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ครูที่มีความสามารถเหล่านี้มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยจุดประกายความสงสัยใคร่รู้ที่มีอยู่ในตัวของเด็ก รูปแบบการสอนสามารถทำให้สนุกสนานได้ด้วยการเล่นเกม การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมไปถึงการกระตุ้นและสนับสนุนให้เด็กมีการค้นคว้าและทดลองทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง

 

ชี้การสอนต้องเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างเข้าใจ 

ด้าน ศาสตราจารย์จูน เมเคอร์ นักการศึกษาแห่งแอริโซนา สหรัฐอเมริกา กล่าวถึงทฤษฎีผลึกแท่งเแก้ว (The Prism Theory) เป็นทฤษฎีใหม่ที่ใช้แสดงถึงความสามารถพิเศษของเด็ก ว่า คนเราไม่สามารถที่จะเรียนรู้โดยปราศจากการจดจำข้อเท็จจริง ความสามารถทั่วไปทั้ง 5 ของมนุษย์ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ความจำ การหยั่งรู้โดยสัญชาตญาณ การใช้เหตุผล และความสามารถในเชิงตรรกะ ซึ่งภายใต้ทฤษฎี Prism นี้ ความสามารถทั่วไปทั้ง 5 จะสะท้อนออกมาในความสามารถเฉพาะทาง 10 สาขา ได้แก่ สังคม อารมณ์ คณิตศาสตร์ กายและอริยบถ การมองเห็นและอวกาศ การได้ยิน ภาษาศาสตร์ เทคนิคและเครื่องกล รวมถึงวิทยาศาสตร์และจิตใจ

โดยมีความสามารถพื้นฐานที่เหมือนกัน เมื่ออยู่ในสาขาที่แตกต่างกันย่อมแตกต่างกัน เช่นความสามารถในความคิดสร้างสรรค์ในสาขาสังคม กับความสามารถในความคิดสร้างสรรค์ในสาขาเทคนิคและเครื่อง กลย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นวิธีการสอน จำเป็นต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ข้อมูลสำคัญที่ทำให้เข้าใจ  

หลายคนดูเหมือนจะเชื่อว่า ผลของการทดสอบไอคิวนั้น จะเป็นมาตรวัดความอัจฉริยะของเด็กได้ แต่ความคิดส่วนตัวแล้วไม่คิดเช่นนั้น การทดสอบไอคิว เป็นเพียงมาตรวัดความรู้และประสบการณ์ของเด็กเท่านั้น
 

 


"นาซา" ส่งยานสำรวจดวงอาทิตย์ใกล้ที่สุดครั้งแรก

Sun, 12 Aug 2018 19:11:00

วันนี้ (12 ส.ค.2561) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) ส่งยานสำรวจปาร์กเกอร์ โซลา โพรบ จากฐานปล่อยที่แหลมเคป คานาเวอรัลในรัฐฟลอริดา ขึ้นสู่ห้วงอวกาศด้วยจรวดเดลตา-โฟร์ เฮฟวี่ เพื่อมุ่งหน้าสำรวจและศึกษาดวงอาทิตย์เป็นเวลา 7 ปี

 

 

 

โดยยานสำรวจปาร์กเกอร์ โซลา โพรบ ถือเป็นยานสำรวจลำแรกที่จะเดินทางเข้าสู่โคโรนา ซึ่งเป็นส่วนนอกสุดของชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์และโคจรห่างจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ประมาณ 6.1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งถือเป็นการเดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเป็นครั้งแรก

 

 

ยานสำรวจปาร์กเกอร์ โซลา โพรบ ได้รับการติดตั้งเกราะป้องกันความร้อน ความหนาเพียง 4.5 นิ้ว เพื่อให้ยานที่อยู่ภายในคงอุณหภูมิไว้ที่ 29 องศาเซลเซียส แม้ว่าอุณหภูมิจากดวงอาทิตย์ด้านนอกจะสูงถึง 1,370 องศาเซลเซียสก็ตาม

 

 

 

นาซา ตั้งเป้าหมายว่าผลการสำรวจชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์จะนำไปสู่การไขความลับของพายุสุริยะ ซึ่งรบกวนสนามแม่เหล็กโลก พร้อมทั้งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมในอวกาศได้อีกด้วย

 

 

 

 


สดร.ชวนดู "ฝนดาวตก" วันแม่เฉลี่ย 110 ดวงต่อชั่วโมง

Wed, 8 Aug 2018 16:05:00

วันนี้ (8 ส.ค.2561) นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. กล่าวว่า ในช่วงคืนวันที่ 12 ส.ค.-13 ส.ค.นี้ จะเกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์หรือ “ฝนดาวตกวันแม่” คาดว่าปีนี้ มีอัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 110 ดวงต่อชั่วโมง มีศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวเพอร์เซอัส สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 12 ส.ค.นี้เวลา 03.00 น.จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 13 ส.ค.นี้โดยคืนดังกล่าวยังตรงกับดวงจันทร์ขึ้น 1 ค่ำ ส่งผลให้ท้องฟ้าไร้แสงจันทร์รบกวนเหมาะสำหรับการสังเกตการณ์ฝนดาวตก หากฟ้าใสปลอดเมฆสามารถดูด้วยตาเปล่าได้ทุกพื้นที่ทั่วไทย

และควรเลือกสถานที่โล่งแจ้ง ท้องฟ้ามืดสนิทปราศจากแสงไฟรบกวน จะสังเกตเห็นดาวตกที่มีความสว่างและสวยงามไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยสังเกตการณ์ดูได้ด้วยตาเปล่า ทั้งนี้ การชมฝนดาวตกให้สบายที่สุดอาจใช้วิธีนอนรอชม หรือนั่งบนเก้าอี้ที่เอนนอนได้ โดยฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศแถบซีกโลกเหนือ เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวเป็นช่วงฤดูร้อน ส่วนประเทศไทยตรงกับช่วงฤดูฝนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสังเกตการณ์

จึงต้องลุ้นกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ยกเว้นบริเวณภาคใต้ตอนล่างฝนตกค่อนข้างน้อยเป็นโอกาสดีที่จะได้ชื่นชมความสวยงามของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น

สำหรับการสังเกตการณ์ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ต้องรอถึงช่วงหลังเที่ยงคืน ส่วนช่วงหัวค่ำยังมีดาวเคราะห์ที่น่าสนใจให้ชมเช่นกัน ทั้งดาวศุกร์ที่สุกสว่างทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ ดาวอังคารสีส้มแดงสว่างชัดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงอยู่ในช่วงใกล้โลก ดาวเสาร์ และดาวพฤหัสบดี

นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ เกิดจากเศษฝุ่นละอองที่ดาวหางสวิฟต์-ทัตเทิล เหลือทิ้งไว้ในวงโคจรเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อโลกโคจรตัดผ่านเข้าไปในบริเวณที่มีเศษฝุ่นดังกล่าวจะดึงดูดเศษฝุ่นเหล่านี้เข้ามาในชั้นบรรยากาศเกิดการลุกไหม้เป็นแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า ถือเป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างเป็นอันดับ 2 รองจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ ที่มีสีสันสวยงามสังเกตเห็นได้ช่วงระหว่างวันที่ 17 ก.ค. - 24 ส.ค.ของทุกปี

โดยช่วงประมาณวันที่ 12- 13 ส.ค.นี้ จะเป็นช่วงที่เกิดฝนดาวตกมากที่สุด คนไทยจึงนิยมเรียกฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ ว่า “ฝนดาวตกวันแม่” เนื่องจากเกิดปรากฏการณ์ช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และวันแม่แห่งชาติ

 


นักวิจัยไทย พบน้ำทะเล "ขั้วโลกเหนือ" อุ่นขึ้น 5 องศาฯ

Wed, 8 Aug 2018 14:14:00

วันนี้ (8 ส.ค.2561) เพจเฟชบุ๊กคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่ความคืบหน้ากรณี รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์  อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมด้วยผู้ร่วมวิจัยจากประเทศไทยรวม 13 ชีวิต ได้เดินทางด้วยเรือปฏิบัติการถึงบริเวณชายฝั่งหมู่เกาะสวาลบาร์ด มหาสมุทรอาร์กติก และดำน้ำเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมใต้ทะเล เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อน และขยะพลาสติกขนาดเล็กที่มีต่อสัตว์ทะเลหน้าดินที่ขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นการวิจัยใต้ทะเลอาร์กติก ภายใต้ความร่วมมือของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในการสำรวจและสังเกตการณ์ของช่วงฤดูร้อนพื้นที่ขั้วโลกเหนือ ขณะนี้พบว่าไม่เห็นน้ำแข็งในทะเล ภูเขาน้ำแข็ง และแผ่นน้ำแข็งมากนัก  เทียบกับฤดูร้อนของขั้วโลกใต้ ยังเห็นแผ่นน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็งอยู่จำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือสูงขึ้น ทำให้น้ำแข็งละลาย ขณะเดียวกันยังพบหมีขั้วโลกหันมากินพืชเป็นอาหาร อีกทั้งยังมีปริมาณสาหร่ายและแมงกะพรุนในทะเลเพิ่มขึ้น และพบกวางเรนเดียร์กินสาหร่ายเป็นอาหารมากขึ้น

 

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

เชื่อโลกร้อน กระทบพฤติกรรมกินอาหาร "หมีขาว"

รศ.ดร.วรณพ ในฐานะหัวหน้าคณะนักสำรวจ เผยว่าหลังจากเดินทางมาถึงพื้นที่ได้เริ่มดำเนินการวิจัยตามแผนงาน แต่หลายครั้งไม่สามารถปฏิบัติงานได้เนื่องจากคลื่นแรง หรือน้ำขุ่นมากอันตรายต่อการการดำน้ำและเก็บตัวอย่างใต้ทะเล หรือแม้กระทั่งหมีขาวที่กำลังว่ายน้ำอยู่ ก็เป็นอุปสรรคหนึ่งในการทำงานเช่นกัน

จากการสำรวจบนบกพบสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เลี่ยนแปลงที่ขั้วโลกเหนือคือ  คณะของเราพบเห็นแม่หมีขาว กับลูกกำลังกินพวกมอสและพืชเป็นอาหาร ปกติหมีขาวเป็นสัตว์ผู้ล่าที่กินเนื้อสัตว์พวกแมวน้ำเป็นอาหาร 

ประกอบกับจากการผ่ากระเพาะซากหมีขาวของนักวิจัยในพื้นที่ พบปริมาณของพืชมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันหมีขาวไม่สามารถล่ากินอาหารสัตว์ทะเลอื่นได้อย่างเพียงพอ  ทำให้ต้องหันมากินพวกพืชบนบกแทน  โดยการกินพวกพืชเป็นอาหารมากๆจะทำให้หมีขาวมีสภาพร่างกายอ่อนแอ และไม่แข็งแรง

นอกจากนี้การดำน้ำสำรวจในพื้นที่ขั้วโลกเหนือยังพบว่ามีปริมาณสาหร่ายจำนวนมาก  อาจจะมาจากการที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลบริเวณนี้อุ่นขึ้น ทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดี ขณะเดียวกันยังพบแมงกะพรุน และหวีวุ้น(สัตว์จำพวกแมงกะพรุน) อยู่ในน้ำทะเลมาก  แสดงว่าอุณหภูมิน้ำทะเลที่ขั้วโลกเหนือสูงขึ้น

 

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

 

ด้านรศ.ดร.สุชนา  ระบุจากการพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ของประเทศนอร์เวย์  พบว่าในช่วง 2-3  ปีที่ผ่านมา  ในช่วงฤดูหนาว หิมะตกน้อยลง น้ำแข็งไม่หนาพอ  จึงทำให้ไม่สามารถใช้รถขับบนหิมะหรือ Snow mobile ได้ และมีความเสี่ยงสูงต่อการที่มีหิมะถล่มในพื้นที่ต่างๆ และเกิดน้ำท่วม  แสดงให้เห็นว่าที่ขั้วโลกเหนือ ณ ปัจจุบันอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปกติมากเนื่องจากภาวะโลกร้อน  ทำให้น้ำแข็งหรือหิมะมีน้อยมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน น้ำแข็งละลายไปเยอะมากกว่าปกติ

อุณหภูมิที่ขั้วโลกโดยเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าอุณหภูมิปกติ  มากกว่า 5 องศาเซลเซียส  ทำให้พฤติกรรมการกินอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่ขั้วโลกเปลี่ยน  สัตว์เหล่านั้นไม่สามารถที่จะหาอาหารได้เพียงพอ  ทั้งนี้การดำน้ำที่ขั้วโลกเหนือในครั้งนี้  ไม่ใช่แค่ต้องเผชิญกับน้ำทะเลที่เย็นจัด อุณหภูมิเกือบศูนย์องศา  

เปิดใจภารกิจสุดตื่นเต้น-อันตราย

ในการดำน้ำต้องระวังหมีขาวและช้างน้ำ (walrus) ขั้วโลกด้วย เพราะอาจจะเกิดอันตรายถ้านักดำน้ำไปดำใกล้สัตว์เหล่านั้น  ที่สำคัญมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทางทีมดำน้ำได้ลงไปในบริเวณใกล้ธารน้ำแข็ง และเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำแข็งละลายสูงมาก ทำให้น้ำบริเวณดังกล่าวขุ่นมาก จากน้ำจืดของน้ำแข็งที่ไหลลงทะเล

ชมชีวิตหมีขาวขั้วโลกเพิ่มเติม 

เมื่อทีมดำน้ำลึกลงไปประมาณ 2-3 เมตร ตามปกติน้ำที่ระดับน้ำลึกลงไปน้ำทะเลต้องใสมากขึ้น แต่พื้นที่นั้นกลับขุ่นมากกว่าปกติ เมื่อทีมงานดำลงไปที่ความลึกระดับ 10 เมตร ซึ่งเป็นระดับที่มีน้ำขุ่นมากและมีทัศนะวิสัยการมองเห็นใต้น้ำเพียง 0 เมตร อันตรายมาก จนตนแอบคิดถอดใจที่จะได้กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าหากเรามองไม่เห็นแล้วดำน้ำต่อไปอาจจะพลาดตกไปในส่วนลาดชันใต้ทะเลที่มีระดับความลึก 40 เมตรได้ แต่สุดท้าย ทุกคนก็สามารถที่จะขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย

 

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

ภาพ:จุฬาฯ-อพวช.

  

การเดินทางสำรวจวิจัยครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการศึกษาผลของภาวะโลกร้อนและขยะพลาสติกขนาดเล็กที่มีต่อสัตว์ทะเลหน้าดินที่มหาสมุทรอาร์กติกแล้ว ยังเป็นความร่วมมือในการทำวิจัยที่อาร์กติกระหว่างประเทศไทย  จีน  และราชอาณาจักรนอร์เวย์ รวมถึงสร้างความตระหนัก จิตสำนึก และความตื่นตัว ในผลของภาวะโลกร้อนและขยะทะเลที่มีต่อมหาสมุทรอาร์กติกและโลก ให้กับประชาชนและเยาวชนไทย

โดยจะดำเนินการสำรวจวิจัยเสร็จสิ้นในวันที่ 12 ส.ค.นี้ ทั้งนี้หลังจากคณะวิจัยกลับถึงประเทศไทยจะมีการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่ได้จากการปฏิบัติงานสู่เยาวชนและประชาชนที่สนใจอีกครั้ง