แอปฯ "OCPB Connect" เชื่อมโยง BIG DATA คุ้มครองผู้บริโภค

Wed, 15 Jul 2020 15:20:00

วันนี้ (15 ก.ค.2563) นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานประกาศความสำเร็จ การเชื่อมโยงข้อมูล Big Data สู่การคุ้มครองผู้บริโภคอย่างยั่งยืนที่รองรับการใช้งานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดตัว “พี่ปกป้อง” และแอปพลิเคชัน OCPB Connect ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี หลัง สคบ.ได้มีโครงการพัฒนาการให้บริการผู้บริโภค ด้วยการเชื่อมโยงและบริหารจัดการข้อมูลการคุ้มครองผู้บริโภค (OCPB Connect) เชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านคุ้มครองผู้บริโภคในมิติต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 28 หน่วยงาน มีวัตถุประสงค์ให้เกิดเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (Big Data) ประชาชนให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 


โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ในข้อมูล 6 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลบุคคล ข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลการร้องทุกข์ ข้อมูลร้องเรียน ข้อมูลผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต ข้อมูลองค์ความรู้และเตือนภัย และข้อมูลการดำเนินคดี ซึ่งทั้งหมดนี้ รวมอยู่ในแอปพลิเคชัน OCPB Connect ที่ให้บริการประชาชน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคใน 4 ด้าน การใช้งาน คือ

  1. ให้บริการเรียกดู เข้าถึงและตรวจสอบ ข้อมูลนิติบุคคล ประเภทธุรกิจในไทย ข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาต/จดทะเบียน ข้อมูลสำนวนคดี/คำพิพากษา
  2. สร้างการรับรู้ ให้เข้าถึงและตรวจสอบการเตือนภัยองค์ความรู้
  3. เข้าถึงและตรวจสอบสถานการณ์บริการต่าง ๆ
  4. เข้าถึงข้อมูลที่มีการวิเคราะห์ด้านคุ้มครองผู้บริโภค


นอกจากนี้ ยังมี “พี่ปกป้อง” Chat Bot ที่เปรียบเสมือนเพื่อนออนไลน์คอยตอบข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลต่างๆ เข้ามาพูดคุยได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถอัพเดตข้อมูลข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ ocpbconnect.ocpb.go.th หรือ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น OCPB Connect ไม่พลาดทุกข้อมูลข่าวสารด้านคุ้มครองผู้บริโภคได้ทุกที่ ทุกเวลา และทันสถานการณ์

 


“ไทยชนะ” ช่วยแกะรอย 6 ชั่วโมง พบกลุ่มเสี่ยง 394 คน

Tue, 14 Jul 2020 17:54:00

วันนี้ (14 ก.ค.2563) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ระบุว่า หลังได้รับข้อมูลกรณีพบรายงานผู้ติดเชื้อ COVID-19 ซึ่งเป็นทหารชาวอียิปต์ที่เดินทางมาพักใน จ.ระยอง ช่วงวันที่ 8-11 ก.ค.2563 มีประวัติไปเดินห้างสรรพสินค้า จึงได้ประสานการทำงานร่วมกับกรมควบคุมโรค เพื่อขอข้อมูลที่มีการเช็กอินผ่าน “ไทยชนะ” อย่างเร่งด่วน เพื่อนำมาสู่การประมวลผลแกะรอยไปถึงกลุ่มเสี่ยง และติดตามเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง เพื่อป้องกันควบคุมและจำกัดความเสี่ยงในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจากประสิทธิภาพของระบบไทยชนะ ทำให้สามารถติดตามพบจำนวนกลุ่มเสี่ยง 394 คน ได้ภายใน 6 ชั่วโมง

ด้าน นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการการแก้ไขปัญหา ศบค. ระบุว่า จากการเก็บข้อมูลและประมวลผล พบประชาชนมากกว่า 394 คน ที่เข้าไปในพื้นที่เดียวกับนายทหารชาวอียิปต์ ในส่วนของห้างแหลมทอง อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 11.00-15.00 น. ทั้งนี้ จำนวนกลุ่มเสี่ยง 394 คน ซึ่งมีข้อมูลการเช็คอินเข้าใช้บริการในช่วงเวลาดังกล่าว ครอบคลุมทั้งผู้ที่ใช้งานผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะ และใช้งานผ่านแอปพลิเคชันไทยชนะ ทั้งหมดนี้เป็นจำนวนที่ระบบสามารถสามารถตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ติดต่อได้

สำหรับรายละเอียดไทม์ไลน์ขั้นตอนการทำงานในการแกะรอยผ่านข้อมูลการเช็คอิน “ไทยชนะ” เพื่อติดตามจำนวนกลุ่มเสี่ยงในกรณีนี้

  1. เริ่มต้นเมื่อ 13 ก.ค.2563 เวลา 19.00 น. กรมควบคุมโรคในฐานะ Data Controller ได้ร้องขอข้อมูลจากระบบไทยชนะ
  2. ได้รับข้อมูลจากกรมควบคุมโรคมาทั้งหมดและนำมาแยกข้อมูลสำหรับผู้ที่อยู่ในห้างฯ ของ จ.ระยองแล้วเสร็จ ในเวลา 00.30 น.
  3. คัดแยกได้หมายเลขโทรศัพท์ติดตามตัวผู้ที่สแกนไทยชนะทั้งหมดในห้างฯ จำนวน 394 หมายเลข
  4. ดำเนินการส่ง SMS ข้อมูลให้กลุ่มเสี่ยงรายงานตัวและติดต่อกลับ สสจ.ระยอง มายังเบอร์มือถือ 086-3032625
สสจ.ระยองจะติดต่อไปเป็นการส่วนตัวเพื่อเรียกมาตรวจหาเชื้อ COVID-19 และทำการสอบสวนโรคต่อไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มไทยชนะ แต่เดินทางไปยังสถานที่และช่วงเวลาดังกล่าว ขอให้เข้ามารายงานตัวกับกรมควบคุมโรค สายด่วน 1422 เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองได้ทันการณ์

ขณะเดียวกัน ทีมสอบสวนโรคยังพบว่า ทีมลูกเรือนี้ได้ออกจากโรงแรมไปยังสถานที่บางแห่งใน จ.ระยอง ซึ่งทีมจะสอบสวนโรคในพื้นที่สัมผัสทุกแห่งที่กลุ่มนี้เดินทางไป เบื้องต้นได้ทราบจุดเสี่ยงในพื้นที่ จ.ระยอง ได้แก่โรงแรม ห้าง ซึ่งมีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สสจ.ระยอง ตรวจ COVID-19 "ทหารอียิปต์" หลังเที่ยวห้างฯ

เปิดคลิป "ทหารอียิปต์" ไม่ยอมให้ตรวจ COVID-19

ศบค.แจงละเอียดเคส "ทหารอียิปต์-ลูกคณะทูต" ใครสัมผัสเสี่ยงสูง

ไม่ล็อกดาวน์ระยอง! ศบค.ทบทวนปมแขกวีไอพีไม่กักตัว

แกะรอยทหารอียิปต์ป่วย COVID-19 พักใน จ.ระยอง

 

 


ชวนชม “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกสุดในรอบปี” 14 ก.ค. นี้

Fri, 10 Jul 2020 20:07:00

เฟซบุ๊กเพจของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. ระบุว่า ในวันที่ 14 ก.ค. 63 นี้ ชวนชม “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” ปรากฏสว่างเด่นชัด ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ นานตลอดคืนถึงรุ่งเช้า หากท้องฟ้าใสไร้เมฆฝนสังเกต จะสามารถได้ด้วยตาเปล่าทั่วไทย 

โดย สดร. เผยเพิ่มเติมว่า

ดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ (Jupiter Opposition) โดยมีโลกคั่นกลางเรียงกันในแนวเส้นตรง ส่งผลให้ตำแหน่งของดาวพฤหัสบดีใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ห่างจากโลกประมาณ 619 ล้านกิโลเมตร

“เมื่อดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าจะมองเห็นดาวพฤหัสบดีปรากฏบริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สุกสว่างมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน มีค่าอันดับความสว่างปรากฏประมาณ -2.8 (ค่าอันดับความสว่างปรากฏของวัตถุท้องฟ้าที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีค่าประมาณ 6 ส่วนค่าอันดับความสว่างปรากฏของดวงจันทร์เต็มดวงประมาณ -12.6) ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเเก่การสังเกตการณ์อย่างยิ่ง” สดร. กล่าว

ชวนชม #ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี

 

 

ทำความรู้จักดาวพฤหัสบดี

สดร. ระบุว่า ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ โดยมีมวลถึง 2.5 เท่าของมวลดาวเคราะห์ที่เหลือรวมกัน แต่เป็นมวลเพียง 1/1,000 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ขณะที่ขนาดของดาวดวงนี้ใหญ่จนสามารถจุดาวเคราะห์ที่เหลือทุกดวงรวมกันใส่ลงไปได้

ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ เช่นเดียวกับ ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน หมายความว่าดาวพฤหัสบดีไม่มีพื้นผิวส่วนไหนเลยที่เป็นของแข็ง แต่จะมีลักษระเป็นลูกบอลแก๊สขนาดใหญ่ ประกอบด้วยไฮโดรเจน 75% และฮีเลียม 24%

ส่วนแถบเมฆสีอ่อนของดาวพฤหัสบดี เรียกว่า “โซน” (Zones) ประกอบด้วย แก๊สผลึกน้ำแข็งของแอมโมเนีย ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แน่ใจถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดแถบเมฆสีคล้ำของดาวพฤหัสบดี เรียกว่า “เข็มขัด” (Belt) แต่พบว่าองค์ประกอบทางเคมีในแถบเข็มขัดเป็นพวกกำมะถัน, ฟอสฟอรัส และคาร์บอน

ดาวพฤหัสบดียังเป็นดาวเคราะห์ที่หมุนรอบตัวเองเร็วที่สุดในระบบสุริยะ โดย 1 วันของดาวพฤหัสบดีมีระยะเวลาสั้นกว่า 10 ชั่วโมง หากคุณสังเกตภาพเคลื่อนไหว จะเห็นจุดแดงใหญ่กำลังเคลื่อนที่ไปรอบๆ จุดแดงใหญ่เป็นพายุหมุนขนาดใหญ่ คล้ายๆกับพายุเฮอร์ริเคน โดยมีการพบจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดีครั้งแรกมานานกว่า 300 ปีแล้ว ในขณะนั้น จุดแดงใหญ่มีขนาดยาวที่สุด ซึ่งมีความยาวถึง 3 เท่าครึ่งของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโลก

ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์ที่ถูกค้นพบแล้วอย่างน้อย 69 ดวง โดยกลุ่มดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของดาวพฤหัสบดี (ไอโอ ยูโรปา แกนีมิด และคัลลิสโต) ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1610 โดยกาลิเลโอ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ยานอวกาศลำแรกที่ไปถึงดาวพฤหัสบดี คือ ยานไพโอเนียร์ 10 ที่ไปถึงในปี ค.ศ.1973 จากนั้นเป็นต้นมา มียานที่ไปถึงดาวพฤหัสบดีรวมกันแล้ว 7 ลำจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยานลำล่าสุดที่ไปถึงดาวพฤหัสบดีคือ ยานจูโน (Juno) ที่ถึงดาวพฤหัสบดีในปี ค.ศ.2016

--------------------------

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ #ThaiPBS
ติดตาม #ThaiPBSSciAndTech ได้ที่
Facebook: Thai PBS Sci & Tech
Twitter: @ThaiPBSSciTech 

 


วิจัยไทยเปลี่ยน "ขยะ" เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มมูลค่า

Fri, 3 Jul 2020 14:32:00

วันนี้ (3 ก.ค.2563) ศ.ดร.พิมพ์ใจ ใจเย็น หัวหน้าโครงการ “ระบบสาธิตกระบวนการชีวภาพเพื่อการแปลงขยะอินทรีย์เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า คณะวิจัยได้ร่วมกันทำโครงการ “ขยะเพิ่มทรัพย์” โดยใช้เทคโนโลยี C-ROS (Cash Return from ZeroWaste and Segregation of Trash) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีชีวภาพแบบบูรณาการสำหรับสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็น "สังคมไร้ขยะ" ที่สามารถเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร ขยะเศษอาหารจากเทศบาลชุมชนและครัวเรือนให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม 

ทีมวิจัยเชื่อว่าระบบการจัดการขยะที่ยั่งยืนจะต้องเริ่มจากการแยกขยะ แต่กระบวนการแยกขยะมีค่าใช้จ่ายและเป็นการฝืนพฤติกรรมคนส่วนใหญ่ ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องสร้างเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ เมื่อขยะเป็นของมีมูลค่า จะทำให้วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง


ปัจจุบันทีมวิจัยมีเทคโนโลยีหลายแบบที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มได้หลายตัว หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่พร้อมใช้งานและสามารถจัดจำหน่ายแล้ว คือ สารบำรุงพืชชีวภาพ BioVis ที่ผ่านกระบวนการย่อยโดยมีธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับพืช ปลอดภัย ไร้สารพิษ

สำหรับ BioVis เป็นสารชีวภาพสำหรับบำรุงพืชที่ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี สมบูรณ์ แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรค ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในดิน อีกทั้งยังช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้เป็นธาตุอาหารทั้งหลักและรองแก่พืช ช่วยสร้างฮอร์โมนให้แก่พืช กระตุ้นการเกิดราก เมื่อพืชขยายระบบรากได้ดี จะสามารถดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ได้ผลผลิตสูง คุณภาพดี


นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยชีวภาพยังป้องกันไม่ให้รากเป็นแผลอันเกิดจากการใช้สารเคมีในปริมาณมากอีกด้วย โดยผลิตภัณฑ์นี้ได้ผ่านการทดสอบจากทั้งฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ผู้อยู่อาศัยในบ้านเรือน คอนโดมิเนียม และเกษตรกรชาวสวน ที่ได้ทดลองใช้ล้วนเห็นผลการบำรุงต้นไม้อย่างชัดเจน

นักวิจัยสถาบันวิทยสิริเมธี ระบุว่า BioVIS มีจุดเริ่มต้นการผลิตและแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์มาจากโครงการ “การแปลงขยะอินทรีย์เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์ด้วยกระบวนการชีวภาพ” เป็นสารบำรุงพืชชีวภาพซึ่งมุ่งเปลี่ยนสิ่งที่ไม่มีมูลค่าอย่างขยะเศษอาหารให้เป็นสารบำรุงพืชที่มีคุณภาพด้วยกระบวนการทางชีวภาพ โดยอาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ทั้งแบบใช้อากาศและไม่ใช้อากาศ ด้วยกระบวนการผลิตช่วยแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอินทรีย์ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสารบำรุงพืชชีวภาพถูกผลิตจากขยะเศษอาหารที่เหลือจากการรับประทาน ไม่มีการเติมสารเคมีลงในผลิตภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการผลิตที่ใช้จุลินทรีย์ตามธรรมชาติในการย่อยขยะเศษอาหาร เพื่อผลิตเป็นสารบำรุงพืชที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และช่วยจัดการกับปัญหาขยะเศษอาหารได้อย่างยั่งยืน


ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยและนิสิตจากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี ได้รับการสนับสนุนเริ่มต้นจาก ธนาคารกสิกรไทย ในโครงการ "การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ขยะอินทรีย์ผ่านกระบวนการชีววิทยาสังเคราะห์" ซึ่งได้เริ่มใช้งานจริงในระดับชุมชนบ้างแล้วบางส่วนบ้างแล้วที่ชุมชนบ้านมหาโพธิ วัดอรัญญาวาส และโรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ จ.น่าน ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในด้านการรณรงค์การแยกขยะและการใช้พลังงานทางเลือกในระดับชุมชน

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้นำระบบหมักก๊าซชีวภาพที่ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ BioVis ไปใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพและปุ๋ยชีวภาพจากขยะ เศษอาหาร สามารถผลิตก๊าซมีเทนในปริมาณความเข้มข้นสูงถึงร้อยละ 70-80 เมื่อเติมเศษอาหารลงไปในถังหมัก เชื้อจุลินทรีย์จะใช้เวลา 4-7 วัน ในการย่อยสลายเศษอาหารและเริ่มแปลงเป็นก๊าซมีเทนในความเข้มข้นร้อยละ 50-60 และเมื่อปล่อยให้ย่อยเศษอาหารต่อไปอีกประมาณ 7-10 วัน จะได้ก๊าซมีเทนที่ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 70-80 ปัจจุบันโครงการวิจัยได้รับการสนับสนุนให้สร้างเทคโนโลยีที่มีระดับใหญ่และครบวงจรมากขึ้น การสนับสนุนได้รับทั้งจากภาครัฐ คือ สกสว. และจากภาคเอกชน เพื่อให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีชีวภาพแบบสะอาดในการจัดการขยะ


กรมเจ้าท่า จ่อเปิดตัว "เรือต้นแบบอลูมิเนียมพลังงานไฟฟ้า" 5 ส.ค.นี้

Thu, 25 Jun 2020 16:57:00

วันนี้ (25 มิ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 4 หน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กรมเจ้าท่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บ้านปูเน็กซ์ บริษัทลูกของบริษัท บ้านปูจำกัด (มหาชน) และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงด้านการพัฒนาการออกแบบ การผลิต และมาตรฐานสำหรับเรือไฟฟ้าที่มีคุณภาพ เพื่อความปลอดภัยในการขนส่งทางน้ำ และส่งเสริมการพาณิชยนาวี เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตเรือไฟฟ้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งระดับประเทศและนานาชาติ นำไปสู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเรือไฟฟ้าของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงช่วยประหยัดพลังงาน ยังช่วยลดมลพิษทางน้ำและทางอากาศในระยะยาว อีกทั้งมีส่วนช่วยคืนความยั่งยืน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว

 

นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า กรมเจ้าท่าตั้งเป้าหมายที่จะเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสถาปนากรมเจ้าท่า โดยการประกอบเรือต้นแบบมีความคืบหน้าไปมา โดยการประกอบใช้อลูมิเนียมเป็นวัสดุหลัก ปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตั้งระบบไฟฟ้าให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับข้อดีของการนำเรืออลูมิเนียมไฟฟ้ามาให้บริการนี้จะช่วยลดเวลาประกอบเรือ ซึ่งเรืออลูมิเนียมใช้เวลาเพียง 2 เดือน แตกต่างกับการประกอบเรือไม้ที่ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี รวมทั้งวัสดุอลูมิเนียมนั้นจะมีความคงทนในระยะ 20 ปี ทำให้ต้นทุนในการบำรุงรักษาจะต่ำมาก

เรืออลูมิเนียมพลังงานไฟฟ้า ลำละ 40 ล้านบาท

ส่วนการนำพลังงานไฟฟ้ามาติดตั้งกับเรือนั้น แม้ขณะนี้แบตเตอรี่จะมีราคาที่สูงอยู่ แต่เชื่อว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ราคาจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้การประกอบเรืออลูมิเนียมพลังงานไฟฟ้าลำนึงจะใช้ต้นทุนประมาณ 40 ล้านบาท และเรือ 1 ลำ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 100 คน ใกล้เคียงกับเรือที่ใช้วัสดุไม้ โดยหลังจากเรือต้นแบบแล้วเสร็จในอนาคตหากผู้ประกอบการเรือโดยสารในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งเรือด่วนเจ้าพระยา หรือเรือด่วนคลองแสนแสบ ก็สามารถว่าจ้างผลิตเพื่อนำเรืออลูมิเนียมไฟฟ้ามาให้บริการแก่ประชาชนได้

ความร่วมมือการพัฒนาการผลิตเรือท่องเที่ยวไฟฟ้าลำแรกของไทย เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานะบบการขนส่งทางน้ำและการพาณิชยนาวีของไทย

ขณะที่นายจุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ได้ดำเนินงานกิจกรรมด้านยานพาหนะไฟฟ้มามากกว่า 10 ปี โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่พร้อมระบบส่วนควบ เช่น ระบบระบายความร้อน ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้รับอนุติจากคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) เพื่อรับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง ขณะเดียวกัน สวทช. ยังเดินหน้าวิจัยและพัฒนามอเตอร์พร้อมระบบควบคุม โดยมองหาเทคโนโลยีมอเตอร์แบบใหม่ ๆ ที่เหมาะสำหรับการผลิตในประเทศ ระบบ OT ระบบสมาร์ท รวมถึงการออกแบบและวิเคราะห์โครงสร้างต่าง ๆ สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าที่ต้องมีน้ำหนักเบา เพื่อลดการใช้พลังงานและมีความปลอดภัยสูง ซึ่ง สวทช. มีทีมวิจัย และบริการที่มีประสบการณ์ในการพัฒนามาตรฐาน ทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ ทั้งยังมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมมากมาย เช่น การออกมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับยานพาหนะไฟฟ้า และเทคโนโลยี OT เช่น มาตรฐานด้านเต้ารับเต้าเสียบ สถานีอัดประจุต่าง ๆ

 


บ่ายนี้ ชม "สุริยุปราคาบางส่วน" ตรงกับวันครีษมายัน

Sun, 21 Jun 2020 12:05:00

วันนี้ (21 มิ.ย.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เปิดเผยว่าในวันนี้ จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวน แนวคราสวงแหวนพาดผ่านสาธารณรัฐอัฟริกากลาง คองโก เอธิโอเปีย ตอนใต้ของปากีสถาน ตอนเหนือของอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนประเทศไทยจะเห็นเป็น "สุริยุปราคาบางส่วน" ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่ง สามารถสังเกตได้ในช่วงเวลาประมาณ 13.00-16.10 น. ตามเวลาประเทศไทย ดวงอาทิตย์จะปรากฏเว้าแหว่งมากที่สุด เวลาประมาณ 14:49 น. สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่ละภูมิภาคจะมองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่งมากน้อยแตกต่างกันดังนี้

 

สุริยุปราคา เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง เมื่อสังเกตจากโลกจะเห็นดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ สำหรับสุริยุปราคาบางส่วน เกิดจากโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ไม่ได้เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน ดวงจันทร์จึงบดบังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน ทำให้มีเพียงเงามัวของดวงจันทร์ทอดผ่านพื้นผิวโลก ผู้สังเกตบนโลกภายในบริเวณที่เงามัวของดวงจันทร์พาดผ่านจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังเพียงบางส่วนเท่านั้น

 

ห้ามดูด้วยตาเปล่า

สำหรับผู้สนใจชมปรากฏการณ์ดังกล่าว ห้ามสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า โดยให้ใช้แว่นกันแดด ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ หรือแผ่นซีดี เนื่องจากแสงอาทิตย์สามารถทำลายเซลส์ประสาทตาจนตาบอดได้ ควรสังเกตการณ์ผ่านอุปกรณ์เฉพาะ ที่มีคุณสมบัติกรองแสงได้อย่างปลอดภัย เช่น แว่นตาดูดวงอาทิตย์ทำจากแผ่นกรองแสงพอลิเมอร์ดำ แผ่นกรองแสงอะลูมิเนียมไมลาร์ กระจกแผ่นกรองแสงสำหรับหน้ากากเชื่อมโลหะ เบอร์ 14 หรือมากกว่า และอุปกรณ์สังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ทางอ้อม เช่น การดูเงาของแสงอาทิตย์ผ่านฉากรับภาพ หรือใช้หลักการของกล้องรูเข็ม ซึ่งเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยไม่เกิดอันตรายต่อดวงตา และยังสามารถดูปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ทีละหลายคน

หากสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ ต้องเป็นกล้องโทรทรรศน์ที่ติดฟิลเตอร์กรองแสงดวงอาทิตย์เท่านั้น เนื่องจากกล้องโทรทรรศน์มีเลนส์รวมแสงทำให้แสงอาทิตย์ทวีกำลังมากขึ้น เป็นอันตรายอย่างยิ่งแก่ดวงตา

 

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปลี่ยนมาเป็นการถ่ายทอดสดปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน จากหอดูดาวภูมิภาคทั้ง 4 แห่ง ของ สดร. ได้แก่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ จ.นครราชสีมา จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.สงขลา ตั้งแต่เวลา 13.00-16.10 น. ผ่านเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ส่วนปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งต่อไปที่สามารถสังเกตได้ในประเทศไทย คือ สุริยุปราคาบางส่วน ในวันที่ 2 ส.ค.2570 ซึ่งจะต้องรออีก 7 ปี

 


เจ๋ง "หน้ากากกันสารพิษ" ช่วยหมอชายแดนใต้ป้อง COVID-19

Fri, 19 Jun 2020 14:10:00

วันนี้​ (19​ มิ.ย.2563)​ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครเหนือ​ (มจพ.) ส่งมอบหน้ากากป้องกันสารพิษทางทหารเพื่อใช้ทางการแพทย์ 30​ ชุด​ ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์​ จากศูนย์อำนวยการแพทย์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ห้องประชุมกำพลอดุลวิทย์ ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ​อาจารย์คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มก. วิทยาเขตกำแพงแสน หัวหน้าโครงการวิจัยหน้ากากป้องกันสารเคมี-ชีวะสำหรับพลประจำรถถัง เพื่อใช้ในประเทศ กล่าวว่า​ การวิจัยครั้งนี้​เป็นการวิจัยต่อเนื่อง​เป็นเฟส​ 2​ หลังจากปี 2561 ทีมวิจัยได้นำยางพารามาพัฒนาเป็นหน้ากากป้องกันสารเคมี-ชีวะสำหรับพลประจำรถถัง เพื่อใช้ในประเทศ แก้ปัญหายางพาราล้นตลาดและราคาตกตามมาตรการของรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ


โดยพัฒนาร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครเหนือ​ ออกแบบหน้ากากเพื่อเป็นยุทธภัณฑ์ทางทหารที่มีคุณภาพเทียบท่า​ Powered Air​ Purifying.Respirators​ (PAPR)​ สามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ และผ่านการทดสอบมาตรฐาน​ NATO จากสาธารณรัฐเช็กแล้ว​ ไส้กรองอากาศมีมาตรฐานระดับสูงได้รับการรับรองจากเครือ​ NATO ภายใต้การสนับสนุนของชุดโครงการยางพารา ฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้า สกสว. และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก (สวพ.ทบ.)

ปกติหน้ากากฟูลเฟซแมสก์ จะใช้ซิลิโคลน ใยสังเคราะห์ แต่ปรับมาใช้ยางพารา เพื่อแก้ปัญหายางราคาตก ซึ่งมาจากพื้นฐานการวิจัยกับ สกสว.ฝ่ายยางพารา โดยทีมวิจัยได้พัฒนาสูตรยาง และได้ส่งไปทดสอบที่สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับจากกองทัพบก


ต่อมาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้งานวิจัยหน้ากากป้องกันสารพิษทางทหารจากยางพาราที่เกือบจะขึ้นหิ้งไปแล้ว แต่ได้กลับมาดำเนินการต่อโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.กลาโหม ได้อนุมัติให้ มก.ผลิตได้ปีละ 20,000 ชุด โดยโรงพยาบาลต่างๆ ได้ร้องขอให้ผลิตเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความพร้อมทั้งวัสดุและงบประมาณจึงได้เริ่มดำเนินการผลิต  

หน้ากากป้องกันสารพิษทางทหารนี้ เป็นหน้ากากแบบเต็มหน้า มาตรฐานระดับสงครามเคมี ส่วนเชื้อโรคเป็นตัวต่ำสุด เนื่องจากมีขนาด 5 ไมครอน แต่หน้ากากนี้เป็นตัวท็อป ยืนยันว่า กันเชื้อโรคหรือ COVID-19 ได้่

 

ส่งชุดแรกช่วยหมอชายแดนใต้ รับคนจากตะวันออกกลาง

สำหรับหน้ากากประเภทนี้ มีลักษณะคล้ายกับหน้ากากทางการแพทย์ที่ใช้ในห้องไอซียู แตกต่างกันเฉพาะไส้กรองเท่านั้น ซึ่งทีมวิจัยได้ขอความร่วมมือจากสาธารณรัฐเช็ก ส่งไส้กรองกันเชื้อโรคที่มีน้ำหนักเบากว่าหน้ากากทางการทหาร มาสนับสนุนประมาณ 1,000 ชุด เพื่อแบ่งเบาภาระบุคลากรทางการแพทย์ เบื้องต้น ได้ส่งมอบให้แก่ศูนย์อำนวยการแพทย์จังหวัดชายแดนใต้​ จำนวน 30 ชุดก่อน เพราะเป็นพื้นที่ต้องการเร่งด่วน เนื่องจากต้องรองรับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ตะวันออกกลาง 

เริ่มต้นมาจากหน้ากากทางการทหาร ทำให้รูปลักษณ์อาจดุดัน แต่ทีมวิจัยได้ทดสอบกับแพทย์หลายโรงพยาบาล พบว่า สามารถใส่ปฏิบัติภารกิจได้ ไม่อึดอัด ด้วยน้ำหนักเพียง 300 กรัม ถือเป็นการนำงานวิจัยมาใช้ได้ทันที ในอนาคตอาจออกแบบให้ซอฟต์ขึ้น เปลี่ยนสีให้ความดุดันน้อยลง 


ทั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลอื่นๆ ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น 1,000 ชุด และโรงพยาบาลรามาธิบดี 500 ชุด เริ่มประสานมาขออนุญาตถือครองหน้ากากป้องกันสารพิษจากกรมอุตสาหกรรมทหาร เนื่องจากเป็นสิ่งที่ต้องมีใบอนุญาตถือครองเพราะเป็นยุทธภัณฑ์ โดยต้นทุนการผลิตหน้ากากชุดละ 8,000 บาท แต่หากนำเข้าจากต่างประเทศจะมีมูลค่ากว่า 30,000 บาท

หมอชอบคุณสมบัติช่วยสื่อสารง่ายขึ้น - หายใจสะดวก 

พญ.ฐิติกานต์  วังอาภากุล  แพทย์ศัลกรรมประสาท โรงพยาบาลยะลา เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในพื้นที่ชายแดนใต้นั้น ถือว่าวิกฤต โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลยะลาต้องรับผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 จำนวนมาก บุคลากรทางการแพทย์บางคนก็ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ด้วย

ขณะเดียวกันอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็มีอยู่อย่างจำกัด พยาบาลบางคนต้องสวมหน้ากากอนามัยนาน 12 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อได้ทราบว่าจะได้รับหน้ากากป้องกันสารพิษทางทหารเพื่อใช้ทางการแพทย์ ก็รู้สึกดีใจมาก เพราะหวังว่าจะช่วยป้องกัน และแบ่งเบาการทำงานให้เจ้าหน้าที่บุคลากรการแพทย์ได้ต่อสู้กับ COVID-19 ทั้งปัจจุบัน และการรับมือโรคระบาดในอนาคต

หลังจากทดลองใส่แล้วชอบมาก ใช้ดี อากาศข้างในค่อนข้างเย็น ปกติใส่แมสก์ ถ้าลมหายใจระบายไม่ดีจะร้อน และอึดอัด แต่หน้ากากนี้เย็น และมีตัวแอมพลิไฟเออร์ ทำให้เสียงที่พูดออกมาแล้วดังขึ้น ทำให้สื่อสารกับคนไข้ได้ง่ายขึ้นด้วย


 

 

 

 


สำเร็จ ปลูก "ผลึกโปรตีน" บนอวกาศ ต่อยอดยาต้านมาลาเรีย

Tue, 16 Jun 2020 11:04:00

ความคืบหน้าหลังจากที่ประเทศไทยได้ส่งงานวิจัยสัญชาติไทย "การทดลองปลูกผลึกโปรตีนในอวกาศเพื่อพัฒนายาต้านโรคมาลาเรีย" ของ ดร.ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ได้รับคัดเลือกจากโครงการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศและการทดลองในอวกาศ National Space Exploration (NSE) ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ให้ทำการทดลองในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ไปเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ในวันนี้งานวิจัยดังกล่าวสำเร็จได้ผลึกโปรตีนที่มีคุณภาพพร้อมใช้ในการศึกษา เพื่อการออกแบบยาต้านมาลาเรียต่อไป

ภาพ : GISTDA

ภาพ : GISTDA

 

วันที่ 15 มิ.ย.2563 ดร.ชัยรัตน์ หัวหน้างานวิจัยฯ เปิดเผยว่า การตกผลึกโปรตีนมีความสำคัญ โดยจะเห็นโครงสร้างของตัวโปรตีนที่เป็นเป้าหมายของยาอย่างชัดเจน ทำให้ออกแบบตัวยาที่จะสามารถจับกับโปรตีนตัวนี้ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเห็นตัวโครงสร้างที่ชัดเจนเปรียบเสมือนเห็นตัวแม่กุญแจแล้วหาลูกกุญแจไปจับเพื่อให้มันเหมาะสม ซึ่งการตกผลึกโปรตีนในอวกาศจะได้ตัวผลึกที่มีคุณภาพที่ดีกว่าการตกผลึกโปรตีนบนพื้นผิวโลก เพราะในอวกาศไม่มีแรงโน้มถ่วง ตัวผลึกก็สามารถสร้างได้แบบธรรมชาติที่สุดในตัวเองและผลการตกผลึกครั้งนี้ออกมาดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้

หลังกลับมาจากการทดลองในสถานีอวกาศฯ ผลึกโปรตีนได้ถูกส่งต่อไปยังองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) เพื่อทดลองต่อโดยการยิงแสงซินโครตรอนเพื่อดูการกระเจิงของแสง สิ่งที่ต้องการคือข้อมูลการกระเจิงของแสง แล้วเอาข้อมูลมาคำนวณสร้างเป็นโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนในคอมพิวเตอร์ เพื่อดูว่าหน้าตาเป็นอย่างไร มีช่องไหนที่สามารถนำมาใช้ออกแบบสารเคมี (ยา) ที่สามารถจับกับโปรตีนตัวนี้ได้ดี โดยโปรตีนตัวนี้มีความสำคัญต่อเชื้อ หากยับยั้งการทำงานของโปรตีนตัวนี้ได้เชื้อมาลาเรียก็จะตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการวิจัยต่อไป จุดมุ่งหมายสุดท้ายของภาพรวมทั้งหมด คือ การหายาต้าน “มาลาเรีย”

ภาพ : GISTDA

ภาพ : GISTDA

 

ด้านโยชิซากิ อิสุมิ หัวหน้าทีมส่งโปรตีนไปอวกาศจาก JAXA กล่าวว่า ได้ดำเนินการเติมสารละลายโปรตีน ณ ฐานยิงจรวด ศูนย์อวกาศเคนเนดี้ ก่อนที่จะทำการส่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพื่อป้องกันการทำปฏิกิริยาก่อนของสสาร ทำให้ได้ผลึกอวกาศที่มีคุณภาพและสมบูรณ์มาก โดยจะส่งข้อมูลการกระเจิงของแสงและผลการฉายแสงซินโครตรอนกับโครงสร้างผลึกอวกาศให้จิสด้าภายในเดือนกรกฎาคมนี้

ขณะที่ ดร.อัมรินทร์ พิมพ์หนู หัวหน้าโครงการ NSE ของจิสด้า กล่าวว่า การทดลองดังกล่าวของ ดร.ชัยรัตน์ แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่สามารถพัฒนาเป็นตัวยาต้านโรคมาลาเรียได้ แต่เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถพัฒนาได้ต่อไปในที่สุด เนื่องจากข้อมูลผลึกโปรตีนจากอวกาศที่ได้มานั้นมีความสำคัญที่สุดในการพัฒนาตัวยา และเป็นเหตุผลที่โครงการ NSE ของจิสด้า ได้คัดเลือกเอางานวิจัยดังกล่าวส่งไปทดลองในอวกาศ

นอกจากนี้ โครงการ NSE ยังมีงานวิจัยที่จะรอส่งไปทดลองในอวกาศอีกหลายงานวิจัย เช่น การทดลองคุณภาพอาหารไทยในอวกาศ, การทดลองปลูกพืชเพื่อเป็นแหล่งอาหารในอวกาศ หรือการทดลองเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันรังสีคอสมิกจากอวกาศ ซึ่งแต่ละงานวิจัยจะเป็นการส่งเสริมวิทยาศาสตร์อวกาศในประเทศ

 

ภาพ : GISTDA

ภาพ : GISTDA

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ส่ง "ผลึกโปรตีน" จากอวกาศกลับโลก พัฒนายาต้านมาลาเรีย 

 


19 มิ.ย.นี้ ทอ.ส่ง "นภา-1" ดาวเทียมดวงแรกขึ้นสู่อวกาศ

Mon, 15 Jun 2020 18:16:00

วันนี้ (15 มิ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพอากาศ กำหนดยิงนำส่งดาวเทียมเพื่อความมั่นคง “นภา-1” (NAPA-1) ขึ้นสู่อวกาศ ในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.นี้ เวลา 08.51 น. ตามเวลาประเทศไทยโดยจะเข้าสู่วงโคจรแบบ Low Earth Orbit ที่ระดับความสูงประมาณ 500 กิโลเมตร ด้วยจรวด Vega จากฐานยิงจรวด Ariane Launch Area 1 ณ เฟรนช์เกียนา ดินแดนของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่ตั้งอยู่ทางตอนบนของทวีปอเมริกาใต้

สำหรับดาวเทียม “นภา-1” เป็นดาวเทียมดวงแรกของกองทัพอากาศ ที่จะยิงขึ้นสู่ชั้นอวกาศ มีภารกิจในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจทางอวกาศ สำหรับการตรวจการณ์พื้นที่ในประเทศที่จำเป็นต่อการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง นอกจากนี้กองทัพอากาศยังสามารถใช้ขีดความสามารถของดาวเทียมในการสนับสนุนงานด้านบรรเทาสาธารณภัยของประเทศ เช่น การสนับสนุนข้อมูลพื้นที่จุดความร้อนเพื่อการดับไฟป่า และการสนับสนุนข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในระดับประเทศ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจทางอวกาศ เพื่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในอนาคต

โดยวันพรุ่งนี้ (16 มิ.ย.) กองทัพอากาศ จะแถลงรายละเอียดการเตรียมการส่งดาวเทียม “นภา-1” อย่างเป็นทางการที่ศูนย์ปฏิบัติการทางอวกาศกองทัพอากาศ ทั้งนี้ศูนย์ปฎิบัติการทางอวกาศกองทัพอากาศ ขอเชิญร่วมชมการถ่ายทอดสด ผ่านช่องทางถ่ายทอดสด Youtube Channel:arianespace วันที่ 19 มิ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. 


NASA เตรียมส่งหุ่นยนต์-เฮลิคอปเตอร์ สำรวจดาวอังคาร 20 ก.ค.นี้

Sun, 14 Jun 2020 17:30:00

วันนี้ (14 มิ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กเพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) ประกาศกำหนดการปล่อยจรวดเพื่อส่ง “Mars 2020 Rover” หรือ “เพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance)” มุ่งหน้าสู่ดาวอังคาร ในวันที่ 20 ก.ค.2563 เวลา 20.15 น. ตามเวลาประเทศไทย

รถหุ่นยนต์เพอร์เซเวียแรนส์จะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ ณ ฐานปล่อยยานอวกาศ SLC-41 แหลมคานาเวอรัล สหรัฐอเมริกา ด้วยจรวด Atlas V 541 ซึ่งเป็นจรวดรุ่นเดียวกับที่เคยใช้ส่งรถหุ่นยนต์สำรวจดาวอังคาร “คิวริออซิตี (Curiosity)” ในปี พ.ศ.2554 ในครั้งนี้นอกจากจะ เป็นการส่งรถหุ่นยนต์สำรวจดาวอังคารในรอบ 9 ปีของนาซาแล้ว ยังเป็นภารกิจแรกที่จะส่ง “เฮลิคอปเตอร์” ไปสำรวจดาวอังคาร

ภาพ : AFP PHOTO / NASA

ภาพ : AFP PHOTO / NASA


มาร์ส เฮลิคอปเตอร์ (Mars Helicopter) มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “อินเจนูอิตี (Ingenuity)” หมายถึง “ความเฉลียวฉลาด” ตั้งชื่อโดย Vaneeza Rupani นักเรียนระดับชั้นมัธยมจากรัฐอลาบามา ที่ชนะการประกวดเขียนเรียงความ "Name the Rover"

อินเจนูอิตีเป็นเฮลิคอปเตอร์สำรวจขนาดเล็ก มีน้ำหนักประมาณ 1.8 กิโลกรัม มีใบพัดคู่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.2 เมตร ออกแบบมาให้หมุนตรงกันข้ามและหมุนด้วยความเร็ว 3,000 รอบต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าเฮลิคอปเตอร์ทั่วไปบนโลกถึง 10 เท่า ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Lithium-Ion Battery) สามารถชาร์จใหม่ได้จากแผงโซล่าเซลล์ที่ติดอยู่บนใบพัด

ทีมนักวิจัยออกแบบให้อินเจนูอิตีสามารถบินได้เองอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความลำบากสำหรับการควบคุมระยะไกล เนื่องจากชั้นบรรยากาศที่เบาบางของดาวอังคารทำให้ สามารถบินที่ระดับความสูงไม่เกิน 5 เมตรจากจากระดับพื้นผิวดาวอังคาร และจะบินเป็นระยะทางสั้นๆ ไม่เกิน 300 เมตรเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังติดตั้งกล้องความละเอียดสูงเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการบิน การลงจอด การสำรวจภูมิประเทศมุมสูง การสำรวจในพื้นที่ที่การสำรวจภาคพื้นดินไม่สามารถเข้าถึงได้ การค้นหาแหล่งทรัพยากรณ์ธรรมชาติ และส่งข้อมูลกลับมายังโลก

ทั้งนี้ เพอร์เซเวียแรนส์และอินเจนูอิตีจะเดินทางถึงดาวอังคารในวันที่ 18 ก.พ. พ.ศ. 2564 ลงจอด ณ หลุมอุกกาบาตเจซีโร (Jezero Crater) โดยที่เฮลิคอปเตอร์จิ๋วลำนี้จะบรรจุอยู่ในรถหุ่นยนต์เพอร์เซเวียแรนส์ที่จะทำหน้าที่ค้นหาพื้นที่ที่เหมาะสมก่อน จึงจะปล่อยให้อินเจนูอิตีเริ่มบินได้ เบื้องต้น นาซาวางแผนให้อินเจนูอิตีมีระยะเวลาภารกิจ 30 วัน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เฮลิคอปเตอร์ลำนี้จะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการบินบนดาวอังคาร ที่อาจเป็นส่วนสำคัญในภารกิจส่งมนุษย์คนแรกไปยังดาวอังคารในอนาคต

 

 


สุดยอด! สวทช.นำร่องใช้นวัตกรรมปุ่มกด "ลิฟต์ไร้สัมผัส"

Fri, 12 Jun 2020 18:50:00

วันนี้ (12 มิ.ย.2563) ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สวทช. เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันมีโรคระบาดเกิดขึ้นจำนวนมาก และหลายโรคสามารถติดต่อกันผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่อยู่บนอุปกรณ์ สิ่งของต่างๆ ที่มีคนใช้งานร่วมกัน เช่น ที่จับประตู ปุ่มกดลิฟต์โดยสาร กลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และนำพาไปสู่คนที่สัมผัสต่อๆ กัน ดังนั้นการลดการสัมผัสจุดเสี่ยงเหล่านี้ สามารถช่วยลดโอกาสที่จะรับได้เชื้อโรค และลดการแพร่กระจายของโรคติดต่อได้

ทีมวิจัยได้ศึกษาข้อมูลความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคจากสถานที่ต่างๆ และเล็งเห็นว่าลิฟต์โดยสารเป็นหนึ่งในระบบขนส่งที่มีผู้คนใช้ร่วมกันจำนวนมาก ทั้งในหน่วยงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล และบริษัท ดังนั้น ทุกคนล้วนมีโอกาสโดยสารลิฟต์และสัมผัสปุ่มกดลิฟต์ จึงทำให้ทีมวิจัยเกิดแนวคิดพัฒนา นวัตกรรมปุ่มกดลิฟต์ไร้สัมผัส หรือ MagikTuch เพื่อเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ลดการเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

ภาพ : สวทช.

ภาพ : สวทช.


สำหรับ MagikTuch มีจุดเด่น 3 ข้อ คือ 1. Touchless เป็นระบบการทำงานแบบไร้สัมผัส สั่งการด้วยเซนเซอร์ วิธีใช้งานง่ายเพียงนำหลังมือบังหน้าปุ่มเลขชั้นที่ต้องการในระยะห่าง 2-3 เซนติเมตร เซนเซอร์จะตรวจจับข้อมูลชั้นที่ต้องการเลือกและสั่งการลิฟต์โดยอัตโนมัติ

2. Safe from Infection ปลอดภัยจากการติดเชื้อโรค เพราะเมื่อไม่มีการสัมผัสจะลดการแพร่กระจายเชื้อโรคในลิฟต์ และ 3. Easy Installation ติดตั้งได้ง่าย เนื่องจากชุดอุปกรณ์ MagikTuch สามารถติดตั้งเข้าไปบนลิฟต์ตัวเดิมโดยไม่ต้องเจาะตัวลิฟต์ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะของระบบประกันจากบริษัทผู้ติดตั้งและผู้ดูแลลิฟต์ อีกทั้งออกแบบให้รองรับจำนวนชั้นที่แตกต่างกันตามสถานที่ที่ติดตั้งได้ รวมทั้งรองรับระบบการทำงานด้วยระบบไฟฟ้าทั้งกระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC)

ภาพ : สวทช.

ภาพ : สวทช.


ทั้งนี้ ทีมวิจัยมีความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ขณะนี้กำลังดำเนินการในการนำ MagikTuch ไปติดตั้งและทดสอบการใช้งานในโรงพยาบาลภาครัฐ อาทิ โรงพยาบาลศิริราช (ทดสอบบางอาคาร) และศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อลดการสัมผัสเชื้อไวรัสก่อโรค COVID-19 สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ลิฟต์โดยสาร

สำหรับลิฟต์ไร้สัมผัส’ (MagikTuch) นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรม ที่ทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สวทช. มุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาผลงานวิจัยใช้ได้จริงออกมาใช้สู้กับโรค COVID-19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อสอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ ที่คำนึงถึงความปลอดภัย ไร้สัมผัสและไร้โรค 

ภาพ : สวทช.

ภาพ : สวทช.

 

 


ห้ามพลาด! คนไทยรอชม "สุริยุปราคาบางส่วน" 21 มิ.ย.นี้

Tue, 9 Jun 2020 10:00:00

วันนี้ (9 มิ.ย.2563) เฟซบุ๊กเพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า วันที่ 21 มิ.ย.2563 จะเกิดปรากฏการณ์ "สุริยุปราคาวงแหวน" แนวคราสวงแหวนพาดผ่านสาธารณรัฐอัฟริกากลาง คองโก เอธิโอเปีย ตอนใต้ของปากีสถาน ตอนเหนือของอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนประเทศไทยจะเห็นเป็น "สุริยุปราคาบางส่วน" ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่ง สามารถสังเกตได้ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 - 16.10 น. ตามเวลาประเทศไทย ดวงอาทิตย์จะปรากฏเว้าแหว่งมากที่สุด เวลาประมาณ 14.49 น. สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่ละภูมิภาคจะมองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่งมากน้อยแตกต่างกัน ดังนี้


สำหรับ "สุริยุปราคา" เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน มีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง เมื่อสังเกตจากโลกจะเห็นดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ ส่วนสุริยุปราคาบางส่วน เกิดจากโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ไม่ได้เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน ดวงจันทร์จึงบดบังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วนเท่านั้น ทำให้มีเพียงเงามัวของดวงจันทร์ทอดผ่านพื้นผิวโลก ผู้สังเกตบนโลกภายในบริเวณที่เงามัวของดวงจันทร์พาดผ่านจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังเพียงบางส่วนเท่านั้น


สำหรับผู้สนใจชมปรากฏการณ์ห้ามสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า แว่นกันแดด ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ หรือแผ่นซีดี เนื่องจากแสงอาทิตย์สามารถทำลายเซลส์ประสาทตาจนตาบอดได้ ควรสังเกตการณ์ผ่านอุปกรณ์เฉพาะ ที่มีคุณสมบัติกรองแสงได้อย่างปลอดภัย อาทิ แว่นตาดูดวงอาทิตย์ทำจากแผ่นกรองแสงพอลิเมอร์ดำ แผ่นกรองแสงอะลูมิเนียมไมลาร์ กระจกแผ่นกรองแสงสำหรับหน้ากากเชื่อมโลหะ เบอร์ 14 หรือมากกว่า และอุปกรณ์สังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ทางอ้อม เช่น การดูเงาของแสงอาทิตย์ผ่านฉากรับภาพ หรือใช้หลักการของกล้องรูเข็ม ซึ่งเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยไม่เกิดอันตรายต่อดวงตา และยังสามารถดูปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ทีละหลายคน

หากสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ต้องเป็นกล้องโทรทรรศน์ที่ติดฟิลเตอร์กรองแสงดวงอาทิตย์เท่านั้น เนื่องจากกล้องโทรทรรศน์มีเลนส์รวมแสงทำให้แสงอาทิตย์ทวีกำลังมากขึ้น เป็นอันตรายอย่างยิ่งแก่ดวงตา ทั้งนี้ ปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งต่อไปที่สามารถสังเกตได้ในประเทศไทยคือ สุริยุปราคาบางส่วน ในวันที่ 2 ส.ค.2570 ซึ่งจะต้องรออีก 7 ปีต่อจากนี้

 

 


La Liga ใช้เทคโนโลยีทำให้สนามที่ไม่มีผู้ชม อื้ออึงด้วยเสียงเชียร์จากแฟนฟุตบอล

Mon, 8 Jun 2020 16:14:00

วันนี้ (8 มิ.ย. 63) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าการแข่งขันฟุตบอลลาลีกา ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสเปนให้จัดได้อีกครั้งภายใต้เงื่อนไขเดียวกับการแข่งขันฟุตบอลอาชีพบุนเดสลีกา ในประเทศเยอรมนีและพรีเมียร์ลีก ในประเทศอังกฤษ คือ ไม่อนุญาตให้มีผู้ชมในสนาม ทำให้แฟนบอลต้องเฝ้าเชียร์ทีมโปรดผ่านการถ่ายทอดสด เท่านั้น

เพื่อให้การชมการแข่งขันมีรสชาติ ผู้จัดการแข่งขันฟุตบอลลาลีกา แถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า จะนำมาเทคโนโลยีมาช่วยทำให้การชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลลีกามีบรรยากาศมีสีสันเหมือนกับการชมแข่งขันฟุตบอลก่อนเกิดการระบาดไวรัสโควิด-19

 

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ลาลีกาใช้เทคโนโลยีการสร้างภาพเสมือนจริงของ VIZRT บริษัทคอมพิวเตอร์กราฟฟิกนอร์เวย์ ที่มีความเชี่ยวชาญการสร้างภาพเสมือนจริง ที่สถานีโทรทัศน์ทั่วโลกใช้อยู่ในขณะนี้ รวมทั้งในประเทศไทยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ก็ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างภาพเสมือนจริงของ VIZRT

เอกสารแถลงข่าวของลาลีกา ระบุว่า การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลลาลีกาสำหรับสถานีโทรทัศน์ในประเทศสเปน ผู้ชมโทรทัศน์ทางบ้านจะเห็นนักฟุตบอลแข่งขันในสนามที่ว่างเปล่า ไม่มีผู้ชมบนอัฒจรรย์ แต่ผู้ชมทั่วโลกนอกประเทศสเปนจะได้รับชมการถ่ายทอดสดที่อัฒจรรย์แน่นไปด้วยกองเชียร์ใส่เสื้อทีมโปรดของตนเองทั้งสองทีม ที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกของ VIZRT พร้อมด้วยเสียงเชียร์ที่พัฒนาโดยบริษัทวิดีโอเกมชื่อ EA SPORTS FIFA ภายใต้โปรเจกต์ Sound of the Stands ซึ่งใช้เสียงเชียร์ที่บันทึกจากการแข่งขันจริง มาปรับแต่งเสียงด้วยระบบดิจิทัล

 


เช็กที่นี่! วิธีบล็อกผู้ส่ง - หยุดข้อความสแปม iMessage

Fri, 5 Jun 2020 17:48:00

วันนี้ (5 มิ.ย.2563) เพจเฟซบุ๊ก Anti-Fake News Center Thailand ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เผยแพร่ข้อมูล วิธีบล็อกผู้ส่ง และหยุดข้อความสแปม iMessage ดังนี้ 

ก่อนหน้านี้มีผู้ใช้งาน และบริษัทโทรศัพท์แจ้งเตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพส่งสแปมข้อความผ่าน iMessage หลอกลวงให้เล่นการพนัน หรือใช้บริการผิดกฎหมาย ถ้าผู้ใช้งานไม่ได้สังเกตหรือหลงเชื่อเมื่อคลิกข้อความเข้าไปอาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัย และถูกหลอกลวงให้ใช้บริการอันอาจจะทำให้เสียทรัพย์สินได้ ทำให้สำนักงาน กสทช. แอปเปิล (Apple) ผู้ผลิต iPhone และผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ iOS พร้อมผู้ให้บริการมือถือกำลังร่วมมือหาแนวทางป้องกันเพื่อให้ผู้ใช้ iPhone ได้รับความปลอดภัยจากการใช้งาน ไม่ถูกล่อลวงจากสแปมหรือข้อความขยะผ่านทาง iMessage

 

 


“มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์” เครื่องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะฝีมือคนไทย

Thu, 4 Jun 2020 15:05:00

วันนี้ (4 มิ.ย.2563) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) ร่วมกับทีมวิจัยพัฒนา “มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์” (µTherm-FaceSense) เครื่องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีกล้องอินฟาเรดผนวกระบบตรวจจับใบหน้าบุคคลอัตโนมัติ (Face detection) โดยไม่มีข้อจำกัดแม้สวมหน้ากากอนามัย มีระบบประมวลผลที่รวดเร็วแม่นยำภายใน 0.1 วินาที สามารถตรวจวัดอุณหภูมิได้ครั้งละหลายคนพร้อมกันในระยะห่างสูงสุด 1.5 เมตร จึงช่วยลดระยะเวลารวมถึงลดความเสี่ยงจากความใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่และผู้รับการตรวจคัดกรอง พร้อมรองรับการเชื่อมต่อและจัดเก็บข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสารหลากหลาย

ภาพ : สวทช.

ภาพ : สวทช.


“มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์” ได้รับการพัฒนาให้มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา รูปทรงทันสมัย ในราคาที่สนับสนุนให้ผู้ผลิตไทยเข้าถึงได้ หวังลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ โดยสามารถติดตั้งใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล โรงเรียน เรือนจำ สถานีขนส่งสาธารณะ สถานีรถไฟฟ้า MRT / BTS ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงงานสัมมนา มหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

ภาพ : สวทช.

ภาพ : สวทช.


นอกจากนี้ ยังได้ออกมาให้รองรับการเชื่อมต่อและจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ IoT ด้วยการสนับสนุนจาก กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ​ ปัจจุบัน “มิวเทอร์ม เฟสเซนซ์” อยู่ในขั้นตอนการทดสอบเพิ่มเติม ตามเกณฑ์ที่จะต้องผ่านการทดสอบขั้นพื้นฐาน ก่อนนำลงสนามใช้จริง 40 เครื่องเร็วๆ นี้ ​

ความโดดเด่นของ “มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์”

ภาพ : สวทช.

ภาพ : สวทช.


ประโยชน์ของเทคโนโลยี

 

 


รอชม "จันทรุปราคาเงามัว" ครั้งที่ 2 ของปี 6 มิ.ย.นี้

Wed, 3 Jun 2020 15:40:00

วันนี้ (3 มิ.ย.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เปิดเผยว่า ในคืนวันที่ 5 มิ.ย.นี้ หลังเที่ยงคืนตั้งแต่เวลา 00.46 เป็นต้นไป จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาแบบเงามัว เป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี โดยดวงจันทร์จะเข้าสู่เงามัวของโลกมากที่สุดในเวลาประมาณ 02.25 น. ของวันที่ 6 มิ.ย. และสิ้นสุดปรากฏารณ์ในเวลา 04.04 น. ซึ่งปรากฏการณ์นี้ยากต่อการสังเกตด้วยตาเปล่า ดังนั้นการถ่ายภาพจึงช่วยให้เราสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างของปรากฏการณ์จันทรุปราคาแบบเงามัวได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ภาพจำลองดวงจันทร์ขณะถูกเงามัวของโลกบังมากที่สุด ในเวลา 02.25 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน 2563

ภาพจำลองดวงจันทร์ขณะถูกเงามัวของโลกบังมากที่สุด ในเวลา 02.25 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน 2563

ประเภทของปรากฏการณ์จันทรุปราคา

ปรากฏการณ์จันทรุปราคา (Lunar Eclipse) เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ เกิดขึ้นเฉพาะในวันดวงจันทร์เต็มดวง หรือ ช่วงข้างขึ้น 14-15 ค่ำ ขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืดของโลกที่ทอดไปในอวกาศ ผู้สังเกตบนโลกจะมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งไปเรื่อย ๆ จนดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดทั้งดวง และเริ่มมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ออกจากเงามืดของโลก

แผนภาพแสดงการเกิดจันทรุปราคาแบบเงามัว

แผนภาพแสดงการเกิดจันทรุปราคาแบบเงามัว


เงาของโลกที่ทอดไปในอวกาศแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “เงามัว (Penumbra Shadow)” เป็นเงาส่วนนอกสุด เมื่อดวงจันทร์เข้ามาอยู่ในเงาส่วนนี้จะมีความสว่างลดลงเล็กน้อย และ “เงามืด (Umbra Shadow)” เป็นเงาที่มืดสนิท เมื่อดวงจันทร์เข้ามาอยู่ในเงาส่วนนี้จะทำให้เกิดส่วนมืดเว้าแหว่ง จึงแบ่งประเภทของปรากฏการณ์จันทรุปราคาได้ ดังนี้

เทคนิคการถ่ายภาพปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว

สำหรับการถ่ายภาพจันทรุปราคาเงามัว ควรเริ่มถ่ายภาพดวงจันทร์เต็มดวงในช่วงเที่ยงคืน เพื่อนำมาใช้สำหรับการเปรียบเทียบกับภาพขณะเกิดปรากฏการณ์ จากนั้นก็รอถ่ายภาพขณะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว ในช่วงเวลา 02.25 ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงจันทร์เข้าสู่เงามัวของโลกมากที่สุด ก็จะได้สองภาพเพื่อนำมาเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากจันทรุปราคาแบบเงามัวค่อนข้างสังเกตเห็นความแตกต่างได้ยาก โดยมีเทคนิคการถ่ายภาพดวงจันทร์มาแนะนำง่ายๆ ดังนี้

  1. เปิดจอ LCD หลังกล้องเพื่อช่วยในการโฟกัสภาพดวงจันทร์ให้ชัดที่สุด โดยเลือกจุดโฟกัสบริเวณหลุมบนดวงจันทร์
  2. ใช้ค่า ISO ประมาณ 100 – 200 เนื่องจากดวงจันทร์มีความสว่างมากอยู่แล้ว
  3. ใช้ค่ารูรับแสงที่คมชัดมากที่สุด เช่น f/8.0
  4. ถ่ายภาพผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสูงๆ เพื่อให้เห็นรายละเอียดของเงามัวชัดเจนมากที่สุด (จากภาพถ่ายเบื้องต้น ผู้ถ่ายใช้เลนส์ทางยาวโฟกัส 1200 mm.)
  5. ตรวจสอบภาพถ่ายจากหลังกล้อง ว่าภาพถ่ายไม่สว่างโอเวอร์มากเกินไปเพราะจะทำให้ไม่เห็นรายละเอียดของส่วนเงามัวได้
ภาพเปรียบเทียบดวงจันทร์เต็มดวงก่อนเกิดปรากฏกาณณ์ กับช่วงที่ดวงจันทร์ถูกบังมากที่สุด ในวันที่ 11 มกราคม 2563

ภาพเปรียบเทียบดวงจันทร์เต็มดวงก่อนเกิดปรากฏกาณณ์ กับช่วงที่ดวงจันทร์ถูกบังมากที่สุด ในวันที่ 11 มกราคม 2563

สิ่งสำคัญในการถ่ายภาพปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว

  1. สภาพทัศนวิสัยท้องฟ้าต้องใสเคลียร์ เนื่องจากหากมีเมฆบางๆ ขณะถ่ายภาพปรากฏการณ์จะทำให้เห็นเงามัวได้ยาก
  2. ควรถ่ายภาพด้วยเลนส์ทางยาวโฟกัสสูงๆ เพื่อให้เห็นรายละเอียดของเงามัวได้ดีที่สุด
  3. ถ่ายภาพปรากฏการณ์ในช่วงที่ดวงจันทร์เข้าสู่เงามัวของฌบกมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงมุมของดวงจันทร์ ต้องไม่อยู่ใกล้ขอบฟ้ามากเกินไปจนอาจทำให้มวลอากาศบริเวณขอบฟ้าบดบังเงามัวได้

สำหรับอีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในเดือนนี้คือปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 มิ.ย.2563 เริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึงเวลา 16.10 น. ตามเวลาประเทศไทย สามารถที่จะติดตามข่าวสารและรายละเอียดต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

 


ใครเห็นบ้าง? ทำความรู้จักกับปรากฏการณ์ #หมวกเมฆสีรุ้ง

Wed, 3 Jun 2020 11:01:00

วันนี้ (3 มิ.ย.2563) จากกรณีภาพท้องฟ้าหลากสีที่หลายคนเห็นใน กทม.เมื่อเย็นวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อความระบุว่า  ดร.มติพล ตั้งมติธรรม ผู้เชี่ยวชาญดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า หากใครที่อยู่แถว กทม. และได้มีโอกาสแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า อาจจะพบปรากฏการณ์เมฆหลากสีดังภาพเหล่านี้

 

ปรากฏการณ์ที่เห็นนี้ เป็นปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยา ที่เกิดขึ้นได้ แม้จะไม่บ่อยนัก เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Iridescent Pileus Cloud

Pileus Cloud นั้นมาจากภาษาละติน แปลว่า "หมวก" เมฆหมวกเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีอากาศยกตัวขึ้นในแนวดิ่ง เช่น บนยอดเขา หรืออย่างในกรณีนี้ก็เกิดขึ้นจากเมฆ Cumulonimbus ลอยตัวขึ้น เมื่อมีกระแสอากาศลอยตัวขึ้นในแนวดิ่ง ชั้นอากาศที่มีความชื้นเบื้องบนจึงถูกยกตัวขึ้น และควบแน่นเป็นหยดน้ำ เกิดขึ้นเป็นเมฆที่ดูเหมือนจะ "สวม" อยู่บนเมฆอีกทีหนึ่ง เราสามารถยืนยันได้ว่าเมฆหมวกเหล่านี้อยู่สูงกว่าเมฆเบื้องล่างจากการที่เงาของเมฆเบื้องล่างทอดขึ้นไปบนเมฆหมวกเหล่านี้

ส่วนปรากฏการณ์ที่เกิดเป็นสีรุ้งนั้น เรียกว่า "Iridescent Cloud" หรือ "Cloud Iridescence" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ คล้ายกับรุ้งกินน้ำหรือดวงอาทิตย์ทรงกลด แต่ในขณะที่รุ้งกินน้ำนั้นมีรูปแบบสีที่ตายตัวชัดเจน และทำมุมคงที่กับดวงอาทิตย์ เมฆสีรุ้งนี้นั้นซับซ้อนกว่ามาก

 


รุ้งกินน้ำนั้นเกิดขึ้นจากการสะท้อนและหักเหของแสง เมื่อหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งในอากาศ ทำหน้าที่คล้ายกับปริซึมขนาดเล็กจำนวนมากที่คอยสะท้อนอยู่ สีของแสงที่จะสามารถสังเกตเห็นได้จึงขึ้นอยู่กับดัชนีหักเหของน้ำ รูปทรงเรขาคณิตของหยดน้ำ (ทรงกลม) หรือผลึกน้ำแข็ง และมุมตกกระทบของแสงอาทิตย์กับมุมมองของผู้สังเกต

สำหรับปรากฏการณ์เมฆสีรุ้งนั้น เกิดขึ้นจากการคุณสมบัติแทรกสอดของแสง โดยจะเกิดขึ้นได้เมื่อหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งมีขนาดที่เล็กมากๆ มีขนาดที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันสม่ำเสมอ และอยู่เป็นแนวบางๆ ไม่หนาจนเกินไป ซึ่งในบางครั้งปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิด Pileus Cloud นั้นก็สร้างสภาพแวดล้อมที่พอเหมาะที่จะเกิดเงื่อนไขเหล่านี้ได้ แสงที่เราเห็นนั้นจึงเกิดขึ้นจากการที่หยดน้ำขนาดจิ๋วเป็นจำนวนมาก มีระยะห่างกันพอดีให้แสงสีใดสีหนึ่งของแสงอาทิตย์เกิดการแทรกสอดกันเสียจนมีเพียงสีเดียวที่สามารถส่องมาทิศทางเราได้ ในขณะที่แสงที่มีความยาวคลื่นต่างไปเล็กน้อยจะไปปรากฏที่มุมที่ต่างกันออกไป จึงสร้างภาพปรากฏคล้ายกับสีรุ้ง เช่นเดียวกับที่เห็นบนเปลือกหอยมุก คราบน้ำมันบนผิวน้ำ หรือฟองสบู่

ภาพที่เห็นทั้งหมดนี้เป็นภาพที่ถ่ายเอาไว้โดยกล้องถ่ายภาพด้วยตัวผมเอง ไม่ได้มีการตัดต่อใดๆ ทั้งสิ้น หลายๆ ภาพลองซูมให้เห็นรายละเอียดใกล้ๆ ซึ่งพอซูมดูแล้วภาพที่เห็นก็แปลกตาและดู surreal ดีราวกับเป็นภาพ abstract art อะไรสักอย่างที่ธรรมชาติเป็นผู้สร้างสรรค์

 

 

 


ศบค.จี้ Apple จัดการข้อความสแปมเว็บไซต์พนันผ่าน IMassage

Mon, 1 Jun 2020 12:31:00

วันนี้ (1 มิ.ย.2563) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศบค. เปิดเผยว่า จากกรณีประชาชนได้รับข้อความเว็บไซต์การพนันในช่วงนี้นั้น เป็นข้อความที่แพร่กระจายเฉพาะในระบบ IOS ของบริษัท Apple ซึ่งเกิดจาก IMassage ข้อความไม่เสียค่าใช้จ่าย

อุปกรณ์ของยี่ห้อ Apple ได้รับข้อความนี้ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะโทรศัพท์ แต่รวมถึง Ipad  เครื่องคอมพิวเตอร์และแม็กบุ๊กก็ได้รับ เนื่องจากเป็นข้อความอินเทอร์เน็ต ที่ส่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เบอร์โทรศัพท์

ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ดำเนินการสอบสวนแล้วพบว่า ข้อความดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม www.ไทยชนะ.com พร้อมประสานไปยังบริษัท Apple อย่างเป็นทางการแล้ว 

ทั้งนี้ บริษัท Apple ได้ติดต่อเครือข่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทั้ง AIS True Dtac CAT และ TOT ให้ดำเนินการปิดระบบข้อความแล้ว ส่วนประชาชนให้ลบข้อความและรีพอร์ตไปให้ Apple ได้ทันที โดยกระทรวงดีอีเอสได้ขอความชัดเจนจากบริษัท Apple ด้วยว่าจะดำเนินการอย่างไรกับข้อความดังกล่าว เพราะส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์พนันและเกี่ยวข้องกับกฎหมายพอสมควร

ก่อนหน้านี้ Apple ก็เคยเกิดกรณีการส่งข้อความสแปมแบบนี้มาแล้วเมื่อ 6 ปีก่อน แต่ครั้งนี้มีมาเป็นรูปแบบภาษาไทย และในช่วงเวลาพอดีกับการใช้งานไทยชนะเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน

ส่วนข้อความ SMS ที่มีลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอม หรือเว็บไซต์ไทยชนะปลอม กระทรวงดีอีเอสได้จัดการทั้งหมดแล้ว ทำให้ขณะนี้ไม่มีเว็บไซต์ปลอมแล้ว และไม่มีข้อความ SMS ปลอมมากวนใจประชาชนอีก

วิธีแก้ไขข้อความ IMassage ประชาชนสามารถรีพอร์ตให้เป็นข้อความขยะได้ ส่วนผู้ประกอบการต้องดำเนินการปิดข้อความเหล่านี้ 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้ผลิตแอปฯ “ไทยชนะ” ยันไม่เกี่ยวสแปมชวนเล่นพนัน

 

 

 


เตือนสแปมป่วน iOS อย่ากดข้อความชวนเล่นพนันออนไลน์

Sun, 31 May 2020 09:17:00

จากกรณีผู้ใช้งานมือถือระบบปฏิบัติการ iOS ได้รับข้อความชวนเล่นเกมออนไลน์ที่อ้างว่าสร้างรายได้ หลายคนกังวลว่าเกี่ยวกับการไปสแกนลงทะเบียนไทยชนะหรือไม่ เพราะมีข้อความลักษณะนี้เข้ามาหลังลงทะเบียนใช้งานไทยชนะ ขณะที่ผู้ใช้งานอีกส่วนหนึ่ง ระบุว่าได้รับข้อความลักษณะนี้มานานแล้ว ก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มไทยชนะ และมีการตั้งข้อสังเกตว่าได้รับจาก iMessage ซึ่งเป็นระบบส่งข้อความหากันและกันฟรีในกลุ่มผู้ใช้ iOS เท่านั้น ขณะที่ Android ยังไม่พบปัญหา

ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส สอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้ทดลองเปิดแอปพลิเคชั่นไทยชนะ แอปพลิเคชั่นแชทข้อความ และแอปพลิเคชั่นอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง แล้วเปรียบเทียบการเข้าถึงข้อมูลในสมาร์ทโฟน แสดงให้เห็นถึงการขอเข้าข้อมูลในแต่ละแอปพลิเคชั่น โดยไทยชนะ ระบบขออนุญาตเข้าถึงข้อมูล 3 อย่างเท่านั้น  คือ กล้องถ่ายรูปเฉพาะสแกน ตำแหน่ง และพื้นที่เก็บข้อมูล

ผู้เชี่ยวชาญยันไม่เกี่ยวไทยชนะ

ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า แอปพลิเคชั่นที่ใช้งานส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน ทั้ง Social media Facebook Line WeChat รวมถึง Mobile Banking ก็จะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะตั้งค่าตามเงื่อนไขของแอปพลิเคชั่นไว้หรือไม่

ขณะที่ น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ไทยชนะ ไม่ได้เก็บข้อมูลว่าผู้ใช้เป็นใคร เพราะรูปแบบคือเมื่อเช็กอิน ก็จะเป็นเป็นรหัสเฉพาะที่ตั้งขึ้นมา ซึ่งระบุไม่ได้ว่าเป็นใคร รวมทั้ง IPเครื่องและเบอร์ นอกจากจะมีการเข้ารหัสเพื่อขอตรวจสอบย้อนกลับคนที่เข้ารหัสได้ โดยเป็นอำนาจของกรมควบคุมโรคที่จะขอเข้ารหัสดังกล่าวเมื่อสงสัยว่ารหัสนั้นอยู่ในพื้นที่ติดเชื้อ COVID-19

เตือนโดนหักเงินบัตรเครดิต

ขณะที่เฟซบุ๊กเพจ iPhone Thailand โพสต์ข้อความเตือนว่า โปรดระมัดระวังข้อความลักษณะเชิญชวนให้เข้าไปเล่นในเว็บการพนันต่าง ๆ ซึ่งช่วงนี้ผู้ที่ใช้ iPhone จะได้รับ SMS แปลก ๆ หลายคนเลย โดยห้ามกดเข้าไปที่ลิงค์นั้นเด็ดขาด

ล่าสุดมีคนถูกหักบัตรเครดิตอัตโนมัติเป็นหลักหมื่นบาท หรือเป็นสกุลเงินต่างชาติแปลก ๆ โดยที่ไม่ได้กดเข้าไปที่ลิงก์ด้วยซ้ำ ดังนั้นขอให้ตรวจสอบจำนวนเงินในบัตรเครดิต หรือบัญชีธนาคารของด้วย เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด

แนะวิธีการป้องกัน

 

 


เริ่มแล้ว! NASA ปล่อยจรวด ส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศในรอบ 9 ปี

Sun, 31 May 2020 04:12:00

วันนี้ (31 พ.ค. 63) องค์การบริหารการบินอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NASA) กลับมาเริ่มภารกิจส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) จากแผ่นดินสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบ 9 ปีอีกครั้ง หลังจากเลื่อนภารกิจเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 63 ออกไปเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย  

"จะเห็นได้ว่าเรื่องของลมฟ้าอากาศได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการปล่อยจรวด ดังนั้นในการปล่อยจรวดแต่ละครั้ง บุคลากรในหน่วยงานหรือบริษัททางเทคโนโลยีอวกาศต้องทำงานร่วมกันกับนักอุตุนิยมวิทยาด้วย" สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กเพจ

โดยช่วงเวลา 02.22 น. ตามเวลาในประเทศไทย จรวด Falcon 9 ถูกปล่อยออกจากศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) รัฐฟลอริดา โดยพายานอวกาศ Crew Dragon และนักบินอวกาศ 2 คน ได้แก่ โรเบิร์ต เบห์นเคิน และดักลาส เฮอร์ลีย์ ออกจากพื้นดิน ทะยานสู่ชั้นบรรยากาศและวงโคจรของโลกได้เป็นผลสำเร็จ 

หลังจากนั้นไม่นาน จรวด Falcon 9 ก็กลับมาจอดบนแท่นที่อยู่บนพื้นดินได้อย่างเรียบร้อยเช่นเดียวกัน

ซึ่งหลังจากนี้ ยาน Crew Dragon ก็จะเดินทางไปถึงสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงวันนี้ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาในไทย) เพื่อร่วมกับทำงานกับทีมนักบินอวกาศชุด Expedition 63 ที่ประจำสถานีอวกาศแห่งนี้อยู่แล้ว คาดว่าภารกิจดังกล่าวจะเสร็จสิ้น และกลับสู่พื้นโลกได้ไม่เกินปลายเดือน ก.ย. 63

โดยนักบินอวกาศทั้ง 2 คน ต่างมีประสบการณ์ในการทำงานด้านนี้มาก่อน ประกอบด้วย "โรเบิร์ต แอล. เบห์นเคน" อดีตนักบินทดสอบกองทัพอากาศสหรัฐฯ เคยปฏิบัติภารกิจบนกระสวยอวกาศ Endeavour และ "ดักลาส จี. เฮอร์ลีย์" อดีตนักบินทดสอบนาวิกโยธินกองทัพสหรัฐฯ เคยปฏิบัติภารกิจทั้งบนกระสวยอวกาศ Endeavor และกระสวยอวกาศ Atlantis อีกด้วย

นับเป็นครั้งแรกที่ใช้จรวดและยานอวกาศจากภาคเอกชนอย่าง SpaceX แทนจรวด-ยานจาก NASA เอง และถือเป็นการกลับมาส่งนักบินอวกาศชาวสหรัฐฯ จากแผ่นดินมาตุภูมิสู่สถานีอวกาศนานาชาติครั้งแรกในรอบ 9 ปี

ซึ่งภารกิจ Demo-2 จะช่วยปูพื้นฐานให้กับทางบริษัท SpaceX ทดสอบระบบการส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ ตั้งแต่ฐานยิงจรวด ตัวจรวด ตัวยานบรรทุกนักบินอวกาศ และขีดความสามารถการปฏิบัติภารกิจในโครงการอวกาศ และยังเป็นครั้งแรกที่นักบินอวกาศของทาง NASA จะได้ทดสอบและฝึกใช้งานระบบยานอวกาศภาคเอกชน

นอกจากนี้ NASA ระบุในการถ่ายทอดสดช่วงก่อนปล่อยจรวดฯ และยานฯ ว่า การทดลองเทคโนโลยีในภารกิจครั้งนี้ ทำให้เห็นแนวทางการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมภารกิจไปดวงจันทร์ในปี 67 

ขณะนี้ (04.11 น.) ยังมีการถ่ายทอดสดภารกิจ Demo-2 อยู่ สามารถติดตามได้จากยูทูปของ NASA และ SpaceX หรือติดจากวิดีโอด้านล่างนี้ได้เช่นกัน 

ทำความรู้จัก "สถานีอวกาศนานาชาติ" ที่ยาน Crew Dragon จะกำลังจะไปถึง

ขณะที่เฟซบุ๊กเพจสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้ระบุว่า สถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างองค์การอวกาศ 5 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA), รัฐวิสาหกิจเพื่อกิจกรรมทางอวกาศรัสเซีย (Roscosmos), องค์การวิจัยและพัฒนาการสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA), องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การอวกาศแคนาดา (CSA)

โดยเป็นสถานีอวกาศแบบประกอบโมดูลยานต่อกัน โคจรอยู่บริเวณวงโคจรระดับต่ำรอบโลก ที่ความสูงจากพื้นผิวโลกประมาณ 370-460 กิโลเมตร ถือเป็นวัตถุขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์สร้างในอวกาศ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าตอนกลางคืนจากบนโลก ใช้เวลาโคจรรอบโลกประมาณ 93 นาที หรือโคจรรอบโลกได้ราว 15 รอบครึ่งใน 1 วัน

สถานีอวกาศแห่งนี้เริ่มประกอบจากชิ้นส่วนโมดูล 2 ส่วนแรกของสหรัฐฯ กับรัสเซียในปี 41 และเริ่มมีนักบินอวกาศมาใช้งานและอยู่อาศัยในปี 43

หลังจากนั้นได้ต่อโมดูลยานเพิ่มเติมเข้าไปอย่างต่อเนื่องจนสถานีอวกาศนานาชาติมีขนาดใหญ่ขึ้นดังเช่นปัจจุบัน และยังครองตำแหน่ง “สถานีอวกาศที่มีนักบินอวกาศอยู่อาศัยและโคจรรอบโลกยาวนานที่สุด” แซงหน้าสถานีอวกาศมีร์ (Mir) ของรัสเซียที่อยู่ในอวกาศนานเกือบ 10 ปี

ภาพจาก NARIT

ภาพจาก NARIT

ตัวสถานีอวกาศนานาชาติประกอบด้วย โมดูลยานที่ปรับความดันอากาศภายในหลายชิ้นส่วน โครงถักเพื่อใช้เป็นโครงสร้างของตัวสถานี แผงเซลล์สุริยะ ระบบควบคุมความร้อน ตัวเชื่อมต่อเทียบสถานีอวกาศเข้ากับยานลำอื่น พื้นที่ทดลองทางวิทยาศาสตร์ และแขนกล

โมดูลยานส่วนใหญ่ที่ประกอบกันเป็นสถานีอวกาศแห่งนี้ ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดโปรตอนกับจรวดโซยุซของรัสเซีย และยานขนส่งอวกาศของสหรัฐฯ

สถานีอวกาศนานาชาติยังมียานลำอื่น ๆ มาเทียบท่าอยู่บ่อยครั้ง เช่น ยานบรรทุกนักบินอวกาศอย่างยานขนส่งอวกาศของสหรัฐฯ ยานโซยุซของรัสเซีย หรือยานบรรทุกสัมภาระของรัสเซีย สหรัฐฯ องค์การอวกาศยุโรป ญี่ปุ่น และบริษัท SpaceX

หากนับถึงเดือน เม.ย. 63 สถานีอวกาศนานาชาติมีผู้มาเยือน ทั้งนักบินอวกาศชาติต่าง ๆ และนักท่องเที่ยวอวกาศ รวมกันแล้ว 240 คน จาก 19 ประเทศ โดยประเทศที่มีจำนวนผู้มาเยือนสถานีอวกาศนานาชาติมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ สหรัฐฯ รัสเซีย และญี่ปุ่น

ISS ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องทดลองในอวกาศที่มีสภาวะความโน้มถ่วงต่ำ มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายแขนง เช่น ชีวดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา หรือฟิสิกส์ เป็นต้น รวมถึงใช้เป็นพื้นที่ทดสอบระบบยานอวกาศและอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับโครงการส่งมนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์และดาวอังคารในอนาคต

----------------------------

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ #ThaiPBSSciAndTech
ได้ที่ Facebook : Thai PBS Sci & Tech
และ Twitter : @ThaiPBSSciTech