คืนนี้รอชม "ดวงจันทร์บังดาวอังคาร" พลาดแล้วต้องรออีก 19 ปี

Sat, 17 Apr 2021 10:51:00

วันนี้ (17 เม.ย.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า จะเกิดปรากฏการณ์ "ดวงจันทร์บังดาวอังคาร" เริ่มสังเกตการณ์ได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำทางทิศตะวันตก วัตถุทั้งสองอยู่เคียงกันสูงจากขอบฟ้าประมาณ 33 องศา

จากนั้นดาวอังคารจะเริ่มสัมผัสขอบดวงจันทร์ในเวลาประมาณ 20.12 น. จะสังเกตเห็นดาวอังคารค่อย ๆ ลับหายไปด้านหลังของดวงจันทร์ และโผล่พ้นออกมาทั้งดวงอีกครั้งในเวลาประมาณ 21.28 น. อยู่สูงจากขอบฟ้าทิศตะวันตกประมาณ 17 องศา (ข้อมูลดังกล่าวคำนวณจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร หากสังเกตการณ์ในพื้นที่อื่น ช่วงเวลาของการบังอาจจะเริ่มและสิ้นสุดไม่พร้อมกัน)

การบังกันของวัตถุท้องฟ้า (Occultations) เป็นปรากฏการณ์ที่วัตถุท้องฟ้าหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านหน้ามาบังอีกวัตถุหนึ่งเมื่อสังเกตจากแนวสายตา อาทิ ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์ ดวงจันทร์บังดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์บังดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์บังกันเอง เป็นต้น โดยสามารถใช้ปรากฏการณ์นี้คำนวณหาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของวัตถุ คำนวณหาระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ตรวจหาและศึกษาโครงสร้างของชั้นบรรยากาศ รวมถึงการใช้ตรวจหาวงแหวนของดาวเคราะห์ชั้นนอกได้อีกด้วย เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อวงการวิจัยดาราศาสตร์

ทั้งนี้ "ดวงจันทร์บังดาวอังคาร" เป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่หาชมยาก เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และนานทีจะสังเกตการณ์ได้ในประเทศไทย โดยผู้สนใจร่วมชมความสวยงามได้ด้วยตาเปล่า หากชมผ่านกล้องโทรทรรศน์จะสังเกตเห็นดาวอังคารค่อย ๆ ลับหายไปหลังดวงจันทร์และค่อย ๆ โผล่พ้นออกมาทั้งดวงได้อย่างชัดเจน ครั้งต่อไปที่สามารถสังเกตได้ในไทย อีก 19 ปีข้างหน้า จะเกิดขึ้นวันที่ 22 มี.ค.2583 เวลาประมาณ 00.15 น.

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ยังมีถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ผ่าน NARIT Facebook Live ทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เวลา 19.30 - 21.30 น. ให้รับชมพร้อมกันทั่วประเทศอีกด้วย

คืน 17 เมษายนนี้ มี #ดวงจันทร์บังดาวอังคาร NARIT จัดถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ให้ชมพร้อมกันทั่วประเทศ "ดวงจันทร์บังดาวอังคาร"...

โพสต์โดย NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เมื่อ วันศุกร์ที่ 16 เมษายน 2021

 

 

 

 


นักวิทย์ชี้ไดโนเสาร์ "ทีเร็กซ์" ในอดีตมีถึง 2,500 ล้านตัว

Fri, 16 Apr 2021 07:52:00

วันนี้ (16 เม.ย.2564) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญใช้วิธีการคำนวณจากปัจจัยต่างๆ ทั้งขนาด มวลร่างกาย รูปแบบการเจริญเติบโต วัยเจริญพันธุ์และอายุขัย พบว่าไดโนเสาร์พันธุ์ทีเร็กซ์ น่าจะมีจำนวนมากถึง 2,500 ล้านตัว ตลอดระยะเวลา 2.4 ล้านปี ที่พวกมันเคยมีชีวิตอยู่บนโลกในแถบตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ในยุคที่เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์รุ่งเรืองสูงสุด

โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าในแต่ละช่วงเวลาจะมีทีเร็กซ์โตเต็มวัยประมาณ 20,000 ตัว ก่อนจะค่อยๆ เติบโตและตายลงหมุนเวียนกันไป ซึ่งจากการประเมินความหนาแน่นของประชากรทีเร็กซ์ คาดว่าจะมีทีเร็กซ์ 1 ตัว ต่อพื้นที่ประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร แต่อาจเคลื่อนที่อยู่ตลอดเพื่อตามล่าเหยื่อ

นอกจากนี้ การศึกษาไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ล่าสุดชิ้นนี้ยังระบุว่า ทีเร็กซ์ที่โตเต็มวัยมีน้ำหนักราว 5.2 ตัน และมีอายุขัยเฉลี่ยราว 28 ปี


"ข้อมูล - เบอร์โทร" ผู้ใช้ Facebook รั่วไหล 533 ล้านบัญชี

Mon, 5 Apr 2021 07:28:00

วันนี้ (5 เม.ย.2564) สื่อต่างประเทศรายงานว่า ข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) จำนวน 533 ล้านบัญชี จาก 106 ประเทศ รั่วไหลบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเป็นข้อมูลของผู้ใช้งานจากสหรัฐอเมริกามากกว่า 32 ล้านคน อังกฤษ 11 ล้านคน และอินเดีย 6 ล้านคน

สำหรับข้อมูลที่รั่วออกมานั้นมีทั้งชื่อผู้ใช้งาน ชื่อ - นามสกุล เฟซบุ๊กไอดี ที่อยู่ วันเกิด ประวัติส่วนตัว อีเมล รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ โดยมีการตรวจสอบตัวอย่างข้อมูลที่รั่วไหลออกมาพบบันทึกหลายรายการของเฟซบุ๊กไอดีที่เชื่อมกับข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กนั้นเป็นข้อมูลจริง และเมื่อทดสอบอีเมลจากชุดข้อมูลที่รั่วไหลในขั้นตอนรีเซ็ตรหัสผ่านของเฟซบุ๊กยังสามารถเข้าถึงหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้บางส่วนได้อีกด้วย

 
ภายหลังโฆษกเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อมูลที่รั่วไหลนั้นเป็นข้อมูลเก่าที่รั่วไหลเมื่อปี 2562 ซึ่งบริษัทได้พบปัญหาดังกล่าวเมื่อเดือน ส.ค.และแก้ไขช่องโหว่นั้นแล้ว ขณะเดียวกัน อาลอน เกล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ฮัดสัน ร็อค บริษัทข่าวกรองอาชญากรรมไซเบอร์ของอิสราเอล เป็นผู้ค้นพบข้อมูลรั่วไหลเป็นครั้งแรกบนออนไลน์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ฐานข้อมูลส่วนตัวจำนวนมาก โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กที่รั่วไหลออกมาจะทำให้ผู้ไม่หวังดีนำไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีทางไซเบอร์ด้วยวิศวกรรมสังคม หรือลวงข้อมูลผู้ใช้งานด้วยจิตวิทยา และการแฮกข้อมูล

 
มูลค่าข้อมูลลดลง 2 ปี แจกฟรีบนออนไลน์

อาลอน เกล ค้นพบข้อมูลที่รั่วไหลครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค. ในกลุ่มแฮกเกอร์ซึ่งเปิดซื้อขายข้อมูลของผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายร้อยล้านคน แต่ในไม่กี่วันที่ผ่านมา พบเทเลแกรมบอต (Telegram bot) บัญชีหนึ่งเปิดให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์สามารถสืบฐานข้อมูลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้คนค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงกับบัญชีเฟซบุ๊กได้จำนวนมาก 

 
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรั่วไหลบนสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก เมื่อปี 2562 หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กนับล้านรั่วไหลไปบนออนไลน์และถูกคัดลอกจากเซิร์ฟเวอร์ของเฟซบุ๊ก โดยละเมิดข้อกำหนดในการให้บริการของแพลตฟอร์ม และในปี 2559 ข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 80 ล้านบัญชี ถูกละเมิดจากกรณี Cambridge Analytica เพื่อกำหนดเป้าหมายผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยโฆษณาทางการเมือง


ทั้งนี้ อาลอน เกล ระบุว่า จากมุมมองด้านความปลอดภัย แม้เฟซบุ๊กไม่สามารถช่วยผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้ เนื่องจากข้อมูลถูกเผยแพร่ไปแล้ว แต่เฟซบุ๊กควรแจ้งเตือนผู้ใช้เพื่อให้ระมัดระวังการใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการถูกหลอกลวงหรือฉ้อโกงโดยใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

คนที่มาลงทะเบียนกับเฟซบุ๊กต่างเชื่อมั่นว่าข้อมูลของตัวเองจะปลอดภัย เฟซบุ๊กควรปฏิบัติต่อข้อมูลของผู้ใช้ทุกคนด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด 

ที่มา : businessinsiderwashingtonpostbloombergreuters

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เตือน! พนักงาน Facebook เข้าถึง "รหัสผ่าน" ผู้ใช้ 600 ล้านบัญชีได้

"FACEBOOK" ยอมรับถูกแฮกบัญชีผู้ใช้ 50 ล้านบัญชี

 

 


ครั้งแรกในไทย วิจัย “โปรตีนทางเลือกจากจุลินทรีย์” สู่เนื้อบดเทียม

Mon, 22 Mar 2021 14:31:00

วันนี้ (22 มี.ค.2564) ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยส่วนผสมฟังก์ชันและนวัตกรรมอาหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยในงานแถลงข่าวการจัดงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2564 (NAC2021) ว่า ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมรับประทานโปรตีนทางเลือกมากขึ้น เนื่องด้วยความใส่ใจในสุขภาพ และความกังวลต่อความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ที่อาจพบการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ รวมถึงโรคต่าง ๆ ที่สัตว์อาจติดมา ทำให้มีผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกต่าง ๆ เช่น โปรตีนจากพืช โปรตีนจากแมลง รวมถึงโปรตีนจากจุลินทรีย์กินได้ออกมาวางจำหน่ายจำนวนมากในท้องตลาด

โปรตีนจากจุลินทรีย์ หรือ มัยคอโปรตีน (Mycoprotein) ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ใหม่ เพราะมีการวางขายแล้วในยุโรป ส่วนในไทยที่ผ่านมายังผลิตเองไม่ได้ และมีการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ขณะนี้ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช.พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนจากจุลินทรีย์ได้สำเร็จและผลิตจากจุลินทรีย์ที่พบในประเทศ


ดร.กอบกุล อธิบายว่า การพัฒนาเทคโนโลยี ทีมวิจัยได้คัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่มีความปลอดภัย เป็นเกรดอาหาร (food-grade microbe) และมีประสิทธิภาพในการผลิต โดยมีคุณสมบัติเด่น คือ 1. เป็นสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่ผลิตโปรตีนปริมาณมาก 2. มีการสร้างเส้นใยที่มีลักษณะเหมาะสม และ 3. เป็นสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่ปลอดภัย ไม่สร้างสารพิษ หรือ มัยคอทอกซิน (Mycotoxin) ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค


โดยทีมวิจัยนำเส้นใยมัยคอโปรตีนที่ผลิตได้ไปตรวจวิเคราะห์เพื่อรับรองความปลอดภัยด้วย หลังจากได้สายพันธุ์จุลินทรีย์ที่เหมาะสม มีการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ และโรงงานต้นแบบ เพื่อให้พร้อมต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการผลิตโปรตีนที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำ เพื่อให้แข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้



โปรตีนที่จุลินทรีย์ผลิตมีลักษณะเป็นเส้นใยคล้ายกับเนื้อสัตว์ แต่ทีมวิจัยได้ปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพเพิ่มเติมเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่ดีมากขึ้น ตอนนี้ผลิตภัณฑ์จะมีลักษณะคล้ายเนื้อเทียมบด สามารถใช้ประกอบอาหารปรุงรสทดแทนเนื้อสัตว์บดได้ เช่น เบอร์เกอร์ ลาบ กะเพรา น้ำพริกอ่อง รวมถึงสาคูจากโปรตีนทางเลือก ซึ่งในอนาคตมีแผนพัฒนาขึ้นรูปให้เป็นชิ้นเนื้อที่มีความคล้ายคลึงเนื้อสัตว์มากขึ้น ส่วนคุณค่าทางโภชนาการพบว่ามีโปรตีนสูงเทียบเท่ากับโปรตีนจากไข่ ไม่มีคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนจำเป็นครบทุกตัว มีไฟเบอร์ ไวตามิน รวมถึงเบต้ากลูแคน


นอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพแล้ว ยังมีความปลอดภัยในการบริโภคด้วย เพราะในกระบวนการผลิตซึ่งเป็นเทคโนโลยีการหมัก ไม่ใช้สารเคมี และไม่มียาปฏิชีวนะ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทีมวิจัยไบโอเทค สวทช. ได้ร่วมกับเอกชนผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศไทย เดินหน้าการวิจัยต่อยอดในระดับกึ่งอุตสาหกรรม รวมทั้งการวิจัยพัฒนาเพิ่มมูลค่าโปรตีนทางเลือกสู่ผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมต่าง ๆ ด้วย”


ผู้ที่สนใจงานวิจัย “โปรตีนทางเลือกจากจุลินทรีย์” นวัตกรรมอาหารแห่งโลกยุคใหม่ ธุรกิจอาหารมุมมองใหม่แห่งอนาคต ติดตามเพิ่มเติมได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 16 (NAC2021: NSTDA Annual Conference 2021) ซึ่งจะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 25-30 มี.ค.2564 นี้ ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://www.nstda.or.th/nac/ สอบถามเพิ่มเติม 02-5648000

 

 


อย.ไฟเขียว "COXY-AMP" ชุดตรวจโควิด-19 เสริมกำลังตรวจเชิงรุก

Mon, 15 Mar 2021 18:49:00

วันนี้ (15 มี.ค.2564) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกใบรับรองผ่านการประเมินเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ ให้แก่ผลงานวิจัย "COXY-AMP" ชุดตรวจ COVID-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล


การผ่านการประเมินครั้งนี้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องเครื่องมือแพทย์ที่ต้องมีการประเมินเทคโนโลยี พ.ศ.2563 โดยผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องมีการประเมินเทคโนโลยีเพื่อให้การใช้เครื่องมือแพทย์ดังกล่าวเป็นไปอย่างเหมาะสม โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการประเมินเทคโนโลยีชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS-CoV-2 หรือ เชื้อก่อโรคโควิด-19 ระบุไว้ว่า แบบตรวจหาสารพันธุกรรม และแบบตรวจหาแอนติบอดี หรือ แอนติเจน ต้องประเมินตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เช่น ความไว ความจำเพาะ และมาตรฐานอื่นๆ ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด

ผู้อำนวยการ สวทช. ระบุว่า ทีมวิจัยได้รับการติดต่อจากภาคเอกชนไทยที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีชุดตรวจ COVID-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว เพื่อนำไปใช้พัฒนาและขยายผลการผลิตระดับอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศไทยมีชุดตรวจ COVID-19 ที่ผลิตเองในประเทศ ราคาถูก และสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือตรวจคัดกรองโรค COVID-19 เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้การระบาดของโรค COVID-19 จะยุติลงในอนาคต เทคโนโลยีหลักของชุดตรวจ COVID-19 แบบรวดเร็ว ยังนำไปประยุกต์ดัดแปลงให้มีความเหมาะสมต่อการตรวจเชื้อโรคอุบัติใหม่อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

ชุดตรวจไวรู้ผลใน 75 นาที ด้วยต้นทุน 300 บาท

นางวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและการค้นหาสารชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนาชุดตรวจ COVID-19 แบบรวดเร็ว กล่าวว่า "COXY-AMP" ชุดตรวจโรค COVID-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียวที่ ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาขึ้น ใช้เทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ซึ่งเทคนิคแลมป์คือการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมของเชื้อโรคอย่างจำเพาะเจาะจงภายใต้อุณหภูมิที่คงที่ จึงทำได้ง่ายในกล่องให้ความร้อนซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง


ส่วนขั้นตอนการใช้งานชุดตรวจ COVID-19 แบบรวดเร็ว สามารถทำได้ง่าย เพียงแค่ผู้ใช้ใส่สารพันธุกรรม RNA ที่สกัดได้ในหลอดปฏิกิริยาทดสอบ และนำไปบ่มที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 75 นาที หากมีการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 สีของสารในหลอดปฏิกิริยาจะเปลี่ยนอัตโนมัติ คือเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีเหลือง ซึ่งสามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการประมวลผล สำหรับประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองโรค COVID-19

จากการทดสอบชุดตรวจนี้กับตัวอย่างเริ่มต้น 146 ตัวอย่าง พบว่ามีความความไว (sensitivity) 92% ความจำเพาะ (Specificity) 100% และมีความแม่นยำ (accuracy) ที่ 97% อีกทั้งยังสามารถแสดงผลได้ภายใน 75 นาที ซึ่งเร็วกว่าวิธี RT-PCR ถึง 2 เท่า นอกจากนี้ในเรื่องของราคา ชุดตรวจ COVID-19 แบบรวดเร็วมีต้นทุนในการตรวจคัดกรองเพียง 300 บาทต่อตัวอย่าง ขณะที่ RT-qPCR มีต้นทุนสูงกือบ 1,000 บาท นั่นเท่ากับมีราคาถูกกว่าถึง 3 เท่า

ผลงานนักวิจัยไทยติด 1 ใน 20 เวทีโลก

วรรณสิกา ระบุว่า นอกจากชุดตรวจดังกล่าวจะผ่านมาตรฐานจาก อย.แล้ว อีกหนึ่งความภูมิใจของทีม คือทีมนักวิจัยไทยได้ส่ง "COXY-AMP" ชุดตรวจโรค COVID-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียวเข้าร่วมประกวดกับมูลนิธิ XPRIZE (องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลก ดำเนินการระดมทุนแบบ Crowd Funding เพื่อแก้ปัญหาระดับโลกในมิติต่าง ๆ) ในโครงการจัดการแข่งขันเอกซ์ไพรซ์เพื่อการตรวจสอบ COVID-19 อย่างรวดเร็ว (XPrize Rapid Covid Testing) เพื่อค้นหาเทคโนโลยีชุดตรวจ COVID-19 ที่ใช้งานง่าย ตรวจได้รวดเร็ว แม่นยำ และราคาถูก ไปใช้ผลิตและขยายผลชุดตรวจในวงกว้างเพื่อช่วยยับยั้งการระบาดของโรค COVID-19 ภายใต้ชื่อทีม 19-Xolution ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้มีผู้ที่สนใจส่งผลงานเข้าประกวดจากทั่วโลกมากกว่า 702 ทีม จาก 70 ประเทศทั่วโลก โดยทีม 19-Xolution สามารถผ่านเข้ารอบ 20 ทีมสุดท้าย

เป็นที่น่ายินดีอย่างมากที่ทีม 19-Xolution จากประเทศไทยเป็น 1 ใน 20 ทีมที่เข้ารอบสุดท้าย (Finalists) ซึ่งถือเป็นผลงานหนึ่งเดียวจากภูมิภาคเอเชียที่ได้รับคัดเลือก ร่วมกับทีมนักประดิษฐ์จากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนี


จากนั้นทีมวิจัยได้ส่งชุดตรวจ COVID-19 แบบรวดเร็ว ที่พัฒนาโดยคนไทยทั้งหมด พร้อมกระบวนการ (Protocol) ไปยังห้องปฏิบัติการวิจัยของ XPRIZE จำนวน 2 แห่ง ณ สหรัฐอเมริกา เพื่อทดสอบทางคลินิกและความเป็นไปได้ในการขยายผล เพื่อคัดเลือกให้เหลือผู้ชนะเพียง 5 ทีม อย่างไรก็ดีที่สุดแล้วผลงานของนักวิจัยไทยแม้จะเป็นเพียงผู้เข้ารอบ 20 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันครั้งนี้ แต่ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จ ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยและงานวิจัยไทยที่มีคุณภาพทัดเทียมกับเทคโนโลยีในระดับสากล

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจ๋ง! วิจัยไทยพัฒนา "วิธีสกัด RNA - ชุดตรวจ COVID-19" สำเร็จ

 


ใกล้เริ่มแล้ว! เพอร์เซเวียแรนส์สำรวจ “มาอัส” หินดาวอังคารก้อนแรก

Mon, 15 Mar 2021 14:29:00

วันนี้ (15 มี.ค.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า “มาอัส” (Máaz) คือชื่อของหินดาวอังคารก้อนแรกที่รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ขององค์การนาซาจะเริ่มสำรวจทางวิทยาศาสตร์ เป็นคำในภาษานาวาโฮ (Navajo) แปลว่า “ดาวอังคาร” การตั้งชื่อครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าทีมเพอร์เซเวียแรนส์กับสำนักงานประธานและรองประธานกลุ่มชนพื้นเมืองนาวาโฮ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ 

ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจบนพื้นผิวดาวอังคาร สมาชิกในทีมจะได้รับมอบหมายให้ตั้งชื่อเล่นแก่จุดเด่นต่าง ๆ บนพื้นผิวดาวอย่างก้อนหิน ดิน และลักษณะทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจอื่น ๆ ซึ่งในอดีตจะตั้งตามชื่อพื้นที่ทางธรณีวิทยาบนโลก ชื่อคน และสถานที่ที่เกี่ยวกับการออกสำรวจ โดยชื่อเหล่านี้มีการใช้อย่างไม่เป็นทางการภายในทีมควบคุมภารกิจ ในขณะที่ชื่อภูมิประเทศอย่างเป็นทางการจะตั้งชื่อโดยสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ (IAU)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

"นาซา" เปิดเสียงแรกบนดาวอังคาร จากหลุมอุกกาบาตเจซีโร

สำเร็จ "เพอร์เซเวียแรนซ์" ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคาร

ว่าด้วยการตั้งชื่อบนดาวอังคาร

ก่อนการปล่อยเพอร์เซเวียแรนส์ขึ้นสู่อวกาศ ทีมเจ้าหน้าที่ของเพอร์เซเวียแรนส์ ได้แบ่งพื้นที่ในหลุมอุกกาบาตเจซีโร (บริเวณที่เพอร์เซเวียแรนส์ลงจอด) ออกเป็นช่องกริดสี่เหลี่ยม แต่ละช่องกริดมีพื้นที่ 1.5 ตารางกิโลเมตร ทีมเพอร์เซเวียแรนส์จะตั้งชื่อช่องกริดเหล่านี้ตามชื่อเขตอุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์บนโลกที่มีลักษณะทางธรณีวิทยาใกล้เคียง ซึ่งเพอร์เซเวียแรนส์ลงจอดบนช่องกริดเซหยิ (Tséyi’) ที่เป็นชื่อภาษานาวาโฮของอนุสรณ์สถานแห่งชาติหุบเขาเดอเชย์ (Canyon de Chelly National Monument) ในรัฐแอริโซนา อยู่ตรงใจกลางของพื้นที่กลุ่มชนพื้นเมืองนาวาโฮ (Navajo Nation)

ทีมเพอร์เซเวียแรนส์มีแผนจะพิจารณาชื่ออุทยานแห่งชาติของแต่ละช่องกริด ก่อนจัดทำบัญชีรายชื่อที่เกี่ยวข้องกับชื่ออุทยานดังกล่าว แล้วนำไปใช้ตั้งชื่อเล่นให้กับพวกจุดเด่นที่พบบนพื้นผิวดาว นักวิทยาศาสตร์ในโครงการจะทำงานร่วมกับวิศวกรชาวนาวาโฮที่ทำงานอยู่ในทีม เพื่อประสานงานขออนุญาตและความร่วมมือจากกลุ่มชนพื้นเมืองนาวาโฮเพื่อตั้งชื่อให้กับสิ่งต่าง ๆ บนพื้นผิวดาวอังคาร

จากนั้น ประธาน รองประธาน และที่ปรึกษาของกลุ่มชนพื้นเมืองนาวาโฮจัดทำบัญชีรายชื่อคำภาษานาวาโฮสำหรับทีมเพอร์เซเวียแรนส์ บางชื่อตั้งมาจากลักษณะพื้นผิวบริเวณที่ลงจอดในภาพถ่ายจากเพอร์เซเวียแรนส์ เช่น “tséwózí bee hazhmeezh” ที่แปลว่า “แถวเหล่าก้อนกรวดที่ม้วนกลิ้งคล้ายคลื่น” และยังมีคำภาษานาวาโฮคำอื่น ๆ อย่าง “bidziil” แปลว่า “พลัง พละกำลัง” และ “hoł nilį́” แปลว่า “ความเคารพ” ขณะที่ชื่อรถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ ที่แปลว่าความเพียรพยายาม จะตรงกับคำว่า “Ha’ahóni”

ใช้ภาษานาวาโฮฟื้นฟูภาษากลุ่มชาติพันธุ์

ทาง Jonathan Nez ประธานกลุ่มชนพื้นเมืองนาวาโฮกล่าวว่า ความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มชาวนาวาโฮกับองค์การนาซาช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ฟื้นฟูการใช้ภาษานาวาโฮ และหวังว่าการนำคำภาษานาวาโฮมาใช้ในภารกิจเพอร์เซเวียแรนส์จะกระตุ้นให้เยาวชนชาวนาวาโฮรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์

ในช่วงแรกทางทีมเพอร์เซเวียแรนส์มีรายชื่อจากคำภาษานาวาโฮ 50 คำ และทีมเพอร์เซเวียแรนส์จะทำงานประสานกับกลุ่มชนพื้นเมืองนาวาโฮต่อไปเพื่อให้ได้ชื่อจากคำในภาษานี้มากขึ้น สำหรับการสำรวจของเพอร์เซเวียแรนส์ในอนาคต

เมื่อจุดเด่นต่าง ๆ บนพื้นผิวดาวอังคารที่ยานเพอร์เซเวียแรนส์สำรวจได้รับชื่อเล่นภาษานาวาโฮแล้ว จะเกิดปัญหาจากระบบการเขียนเพื่อกำกับการออกเสียงในภาษานาวาโฮ ที่แม้ว่าจะใช้อักษรโรมันเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ แต่จะมีเครื่องหมายกำกับเสียงเพิ่มเข้ามา ได้แก่ การออกเสียงแบบบีบเส้นเสียง (เช่น ch' k' kw' tł' ts') เสียงวรรณยุกต์ (เช่น á áá é éé) และเสียงนาสิก (เช่น ą ąą ę ęę) ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ยานเพอร์เซเวียแรนส์ใช้ไม่สามารถอ่านภาษาได้

ทีมเพอร์เซเวียแรนส์จะใช้อักษรโรมันในแบบภาษาอังกฤษโดยไม่มีเครื่องหมายกำกับเสียงไปก่อน ขณะที่กลุ่มชนพื้นเมืองนาวาโฮจะพยายามปรับรูปแบบการสะกดคำให้คอมพิวเตอร์สามารถอ่านได้และยังสอดคล้องกับการออกเสียงในภาษานาวาโฮ

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ในทีมเพอร์เซเวียแรนส์นั้น ถือเป็นโอกาสได้เรียนรู้คำต่าง ๆ ในภาษานาวาโฮ และส่งเสริมให้ใช้ความคิดประยุกต์ด้านวิทยาศาสตร์กับภาษามากขึ้น ในการเลือกคำเพื่อตั้งชื่อเล่นจุดเด่นบนดาวอังคารให้สอดคล้องกับลักษณะทางธรณีวิทยาไปพร้อมกับความหมายของคำที่ผู้คนใช้

มาแล้ว! ภาพและชื่อของวัตถุแรกบนพื้นผิวดาวอังคารที่ #รถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ จะทำการสำรวจ “มาอัส” (Máaz)...

โพสต์โดย NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2021

 


ข่าวดี! นักวิจัย สวทช.สังเคราะห์สารตั้งต้น "ยาฟาวิพิราเวียร์"

Wed, 3 Mar 2021 18:22:00

วันนี้ (3 มี.ค.2564) ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการแถลงข่าวความร่วมมือเพื่อสร้างความสามารถในการพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมของประเทศ:ยาต้านไวรัส “Favipiravir” โดยมีดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า ยินดีและมีความสุขมากที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานความร่วมมือในการพัฒนาวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา หรือ API สำหรับใช้เป็นสารตั้งต้นในการการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อใช้ต้านไวรัส ซึ่งเป็นงานส่วนหนึ่งภายใต้แผนยุทธศาสตร์ COVID-19 ขณะนี้ไทย ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีน 2 ชนิด จาก 7 ชนิด และวัคซีนอีก 5 ชนิด กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา ซึ่งแต่การผลิตวัคซีนโดยคนไทยต่างหากที่เป็นเป้าหมายของ อว.

ภาพ:สวทช.

ภาพ:สวทช.

สังเคราะห์สารตั้งต้น "ยาฟาวิพิราเวียร์"

ดร.ณรงค์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิตยาของไทยยังคงอยู่ระดับปลายน้ำ ต้องนำเข้าสาร API ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยารักษาโรคต่างๆ จากต่างประเทศมากถึง 95% ดังนั้นหากสามารถสังเคราะห์ API ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาตำรับยาได้สำเร็จ จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมของไทยให้ผลิตยาได้ครบวงจรด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ทำให้พึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้า สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและการแพทย์ให้กับประชาชนได้

ผอ.สวทช.กล่าวว่า หลังการระบาดของ COVID-19 มีการระบาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้ยาฟาวิพิราเวียร์ เป็นที่ต้องการอย่างมาก ประเทศผู้ผลิตต้องเก็บไว้รักษาประชากรของตนเอง ทำให้ยาขาดตลาด การสั่งซื้อทำได้ยากและมีจำนวนจำกัด จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ สวทช.ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เดินหน้าวิจัยพัฒนากระบวนการผลิต API ในระดับห้องปฏิบัติการกระทั่งประสบความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาสูตรตำรับยาที่ อภ.ดำเนินการอยู่ เพื่อใช้ในการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์สำหรับต้านโรค COVID-19

กระบวนการสังเคราะห์ API แม้ทีมวิจัยจะเลือกแนวทางการผลิตที่ดีที่สุดจากหลายแนวทางการผลิตที่มีอยู่ แต่ก็ยังเป็นวิธีที่ต้องใช้สารตั้งต้นที่มีราคาแพง ทำให้ทีมวิจัยเร่งศึกษาวิจัยต่อยอด พัฒนากระบวนการสังเคราะห์จากเดิม 6 ขั้นตอน เป็น 9 ขั้นตอน ถึงแม้จะมีขั้นตอนที่มากขึ้นแต่เป็นวิธีที่สามารถใช้วัตถุดิบราคาถูก หาได้ง่าย และพึ่งพาตนเองได้

สารสังเคราะห์ตั้งต้นยาฟาวิพิราเวียร์ มีคุณภาพดีมาตรฐานทัดเทียมระดับสากล สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นทดแทน API ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพ:สวทช.

ภาพ:สวทช.

เตรียมยื่นจดสิทธิบัตร

สำหรับในขั้นองค์การเภสัชกรรมจะขยายการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Scale) ร่วมกับทีมนักวิจัย ไบโอเทค สวทช. และจะมีการต่อยอดขยายผลไปสู่อุตสาหกรรม API โดยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมศึกษาความเป็นไปได้เพื่อขยายผลสู่ขั้นตอนการผลิตในเชิงพาณิชย์ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มีการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมยา สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ตั้งเป้าสร้างศักยภาพการผลิตยาในประเทศ

ด้าน นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ขณะนี้สวทช.ดำเนินการในระดับห้องปฏิบัติการเสร็จแล้ว ได้กระบวนการสังเคราะห์จากสารตั้งต้นตัวใหม่ ที่มีราคาถูกกว่าสารตั้งต้นที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศที่ใช้อยู่ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา

 

ภาพ:สวทช.

ภาพ:สวทช.

 


ชวนชม "ดวงจันทร์เคียงดาวเรกูลัส" ตลอดคืนวันมาฆบูชา

Fri, 26 Feb 2021 10:24:00

วันนี้ (26 ก.พ.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เชิญชวนประชาชนชม ดวงจันทร์เคียงดาวเรกูลัส ในคืนนี้ (26 ก.พ.) ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา พร้อมระบุว่าสังเกตดูดวงจันทร์ในคืนวันมาฆบูชาของทุกปี จะเห็นว่าดวงจันทร์นั้นจะสว่างอยู่เคียงข้างดาวเรกูลัสในกลุ่มดาวสิงโต

สำหรับกลุ่มดาวสิงโต (Leo) มีชื่อกลุ่มดาวนักษัตรตามดาราศาสตร์อินเดียโบราณว่า "กลุ่มดาวมาฆะ" และในบางครั้งชื่อ "ดาวมาฆะ" ก็ใช้กับดาวเรกูลัส (Regulus) ในฐานะที่เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดและใช้อ้างอิงกลุ่มดาวดังกล่าว

นอกจากนี้ กลุ่มดาวมาฆะ ยังเป็นที่มาของชื่อเดือนมาฆะของอินเดีย รวมถึงวันมาฆบูชา ซึ่งหมายถึงการถวายบูชาในวันเพ็ญของเดือนมาฆะ

26 ก.พ. 64 #วันมาฆบูชา ชวนชม #ดวงจันทร์เคียงดาวเรกูลัส...

โพสต์โดย NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021

 


"นาซา" เปิดเสียงแรกบนดาวอังคาร จากหลุมอุกกาบาตเจซีโร

Thu, 25 Feb 2021 16:01:00

วันนี้ (25 ก.พ.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า หลังรถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) ลงจอดบนดาวอังคารแล้ว ไมโครโฟนบนเพอร์เซเวียแรนส์ยังบันทึกเสียงจากดาวอังคารได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นอกจากจะเป็นครั้งแรกที่มีวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ขณะรถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) ลงจอดบนดาวอังคารแล้ว

ไมโครโฟนบนเพอร์เซเวียแรนส์ยังบันทึกเสียงจากดาวอังคารได้สำเร็จเป็นครั้งแรกอีกด้วย นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนบนโลกเห็นการลงจอดของยานสำรวจดาวเคราะห์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ แสดงถึงความก้าวล้ำของเทคโนโลยีทางวิศวกรรม และความแม่นยำในการส่งยานไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น

 
เมื่อร่มชูชีพกางออก ระบบกล้องได้บันทึกภาพกระบวนการลงจอดบริเวณหลุมอุกกาบาตเจซีโร (Jezero Crater) ด้วยภาพความละเอียดสูง เริ่มบันทึกภาพที่ความสูง 11 กิโลเมตร เหนือพื้นผิวดาวอังคาร แสดงให้เห็นการทำงานเหนือเสียงของร่มชูชีพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยส่งไปดาวอังคาร และจบลงด้วยการลงจอดบนพื้นผิวสำเร็จ

ต่อมาในวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ไมโครโฟน EDL (Entry, Descent, and Landing microphone) ที่ติดตั้งไปกับยาน ได้บันทึกเสียงจากหลุมอุกกาบาตเจเซโรประมาณ 10 วินาที เป็นเสียงการทำงานของตัวยานกับเสียงลม ทีมงานด้านไมโครโฟน ได้ลบเสียงการทำงานของตัวยานออกเพื่อให้เหลือเฉพาะเสียงลมเท่านั้น จึงนับเป็นเสียงแรกที่ได้ยินจากดาวอังคาร

การเพิ่มไมโครโฟน EDL เข้าไปในอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเพอร์เซเวียแรนส์นั้น เรียกได้ว่าเป็นการทดสอบและเพิ่มประสบการณ์การสำรวจดาวอังคารที่จะได้ทั้งภาพคมชัดมาพร้อมกับเสียงที่ไมโครโฟนบันทึกไว้ได้ และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความบกพร่องทางสายตามีส่วนร่วมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเขาเหล่านั้นไปพร้อม ๆ กันด้วย

 
ที่ผ่านมา NASA เคยได้รับคลิปเสียงจากเพอร์เซเวียแรนส์มาแล้วครั้งนึง ระหว่างที่ยานกำลังเดินทางอยู่ในอวกาศ แต่คลิปเสียงชุดนี้ถือเป็นคลิปเสียงแรกหลังการลงจอดสำเร็จ เป็นการยืนยันว่าไมโครโฟนที่ติดอยู่กับเพอร์เซเวียแรนส์สามารถใช้งานได้ และหลังจากนี้จะมีการอัพเดทการค้นพบต่าง ๆ ที่ได้จากไมโครโฟนต่อไป ทั้งนี้ ไมโครโฟน EDL ไม่ได้เป็นเพียงไมโครโฟนเพียงตัวเดียวที่ถูกติดตั้งอยู่บนยาน แต่ยังมีไมโครโฟนที่ติดตั้งอยู่บน SuperCam ที่ใช้บันทึกเสียงขณะที่ SuperCam ยิงเลเซอร์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของดินและหินบนดาวอังคาร

คลิปเสียง 

ไฟล์ต้นฉบับ (เสียงรถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ทำงาน + เสียงลม)

https://soundcloud.com/nasa/first-sounds-from-mars-filters-out-rover-self-noise?in=nasa/sets/sounds-from-mars

ไฟล์ที่ตัดเสียงการทำงานของยาน (เสียงลม)

https://soundcloud.com/nasa/first-sounds-from-mars-includes-rover-self-noise?in=nasa/sets/sounds-from-mars

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"นาซา" เผยภาพถ่าย "ดาวอังคาร" ชุดแรก

 

 


สำเร็จ "เพอร์เซเวียแรนซ์" ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคาร

Fri, 19 Feb 2021 06:46:00

วันนี้ (19 ก.พ.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมงานของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (นาซา) แสดงความยินดีเมื่อได้รับการยืนยันว่า ยานเพอร์เซเวียแรนซ์ ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จ หลังออกเดินทางจากโลกเมื่อ 7 เดือนก่อน ภารกิจหลักของยานลำนี้ คือ การสำรวจพื้นผิวดาวอังคาร พร้อมเก็บหินและดิน 30 ตัวอย่าง ส่งกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อใช้ในการตรวจหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิต

การนำยานลงจอดในครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการสำรวจอวกาศ เนื่องจากยานพุ่งเข้าสู่ชั้นดาวอังคารด้วยความเร็ว 20,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และต้องลงจอดในแอ่งหลุมอุกกาบาต หากการลงจอดพลาดเป้าหมาย ตัวยานอาจกระแทกเข้ากับขอบของแอ่งหลุมจนทำให้เกิดความเสียหาย หรือหลุดออกไปจนไม่สามารถปีนกลับเข้าไปในแอ่งหลุมได้

รู้จัก "หลุมอุกกาบาตเจซีโร"

ขณะที่กฤษดา รุจิรานุกูล เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร. ได้เรียบเรียงข้อมูลอ้างอิงจากนาซา ระบุว่า การเลือกหลุมอุกกาบาตเจซีโรเป็นสถานที่ลงจอดของรถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโบราณที่เคยมีแม่น้ำไหลผ่านในอดีต หากศึกษาตะกอนที่ถูกน้ำพัดมาสะสมบริเวณนี้จะสามารถบอกเล่าเรื่องราวของน้ำบนดาวอังคารเมื่อ 3,500 ล้านปีก่อน และมีความเป็นไปได้ที่จะพบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตประเภทจุลินทรีย์อยู่บริเวณนี้ โดยรถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์และเฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2563 ที่ผ่านมา และจะเดินทางถึงดาวอังคารวันที่ 19 ก.พ.2564 เวลา 03.55 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

 


สำเร็จ! ยาน "เทียนเวิ่น-1" ของจีน เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารแล้ว

Thu, 11 Feb 2021 08:56:00

วันนี้ (11 ก.พ.2564) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ยานสำรวจดาวอังคารสัญชาติจีน "เทียนเวิ่น-1" (Tianwen-1) ปรับลดอัตราเร็ว และเข้าสู่วงโคจรรอบดาวอังคารได้สำเร็จ เมื่อเวลา 19.52 น. ของวันที่ 10 ก.พ.2564 ตามเวลาประเทศไทย ตามหลังยานโฮปของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปติด ๆ เริ่มต้นก้าวแรกสู่การสำรวจดาวอังคารของประเทศจีน


เทียนเวิ่น-1 ทะยานขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 23 ก.ค.2563 โดยจรวดลองมาร์ช 5 ณ ฐานปล่อยจรวดเหวินชาง เกาะไห่หนาน ขณะนี้เดินทางถึงดาวอังคารและสามารถโคจรรอบดาวอังคารสำเร็จแล้ว หลังจากนี้ประมาณ 3-4 เดือน เทียนเวิ่นจะแยกส่วนยานเพื่อลงจอดบริเวณที่ราบต่ำยูโทเปีย (Utopia Planitia) บนดาวอังคาร


ส่วนที่แยกออกไปประกอบด้วยยานลงจอด (Lander) และรถสำรวจ (Rover) ที่จะทำหน้าที่ศึกษาพื้นผิวที่ตำแหน่งต่าง ๆ มีกำหนดระยะเวลาปฏิบัติภารกิจประมาณ 90 วัน ในขณะที่ส่วนโคจรรอบ (Orbiter) จะยังโคจรรอบดาวอังคารต่อไปเพื่อศึกษาพื้นผิวจากมุมสูง ศึกษาชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กของดาวอังคาร และมีอายุภารกิจประมาณ 1 ปี


สำนักงานอวกาศแห่งชาติของจีน ระบุว่า ขั้นตอนต่อไปของยานสำรวจ "เทียนเวิ่น-1" คือการลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคาร ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค.หรือ มิ.ย.นี้ โดยเป้าหมายของการส่งยานสำรวจขึ้นไปดาวอังคาร เพื่อเก็บข้อมูลสำคัญด้านโครงสร้างธรณีวิทยา ชั้นบรรยากาศ สภาพแวดล้อมและดิน รวมถึงค้นหาร่องรอยของน้ำ 

 


ข่าวดี! พบ 47 สายพันธุ์ "ราแมลง" ชนิดใหม่ของโลกในไทย

Wed, 10 Feb 2021 10:52:00

วันนี้ (10 ก.พ.2564) ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. เปิดเผยภายในแถลงข่าวงาน NSTDA Beyond Limits: 3 Decades of Impacts (3 ทศวรรษ แห่งความต่อเนื่อง ความสำคัญและผลกระทบ) Episode 1 : เกษตรและอาหาร ว่า ดร.เจนนิเฟอร์ เหลืองสอาด และคณะวิจัย จากทีมวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร (APMT) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ค้นพบราแมลงชนิดใหม่รวม 47 สปีชีส์ โดยเป็นสกุลใหม่รวม 8 สกุล ถือเป็นการค้นพบราแมลงชนิดใหม่จำนวนมากของโลก


ราแมลง คือ ราที่ก่อโรคในแมลงและแมง โดยราจะเข้าไปอาศัยในตัวแมลงเพื่อใช้เป็นแหล่งอาหาร ราจะค่อยๆ เจริญเติบโตจนแมลงเจ้าบ้านตายในที่สุด และจะพัฒนาโครงสร้างที่ใช้ในการสืบพันธุ์ที่เต็มไปด้วยสปอร์งอกบนซากของแมลง สปอร์ราที่มีการพัฒนาสมบูรณ์แล้วก็พร้อมเข้าทำลายแมลงเจ้าบ้านตัวใหม่ต่อไป ราแมลงสามารถพบได้ทั้งในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสภาพอุดมสมบูรณ์ และพื้นที่การเกษตรที่ปลอดสารเคมี

ไบโอเทค สวทช. ได้ดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับราแมลงนานกว่า 25 ปี จากการริเริ่มของ ดร.ไนเจล โจนส์ (Dr. Nigel L.H. Jones) ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติซึ่งเป็นนักกีฏวิทยา ได้สำรวจพบราแมลง Hirsutella citriformis (เฮอร์ซูเทลลา ซิตริฟอร์มิส) ก่อโรคบนเพลี้ยกระโดดในแปลงนาข้าวครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยประเทศไทยมีพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ดร.ไนเจล จึงมีแนวคิดที่จะศึกษาความหลากหลายของราแมลงในประเทศไทย


ปัจจุบันทีมวิจัยได้มีความร่วมมือกับนักวิจัยจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สำรวจความหลากหลายของราแมลงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่ามีราแมลงมากกว่า 400 ชนิด ประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายของราแมลงมากแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งจากการศึกษาวิจัยพบว่า ราแมลงบางชนิดมีคุณสมบัติในการสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพระดับห้องปฏิบัติการ และสามารถนำมาขยายผลใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการแพทย์

ตัวอย่างความหลากหลายและความโดดเด่นของราแมลงชนิดใหม่ที่พบ 47 สปีชีส์ นี้ เช่น ราในสกุลเมตาไรเซียม พบมากถึง 21 สปีชีส์ใหม่ และราสกุลบิวเวอเรีย สปีชีส์ใหม่ที่พบคือ Beauveria mimosiformis : บิวเวอเรีย มิโมสิฟอร์มิส ซึ่งรากลุ่มนี้สามารถนำมาพัฒนาเป็นสารชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช (biocontrol) ซึ่งที่ผ่านมาไบโอเทค สวทช. ได้มีการศึกษาคัดเลือกราแมลงสายพันธุ์ บิวเวอเรีย บาสเซียน่า (Beauveria bassiana) มาพัฒนาเป็นสารชีวภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชหลายชนิด โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง


ขณะที่เชื้อราในสกุลเมตาไรเซียม (Metarhizium) เป็นกลุ่มราแมลงที่สามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยในระยะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ราสร้างสปอร์สีเขียวขึ้นคลุมแมลงเจ้าบ้าน แต่ในระยะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะสร้างก้านรางอกจากตัวแมลง มีความสามารถก่อโรคบนแมลงได้หลายชนิด เช่น หนอนผีเสื้อ หนอนด้วง ด้วงตัวเต็มวัย ตัวอ่อนจักจั่น จักจั่นตัวเต็มวัย และเพลี้ยกระโดด ดังนั้นการค้นพบราเมตาไรเซียม และราบิวเวอเรียชนิดใหม่จำนวนมากในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะค้นหาสายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการพัฒนาสารชีวภัณฑ์ที่ออกฤทธิ์ควบคุมแมลงได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้สารเคมีในทางการเกษตร ไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้และผู้บริโภค

ราแมลง Gibellula pigmentosinum (จีเบลลูลา พิกเมนโตสินัม) ที่ค้นพบใหม่ สามารถสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต้านการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรีย ซึ่งมีศักยภาพอาจนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น ใช้เป็นยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรีย เพื่อป้องกันการติดเชื้อได้ในอนาคต อีกทั้งยังค้นพบราแมลงชนิดใหม่ในสกุลแบล็กเวลโลไมซีส (Blackwellomyces) และคอร์ไดเซปส์ (Cordyceps) สร้างก้านราสีสดออกจากตัวแมลง พบได้ตามเศษซากใบไม้และขอนไม้ผุ ก่อโรคกับหนอนด้วงและหนอนผีเสื้อ โดยราบางชนิดในสกุลคอร์ไดเซปส์นี้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์แผนจีน (CTM : Chinese Traditional Medicine) 


ตัวอย่างราแมลงสกุลใหม่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นในกลุ่มที่พบได้ค่อนข้างน้อยคือ ราสกุลนีโอทอร์รูบีเอลลา (Neotorrubiella) ค้นพบใหม่ 1 สปีชีส์ ได้แก่ Neotorrubiella chinghridicola (นีโอทอร์รูบีเอลลา ชิงกริดิโคลา) และในสกุลเพตเชีย (Petchia) อีก 1 สปีชีส์ ได้แก่ Petchia siamensis (เพตเชีย ไซแอมเมนสิส) ที่สำคัญยังมีการค้นพบเชื้อรา Beauveria malawiensis (บิวเวอเรีย มาลาวิเอนสิส) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และพบระยะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของเชื้อรา Beauveria asiatica (บิวเวอเรีย เอเชียติกา) เป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย รวมทั้งยังค้นพบแมลงเป้าหมายของเชื้อรา B. gryllotalpidicola (บิวเวอเรีย กริลโลทัลพิดิโคลา) เพิ่มเติม ได้แก่ หนอนผีเสื้อและด้วง นอกเหนือจากที่เคยศึกษาพบแต่เดิม คือ แมลงกระชอน

รายชื่อสกุลและสปีชีส์ของราแมลงที่ค้นพบใหม่ 

รายชื่อสกุลใหม่รวม 8 สกุล ได้แก่ Keithomyces, Marquandomyces, Papiliomyces, Purpureomyces, Sungia, Yosiokobayasia, Neotorrubiella และ Petchia

รายชื่อสกุลและชนิดพันธุ์ใหม่รวม 47 สปีชีส์ ได้แก่

Metarhizium 21 สปีชีส์

Purpureomyces 2 สปีชีส์

Blackwellomyces 4 สปีชีส์

Cordyceps 5 สปีชีส์

Neotorrubiella 1 สปีชีส์

Petchia 1 สปีชีส์

Beauveria 1 สปีชีส์

Gibellula 4 สปีชีส์

Akanthomyces 3 สปีชีส์

Ophiocordyceps 5 สปีชีส์ 

 

 


ไขข้อข้องใจ "มุกเมโล" ของแท้หายาก

Tue, 9 Feb 2021 12:30:00

กรณีข่าวไข่มุกเมโล หรือไข่มุกสีส้ม ซึ่งก่อนหน้านี้มีชาวบ้านจ.นครศรีธรรมราช ที่อ้างว่าเก็บได้จากริมชายหาด และตั้งราคาขาย 5 ล้านบาท วันนี้ (9 ก.พ.2564) ไทยพีบีเอสออนไลน์ สอบถามนายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เคยเห็นเรื่องไข่มุกโมเลมาก่อน เพิ่งรู้จากข่าวที่เกิดขึ้น แต่จะสอบถามนักวิชาการของ ทช.ว่าเรื่องดังกล่าวมีความเป็นไปได้ หรือเคยมีการศึกษาหรือไม่

ขณะที่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant โดยระบุข้อความว่า เรื่องมีคนเก็บ "มุกเมโล" ได้นี่ ดูมีพิรุธว่าเป็นของจริงหรือเปล่า ?

นักวิชาการ ระบุว่า ได้ตามข่าวเรื่อง มุกเมโล กันบ้างไหมครับ ที่มีข่าวว่าคนเก็บไข่มุกหายาก ได้จากริมชายหาด ราคาตั้ง 5 ล้านบาท แต่ดูรูปร่างหน้าตามัน ก็ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่นะว่าเป็นมุกเมโลราคาแพงที่ว่า เช่น เจอในหอยกาบมุก แถมมีรูเจาะบนไข่มุกอยู่ด้วย ยิ่งพอลองหาข้อมูลมากขึ้น ยิ่งเจอพิรุธแปลกๆหลายอย่าง แต่ตอนนี้คงพิสูจน์ยาก เพราะคนที่เก็บได้คนนั้น เพิ่งโดนตำรวจจับไปด้วยคดียาเสพติด เลยเอาข้อมูลเกี่ยวกับมุกเมโล มาให้ลองพิจารณากันดู ว่าจะเชื่อเขาไหมว่าเป็นของจริง หรือว่ามันเป็นของปลอม โดยรศ.ดร.เจษฎา ตั้งข้อสังเกตว่า 

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า มีการเจาะรูที่มุกดังกล่าว ซึ่งปกติแล้วทำไม่ได้ ยกเว้นมุกจากหอยกาบมีการนำมุกไปวางบนเปลือกหอยกาบ ซึ่งไม่ใช่หอยสังข์ทะนาน เคยมีพ่อค้าบางคน นำส่วนเปลือกหอยสังข์ไปเจียรไปขัด จนวาวเหมือนมุกเมโล แต่เมื่อดูเนื้อแล้วไม่เหมือนมุก จึงควรจะต้องนำมาตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือเปล่า

วิธีสังเกตเบื้องต้น ให้ดูจากลวดลายภายในมุก จะคล้ายเปลวไฟ ซึ่งจะไม่เสมอกัน และมีความวาวออกมา แต่หากทำมาจากเปลือกหอย ลวดลายจะไม่ออกมาจากข้างใน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจ้าของไข่มุกสีส้มถูกจับคดียาเสพติด

พบพิรุธ "ไข่มุกเมโล" ของจริงหรือไม่

 


ระทึก! จิสด้า โชว์ "ไทยโชต" หนีวัตถุอวกาศเฉียดใกล้สุด 100 เมตร

Mon, 8 Feb 2021 11:04:00

วันนี้ (8 ก.พ.2564) เพจเฟซบุ๊กสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า)  โดยศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอวกาศด้านกลศาสตร์วงโคจรของประเทศไทย หรือ Astrolab ใช้ระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON ที่พัฒนาโดยนักวิจัยและวิศวกรจาก Astrolab คำนวณความเป็นไปได้ที่วัตถุอวกาศ (Fengyun 1C DEB) ซึ่งมี NORAD (North American Aerospace Defense) Catalog Numbe: 31199 จะมีโอกาสชนกับดาวเทียมไทยโชต (NORAD:33396) เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2564 เวลา 19.03 น. (ตามเวลาประเทศไทย) โดยมีระยะใกล้ที่สุด 101 เมตร และจากการวิเคราะห์ทิศทางและระยะของวงโคจร รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ พบว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการชนกันของดาวเทียมไทยโชตและวัตถุอวกาศ

ทั้งนี้ จิสด้า ได้ทำการปรับวงโคจรของไทยโชต โดยลดระดับความสูงของวงโคจรให้ต่ำลง 60 เมตร ซึ่งภายหลังการปรับวงโคจรแล้ว พบว่าดาวเทียมสามารถทำงานได้ตามปกติ และเมื่อตรวจสอบข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ ด้วยระบบ ZIRCON อีกครั้งพบว่าดาวเทียมอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย และไม่เสี่ยงต่อการชนกับวัตถุอวกาศ และปฏิบัติงานได้เป็นปกติเช่นเดิม

ภาพ:จิสด้า

ภาพ:จิสด้า

 

สำหรับระบบ ZIRCON เป็นระบบการจัดการจราจรอวกาศ ที่ทำหน้าที่ในการแจ้งเตือนการชนระหว่างดาวเทียมไทยโชตกับวัตถุอวกาศ (ดาวเทียมที่ปฏิบัติภารกิจ หรือขยะอวกาศ) ระบบนี้ได้พัฒนาตั้งแต่ ปี 2562 ซึ่งเดิม GISTDA ใช้บริการแจ้งเตือนจากหน่วยงานต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และต้องรอจากการแจ้งเตือน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการตัดสินใจและวางแผนการหลบเลี่ยงได้ล่าช้า

GISTDA จึงได้พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีอวกาศนี้ขี้นมา และเริ่มใช้กับภารกิจดาวเทียมไทยโชตเต็มรูปแบบช่วงเดือนธ.ค.2563 โดยภารกิจถัดจากนี้ คือการให้บริการการจัดการจราจรอวกาศให้กับดาวเทียมอื่นๆที่เป็นสัญชาติไทยและในระดับนานาชาติต่อไป

 


 


สุดล้ำ! Interceptor เรือเก็บขยะแม่น้ำเจ้าพระยาลำแรกถึงไทย

Wed, 3 Feb 2021 17:52:00

วันนี้ (3 ก.พ.2564) นางสุมนา ขจรวัฒนากุล ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พร้อมด้วยนายโบแยน สแลต ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งองค์กร The Ocean Cleanup จากเนเธอร์แลนด์ผู้ที่คิดค้นทุ่นดักขยะทะเลใช้กำจัดแพขยะในมหาสมุทร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการนำเครื่อง Interceptor เพื่อวิจัยขยะพลาสติกในแม่น้ำ และการดักเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำของไทยก่อนออกสู่ทะเล โดยจะติดตั้งบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ 3 จุด จุดแรกนำร่องติดตั้งบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวการแก้ปัญหาขยะทะเล

นางสุมนา กล่าวว่า นวัตกรรม Interceptor เพื่อจัดการขยะในแม่น้ำก่อนลงสู่ทะเล ได้ผ่านการคิดค้นและทดสอบประสิทธิภาพมาแล้ว โดยจะนำมา ทดลองใช้ในไทยในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาก่อนลงสู่ทะเล เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณขยะในแม่น้ำมากที่สุด

ปี 2560 มีปริมาณขยะสูงถึง 2,172 ตัน หรือกว่า 173 ล้านชิ้น แต่จากมาตรการต่างๆของภาครัฐ เพื่อลดปริมาณขยะในแม่น้ำ และทะเลส่งให้แม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณขยะลดลงในปี 2562 เหลือเพียง 702 ตัน หรือกว่า 42 ล้านชิ้น

ใช้พลังงานแสงอาทิตย์-เก็บขยะ 3-4 ตัน

นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อมก่อนไหลลงสู่ทะเล และช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดต่อสัตว์ทะเลหายาก ทรัพยากรทางทะเล และระบบนิเวศชายฝั่งด้วย เบื้องต้นอยู่ระหว่างศึกษาความลึกของแม่น้ำและกระแสน้ำที่เหมาะสมในการติดตั้งเครื่องดังกล่าว

 

ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

 

สำหรับเครื่อง Interceptor สามารถดักเก็บขยะอัตโนมัติ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ สามารถจัดเก็บขยะได้ 3–4 ตันต่อวันขึ้นอยู่กับปริมาณขยะในพื้นที่ หรือเฉลี่ยลดปริมาณขยะในแม่น้ำที่จะไหลลงสู่ทะเลได้ถึงร้อยละ 60 โดยขยะที่เก็บรวบรวมได้จะถูกนำมาคัดแยก และกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy การเลือกไทยเป็นพื้นที่ดำเนินการได้พิจารณาจากความเหมาะสมและความพร้อม ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และนักวิชาการที่จะต่อยอดการดำเนินงานต่อได้ในอนาคต

 

ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

 

ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

วางทุ่นกักขยะปากแม่น้ำ-คลองสาขา สกัดขยะไหลลงทะเล

ส่งมอบ "ทุ่นกักขยะลอยน้ำ" เตรียมใช้จริง 13 จังหวัดนำร่อง

 

 


ภาพถ่ายดาวเทียม "ล็อกดาวน์" COVID-19 มลพิษไทยลด

Wed, 3 Feb 2021 13:41:00

วันนี้ (3 ก.พ.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เผยภาพถ่ายดาวเทียม COVID-19 ระลอกใหม่ กับมลภาวะทางอากาศที่เปลี่ยนไปปี 2020

ข้อมูล ระบุว่า ปี 2563 เป็นปีที่ประชากรโลกประสบกับการระบาดใหญ่ COVID-19 ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทย การรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มาตรการต่างๆ ถูกนำมาใช้เพื่อบริหารจัดการและควบคุมการระบาดของโรค COVID-19 ตั้งแต่เดือนมี.ค.2563

หนึ่งในมาตรการนั้นคือ “ล็อกดาวน์ (lockdown)” ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดการปิดตัวทางเศรษฐกิจและสังคม กิจกรรมต่างๆ ต้องหยุดชะงัก เช่น การรวมกลุ่มกันทำกิจกรรม การปิดห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร อีกทั้งการคมนาคมบนท้องถนนที่ลดลง รวมถึงการส่งเสริมแคมเปน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ทำให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ล็อกดาวน์ส่งผลค่ามลพิษลดลงชัดเจน 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้ติดตามสถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อเนื่อง จากสถานการณ์ COVID-19 พบว่าช่วงที่มีการล็อกดาวน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงบนพื้นโลกที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนจากภาพดาวเทียม นั่นคือ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการคมนาคมขนส่งและยานพาหนะ เช่น มลพิษจากท่อไอเสียของรถยนต์ มีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด
 
ภาพจากดาวเทียม Ozone Monitoring Instrument (OMI) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Aura ของ NASA สามารถตรวจวัดค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ โดยเทียบรายเดือนระหว่างปี 2562 กับ 2563 พบว่า ภาพรวมค่าเฉลี่ย ไนโตรเจนไดออกไซด์ ของปี 2563 จะน้อยกว่าปี 2562

ค่าเฉลี่ยไนโตรเจนไดออกไซด์ ของเดือนเม.ย.- พ.ค.2563 ลดลงอย่างชัดเจน หรือปรากฎสีน้ำเงิน ซึ่งในช่วง 2 เดือน เป็นช่วงที่ไทยใช้มาตรการล็อกดาวน์ อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่กทม.และปริมณฑล รวมไปถึงเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

และเมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น มาตรการต่างๆ เริ่มมีการยืดหยุ่น ผ่อนคลาย และปลดล๊อกบางมาตรการ ทำให้ค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ ตั้งแต่หลังเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา เริ่มมีความใกล้เคียงกับค่า ไนโตรเจนไดออกไซด์ ในปี 2019

รู้จักก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์

สำหรับการระบาดระลอกใหม่ในช่วงปลายปี 2563 แม้รัฐบาลจะไม่ประกาศล็อกดาวน์ แต่ก็มอบหมายให้แต่ละจังหวัดกำหนดมาตรการต่างๆ ตามความเหมาะสม งดจัดกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงการเฉลิมฉลองในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อีกทั้งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมหลายๆ กิจกรรมให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ ในช่วงธ.ค.2563 ลดลงจากปี 2562 อีกครั้ง  

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับไนโตรเจนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดคุณภาพอากาศ ที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลง โรงงานอุตสาห กรรม การขนส่ง การเดินทาง เป็นต้น ซึ่งก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีศักยภาพสูงในการสร้างมลพิษจึงจัดว่าเป็นหนึ่งในก๊าซที่ทำให้เกิดมลพิษในอากาศและเป็นอันตรายต่อมนุษย์
 
ไนโตรเจนไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจน เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว และยังนำไปสู่การก่อตัวของ PM2.5 และโอโซน ซึ่งมลพิษทางอากาศที่มีบทบาทสำคัญต่อผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน
 


รู้จัก “รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ”แค่ 2 ชม. รู้ผลตรวจ COVID-19

Fri, 29 Jan 2021 10:07:00

วันนี้ (29 ม.ค.2564) เพจเฟซบุ๊กจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ผลงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงให้ความสำคัญในการวิเคราะห์ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยการสร้าง “รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษต้นแบบ” (Express Analysis Mobile Unit) เพื่อเป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ ออกตรวจวิเคราะห์ผล COVID-19 นอกโรงพยาบาลหรือหน่วยงาน ช่วยลดปัญหาการขนส่งตัวอย่างและระยะเวลา โดยออกใช้งานคู่กับรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย ในการค้นหาเชิงรุกแบบเบ็ดเสร็จในสถานที่จริงที่สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นงานแรก และล่าสุดถูกนำไปใช้ในพื้นที่จ.สมุทรสาคร ซึ่งเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19

รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ เป็นรถต้นแบบที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ บริษัท เอนจินไลฟ์ จำกัด ซึ่งก่อตั้งโดยทีมสตาร์ทอัพที่บ่มเพาะจากศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) และเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและเอกชน มีพื้นที่ใช้สอย 16.8 ตารางเมตร ประกอบด้วย 3 ห้องหลัก ได้แก่ ห้องสกัดสารพันธุกรรม ห้องเตรียมน้ำยาวิเคราะห์ และห้องวิเคราะห์ผลด้วยเทคนิคการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดีเอ็นเอด้วยปฏิกิริยาโพลีเมอเรส (PCR)

ภาพ: เฟซบุ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพ: เฟซบุ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นำร่องตรวจ NBT-สมุทรสาคร รู้ผลภายใน 2 ชม.

นอกจากนี้ยังมีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และห้องบัฟเฟอร์เพื่อควบคุม และป้องกันการรั่วไหลของเชื้อโรค พร้อมเครื่องมือที่ติดตั้งภายในรถ ได้แก่ ตู้ปลอดเชื้อ ตู้ปฏิบัติงานพีซีอาร์ (PCR cabinet) เครื่องสกัดสารพันธุกรรมอัตโนมัติ เครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดีเอ็นเอด้วยปฏิกิริยา โพลีเมอเรส (real-time PCR), ตู้แช่แข็ง -20 องศาเซลเซียส ตู้ทำความเย็น 4 องศาเซลเซียส ช่องส่งตัวอย่าง เครื่องเขย่าผสมสาร เครื่องปั่นเหวี่ยงตกตะกอน ไมโครปิเปต (Micropipette) ระบบยูวีฆ่าเชื้อ ระบบสื่อสารสองทาง ระบบกล้องวงจรปิด และเครื่องล้างมือแอลกอฮอล์อัตโนมัติ ทั้งนี้สามารถนำไปใช้วิเคราะห์เชื้ออื่นๆ ที่วิเคราะห์ด้วยเทคนิค PCR และใช้ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที การจัดสร้างรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษต้นแบบนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ใช้งบ 7.5 ล้านบาทต่อคัน

ภาพ: เฟซบุ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพ: เฟซบุ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ น้อมรับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการผลิตรถคันนี้  สามารถทำงานแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว (One Stop Service) โดยนำความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ให้ได้มาตรฐานในระดับเดียวกับห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมควบคุมโรค เพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยสามารถรู้ผลการตรวจภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง ช่วยลดความกังวลแก่ผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า การสร้างนวัตกรรมไม่ได้เริ่มได้ในวันเดียว คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้พัฒนานวัตกรรมมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เมื่อเกิดสถานการณ์ COVID-19 สามารถปรับเปลี่ยนนวัตกรรม เช่น หุ่นยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ทั้งนี้ไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ยังคงพัฒนาหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้เกิดระบบ Telemedicine ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ภาพ: เฟซบุ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพ: เฟซบุ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตรวจเชื้อ 8,000-1,000 คนใช้เวลาแค่ 8 ชั่วโมง

ด้านผศ.ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้พัฒนารถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ กล่าวว่า ความพิเศษของรถคันนี้เป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและความแม่นยำเทียบเท่ากับห้องปฏิบัติการทั่วไป โดยได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย การเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ตัวอย่างที่รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษจะทำให้ทราบผลการตรวจวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว อุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถเป็นไปตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

การออกแบบรถต้นแบบเริ่มตั้งแต่ พ.ย.63 หลัง ช่วงที่ COVID-19 ยังไม่ระบาดระลอก 2 ใช้ระยะเวลาในการผลิตรถต้นแบบ 2 เดือน รถคันนี้ตอบโจทย์การนำไปใช้งานได้จริง สะดวก ปลอดภัย ให้ผลการตรวจที่ถูกต้องสูงสุด  

นพ.วิชาญ ปาวัน ผอ.สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่ารถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ ใช้ร่วมกับรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย เพื่อค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก ช่วยลดปัญหาในการขนส่งตัวอย่างสิ่งส่งตรวจเข้ามาในกทม.หรือจังหวัดใกล้เคียงที่ต้องใช้เวลานาน การทำงานภายในรถเหมือนระบบสายพานโรงงาน ทั้งการสกัดเชื้อและการวิเคราะห์ คาดว่าใน 8 ชั่วโมงสามารถตรวจตัวอย่างได้ 800–1,000 ตัวอย่าง การนำรถลงไปใช้งานจริงในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครในครั้งนี้จะทำให้เกิดความปลอดภัย และยุติปัญหาการระบาดของโรคในจ.สมุทรสาครให้เร็วที่สุด

ภาพ: เฟซบุ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพ: เฟซบุ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 


พบ"แมลงวันขายาว"ชนิดใหม่ของโลกจากป่าตำมะลัง จ.สตูล

Thu, 28 Jan 2021 17:20:00

วานนี้ (27 ม.ค.2564) เพจเฟซบุ๊ก Princess Maha Chakri Sirindhorn Natural History Museum พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โพสต์ข่าวดีในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่า สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก แมลงวันขายาวปีเตอร์อาจารย์จุฑามาส ค้นพบ โดยนักอนุกรมวิธานของพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาฯ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ทั้งนี้ แมลงวันขายาวปีเตอร์อาจรย์จุฑามาส (Ngirhaphium chutamasae) เป็นแมลงวันขายาวขนาดใหญ่พบได้ในป่าชายเลน เช่น ป่าชายเลนที่ติดกับทะเลเปิด หรือคลองป่าชายเลนชั้นในที่มีพื้นที่ดินเลนกว้าง ยามที่น้ำทะเลลดลงสูงสุด ถูกค้นพบครั้งแรกจากหน่วยวิจัยป่าชายเลนตำมะลัง อ.เมือง จ.สตูล และตั้งชื่อเพื่อให้เป็นเกียรติแก่ รศ.ดร.จุฑามาส ศตสุข อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักของนักวิจัย และผอ.พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาฯ ม.อ.และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ลักษณะที่เด่นชัดคือ ลำตัวมีสีเขียวอมทองความยาวลำตัวประมาณ 7 มิลลิเมตร มีปล้องหนวดหนาและใหญ่ ในส่วนของ dorsal surstylus (ds) หรือส่วนที่ยื่นออกจากทางด้านล่างของส่วนสีบพันธุ์เพศผู้มีลักษณะคล้ายรองเท้าบู๊ต


ไขปริศนาอายุ “วาฬอำแพง” บ่งชี้ 3,380 ปีก่อน "บ้านแพ้ว" เป็นทะเล

Tue, 26 Jan 2021 19:37:00

วันนี้ (26 ม.ค.2564) นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า หลังทีมกรมทรัพยากรธรณีลงสำรวจขุดค้นในพื้นที่ ต.อำแพง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร และทำการเคลื่อนย้ายโครงกระดูกวาฬเพื่อทำการอนุรักษ์ตัวอย่าง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี โดยมีชิ้นตัวอย่างโครงกระดูกวาฬ จำนวน 127 ชิ้นตัวอย่าง ขณะเดียวกันได้ส่งตัวอย่างกระดูกบริเวณส่วนหัวกะโหลกที่แตกหัก 1 ชิ้น ประมาณ 100 กรัม ไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์หาอายุด้วยวิธีศึกษาธาตุคาร์บอน-14 (C-14) 

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

 

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี


ในช่วงกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรธรณีได้ดำเนินการอนุรักษ์ตัวอย่างโครงกระดูกวาฬชิ้นสุดท้ายชิ้นที่ 128 คือ เฝือกส่วนกะโหลก และกระดูกหู 2 ข้าง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการจำแนกสายพันธุกรรมโบราณและวิวัฒนาการของวาฬ อีกทั้งยังพบขากรรไกรบน (ซ้าย-ขวา) และชิ้นส่วนนิ้วเพิ่มอีกจำนวน 3 ข้อ สรุปชิ้นตัวอย่างโครงกระดูกวาฬ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 138 ชิ้นตัวอย่าง

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

 

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี


หลังจากการส่งตัวอย่างกระดูกวาฬอำแพงเพื่อวิเคราะห์หาอายุของวาฬ กรมทรัพยากรธรณีได้รับแจ้งจากห้องปฏิบัติการบริษัท เบต้า จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการชั้นนำด้านการหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน 14 AMS ทราบว่า วาฬอำแพงมีอายุ 3,380 ปี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

 

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี


ทั้งนี้ ผลอายุของกระดูกวาฬอำแพงได้นำไปสู่หลักฐานที่บ่งชี้ว่าพื้นที่บริเวณ ต.อำแพง เป็นทะเลเมื่อประมาณ 3,380 ปีก่อน ซึ่งอธิบายถึงสภาพนิเวศวิทยาโบราณที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ฉลาม กระเบน หอยกาบคู่ หอยกาบเดี่ยว และการลำดับชั้นตะกอนทะเลโบราณของที่ราบภาคกลางได้เป็นอย่างดี

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวดี! พบกะโหลก-ขากรรไกรบน ฟอสซิล "วาฬอำแพง"

127 ชิ้นฟอสซิล “วาฬอำแพง” ช่วยไขคำตอบรอยอดีต

 

 


สกสว.หนุนทีมวิจัยลุยสำรวจ "เมืองโบราณศรีเทพ"

Thu, 21 Jan 2021 13:21:00

ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก โดยประเทศไทยจะต้องจัดส่งเอกสารนำเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก ภายในวันที่ 1 ก.พ.2564 เพื่อเข้าวงรอบการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกนั้น

วันนี้ (21 ม.ค.2564) รศ. ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าชุดโครงการอนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานด้วยหลักวิศวกรรม ระยะที่ 2 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยว่า อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นหนึ่งในพื้นที่ศึกษาหลักของงานวิจัยครั้งนี้ โดยนำองค์ความรู้ที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นจากโครงการวิจัยระยะแรกที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามาผนวกกับการวิจัยเชิงลึก เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานทางวิศวกรรมสำหรับการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก และเป็นแนวทางการศึกษาสำหรับแหล่งโบราณสถานอื่น ๆ ต่อไป

 

สำหรับความคืบหน้าในการสำรวจอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ คณะวิจัยโครงการ “การสำรวจและประเมินความมั่นคงเพื่อการอนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก” สำรวจภาคสนามเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงโครงสร้างในสภาพปัจจุบันของโบราณสถานที่สำคัญของอุทยาน โดยผลการดำเนินงานประกอบด้วย การบันทึกภาพดิจิทัลจากการถ่ายภาพภาคพื้นดิน และถ่ายภาพมุมสูงโดยอากาศยานไร้คนขับ เพื่อนำข้อมูลไปประมวลเป็นรูปทรง 3 มิติของโบราณสถาน รวมถึงเก็บข้อมูลตำแหน่งและขนาดของรอยร้าวหรือลักษณะการเสื่อมสภาพ ณ ปัจจุบัน ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป นอกจากนั้นยังสำรวจคุณสมบัติของชั้นดินบริเวณโดยรอบปรางค์ฤาษีที่มีการเอียงตัวทางด้านข้าง เพื่อใช้ในการประเมินสาเหตุของการเอียงตัว รวมถึงแนวทางการปรับปรุงให้โครงสร้างมีความมั่นคง

 

สแกนวัตถุ 3 มิติ สำรวจ 4 โบราณสถานหลัก

ขณะที่โครงการ “การใช้ฐานข้อมูลดิจิทัลสำหรับงานวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืนในการอนุรักษ์โบราณสถานหรืออาคารโบราณในชุมชน” นำโดย รศ. ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ยังคงเน้นการประเมินและติดตามสภาพโบราณสถานโดยใช้เทคโนโลยีการสแกนวัตถุ 3 มิติด้วยแสงเลเซอร์ สำรวจโบราณสถานหลัก 4 แห่ง ได้แก่ ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์ฤาษี เขาคลังนอก และเขาคลังใน ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ประเมินเสถียรภาพของโครงสร้างในสภาพปัจจุบัน พร้อมทั้งเป็นฐานข้อมูลเพื่อการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างโบราณสถานต่อไปในอนาคต

 

นอกจากนี้ คณะวิจัยยังได้รวบรวมวัสดุโบราณ และวัสดุทดแทน ภายใต้ความอนุเคราะห์จากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ มาทดสอบในห้องปฎิบัติการเพื่อหาสมบัติทางกายภาพและทางกลของวัสดุตัวอย่าง อันเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวิเคราะห์และประเมินโครงสร้างให้มีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ สำนักศิลปากรในเขตพื้นที่และชุมชนใกล้เคียงสามารถนำองค์ความรู้และฐานข้อมูลที่ได้รับจากการถ่ายทอดจากโครงการนี้ไปต่อยอดเพื่อการพัฒนาและวางแผนกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานในพื้นที่ศึกษา ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวของโครงการ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมระหว่างบุคลากรภาครัฐ ชุมชน ตลอดจนเยาวชนคนรุ่นใหม่ในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้และอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนผ่านกิจกรรมอนุรักษ์โบราณสถานในชุมชนใกล้บ้าน

 

วางแผนขุดค้นเพิ่ม

ด้านโครงการ “การประยุกต์ใช้การสำรวจธรณีฟิสิกส์เพื่อสนับสนุนการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานและการขุดค้นทางโบราณคดี” ซึ่งมี ผศ. ดร.ภาสกร ปนานนท์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการย่อย ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรดำเนินการสำรวจธรณีฟิสิกส์แบบผสมผสานด้วยวิธีการวัดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและธรณีเรดาร์บริเวณพื้นที่รอบ ๆ เขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ พบบริเวณที่มีค่าการเหนี่ยวนำไฟฟ้าสูงกว่าปกติ บ่งชี้ว่าอาจจะมีโครงสร้างโบราณสถานหรือโบราณวัตถุฝังอยู่ข้างใต้ ซึ่งจะนำผลการศึกษาที่ได้หารือกับอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพและกรมศิลปากรเพื่อวางแผนการขุดค้นต่อไป และมอบผลการศึกษาที่ได้ให้เป็นงานวิชาการเพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

คณะวิจัยวางแผนการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เตรียมแผนการอนุรักษ์โบราณสถานให้ยั่งยืน มีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมเอกสารนำเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลก