NASA เปิดแผนการรับมือ COVID-19 บนอวกาศ

Thu, 9 Apr 2020 10:55:00

วันนี้ (9 เม.ย.2563) เพจเฟซบุ๊ก ">สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแผนรับมือ COVID-19 ของนาซา #สถานีอวกาศนานาชาติจะต้องปลอดภัย เนื่องจากวันนี้ นาซา มีแผนจะส่งนักบินอวกาศ 3 คนไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ทั้ง 3 คนจะต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสถานีอวกาศนาน 6 เดือน และพวกเขาจะเฝ้ามองการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 จากอวกาศที่อยู่สูงจากพื้นโลก 400 กิโลเมตร

การหนีออกจากโลกเป็นเวลา 6 เดือน ฟังดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์ในเวลานี้ แต่นักบินอวกาศจะต้องระมัดระวังอย่างมาก เพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสโคโรนา ติดตามพวกเขาไปยังสถานีอวกาศนานา ชาติ แม้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดขึ้น แต่การระบาดอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ก็ทำให้นาซาตระหนักถึงเรื่องนี้

เนื่องจากบนสถานีอวกาศนานาชาติมีข้อจำกัดเรื่องเวชภัณฑ์ และหากต้องเดินทางกลับโลกแบบฉุกเฉินเพราะป่วยจากเชื้อไวรัสโคโรนาก็คงจะยุ่งยากมากทีเดียว ดังนั้น เพื่อให้การขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ของนักบินอวกาศในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น นาซาและรอสคอสมอส องค์การอวกาศของรัสเซียได้เพิ่มมาตรการป้องกันก่อนที่จะส่งตัวนักบินอวกาศทั้ง 3 คน ได้แก่ คริสโตเฟอร์ แคสซิดี อะนาโตลี อีวานีชิน และ อีวาน วักเนียร์

ในเดือนพ.ค.นี้ นาซายังมีแผนจะส่งนักบินอวกาศอีก 2 คน ได้แก่ ดักลาส เฮอร์ลีย์ และ โรเบิร์ต เบนเคน ขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ โดยยาน Dragon 2 ที่จะใช้จรวด Falcon 9 ของบริษัท SpaceX ส่งขึ้นไป หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน พวกเขาจะเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่นั่งยานอวกาศจากภาคเอกชนขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก ซึ่งตามรายงานของสำนักข่าว CBS ระบุว่า เฮอร์ลีย์ และ เบนเคน ได้เตรียมความพร้อมอย่างมากในการป้องกันตัวเองจากไวรัสโคโรนา

แน่นอนว่าการส่งนักบินอวกาศทั้ง 5 คนขึ้นสู่อวกาศนั้นเป็นความท้าทายอยู่แล้วในสถานการณ์ปกติ แต่ยิ่งมีโรคร้ายระบาดด้วยแล้วก็ยิ่งท้ายทายขึ้นไปอีก

#มาตรการของนาซา

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลกระทบต่อภารกิจต่าง ๆ ของนาซาไม่น้อย พนักงานหลายคนติดเชื้อไวรัสนี้ นาซาจึงเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง ทำความสะอาดพื้นที่ และการเพิ่มระยะห่างทางสังคม หรือ "Social Distancing" เช่นเดียวกับการกำหนดให้พนักงานหลายคนทำงานจากที่บ้านหรือ “Work From Home” ที่หลายหน่วยงานปฏิบัติกันในสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือต้องดูแลนักบินอวกาศให้ปลอดภัยจากโรคระบาดนี้

เพื่อป้องกันโรคระบาดในสถานีอวกาศนานาชาติ นาซาและรอสคอสมอส ให้นักบินอวกาศทุกคนกักตัวหลายสัปดาห์ก่อนออกเดินทางไปอวกาศ พร้อมฆ่าเชื้อโรค ตามถุงบรรจุภัณฑ์ทุกอย่าง กระบวนการกักตัวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้วที่นาซาได้กักตัวนักบินอวกาศก่อนที่จะส่งขึ้นสู่อวกาศ จะเห็นได้จากภารกิจอะพอลโล 11 ที่ นีล อาร์มสตรอง บัซซ์ อัลดริน และ ไมเคิล คอลลินส์ ต้องกักตัวเป็นเวลาหลายสัปดาห์หลังกลับมาจากดวงจันทร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเอาเชื้อโรคจากดวงจันทร์กลับมายังโลก

แดน ฮูโอ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ขององค์การนาซากล่าวว่า “โปรแกรมการเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติของนักบินอวกาศนั้น มีข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้นักบินอวกาศนำเชื้อโรคขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ” สำหรับครั้งนี้ พวกเขากำลังกักตัวนักบินอวกาศอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าเดิมด้วยการเพิ่มระยะเวลาการกักตัวอีกสองสัปดาห์ รวมถึงยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติบางอย่างไป เช่น การเดินทางไปวางดอกไม้หน้าสุสานของยูริ กาการิน มนุษย์คนแรกที่ขึ้นสู่อวกาศ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคจะสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันและถุงมือขณะที่พวกเขาขนส่งสิ่งของ รวมถึงขณะช่วยเตรียมชุดและยานให้กับนักบินอวกาศเพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์อันตรายที่จะติดไปด้วย อีกทั้งยังให้พนักงานทุกคนต้องกักตัวอยู่ในสถานกักตัว ซึ่งมาตรการป้องกันที่กล่าวมานั้นได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยแพทย์ขององค์การอวกาศ และพวกเขากำลังติดตามทีมที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด

ภาพ:NASA

ภาพ:NASA

#อาการป่วยในอวกาศ

จากการวิจัยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาของนาซาระบุว่า การอาศัยอยู่ในอวกาศทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ผนังหลอดเลือดแดงจะหนาขึ้นและจุลินทรีย์ในลำไส้ของนักบินอวกาศ จะเกิดความเปลี่ยนแปลง

บางงานวิจัยยังระบุว่านักบินอวกาศมากกว่าครึ่งมีอาการไม่สบาย เมื่อเดินทางไปถึงสถานีอวกาศนานาชาติ อาการคือมีไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อ่อนเพลียและอาจรุนแรงถึงขั้นอาเจียน อาการเหล่านี้คล้ายกับอาการเริ่มต้นของคนเป็นโรค COVID-19 ซึ่งวินิจฉัยได้ยาก ดังนั้น นักบินอวกาศต้องทดสอบกับชุดทดสอบหาโรค COVID-19

แม้จะมั่นใจในมาตรการป้องกันแค่ไหน แต่เมื่อปี พ.ศ.2511 เคยมีเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสบางชนิดไปสู่อวกาศในภารกิจ Apollo 7 นักบินอวกาศวอลลี ชีรา มีอาการไข้หวัด และเนื่องจากอยู่ในพื้นที่แออัด จึงทำให้นักบินอวกาศที่เหลือมีอาการป่วยตามด้วย ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจเป็นอย่างมาก จากประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้นาซากักตัวนักบินอวกาศก่อนการเดินทางขึ้นสู่อวกาศอยู่เสมอ

#วิธีรักษา COVID-19 เบื้องต้นบน #สถานีอวกาศนานาชาติ

การติด COVID-19 ในอวกาศอาจเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าการติดไข้หวัดใดๆ และทางสถานีอวกาศนานาชาติก็ได้เตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับเหตุฉุกเฉินนี้แล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนม.ค.นี้ นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติคนหนึ่ง ได้รักษาลิ่มเลือดในลำคอด้วยตัวเองจากการพูดคุยกับแพทย์บนพื้นโลก เขาฉีดยายาเจือจางเลือด (Blood thinner) อัลตราซาวด์คอของตนเอง และอัพเดทอาการกับแพทย์เป็นประจำจนเขาหายดี และไม่ต้องรักษาเพิ่มเมื่อกลับมาจากปฏิบัติภารกิจที่ยาวนานถึงหกเดือน

ตามรายงานในนิตยสาร Astronomy นาซาจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ หากมีการรักษาผ่านการแพทย์ทางไกลกรณีมีนักบินอวกาศถูกพบว่าติดโรค COVID-19 เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ขององค์การนาซากล่าวเพิ่มเติมว่า “จะมีการประชุมหารือเพื่อพยายามประเมินความเสี่ยงและทำอย่างไรเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างละเอียด”

ในขณะที่สถานีอวกาศนานาชาติมีเวชภัณฑ์จำกัด เมื่อเทียบกับโรงพยาบาล แต่นักบินอวกาศจะมีเครื่องมือในการรักษาที่ดีกว่าบนโลก ในเบื้องต้นบนสถานีอวกาศนานาชาติมียารักษาโรคทั่วไปที่อาจเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วย COVID-19 ซึ่งมีตั้งแต่ยาพาราเซตามอลไปจนถึงยาไอบิวพรอเฟิน (ยาแก้อักเสบปราศจากสเตียรอยด์ หรือเอ็นเซด ซึ่งใช้รักษาอาการปวด ไข้ และการอักเสบ รวมถึงอาการปวดกระดูกและข้ออักเสบรูมาติก)

นอกจากยาแล้วยังมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยกว่า รวมถึงเครื่องวัดออกซิเจนในเลือด (Blood Oximeters) เพื่อตรวจสอบว่านักบินอวกาศหายใจได้ดีแค่ไหน หากมีอาการรุนแรงจะไม่สามารถกลับมายังพื้นโลกได้ทันที แต่จะให้ใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อเพิ่มออกซิเจนในเลือดให้มากขึ้น แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากเป็นคนแรกที่ใส่ท่อช่วยหายใจในอวกาศ รวมถึงเป็นเรื่องยากมากที่จะแยกนักบินอวกาศคนอื่นออกจากผู้ป่วย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่นาซาใช้มาตรการเชิงรุกดำเนินการป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการนำไวรัสโคโรนาไปยังสถานีอวกาศนานาชาติตั้งแต่แรก

แม้แต่องค์การอวกาศระดับโลกยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 ดังนั้นเราควรป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และเราหวังว่านักบินอวกาศทั้งหมดจะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่บนสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ และใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยบนอวกาศได้ครบตามกำหนด

ข้อมูลจาก :https://astronomy.com/…/how-does-nasa-keep-covid-19--and-ot

 

 

 


ชมพระจันทร์ยามค่ำถึงเช้า Super Full Moon ใกล้โลกสุดในรอบปี

Thu, 9 Apr 2020 06:22:00

วันนี้ (9 เม.ย.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อความระบุว่า "นี่คือ... การทำความสะอาดดวงจันทร์ป้องกัน COVID-19 ในคืน #SuperFullMoon เข้ามาใกล้ทั้งทีก็จับทำความสะอาดกันเสียหน่อยครับ"

ภาพ : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page

ภาพ : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page


แม้ในช่วงนี้จะอยู่ในช่วงเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 รณรงค์ให้ประชาชนเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ก็มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์มาช่วยบรรเทาความตึงเครียดจากสถานการณ์ปัจจุบัน กับปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ทุกคนจะได้ชมจันทร์ใหญ่ใกล้โลกกันอย่างถ้วนหน้า เพราะสามารถสังเกตการณ์ได้ทั่วประเทศ และตลอดคืนวันที่ 8 เม.ย.

ภาพ : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page

ภาพ : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page


ขณะที่ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ก็มีหลายๆ คน ถ่ายภาพ “ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี” จากพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมติดแฮชแท็ก #พระจันทร์ ส่งผลให้แฮชแท็กดังกล่าวติดเทรนด์ทวิตเตอร์ต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้าวันนี้ โดยมีคนทวีตถึงกว่า 163,000 ทวีต  ซึ่งในช่วง 05.00 น. ที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในประเทศไทยก็ยังคงเห็นดวงจันทร์เต็มดวงได้อย่างชัดเจน

สำหรับปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี” หรือ ซูเปอร์ฟูลมูน (Super Full Moon) ห่างจากโลก 357,022 กิโลเมตร หากเปรียบเทียบกับดวงจันทร์เต็มดวงช่วงเวลาปกติ จะมีขนาดใหญ่กว่า 7% และสว่างกว่า 16% สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออก ตั้งแต่เวลา 17.52 น. เป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้า

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปีครั้งต่อไป ตรงกับวันที่ 26 พ.ค.2564 ระยะห่างประมาณ 357,454 กิโลเมตร พบกับดวงจันทร์ใกล้โลกอีกทีปีหน้า 

 


8 เม.ย.นี้ รอชม "จันทร์เต็มดวง" ใกล้โลกที่สุดในรอบปี

Fri, 3 Apr 2020 10:10:00

วันนี้ (3 มี.ค.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เผยว่า ในวันพุธที่ 8 เม.ย.2563 จะเกิดปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี” หรือ ซูเปอร์ฟูลมูน (Super Full Moon) ห่างจากโลก 357,022 กิโลเมตร หากเปรียบเทียบกับดวงจันทร์เต็มดวงช่วงเวลาปกติ จะมีขนาดใหญ่กว่า 7% และสว่างกว่า 16% สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออก ตั้งแต่เวลา 17.52 น. เป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้า ผู้สนใจสามารถรอชมและเก็บภาพความสวยงามของดวงจันทร์ได้ในคืนดังกล่าว

ดวงจันทร์จะโคจรรอบโลกเป็นรูปวงรี 1 รอบใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ดังนั้น ในแต่ละเดือนจะมีตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดเรียกว่า เปริจี (Perigee) มีระยะทางเฉลี่ย 357,000 กิโลเมตร และตำแหน่งที่ไกลโลกที่สุด เรียกว่า อะโปจี (Apogee) มีระยะทางเฉลี่ยประมาณ 406,000 กิโลเมตร

การที่ผู้คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อยในคืนที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี นับเป็นเหตุการณ์ปกติที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าดวงจันทร์จะโคจรเข้าใกล้โลกทุกเดือน แต่อาจไม่ปรากฏเต็มดวงทุกครั้ง

สำหรับ “ดวงจันทร์เต็มดวงและใกล้โลกที่สุดในรอบปี” ครั้งต่อไปตรงกับวันที่ 26 พ.ค.2564 ห่างประมาณ 357,454 กิโลเมตร

 

 


3-4 เม.ย.นี้ รอดูดาวศุกร์เคียงกระจุกดาวลูกไก่ ใกล้สุดรอบ 8 ปี

Wed, 1 Apr 2020 16:31:00

วันนี้(1 เม.ย.2563) นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่่งชาติ (สดร.) กล่าวว่า ในวันที่ 3-4 เม.ย.นี้  ดาวศุกร์จะปรากฏเคียงกระจุกดาวลูกไก่บนท้องฟ้าทางทิศตะวันตก โดยมองเห็นได้ในช่วงหัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ตั้งแต่เวลาประมาณ 18:30-21:00 น. นับเป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่สวยงามและน่าประทับใจอีกปรากฏการณ์หนึ่ง 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากระนาบวงโคจรของดาวศุกร์ทำมุมกับระนาบสุริยวิถี 3.4 องศา ขณะที่กระจุกดาวลูกไก่อยู่ห่างจากเส้นสุริยะวิถีประมาณ 4 องศา ส่งผลให้ทุก ๆ 8 ปี ดาวศุกร์จะปรากฏตรงกับกระจุกดาวลูกไก่พอดี ซึ่งวันที่ 3-4 เม.ย.นี้ ดาวศุกร์จะปรากฏห่างจากดาวอัลไซออนี (Alcyone) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกระจุกดาวลูกไก่เพียง 0.5 องศากล่าวคือ หากมองด้วยตาจะเห็นดาวทั้งสองห่างกันประมาณครึ่งนิ้วก้อยเท่านั้น (การวัดระยะเชิงมุมท้องฟ้า ใช้มือเหยียดสุดแขนขึ้นบนฟ้า ระยะ 1 องศา จะห่างกันประมาณ 1 นิ้วก้อย)

ดาวศุกร์เป็นวัตถุที่มีความสว่างปรากฏบนท้องฟ้ามากเป็นอันดับ 3 รองจากดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ช่วงนี้ดาวศุกร์มีความสว่างมาก เนื่องจากกำลังโคจรเข้าใกล้โลก ผู้ที่สนใจชมปรากฏการณ์ดาวศุกร์เคียงกระจุกดาวลูกไก่ จึงหาตำแหน่งดาวศุกร์บนท้องฟ้าได้ไม่ยาก สังเกตการณ์ได้ด้วยตาเปล่า กล้องสองตา หรือกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก

ปรากฎการณ์บนท้องฟ้าตลอดเดือนเม.ย.

นอกจากนี้สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ยังระบุว่า ท้องฟ้าเดือนเม.ย.นี้ ยังเป็นเดือนแห่งอภิมหาปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ดังนี้

 

 


สวทช.–จุฬาฯ พัฒนาหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี ภายใน 30 นาที

Wed, 25 Mar 2020 12:30:00

วันนี้ (25 มี.ค.2563) นายศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สวทช. เปิดเผยว่า NSD ร่วมกับ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาและทดสอบ นวัตกรรมหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวี หรือ “Germ Saber Robot” ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อก่อโรค COVID-19 ด้วยแสงยูวี (UV) สามารถเข้าถึงการฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เฉพาะและจุดเสี่ยงโรคต่างๆ ได้ดี เนื่องจากระหว่างการฆ่าเชื้อโรค พื้นที่เหล่านั้นจะต้องปลอดคน เพราะการใช้แสงยูวีแม้จะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดี แต่ต้องระมัดระวังหากนำไปใช้ไม่ถูกวิธีอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้


สำหรับหุ่นยนต์ “Germ Saber Robot” ประกอบด้วยหลอดยูวี-ซี (UV-C ) ขนาดพลังงานรวม 300 วัตต์ พร้อมชุดควบคุมไฟ มีความพิเศษตรงที่สามารถบังคับให้ขับเคลื่อนไปยังจุดต่างๆ ผ่านอุปกรณ์ควบคุม “รีโมตคอนโทรล” เพื่อสั่งการให้หุ่นยนต์เดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาและหมุนตัวแบบ 360 องศา เพื่อประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคทุกสภาพพื้นที่

รังสีอัลตราไวโอเล็ตหรือแสง UV เป็นสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วง 10 นาโนเมตรถึง 400 นาโนเมตร ซึ่งมีความถี่ที่สูงกว่าที่ตาเรามองเห็นได้ โดยหุ่นยนต์ “Germ Saber Robot” ที่พัฒนาขึ้นนี้ ใช้แสง UV-C (ความยาวคลื่นอยู่ในย่านความถี่ประมาณ 250 นาโนเมตร) เป็นแสง UV ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กหรือเชื้อโรคต่างๆ ที่ความยาวคลื่นนี้แสง UV จะทำลายดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างไวรัส, แบคทีเรีย, เชื้อราและเชื้อโรคชนิดต่างๆ หยุดยั้งประสิทธิภาพในการแพร่พันธุ์และฆ่าพาหะเหล่านี้ในที่สุด

 

การนำหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคก่อโรค COVID-19 ด้วยแสงยูวี หรือ UV “Germ Saber Robot” มาใช้ประโยชน์ในช่วงที่ประเทศไทยมีการระบาดของโรค COVID-19 จะช่วยให้สถานที่ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากน้ำยาฆ่าเชื้อ ช่วยลดการตกค้างหรือปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่สำคัญหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคสามารถฆ่าละอองฝอยของเชื้อที่ลอยในอากาศได้ และยังสามารถใช้ฆ่าเชื้อบนพื้นผิวของอุปกรณ์เฉพาะ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์การแพทย์ ที่ไม่สามารถโดนน้ำหรือน้ำยาเคมีได้ เป็นต้น

นายศิวรักษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ Germ Saber Robot ทีมวิจัยต้องการช่วยบรรเทาสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ในยามที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อและน้ำยาฆ่าเชื้อโรคต่างๆ จึงเร่งผลิตหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อก่อโรค COVID-19 ขึ้นมา เพื่อเป็นอุปกรณ์เสริมในการฆ่าเชื้อไวรัสก่อโรค COVID-19 ที่ใช้งานได้สะดวกทุกที่และตลอดเวลา โดยการฆ่าเชื้อโรคในรัศมีโดยรอบ 1-2 เมตร เป็นระยะเวลา 15-30 นาทีต่อจุด จะช่วยฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิวต่างๆ ได้


ทั้งนี้ ทีมวิจัยเตรียมความพร้อมของหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อก่อโรค COVID-19 ด้วยแสงยูวี โดยวางแผนนำร่องทดสอบการใช้งานที่สถานพยาบาลแห่งแรก คือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และหน่วยงานต่างๆ ต่อไป สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจให้ทีมวิจัยทำการผลิต หรือนำไปทดลองใช้งานสามารถติดต่อได้ที่ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สวทช. โทร. 02-564-7000 กด 2521

 


รับสมัครจิตอาสา สร้างระบบกักตัวที่บ้านผ่าน Web & Mobile app

Tue, 17 Mar 2020 12:57:00

วันนี้ (17 มี.ค.2563) นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ร่วมกับกลุ่มแพทย์จิตอาสา พัฒนาระบบกักตัวที่บ้าน Home Quarantine System ผ่าน Web & Mobile app เพื่อบริหารจัดการช่วยให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล 1 คน สามารถดูแลคนป่วยหรือผู้กักตัวหลักร้อย หรือหลักพันได้ด้วย Digitalcare board ซึ่งจะมีระบบช่วยเหลือ เตือน และค้นหาความผิดปกติ

ระบบนี้จะส่งข้อมูลการดูแลตัวเองจนถึงแนวทางปฏิบัติที่ปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์โรคทุกสัปดาห์ และมี Chat และ VDO call ให้ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ เพื่อให้แพทย์และพยาบาลทราบอย่างทันเวลา ซึ่งจะเปิดใช้ฟรี 19 มี.ค.นี้ ทั้งฝั่งโรงพยาบาลและคนที่กักตัว 

 


สำหรับผู้ที่สนใจเป็นอาสาสมัครสามารถลงชื่อ โดยให้ข้อมูลว่าเป็นใคร ทำอะไรได้ และต้องการทำอะไร ทั้งคนที่มีความรู้ทางการแพทย์ หรือไม่รู้อะไร แต่อยากช่วย เพื่อเป็นฐานข้อมูลไว้ผ่านทางเว็บไซต์  Health Quarantine System ได้ตั้งแต่วันนี้


นอกจากนี้ กลุ่มแพทย์จิตอาสายังได้มีโครงการพัฒนาระบบวัดสัญญาณชีพ ด้วย Thermoscan เพื่อลดภาระงานและการสัมผัสผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากที่จะต้องไปวัดอัตราการเต้นหัวใจและการหายใจ วันละ 4-6 ครั้ง เพื่อคัดกรองเบื้องต้น ด้วยกล้องขนาดเล็กติดบนหุ่นยนต์และการประมวลผลบน cloud ตามแนวทางของ paper นี้ https://journals.plos.org/plosone/article…https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5982845/ ซึ่งมีทีม Engineer PSU มาร่วมช่วยพัฒนาด้วย

 


อีกทั้งยังได้ออกแบบ ARI clinic (Acute Respiratory Infection Clinic) และ โรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยต้องสงสัย และผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 จะได้มี workflow ที่เหมาะสม และปลอดภัยกับคนทำงาน อีกทั้ง ใช้ทรัพยากรต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ การระบายอากาศ จุดล้างมือ เส้นทางของส่วนสะอาดและส่วนสกปรก ได้ทีม H lab นำโดย น้องข้าวตู มาช่วยระดมความคิด https://www.hlabconsulting.com/

 


ประเมินความเสี่ยง COVID-19 ได้ทุกที่ผ่านแชตบอต "Covid Bot"

Sun, 15 Mar 2020 18:11:00

วันนี้ (15 มี.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลัสเตอร์วิจัยนวัตกรรมอนาคต (FREAK Lab) ร่วมกับกลุ่มแพทย์ศิษย์เก่าโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน Junior Science Talent Project (JSTP) พัฒนาแชตบอต "Covid Bot" หรือ "น้องหน้ากาก" เพื่อเป็นช่องทางให้คำปรึกษาและประเมินความเสี่ยงประชาชนเกี่ยวกับการป่วยโรคติดเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ด้วยตัวเองได้ในทุกที่ ทุกเวลา

FREAK Lab ระบุว่า ด้วยสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ไปทั่วโลกรวมไปถึงประเทศไทยส่งผลให้เเพทย์เเละโรงพยาบาลต้องรับมือผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นกว่าปกติ ถึงแม้ในปัจจุบันไทยมีรายงานจำนวนผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อจากทางการยังไม่สูงมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ทีมวิจัยคาดการว่า การระบาดมีเเนวโน้มจะทวีความรุนเเรงมากขึ้นหากไม่มีการนำกลยุทธ์เเละวิธีการใหม่ๆ เข้ามาจัดการกับปัญหา

เรามีเเนวคิดว่า โรงพยาบาลจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในสถานการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นเมื่อสามารถคัดกรองคนไข้ที่ไปรับบริการได้อย่างรวดเร็ว เเละลดจำนวนคนสุขภาพดีที่ไปตรวจร่างกายโดยไม่มีอาการเพื่อป้องกันการติดเชื้อเเละรักษาทรัพยาการทางการเเพทย์เพื่อใช้ในเวลาฉุกเฉิน

สำหรับประชาชนที่สนใจจะเข้าทำการทดสอบประเมินความเสี่ยงสามารถเข้าใช้งานแชตบอตได้ผ่านทาง https://m.me/covid19bot ซึ่งเป็นการทำงานผ่านกล่องข้อความบนเฟซบุ๊ก (messenger) โดยจะมีแบบสอบถามเป็นคำถามสั้นๆ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที และช่วยประเมินว่า มีความเสี่ยงต่อโรคมากน้อยเพียงใด เข้าเกณฑ์เข้ารับการตรวจตามประกาศกรมควบคุมโรคหรือไม่ โดยมีคำถามประมาณ 6 ข้อ ซึ่งคำตอบจะมีให้เลือก 2 ตัวเลือก ให้กดเลือกตัวเลือกตามความเป็นจริง

จากนั้น "Covid Bot" จะเก็บข้อมูลของผู้ทำแบบสอบถาม แล้วติดตามพร้อมประเมินอาการผู้ตอบคำถาม พร้อมมีคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทั้งวิธีการล้างมือ วิธีการสวมหน้ากากอนามัย คำแนะนำเมื่อต้องออกไปข้างนอก รวมถึงรายงานสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งมีการรายงานโดยรวบรวมข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข จัดทำเป็นแผนที่ผู้ป่วยโรคติดเชื้อ COVID-19 แบบรายบุคคล รวมถึงสถิติการติดเชื้อ การรักษา และผู้เสียชีวิตในประเทศสะสม


กรณีผู้ประเมินความเสี่ยงได้ตอบคำถามว่ามีอาการป่วย เมื่อผ่านไป 1 วัน หลังจากทำแบบประเมินแล้ว แชตบอตจะมีการส่งข้อความมาถามว่า "อาการป่วยดีขึ้นไหม" เพื่อติดตามอาการป่วยอีกครั้ง นอกจากนี้ แชตบอต "Covid Bot" ยังมีฟังชันก์อัปเดตข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข เมื่อมีการยืนยันข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์กระทรวงแล้ว เช่น ประกาศ! กรมควบคุมโรคเพิ่มประเทศที่มีการระบาดต่อเนื่อง ได้แก่ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน อังกฤษ และอเมริกา โดยจะมีข้อความให้ผู้ที่เดินทางหรือพักอาศัยร่วมกับนักเดินทางจากประเทศดังกล่าว ประเมินความเสี่ยงอีกครั้งด้วย

 
ทั้งนี้ แชตบอตนี้จะใช้ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขในการประเมินความเสี่ยง และไม่ใช่คำวินิจฉัยแพทย์ แต่เป็นการประเมินอาการเบื้องต้น จากการตอบคำถามเท่านั้น 




ทำความรู้จักกับ "หุ่นยนต์นิ้วจับอ่อนนุ่ม" ที่สร้างขึ้นเพื่อวิจัยสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร

Sat, 14 Mar 2020 21:17:00

ปัจจุบันหุ่นยนต์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทในการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ล่าสุดได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์นิ้วจับอ่อนนุ่มสำหรับดักจับสิ่งมีชีวิตในน้ำที่มีลำตัวบอบบาง เช่น แมงกะพรุน ปลิงทะเล รวมไปถึงสัตว์ทะเลน้ำลึกเพื่อนำไปทำการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อชีวิตในมหาสมุทร

หุ่นยนต์นิ้วจับอ่อนนุ่มพัฒนาโดยทีมงานวิศวกรและนักชีววิทยามหาวิทยาลัยซิตี้แห่งมหานครนิวยอร์ก (City University of New York) ประเทศสหรัฐอเมริกา หุ่นยนต์ถูกออกแบบให้มีแขนจับพิเศษ 6 นิ้วสร้างจากวัสดุอ่อนนุ่มซิลิโคน (Silicone) โดยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ พิมพ์ขึ้นมาและทำงานร่วมกับตัวสร้างแรงบีบรัดโดยการใช้แรงดันของเหลวบังคับให้นิ้วจับทั้ง 6 บีบรัดในระดับที่น้อยจนไม่เป็นอันตรายต่อแมงกะพรุน

ภาพหุ่นยนต์นิ้วจับอ่อนนุ่มจาก David Gruber / Instagram @luminescent_labs

ภาพหุ่นยนต์นิ้วจับอ่อนนุ่มจาก David Gruber / Instagram @luminescent_labs

กระบวนการในการพัฒนาหุ่นยนต์วิศวกรและนักชีววิทยาได้ใช้การทดสอบในห้องทดลองและการนำไปทดสอบกับแมงกะพรุนจริงในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำก่อนนำไปใช้งานจริงในมหาสมุทร โดยผลการทดสอบพบว่าหุ่นยนต์สามารถจับแมงกะพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำอันตรายหรือสร้างความกระทบกระเทือนต่อแมงกะพรุน วิศวกรคาดการณ์ว่านิ้วจับอ่อนนุ่มสามารถทำงานซ้ำได้ประมาณ 100 ครั้งก่อนที่จะต้องเปลี่ยนเนื่องจากวัสดุซิลิโคนเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ

แมงกะพรุนในมหาสมุทรเป็นสิ่งมีชีวิตที่บอบบางมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมีน้ำเป็นส่วนประกอบของร่างกายมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการจับแมงกระพรุนด้วยวิธีการแบบเก่าใช้แขนหุ่นยนต์ที่แข็งทำให้แมงกะพรุนเกิดความเครียดและร่างกายได้รับความเสียหาย ส่งผลต่อการศึกษาวิจัยของนักชีววิทยาที่ต้องการให้สิ่งมีชีวิตที่ทำการศึกษามีความปลอดภัยมากที่สุดเพื่อความถูกต้องของข้อมูล

การทำความเข้าใจสิ่งมีชีวิตที่บอบบางมีความสำคัญต่อความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมในมหาสมุทรบนโลกเพราะหากเกิดความเปลี่ยนใด ๆ กับมหาสมุทรสิ่งมีชีวิตที่บอบบาง เช่น แมงกะพรุนมักจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิด ๆ แรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งพื้นที่ผิวของโลก 71 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยน้ำมีเพียงแค่ 29 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่เป็นแผ่นดิน

ดังนั้นความเข้าใจมหาสมุทรเสมือนหนึ่งการทำความเข้าใจโลกที่พวกเราใช้อยู่อาศัยนั่นเอง

----------------------------
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ #ThaiPBSSciAndTech
ที่เพจ Thai PBS Sci & Tech

 
View this post on Instagram

Ultra-Gentle Jellyfish Hugs. So proud to be part of a study that came out today in Current Biology that demonstrates that our ultra-gentle soft robot can interact with a jellyfish and not cause it stress. “We’ve only explored 5 percent of the deep sea. Until we know more, we have to be respectful,” says co-author Mercer Brugler. Many thanks to @anandavarma for the amazing photography, @jasonjaacks for video, co-authors @petraderjaguin, @damavo and @michael_tessler and especially Robert Wood and the entire @wyssinstitute Harvard Microrobotics Laboratory. #future #delicate #robot #soft #jellyfish


รำลึก 2 ปีแห่งการจากไป "สตีเฟน ฮอว์กิง" นักจักรวาลวิทยาอัจฉริยะโลก

Sat, 14 Mar 2020 10:46:00

ศ.สตีเฟน วิลเลียม ฮอว์กิง ( Stephen William Hawking)​ เกิดเมื่อเดือนมกราคม ปี 1942 เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี นักจักรวาลวิทยา และนักเขียน เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษนำไปสู่การค้นพบทฤษฎีต่างๆ ในจักรวาล นับเป็นอัจฉริยะบุคคลในรอบศตวรรษ ต่อจาก "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์"

หลายคนคงจะเคยเห็นชายคนนี้ ผ่านสื่อต่าง ๆ มากมาย กับเรื่องราวน่าอัศจรรย์ใจของเขา หลังป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS ตั้งแต่เขาอายุ เพียงแค่ 21 ปี แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคของการค้นคว้าข้อมูล ทางทฤษฎีต่าง ๆ ในจักรวาล

ช่วงแรก ๆ แม้ยังไม่ป่วยหนัก ฮอว์กิง และเพื่อนได้ศึกษาทฤษฎีอย่างต่อเนื่อง ผลงานวิทยาศาสตร์สำคัญของเขา พูดถึงทฤษฎีบทเกี่ยวกับภาวะเอกฐานเชิงความโน้มถ่วงในกรอบของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ร่วมกับเพื่อนเขานั่นคืิอ "โรเจอร์ เพนโรส" และการทำนายเชิงทฤษฎีที่ว่าหลุมดำควรปล่อยรังสีชนิดหนึ่ง ซึ่ง ปัจจุบันมีชื่อว่า รังสีฮอว์กิง และนำไปสู่องค์ความรู้เรื่องจักรวาลยุคใหม่ รวมถึงทฤษฎีกำเนิดจักรวาลด้วย

แม้จะต้องใช้รถเข็นไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้แม้แต่กระทั่งการพูด แต่ฮอว์กิงยังคงเดินทางไปบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้ ทางฟิสิกส์ และเรื่องราวจักรวาลไปทั่วโลก

เขาสื่อสารด้วยการใช้กล้ามเนื้อใบหน้าบังคับคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานง่ายเพื่อแปลงเป็นเสียงพูด ระบบนี้จากบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง

แม้การเคลื่อนไหวของเขาถูกจำกัด แต่เรายังมีโอกาสเห็นรอยยิ้มของเขาอยู่เสมอ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตที่ไร้ข้อจำกัด อย่างการฉลองวันเกิดปีที่ 65 ด้วยการสัมผัสสภาวะไร้น้ำหนักบนเที่ยวบิน Zero-Gravity บนโบอิ้ง 727 เมื่อปี 2013

สฟีเฟนส์ ฮอว์กิง ยังเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน โดยเฉพาะข้อจำกัดการเคลื่อนไหวทางร่างกายด้วยโรค ALS ที่กล้ามเนื้อร่างกายแทบทุกส่วนไม่สามารถขยับได้ ยกเว้นกล้ามเนื้อที่ใบหน้า แต่ด้วยเขายังมีลมหายใจ และการทำงานของสมองยังทำงานปกติ ทำให้เขาหมั่นศึกษาทฤษฎีทางเอกภพที่ยุ่งยาก ซับซ้อนอยู่เสมอ

ศ.สตีเฟน ฮอว์กิง จากไปอย่างสงบ ในวันที่ 14 มี.ค. 2018 อายุ 76 ปี

นอกจากทฤษฎีที่ ศ.ฮอว์กิง ได้ศึกษาไว้เป็นมรดกทางความรู้ แต่ยังมีประโยคหนึ่ง ที่เขาได้กล่าวไว้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง นั่นคือ "ความต้องการของมนุษย์ไม่ควรถูกจำกัดด้วยความบกพร่องทางร่างกาย ตราบเท่าที่เราไม่บกพร่องทางจิตวิญญาณ"

 


อังกฤษเตรียมเก็บภาษีจากบริษัทดิจิทัล 2% เริ่ม เม.ย.นี้

Thu, 12 Mar 2020 23:50:00

รัฐบาลสหราชอาณาจักรยืนยันว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายเก็บภาษีจากบริษัทที่ให้บริการบนดิจิทัล (Digital Services Tax) เป็นจำนวน 2 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่จากออนไลน์ โดยจะมีผลตั้งต่วันที่ 1 เม.ย. 63 ที่จะถึงนี้ ซึ่งบริษัทชื่อดังอย่าง Facebook, Google หรือแม้แต่ Amazon ที่มีสำนักงานในสหราชอาณาจักรต้องดำเนินการจ่ายเก็บภาษีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรมสรรพากรของสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่าจะสามารถเก็บภาษีดังกล่าวได้ไม่น้อยกว่า 515 ล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยได้ไม่ต่ำกว่า 18,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีรายได้นำส่งเข้าคลังในช่วงสิ้นงบประมาณประจำปี 2568 กฎหมายภาษีดังกล่าวจะบังคับและมีผลใช้กับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้จากการให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) บริการเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล (Search Engine) หรือแม้แต่เว็บไซต์ขายสินค้าบนออนไลน์ กับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักร

ต้องยอมรับว่าก่อนหน้าบริษัทสายดิจิทัลอย่าง Facebook, Google and Amazon ที่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มักจ่ายภาษีเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ที่สร้างจากผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรได้อย่างมหาศาล 

ส่วนบริษัทอย่าง Apple ที่เพิ่งขยายบริการสู่โลกดิจิทัล อย่างเช่น เว็บสตรีมมิ่งภาพยนตร์ผ่านออนไลน์และบัตรเครดิตนั้น ก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับผลกระทบจากกฎหมายภาษีฉบับนี้ แต่เมื่อดูรายได้หลักของ Apple ในสหราชอาณาจักรก็จะพบว่ามีรายได้จากการขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ซึ่งอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้มากนัก

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่สายดิจิทัลที่มีสำนักงานในอังกฤษอาจจะต้องพบว่าพวกเขาต้องจ่ายภาษีซ้ำซ้อน เนื่องจากกฎควบคุมการแข่งขันทางธุรกิจของสหภาพยุโรป (EU) จะยังมีผลบังคับใช้ถึงสิ้นปี 2563 ในระหว่างที่อังกฤษยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างออกจาก EU ทำให้จะต้องเสียภาษีให้ทั้งสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

----------------------------
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ #ThaiPBSSciAndTech
ที่เพจ Thai PBS Sci & Tech

 


มธ.ผลิต "THAMMASK" หน้ากากกันน้ำเสริมกำลังป้องกันทีมแพทย์

Thu, 12 Mar 2020 07:16:00

วันนี้ (12 มี.ค.2563) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะทำงานป้องกันและควบคุมโรคไวรัสโคโรนา 19 แนะใช้ “ผ้าฝ้ายผสมโพลิเอสเตอร์” เป็นทางเลือกผลิตหน้ากากอนามัย ป้อนบุคลากรทางการแพทย์ ลดเสี่ยงติดเชื้อ COVID-19 ในภาวะขาดแคลน โดยมีแนวคิดในการใช้ผ้าที่มีคุณสมบัติสะท้อนน้ำ ไม่ดูดซับความชื้น ป้องกันการแพร่เชื้อ พร้อมเตรียมทดสอบความสามารถในการสะท้อนน้ำ และความคงทนของเส้นใย ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ภาพ : Thammasat University

ภาพ : Thammasat University


ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา และประธานคณะทำงานป้องกันและควบคุมโรคไวรัสโคโรนา 19 (COVID-19) กล่าวว่า แม้สถานการณ์การแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 ในประเทศไทย จะอยู่ในเฟส 2 แต่ปัจจุบันในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ กลับขาดแคลนหน้ากากอนามัย เนื่องจากความต้องการใช้หน้ากากอนามัยทั่วประเทศที่สูงกว่า 30-40 ล้านชิ้นต่อเดือน สวนทางกับกำลังการผลิตของภาคโรงงานรวม 10 โรง ที่สามารถผลิตได้ประมาณ 30 ล้านชิ้นต่อเดือน

ภาพ : Thammasat University

ภาพ : Thammasat University


ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายหรือติดเชื้อไวรัส ตลอดจนลดปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single - Use) ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และภาคประชาชน คณะทำงาน จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัย คุณสมบัติผ้าที่เหมาะสม ในการพัฒนา “หน้ากากผ้ากันน้ำ THAMMASK เพื่อใช้ในทางการแพทย์” หน้ากากผ้าทางเลือก ที่ผลิตจากวัสดุผ้าสะท้อนน้ำ ไม่ดูดซับความชื้น และช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อ

ภาพ : Orapan Poachanukoon

ภาพ : Orapan Poachanukoon


ด้าน ธนิกา หุตะกมล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีวัสดุและสิ่งทอ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่า หน้ากากผ้ากันน้ำ THAMMASK เพื่อใช้ในทางการแพทย์นั้น เป็นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างผ้าที่มีคุณสมบัติในการกันน้ำ และเหมาะสมแก่การพัฒนาเป็นหน้ากากผ้าป้องกันสารคัดหลั่งเบื้องต้น เพื่อใช้ทดแทนหน้ากากอนามัยที่ขาดแคลนในขณะนี้

โดย “ผ้าฝ้ายผสมโพลิเอสเตอร์” (Cotton-Silk) มีโครงสร้างของเส้นใยที่เหมาะสม ประกอบด้วย Cotton – Microfiber จำนวนเส้นด้าย 500 เส้นต่อ 10 ตารางเซนติเมตร โดยมีเส้นด้ายยืนโพลีเอสเตอร์ ไฟเบอร์ เบอร์ 75 (Polyester Microfiber) เส้นด้ายพุ่งโครงสร้างเส้นใยฝ้าย คอมแพ็ค โคมบ์ เบอร์ 40 (Cotton Compact Combed)

ภาพ : Thammasat University

ภาพ : Thammasat University


นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตการใช้เทคโนโลยีสะท้อนน้ำ ด้วยสาร NUVA – 1811 ซึ่งมีอนุภาคเป็นระดับไมครอนสามารถแทรกเข้าไปเนื้อผ้า เพื่อต้านไม่ให้โมเลกุลของน้ำแทรกเข้าไปในเนื้อผ้าได้ NUVA – 1811 ได้รับการรับรองจาก Oekotex Standard 100 – 2019 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีความปลอดภัยเมื่อสัมผัสผิวหนังโดยตรง ซึ่งทางคณะทำงานฯ กำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน และความคงทนของเส้นใย ว่ายังคงประสิทธิภาพเดิมหรือไม่ เมื่อนำไปซักด้วยเครื่องซักผ้ามาตรฐานทั่วไป ดังนั้น ผ้าฝ้ายผสมโพลิเอสเตอร์จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งวัสดุทางเลือกในการผลิตเป็นหน้ากากผ้าเพื่อใช้ป้องกันการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 ทั้งในบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไป

ภาพ : Orapan Poachanukoon

ภาพ : Orapan Poachanukoon


อย่างไรก็ดี ในภาคประชาชน ยังสามารถประดิษฐ์ “หน้ากากผ้า D.I.Y. ด้วยผ้านิตเจอร์ซี่” เพื่อใช้ป้องกันสารคัดหลั่งจากการไอหรือจาม ทดแทนหน้ากากอนามัยในภาวะขาดแคลน เนื่องจากโครงสร้างผ้านิตเจอร์ซี่ (Jersey Knit) จะมีลักษณะคล้องกันเป็นห่วงตลอดทั้งผืน โดยที่ผ้าด้านหน้าจะมีลักษณะเป็นแนวตั้ง ส่วนผ้าด้านหลังมีลักษณะเป็นห่วงแนวนอน อีกทั้งยังเป็นผ้าถักที่มีความยืดหยุ่น สวมใส่สบาย น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี สามารถซักและใส่ซ้ำได้

ภาพ : Thammasat University

ภาพ : Thammasat University

 

นายกฯ ชมแนวคิดผลิตหน้ากากอนามัยกันน้ำ

ขณะที่ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ชื่นชมแนวคิดของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (SCI-TU) และคณะทำงานป้องกันและควบคุมโรคไวรัสโคโรน่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ที่ผลิตหน้ากากอนามัยกันน้ำ THAMMASK โดยใช้ผ้าฝ้ายผสมโพลิเอสเตอร์ (Cotton-Silk) ไม่ดูดซับความชื้น ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 ในภาวะขาดแคลนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ด้วยเทคโนโลยีสะท้อนน้ำ จากการเคลือบด้วยสาร NUVA – 1811

ภาพ : Thammasat University

ภาพ : Thammasat University


ทั้งนี้ ขณะนี้ทีมพัฒนาอยู่ในขั้นตอนการวิจัยเพื่อเตรียมทดสอบความสามารถในการสะท้อนน้ำและความคงทนของเส้นใย คาดว่าจะแล้วเสร็จและผลิตล็อตแรก 1,000 ชิ้น ได้ในสิ้นเดือน มี.ค.นี้

การผลิตหน้ากากอนามัยกันน้ำ เป็นแนวคิดที่มีประโยชน์อย่างมากต่อบุคลากรทางการแพทย์ รัฐบาลต้องขอขอบคุณ พร้อมให้การสนับสนุน โดยจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปประสานเพื่อต่อยอดถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ประชาชนในการตัดเย็บใช้เองต่อไป

 


จีนพัฒนาหุ่นยนต์เก็บสารคัดหลั่งจากผู้เสี่ยงติด COVID-19

Wed, 11 Mar 2020 23:02:00

สถาบันสุขภาพระบบหายใจของเมืองกว่างโจว และสถาบันระบบอัตโนมัติเมืองเสิ่นหยาง ภายใต้สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน พัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากลำคอของผู้ป่วย แล้วนำมาวินิจฉัยหาว่ามีการติดเชื้อ COVID-19 ได้แล้ว

เนื่องจากการทดสอบกรดริวคลีจากสารคัดหลั่งฯ ของผู้ป่วย เป็นหนึ่งในวิธีวินิจฉัยการติด COVID-19 ที่สำคัญอย่างมาก

ทำให้ต้องหาวิธีลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์เมื่อต้องเก็บสารคัดหลั่งฯ และอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย จึงทำให้เกิดหุ่นยนต์เก็บสารคัดหลั่งฯ ขึ้นมา

หุ่นยนต์เก็บสารคัดหลั่ง

หุ่นยนต์เก็บสารคัดหลั่ง

โดยตัวหุ่นยนต์จะมีแขนกลรูปร่างคล้ายงู, กล่องส่องแคบแบบสองตา, อุปกรณ์ส่งสัญญาณไร้สาย และจุดรับข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างมนุษย์-คอมพิวเตอร์

แขนกลดังกล่าวสามารถเก็บตัวอย่างจากลำคอ พร้อมกับใช้กล้องเก็บภาพมาแสดงผลได้ในระดับ 3 มิติ และเมื่อต่อเข้ากับเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง ก็จะทำให้สามารถอัปเดตข้อมูลตัวอย่างได้ในระดับเรียลไทม์อีกด้วย

 

สถาบันสุขภาพระบบหายใจของเมืองกว่างโจว ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้ใช้หุ่นยนต์ดังกล่าวเก็บตัวอย่างจากลำคอผู้ป่วยไปแล้ว 80 คน พบว่าอัตราความสำเร็จหลังเก็บตัวอย่างเพียง 1 ครั้ง มีมากกว่า 95% ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงของบุคลากรทางแพทย์จาก COVID-19 นั่นเอง

----------------------------
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ #ThaiPBSSciAndTech
ที่เพจ Thai PBS Sci & Tech

 


ชื่อของไวรัส "โคโรนา" มาจากดวงอาทิตย์ ?

Wed, 11 Mar 2020 06:44:00

วันนี้ (11 มี.ค.2563) เฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page ได้เผยแพร่บทความ ระบุว่า ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักกับไวรัสโคโรนา แต่ทราบไหมว่าแท้จริงแล้วที่มาของชื่อนั้น มาจากชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ เมื่อมองไวรัสผ่านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบว่ามีลักษณะคล้ายกับบรรยากาศชั้นโคโรนา ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศนอกสุดของดวงอาทิตย์ ลักษณะปุ่มยื่นออกมาของไวรัส (viral spike (S) peplomers) เป็นโปรตีนที่กระจุกตัวอยู่บนผิวไวรัส ทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดการตอบสนองของโฮสต์ (host tropism) ซึ่งคำว่า“corona” ในภาษาละติน แปลว่า “มงกุฎ” หรือ “รัศมี” 

โคโรนา บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์

ชั้นโคโรนา (Corona) เป็นบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยอนุภาคพลังงานสูงที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ มีความสว่างเพียง หนึ่งในล้านส่วน ของชั้นโฟโตสเฟียร์ (Photosphere) ซึ่งเป็นชั้นที่ดวงอาทิตย์เปล่งแสงสว่างออกมา อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะหนึ่งระหว่างเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ชั้นโฟโตสเฟียร์ของดวงอาทิตย์จะถูกบดบัง ทำให้เราสามารถสังเกตเห็นชั้นโคโรนาสว่างไสวออกมาโดยรอบเงาสุริยุปราคาได้ด้วยตาเปล่า ดุจดั่งมีมงกุฎอยู่รอบๆ อันเป็นที่มาของชื่อโคโรนา

โคโรนา มีความหนาแน่นเพียง หนึ่งในล้านล้านส่วน เมื่อเทียบกับแก๊สที่อยู่ภายในดวงอาทิตย์ แต่กลับมีความร้อนสูงถึง 1-3 ล้านเคลวิน ซึ่งร้อนกว่าชั้นโฟโตสเฟียร์ที่มีอุณหภูมิเพียง 5,800 เคลวิน โดยเหตุที่โคโรนามีอุณหภูมิสูงขนาดนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงการดาราศาสตร์ แต่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กบนพื้นผิวบนดวงอาทิตย์ ส่งผลให้โคโรนากำลังสูญเสียมวลสารออกไปอย่างต่อเนื่อง กลายมาเป็นลมสุริยะ

 

จากภาพ : 

 


วศ.เตือนห้ามใช้กระดาษทิชชูทำหน้ากากไม่กัน COVID-19

Fri, 6 Mar 2020 18:21:00

วันนี้ (6 มี.ค.2563) ดร.ภูวดี ตู้จินดา หัวหน้ากลุ่มวัสดุธรรมชาติและเส้นใย และโฆษกกรมวิทยา ศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า จากข้อมูลสื่อออนไลน์มีการแชร์คลิปการนำกระดาษอเนกประสงค์ และกระดาษทิชชู่ มาทำหน้ากากอนามัยสำหรับใช้ในแต่ละวัน ขอย้ำว่าไม่แนะนำให้แชร์ข้อมูลนี้และทำตาม

เนื่องจากลักษณะของกระดาษเกิดการประสานกันของเส้นใยเชลลูโลส ซึ่งก็จะมีช่องว่างอุดด้วยสารเติมแต่ง(fller)เพื่อเพิ่มคุณสมบัติต่งๆ อีกทั้งกระดาษอเนกประสงค์ และกระดาษทิชชู่ยังมีคุณสมบัติในการ ดูดชับน้ำด้วย เมื่อมีละอองเข้ามาเกาะจะถูกดูดซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อกระดาษ

โดยความสามารถในการดูดซึมขึ้นอยู่กับกระดาษอเนกประสงค์ หรือกระดาษทิชชู่ที่นำมาใช้ นอกจากนี้กระดาษอเนกประสงค์ และกระดาษทิชชู่บางเกรดมีการเติมสารฟอกนวล เพื่อช่วยให้สีดูขาวขึ้น

ภาพ:กรมวิทยาศาสตร์บริการ

ภาพ:กรมวิทยาศาสตร์บริการ

หากใส่เป็นหน้ากาก มีความอับชื้นเป็นเวลานาน บางคนอาจแพ้ และเกิดการระคายเคือง และเส้นใยอาจหลุดจากพื้นผิวเมื่อถูกเสียดสีขุยกระดาษที่สูดเข้าปอดไปก็อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นหน่วยงานให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ วิจัยและให้คำปรึกษาด้านเยื่อและกระดาษแก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป โดยผลิตภัณฑ์ประเภทกระดาษทิชชู่ ประกอบด้วย กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษเช็ดปาก และกระดาษอเนกประสงค์ สามารถทดสอบได้ทุกรายการ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ออนไลน์แพงลิบ! หน้ากากราคาถูกไม่มีขาย อยากได้รออีก 2 วัน

จับแล้ว 40 ราย กักตุน-ขายหน้ากากอนามัยเกินราคา

เช็กพิกัดขาย "หน้ากากอนามัย" 21 จุดทั่วกรุงเทพฯ

 

 


"ต้นแบบเรือนไม้ประหยัดพลังงาน" ใช้สถาปัตยกรรมไม้แบบญี่ปุ่น

Mon, 2 Mar 2020 11:05:00

มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดตัว "ต้นแบบเรือนไม้ประหยัดพลังงาน - Japanese Tea Pavilion” ภายใต้รูปแบบการก่อสร้างและการเข้าไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานเข้ากับศาสตร์และนวัตกรรมลดใช้พลังงาน ตอบโจทย์รูปแบบการก่อสร้างและธุรกิจยั่งยืนในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยประเทศญี่ปุ่น ผ่านการจัดตั้ง Wood training center ฝึกอบรม “ทักษะช่างไม้ในงานก่อสร้างแบบญี่ปุ่น” ทั้งรูปแบบหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว  Dual Degree เพิ่มโอกาสนักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ต่อยอดองค์ความรู้และขยายสู่เส้นทางวิชาชีพ โอกาสร่วมงานกับบริษัทออกแบบและก่อสร้าง ไทย-ญี่ปุ่น

 

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 50 ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้เดินหน้าขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยกับผู้ประกอบการภาคธุรกิจชั้นแนวหน้าระดับประเทศ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน “เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง” โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้จับมือกับภาคเอกชน มุ่งสู่ความก้าวหน้าของรูปแบบการศึกษายุคใหม่ ที่เน้นองค์ความรู้ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติจริง ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนากิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งเชิงวิชาการและวิชาชีพด้านการออกแบบ รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจที่สืบเนื่อง โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรมเชิงผลิตภัณฑ์

 

อ.ธีรบูลย์ พิศาลอภิพงศ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า ขณะเดียวกัน คณะสถาปัตยกรรม ยังได้ร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจากประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วย มหาวิทยาลัย Sugiyama, มหาวิทยาลัยวาเซดะ, มหาวิทยาลัย Ryukyus เมืองมิตซึเอะ จ.นาระ และภาคเอกชนประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรม “ทักษะช่างไม้ในงานก่อสร้างแบบญี่ปุ่น” อันมีรูปแบบการก่อสร้างและการเข้าไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานเข้ากับศาสตร์และนวัตกรรมลดใช้พลังงาน ตอบโจทย์รูปแบบการก่อสร้างและธุรกิจยั่งยืนในอนาคต โดยร่วมกันจัดตั้ง Wood training center หลักสูตรระยะสั้นผ่านฝึกปฏิบัติโครงการสหกิจศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 4 เดือน และระยะยาวในรูปแบบ Dual Degree ถือเป็นโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักศึกษาและผู้ที่สนใจด้านการก่อสร้างอาคารไม้ ในรูปแบบ ของการออกแบบเพื่อประหยัดพลังงาน ผู้เข้าร่วมโครงการจะมีความเชี่ยวชาญทางทักษะช่างไม้ และการออกแบบสถาปัตยกรรมไม้แบบญี่ปุ่น ได้เรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะของไม้สนญี่ปุ่น คุณสมบัติ จุดเด่น ข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงทักษะการผลิตชิ้นส่วน อาทิ การเตรียมไม้ การไสไม้ ตลอดจนการออกแบบโครงสร้าง พร้อมกันนี้ยังได้เรียนรู้นวัตกรรมและชิ้นส่วนอุปกรณ์ ที่ชาวญี่ปุ่นติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อลดการใช้พลังงาน ซึ่งสามารถต่อยอดและขยายสู่โอกาสทางวิชาชีพสถาปนิกที่มีทักษะเชี่ยวชาญเฉพาะทางในอนาคตได้อีกด้วย

“ต้นแบบเรือนไม้ประหยัดพลังงาน - Japanese Tea Pavilion นี้ ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยศรีปทุม ประกอบด้วย 2 อาคาร คือ อาคารศาลาพักผ่อน ซึ่งสามารถดัดแปลงเป็นบ้านเรือนพักอาศัยได้ และอาคารดื่มน้ำชา เพื่อสะท้อนถึงวัฒนธรรมการดื่มน้ำชาของญี่ปุ่น ที่ถือเป็นวัฒนธรรมสำคัญระดับโลก โดยนำเข้าไม้สนจากประเทศญี่ปุ่นนำมาก่อสร้างทั้งหมด ชื่อว่า “ไม้สุกิ” มีลักษณะพิเศษ คือมีกลิ่นหอมและมีคุณค่าเทียบเท่าไม้สักของคนไทย

นอกจากนี้ตัวอาคารยังมีการติดตั้งนวัตกรรมและวัสดุที่น่าสนใจ ประกอบด้วย นวัตกรรมป้องกันแผ่นดินไหว อุปกรณ์ป้องกันปลวก แผ่นป้องกันเสียง ป้องกันความร้อนและความเย็น โดยใช้เทคโนโลยีวัสดุด้าน Insulation ที่ทำงานร่วมกับผนังได้เป็นอย่างดี และป้องกันทุกพื้นผิวตั้งแต่พื้น ผนัง ฝา ตอบโจทย์กระแสความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมก่อสร้างในปัจจุบัน ที่นอกจากความสวยงามของอาคารแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการลดใช้พลังงานตามเทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการใช้ไฟฟ้า” 

 

นายสหรัฐ พหลยุทธ์ ศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ควบคุมการก่อสร้างต้นแบบเรือนไม้ประหยัดพลังงาน - Japanese Tea Pavilion กล่าวต่อว่า ความพิเศษของการออกแบบและก่อสร้างในครั้งนี้ คือการผสานองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการและวิธีการก่อสร้างอาคารไม้ญี่ปุ่นร่วมกับการก่อสร้างแบบไทย โดยเฉพาะวิธีการเข้ารอยต่อไม้โบราณแบบญี่ปุ่น ซึ่งต่างจากของไทยตรงที่สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ตะปูยึด การปูพื้นไม้ให้ลงล๊อคได้โดยที่ไม่ต้องเลื่อยไม้ทิ้ง ผสมกับนวัตกรรมปัจจุบันที่ชาวญี่ปุ่นนำมาติดตั้ง ซึ่งมีทั้งแผ่นกันชื้น กันความร้อนช่วยลดผลกระทบจากสภาพอากาศที่แตกต่างสุดขั้วในฤดูหนาวและฤดูร้อน และแผ่นป้องกันปลวกศัตรูสำคัญของบ้านไม้ทั่วโลก ติดตั้งระหว่างคานปูกับพื้นไม้ให้มีช่องว่างอากาศถ่ายเทป้องกันปลวกกินเนื้อไม้

ขณะที่ในเชิงโครงสร้างของอาคาร มีการพัฒนาถึงขั้นทนต่อแรงสั่นสะเทือนเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว โดยติดตั้งอุปกรณ์ Sujikai หลังแผ่นยิปซั่มบอร์ด ซึ่งแม้ว่าในบ้านเราอาจไม่จำเป็นต้องใช้วิธีสร้างแบบเขาทั้งหมด แต่ก็มีเทคนิคที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากันได้ และประยุกต์ออกมาให้สวยงามด้วยรูปแบบการผสมผสานที่ลงตัว

“ช่วงเวลาที่ได้ไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสได้เรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านแกะสลัก ทำมือ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลวก ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ที่สนุกที่สุดคือการสร้างแบบจำลองและทำโมเดล โดยที่นั่นให้เราเรียนรู้วิธีสร้างบ้านไม้แบบญี่ปุ่นผสานกับการสร้างบ้านไม้แบบไทย นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่การประมูลต้นไม้ รวมถึงติดตามทีมงานขึ้นไปดูการตัดไม้ เลือกไม้ แปรรูปไม้ ก่อนส่งกลับยังมหาวิทยาลัยศรีปทุม นำมาสร้างเรือนไม้ต้นแบบเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แสดงนวัตกรรมการก่อสร้างแบบญี่ปุ่น ซึ่งทุกอย่างเป็นระบบมากๆ และเมื่อกลับมายังประเทศไทยก็มีโอกาสได้เข้ามาช่วยควบคุมดูแลการก่อสร้างและให้คำแนะนำต่างๆ กับช่างก่อสร้างชาวไทย” 

 

ด้าน ศ.ชิน มูราคามิ (Prof. Shin Murakami) ผู้อํานวยการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย Sugiyama กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานองค์ความรู้ทางวิชาการครั้งสำคัญ ซึ่งสถาบันการศึกษาทั้งสองประเทศจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะในด้านทักษะการออกแบบและการใช้ไม้ มาเป็นส่วนประกอบในงานสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะรายละเอียดการออกแบบงานไม้แบบญี่ปุ่นและแบบไทย ซึ่งทั้งสองศาสตร์ถือว่ามีเอกลักษณ์และเทคนิคที่สามารถนำมาประยุกต์เข้ากันได้ ช่วยให้โครงสร้างออกมาสวยงามเหมาะสมกับสภาพอากาศสภาพแวดล้อม ที่น่ายินดีคือเมื่อนักศึกษาที่จบจากโปรแกรมนี้ ยังมีโอกาสในอนาคตสำหรับการเข้าร่วมทำงานกับบริษัทก่อสร้างในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

 

 


สวทช.เปิดตัวแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อวกาศ

Wed, 26 Feb 2020 16:10:00

วันที่ 24 ก.พ.2563 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์กรสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ เปิดตัวการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อวกาศชิงแชมป์ประเทศไทย

การแข่งขันครั้งนี้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับอวกาศ และยังเป็นการเตรียมทรัพยากรบุคคล รองรับนโยบายประเทศไทย 4.0 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ในระยะยาวด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย

สำหรับผู้ที่สนใจสมัคร ได้ระหว่างวันที่ 25 ก.พ. - 19 มี.ค.2563 จากนั้นคณะกรรมการจะคัดเลือกผลงาน ทีมผู้ชนะเลิศเพียง 1 ทีม ในวันที่ 28 พ.ค.เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge 2020 รอบชิงแชมป์เอเชีย ณ Tsukuba Space Center ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนก.ย.2563 โดยผู้ชนะจะได้มีโอกาสได้เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ที่ใช้งานจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ ISS


“ไลน์โรบอท" ช่วยชาวนาวินิจฉัยโรคข้าว

Wed, 19 Feb 2020 14:34:00

วันนี้ (19 ก.พ.2563) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาไลน์บอทโรคข้าว (Rice Disease Linebot) โมบายแอปพลิเคชันเพื่อการวินิจฉัยโรคข้าว โดยใช้การวิเคราะห์ภาพถ่ายและปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีนี้เกิดจากแนวคิดที่อยากให้ชาวนาเข้าถึงข้อมูลและการวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วและตลอดเวลาทั้ง 2 หน่วยงานจึงได้ร่วมมือกันพัฒนาไลน์โรบอทขึ้นมา

นายวศิน สินธุภิญโญ นักวิจัยห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีภาพ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ อธิบายการพัฒนาไลน์โรบอทว่า ต้องใช้ภาพโรคข้าวที่ได้รับจากทีมวิจัยของ ผศ.สุจินต์ ภัทรภูวดล อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญโรคพืช จากคณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมกันพัฒนาไลน์โรบอท นับ 10,000 ใบ เพื่อนำมาสอนคอมพิวเตอร์ให้รู้ว่าโรคแต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร โดยนำรูปที่ได้มาตีกรอบเพื่อให้เห็นว่า บริเวณใดคือ ตำแหน่งของแผลที่เกิดโรคด้วยเทคนิค Deep Learning จากนั้นจึงหาแบบจำลองที่เหมาะสมเชื่อมต่อการทำงานกับไลน์โรบอท

ปัจจุบันไลน์โรบอทสามารถวินิจฉัยโรคข้าวได้ 5 โรค คือโรคขอบใบแห้ง โรคไหม้ โรคใบขีดสีน้ำตาล โรคใบจุดสีน้ำตาล และโรคใบขีดโปร่งแสง โดยโรคที่มีความแม่นยำมากที่สุดคือ โรคใบจุดสีน้ำตาล ส่วนโรคอื่น ๆ ทีมวิจัยกำลังสอนให้โรบอทเรียนรู้ให้มากขึ้น ทุกคำตอบของไลน์โรบอทจะมี ผศ.สุจินต์ ภัทรภูวดล อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญโรคพืช เป็นผู้ตรวจทานความถูกต้องของข้อมูล และคอยให้คำแนะนำเพิ่มเติม เพื่อชาวนาสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้รักษาและดูแลต้นข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นจุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ที่มีทั้งโรบอทและนักวิชาการคอยให้คำแนะนำ

ผศ.สุจินต์ กล่าวว่า เป้าหมายในตอนนี้คือให้ไลน์บอทตอบโรคได้ทั้ง 18 โรค ในประเทศไทย แต่ในอนาคตเตรียมที่จะพัฒนาให้โรบอทเรียนรู้โรคพืชที่เกิดจากการขาดธาตุอาหาร รวมทั้งระบบเตือนภัยโรคข้าวเพิ่มขึ้นมา เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงกับการระบาดได้เตรียมพร้อมรับมือ สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่มีแอปพลิเคชั่นไลน์ สามารถสมัครเข้ามาในกลุ่มที่มีไลน์บอทวินิจฉัยโรคข้าวอยู่ จากนั้นเมื่อเกษตรกรพบต้นข้าวที่สงสัยว่า จะเป็นโรค สามารถถ่ายรูปแล้วอัปโหลดรูปเข้าไปกลุ่มไลน์บอท ระบบจะส่งรูปภาพ มาที่เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย เพื่อทําการวิเคราะห์โรคข้าว และระบบจะส่งคําวินิจฉัยตอบกลับมา พร้อมคําแนะนําในการแก้ไข ภายใน 7 วินาที

 


ไขคำตอบ! "กระเบนสีชมพู" เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน

Tue, 18 Feb 2020 12:59:00

วันนี้ (18 ก.พ.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิตยสาร National Geographic Thailand  ได้เผยแพร่เรื่องราวของปลากระเบนสีชมพูตัวหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งช่างภาพ kristianlainephotography ถ่ายภาพไว้ได้

 

ทั้งนี้จากการศึกษาของโปรเจกต์แมนตา (Project Mantra–โครงการปลากระเบน) กลุ่มนักวิจัยจากออสเตรเลียที่ศึกษาปลากระเบนสีชมพูตัวนี้ ได้ยืนยันว่าเป็นสีผิวจริงของมัน ในตอนแรก พวกเขาคิดว่าสีชมพูนี้ เป็นผลมาจากการติดเชื้อของผิวหนังหรือผลค้างเคียงจากอาหารที่กิน เช่นเดียวกับนกฟลามิงโกสีชมพู ที่ได้สีผิวมาจากการกินสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง หรือครัสเตเชียน (crustaceans) อันหมายถึงสัตว์น้ำจำพวก กุ้ง กั้ง หรือ ปู แต่จากการศึกษาในปี 2016 โดยนักวิจัย เอมิเลีย อาร์มสตรอง ที่ได้นำตัวอย่างผิวหนังของมันมาศึกษา ก็ค้นพบว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุทั้งสองที่เคยคาดการณ์ไว้

ในตอนนี้ เชื่อว่าปลากระเบนตัวนี้มีภาวะการกลายพันธุ์ของยีน (Genetic Mutation) ในเมลานินหรือหรือเม็ดสีผิว อาเซีย เฮนส์ (Asisa Haine) ผู้ช่วยนักวิจัยกลุ่มโปรเจกต์แมนตรา ระบุ

โดยปลากระเบนตัวนี้ไม่เพียงแค่เป็นสัตว์น้ำที่ดูดี แต่มันมีประโยชน์ต่อการศึกษาได้อีกด้วย เฮนส์กล่าวและเสริมว่า “การทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของการกลายพันธุ์ในยีนอาจช่วยบอกเรา” ว่าปลากระเบนมีกระบวนการพัฒนาสีผิวอย่างไร

โซโลมอน เดวิด นักนิเวศวิทยาทางน้ำประจำมหาวิทยาลัย Louisiana’s Nicholls Sate สงสัยว่ากลายการพันธุ์จะเกิดจากภาวะที่เรียกว่า Erythrism อันเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่มีผลให้ร่างกายผลิตเม็ดสีแดงมากกว่าปกติ

การได้เห็นการกลายพันธุ์ในสีผิวของสัตว์น้ำไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องที่เจ๋งที่เราได้พบเจอ

นอกจากนี้ เขากล่าวผ่านอีเมล์ ด้วยว่า ปกติ ปลากระเบนแมนตาแนวปะการังมีสีผิว 3 แบบ คือสีดำล้วน ขาวล้วน หรือสีขาวดำซึ่งมีมากที่สุดซึ่งเป็นรูปแบบสีที่เรียกว่า “Countershading” อันเป็นลักษณะหนึ่งของการพรางตัวในสัตว์ที่ช่วยให้พวกมันเป็นที่สังเกตเห็นยากในสภาพแวดล้อมใต้น้ำ ปลาชนิดนี้จะมีสีดำที่ด้านหลัง และมีสีขาวที่ด้านหน้าท้อง เมื่อถูกมองเห็นจากด้านบน ผิวสีดำของมันจะกลมกลืนไปกับบรรยากาศสีดำใต้ทะเล แต่เมื่อถูกมองจากด้านล่าง สีขาวตรงหน้าท้องของมันก็กลมกลืนไปกับแสงอาทิตย์ที่สะท้อนลงบนผิวน้ำ อันเป็นการปรับตัวที่ป้องกันพวกมันจากสัตว์นักล่า เช่น ฉลาม เป็นต้น

 

 

 


ชวนตื่นเช้าชมพาเหรดดาวเคราะห์ 18-21 ก.พ.นี้

Tue, 18 Feb 2020 08:56:00

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18-21 ก.r. 2563 เป็นโอกาสดีที่จะสังเกตเห็นดาวเคราะห์ 3 ดวง ได้แก่ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ และดวงจันทร์ ปรากฏเรียงเป็นแนวบนท้องฟ้าตามแนวเส้นสุริยวิถี และมีแนวทางช้างเผือกพาดผ่านสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดจนถึงดวงอาทิตย์ขึ้น นับเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สวยงาม สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของไทย หากใช้กล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์จะสังเกตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจตื่นแต่เช้ามาชมความสวยงามของปรากฏการณ์ท้องฟ้าก่อนรุ่งสาง ช่วงวันดังกล่าว

ในวันที่ 18 ก.พ. ดวงจันทร์จะปรากฏอยู่เหนือสุด เป็นดวงจันทร์เสี้ยว ข้างแรม 9 ค่ำ ถัดลงมาเป็นดาวอังคาร ห่างกันประมาณ 7 องศา และดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ตามลำดับ เริ่มสังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.10 น. จนถึงรุ่งเช้า

วันที่ 19 ก.พ. ดวงจันทร์จะเปลี่ยนตำแหน่งลงมาปรากฏอยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี

และวันที่ 20 ก.พ. 2563 ดวงจันทร์จะเปลี่ยนตำแหน่งลงมาอยู่ระหว่างดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ในวันนี้ดวงจันทร์จะปรากฏเคียงดาวพฤหัสบดี ห่างเพียง 2 องศา สังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 04.20 น. จนถึงรุ่งเช้า และสำหรับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ดวงจันทร์จะเปลี่ยนตำแหน่งลงมาอยู่ล่างสุด ปรากฏใกล้ดาวเสาร์ ห่างประมาณ 5.3 องศา สังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. จนถึงรุ่งเช้า ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ปรากฏบนฟากฟ้าพร้อมกันและเรียงเป็นแนวเช่นนี้ เกิดจากดาวเคราะห์แต่ละดวงโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้ในเวลาเดียวกันจากมุมมองของผู้สังเกตบนโลก ส่วนมุมมองจากอวกาศจะพบว่าดาวเคราะห์ไม่ได้เรียงกันเป็นเส้นตรงแต่อย่างใด เนื่องจากดาวเคราะห์แต่ละดวงต่างโคจรกระจายอยู่ตามวงโคจรของดาวดวงนั้น นับเป็นเหตุการณ์ปกติทางดาราศาสตร์

 

 


"จิสด้า" เทียบภาพถ่ายหัวใจภูกระดึงถูกเผา

Mon, 17 Feb 2020 17:09:00

วันนี้ (17 ก.พ.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย เมื่อวานนี้ (16 ก.พ.) ส่งผลให้เกิดความเสียหายในป่าสนเขา เป็นพื้นที่กว้าง สำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมเทียบและหลังก่อนเกิดไฟไหม้ โดยระบุว่า "เมื่อหัวใจถูกทำร้าย"

โดยจิสด้าใช้ดาวเทียม LANDSAT-8 และ Sentinal-2B ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวโดยการเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียม Landsat-8 ก่อนเกิดไฟป่า เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา และภาพถ่ายดาว เทียม Sentinel-2 ระหว่างเกิดไฟป่า วันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา

จากนั้นเปรียบเทียบกับข้อมูลจุดความร้อน จากระบบ VIIRS พบพื้นที่ที่ถูกเผาไหม้ ซึ่งอยู่เส้นกรอบเส้นสีเหลือง ประมาณ 3,700 ไร่ในป่าสนเขา คิดเป็น 1.7% ของพื้นที่ภูกระดึงทั้งหมดที่มีกว่า 200,000 ไร่ กระจายทั้งทางด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอุทยานฯ ครอบคลุมทางตอนใต้ของผาเมษาและผาหมากดูก ซึ่งเป็นรอยต่อกับพื้นที่การเกษตร

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าตรวจสอบในพื้นที่จริงร่วมกับจังหวัด เพื่อนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟู ป้องกัน และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับบริเวณอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ หากมองในมุมสูงที่ถ่ายจากดาวเทียม หรือโดรนหรือ UAV จะมองเห็นได้ชัดเจน 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นาทีช่วย "กวางป่า" หนีไฟภูกระดึง -ประสาน ฮ.ทหาร ขนอุปกรณ์

คุมไฟไหม้ "ภูกระดึง" เสียหายกว่า 2,000 ไร่ ห่วงปะทุรอบใหม่