ครั้งแรกของไทย! นักบินถ่ายภาพ " ปรากฏการณ์สไปร์ท"

Mon, 17 Jun 2019 13:02:00

ในช่วงฤดูฝนฟ้าคะนองจะมีอีก 1 ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้น คือ หรือเหตุการณ์แสงสว่างวาบชั่วคราวถือเป็นภาพที่มีโอกาสหาชมได้ยาก เพราะเกิดในเวลาเพียงไม่ถึง 3 วินาทีและผู้สังเกตการณ์ต้องอยู่ในระดับสูง จึงจะเห็นได้ชัดเจน

ภาพปรากฏการณ์สไปร์ท หรือ เหตุการณ์แสงสว่างงวาบชั่วคราวนี้ เป็นที่ถ่ายโดยภาพแรกๆ ที่กัปตันหนุ่ย หรือ ร.ต.ภคิน ทะพงค์ บันทึกไว้ได้ จากห้องนักบิน ขณะอยู่บนเส้นทางเมล์เบิร์น-กรุงเทพ ที่ระดับความสูง 38,000 ฟุต เหนือสุลาเวสีของอินโดนีเซีย วันอังคารที่ 11 มิ.ย.2562 เวลา 01:30 น. ที่ผ่านมา

ถือเป็นภาพแรกๆ ที่คนไทยสามารถบันทึกไว้ได้ ปรากฏการณ์สไปร์ทถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาขมได้ยาก เพราะส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นเพียง 0.01 ถึง 3 วินาที และเกิดที่ระดับความสูงประมาณราว 65-70 กิโลเมตร

 

อาจมีเส้นสีแดงจางๆพุ่งสูงขึ้นไปถึงระดับ 90 กิโลเมตร หรือมีเส้นสีฟ้าๆ เรียกว่า เทนดริล ห้อยระบายย้อยลงมาถึงระดับ 24-32 กิโลเมตรลักษณะคล้ายแมงกระพรุนยักษ์ กว้างได้ถึง 50 กิโลเมตร

ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ กล่าวว่า บางครั้งจะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า เป็นแสงสีแดงรูปร่างคล้ายแมงกะพรุน ห้อยลงมา เป็นสิ่งที่ถ่ายภาพยาก เพราะเกิดได้นานสุดแค่ 2-3 วินาที แค่แวบเดียว ตอนที่เขาเคยเจอและถ่ายภาพครั้งแรก เพราะถ่ายวีดีโอและไปจับภาพได้ 

ปรากฏการณ์สไปร์ทเกิดร่วมกับฟ้าผ่าแบบบวกเสมอ เพราะปลดปล่อยประจุไฟฟ้าระหว่างบริเวณด้านบนของเมฆฝนฟ้าคะนอง ทำให้อิเลคตรอนต่างๆ ไปเสียดสีกับโมเลกุลของแก๊สในชั้นบรรยากาศ

ความต่างศักย์ระหว่างยอดเมฆกับบรรยากาศที่สูงไปชั้นของไอโอโนสเฟียร์ พอเกิดขึ้นอิเล็กตรอนถูกเร่ง และพุ่งไปชนพวกแก๊สต่างๆ ในบรรยากาศมีไนโตรเจนสูง พอชนกับไนโตรเจนที่รับพลังงานจึงเป็นแสงสีแดง  

 

หลักฐานภาพแรกสุดที่ยืนยันว่าสไปร์ท มีอยู่จริงถ่ายได้เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2532 โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมินนีโซตา สหรัฐอเมริกา

ปรากฏการณ์สไปร์ท (Sprite) เป็นรูปแบบหนึ่งของปรากฏการณ์ที่เรียกแบบเหมารวมว่า เหตุการณ์แสงสว่างแบบชั่วคราว มักเกิดขึ้นร่วมกับพายุฝนฟ้าคะนอง ปรากฏการณ์นี้ไม่มีอันตรายใดๆ แต่ถือว่าหาชมได้ยาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ระดับวินาที ผู้สังเกตการณ์ต้องอยู่ในระดับสูง หรือหากอยู่บนพื้นดิน ผู้ที่ฝึกสายตาในที่มืดก็อาจมองเห็นได้

 

 


สถาบันนิวเคลียร์ เตือนดื่มกินน้ำ "บัตรเวทมนตร์" เสี่ยงมะเร็ง

Fri, 14 Jun 2019 17:22:00

วันนี้ (14 มิ.ย.2562) นายอำไพ สุขบำเพิง ผู้จัดการศูนย์บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ชี้แจงกรณี ตัวแทนผู้จำหน่ายบัตรพลังงานนิวเคลียร์ นำเอกสารผลตรวจวิเคราะห์ องค์ประกอบธาตุ ประกอบการจำหน่ายบัตรพลังงานนิวเคลียร์ ราคา1,500 บาท ที่กำลังแพร่หลายในภาคใต้ และภาคอีสาน ว่าเอกสารที่นำมาประกอบการขาย เป็นเพียงผลตรวจวิเคราะห์ ที่บริษัท แอลเอ จีเนียส ประเทศไทยจำกัด นำตัวอย่างบัตรมาให้ตรวจสอบ ตั้งแต่ปี 2559

แต่จากนั้นก็พบว่าประชาชนออกมาร้องเรียน สำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมา ว่ามีการนำบัตรไปขายในราคาแพง 600-700 บาท อ้างสรรพคุณ ประหยัดพลังงาน รักษาโรคได้ ขัดแย้งกับผลตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุของสถาบันฯ ที่พบว่า ในบัตรมีสารกัมมันตรังสี เช่น ทอเรียม ยูเรเนียม สารรังสีอันตรายกับชีวิต 

 

หากเข้าไปสะสมให้ร่างกายด้วยวิธีดื่ม-กิน ก็อาจเป็นมะเร็งได้ ดังนั้นใบรับรองที่ออกไปเป็นเพียงผลตรวจ ไม่ใช่การการันตี หรือยืนยันว่า บัตรนั้นรักษาโรคได้ โดยหลังจากที่มีปัญหาร้องเรียนในปี 2559 ศูนย์บริการเทคโนโลยีนิเวเคลียร์ ก็ไม่ได้รับตรวจวิเคราะห์สารกัมมันตรังสี ให้กับบริษัทไปใดอีกเลย เพราะกลัวว่าจะนำไปใช้เพื่อหลอกลวงประชาชน

ปกติแล้วพวกสารทอเรียม และยูเรเนียม ที่พบในบัตรพลังงานนิวเคลียร์ ประโยชน์ของมัน คือจะสกัดเอาไปทำเชื้อเพลิงพลังงานนิวเคลียร์ ไม่ใช่เอามาดื่ม-กิน

 

ขณะที่ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ส่งมอบบัตรพลังงานนิวเคลียร์ที่ได้มา ให้กับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติแล้ว เพื่อนำไปตรวจสอบว่า สารรังสีอันตรายที่อยู่ในบัตร มีมากน้อยแค่ไหน เพราะผลตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุ เป็นผลตั้งแต่ปี 2559 หากตรวจได้ ก็จะรู้จำนวนบัตรที่แน่ชัดว่ามีอยู่ในประเทศไทยเท่าไหร่ เพราะบัตรนี้มีการยืนยันว่า มีต้นทางผลิตจากประเทศมาเลเซียด้วย ย้ำว่า ประชาชนไม่ควรนำมาดื่มกิ่น หรือนำมาห้อยเหมือนเครื่องรางของขลัง เพราะจะทำให้ได้รับสารอันตรายได้


ควรเอาบัตรนี้ออกห่างจากร่างกาย เพราะมันมีสารรังสีอันตราย ขั้นตอนต่อไปเราอยากให้มีการตรวจสอบบัตรนี้ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับอันตราย

ขณะที่นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ อนุกรรมการยุทธศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ระบุว่า จะนำบัตรตัวอย่างไปตรวจสอบคาดจะรู้ผลไม่นาน ซึ่งหากบริษัทดังกล่าว มีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง สถาบันฯ ก็สามารถที่จะเอาผิดตามกฎหมายได้ แต่ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกมากนัก หากใช้บัตรนี้จุ่มน้ำดื่มก็ควรหยุด เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายได้ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อันตราย! บัตรเวทมนตร์ เจอสารกัมมันตรังสี

สั่งสแกน "บัตรเวทมนตร์" ลวงรักษาโรค 

 

 

 


อันตราย! บัตรเวทมนตร์ เจอสารกัมมันตรังสี

Fri, 14 Jun 2019 10:45:00

วันนี้ (13 มิ.ย.2562) ความคืบหน้ากรณี รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ตรวจสอบวัดกระแสไฟฟ้าของบัตรพลังงาน หรือบัตรเวทมนตร์ ที่ชาวบ้านในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ระบุว่าสามารถรักษาโรคได้  

ล่าสุดอาจารย์วีรชัย โพสต์เฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong พร้อมคลิปอธิบายผลการตรวจสอบบัตรเวทมนตร์ว่า เรียนพี่น้องประชาชนที่ใช้บัตรเวทมนต์พลังงานบัตรสีแดงฉบับนั้น ซึ่งเป็นของบริษัทมาเลเซีย นำเข้ามาจากอินโดนีเซีย

อาจารย์อ๊อดได้เอกสารฉบับนี้จากผู้ประกอบการที่เอาบัตรนี้ไปแจก หากเอกสารฉบับนี้เป็นจริงในบัตรนั้นมีสารกัมมันตรังสีนะครับ​ ประชาชนจุ่มต้มน้ำกินจุ่มน้ำดื่มห้ามรับประทานโดยเด็ดขาดนะครับ พี่น้องเครือข่าย Social ทั้งหลายแชร์เพื่อเตือนด้วยครับ

 

ภาพ:เฟชบุ๊ก รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์

ภาพ:เฟชบุ๊ก รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์

 

เตือนชาวบ้านเลิกใช้เสี่ยงรับสารกัมมันตรังสี

อธิบายเรื่องบัตรพลังงานนิดหน่อยนะครับ เป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์มากเนื่องจากว่าผู้ประกอบการเอาเอกสารให้ดูกลางรายการ แล้วเขาไม่สามารถรู้ว่าในเอกสารนั้นคืออะไรเพราะเป็นภาษาเคมี ในเอกสารนั้นเป็นผลตรวจการ์ดพลังงานที่ว่ามีสารกัมมันตรังสี

ทั้งนี้ อาจารย์วีรชัย อธิบายว่าได้มีการอ่านรายงานผลการตรวจ 2 ฉบับจากสถาบันวิทยาศาสตร์จากมาเลเซีย และของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ระบุว่าในบัตรมีสารโลหะหนัก ทั้งสารปรอท สารตะกั่ว และที่สำคัญมีสารกัมมันตรังสีอยู่ด้วย 

เมื่อตัดบัตรออกจะมีผงสีขาวที่อัดเป็นแผ่นแข็ง ซึ่งเป็นผลรายงานทางเคมียืนยันผลตรวจปี 2559 และผลตรวจมีสารกัมมันตรังสีอันตราย จึงต้องรีบเตือนประชาชน ถ้านำไปห้อยแขวน จุ่มน้ำมีสารนี้ไปในร่างกายจะไม่มีผลดี และเสนอให้หน่วยงานรัฐนำบัตรนี้ไปตรวจสอบอีกครั้ง

 

โดยหลังจากช่วงบ่ายเผยแพร่คลิป 2 คลิป ความยาว 1.30 นาที และความยาว 1.35 นาที เป็นภาพขณะกำลังทระบุว่า เบื้องต้นก็ลองวัดดูกระแสไฟฟ้าทั้งกระแสตรงกระแสสลับ วัดความต้านทาน วัดการนำไฟฟ้า เห็นว่ากระแสแรงทะลุซอง ไม่ขึ้นอะไรสักอย่างครับ จะลองส่งไปที่ศูนย์กัมมันตภาพรังสีเพื่อตรวจสอบสารกัมมันตรังสีดู หลังจากนั้นก็จะผ่าดูค่ำๆ หน่อยนะครับ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สั่งสแกน "บัตรเวทมนตร์" ลวงรักษาโรค

เตรียมผ่าพิสูจน์ "บัตรพลังงาน"อ้างสรรพคุณรักษาโรค

 

 

 

 


เตรียมผ่าพิสูจน์ "บัตรพลังงาน"อ้างสรรพคุณรักษาโรค

Thu, 13 Jun 2019 13:07:00

วันนี้ (13 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong ของ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เผยแพร่คลิป 2 คลิป ความยาว 1.30 นาที และความยาว 1.35 นาที เป็นภาพขณะกำลังทดลองวัดกระแสไฟฟ้าของบัตรพลังงาน หรือบัตรเวทมนตร์ ที่ชาวบ้านในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ระบุว่าสามารถรักษาโรคได้  

โดยอาจารย์วีรชัย ระบุว่า เบื้องต้นก็ลองวัดดูกระแสไฟฟ้าทั้งกระแสตรงกระแสสลับ​ วัดความต้านทาน​ วัดการนำไฟฟ้า​ เห็นว่ากระแสแรงทะลุซอง ไม่ขึ้นอะไรสักอย่างครับ จะลองส่งไปที่ศูนย์กัมมันตภาพรังสีเพื่อตรวจสอบสารกัมมันตรังสีดู หลังจากนั้นก็จะผ่าดูค่ำๆ หน่อยนะครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สั่งสแกน "บัตรเวทมนตร์" ลวงรักษาโรค

ตรวจสอบ "บัตรพลังงาน" อ้างรักษาโรคได้

 


เด็กไทยคิดค้นเครื่องช่วยฟัง เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย Google Science Fair

Tue, 11 Jun 2019 06:55:00

ด.ช.เหมวิช วาฤทธิ์ หรือน้องฮับ อายุ 13 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวารีเชียงใหม่อินเตอร์เนชั่นแนล จ.เชียงใหม่ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและประเทศไทย หลังผ่านเข้ารอบตัดสิน Google Science Fair เป็น 1 ใน 20 คน จากเด็กทั่วโลก ที่จะได้รับโอกาสเข้าเสนอโครงการ จากการคิดค้นอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังสำหรับผู้พิการทางหู ในเดือน ก.ค.นี้

น้องฮับ เล่าว่า เคยเล่นกีตาร์แต่ไม่ได้ต่อแอมป์หรืออุปกรณ์ขยายเสียง และมีเสียงโทรทัศน์เปิดทิ้งไว้ทำให้เสียงกีตาร์เบามาก เมื่อนำคางไปแตะที่ตัวกีตาร์เพื่อจะฟังเสียงปรากฏว่าเสียงดังขึ้นชัดเจนขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่าอาจจะนำมาใช้กับคนที่พิการทางหูได้เป็นที่มาของการนำมาพัฒนาโปรเจคการทำเครื่องช่วยฟัง และการพัฒนาโปรแกรมฝึกการออกเสียงพูดขึ้น

เมื่อนำไปทดสอบที่โรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทรพบว่าหลังจากใส่อุปกรณ์เครื่องช่วยฟังก็ทำให้ผู้ทดสอบมีความกล้าที่จะทดลองเปล่งเสียง และก็ได้ยินเสียงที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ส่งผลกระทบต่อหู หรือการติดเชื้อในช่องหูด้วย

นางนิชาพร วาฤทธิ์ แม่ของน้องฮับ บอกว่า ตนเชื่อว่าเด็กคนไทยทุกคนเก่งและทำได้เหมือนน้องฮับ อยากให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กเกิดพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีที่มากขึ้น ส่งเสริมเด็กไทยตั้งแต่อายุยังน้อย และเปิดเวทีให้กับเด็กได้กล้าแสดงออกมากขึ้นจะกลายเป็นแรงผลักดันในด้านความรู้ที่จะเข้าแข่งขันกับต่างประเทศไทย

และอยากขอแรงเชียร์จากคนไทยช่วยเชียร์น้องฮับในการแข่งรอบสุดท้าย เพราะถือเป็นเด็กไทยคนแรกที่เคยเข้าแข่งในรอบตัดสินของ Google Science Fair และอายุน้อยที่สุดด้วย


“ฐากร” ยันไม่ลดราคาคลื่น 700 MHz

Fri, 31 May 2019 18:32:00


วันนี้ (31 พ.ค.62) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ตนเองได้ลงนามเห็นชอบร่างประกาศสำนักงาน กสทช. เรื่อง การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 703-733/758-788 MHz หรือคลื่น 700 MHz แล้ว หลังจากที่สิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้ายผ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 30 พ.ค.2562 จากนั้น วันที่ 4 มิ.ย.2562 จะนำส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมกับ ร่างประกาศแผนคลื่นความถี่ ย่าน 700 MHz ที่รอให้คณะกรรมการ กสทช.เห็นชอบ คาดว่าจะสามารถประกาศลงราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 5 - 6 มิ.ย.2562 โดยยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาการจัดสรรคลื่นความถี่ ที่ 17,584 ล้านบาท อย่างแน่นอน

แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดสรรในกรณีที่มีการเลือกช่วงคลื่นความถี่เดียวกันนั้น จากเดิมให้จับฉลาก เปลี่ยนเป็นให้แต่ละรายเสนอผลประโยชน์แข่งกัน หากใครเสนอได้มากกว่าก็เป็นผู้ชนะ หากเสนอเท่ากัน จึงค่อยจับฉลาก นอกจากนี้ยังคงยึดจำนวนใบอนุญาตเดิม คือ 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 MHz ชำระค่าใบอนุญาตจำนวน 10 งวด 10 ปี อายุใบอนุญาต 15 ปี ได้รับใบอนุญาต วันที่ 1 ต.ค. 2563

“ตอนนี้ทุกคนอยากให้ลดราคา แต่การลดราคาหากไม่อิงตามหลักวิชาการ ไม่ได้ มันเดินหน้าไม่ได้ เขาก็ไม่กล้าปรับ ตอบคำถามต่าง ๆไม่ได้ และในคณะทำงานราคาคลื่นมีองค์กรต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วย” นายฐากร กล่าว

สำหรับคลื่นความถี่ 2600 MHz ภายในสัปดาห์หน้า กสทช.จะลงนามกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการว่าจ้างประเมินมูลค่าคลื่น 2600 MHz


เจอรอยเท้า "เทอโรพอต"ไดโนเสาร์อายุ 140 ล้านปีบนภูผาเหล็ก

Fri, 24 May 2019 10:27:00

วันนี้ (24 พ.ค.2562) นายรังสรรค์ เหลาภา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยภูผาเหล็ก 1(อ่างกระเฌอ) พร้อมนายอำเภอกุดบาก ปลัดอำเภอกุดบาก และคณะผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรณี จากศูนย์ขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์ภูน้อย อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ลงสำรวจพื้นที่บริเวณทิศใต้สำนักสงฆ์ภูดานหลวง ท้องที่บ้านกุดแฮด ต.กุดบาก อ.กุดบาก จ.สกลนคร พบร่องรอยประวัติศาสตร์ 2 จุด

โดยแต่ละจุดมีร่องรอยบนแผ่นหินนับร้อยรอย ในเบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรนี ระบุเป็นรอยเท้าไดโนเสาร์ 2 ชนิด จำพวกที่กินเนื้อเป็นอาหาร จึงได้ถ่ายภาพเก็บในรายละเอียดนำไปเปรียบเทียบกับร่องรอยที่พบในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อยืนยันความถูกต้องอีกครั้ง เพื่อวางแผนพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวต่อไป

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

 

และเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ดร.วราวุธ สุธีธร ผู้เชี่ยวชาญด้านซากดึกดำบรรพ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม  ว่ารอยเท้าที่พบในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก เป็นรอยเท้าที่ปรากฏบนแผ่นหินในหมวดหินพระวิหาร  กลุ่มหินโคราช มีลักษณะทางกายภาพของหิน ประกอบด้วย หินทราย สีขาวปนเหลือง สีส้ม และสีเทา ขนาดเม็ดละเอียดถึงหยาบ และยังมีหินทรายแป้ง และหินโคลนชั้นบางๆแทรกอยู่

ส่วนลักษณะของรอยเป็นรอยเท้าของไดโนเสาร์กินเนื้อ ในกลุ่มเทอโรพอต  ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความแตกต่างกันมากทางขนาด ตั้งแต่ตัวเท่าไก่จนถึงใหญ่กว่าช้าง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เทอโรพอตขนาดใหญ่ และเทอโรพอตขนาดเล็ก

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

 

พบรอยเท้ากระจายวงกว้าง 2 กลุ่มเร่งสำรวจเพิ่ม

ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์ ดร.วราวุธ ยืนยันว่ารอยเท้าที่เจอเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็กกลุ่มเทอโรพอต อายุ 140 ล้านปี ซึ่งบริเวณที่เข้าไปสำรวจพบลักษณะของการเดินและเส้นทางเดินของไดโนเสาร์ในพื้นที่รัศมี 100 ตารางเมตร และถือว่าเป็นการค้นพบที่น่าสนใจ เนื่องจากรอยเท้ามี 2 กลุ่มกลุ่มขนาดเล็กมีจำนวนมากนับ 10 รอย แต่ละรอยมีขนาดเท่าฝ่ามือคนทั่วไปหรือไม่เกิน 10 เซนติเมตร และกระจายในชั้นหินที่ลดหลั่นกันขนาดกว้าง 5-10 เมตร 

ถือเป็นการค้นพบที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาเคยเจอรอยเท้าไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอต ที่ภูแฝก จ.กาฬสินธ์ุ จำนวน 7 รอย เป็นชนิดกินเนื้อขนาดใหญ่ อายุประมาณ 140 ล้านปี ส่วนที่ภูผาเหล็ก เป็นขนาดเล็ก

ตอนนี้ต้องเตรียมเข้าไปสำรวจร่องรอยการเดินของไดโนเสาร์เพิ่มเติม เพื่อดูว่าจะมีรอยเท้าเพิ่มเติมในจุดอื่นๆหรือไม่ เพราะนอกจากรอยเท้าไดโนเสาร์แล้วยังพบรอยเท้าของสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มจระเข้ ซึ่งต้องเข้าไปสำรวจเพิ่มเติม 

สำหรับบริเวณที่เจอรอยเท้าไดโนเสาร์ เป็นพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก ต้องใช้เวลาเดินเข้าไปในจุดนี้ประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 1 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่ใช่จุดท่องเที่ยว และไม่น่าจะเกิดปัญหาถูกทำลายได้ง่าย

 

 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

 

 

 

 

 


สุดยอด! อบต.หนองตาแต้ม ค้วารางวัล UN ผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ใช้ 100%

Thu, 23 May 2019 09:37:00

องค์การบริหารส่วนตำบลหนองตาแต้ม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับรางวัลชนะเลิศในสาขา Developing effective and responsible public institutions จากผลงานเรื่อง Self-reliant Solar Energy Community จากองค์การสหประชาติ ในการประกาศรางวัล United Nations Public Service Awards 2019 ผ่านทางเว็บไซต์ https://publicadministration.un.org/




ผลงานดังกล่าวเป็นการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ครัวเรือนสามารถนำไปใช้ได้ร้อยละ 100 ของพื้นที่ รวมทั้งสร้างศูนย์การเรียนรู้สำหรับชุมชนเพื่อฝึกอบรมประชาชนในพื้นที่ให้เป็นช่างเทคนิคที่สามารถดูแลระบบต่อไปได้ และสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการซื้ออุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นผลให้เกิดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

 
สำหรับรางวัล UNPSA นี้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและการบริการภาครัฐที่ยอดเยี่ยมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนสอดคล้องกับหลักการ SDGs เป็นส่วนสำคัญของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda)

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับรางวัลมาอย่างต่อเนื่องทุกปี นับตั้งแต่ปี พศ.2551 รวม 14 ผลงาน จาก 11 หน่วยงาน



เด็กไทยคว้า 8 รางวัล เวทีวิทย์ฯ โลก-ทีม "น้ำผึ้ง" ได้รางวัลพิเศษ

Sun, 19 May 2019 16:31:00

วันนี้ (19 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปิดฉากลงแล้วสำหรับการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชนนานาชาติ ระดับโลก The Intel International Science and Engineering Fair 2019 (Intel ISEF) ระหว่างวันที่ 12-17 พฤษภาคม 2562 ณ เมืองฟินิกส์ รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

 

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เปิดเผยว่า จากการสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พร้อมด้วยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์และมูลนิธิพลังสร้างสรรค์นวัตกรรม ได้นำเยาวชนจำนวน 17 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งการประกวดโครงงานแบ่งออกเป็น 22 สาขา เช่น ชีวภาพ สัตวศาสตร์ วัสดุศาสตร์ เคมี คณิตศาสตร์ พืชศาสตร์ วิศวกรรมชีวการแพทย์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ระบบสมองกลฝังตัว ซอฟต์แวร์ระบบ

โดยในปีนี้เยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลมาได้ถึง 8 รางวัลด้วยกัน ได้แก่ 1. รางวัลที่ 3 พร้อมทุนการศึกษา 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ สาขาวิทยาศาสตร์ ชีวภาพ ด้านพืชวิทยา และ 2. รางวัลสเปเชียลอวอร์ด จาก Sigma Xi ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพสำหรับการวิจัยข้ามสาขา และการทำงานเป็นทีม ด้วยโครงงาน "เบ้ากุดจี่เทียมสำหรับเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์พืช" ซึ่งเป็นผลงานของ นายธีรกานต์ วรรณกาญจน์ และ น.ส.สุทธิดา เอี่ยมสอาด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนพนมสารคาม "พนมอดุลวิทยา" จ.ฉะเชิงเทรา อาจารย์ที่ปรึกษา นายนิรันดร์ เหลืองสวรรค์

 

 

3. รางวัลที่ 3 พร้อมทุนการศึกษา 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ด้านพลังงาน-กายภาพ ด้วยโครงงาน "กังหันลมแบบไฮบริดจ์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าและเทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยวงแหวนแม่เหล็ก ถาวร" ซึ่งเป็นผลงานของ นายรังสิมันต์ กุลเพชรจิระ และนายจิตรภณ ขจรภิรมย์ โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม จ.พิษณุโลก อาจารย์ที่ปรึกษา นายสุวิทย์ กิระวิทยา

4. รางวัลที่ 4 พร้อมทุนการศึกษา 500 ดอลลาร์สหรัฐ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ด้านพืชวิทยา ด้วยโครงงาน "การพัฒนา ไฮโดรเจลสำหรับกำจัดหอยที่เป็นศัตรูพืชในทางการเกษตรจากยางไม้ในท้องถิ่น" ซึ่งเป็นผลงานของ น.ส.นัทธมน ศรีพรม น.ส.รมิตา เชื้อเมืองพาน และ น.ส.พันธ์อนงค์ ชื่นโชคชัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย อาจารย์ที่ปรึกษา นายสุธิพงษ์ ใจแก้ว

 

 

5. รางวัลที่ 4 พร้อมทุนการศึกษา 500 ดอลลาร์สหรัฐ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ด้านเคมีวิทยา ด้วยโครงงาน "การพัฒนานวัตกรรมชุดทดสอบเซนเซอร์เชิงสีเพื่อตรวจวัดปริมาณคลอรามีนในสระว่ายน้ำโดยตรง : แนวคิดใหม่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ" ซึ่งเป็นผลงานของ น.ส.อธิชา สันติลินนท์ นายณัฐประวีร์ ปัถยาวิชญ์ และนายณภัทร สัจจมงคล โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม อาจารย์ที่ปรึกษา นายเกียรติภูมิ รอดพันธ์

6. รางวัลที่ 4 พร้อมทุนการศึกษา 500 ดอลลาร์สหรัฐ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาระบบซอร์ฟแวร์ด้วยโครงงาน "การประมาณน้ำหนักเนื้อข้าวโพดหวานจากรูปภาพดิจิทัล ด้วยวิธีการอินทิกรัลแบบหมุนรอบแกน" ซึ่งเป็นผลงานของ น.ส.ณีรนุช สุดเจริญ น.ส.ชนิกานต์ พรหมแพทย์ และ น.ส.พรชนัญญ์ มั่งมีธนพิบูลย์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี อาจารย์ที่ปรึกษา นายศักดิ์นรินทร์ จันทร์นาค และนายจิรคุณ เอิบอิ่ม

 

 

7. รางวัลสเปเชียลอวอร์ด จาก USAID from the American People ด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พร้อมทุนการศึกษา 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ  คือโครงงาน "การพัฒนาสารเคลือบเมล็ดพันธุ์อุ้มน้ำจากยางไม้ในท้องถิ่นเพื่อเพิ่มอัตราการรอดตายของข้าวไร่ในสภาวะขาดน้ำเนื่องจากฝนทิ้งช่วง" ซึ่งเป็นผลงานของ น.ส.น้ำผึ้ง ปัญญา นายพิรชัช คชนิล และนายเจษฎา สิทธิขันแก้ว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย อาจารย์ที่ปรึกษา นายเกียรติศักดิ์ อินราษฏร โดยก่อนหน้านี้ น.ส.น้ำผึ้ง 1 ในทีม ประสบปัญหาขอวีซ่าเข้าประเทศไม่ผ่านถึง 2 ครั้ง เนื่องจากเป็นเด็กไร้สัญชาติ แต่หลังจากกรมการปกครองพิจารณาเห็นชอบให้ น.ส.น้ำผึ้ง ได้สัญชาติไทย จึงทำให้สามารถเดินทางไปแข่งขันได้ทันตามกำหนด พร้อมกับคว้ารางวัลกลับมาได้

8. รางวัลสเปเชียลอวอร์ด จากสมาคมเคมีอเมริกัน ด้วยโครงงาน "การสังเคราะห์อนุภาคนาโนของเหล็กคาร์บอนจากน้ำมันหมูเหลือใช้เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทะเล" ซึ่งเป็นผลงานของ นายปุถุชน วงศ์วรกุล นายชวิศ แก้วนุรัชดาสร และ น.ส.ภัทรนันท์ บุญชิต โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง อาจารย์ที่ปรึกษา นายภานุพงศ์ ภูทะวัง โดยเยาวชนไทยทั้งหมดจะเดินทางกลับมายังประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ ( 20 พ.ค.) ซึ่งจะมีคณะผู้บริหารองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติต้อนรับ ในฐานะที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยกลับมาได้อย่างยอดเยี่ยม

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดใจ “น้ำผึ้ง” อดีตเด็กไร้สัญชาติ บินแข่งวิทย์ฯ บนเวทีโลก 

"น้ำผึ้ง" ได้วีซ่าเข้าสหรัฐฯ เตรียมบินแข่งวิทย์ฯ พรุ่งนี้ 

"น้องพลอย - น้ำผึ้ง" เด็กไร้สัญชาติ ได้รับรองสัญชาติไทยแล้ว 

“น้ำผึ้ง” เด็กไร้สัญชาติขอโอกาสสถานทูตสหรัฐฯ เข้าประเทศแข่งขันวิทยาศาสตร์ 

 

 


ชวนดูดาวพฤหัสบดี-ดาวเสาร์ เคียงดวงจันทร์ 20-23 พ.ค.นี้

Fri, 17 May 2019 14:47:00

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือน พ.ค.2562 จะเกิดปรากฏการณ์ “ดาวเคียงเดือน” ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ปรากฏบนท้องฟ้าเคียงดวงจันทร์ สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ

โดยในวันที่ 20 พ.ค.นี้ “ดาวพฤหัสบดีปรากฏเคียงดวงจันทร์” สังเกตได้ตั้งแต่เวลา 20.30 น.เป็นต้นไป บริเวณขอบฟ้าทางตะวันออกเฉียงใต้ ห่างประมาณ 2 องศา และจะปรากฏใกล้กันที่สุดในเวลาประมาณ 23.50 น. ห่างเพียง 1.3 องศา จากนั้นจะค่อยๆ ขยับห่างออกจากกัน ซึ่งสามารถสังเกตได้ตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า

ส่วนวันที่ 22 พ.ค.นี้ “ดาวเสาร์ปรากฏเคียงดวงจันทร์” เริ่มสังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 22.20 น. เป็นต้นไป ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างประมาณ 2.8 องศา และจะปรากฏใกล้กันมากที่สุดประมาณ 1 องศา ในช่วงรุ่งเช้าของวันที่ 23 พ.ค. ซึ่งผู้สนใจสามารถรอชมความสวยงามของปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือนดังกล่าวได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ

ปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน ถือเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากดวงจันทร์และดาวเคราะห์เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ ตามคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้นการที่ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ปรากฏบนท้องฟ้าในทิศเดียวกัน หรือเคลื่อนที่มาอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันจึงถือเป็นเรื่องปกติ

นายศุภฤกษ์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ โลกจะโคจรเข้าใกล้ดาวเคราะห์ทั้ง 2 มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดาวพฤหัสบดีจะอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี วันที่ 10 มิ.ย.นี้ และดาวเสาร์จะอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี วันที่ 9 ก.ค.นี้ ส่งผลให้ดาวเคราะห์ทั้ง 2 มีขนาดปรากฏใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และจะสามารถสังเกตการณ์ได้ยาวนานขึ้นตลอดทั้งคืน

 


"นาซ่า" พบดวงจันทร์หดตัวลง 50 เมตรรอบร้อยล้านปี

Tue, 14 May 2019 13:19:00

วันนี้ (14 พ.ค.2562) รายงานฉบับใหม่ที่วิเคราะห์ภาพดวงจันทร์โดยยานสำรวจดวงจันทร์ (แอลอาร์โอ) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซ่า) ถ่ายไว้มากกว่า 12,000 ภาพ ระบุว่า เกิดรอยย่น และการขยับตัวของพื้นผิว บริเวณแอ่งน้ำบนดวงจันทร์ ที่ชื่อว่า Mare Frigoris หรือทะเลแห่งความหนาวเหน็บ ซึ่งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือของดวงจันทร์ หนึ่งในแอ่งน้ำจำนวนมาก ที่สันนิษฐานว่าแห้งเหือดไปแล้ว

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการหดตัวจากภายใน และการสูญเสียความร้อนอย่างช้าๆ เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีพื้นผิวชั้นนอกเหมือน กับแผ่นเปลือกโลก ผลที่เกิดขึ้นคือรอยแยก และรอยย่นที่พบบริเวณผิวดาว ในลักษณะเดียวกันกับที่ผลองุ่นแห้ง และเหี่ยวย่นจนกลายเป็นลูกเกด

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ในช่วงหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา ดวงจันทร์มีขนาดเล็กลงประมาณ 50 เมตร ปรากฏการณ์นี้อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์ได้ในอนาคต 

การค้นพบความเคลื่อนไหวบนพื้นผิวดวงจันทร์เป็นสิ่งที่น่าศึกษาสำหรับนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากปกติมีเพียงโลกเท่านั้นที่ยังพบความเคลื่อนไหวเช่นการเกิดแผ่นดินไหวอยู่  

จากมุมมองทางธรณีวิทยา ดวงจันทร์มีความแตกต่างจากโลก ตรงที่ว่าไม่มีแผ่นเปลือกโลก ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว แต่แผ่นดินไหวบนดวงจันทร์จะเกิดขึ้น จากการที่ดวงจันทร์สูญเสียความร้อนไปอย่างช้าๆ นับตั้งแต่ที่มีการก่อตัวขึ้นเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน

อุณหภูมิดวงจันทร์ช่วยเผยโครงสร้างภายใน

ขณะที่ เพจเฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อมูลว่า นักวิทยาศาสตร์ทดลองค้นหาอุณหภูมิที่ชั้นรอยต่อระหว่างแกนกลาง และชั้นแมนเทิลของดวงจันทร์ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างภายในของดวงจันทร์มากขึ้น

อะนันยา มัลลิท (Ananya Mallik) ผู้ช่วยศาสตร์ตราจารย์ด้านธรณีวิทยา อธิบายว่า “ขณะนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับบริเวณชั้นรอยต่อระหว่างแกนกลางกับแมนเทิล และอุณหภูมิบนพื้นผิวที่วัดโดยภารกิจอะพอลโล ช่วยให้เราศึกษาข้อมูลอุณหภูมิของดวงจันทร์ได้ ซึ่งหากเราทราบอุณหภูมินี้ ก็อาจกำหนดสถานะภายในของโครงสร้างและองค์ประกอบของดวงจันทร์ได้ ”

ดวงจันทร์มีแกนกลางเป็นเหล็กเหมือนกับโลก จากการวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากการเกิดแผ่นดินไหวก่อนหน้านี้ ทำให้พบว่าร้อยละ 5 - 30 ของส่วนประกอบของชั้นรอยต่อระหว่างแกนกลางและแมนเทิลอยู่ในสถานะของเหลวที่มีความหนืด

มัลลิททำการทดลองโดยนำวัตถุที่คล้ายกับหินของดวงจันทร์ ใส่เข้าไปในอุปกรณ์ที่ชื่อว่า “มัลติ-แอนวิล (Multi-anvil)” เพื่อเพิ่มความดันให้ถึงระดับ 45,000 เท่าของบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นแรงดันคาดการณ์ภายในดวงจันทร์ แล้วเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นจนวัตถุตัวอย่างละลายไปบางส่วน

เป้าหมายคือเพื่อให้วัตถุละลายร้อยละ 5-30 เสมือนสถานะของส่วนประกอบชั้นรอยต่อ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถกำหนดช่วงของอุณหภูมิได้แคบลง ซึ่งช่วงอุณหภูมินี้จะช่วยให้สามารถทำนาย และสร้างแบบจำลองโครงสร้างของดวงจันทร์ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงอาจสามารถระบุธาตุองค์ประกอบภายในของดวงจันทร์ได้ด้วย

การทราบองค์ประกอบของดวงจันทร์เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน ดวงจันทร์และโลกเคยเป็นดาวดวงเดียวกัน แต่เกิดการปะทะของวัตถุที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวอังคาร ทำให้เกิดเป็นดวงจันทร์และโลกดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้นการทำความเข้าใจดวงจันทร์ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำความเข้าใจโลกเช่นกัน

 

 


คำถามสำคัญจัดสรรคลื่น 700 MHz

Thu, 9 May 2019 10:01:00

การผลักดันมาตรการเพื่อช่วยเหลือทีวีดิจิทัล โดยการนำคลื่น 700 MHz ไปจัดสรรให้กับค่ายมือถือพร้อมเงื่อนไขให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz โดยไม่คิดดอกเบี้ยเลยนั้น อาจดูราบรื่นเพราะใช้อำนาจตามมาตรา 44 แต่ในคำสั่ง คสช.กำหนดให้สำนักงาน กสทช.ออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ อีกไม่น้อย ทำให้เกิดคำถามทางกฎหมายตามมาในหลายประเด็น คำถามที่น่าสนใจที่มีการหยิบยกมากล่าวถึง ได้แก่

1.“การใช้มาตรา 44 ทำให้ทุกฝ่ายไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายจริงหรือไม่” แม้คำสั่งตามมาตรา 44 จะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย แต่หลักเกณฑ์ที่ออกตามคำสั่งอาจไม่ได้รับความคุ้มครองด้วยโดยอัตโนมัติ ในกรณีที่หลักเกณฑ์ออกโดยใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ จะต้องมีผู้รับผิดทางกฎหมายหรือไม่ และแม้ว่าคำสั่ง คสช. จะให้เลขาธิการ กสทช. มีอำนาจวินิจฉัยและให้ถือเป็นที่สุด แต่มิได้หมายความว่า หากวินิจฉัยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือทำให้รัฐเสียหาย จะสามารถอ้างมาตรา 44 เป็นเกราะกำบังได้อย่างเบ็ดเสร็จ

2.“ค่ายมือถือค่ายใดมีสิทธิขอรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz เพื่อผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz” ในคำสั่ง คสช. ได้ระบุเจตนาชัดเจนว่า เพื่อจัดการปัญหาความสามารถชำระค่าคลื่นตามกำหนด และตามข้อ 5 ของคำสั่งระบุให้ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ชำระเงินตามเงื่อนไขการประมูลเดิม แต่หากไม่สามารถชำระได้ จึงให้แจ้งสำนักงาน กสทช. ตามข้อ 6 กรณีค่ายมือถือที่ไม่มีปัญหาผลประกอบการและยังมีเงินปันผลเป็นจำนวนมาก ย่อมไม่ใช่กรณีตามข้อ 6 หากมาขอใช้สิทธิทั้งที่รู้ว่าไม่เข้าเงื่อนไข อาจเข้าข่ายการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และในกรณีที่ทำให้ผลประโยชน์ของรัฐเสียหาย ก็ย่อมต้องรับผิดทางกฎหมายต่อไป ในส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่พิจารณาให้มีการผ่อนชำระโดยไม่เข้าเงื่อนไขตามคำสั่ง ก็คงต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นกันใช่หรือไม่  เพราะคำสั่งดังกล่าวระบุชัดเจนว่า ให้ชำระค่าคลื่นตามเดิม ยกเว้นกรณีไม่สามารถชำระได้ จึงมีสิทธิขอผ่อนผัน

3.“เอกชนที่มีเจตนาใช้สิทธิทั้งที่ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและทำให้รัฐเสียประโยชน์ ผู้บริหารจะมีความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ด้วยหรือไม่” หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการและผู้บริหารบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรณีการดำเนินการโดยขาดความรอบคอบ ไม่ระมัดระวัง หรือไม่ซื่อสัตย์ และไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยทำให้รัฐเสียหายจะเป็นความผิดและมีโทษประการใด และกระทบต่อภาพลักษณ์ธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ รวมถึงจะกระทบต่อการดำเนินการในตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนหรือไม่ อย่างไร

4.“มีช่องรายการทีวีดิจิทัลใดได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนคลื่น 700 MHz ตามข้อ 12 (1) ของคำสั่งบ้าง” เนื่องจากในคำสั่งข้อ 12 กำหนดเงื่อนไขเบื้องต้นว่า ช่องรายการทีวีดิจิทัลที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าคลื่นงวดท้ายๆ และได้รับการสนับสนุนค่าเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ด้วยต้องเป็นช่องที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนคลื่น 700 MHz ซึ่งจำแนกเป็น 2 ธุรกิจย่อย คือช่องรายการและผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ ในกรณีที่ไม่ได้รับผลกระทบย่อมไม่ได้รับสิทธิตามข้อ 12 ใช่หรือไม่

การพยายามเหมารวมว่าทุกช่องรายการได้รับผลกระทบโดยไม่มีการพิสูจน์นั้น อาจเป็นการใช้ดุลพินิจที่ทำให้รัฐเสียหายหรือไม่ เพราะการเตรียมคลื่นย่าน 510-790 MHz เพื่อรองรับช่องรายการทีวีดิจิทัลที่ผ่านมานั้น สำนักงาน กสทช. ระบุว่า มีเป้าหมายให้รองรับได้ถึง 48 ช่องรายการ การที่จะบีบคลื่นลง 90 MHz ช่องทีวีดิจิทัลหลักที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังสามารถให้บริการได้ตามสิทธิเดิม ประชาชนเพียงแต่ต้องปรับจูนเครื่องรับโทรทัศน์ก็สามารถรับชมได้ตามปกติ แต่ช่องรายการที่ได้รับผลกระทบจริงคือช่องรายการที่ยังไม่เกิดอย่างเช่น ทีวีชุมชนหรือทีวีสาธารณะ

นอกจากคำถามสำคัญเหล่านี้แล้ว ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการตั้งราคาคลื่น 700 MHz ซึ่งปรากฏข่าวในสื่อมวลชนต่างๆ ว่า สำนักงาน กสทช. จะจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยแบ่งคลื่นเป็น 3 ชุด ชุดละ 2x15 MHz ราคาชุดละประมาณ 25,000 ล้านบาท ผ่อนชำระ 10 ปีโดยไม่มีดอกเบี้ย ระยะเวลาอนุญาต 15 ปี ซึ่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้ประเมินว่า เท่ากับมูลค่าปัจจุบันเพียง 15,000 ล้านบาทเท่านั้น และไม่เหลือคลื่น 700 MHz ไว้จัดสรรให้กับรายอื่นได้อีกเลย เท่ากับเป็นการปิดกั้นการแข่งขัน เมื่อคำนวณราคาคลื่น 25,000 ล้านบาท จะเท่ากับราคาคลื่นต่อเมกะเฮิรตซ์ต่อจำนวนประชากรเพียง 12 บาท แต่หากคำนวณที่มูลค่าปัจจุบัน 15,000 ล้านบาทจะเหลือเพียง 7 บาท ในขณะที่ราคาชนะประมูลคลื่น 700 MHz ต่อเมกะเฮิรตซ์ต่อจำนวนประชากรในอิตาลีอยู่ที่ 20 บาท ในออสเตรเลียอยู่ที่ 25 – 55 บาท ในสวีเดนประมาณ 16 บาท ทำไมประเทศไทยจึงปล่อยให้เกิดการผูกขาดตลาดด้วยราคาคลื่นที่ต่ำจนเหลือเชื่อ ประโยชน์จากการผูกขาดตลาดจะสร้างผลตอบแทนให้กับเอกชนมหาศาล เงินค่าคลื่นที่ผ่อนให้รัฐในแต่ละปีคงจะน้อยกว่าเงินปันผลสำหรับผู้ถือหุ้นเสียอีก จึงไม่น่าแปลกใจที่สำนักงาน กสทช. จะมั่นใจว่า ค่ายมือถือหลักทั้งสามจะมาขอรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ในครั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการผูกขาดตลาด เราอาจจัดสรรคลื่นให้เป็นชุดละ 2x10 MHz ก็จะเหลือคลื่นไว้อีก 2x15 MHz สำหรับเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ และสามารถปรับราคาคลื่นต่อเมกะเฮิรตซ์ต่อจำนวนประชากรให้ใกล้เคียงกับราคาในต่างประเทศ รัฐก็จะยังคงได้เม็ดเงินจากการจัดสรรคลื่นในรอบนี้เท่าเดิม โดยที่ยังคงมีคลื่นเหลือให้จัดสรรในโอกาสต่อไป
ส่วนผู้ประกอบการทั้งสามรายต่างก็มีคลื่น 900 MHz อยู่เดิม เมื่อรวมแล้วยังคงเพียงพอที่จะให้บริการได้

นอกจากนั้น การให้ผ่อนค่าคลื่นเป็นเวลานาน เท่ากับเป็นการลดราคาคลื่นตามมูลค่าปัจจุบัน ประโยชน์ที่รัฐจะได้รับก็จะลดลงไป ตามหลักการจัดสรรคลื่นแล้ว ต้องทำให้ค่าคลื่นเป็นต้นทุนจม คือการจ่ายครั้งเดียวหรือน้อยครั้งที่สุด การยืดระยะเวลาการผ่อนจะทำให้ค่าคลื่นกลายเป็นต้นทุนดำเนินการซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภครุนแรงกว่าต้นทุนจม แต่หากจะยืนยันการจัดสรรตามข่าว โดยอ้างอำนาจตามมาตรา 44 ก็จะไม่ต่างจากการใช้มาตรา 44 ในการเอื้อประโยชน์เอกชนอย่างสุดกำลังหรือไม่

ในส่วนคำถามทางกฎหมายทั้งหลายนั้น หากยังไม่มีผู้ใดตอบ ก็จะเป็นระเบิดเวลาสำหรับอนาคต เพราะการทำให้ผลประโยชน์ของรัฐเสียหายนั้น เมื่อความผิดสำเร็จก็มีอายุความอีกหลายปี หน่วยงานตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ของรัฐสามารถหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาดำเนินคดีเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความ โดยอาจเฝ้ารอเวลาของการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ไปสู่ระบอบที่การตรวจสอบถ่วงดุลทำงานได้ตามปกติ ไม่ถูกกดทับด้วยอำนาจพิเศษ

 

บทความพิเศษจาก 

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ


7 พ.ค.นี้ สดร.ชวนชมฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์

Fri, 3 May 2019 13:56:00

วันนี้ (3พ.ค.2562) นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) กล่าวว่า ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ เป็นฝนดาวตกที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 19 เม.ย.-28 พ.ค.ของทุกปี

สำหรับปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราตกสูงสุดในคืนวันที่ 6 พ.ค.นี้ 2562 จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 7 พ.ค.นี้ แต่เนื่อง จากในช่วงหัวค่ำ ศูนย์กลางการกระจายตัวในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า ทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ จะสามารถสังเกตการณ์ได้ ตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น.ของวันที่ 7 พ.ค.นี้ จนถึงรุ่งเช้าทางทิศตะวันออก บริเวณกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

ประกอบกับคืนดังกล่าวไร้แสงจันทร์รบกวน จึงเหมาะแก่การสังเกตการณ์เป็นอย่างยิ่ง ผู้สนใจสามารถรอชมความสวยงามของปรากฏการณ์ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ได้ในคืนดังกล่าว

นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า สถานที่ชมฝนดาวตกควรเป็นสถานที่มืดไม่มีแสงไฟรบกวนหรือห่างจากเมือง แนะนำให้นอนรอชม สำหรับการบันทึกภาพฝนดาวตกนั้น ไม่สามารถระบุทิศทางได้ ต้องอาศัยการคาดเดาและเปิดหน้ากล้องค้างไว้ให้ดาวตกวิ่งผ่านหน้ากล้อง ผู้สนใจสามารถเตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาดังกล่าว

ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ เกิดจากกระแสธารของเศษหินและเศษฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ที่ดาวหางฮัลเลย์ (1P/Halley) ทิ้งไว้ในขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านกระแสธารดังกล่าว สายธารของเศษหินและฝุ่นของดาวหางจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือในบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟที่มีสีสวยงาม

 


ครั้งแรกของโลก! ไทยเพาะปะการังจากสเปิร์มแช่เยือกแข็ง

Wed, 24 Apr 2019 15:17:00

วันนี้ (24 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโครง การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ จัดงานแถลงข่าวเรื่อง “ครั้งแรกของโลก…นักวิทย์ไทยเพาะปะการังชนิดโต๊ะแบบพุ่มด้วยสเปิร์มแช่เยือกแข็ง”

รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ กลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ในการนำสเปิร์มของปะการังโต๊ะแบบพุ่ม Acropora humilis มาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งในไนโตรเจนเหลว และนำกลับมาผสมใหม่กับไข่ปะการัง

ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลกในปะการังโต๊ะชนิดนี้ และได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสารวิจัยระดับนานาชาติแล้ว

ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวเป็นการทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยชาวไต้หวันด้วย ความสำเร็จของการนำสเปิร์มของปะการังมาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งนั้น จะช่วยทำให้สามารถเก็บรักษาสเปิร์มได้นานขึ้น และสามารถนำมาผสมกับไข่ปะการังได้ใหม่ในช่วงเวลาและฤดูกาลที่ต้องการและเหมาะสมต่อไป

การนำเทคนิคใหม่มาใช้โดยการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งนั้น จะทำให้ผสมพันธุ์ปะการังได้ปีละหลายครั้ง ป้องกันการสูญพันธุ์ของปะการัง หากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ทำให้ปะการังหลายชนิดไม่สามารถปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ และผสมกันตามธรรมชาติเองได้ 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง หาดูยาก วันแรม 5-6 ค่ำ “ปะการังปล่อยไข่-สเปิร์ม”ปีละครั้ง

ดังนั้นการผสมเทียม รวมทั้งการนำเทคนิคการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งมาใช้ จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยปกติอัตรารอดของปะการังที่มาจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ตามธรรมชาติมีค่าประมาณ ร้อยละ 0.01 หรือต่ำกว่า ขณะที่ในการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศด้วยวิธีการผสมเทียมดังกว่า มีอัตราการปฏิสนธิของปะการังสูงกว่าร้อยละ 98 และมีอัตรารอดขณะทำการอนุบาลในระบบเลี้ยงจนมีอายุประมาณ 2 ปี ที่ร้อยละ 40–50

สำหรับกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ได้มีการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศ โดยนำไข่และสเปิร์มของปะการังมาผสมในระบบเพาะฟัก (การผสมเทียม ) ประสบความสำเร็จในปี 2549 และหาแนวทางในการอนุรักษ์ และฟื้นฟูปะการังที่เสื่อมโทรมภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของโลกนำตัวอ่อนปะการังที่ผลิตได้จากการเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีดังกล่าวในแต่ละปีมาศึกษาระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการอนุบาลตัวอ่อนปะการังภายในระบบเลี้ยงก่อนที่จะนำกลับคืนถิ่นสู่ทะเล  

 

 

สำหรับโครงการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศแบบผสมเทียม และการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็ง ของกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง มี รศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาวิทยา ศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินการโครงการ โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจาก หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ ภายใต้ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดำริโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

จนถึงปัจจุบัน โครงการฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการจากหลายฝ่าย ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ รวมถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่สำคัญ โครงการฯ สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของนิสิตและผู้ช่วยวิจัยทุกคนจากกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ทั้งที่สำเร็จการศึกษาแล้ว รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการศึกษาทุกระดับ ทั้งปริญญาตรี โท และ เอก ร่วม 50 ชีวิต และปัจจุบัน กลุ่มการวิจัยฯ ได้ให้ความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในการนำวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการฟื้นฟูแนวปะการังในประเทศไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทช.เกาะติดฤดูปะการัง "ปล่อยไข่และสเปิร์ม"

 

 

 


"นาซา" คาดเกิดแผ่นดินไหวบนดาวอังคาร

Wed, 24 Apr 2019 06:22:00

วันนี้ (24 เม.ย.2562) องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซา เปิดเผยว่า ตรวจพบแรงสั่นสะเทือนที่เชื่อว่าเป็นแผ่นดินไหวบนดาวอังคาร โดยยานสำรวจดาวอังคาร "อินไซท์" (InSight) ตรวจพบแรงสั่นสะเทือนที่เชื่อว่าเป็นแผ่นดินไหวบนดาวอังคารหรือ "Marsquake" ซึ่งก็นับเป็นครั้งแรกที่สามารถบันทึกแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในดาวเคราะห์ดวงอื่น


สำหรับการตรวจพบแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวมีขึ้น 5 เดือน หลังจากยานสำรวจอินไซท์ร่อนลงแตะพื้นผิวของดาวอังคารเพื่อเริ่มการสำรวจแผ่นดินไหวและปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องบนดาวเคราะห์แดงดวงนี้เป็นเวลา 2 ปี


มีรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซากำลังตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากยานสำรวจอินไซท์ เพื่อที่จะหาข้อสรุปที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุของสัญญานแรงสั่นสะเทือนที่ยานตรวจพบ แต่ดูเหมือนว่าแรงสั่นสะเทือนน่าจะมีที่มาจากภายในของดาวอังคาร มากกว่าจะเกิดจากแรงกระทำบนพื้นผิวของดาว เช่น กระแสลม เป็นต้น 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยาน InSight ลงจอดดาวอังคารสำเร็จ

 


ม.44 เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน

Mon, 22 Apr 2019 19:26:00

".. คำสั่ง คสช. ที่ 4/2562 ก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมาย ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ต่างออกมาสนับสนุน ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าก่อความเสียหายต่อชาติก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ จนผู้คนทั่วไปพากันตั้งคำถามว่า สรุปแล้วคำสั่งฉบับนี้ดีหรือไม่ดี

ในภาพรวมของคำสั่ง มีศูนย์กลางอยู่ที่การจัดสรรคลื่น 700 MHz ซึ่งปัจจุบันใช้ให้บริการทีวีดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนมาเป็นบริการโทรคมนาคมยุค 5G เมื่อดึงคลื่น 700 MHz จากทีวีดิจิทัลมาก็หาแนวทางชดเชย เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และถือโอกาสนี้เปิดทางให้ช่องรายการทีวีดิจิทัลที่ไปต่อไม่ได้สามารถยุติกิจการได้ โดยให้ได้รับเงินค่าคลื่นคืนตามสัดส่วนระยะเวลาที่ดำเนินกิจการ

ในส่วนการจัดสรรคลื่น 700 MHz ให้กับบริการโทรคมนาคมยุค 5G ก็เกรงว่าค่ายมือถือต่างๆ จะไม่เข้าประมูล ด้วยยังมีภาระต้องจ่ายค่าคลื่น 900 MHz ที่ประมูลไปก่อนหน้านี้ จึงให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่กำหนดให้ต้องมารับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ไปด้วย โดยไม่ต้องประมูลและทั้งหมดนี้ให้อำนาจสิทธิขาดแก่สำนักงาน กสทช. ไม่ใช่ให้อำนาจกรรมการ กสทช. ดังเช่นกฎหมายปกติ
ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนดี แต่ทำไมมีคนไม่เห็นด้วย จากการรวบรวมความเห็นอันหลากหลาย พอจะสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1.กรณียืดหนี้ให้ทีวีดิจิทัลตามคำสั่ง คสช. ที่ 76/2559 มีการคิดดอกเบี้ย แต่กรณียืดหนี้ค่าคลื่น 900 MHz ให้ฝั่งโทรคมนาคมกลับไม่มีการคิดดอกเบี้ยเลย ส่วนต่างดอกเบี้ยที่หายไปคือความเสียหายของประเทศหรือไม่ และทำไมจึงใช้มาตรฐานที่ต่างกัน

2.ทำไมสื่อมวลชนหลายฉบับลงข่าวล่วงหน้าในวันที่ 11 เมษายน ว่าลุ้น คสช. ออก ม.44 ได้ถูกต้อง เหมือนได้รับข้อมูลวงใน ทั้งที่คำสั่งออกจากองค์กรด้านความมั่นคง มีใครตรวจสอบการใช้ข้อมูลวงในนี้หาประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นหรือไม่ ถ้าพบว่ามีจะต่างอะไรกับการที่อดีตนักการเมืองใช้ข้อมูลวงในของการลอยตัวค่าเงินบาททำกำไรให้แก่ตัวเองเมื่อปี พ.ศ.2540

3.การเปลี่ยนคลื่นทีวีเป็นคลื่นโทรคมนาคมในสหรัฐอเมริกา สามารถทำได้โดยไม่ต้องนำภาระค่าคลื่นเดิมมาผ่อนผันแม้แต่น้อย โดยทำการคืนคลื่นทีวีผ่านการประมูลแบบ Reverse Auction และนำคลื่นนั้นไปจัดสรรให้กับบริการโทรคมนาคมแบบ Forward Auction

4.การนำภาระค่าคลื่น 900 MHz ไปผูกกับการจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยอ้างว่าต้องเร่งประมูล 5G ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในอีก 15 ปีข้างหน้าถึง 2.3 ล้านล้านบาท แต่จากรายงานของ GSMA ประมาณได้ว่า ผลที่ไทยจะได้รับอยู่ที่ 400,000 ล้านบาท ต่ำกว่ากันถึงเกือบ 6 เท่า และประโยชน์ที่ทั้งโลกจะได้รับอยู่ที่ 70 ล้านล้านบาท สัดส่วนขนาดเศรษฐกิจไทยต่อเศรษฐกิจโลกไม่ถึงร้อยละ 1 จึงไม่มีทางที่จะเป็น 2.3 ล้านล้านบาทตามที่อ้างกัน

5.จากรายงานของ GSMA ประเทศที่จัดสรรคลื่น 5G ได้เร็วไม่ตกยุคคือประเทศที่จัดสรรภายในปี ค.ศ.2021 น่าจะเป็นเพราะสภาพความพร้อมของอุตสาหกรรมจะมาในปี ค.ศ. 2021 ทั้งในด้านอุปกรณ์ ด้านความพร้อมใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ส่วนในปัจจุบันแม้ไม่มี 5G ระบบอัตโนมัติและ IoT ก็เปิดให้บริการแล้ว ความเข้าใจที่ว่าถ้าไม่มี 5G จะไม่มีระบบการผลิตอัตโนมัติหรือไม่มี IoT ใช้งานเป็นความเข้าใจผิด หากไทยมี 5G ในปี ค.ศ. 2021 ก็ไม่ได้ทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษใดของไทยต้องล้มหายไป

6.การให้บริการ 5G ต้องใช้คลื่นทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง แต่ไทยยังไม่จัดทำแผนบูรณาการคลื่น 5G ทุกย่าน การเร่งจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยไม่มีแผนการใช้คลื่นย่านอื่นประกอบทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจ มากกว่าเกิดประโยชน์ และปัจจุบันมีเฉพาะทวีปยุโรปที่มุ่งใช้คลื่นย่าน 700 MHz แต่ยังไม่เปิดบริการและยังไม่มีอุปกรณ์ในท้องตลาด ส่วนอเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยังไม่ได้มุ่งใช้คลื่นย่านนี้

7.การเรียกคืนคลื่นจากทีวีดิจิทัลนั้น ต้องมีการทำแผนช่องสัญญาณออกอากาศใหม่ โดยใช้เวลาประสานแผนระหว่างโครงข่ายประมาณ 3 เดือน และใช้เวลาปรับอุปกรณ์อีกประมาณ 18 เดือน อย่างน้อยจึงต้องการเวลาอย่างต่ำ 20 เดือนนับจากวันเรียกคืน จึงจะสามารถนำคลื่น 700 MHz มาให้บริการโทรคมนาคมได้ การสร้างความเข้าใจผิดในการเร่งโอ่อวดเรื่อง 5G ของไทยในปี ค.ศ. 2019 นี้จะทำให้เกิดความสับสนกับสังคม หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเพียงข้ออ้างในการเอื้อเอกชน

8.ด้วยความกังวลว่า หากให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz เมื่อเอกชนได้ประโยชน์แล้ว แต่ไม่เข้าประมูล 5G จะทำให้เกิดค่าโง่ ในคำสั่งจึงกำหนดให้เอกชนต้องรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz หากไม่รับการจัดสรรจะไม่สามารถผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ดูเหมือนจะเป็นการบังคับ แต่เมื่อไม่ต้องใช้วิธีประมูล โดยให้สำนักงาน กสทช. เป็นผู้กำหนดราคาคลื่น หากกำหนดราคาต่ำไป ก็จะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ด้วย ได้รับคลื่น 700 MHz ในราคาถูกด้วย เป็นการผูกขาดตลาดโทรคมนาคมอย่างถาวร โดยผลของคำสั่ง คสช.

9.ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีกลไกกำกับดูแลการจัดสรรคลื่นและการกำหนดราคาคลื่นให้เป็นธรรม ซึ่งในการชดเชย ทดแทน ชดใช้ จ่ายค่าตอบแทนฝั่งทีวีดิจิทัล คำสั่ง คสช. ได้มีการกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายหน่วยงานร่วมพิจารณา แต่กลับมอบดุลพินิจที่ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลให้กับสำนักงาน กสทช. ดังนั้น โอกาสที่รัฐจะเสียค่าโง่ในการจัดสรรคลื่น 700 MHz ยังเปิดกว้างอยู่ และทำให้ตอกย้ำคำถามเดิมว่า ทำไมกิจการสองด้าน คสช. จึงกำหนดมาตรฐานในการจัดการต่างกัน

10.ในส่วนผู้ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนคลื่น 700 MHz แบ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นเดิม (แต่ไม่ได้ระบุว่าช่องใด) และผู้ให้บริการโครงข่ายหรือ MUX การที่มีการตีขลุมว่าทุกช่องรายการได้รับผลกระทบนั้น อาจไม่ถูกต้อง เพราะในการออกอากาศทีวีดิจิทัล ช่องรายการเป็นผู้ส่งเนื้อหาให้ MUX แพร่ภาพ แม้ว่าจะมีการเรียกคืนคลื่น 700 MHz ช่องรายการก็ยังได้รับสิทธิแพร่ภาพด้วยคุณภาพสัญญาณระดับเดิมโดยไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในระบบดิจิทัล 1 MUX ใช้เพียง 8 MHz ออกอากาศได้ 12 ช่องรายการ SD หรือ 4 ช่องรายการ HD เมื่อมีการประสานแผนช่องสัญญาณ แม้คลื่น 700 MHz บางส่วนจะหายไป ทุกช่องรายการในปัจจุบันก็ยังจะสามารถออกอากาศได้ตามสิทธิเดิมโดยไม่ผิดเพี้ยน การขยายความให้ผู้ไม่ได้รับผลกระทบไม่ชำระเงินงวดย่อมสร้างความเสียหายต่อรัฐและไม่เป็นไปตามคำสั่งนี้

11. สุดท้าย คำสั่งนี้คำนึงถึงทุนเป็นศูนย์กลาง มิใช่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง จึงมีมาตรการดูแลเจ้าของทุน แต่ไม่มีมาตรการดูแลประชาชน มีการตั้งคำถามว่า เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ถูกลงด้วยหรือไม่ และในฝั่งทีวีดิจิทัล เดิมที กสทช. ได้กำหนดให้มีช่องรายการข่าวสารสาระ ช่องรายการเด็ก ซึ่งทั้งสองประเภทได้รับความนิยมน้อยกว่าช่องรายการบันเทิง การไม่กำหนดมาตรการดูแลที่ต่างกันระหว่างช่องรายการต่างประเภทกัน อาจทำให้ช่องรายการข่าวสารสาระและช่องรายการเด็กหายไปมากกว่าช่องรายการบันเทิง ประชาชนก็จะได้รับสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์น้อยลงไป และผู้สื่อข่าวหรือผู้ผลิตรายการสำหรับเด็กก็จะล้มหายตายจากไปด้วยเช่นกัน หากผู้มีอำนาจหวนกลับมาคำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังพอมีเวลาแก้ไขทัน.."

 

บทความพิเศษ โดย นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา 

กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ


"พายุสุริยะ" ไม่ใช่สาเหตุโลกร้อน

Mon, 22 Apr 2019 17:16:00

วันนี้ (22 เม.ย.62) นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) กล่าวว่า ตามที่มีข่าวเผยแพร่ทางโลกโซเชียลในประเด็น "พายุสุริยะจะพุ่งปะทะโลกใน 48 ชั่วโมง เนื่องจากสนามแม่เหล็กโลกอยู่ในช่วงสลับขั้ว จึงทำให้อ่อนกำลังลง จะส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั่วโลก" กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พายุสุริยะไม่ได้ส่งผลกระทบให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นหรือเกิดอันตรายต่อโลก จะมีผลกระทบเพียงระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

นายศรัณย์ กล่าวว่า การสลับขั้วสนามแม่เหล็กต้องใช้ระยะเวลานับแสนปี ดังนั้น ผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถเกิดขึ้นในระยะเวลาวันหรือสองวัน อาจส่งผลเล็กน้อย เช่น เกิดแสงออโรราบริเวณขั้วโลกมากกว่าปกติเท่านั้น แต่ที่เกิดการเผยแพร่ข่าวในลักษณะเช่นนี้อาจเป็นเพราะการนำข้อมูลเกี่ยวกับดวงอาทิตย์และโลกมาเชื่อมโยงกัน ประกอบกับขณะนี้เมืองไทยอยู่ในช่วงฤดูร้อน ทุกพื้นที่ของประเทศมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกและวิตกกังวลจากการรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าว

นายศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดวงอาทิตย์เป็นก้อนแก๊สขนาดใหญ่มีปฏิกิริยาภายในเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ที่บริเวณผิวของดวงอาทิตย์นอกจากจะมีอุณหภูมิสูงมากแล้วยังมีปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ปรากฏการณ์การลุกจ้า (Solar Flare) ปรากฏการณ์การเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ปรากฏการณ์การปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection) เป็นต้น

การเกิดปรากฏการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น

กรณีของการปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ กลุ่มมวลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะอยู่ในรูป “พลาสมา” หรือสถานะที่อะตอมของธาตุอยู่ในสภาพเป็นไอออน เป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูง หากมีการระเบิดที่รุนแรงขึ้นจนทำให้กลุ่มพลาสมาเหล่านี้มีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงมาก เราเรียกกลุ่มพลาสมาเหล่านี้ว่า “พายุสุริยะ” (Solar Storm) การปลดปล่อยมวลโคโรนาจนทำให้เกิดพายุสุริยะจะมีความสัมพันธ์วัฏจักรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีวงจรประมาณ 11 ปี เมื่อดวงอาทิตย์มีจุดบนดวงอาทิตย์จำนวนมาก (Solar Maximum)

สนามแม่เหล็กบริเวณดังกล่าวก็เกิดความปั่นป่วน มีการสะสมพลังงานมากขึ้นจนถึงจุดวิกฤตทำให้เส้นแรงแม่เหล็กที่บิดพันกันเป็นเกลียวขาดออกจากกันและเกิดการปลดปล่อยมวลออกสู่อวกาศ ในทุกทิศทุกทาง ซึ่งความเร็วและรุนแรงของกลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงในการระเบิดหรือการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์เอง แต่ในกรณีวันที่ 22 เม.ย.นี้ ไม่พบรายงานที่ผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์

ขอให้ประชาชนเปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ ศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ด้วยเหตุและผล ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง 

 


“Pink Moon” ไม่ใช่ดวงจันทร์สีชมพู

Sat, 20 Apr 2019 13:45:00

วันนี้ (20 เม.ย.256) เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายกรณีข่าวดวงจันทร์สีชมพู โดยระบุว่า วันนี้ หลายคนอาจได้ยินข่าว "Pink Moon" ทำให้อาจเข้าใจว่า จะได้เห็น "ดวงจันทร์เป็นสีชมพู" แต่เดี๋ยวก่อน จริงๆ แล้วมันคือ การตั้งชื่อดวงจันทร์เต็มดวง ในแต่ละเดือนของชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกัน เพื่อเป็นตัวแทนของฤดูกาลที่จะมาเยือนในเดือนนั้นๆ

ในเดือน เม.ย. จะเป็นช่วงเวลาของท้องทุ่งต่างๆ เต็มไปด้วยสีชมพูของดอกฟล็อกซ์ เป็นที่มาของการตั้งชื่อดวงจันทร์เต็มดวงของเดือนนี้ ที่แสนจะหวานด้วยสีชมพูของดอกฟล็อกซ์นั่นเอง

ดังนั้น หากใครอยากชมดวงจันทร์สีชมพู ลองดูที่ขอบฟ้าในช่วงที่ท้องฟ้ามีฝุ่นจาง ๆ และควัน คุณอาจมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงเรื่อ ๆ ได้เช่นกัน แต่นั้นมันคือ ฝุ่น PM 2.5 ก็ดูกันได้ตามสบายนะครับ #อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยกันฝุ่นด้วยเน้อ #PinkMoon

โดยได้นำภาพ ดวงจันทร์เหนือฟ้าเมืองสงขลา 19 เม.ย.ที่ผ่านมาเผยแพร่ ขณะเดียวกันมีผู้ที่นำภาพถ่ายดวงจันทร์จากสถานที่ต่าง ๆ มาโชว์จำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้ามาอธิบายเพิ่มเติมการเรียกชื่อ พระจันทร์เต็มดวงในแต่ละเดือน ดังนี้ 

เดือนมกราคม พระจันทร์หมาป่า (Wolf Moon)
เดือนกุมภาพันธ์ พระจันทร์หิมะ (Snow Moon)
เดือนมีนาคม พระจันทร์หนอน (Worm Moon)
เดือนเมษายน พระจันทร์สีชมพู (Pink Moon)
เดือนพฤษภาคม พระจันทร์ดอกไม้ (Flower Moon)
เดือนมิถุนายน พระจันทร์สตรอร์เบอร์รี่ (Strawberry Moon)
เดือนกรกฎาคม (Buck Moon) 
เดือนสิงหาคม พระจันทร์ปลา (Sturgeon Moon)
เดือนกันยายน พระจันทร์ข้าว หรือพระจันทร์แห่งฤดูเก็บเกี่ยว (Havest Moon)
เดือนตุลาคม พระจันทร์นักล่า (Hunter’s Moon)
เดือนพฤศจิกายน พระจันทร์บีเวอร์ (Beaver Moon)
เดือนธันวาคม พระจันทร์ยะเยือก (Cold Moon)

 


27 เม.ย.นี้ ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก คนกรุงเทพฯ เตรียมไร้เงาช่วงเที่ยง

Fri, 19 Apr 2019 14:50:00

วันนี้ (19 เม.ย.2562) นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 27 เมษายน 2562 เวลาประมาณ 12.16 น.ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี

ในปีนี้ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับประเทศไทย เริ่มจากใต้สุดของประเทศ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 12.18 น. จากนั้นดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่ขยับมาตั้งฉากกับพื้นที่เหนือขึ้นไปเรื่อยๆ และจะตั้งฉากกับพื้นที่เหนือสุดของประเทศไทย ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลาประมาณ 12.17 น.

 

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ระหว่างละติจูด 5-20 องศาเหนือ ส่งผลให้ในหนึ่งปี ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะหรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง เมื่อยืนกลางแดดในวันและเวลาดังกล่าว จะสังเกตเห็นเงาของร่างกายทอดอยู่ใต้เท้าพอดี ไม่เฉียงไปด้านใดด้านหนึ่ง

 

สำหรับดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับกรุงเทพฯ ครั้งต่อไป จะตรงกับวันที่ 16 สิงหาคม 2562 เวลาประมาณ 12.22 น. เมื่อดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลก ทำให้บริเวณดังกล่าวได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่ออุณหภูมิ เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสมในบรรยากาศ ฯลฯ วันที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากจึงอาจไม่ใช่วันที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเสมอไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"เถิน" ลำปางร้อนทุบสถิติ 44.2 องศาเซลเซียส

 


"ไอจี-เฟซบุ๊ก" ล่ม ในหลายประเทศ

Sun, 14 Apr 2019 18:26:00

วันนี้ (14 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์อย่าง www.Facebook.com ,Instrgam ไม่สามารถเข้าใช้งานในหลายประเทศตั้งแต่เวลาประมาณ 17.45 น. จนถึงเวลาล่าสุดประมาณ 18.26 น.

ในทวิตเตอร์ แท็ก #ไอจีล่ม #FacebookDown #instagramdown ติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ 3 อันดับแรก