นักวิจัย ม.เกษตรค้นพบระบบกำหนดเพศอิกัวน่า ครั้งแรกของโลก

Fri, 25 Sep 2020 14:55:00

วันนี้ (25 ก.ย.63) ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น.ส.ทรรศิกา คุ้มกัน นิสิตระดับปริญญาโท ร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา รศ.ครศร ศรีกุลนาถ คณะวิทยาศาสตร์ สถานพยาบาลสัตว์มายด์เพ็ทส์ และคณะทำงานวิจัย ค้นพบและยืนยันระบบกำหนดเพศของอิกัวน่า (Iguana iguana) ครั้งแรกของโลก โดยอิกัวน่ามีระบบกำหนดเพศเป็นระบบ XX/XY คล้ายกับของมนุษย์ แต่มียีนและองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่แตกต่างออกไป

 

นอกจากนี้ ยังพบว่า โครโมโซมเพศของอิกัวน่ามีความเกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังสอดคล้องกับสมมติฐาน super-sex chromosome ของสัตว์มีกระดูกสันหลังต่าง ๆ ที่พบก่อนหน้า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญมากสำหรับการอธิบายปรากฎการณ์วิวัฒนาการของโครโมโซมในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน และช่วยวางแผนการผสมพันธุ์ของอิกัวน่า ตลอดจนการพัฒนาวิธีการตรวจสอบเพศของอิกัวน่าด้วยเครื่องหมายดีเอ็นเอ ซึ่งจะสนับสนุนวงการเพาะเลี้ยงอิกัวน่าในประเทศไทยและทั่วโลก

 

ปัจจุบันคนทั่วโลกและคนไทยให้ความสนใจการเลี้ยงสัตว์ประเภทสัตว์เลี้ยงแปลก (exotic pets) มากขึ้น โดยเฉพาะอิกัวน่าที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นกิ้งก่าที่มีลวดลายสีสันสวยงาม และยังสามารถฝึกให้เชื่องได้ค่อนข้างเลี้ยงง่าย ปัจจุบันมีผู้เพาะเลี้ยงสามารถพัฒนาสีสันต่าง ๆ ของอีกัวน่าได้หลากหลาย

 

อย่างไรก็ตาม มักพบปัญหาในการตรวจสอบเพศของอิกัวน่าที่ไม่ชัดเจนในวัยก่อนเจริญพันธุ์ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของผู้สนใจที่ต้องการซื้อหรือวางแผนผสมพันธุ์ และการซื้อ-ขายอิกัวน่าที่ไม่ทราบเพศไปนั้นทำให้สัดส่วนของการเลี้ยงระหว่างเพศผู้และเพศเมียไม่เป็นไปตามที่ต้องการส่งผลเสียต่อการผสมพันธุ์ในกรงและผู้เพาะเลี้ยงต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงอิกัวน่าไปจนโตเต็มวัยจึงจะสามารถระบุเพศได้

น.ส.ทรรศิกา คุ้มกัน นิสิตระดับปริญญาโท

น.ส.ทรรศิกา คุ้มกัน นิสิตระดับปริญญาโท

 

นอกจากนี้ผู้สนใจเพาะเลี้ยงอิกัวน่าส่วนใหญ่นิยมซื้อหาอิกัวน่าที่อายุยังน้อยเพื่อต้องการให้เชื่องและเกิดความผูกพัน การทราบระบบกำหนดเพศของอิกัวน่า และสามารถพัฒนาเครื่องหมายดีเอ็นเอเพื่อตรวจสอบเพศได้ตั้งแต่อายุอิกัวน่ายังน้อย จะส่งเสริมผู้ประกอบการสามารถคัดเลือกเพศผู้และเพศเมียให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับเพาะเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ

 

รศ.ครศร ศรีกุลนาถ คณะวิทยาศาสตร์ สถานพยาบาลสัตว์มายด์เพ็ทส์

รศ.ครศร ศรีกุลนาถ คณะวิทยาศาสตร์ สถานพยาบาลสัตว์มายด์เพ็ทส์

 

การค้นพบระบบกำหนดเพศดังกล่าวได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontier in Genetics เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2563 โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการทุนพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมระดับปริญญาโท (พวอ) ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) (เดิม) ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช)


วันนี้! ชวนชม "ดาวพฤหัสบดี-ดาวเสาร์" เคียงดวงจันทร์

Fri, 25 Sep 2020 12:55:00

วันนี้ (25 ก.ย.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ เคียงดวงจันทร์ข้างขึ้น 9 ค่ำ ปรากฏบนท้องฟ้าทางทิศใต้หลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป หากฟ้าใสไร้ฝน สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

หากใครลองสังเกตท้องฟ้าในช่วงนี้ จะเห็นดาวพฤหัสบดี กับดาวเสาร์ ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้กันเรื่อยๆ ไปจนถึงวันที่ 20-23 ธ.ค.2563 ดาวเคราะห์ทั้งสองปรากฏใกล้กันมากที่สุด ดูด้วยตาเปล่าจะมองเห็นเสมือนเป็นดาวดวงเดียวกัน เรียกว่า ปรากฏการณ์ “The Great Conjunction” ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์จะใกล้กันมากที่สุดในรอบกว่า 397 ปี

เมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายไม่เกิน 100 เท่า จะเห็นดาวเคราะห์ทั้งสองปรากฏอยู่ในช่องมองภาพเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากมาก น่าจับตาและติดตามมาก

สำหรับปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน ถือเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากดวงจันทร์และดาวเคราะห์เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ ตามคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้นการที่ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ปรากฏบนท้องฟ้าในทิศเดียวกัน หรือเคลื่อนที่มาอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันจึงถือเป็นเรื่องปกติ

คืนนี้มี #ดาวเคียงเดือน


22 ก.ย. “วันศารทวิษุวัต” กลางวันยาวเท่ากลางคืน

Tue, 22 Sep 2020 07:24:00

วันนี้ (22 ก.ย.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวัน “ศารทวิษุวัต” ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศในซีกโลกใต้

สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลา 06:07 น. และจะตกลับขอบฟ้าเวลา 18:14 น. จากนี้ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนลงทางใต้เรื่อยๆ จนดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ในวันที่ 22 ธ.ค.2563 จากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนกลับทางเหนืออีกครั้ง

 

สำหรับปรากฏการณ์ต่อไปที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นของดวงอาทิตย์ คือ วันเหมายัน (Winter Solstice) ตรงกับวันที่ 21 ธ.ค.2563 เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี ประเทศทางซีกโลกเหนือนับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน

 


นักดาราศาสตร์ค้นพบหลักฐาน อาจบ่งชี้ถึง "สิ่งมีชีวิต" บนดาวศุกร์

Mon, 14 Sep 2020 22:48:00

วันนี้ (14 ก.ย.2563) เวลา 22.00 น. เฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) โพสต์ข้อความระบุว่า ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย Jane Greaves จาก Cardiff University สหราชอาณาจักร เปิดเผยถึงการค้นพบโมเลกุลของฟอสฟีน ซึ่งอาจจะบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy ในวันนี้ 

 

ชั้นบรรยากาศของ "ดาวศุกร์"

ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่แฝดกับโลก เนื่องจากมีทั้งขนาดและระยะห่างจากดวงอาทิตย์ที่ใกล้เคียงกับโลกมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าดาวศุกร์จะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าโลกเพียง ร้อยละ 30 แต่สภาวะเรือนกระจกรุนแรงทำให้ดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่น และเก็บกักความร้อนเอาไว้มหาศาลจนมีสภาวะอุณหภูมิพื้นผิวร้อนพอที่จะหลอมตะกั่วได้

นอกจากนี้ ในชั้นบรรยากาศยังเต็มไปด้วยแก๊สของกรดกำมะถัน แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ครั้งหนึ่งดาวศุกร์อาจจะเคยมีมหาสมุทรและมีสภาพอากาศที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตมากกว่านี้ ก่อนที่แก๊สเรือนกระจกจะทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจกแบบกู่ไม่กลับและกลายเป็นดาวเคราะห์ที่ใกล้เคียง หรือเปรียบกับขุมนรกอเวจีมากที่สุดในทุกวันนี้

หากพิจารณาบนชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไปแล้ว จะพบว่าที่ความสูงราว 50 กม. เหนือพื้นผิวดาวศุกร์นั้นกลับมีสภาพอากาศที่อ่อนโยน มีอุณหภูมิเพียง 30 องศาเซลเซียส และอาจจะมีสภาพที่พอเหมาะกับสิ่งมีชีวิตได้ มีการคาดการณ์กันว่าชั้นเมฆในบรรยากาศของดาวศุกร์อาจจะมีองค์ประกอบทางเคมีเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาที่นำไปสู่การกำเนิดของสิ่งมีชีวิต มีการคาดการณ์กันว่าหากในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจจะอาศัยรังสียูวีจากดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งนี่อาจจะเป็นคำอธิบายหนึ่งถึงตัวดูดกลืนรังสียูวีปริศนาบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ที่จนทุกวันนี้เราก็ยังไม่ทราบคำตอบเป็นที่แน่ชัด

ศึกษาองค์ประกอบของดาวห่างไกลได้อย่างไร

"ดาราศาสตร์" เป็นศาสตร์ที่ศึกษาวัตถุที่เรายังไปไม่ถึง การจะศึกษาองค์ประกอบของวัตถุใดนั้นจึงทำโดยการศึกษาสเปกตรัมที่วัตถุนั้นปลดปล่อยออกมา โมเลกุลแต่ละโมเลกุลนั้นจะมีการดูดกลืนหรือเปล่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น แสง ออกมาในช่วงคลื่นที่สอดคล้องกับระดับพลังงานของโมเลกุลนั้น ซึ่งระดับพลังงานเหล่านั้นจะมีลักษณะเฉพาะ ขึ้นอยู่กับธาตุที่ประกอบขึ้นเป็นโมเลกุลนั้น ๆ

ดังนั้น หากสามารถสังเกตสเปกตรัมในการดูดกลืนของวัตถุที่อยู่ห่างออกไป ซึ่งมีลักษณะและรูปแบบช่วงการดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สอดคล้องกับโมเลกุลของสารที่สามารถวัดได้ในห้องทดลองบนโลก จึงเท่ากับการยืนยันได้ว่าโมเลกุลชนิดเดียวกันนี้จะต้องมีอยู่บนดาวดวงที่ทำการศึกษาอยู่ ในลักษณะเดียวกันนี้ หากพบการดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตรงกับโมเลกุลของฟอสฟีนจากสเปกตรัมที่ได้มาจากชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ จึงเท่ากับเป็นการยืนยันว่าในชั้นบรรยากาศนั้นมีโมเลกุลของฟอสฟีนอยู่

ยืนยัน "ฟอสฟีน" อยู่ในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์

อย่างไรก็ตาม เส้นสเปกตรัมที่เกิดขึ้นในโมเลกุลของฟอสฟีนนั้นอยู่ในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 1 มิลลิเมตร ซึ่งนอกจากจะเป็นช่วงคลื่นที่อยู่ในช่วงอินฟราเรดที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าแล้ว ยังเป็นช่วงคลื่นที่สามารถถูกดูดกลืนได้ง่ายโดยความชื้นในชั้นบรรยากาศของโลก การจะศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ในช่วงคลื่นนี้จึงสามารถทำได้เพียงจากหอสังเกตการณ์ที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูงและแห้งแล้ง ปราศจากซึ่งไอน้ำในชั้นบรรยากาศ ซึ่งทางทีมงานได้ค้นพบสเปกตรัมที่เกิดขึ้นจากโมเลกุลของฟอสฟีนบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ขึ้นเป็นครั้งแรกผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ James Clerk Maxwell Telescope (JCMT) บนยอดเขาโมนาเคอา ในหมู่เกาะฮาวาย จึงได้ศึกษาซ้ำโดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ 45 ตัวของ Atacama Large Millimeter/submillimeter Array (ALMA) ในทะเลทรายของประเทศชิลี และได้ยืนยันการค้นพบการดูดกลืนในช่วงคลื่นที่ตรงกับโมเลกุลของฟอสฟีน เหนือความร้อนระอุจากพื้นผิวดาวศุกร์ที่อยู่เบื้องล่าง จึงเท่ากับเป็นการยืนยันการมีอยู่ของฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์

รู้จัก "ฟอสฟีน"

ฟอสฟีน (Phosphine) เป็นโมเลกุลที่เป็นสารประกอบระหว่างธาตุฟอสฟอรัสและไฮโดรเจน มีสูตรทางเคมี PH3 คล้ายกับโมเลกุลของแอมโมเนียที่ถูกแทนที่ด้วยฟอสฟอรัส บนโลกนั้นฟอสฟีนมีสถานะเป็นแก๊สที่ไม่มีสี ไวไฟ และเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การค้นพบฟอสฟีนบนดาวดวงอื่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากนั้น เนื่องจากบนโลกนั้นฟอสฟีนมีแหล่งกำเนิดเพียงแค่ 2 แหล่ง คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรม หรือเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าบนโลกนั้นแหล่งกำเนิดหลักของฟอสฟีนเกิดขึ้นจากปฏิกิริยารีดักชันของสารประกอบพวกฟอสเฟต แต่ไม่มีสภาพแวดล้อมใดบนโลกที่สามารถผลิตตัวรีดิวซ์ที่มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยารีดักชันที่ผลิตฟอสฟีนได้อีกเลยนอกไปจากตัวรีดิวซ์ที่พบในสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ฟอสฟีนยังสามารถทำปฏิกิริยากับสารประกอบอื่นได้ง่าย การที่จะพบฟอสฟีนอยู่ในชั้นบรรยากาศได้จึงจำเป็นที่จะต้องมีแหล่งที่ผลิตฟอสฟีนมาชดเชยอย่างต่อเนื่อง

คำถามแรกที่นักดาราศาสตร์จะต้องตอบให้ได้เสียก่อน ก็คือ มีกลวิธีใดอีกหรือไม่บนดาวศุกร์ ที่อาจจะทำให้เกิดโมเลกุลของฟอสฟีนได้ ทีมนักวิจัยที่นำโดย William Bains จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) จึงลองทำการประเมินกลไกตามธรรมชาติที่อาจจะผลิตฟอสฟีนได้บนดาวศุกร์ ตั้งแต่ แสงแดด แร่ธาตุทื่ถูกพัดขึ้นมาจากพื้นผิวเบื้องล่าง ภูเขาไฟระเบิด ฟ้าผ่า ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะลองพิจารณาอย่างไร การคำนวณก็พบว่าแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติเหล่านี้ไม่สามารถที่จะผลิตแม้กระทั่งปริมาณฟอสฟีนหนึ่งในหมื่นของที่ตรวจพบโดยกล้องโทรทรรศน์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากทีมลองพิจารณาถึงแหล่งกำเนิดที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตแล้ว กลับพบว่าหากสิ่งมีชีวิตทำงานแค่เพียงร้อยละ 10 ของขีดจำกัดสูงสุด ก็จะสามารถผลิตฟอสฟีนเพียงพอที่จะอธิบายปริมาณที่ตรวจพบบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ได้แล้ว

ค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์หรือไม่?

การค้นพบฟอสฟีนในปริมาณที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกตามธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง และทำให้ต้องกลับมาพิจารณาทฤษฎีการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้ยังห่างไกลจากการยืนยันถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตพอสมควร แม้ว่าในปัจจุบันทฤษฎีที่บ่งชี้ว่าฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตจะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงปริมาณฟอสฟีนที่พบได้ดีที่สุด แต่การจะยืนยันว่าดาวศุกร์นั้นมีสิ่งมีชีวิตยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลอีกมาก

แม้ว่าชั้นบรรยากาศตอนบนของดาวศุกร์อาจจะมีอุณหภูมิเพียง 30 องศาฯ แต่ชั้นบรรยากาศในบริเวณนั้นก็ยังเต็มไปด้วยกรดกำมะถันกว่าร้อยละ 90 ซึ่งยังไม่พบว่ามีสิ่งมีชีวิตใดบนโลกที่สามารถอยู่รอดในสภาวะเช่นนั้นได้ หากชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์มีสิ่งมีชีวิตจริง เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์นั้นอาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสิ่งมีชีวิตใด ๆ บนโลก และแน่นอนว่าก็ยังมีความเป็นไปได้ว่าฟอสฟีนที่พบนั้นอาจจะเป็นเพียงผลผลิตจากปฏิกิริยาเคมีแบบใหม่ที่ยังไม่รู้จัก แต่เท่ากับเป็นการบ่งชี้ว่าความเข้าใจทางด้านเคมีที่มนุษย์มีนั้นยังไม่สมบูรณ์ และยังมีปฏิกิริยาแปลกประหลาดบางอย่างซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เพียงเฉพาะในสภาพแวดล้อมอันแปลกประหลาดบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์

หากเราพิจารณาว่าสิ่งที่เรารู้จักกันว่าเป็น “สิ่งมีชีวิต” บนโลก แท้จริงแล้วก็ไม่ได้ต่างอะไรกับปฏิกิริยาทางเคมีอันซับซ้อนและแปลกประหลาดเหนือสิ่งอื่นใดในธรรมชาติเช่นเดียวกัน ซึ่งการค้นพบแหล่งที่มาของฟอสฟีนบนดาวศุกร์ในอนาคตอาจจะทำให้ต้องมาพิจารณานิยามของสิ่งที่เรียกว่า “สิ่งมีชีวิต” ขึ้นใหม่ และไม่ว่าเราจะพบสิ่งมีชีวิตบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์หรือไม่ การค้นพบนี้ย่อมเท่ากับเป็นการเปิดความเป็นไปได้ใหม่ในการหาสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวไปโดยปริยาย

การศึกษาในอนาคตจะช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้ ในอนาคตอันใกล้ทีมนักวิจัยนี้จะทำการศึกษาต่อไป เพื่อค้นหาว่าฟอสฟีนจะมีอยู่ในบริเวณอื่นบนเมฆของดาวศุกร์หรือไม่ และจะมีโมเลกุลอื่นใดอีกหรือไม่ ที่จะช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ได้

ทั้งนี้ กล้องโทรทรรศน์ JCMT ที่ได้ค้นพบฟอสฟีนบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์เป็นครั้งแรกนี้ เป็นหอดูดาวที่บริหารโดยเครือข่าย “หอดูดาวในเอเชียตะวันออก” หรือ East Asian Observatory (EAO) ซึ่งสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้ร่วมลงอนุสัญญานามเป็นสมาชิกร่วมอยู่ด้วย

ข้อมูล : มติพล ตั้งมติธรรม - ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ สดร.

 

 

 

 


สำเร็จ! กองทัพอากาศส่งดาวเทียม "นภา-1" สู่อวกาศ

Thu, 3 Sep 2020 12:45:00

วันนี้ (3 ก.ย.2563) เวลา 08.51 น. ตามเวลาประเทศไทย จรวด Vega เที่ยวบิน VV16 ของบริษัท Arianespace ได้ทำการยิงนำส่งดาวเทียมจำนวน 53 ดวง จาก 13 ประเทศ แบ่งเป็น Mirosatellite 7 ดวง และ Nanosatellite 46 ดวง หนึ่งในนั้นมีดาวเทียม “นภา-1” (NAPA-1) ซึ่งเป็นดาวเทียมเพื่อความมั่นคงดวงแรกของกองทัพอากาศรวมอยู่ด้วย โดยทำการยิงนำส่งจากฐานยิงจรวด Guiana Space Center, French Guiana ดินแดนของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่ตั้งอยู่ทางตอนบนของทวีปอเมริกาใต้


สำหรับดาวเทียม “นภา-1” เป็นดาวเทียมดวงแรกของกองทัพอากาศที่ยิงขึ้นสู่ชั้นอวกาศ เป็นดาวเทียมขนาดเล็ก หรือ Nanosatellite ซึ่งจะโคจรในวงโคจรรอบโลกระดับต่ำ (Low Earth Orbit) มีภารกิจในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจทางอวกาศ สำหรับการตรวจการณ์พื้นที่ในประเทศที่จำเป็นต่อการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง โดยการยิงดาวเทียมนภา-1 ในครั้งนี้ ทำให้กองทัพอากาศมีครบทั้ง 3 โดเมน (Air Domain, Cyber Domain และ Space Domain) สนับสนุนการขับเคลื่อนกองทัพอากาศตามยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี

 


นอกจากนี้ กองทัพอากาศยังสามารถใช้ขีดความสามารถของดาวเทียมในการสนับสนุนงานด้านบรรเทาสาธารณภัยของประเทศ เช่น การสนับสนุนข้อมูลพื้นที่จุดความร้อนเพื่อการดับไฟป่า และการสนับสนุนข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในระดับประเทศ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจทางอวกาศ เพื่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในอนาคต


ทั้งนี้ กองทัพอากาศ ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงการรวบรวมองค์ความรู้เพื่อมิติความมั่นคงในอวกาศ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของชาติ ทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยา และนับเป็นผลประโยชน์ของชาติในการนำพื้นที่อวกาศเข้ามาเป็นพื้นที่ปฏิบัติการที่สามารถช่วยสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ 

 

 


ญี่ปุ่นโชว์ทดสอบ "รถบินได้" คาดใช้จริงปี 66

Mon, 31 Aug 2020 08:37:00

วันที่ 30 ส.ค.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทสกายไดรฟ์ ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพของญี่ปุ่น เปิดให้สาธารณชนชมการทดสอบรถบินเป็นครั้งแรก โดยรถสามารถลอยในอากาศได้ประมาณ 4 นาที

 

รถบินคันนี้ชื่อว่า เอสดีโอทรี SD-03 มีขนาดเล็กที่สุดในโลกและนั่งได้เพียง 1 คน ความกว้างและยาว 4 เมตร ตัวรถสูง 2 เมตร ถือเป็นยานพาหนะแห่งโลกอนาคต ซึ่งบริษัทคาดว่าจะได้รับการอนุมัติให้สามารถใช้บนท้องถนนได้จริงในปี 2566 จากนี้ทางบริษัทยังต้องทดสอบและพัฒนาอีกหลายครั้งเพื่อปรับปรุงให้รถบินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


โอกาสน้อย "ดาวเคราะห์น้อย 2018 VP1" พุ่งชนโลก

Sun, 30 Aug 2020 11:19:00

วันนี้ (30 ส.ค.2563) " target="_blank">สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โพสต์ข้อความ ระบุ เกิดกระแสข่าวดาวเคราะห์น้อยชนโลกอีกครั้ง ครั้งนี้พูดถึง ดาวเคราะห์น้อย 2018 VP1 ซึ่งจะโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 2 พ.ย.นี้ ก่อนหน้าวันเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาเพียง 1 วัน แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายต่อโลกค่อนข้างน้อยมาก เนื่องจากมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 2 เมตร หากพุ่งเข้าชนโลกจริง ก็เป็นไปได้ที่จะเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศเกือบหมดก่อนลงสู่พื้นโลก

ดาวเคราะห์น้อย 2018 VP1 จัดอยู่ในประเภทวัตถุใกล้โลก (Near Earth Object) ค้นพบเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2561 โดยโครงการสำรวจท้องฟ้า Zwicky Transient Facility (ZTF) จากการติดตั้งอุปกรณ์เก็บข้อมูลกล้องดูดาวขนาดใหญ่ของหอดูดาวพาโลมาร์ (Palomar Observatory) ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากค้นพบและได้รับการยืนยันเป็นดาวเคราะห์น้อย ได้นำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์ของ NASA Jet Propulsion Laboratory (NASA JPL) ก่อนจะร่วมกับศูนย์ดาวเคราะห์น้อย (Minor Planet Center) เผยแพร่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะเข้าใกล้โลกในช่วงต้นเดือน พ.ย.2563 ห่างจากโลก 400,000 กิโลเมตร (ไกลกว่าระยะทางเฉลี่ยจากโลกถึงดวงจันทร์) และมีความเป็นไปได้ที่จะชนโลก ประมาณร้อยละ 0.41

มีโอกาสชนแต่เหตุใดจึงไม่แจ้งเตือน?

 

เหตุผลแรก คือ ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 2 เมตร ซึ่งขนาดดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นภัยอันตราย (ระดับความอันตรายอยู่ที่ 0 ตาม "โตริโนสเกล" หน่วยวัดความรุนแรงของภัยพิบัติบนโลกที่เกิดจากการชนวัตถุจากนอกโลก) หากเข้ามาในชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วตามที่คำนวณไว้ประมาณ 53,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทำให้ดาวเคราะห์น้อยลุกไหม้จนหมด ไม่เหลือถึงพื้นโลก

เหตุผลที่สอง คือ ข้อมูลวงโคจรล่าสุดของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ เป็นข้อมูลแรกที่บันทึกไว้ขณะเพิ่งค้นพบในเดือน พ.ย. 2561 หลังจากนั้นมาไม่มีผลการสำรวจเพิ่มเติมเนื่องจากปรากฏบนท้องฟ้าใกล้กับดวงอาทิตย์ตลอด และความสว่างต่ำมากจนไม่สามารถสังเกตการณ์ได้จากกล้องโทรทรรศน์บนโลก จึงหมายความว่าผลการคำนวณตอนนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก ล่าสุดในวันที่ดาวเคราะห์น้อย 2018 VP1 เข้าใกล้โลกที่สุดจะห่างจากโลก ประมาณ 400,000 กิโลเมตร (0.00271 AU) และเป็นไปได้ว่าอาจจะเฉียดไปด้วยระยะห่างที่มากถึงหลายล้านกิโลเมตร

ความเป็นไปได้ที่จะชนโลกคือร้อยละ 0.41 ในทางกลับกัน หมายความว่าโอกาสที่จะไม่ชนโลกก็สูงถึงร้อยละ 99.59

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มนุษย์ได้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดจากวัตถุนอกโลกไว้หลายครั้ง แม้จะยังไม่เคยบันทึกว่ามีผู้เสียชีวิตหรือเกิดหายนะครั้งใหญ่ แต่นักดาราศาสตร์ก็ยังคงจับตาวัตถุใกล้โลกเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา เพราะโอกาสที่พุ่งชนของวัตถุเหล่านั้นไม่เคยเป็นศูนย์

สำหรับดาวเคราะห์น้อย 2018 VP1 จะเข้าใกล้โลกมากที่สุดในวันที่ 2 พ.ย.2563 และเนื่องจากเป็นวันก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมา ซึ่งทางนักดาราศาสตร์ก็จะเฝ้าติดตามดาวเคราะห์น้อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เมตรนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

 

 


Microsoft ประกาศปิดตำนาน Internet Explorer ตั้งแต่ 17 ส.ค. 64

Sun, 23 Aug 2020 22:40:00

บริษัทไอทีอย่าง Microsoft ประกาศผ่าน Tech Community ของตนเอง ระบุว่า บริการ Microsoft 365 (เดิมชื่อ Office 365) ซึ่งมีบริการสำคัญ ๆ เช่น Word, PowerPoint, Outlook, OneDrive หรือ Teams ฯลฯ จะใช้บริการบนเว็บเบราว์เซอร์ในตำนานอย่าง Internet Explorer หรือ IE ไม่ได้ ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. 64 เป็นต้นไป 

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ประกาศของ Microsoft ครั้งนี้ คือการยุติการสนับสนุนเว็บเบราว์เซอร์ Internet Explorer แบบชัดเจน แต่ไม่ได้ประกาศออกมาแบบตรง ๆ  

หากดูรายละเอียดของประกาศจะพบว่า Microsoft พยายามชี้ว่า สภาพแวดล้อมของโลกออนไลน์มีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นการย้ายไปใช้มาตรฐานเว็บแบบเปิด (Open Web Standards) และเว็บเบราว์เซอร์ใหม่ ๆ จะช่วยเปิดประสบการณ์บนโลกออนไลน์ได้ดีกว่าเดิม

โดยไทม์ไลน์การยุติการสนับสนุนอื่น ๆ ที่น่าสนใจ มีดังนี้ 

ภาพจาก Microsoft Tech Community

ภาพจาก Microsoft Tech Community

อย่างไรก็ตาม Microsoft แนะนำให้ใช้เว็บเบราว์เซอร์ Edge เวอร์ชันใหม่แทน ซึ่งใช้ Chromium (จาก Google Chrome) มาเป็นระบบหลังบ้าน และมี IE Mode บน Edge ที่รองรับเว็บไซต์เวอร์ชันเก่า ๆ อยู่ 

ขณะที่ข้อมูลจาก StatCounter ระบุว่าเว็บเบราว์เซอร์รายใหญ่ ๆ มีส่วนแบ่งทางการตลาด ในเดือน ก.ค. 63 ดังนี้

 

Graph: StatCounter Global Stats - Browser Market Share (Jan 2009 - July 2020)

Graph: StatCounter Global Stats - Browser Market Share (Jan 2009 - July 2020)

ถือเป็นการประกาศปิดตำนานเว็บเบราว์เซอร์ Internet Explorer ของ Microsoft ที่มีอายุ 25 ปี ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 24 ส.ค. 38 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการขึ้นผงาดของ Chrome ซึ่งพัฒนาโดย Google

--------

รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก กับ Thai PBS
ติดตามได้ #ThaiPBSSciAndTech ได้ทาง

  


กองทัพเรือสหรัฐฯ พัฒนาเรือดำน้ำควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์ AI

Fri, 21 Aug 2020 22:46:00

ปัจจุบันนี้เราอยู่ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การทำอุตสาหกรรมต่าง ๆ ฯลฯ โดยเมื่อช่วงต้นปี 2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาเรือดำน้ำควบคุมการทำงานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ไม่มีมนุษย์ควบคุม โครงการนี้ไม่ถูกเปิดเผยข้อมูลมากนักทราบเพียงรายละเอียดบางส่วน และชื่อรหัสเรียกโครงการว่า CLAWS กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาใช้วิธีพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับบริษัทเอกชนด้านเทคโนโลยีอาวุธชั้นนำในประเทศสหรัฐอเมริกา

โครงการพัฒนาเรือดำน้ำควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์ คาดว่า จะถูกพัฒนาเพื่อติดตั้งในเรือดำน้ำหุ่นยนต์ไร้มนุษย์ควบคุมชั้น Orca เรือดำน้ำหุ่นยนต์ในชั้นนี้สามารถติดตั้งตอร์ปิโดทำลายใต้ประมาณ 12 ลูก พัฒนามาจากเทคโนโลยีเรือดำน้ำหุ่นยนต์ Echo Voyager นอกจากนี้กองทัพเรือสหรัฐอเมริกายังมีแผนการพัฒนาเรือดำน้ำหุ่นยนต์ไร้มนุษย์ควบคุมชั้น Orca ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมชื่อ XLUUVs ติดตั้งตอร์ปิโดทำลายใต้น้ำได้ในปริมาณที่มากกว่าเดิมและปฏิบัติภารกิจใต้มหาสมุทรได้นานหลายเดือน

ในการทำภารกิจของเรือดำน้ำควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์มนุษย์เพียงป้อนข้อมูลคำสั่งพื้นฐานในการทำภารกิจส่วนการตัดสินใจควบคุมทิศทางของเรือและการปล่อยตอร์ปิโดโจมตีสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยใช้ข้อมูลระบบการนำทางด้วยดาวเทียมและเซนเซอร์ตรวจสอบสถานะต่าง ๆ ของเรือในขณะอยู่ใต้มหาสมุทร

กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธอัตโนมัติมาได้ระยะหนึ่งแล้วนอกจากการพัฒนาเรือดำน้ำควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์ในปีที่ผ่านมายังมีโครงการพัฒนาระบบควบคุมแบบรวมศูนย์ CCS หรือ Common Control System สามารถควบคุมการทำงานของอาวุธอัตโนมัติทุกรูปแบบ เช่น เรือดำน้ำ เรือเร็วโจมตีบนผิวน้ำ รวมไปถึงเฮลิคอปเตอร์

อย่างไรก็ตามแม้เรือดำน้ำจะสามารถควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์แต่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกายังคงให้ความสำคัญกับกับระบบเชื่อมต่อสื่อสารและระบุตำแหน่งกับฐานบัญชาการที่มีมนุษย์ควบคุมเพื่อความปลอดภัยสูงในการทำภารกิจรวมไปถึงการป้องกันการถูกแทรกแซงระบบหรือการโจมตีโดยสงครามไซเบอร์ที่เน้นการเจาะเข้าทำลายระบบผ่านเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร

 

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับเพจ Thai PBS Sci & Tech
หรือทางทวิตเตอร์ #ThaiPBSSciAndTech

 


เคยเห็นไหม? ฟ้าแลบ-ลูกเห็บแอมโมเนีย "บนดาวพฤหัสบดี"

Fri, 14 Aug 2020 12:13:00

วันนี้ (14 ส.ค.2563) นายธนกฤต สันติคุณาภรต์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เผยแพร่ข้อความผ่ายทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ว่าปรากฏการณ์ #ฟ้าแลบ และ #ลูกเห็บแอมโมเนีย บนดาวพฤหัสบดี ข้อมูลล่าสุดจากยานอวกาศจูโนของนาซา พบว่าการเกิดปรากฏการณ์ฟ้าแลบบนดาวพฤหัสบดีที่เรียกว่า "Shallow Lightning" เกิดจากการคายประจุไฟฟ้าของก้อนเมฆ ที่ประกอบไปด้วยสารละลายแอมโมเนีย ต่างกับก้อนเมฆในชั้นบรรยากาศโลกที่มีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ

พายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงนี้ จะพัดพาผลึกน้ำแข็งจากเมฆชั้นล่าง ที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักขึ้นไปยังชั้นเมฆแอมโมเนีย จากนั้นผลึกน้ำแข็งจะละลายและรวมตัวกับแอมโมเนีย เกิดเป็นหยดสารละลายแอม โมเนีย แล้วตกลงไปชนกับผลึกน้ำแข็งส่วนที่ถูกพัดจากขึ้นมาจากเมฆชั้นล่างของน้ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ก้อนเมฆในชั้นนี้เกิดประจุไฟฟ้า และมีการคายประจุไฟฟ้าออกมาเกิดเป็นปรากฏการณ์ฟ้าแลบบนดาวพฤหัสบดีนั่นเอง

นอกจากนี้ ข้อมูลจากยานอวกาศจูโน ยังชี้ให้เห็นว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงบนดาวพฤหัสบดีอาจก่อให้เกิดพายุลูกเห็บแอมโมเนีย ที่เรียกว่า “Mushballs” ซึ่งตามทฤษฎีแล้วมีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากสารละลายแอมโมเนียในบรรยากาศชั้นบนที่มีอุณหภูมิเย็นยิ่งยวด ชนเข้ากับอนุภาคหรือผลึกน้ำแข็งขนาดเล็ก เกิดเป็นลูกเห็บแอมโมเนียขนาดเล็ก

ลูกเห็บดังกล่าวอาจถูกกระแสลมพัดพาให้เคลื่อนที่อยู่ในเมฆ และกระทบกับสารละลายแอมโมเนียเย็นยิ่งยวดเพิ่มเติม ซึ่งจะกลายเป็นชั้นน้ำแข็งพอกผิวให้ลูกเห็บมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อลูกเห็บมีขนาดใหญ่มากจนกระทั่งกระแสลมในเมฆพยุงไว้ไม่อยู่ ก็จะตกลงลงสู่ชั้นบรรยากาศที่ลึกลงไปในดาวพฤหัสบดีต่อไป

ข้อมูลที่เก็บได้จากอุปกรณ์ตรวจวัดรังสีไมโครเวฟ ของยานอวกาศจูโน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าปริมาณแอมโมเนียในบรรยากาศชั้นบนของดาวพฤหัสบดีค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด การทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ฟ้าแลบและการเกิดลูกเห็บแอมโมเนีย จะเป็นกุญแจสำคัญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการลดลงของระดับแอมโมเนียในบรรยากาศชั้นดาวพฤหัสบดีได้ในอนาคต

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.missionjuno.swri.edu/…/shallow-lighting-and-mus…

วิดีโอ : https://youtu.be/tq_6DClZ0Ns

 

 


เสียหายหนัก จิสด้าเผยภาพดาวเทียมเทียบก่อน-หลังระเบิดเบรุต

Sun, 9 Aug 2020 14:34:00

วันนี้ (9 ส.ค.2563) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เผยภาพดาวเทียม THEOS ซึ่งบันทึกภาพเมื่อวันศุกร์ที่ 7 ส.ค.2563 เวลา 15:22 น. เปรียบเทียบก่อนและหลังเกิดเหตุระเบิด

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดของโกดังเก็บสารแอมโมเนียมไนเตรทในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เมื่อวันอังคารที่ 4 ส.ค.2563 เวลา 18.00 น. ตามเวลาของกรุงเบรุต หรือตรงกับเวลา 22.00 น. ของไทย โดยแรงระเบิดส่งผลให้หลายพื้นที่โดยรอบโกดังได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีอีกหลายพื้นที่รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนดังกล่าว แรงระเบิดครั้งนี้ทำให้พื้นดินเกิดการสั่นไหว เปรียบเทียบได้กับแผ่นดินไหวขนาด 3.3

 

ข้อมูลภาพจากดาวเทียม THEOS ยังเผยให้เห็นอีกว่า อาคารในพื้นที่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับความเสียหายอย่างหนัก บางแห่งถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง หรือแม้กระทั่งยานพาหนะ อาคาร บ้านเรือน ที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุถึง 10 กิโลเมตร ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้

สำหรับกรุงเบรุต เป็นเมืองหลวงของประเทศเลบานอน ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศฝั่งตะวันตก บนคาบสมุทรที่ทอดยาวไปทางตะวันตกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ลักษณะเป็นพื้นดินปลายแหลมเล็ก มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมที่ยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

 

โกดังที่เกิดเหตุระเบิดตั้งอยู่ที่ท่าเรือเบรุต ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของประเทศเลบานอน อยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตอนเหนือของกรุงเบรุต เป็นสถานที่ที่ใช้เก็บแอมโมเนียมไนเตรท ซึ่งเป็นสารเคมีที่ไวต่อการระเบิด และนิยมนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยและระเบิด ดังนั้นการเก็บแอมโมเนียมไนเตรทจำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เช่น ป้องกันไฟในสถานที่เก็บ เนื่องจากสารชนิดนี้ติดไฟง่าย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระเบิดกลางเมืองหลวงเลบานอน เสียชีวิต 50 คน เจ็บ 2,700 คน 

แอมโมเนียมไนเตรท 2.7 พันตัน ปมระเบิดครั้งใหญ่กรุงเบรุต 

ระเบิดเบรุต เสียชีวิต 135 เจ็บกว่า 4,000 คน เร่งหาผู้สูญหาย 

"ยูเอ็น" หวั่นเลบานอนเผชิญวิกฤตอาหารจากเหตุระเบิดเบรุต

 


สดร.คาดดาวตกพุ่งผ่านฟ้า​ทำเสียงดังใน​ กทม.-ปริมณฑล​

Thu, 6 Aug 2020 22:43:00

จากกรณีตามที่มีข้อมูลเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ในช่วงเย็นวันนี้ เวลาประมาณ 17.00 น. มีประชาชนจำนวนหนึ่งได้ยินเสียงดังสนั่นบริเวณพื้นที่ เขตสายไหม แจ้งวัฒนะ พระราม 2 ในเขตกรุงเทพมหานคร รวมถึงบริเวณ อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี และหลายพื้นที่ใน จ.ปทุมธานี รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน มีผู้บันทึกภาพกลุ่มควันพาดผ่านบนท้องฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ได้

อ่านข่าวเพิ่มเติม​ :  มีใครได้ยินบ้าง? เสียงดังคล้ายระเบิดใน กทม. - ปริมณฑล

วันนี้​ (8​ ส.ค.2563)​ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ  เปิดเผยว่า​ จากหลักฐานที่รวบรวมได้ เบื้องต้นคาดว่า อาจเกิดจากดาวตกขนาดใหญ่ พุ่งผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง (เร็วกว่าเสียง) ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นสามารถได้ยินได้ในหลายพื้นที่ และเกิดแรงสั่นสะเทือนที่สามารถรับรู้ได้ บางแห่งได้รับแรงกระแทกจนหน้าต่างสั่นไหว อย่างไรก็ตามหากมีข้อมูล ภาพ หรือคลิปเหตุการณ์ก็จะมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะหาข้อสันนิษฐานที่ชัดเจนกว่านี้

กรณีนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้ว เช่น เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2558 บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี นนทบุรี ฯลฯ และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ สำหรับการระเบิดเหนือท้องฟ้าในลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วโลกมาแล้วหลายครั้ง แต่มีเพียงเหตุการณ์เดียวเมื่อปี 2556 ที่เมืองเชลยาบินสค์ ประเทศรัสเซีย ที่มีรายงานผลกระทบรุนแรงจากอุกกาบาตยักษ์พุ่งเข้าสู่โลกและระเบิดเหนือฟ้า สร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านเรือนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด

ดร.ศรัณย์ ระบุว่า ตามปกติแล้วจะมีอุกกาบาตขนาดเล็กหลุดเข้ามาในบรรยากาศของโลกเป็นประจำ โดยทั่วไปไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ แต่หากวัตถุมีขนาดใหญ่และมีมวลรวมหลายตัน เมื่อเข้ามาในบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูง จึงเกิดการระเบิดเหนือพื้นโลก มีแสงสว่างวาบและมีเสียงระเบิดตามมาเป็นระลอกในภายหลัง

และถึงแม้ว่าจะมีโครงการเฝ้าระวังวัตถุใกล้โลกของ NASA และหลายหน่วยงานที่คอยติดตามวัตถุในลักษณะเช่นนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถตรวจจับวัตถุที่มีขนาดเล็กๆ ที่อาจมีวงโคจรที่ผ่านเข้าใกล้โลกได้ทั้งหมด เนื่องจากมีความสว่างน้อย และมีจำนวนมากนับล้านวัตถุ

วัตถุที่สามารถทำให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มีหลายชนิด เช่น ดาวเคราะห์น้อยที่มักโคจรมาใกล้โลก เศษซากดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งานและถูกปล่อยทิ้งไว้ในวงโคจร อาจถูกแรงดึงดูดของโลกดึงกลับมาในชั้นบรรยากาศก็เป็นได้ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องปกติ สามารถอธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องกังวลและตื่นตระหนกไป เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินนั้นมีความเป็นไปได้น้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีโครงการเฝ้าระวังวัตถุจากนอกโลก ดำเนินการโดย สดร. ร่วมกับกองทัพอากาศ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร เฝ้าสังเกตการณ์วัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า 100 เมตร ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ปกติแล้วนักดาราศาสตร์จะตรวจสอบล่วงหน้าและสามารถติดตามวัตถุที่มีขนาดใหญ่ได้เกือบทั้งหมด

ส่วนวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่า 100 เมตรนั้น ตรวจสอบได้ยากมาก และหากวัตถุขนาดเล็กพุ่งชนโลก ก็จะเกิดการเสียดสีในชั้นบรรยากาศ อาจเกิดการระเบิด เผาไหม้หมดไปบนท้องฟ้า หรืออาจเหลือเพียงเศษอุกกาบาตขนาดเล็กตกลงมา ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

 


มีใครได้ยินบ้าง? เสียงดังคล้ายระเบิดใน กทม. - ปริมณฑล

Thu, 6 Aug 2020 20:08:00

วันนี้ (6 ส.ค.2563) เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. สวพ.FM91 ได้ทวีตข้อความระบุว่า  "ใครได้ยินบ้าง ?" เมื่อประมาณ 30 นาทีที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ได้ยินเสียงตูมสนั่น แบบดังมาก โดยรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ของ จ.ปทุมธานี ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุปทุมธานี เบื้องต้น ยังไม่ได้รับรายงานเหตุการณ์อะไรเข้ามาในขณะนี้

นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้ทวิตเตอร์บางส่วนได้ทวีตข้อความถึงเสียงดังคล้ายระเบิดในพื้นที่ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยรังสิต ปทุมธานี นนทบุรี ไปจนถึง จ.อยุธยา พร้อมระบุว่า รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนภายในบ้าน 

ต่อมาเว็บไซต์ paipibat.com ได้รายงานว่า 17.00 น. เกิดดาวตกเหนือท้องฟ้าในกรุงเทพ เกิดแรงสะเทือนจากช็อกเวฟแตกตัว คุณ @pearhs ถ่ายภาพเขม่าที่เหลือไว้ได้ มีเสียงดังคล้ายฟ้าร้อง


ล่าสุด ไทยพีบีเอสสอบถาม ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ระบุว่า ได้เห็นภาพเขม่าดาวตกดังกล่าวแล้ว ซึ่งเสียงที่ได้ยินนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากดาวตก เนื่องจากวัตถุนอกโลกเคลื่อนที่ผ่านบรรยากาศโลกที่ร้อนจัดอย่างฉับพลันด้วยความเร็วกว่าเสียง ทำให้เกิดช็อกเวฟ (shock wave) ส่งเสียงดังออกมา

อย่างไรก็ตาม เสียงที่เกิดขึ้นอาจทำให้เกิดเสียงดังได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร แต่ไม่ได้มีอันตราย โดยคาดว่าจะเผาไหม้จนหมดก่อนตกถึงพื้น ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีเหตุการณ์ดาวตกเคลื่อนผ่านท้องฟ้าครั้งใหญ่มาแล้วเมื่อปี 2557 ซึ่งวัตถุเหล่านี้หากเผาไหม้ไม่หมดแล้วตกลงสู่พื้นก็จะกลายเป็นอุกกาบาตนั่นเอง 

 

 


ไขคำตอบ "แอมโมเนียมไนเตรท" จากปุ๋ยสู่ระเบิดกรุงเบรุต

Wed, 5 Aug 2020 18:56:00

มีคำยืนยันเหตุการณ์ระเบิดช็อกโลกกลางกรุงเบรุต ประเทศเลบานอนว่ามาจากสารแอมโมเนียมไนเตรท น้ำหนัก 2,750 ตันที่ถูกเก็บไว้ในท่าเรือแห่งหนึ่ง จากตรวจยึดจากเรือสัญชาติมอลโดวาเมื่อปี 2558

Aljazeera ระบุหน่วยงานของเลบานอน รู้ตั้งแต่ 6 ปีที่แล้วว่ามีแอมโมเนียมไนเตรท 2,750 ตัน ถูกเก็บไว้ที่ท่าเรือ ซึ่งผอ.สำนักงานศุลกากร (ในปี 2014-2017) เคยทำหนังสือไปสอบถามสำนักงานผู้พิพากษาว่าควรจะจัดการกับสารดังกล่าวอย่างไร ทำหนังสือไปทั้งหมด 5 ฉบับไม่มีการตอบกลับแม้แต่ครั้งเดียว

อานุภาพของแอมโมเนียมไนเตรท ทำให้พื้นดินเกิดการสั่นไหว เปรียบเทียบได้กับแผ่นดินไหวขนาด 3.3 และมีรายงานผู้เสียชีวิต78 คน บาดเจ็บ 4,000 คน (ข้อมูล 5 ส.ค.63) 

ทำไมแอมโมเนียมไนเตรท จึงรุนแรง? 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ที่เรียบเรียงโดยบุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์ จากศูนย์ MTEC ระบุว่า การนำปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรท มาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำระเบิดมีมานานแล้ว โดยนำไปผสมกับเชื้อเพลิง เนื่องจากระเบิดที่ได้ใช้งานง่าย และมีราคาถูก จึงนิยมใช้มากในเหมืองถ่านหิน เหมืองหิน เหมืองแร่โลหะและอื่นๆ

สำหรับการนำปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรทไปใช้ทำระเบิด เพื่อก่อการร้ายเริ่มครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1970 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันประเทศในแถบตะวันออกกลาง เช่น อัฟกานิสถาน ก็ยังนิยมทำและใช้อยู่

เนื่องจากระเบิดแบบนี้ใช้ปุ๋ยเคมี เป็นส่วนประกอบ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ระเบิดปุ๋ย (fertilizer bomb)
ภาพ:ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ภาพ:ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ระเบิดปุ๋ย องค์ประกอบระเบิด 

1.เชื้อเพลิง เป็นวัตถุที่เกิดการลุกไหม้
2.สารออกซิไดเซอร์ หรือสารที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งก๊าซออกซิเจน เนื่องจากการเผาไหม้สสารหรือวัตถุในที่เปิดโล่งสามารถใช้ก๊าซออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศ แต่การเผาไหม้วัสดุในวัตถุปิดผนึกไม่มีอากาศจำเป็นต้องอาศัยก๊าซออกซิเจนจากสารที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียไนเตรท จากสูตรเคมี NH4NO3 หากพิจารณาเฉพาะส่วนของไนเตรท (NO3) จะเห็นได้ชัดเจนว่า ไนโตรเจน 1 อะตอม ประกอบด้วยออกซิเจนถึง 3 อะตอม ดังนั้นสารนี้จึงเหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งจ่ายก๊าซออกซิเจน

สำหรับระเบิดยุคใหม่ เช่น ระเบิดทีเอ็นที ผลิตจากสารไตรไนโตรโทลูอีน ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดประเภททูอินวันคือ โมเลกุลของสารเคมีมีทั้งแหล่งให้ก๊าซออกซิเจน และส่วนที่เป็นเชื้อเพลิงครบสมบูรณ์ใน 1 โมเลกุล

ภาพ:ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ภาพ:ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

กลไกการระเบิด

นักวิชาการ อธิบายว่า การระเบิดเริ่มต้นจากการระเบิดของเชื้อปะทุ (วัสดุที่มีวัตถุระเบิดปริมาณเล็กน้อย) และปลดปล่อย คลื่นระเบิด ซึ่งมีความเร็วประมาณ 3.2-4.8 กิโลเมตรต่อวินาทีออกมา ส่งผลให้สารแอมโมเนียมไนเตรท ในเม็ดปุ๋ยระเหิด กลายเป็นก๊าซทันที และจุดเชื้อเพลิงให้ลุกไหม้

พลังงานจากคลื่นระเบิดที่ทะลุผ่านสารแอมโมเนียมไนเตรททำให้โมเลกุลสลายตัว อะตอมออกซิเจนถูกปลดปล่อยออกมา และรวมตัวเป็นก๊าซออกซิเจน เร่งปฏิกิริยาหรือกระบวนการเผาไหม้ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้ผลิตผลต่อเนื่องเป็นก๊าซร้อนต่างๆ

ก๊าซร้อนที่เกิดในเวลาสั้นทำให้เกิดคลื่นความดัน เคลื่อนที่เร็วเท่าอัตราเร็วเสียง 330 เมตรหรือ 1,100 ฟุตต่อวินาที คลื่นนี้อาจทำอันตรายต่อชีวิต วัตถุสิ่งของต่างๆโดยรอบ ความร้อนสูงเกิดขึ้นจากการเผาไหม้ ยังทำให้วัตถุโดยรอบไหม้ไฟได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดระบุว่าอำนาจการทำลายส่วนใหญ่มาจากคลื่นความดัน

ปุ๋ยยูเรีย

สำหรับปุ๋ยเคมีชนิดนี้ไม่สามารถใช้เป็นส่วนประกอบของวัตถุระเบิดได้โดยตรง ต้องดัดแปลงให้เป็นยูเรียไนเตรท(urea nitrate, (NH2)2COHNO3) ก่อน และเนื่องจากยูเรีย เป็นสารประกอบชนิดหนึ่งในปัสสาวะมนุษย์ จึงมีผู้เรียกระเบิดชนิดนี้ว่า ระเบิดปัสสาวะ 

นอกจากปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรท และปุ๋ยยูเรียที่กล่าวถึงไปแล้ว ยังมีปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (ammonium sulfate, (NH4)2SO4) และปุ๋ยแคลเซียมแอมโมเนียไนเตรท ปุ๋ยผสมประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนตร้อยละ 20-30 และแอมโมเนียไนเตรทร้อยละ 70-80 ซึ่งถูกระบุว่าสามารถใช้เป็นส่วนประกอบวัตถุระเบิดได้

ปุ๋ยเคมี = ระเบิด

แม้จะมีการระบุว่า ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรท รวมถึงปุ๋ยบางชนิดสามารถนำมาผลิตเป็นระเบิดได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดระบุว่า ส่วนผสมของปุ๋ยเคมี และเชื้อเพลิงที่สามารถทำให้เกิดการระเบิดได้มีสัดส่วนค่อนข้างจำเพาะ หากผสมคลาดเคลื่อน จะมีผลให้ส่วนผสมทั้งหมดเกิดปฏิกิริยาติดไฟลุกไหม้ และไม่ระเบิด

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แอมโมเนียมไนเตรท 2.7 พันตัน ปมระเบิดครั้งใหญ่กรุงเบรุต

ระเบิดกลางเมืองหลวงเลบานอน เสียชีวิต 50 คน เจ็บ 2,700 คน

 

 


"พุทธิพงษ์" ชี้แจงทำไมไม่รีบดำเนินการจับผู้โพสต์ผิดกฎหมาย

Wed, 5 Aug 2020 10:50:00

วันนี้ (3 ส.ค.63) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนไทยเกือบทั้งประเทศคงคิดเช่นนี้ ผมก็ร้อนใจไม่แพ้ประชาชนทุกท่าน จึงได้เร่งกระบวนการรวบรวมและตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ จากเดิมที่ไม่มีกำหนดเวลาชัดเจนให้ต้องเสร็จสิ้นภายใน 48 ชม. แล้วส่งให้ศาลอนุมัติคำสั่งเพื่อทางตำรวจ ปอท.และตำรวจที่เกี่ยวข้องไปตามจับผู้กระทำผิดได้โดยเร็ว

ภารกิจหลักของกระทรวงดิจิทัลฯ คือวางนโยบายและเร่งผลักดันให้ประชาชนใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น “กระทรวงไม่มีกุญแจมือ”หรือมีอำนาจไปจับใคร ที่ผ่านมาจึงได้พยายามสนับสนุนข้อมูลต่างๆ ให้ทางหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่สามารถติดตามจับกุมและดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด

สำหรับแพลตฟอร์มต่างชาติถ้ามาทำธุรกิจในไทยก็ต้องเคารพกฎหมายไทยแม้ข้อมูลต่าง ๆ จะอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ เปรียบเสมือนเราอยู่ปลายก๊อกแต่แทงค์น้ำหรือข้อมูลอยู่นอกประเทศคงยากที่จะใช้กฎหมายไทยไปบังคับให้ลบได้ทันที ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะจัดการแก้ปัญหานี้ให้ได้มีข่าวดีเร็ว ๆ นี้แน่นอน


ไขคำตอบ! "หินประหลาด" แค่สะเก็ดดาวไม่ใช่ "อุกกาบาต"

Mon, 3 Aug 2020 14:59:00

กรณีชาวบ้านโสกแจ้ง หมู่ที่ 8 ต.เสามา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา พบหินประหลาดเป็นสีดำคล้ายเศษแก้ว ใช้ไฟส่องบริเวณหินเรืองแสง ทุบหินออกเป็นเนื้อละเอียดสีดำ สร้างความประหลาดใจ และเชื่อว่าเป็นหินอุกาบาตหรือดาวตก ต่างพากันเก็บไว้นำโชค

วันนี้ (3 ส.ค.2563) กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ออกเอกสารชี้แจงระบุว่า จากภาพที่ปรากฏตามข่าว มีลักษณะเป็นหินสีดำ มีลักษณะเป็นก้อนรูปกลม รูปหยดน้ำ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าอุลกมณี หรือ เทคไทต์ (Tektite) ไม่ใช่เป็นอุกกาบาตหรือชิ้นส่วนของอุกกาบาตแต่อย่างใด

อุลกมณี หรือเทคไทต์ เป็นหินเนื้อแก้ว สีเข้ม ผิวขรุขระ มีขนาดและรูปร่างต่างๆ กัน เกิดจากชั้นหิน ดิน ทรายบนเปลือกโลก ถูกอุกกาบาตที่ตกลงมากระทบพื้นโลกด้วยแรงดันสูงส่งผลให้หินดิน ทรายบริเวณนั้น เกิดความร้อนจัดจนหลอมอย่างรวดเร็ว และพุ่งกระเซ็นขึ้นไปบนอากาศตามแรงกระแทก เกิดการเย็นตัวและแข็งตัวอย่างรวดเร็วกลางอากาศ จนทำให้มีลักษณะเป็นเนื้อแก้ว ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแร่ซิลิกา มีลักษณะเป็นเนื้อแก้วโปร่งแสง เมื่อเวลาถูกแสงไฟแสงบางส่วนจะทะลุผ่าน ไม่ได้เรืองแสงแต่อย่างใด

 


นักบินอวกาศนาซาเดินทางถึงพื้นโลกอย่างปลอดภัย

Mon, 3 Aug 2020 06:48:00

ยานอวกาศครูว์ ดรากอน (Crew Dragon) ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ที่บรรทุกนักบินอวกาศ 2 คนขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NASA) ตกลงมาในน่านน้ำของอ่าวเม็กซิโก นอกชายฝั่งตะวันตกของรัฐฟลอริดา โดยนักบินอวกาศทั้ง 2 คนเดินทางพร้อมกับยานลำดังกล่าวไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทเอกชนในการส่งมนุษย์เดินทางไปและกลับจากสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ

ขณะที่บริษัทสเปซเอ็กซ์มีแผนที่จะส่งนักบินอวกาศอีก 4 คนขึ้นไปยังวงโคจรรอบโลกอีกครั้ง ในช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้โดยภารกิจในครั้งนี้จะให้นักบินอวกาศใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลานานถึง 6 เดือน

 


สหรัฐฯ ส่ง "เพอร์เซเวียแรนส์" มุ่งสำรวจดาวอังคารแล้ว

Fri, 31 Jul 2020 09:35:00

วันนี้ (31 ก.ค.2563) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วานนี้ (30 ก.ค.2563) เวลา 18.50 น. (ตามเวลาประเทศไทย) จรวดรุ่นแอตลาส ไฟว์ (Atlas V) ของสหรัฐอเมริกา บรรทุกรถสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์และเฮลิคอปเตอร์หุ่นยนต์อินเจนูอิตี ทะยานขึ้นสู่อวกาศ ณ ศูนย์ปล่อยจรวดในสถานีกองทัพอากาศเคปเคนาเวอรอล (Cape Canaveral) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ หลังจากยานออกจากวงโคจรรอบโลกได้ จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 เดือนครึ่ง ก่อนจะถึงดาวอังคารในเดือน ก.พ.2564

เพอร์เซเวียแรนส์ เป็นรถสำรวจดาวอังคารในโครงการ MARS 2020 ของนาซา มีภารกิจศึกษาทางธรณีวิทยาและชีวดาราศาสตร์บนดาวอังคาร ลักษณะภายนอกคล้ายกับคิวริออซิตี รถสำรวจรุ่นก่อนหน้า แต่มีภารกิจและอุปกรณ์ที่ต่างกันออกไป โดยเพอร์เซเวียแรนส์จะประกอบด้วย

 

ทั้งนี้ ต้องติดตามความคืบหน้าของรถสำรวจรุ่นที่ 4 ของสหรัฐฯ ถัดจากรถสำรวจโซเจอร์เนอร์ รถสำรวจฝาแฝดสปิริต-ออพพอร์ทูนิตี และรถสำรวจคิวริออซิตีเดินทางถึงดาวอังคารอย่างราบรื่นหรือไม่

 

 


ระบบเฟซบุ๊ก "แปลอัตโนมัติ" ทำงานอย่างไร

Thu, 30 Jul 2020 13:58:00

ฟังก์ชั่น Facebook Translations หรือระบบการแปลภาษาของเฟซบุ๊ก เครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวกในการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาท้องถิ่นมากกว่า 180 ภาษาทั่วโลก จุดประสงค์เพื่อลดข้อจำกัดการใช้ภาษา ให้สามารถติดต่อกันได้ง่ายทั่วโลก ผู้ใช้งานสามาถติดตั้งการแปลภาษาอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้เห็นภาษาอื่นที่ต้องการให้แปลทันทีโดยไม่เห็นข้อความต้นฉบับ ยกเว้นจะกลับไปคลิกที่รูปเครื่องจักรเพื่อกลับไปเห็นข้อความเดิมที่ยังไม่ได้แปล


อย่างไรก็ตาม การแปลอัตโนมัติโดยไม่เห็นข้อความภาษาอื่นต้นฉบับก็มีความสุ่มเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดจากระบบการแปลที่ผิดพลาด เพราะหลัก ๆ จะได้วิธีการแปล 3 วิธี คือ AI, ดิกชันนารี และ AI, อาสาสมัคร ป้อนฐานข้อมูล โดยเปิดรับอาสาสมัครทั่วโลกที่ต้องการเข้าร่วมแปล และมีระบบคัดกรองการแปลด้วยการโหวตจากทีมแปลด้วยกันเพื่ออนุมัตินำคำแปลมาใช้งานจริง

 

 

 

หน้าตาการใช้งานโหมดการแปลภาษาผ่านมือถือที่สามารถแปลใหม่ โหวตและรายงานข้อผิดพลาดการแปลได้นั้น "ปริญญา หอมเอนก" ผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี มองว่า ระบบการแปลผิดพลาดไม่น่าจะเกิดการแฮกระบบ แต่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลที่อาสาสมัคร ส่งให้ AI อ่านมากกว่า

การแปลเฟซบุ๊กจากภาษาที่อ่านไม่รู้เรื่อง จากไม่ใช่ภาษาเรามาเป็นภาษาเรา สามารถเซ็ตให้ไม่แปลได้ อย่างผมไม่เคยเซ็ตเลย เวลาเพื่อนโพสต์ภาษาฮังกาเรียน ระบบก็แปลให้เป็นภาษาอังกฤษเลย กลับกันคนที่โพสต์จากสำนักข่าวต่าง ๆ ระบบจะแปลหรือไม่อยู่ที่คนดู

เฟซบุ๊กเร่งปรับปรุงระบบแปลภาษา

เฟซบุ๊กเริ่มพัฒนาระบบให้รองรับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนอย่างครบถ้วนมาตั้งแต่ปี 2015 ส่วนกรณีการแปลภาษาผิดพลาด ในเบื้องต้นได้เฟซบุ๊กได้แถลงการณ์ขออภัยและชี้แจงถึงระบบการแปลภาษาที่ผิดลาด และก่อนหน้านี้เคยพบปัญหาการแปลผิดของเครื่องมือ ไม่เกี่ยวข้องกับการถูกแฮก หรือระบบความปลอดภัยรั่วไหล ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบถึงสาเหตุเพื่อหาแนวทางแก้ไข ปรับปรุงระบบการแปลให้ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพต่อไป

 

 

 


ออสเตรเลียเปิดตัว ผู้ช่วยจาก AI จัดการปัญหาจากการหย่าร้าง

Thu, 23 Jul 2020 22:45:00

ศาลครอบครัวและศาลรัฐบาลกลาง ประเทศออสเตรเลีย เปิดตัวระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ชื่อว่า 'amica' เป็นระบบที่เข้ามาช่วยจัดการปัญหาหลังการหย่าร้าง เมื่อคู่สมรสตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ และต้องการจัดการเรื่องการเรื่องต่าง ๆ เช่น การแบ่งทรัพย์สิน หรือการแบ่งสิทธิการเลี้ยงดูบุตร ฯลฯ โดยจะจัดสรรให้ได้รับความเป็นธรรมด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย อีกทั้งยังเป็นการลดความกดดัน และความเครียดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดการเรื่องการหย่าร้าง

ผู้ที่ต้องการใช้งาน amica สามารถเข้าไปกรอกข้อมูลในระบบ โดยระบุว่าต้องการให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ เข้าไปช่วยจัดการปัญหาเรื่องใด จากนั้นระบบจะเป็นผู้ดำเนินการส่งข้อมูลไปหาคู่สมรสอีกฝ่าย เพื่อจัดการเรื่องข้อตกลงต่าง ๆ ต่อไป โดยผู้ใช้งานไม่ต้องติดต่อไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นการลดภาระของศาลครอบครัวในการจัดการคดีหย่าร้างที่ไม่ซับซ้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย

Photo: amica.gov.au

Photo: amica.gov.au

การจัดการปัญหาหลังการหย่าร้างมีความยุ่งยาก และความลำบากใจของคู่สมรสทั้ง 2 ฝ่าย รัฐบาลออสเตรเลียจึงได้เข้ามาจัดการปัญหาดังกล่าวด้วยการช่วยปรับปรุงกฎหมายครอบครัว โดยนำ amica ระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา โดยคดีที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยจัดการนั้น ต้องมีความไม่ยุ่งยากซับซ้อน คู่สมรสสามารถตกลงกันได้ และยินยอมที่จะทำตามคำแนะนำของ amica หากไม่สามารถตกลงกันได้ ทนายความจะเข้ามารับช่วงต่อในการจัดการปัญหาเป็นลำดับต่อไป

การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ amica มาใช้งาน เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการปัญหาให้กับมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย ลดขั้นตอนต่าง ๆ และช่วยคลี่คลายคดีหย่าร้างของคู่สมรสซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในศาลฯ ให้น้อยลง

Photo: amica.gov.au

Photo: amica.gov.au

โดยระบบปัญญาประดิษฐ์นี้เปิดให้ใช้งานได้ฟรีในประเทศออสเตรเลียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บริการตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

How amica helps separating couples

Can artificial intelligence help separating couples reach agreement? The answer is yes. amica is a new service that helps people sort out their property settlements without court action. amica guides you through a step-by-step process, and offers information and support to help you reach an amicable agreement. Designed and tested using the feedback of everyday Australians who have been through everyday family law disputes, amica is a secure, digital service funded by the Commonwealth Government. amica combines artificial intelligence, legal expertise and the wisdom of ordinary Australians. Until 1 January 2021, couples can use all of the amica service for free. Find out more at amica.gov.au amica was created by National Legal Aid and Australia's legal aid commissions - the nation's biggest providers of family law assistance. Legal Aid ACT Legal Aid NSW NT Legal Aid Legal Aid Queensland Legal Services Commission of South Australia Legal Aid Commission of Tasmania Victoria Legal Aid Legal Aid WA #amica #SimpleSmartSeparation #Separation #FamilyLaw #PropertySettlement #Children #Property #Separating #Australia #ParentingArrangements #Parents

Posted by amica Australia on Sunday, June 28, 2020

  

--------------------------

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ #ThaiPBS
ติดตาม #ThaiPBSSciAndTech ได้ที่
- https://www.facebook.com/ThaiPBSSciAndTech
- https://twitter.com/ThaiPBSSciTech