"บุญเกื้อ" ยื่นตรวจสอบโครงการเมย์เดย์

Sun, 5 Jul 2020 15:45:00

วันนี้ (5 ก.ค.2563) ว่าที่ ร.ต.บุญเกื้อ ปุสสเทโว อดีตผู้ช่วย ส.ส.พรรคภูมิใจไทย นำหลักฐานมอบให้กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโคกครามตรวจสอบโครงการเมย์เดย์ ที่ทางคณะก้าวหน้าจัดขึ้น โดยหลักฐานที่นำมาให้ตรวจสอบเป็นรายชื่อประชาชนจำนวน 2,427 คน ที่คณะก้าวหน้าอ้างว่าได้บริจาคให้คนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงินกว่า 7 ล้านบาท

ว่าที่ ร.ต.บุญเกื้อ เปิดเผยว่า การจัดโครงการเมย์เดย์ช่วยเหลือประชาชน จำนวนกว่า 7 ล้านบาท ของคณะก้าวหน้าพบความไม่โปรงใส่ในการจัดโครงการซึ่งพบว่าจำนวนรายชื่อทั้งหมดยังมีผู้มีไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการเพราะจากการตรวจสอบรายชื่อทั้ง 2,427 คน จำนวนนี้พบ 20 คน ไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร์จึงต้องการให้ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ซึ่งเป็นผู้เปิดบัญชีรับบริจาคช่วยเหลือประชาชนเข้ามาชี้แจงพร้อมกับแสดงความโปร่งใสของโครงการและสเตทเมนท์มายืนยันว่าดำเนินอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

ส่วนหาก น.ส.พรรณิการ์ จะดำเนินการฟ้องผู้กล่าวหาว่าฉ้อโกง ว่าที่ ร.ต.บุญเกื้อ เผยว่าไม่กังวลเพราะเตรียมทรัพย์สินเป็นโฉนดที่ดินในการยื่นประกันตัวอยู่แล้ว ซึ่งการขอให้ตรวจสอบโครงการเมย์เดย์ไม่ได้รับคำสั่งจากการเมืองฝ่ายใด เนื่องจากตัวเองเป็นหนึ่งในผู้บริจาคให้โครงการเช่นกัน จึงมีสิทธิที่จะตรวจสอบ

ด้านผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลโคกคราม เปิดเผยว่า เบื้องต้นจะนำหลักฐานไปตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด และจะประสาน น.ส.พรรณิการ์ มาชี้แจงตามที่ถูกกล่าวหา เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจซึ่งหากพบหลักฐานเข้าข่ายกระทำความผิด จะให้ผู้เสียหายสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้


คาดประเดิม "ผู้ว่าฯ กทม." เลือกตั้งท้องถิ่นปลายปี

Sun, 5 Jul 2020 15:25:00

วันนี้ (5 ก.ค.2563) นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นสนามแรก ช่วงปลายปี 2563 ว่า คิดว่าควรจัดเลือกตั้งท้องถิ่นทั้ง 76 จังหวัด เพื่อมาดูแลคนทั้งประเทศก่อน หากจัดเลือกผู้ว่าฯ กทม.ก่อน ก็จะได้รับการดูแลเฉพาะกทม.เพียงจุดเดียว

ทั้งนี้ยังมีรายงานข่าวจากพรรคพลังประชารัฐว่า ได้เตรียมทาบทาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ซึ่งจะเกษียณอายุในเดือนตุลาคมนี้ มาเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ เปิดตัวลงชิงตำแหน่ง ผู้ว่าฯกทม.

นอกจากนี้ รมช.มหาดไทย ยังกล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ในขณะนี้ว่า เมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คาดว่า ภายปีนี้จะเริ่มทยอยจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น และไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณสำหรับการจัดการเลือกตั้ง เพราะงบประมาณในส่วนนี้ จะมาจาก การตั้งงบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะจัดสรรจากรายได้ที่จัดเก็บ ซึ่งในปีงบประมาณ 2563 ได้จัดเตรียมไว้แล้ว

แต่ถ้าอปท.ใดมีงบประมาณไม่เพียงพอ จากการนำใช้ในการแก้ปัญหาการระบาดของโรค COVID-19 ก็สามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2564 มาใช้ได้ โดยจัดทำตามข้อบัญญัติเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาท้องถิ่น วาระแรก ไม่เกินวันที่ 16 ส.ค.นี้ ซึ่งจะมีผลให้ใช้งบประมาณได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นห่วงว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจกำหนดช่วงเวลาเลือกตั้งท้องถิ่น คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เพราะถ้าโรคนี้มีการระบาดรอบที่ 2 จะส่งผลให้การรวมตัวของประชาชนทำได้ยาก และในการเลือกตั้ง ถ้าจะไม่ให้มีการพูดพบปะรณรงค์หาเสียง หรือไม่ให้มีประชาชนมานั่งฟังการปราศรัยเพื่อประชาสัมพันธ์นโยบาย ก็ยิ่งเป็นเรื่องยาก

ดังนั้นสถานการณ์ของโรคดังกล่าวเป็นตัวแปรอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราต้องติดตามและพิจารณาอย่างรอบคอบ ในการกำหนดช่วงเวลาสำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น และจะมีระเบียบหรือข้อกำหนดสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งนี้อย่างไร


"ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง" นั่งหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย

Sun, 5 Jul 2020 14:42:00

วันนี้ (5 ก.ค.63) พรรครวมพลังประชาชาติไทย จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยมีมติเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่ หลัง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ลาออกไปก่อนหน้านี้ ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน และคณะกรรมการชุดต่าง ๆ พ้นสภาพ

การเสนอชื่อกรรมการบริหารพรรคทุกตำแหน่งมีเพียง 1 เบอร์ ได้แก่ นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง หัวหน้าพรรค 565 คะแนน, นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขาธิการพรรค 545 คะแนน, น.ส.จุฑาฑัตต เหล่าธรรมทัศน์ เหรัญญิกพรรค 524 คะแนน, นายธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย นายทะเบียนพรรค 533 คะแนน, นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ 548 คะแนน, นายจักษ์ พันธ์ชูเพชร 552 คะแนน, และนายนายดนุช ตันเทอดทิตย์ 553 คะแนน เป็นกรรมการบริหารพรรค

นอกจากนี้ยังมีการเลือกคณะกรรมการจริยธรรมวินัยและคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สำหรับตำแหน่งโฆษกพรรค ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ และ น.ส.เพชรชมพู กิจบูรณะ แต่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค

นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีมติเปลี่ยนสัญลักษณ์พรรคเพราะคำนึงถึงการกาบัตรเลือกตั้ง โดยยังคงล้อแห่งธรรมไว้แต่จะมีรูปช้างเผือก สัตว์คู่บ้านคู่เมืองมาแทนตรงกลางเพื่อให้โลโก้พรรคโดดเด่นมากขึ้น สื่อความหมายธรรมอันประเสริฐของศาสนาและสื่อความหมาย การรวมพลังของประชาชน คู่พระบารมีพระมหากษัตริย์ และร่วมกันผลักดันการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศให้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง

นายทวีศักดิ์ กล่าวหลังการประชุมว่า ขอบคุณสมาชิกพรรคตนจะตั้งใจทำงานเต็มที่ตนอาจจะไม่สดชื่นเข้มแข็งเหมือนหนุ่ม ๆ แต่ว่าใจสู้ตอนนี้ทำหน้าที่ถือว่าเป็นทุกขลาภแต่ยอมรับเต็มใจและยินดีทำเพื่อประชาชน

ทั้งนี้ตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ก่อนหน้านี้ปรากฏชื่อของ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคฯ จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หลังพรรคฯ ได้เสนอชื่อนายเอนก ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดังนั้น จึงให้นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรคฯ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรค ขึ้นตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทนเพื่อให้นายเอนก ได้ทำหน้าที่รัฐมนตรีอย่างเต็มที่

 

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ได้มานั่งสังเกตการณ์ร่วมกับสมาชิกพรรค และกล่าวกับที่ประชุมพรรคว่า ตนขอขอบคุณสมาชิกพรรคทั่วประเทศที่แน่วแน่มั่นคงต่อสู้ทางการเมืองด้วยวิถีทางประชาธิปไตย พรรคของเราเป็นพรรคการเมืองของประชาชนที่แท้จริง ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นเจ้าของพรรค เป็นผู้กำหนดนโยบายที่พรรคต้องปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นี่คือจุดยืนสำคัญ การดำเนินการต้องเป็นไปโดยประชาชน ทุก 4 ปีต้องมีการประชุมสมัชชาใหญ่พรรค โดยการประชุมทางไกล tele-conference เพื่อให้การประชุมสมัชชาพรรคมีความสำคัญ

กรรมการบริหารพรรคชุดนี้เป็นชุดรักษาการเพื่อเตรียมความพร้อมให้พรรค และมีวาระถึงการประชุมสมัชชาใหญ่เท่านั้น ภายในปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 และตอนนั้นจะมีกรรมการบริหารพรรคชุดถาวร ตนมั่นใจว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำหน้าที่จนครบ 4 ปี และหากเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในปี 2565 ก็ยังมีเวลามากพอในการเตรียมตัวลงสู่สนามเลือกตั้ง

ตนขอฝากความหวังไว้ที่บรรดาสมาชิกพรรคให้มีหน้าที่ในการขยายความคิดไปสู่พี่น้องเพื่อนฝูง ชักชวนมาเป็นสมาชิกพรรคและร่วมทำการเมืองกับเรา เพราะการเป็นพรรคการเมืองของประชาชนต้องพึ่งเงินทุนจากประชาชน ทุกคนต้องมีใจหนักแน่นทำประโยชน์เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เราไม่ได้ทำการเมืองเพื่อตัวเราเอง เราทำการเมืองเพื่อประเทศชาติ เพื่อลูกหลานของเรา

ตนเข้ามาทำงานไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ตนไม่รับเลือกตั้งและรับประโยชน์ใด แต่จะอยู่เคียงข้างทุกคน ตนขอแสดงความยินดีกับคณะกรรมการบริหารพรรค และแสดงความยินดีล่วงหน้ากับ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต่อจาก ม.ร.ว.จัตุมงคล ขอให้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่และขอให้นำความสำเร็จมาสู่พรรค


“หน้ากาก” 1,000 ล้าน อยู่ไหน ?

Sat, 4 Jul 2020 12:28:00

ไทยพีบีเอสออนไลน์ รวบรวมข้อมูลจากมติ ครม. ที่มีการอนุมัติงบฯ เพื่อใช้ผลิตและแจกจ่ายหน้ากากอนามัยในการรับมือกับโควิด-19 ซึ่งรวมใช้งบฯ กว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 3 มีนาคม 2563

ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทย ใช้งบประมาณกลาง 225 ล้านบาท เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,774 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทุกจังหวัด ผลิตหน้ากากผ้า เพื่อทดแทนการขาดแคลนหน้ากากอนามัย โดยมีเป้าหมาย 50 ล้านชิ้น
วันที่ 17 มีนาคม 2563

ครม.มีมติเห็นชอบให้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย งบกลาง 65 ล้านบาท ให้กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อผลิตหน้ากากผ้าและแจกจ่ายให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่เสี่ยงอื่น 10 ล้านชิ้น ส่งไปยังบ้านเรือนประชาชน 5.6 ล้านชิ้น จำนวน 3,050,000 ครัวเรือน และอีก 4.4 ล้านชิ้น ส่งตามหน่วยงาน 

 

วันที่ 7 เมษายน 2563

คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรอบวงเงิน 801,066,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการบริหารจัดการหน้ากากอนามัยในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ประกอบด้วย

1.ค่าจัดซื้อหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ สำหรับกระจายให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง จำนวน 770,400,000 บาท
2.ค่าบริหารจัดการและกระจายสินค้า จำนวน 30,666,000 บาท และทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป และให้ประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อดำเนินการจัดสรรและกระจายหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงตามลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสม ทั่วถึง และเป็นธรรม
3.การจัดซื้อหน้ากากอนามัย กระทรวงพาณิชย์จัดซื้อโดยตรงจากโรงงานผู้ผลิตตามกำลังผลิตที่มีอย่างเหมาะสม
4.ให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นผู้จัดส่งหน้ากากอนามัยจากโรงงานผู้ผลิตไปให้กระทรวงมหาดไทย เพื่อกระจายต่อไปยังประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ตามความเหมาะสม ในเดือนเมษายน-ตุลาคม 2563

รวมงบประมาณทั้งหมด 1,091 ล้านบาท


ผบ.ทบ.ระบุ ปฏิบัติตามมาตรการ COVID-19 ไม่มีข้อยกเว้น

Sat, 4 Jul 2020 12:13:00

วันนี้ (4 ก.ค.2563) กองทัพบกเปิดเผยกำหนดการ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ โดยจะเข้าพบนายกรัฐมนตรี ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมกำลังพลของทหารสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย หรือ จัสแมก ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย

และนอกจากตามกำหนดการที่ระบุว่า คณะจะไม่ออกนอกเส้นทางที่กำหนดไว้แล้ว พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ยังกล่าวย้ำถึงการเดินทางของผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ว่า จะต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข และข้อกำหนดของรัฐบาล ตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยไม่มีข้อยกเว้น

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยกำหนดการเยือนของผู้บัญชาการทหารบก สหรัฐอเมริกา กรณีการเยือนกองทัพไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ หลังจากมีการเผยแพร่ข่าวทางสื่อโซเชียล ว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ กองทัพบกไม่ปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19

พร้อมกันนี้ พล.อ.อภิรัชต์ยืนยันในการปฎิบัติตามมาตรการทุกอย่าง ที่รัฐบาลไทย หรือ ศบค.กำหนด และไม่เคยขอยกเว้นแต่ประการใด โดยยึดหลักและปฏิบัติตามข้อกำหนดที่สำคัญ คือ มีใบรับรองแพทย์ Fit to fly, ใบรับรองแพทย์ว่า ปลอด COVID-19 ภายใน 72 ชั่วโมง ก่อนการเดินทาง, มีกำหนดการเดินทางชัดเจน, มีการตรวจโควิดที่สนามบินปลายทาง, มีชุดติดตามด้านการแพทย์และสาธารณสุข, รวมถึงการจำกัดการเดินทางเฉพาะกำหนดการ ที่ได้ตกลงไว้ล่วงหน้า ซึ่งไม่ได้ออกไปในที่สาธารณะ

ขณะเดียวกัน กองทัพบก ก็ได้ออกเอกสารชี้แจงขั้นตอนการมาเยือนของคณะผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ โดยเมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน บน.6 สนามบินทหารดอนเมือง ก็จะมีกระบวนการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัส COVID-19 ตามมาตการด้านสาธารณสุข

จากนั้นจะเดินทางไปสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พบปะกำลังพลของสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเดินทางไปเยี่ยมชม สวพท. เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวข้องกับมาตรการและการวิจัยและพัฒนาวัคซีน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นตามกำหนดการวันที่ 10 ก.ค. จะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยมีพล.อ.อภิรัชต์ นำคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรี และในฐานะ รมว.กลาโหม ก่อนเดินทางไปกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อร่วมพิธีต้อนรับการมาเยือนอย่างเป็นทางการ และเดินทางออกจากประเทศไทย โดยอากาศยานของกองทัพสหรัฐฯ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปรับแผนรับ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ เยือนไทย ให้เคร่งครัดตามหลักเกณฑ์

กองทัพบกชี้แจงคณะ ผบ.ทบ.ทำตามมาตรการ COVID ของไทย


กองทัพบกชี้แจงคณะ ผบ.ทบ.ทำตามมาตรการ COVID ของไทย

Sat, 4 Jul 2020 09:58:00

จากกรณีที่ไทยพีบีเอส และไทยพีบีเอสออนไลน์ ได้รับข้อมูลและการยืนยันจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า ใน ศบค.มีการหารือถึงการเดินทางมาเยือนประเทศไทย ของคณะ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ จริง พร้อมทั้งนำเสนอถึงการปรับแผนและกำหนดการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

ปรับแผนรับ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ เยือนไทย ให้เคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ 

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน (3 ก.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว โดยยอมรับว่า มีบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ จะเดินทางเข้ามาประเทศไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐอเมริกา ที่จะมาประชุมเพื่อเตรียมการฝึกร่วมกับประเทศไทย

สำหรับกำหนดการ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ โดยเดินทางมาในฐานะแขกของรัฐบาล และจะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นจะเดินทางมาเยี่ยมคำนับ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.สส. และจะเดินทางมาเยี่ยมคำนับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ด้วย

ทั้งนี้มีรายงานว่า กองทัพบกได้นำแผนการเดินทางของผบ.ทบ.สหรัฐฯ ให้ทางศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) พิจารณา เนื่องจาก ศบค.มีข้อกังวลว่า การเดินทางของคณะ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ อาจสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีการติดเชื้อมากที่สุดในโลก เกือบ 3 ล้านคนแล้ว

 

 

หลังจากไทยพีบีเอสนำเสนอข่าวดังกล่าวแล้ว เพจ เฟซบุ๊ก ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก Army PR Center และ SMART Soldiers Strong ARMY โพสต์ข้อความบนเพจระบุว่า

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวทางสื่อโซเชียล กรณีที่ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ จะเยือนกองทัพบกไทยอย่างเป็นทางการ แต่จะไม่ปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. นั้น ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

โดยกองทัพบกยืนยันว่า ทาง คณะ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติตามมาตรการทุกอย่างที่ทางประเทศไทยกำหนด และไม่เคยขอยกเว้นแต่ประการใด โดยยึดหลักและปฏิบัติตามข้อกำหนดที่สำคัญ คือ

1. มีใบรับรองแพทย์ Fit to fly
2. มีใบรับรองแพทย์ว่า ปลอดโควิด ภายใน 72 ชม. ก่อนการเดินทาง
3. มีกำหนดการเดินทางชัดเจน
4.มีการตรวจโควิดที่สนามบินสุวรรณภูมิ
5. มีชุดติดตามด้านการแพทย์และสาธารณสุข
6. งดไปสถานที่สาธารณะ

ทั้งนี้ตามมาตรการของ ศบค. ได้มีคำสั่งให้นักธุรกิจต่างชาติ และ แขกต่างประเทศของหน่วยราชการที่มาเยือนประเทศไทยไม่เกิน 14 วัน ไม่ต้องกักตัว แต่ให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดตามกำหนดการ ซึ่งจะต้องส่งแผนกำหนดการให้ทาง ศบค. พิจารณา และต้องปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐกำหนด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเวลาประมาณ 10.00 น. ไม่พบข้อความโพสต์ดังกล่าวบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก Army PR Center แล้ว แต่ในเพจเฟซบุ๊ก SMART Soldiers Strong ARMY ยังคงมีข้อความดังกล่าวอยู่


รับหลักการร่างงบฯ ปี'64 ชงชื่อ "ธนาธร" ร่วม กมธ.แปรญัตติ

Sat, 4 Jul 2020 06:59:00

วันนี้ (4 ก.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.บประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเริ่มอภิปรายมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. กระทั่งเมื่อเวลา 23.20 น. วานนี้ (3 ก.ค.) ที่ประชุมสภาฯ ได้ลงมติในวาระ 1 โดยมี ส.ส.ร่วมลงมติ 476 เสียง ผลปรากฎว่า เห็นด้วย 273 เสียง ไม่เห็นด้วย 200 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564

จากนั้นมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 72 คน โดยมีกำหนดแปรญัตติ 30 วัน ซึ่งจะเริ่มประชุมนัดแรกในวันที่ 8 ก.ค.นี้ ทั้งนี้มีการเสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า ร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญ 1 ใน 6 คน ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลด้วย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถกงบฯ ปี 64 วันแรก ผู้นำฝ่ายค้านชี้ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”

"อนุดิษฐ์" ตั้งฉายา "นักกู้ฯ" ชี้รัฐบาลจัดการงบฯ ไม่ตอบโจทย์ COVID

“อุตตม” ยัน COVID-19 กระทบปากท้อง-เร่งเยียวยา 30 ล้านคน

"นายกรัฐมนตรี" โต้กลางสภา อย่าดูถูกสติปัญญา

 


"นายกรัฐมนตรี" โต้กลางสภา อย่าดูถูกสติปัญญา

Fri, 3 Jul 2020 20:10:00

วันนี้ (3 ก.ค.2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในประเด็นการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม โดยระบุว่า ส.ส.บางคนได้พูดจาเสียดสี ดูถูกสติปัญญา เหยียดยามบ้าง แต่ไม่ได้โกรธเคือง ส่วนการลงทุนด้านคมนาคมเป็นแผนงานและแนวคิด หากจะดำเนินการต้องทำอย่างละเอียด ส่วนใดที่เป็นส่วนเดิมเราก็ต้องทำไปด้วย ของใหม่ก็ต้องทำขึ้นมาบ้าง ไม่สามารถทำได้ทีเดียวทั้งหมด

คงไม่ได้ฉลาดน้อยเหมือนกับที่ท่านพูด ดังนั้นอย่าดูถูกสติปัญญากันให้มากแล้วกัน การลงทุนของภาครัฐ ถ้าลงทุนเองจะใช้งบจำนวนมาก จึงมีการลงทุนแบบ ppp คือร่วมกับเอกชน มีการประมูลเซ็นสัญญาโปร่งใสตามกฎหมาย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยอนุมัติโครงการให้ใครเป็นกรณีพิเศษ แต่นำเสนอแผนงานโดยผ่านการพิจารณาของคณะกลั่นกรองทุกระดับ ไม่เคยเรียกผลประโยชน์จากใคร ส่วนเรื่องของถนนมีปัญหา พยายามทำถนนใหม่ และซ่อมแซมถนนเก่า เพราะบางแห่งใช้งานมานานแล้ว แต่ก็ไม่ทันใจ ส.ส.ที่อภิปราย ยืนยันว่าไม่โมโหใครเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา

ขณะที่นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ชี้แจงประเด็น ส.ส.อภิปราย เกี่ยวกับการสร้างสนามบิน ว่าได้รับจัดสรรงบฯ พัฒนา 1.4 หมื่นล้านบาท เช่น สนามบินเบตง ก่อสร้างเสร็จแล้ว และพร้อมเปิดใช้งบฯ 1,655 ล้านบาท สนามบินแม่สอด งบฯ 1,113 ล้านบาท สนามบินกระบี่งบฯ 5,136 ล้านบาท

ความเห็นต่างรับได้-แต่ต้องมีข้อยุติ 

ต่อมาเวลา 19.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นตอบคำถามพรรคฝ่ายค้านอีกครั้ง ระบุว่า ขี้เกียจตอบคำถาม เพราะตอบซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ และถูกโจมตีในเรื่องประเด็นเดิมๆ และงบที่ต้องใช้ทั้งงบประมาณ และเงินกู้ในก้อนต่างๆ นำไปใช้เยียวยา นำไปใช้แก้ปัญหาด้านสาธารณสุขจาก COVID-19 ส่วนงบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท จะช่วยด้านธุรกิจเอสเอ็มอี

พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้หัดฟังเสียบ้าง และการจ้างงาน ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไร ความเห็นต่างรับได้ แต่การทำงานต้องหาข้อยุติตรงกลางที่ทำใหการทำงานเดินหน้าต่อไปได้ และต้องดูว่ารัฐทำอะไรไปที่มีผลรูปธรรม ซึ่งแผนงานสำคัญต้องผ่านการคัดกรอง และผ่านการทำงานเป็นคณะ และพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ขณะนี้ต้องสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน เพราะตอนนี้ภาระยังมีอีกมาก ประชาชนยังมีความเดือดร้อน ที่ผ่านมามีทั้งวิกฤต ต้องแปลงให้เป็นโอกาส เมื่อมี COVID-19 คงไม่มีใครคิดมาก่อน และทั่วโลกก็เหนื่อยกันหมด

นอกจากนี้ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มาจากต่างประเทศไทยกับต่างประเทศ จะเพิ่มคู่ค้าไทยกับอาเซียนได้อย่างไร เราจะลงทุนเพิ่มการลงทุนไทย และจีน เม็กซิโก และให้ความเป็นธรรมกับตัวเองด้วยว่าทำไมถึงน้อยหรือมาก แต่ส่วนตัวยังภูมิใจกับไทยที่มีการดูแลทางด้านเศรษฐกิจดีกว่าประเทศอื่น ที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจหนักกว่าและมีศักยภาพดีกว่า 

 

 

 

 


ปรับแผนรับ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ เยือนไทย ให้เคร่งครัดตามหลักเกณฑ์

Fri, 3 Jul 2020 17:52:00

วันนี้ (3 ก.ค.2563) รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ช่วงปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางเยือนสหรัฐฯ มาแล้ว และ พล.อ.เจมส์ แมคคอนวิลล์ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ เป็นฝ่ายให้การต้อนรับ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพทั้ง 2 ประเทศ

ครั้งนี้ ผบ.ทบ.สหรัฐฯ จะมาเยือนไทยบ้าง แต่มีรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พยายามเสนอให้เลื่อนการเดินทางไปก่อน แต่ไม่สามารถเลื่อนได้

เมื่อไม่เลื่อนก็จะเดินทางตามกำหนดเดิมคือ วันที่ 9-10 ก.ค. กองทัพบกในฐานะหน่วยงานที่ต้องต้อนรับ จัดทำแผนให้การเดินทางของคณะดังกล่าว ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา

ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่า มีรายละเอียดไม่ชัดเจน และให้กองทัพบกปรับแผน ให้มีรายละเอียดการเดินทาง ระหว่างที่คณะอยู่ในประเทศไทยด้วย

 

เนื่องจากในกำหนดการคณะนายทหารจากสหรัฐอเมริกา จะเดินทางมาเป็นคณะใหญ่ โดยแจ้งมาว่า จะไม่ขอตรวจเชื้อไวรัส COVID-19 เมื่อถึงประเทศไทย เนื่องจากตรวจจากประเทศต้นทางมาแล้ว และมีกำหนดการจะออกไปในพื้นที่สาธารณะ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ ศบค.ได้ยืนยันว่า จะต้องใช้เกณฑ์ในการรองรับการเดินทางของแขกรัฐบาลทั้ง 6 ข้อ อย่างเคร่งครัด คือ 1.ต้องเป็นคณะเล็กเดินทางไม่เกิน 10 คน 2.เป็นการเดินทางระยะสั้น 3.ต้องรับการตรวจเชื้อจากประเทศต้นทางและเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย (Double Negative) 4.ให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพ จัดเจ้าหน้าที่ติดตาม

5.ต้องมีเจ้าหน้าที่ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานความมั่นคง ติดตาม และ 6.ต้องเดินทางตามที่กำหนดไว้เท่านั้น ห้ามไปในที่สาธารณะและห้ามใช้ขนส่งมวลชน

ทั้งนี้ กองทัพบกได้ปรับแผนการเดินทางของคณะสหรัฐฯ เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันพรุ่งนี้ (4 ก.ค.) ซึ่งแผนการเดินทางของคณะนายทหารจากสหรัฐฯ จะถูกพิจารณาอีกครั้ง โดยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข สภาความมั่นคงแห่งชาติ

และเนื่องจากคณะเยือนชุดนี้ เป็นชุดแรกของรัฐบาลไทย ที่จะเดินทางมาหลังเกิดการระบาดของไวรัส COVID-19 จึงต้องการให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ศบค.กำหนดไว้ อย่างเคร่งครัด เพื่อกำหนดเป็นมาตรฐานสำหรับคณะเยือนอื่นๆ ในอนาคต

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กองทัพบกชี้แจงคณะ ผบ.ทบ.ทำตามมาตรการ COVID ของไทย


"อนุพงษ์" ระบุขอ 1.8 พันล้าน ซื้อ "ฮ.ดับไฟป่า" ไม่ได้ใช้รับ VIP

Fri, 3 Jul 2020 11:36:00

วันนี้ (3 ก.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 วาระ 1 เป็นวันที่ 3 โดยนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดซื้อจัดจ้างเฮลิคอปเตอร์ ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ว่าเกินความจำเป็นของปภ.หรือไม่

 

ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ต้องลุกขึ้นชี้แจงทันที โดย พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันถึงความจำเป็นในการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ เพื่อใช้ในการดับไฟป่า เพราะเฮลิคอปเตอร์ที่มีอยู่ขณะนี้ ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่ภาคเหนือ ซึ่งแม้ว่าจะมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ที่กองทัพส่งไปสนับสนุน แต่ทิ้งน้ำไม่ตรงจุดไฟป่า

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวอีกว่า การซื้ออุปกรณ์ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยทั่วประเทศ คงไม่สามารถซื้อได้ทั้ง 77 จังหวัด แต่มีการแบ่งเป็น 18 เขต เพื่อให้แต่ละศูนย์ แต่ละเขตที่มีพื้นที่ใกล้เคียงใช้อุปกรณ์ร่วมกัน เพราะการดับไฟไม่ใช่รถดับเพลิงแค่ 2 คันจะเพียงพอ

ขอยืนยันว่า ไม่ได้ตั้งกองบิน ฝูงบิน แต่มหาดไทย ร่วมมือกับกองทัพบก ในการผลิตนักบินให้กับกรมปภ. และใช้พื้นที่ของกองทัพบก เดิมมี 2 ลำได้นำไปใช้ที่ภาคเหนือ ส่วนอีก 1 ลำ ต้องถึงเวลาซ่อมบำรุง แต่เกิดไฟป่าภูกระดึง ก็ไม่ได้นำไปใช้ทำให้เสียพื้นที่ป่า

รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ส่วนการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ที่จะใช้งบประมาณปี 2564 ในการจัดซื้อจัดจ้างจำนวน 6 ลำ จะนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน 4 ลำ และสำรองเผื่อซ่อมบำรุงอีก 2 ลำ ไม่ใช่ใช้สำหรับงานธุรการหรือไว้รองรับวีไอพี แต่ใช้เพื่อสำหรับงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเท่านั้น 

ส่วนข้อสังเกตเรื่องให้เอกชนรายหนึ่ง จะได้บริษัทใด เป็นเรื่องของปภ.จัดซื้อ ซึ่งความจริงอยากได้ตระกูลเฮลิคอปเตอร์ที่สเปกดี แต่ราคาสูง มั่นใจว่า โปร่งใสหรือไม่ ขอยืนยันว่าคนที่นั่งเป็นรัฐมนตรี เป็น ส.ส. และท้องถิ่น ถ้าทำผิดมีคุกรอออยู่ อย่าให้ชาวบ้านเขามองว่าสิ้นไร้ไม้ตอกว่าคนโกงทำกันได้ มีศาลและมีคนโดนมาแล้ว ลงโทษอดีตคนใหญ่คนโต และหนีคดีก็เยอะ มีกฎหมายก็จัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใสก็เอาไปเข้าคุก

ซื้อของให้นายใช้ ยืนยันเฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ซื้อมารองรับวีไอพี เพราะเป็นเฮลิคอปเตอร์กู้ภย และถ้ามีคุณนาย ไปนั่งจะได้ผิดกฎหมาย  

วอนผู้อภิปรายอย่าเทียบกับพล.อ.ประยุทธ์

พล.อ.อนุพงษ์ ชี้แจงว่า ส่วนกรณีผู้อภิปราย บางคนนำตัวเองไปเปรียบเทียบตัวเองกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี คงจะบอกว่าคนละคนกัน ต่างคนไม่เหมือนกัน และสิ่งที่น่าจะวิพากษ์เรื่องความรู้ความสามารถ ซึ่งมั่นใจว่านายกรัฐมนตรี มีเต็มเปี่ยมแน่นอน ส่วนจะยกว่าการแสดงออกก้าวร้าวหรือไม่ เรียบร้อยหรือไม่ ให้เกียรติหรือไม่ ก็คงพูดลำบาก แต่ย้ำว่านายกรัฐมนตรีมีความสามารถ และจริงใจ แต่พูดไปจะหาว่าอวย ขอว่าอย่านำตัวเองไปเทียบกับนายกฯ

ในช่วง 2 วันพบว่าผู้อภิปรายวิพากษ์เรื่องการที่งบลงในการแก้ปัญหา COVID-19 คงต้องดูถึงความจำเป็น และคงไม่หยุดโรคนี้ได้ โดยลงงบทั้งหมด ต้องใช้กับส่วนอื่นๆที่จำเป็นด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กังขา! ทส.เทงบฯ 3 กรมใหญ่ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

 


เฉลยแล้ว! ใครจ้าง "ฌอน"ปลูกป่า-ปัดเอี่ยวคลิปพีอาร์ "ประวิตร"

Fri, 3 Jul 2020 10:57:00

กรณีข่าวการจ้าง  นักสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อโครงการรวมใจไทยปลูกต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียว จ.เชียงใหม่ ของกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งกองทัพบก และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ยืนยันว่าไมได้จ้างมา 

ล่าสุดวันนี้ (3 ก.ค.) เพจ Trip & Treat ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า โครงการเทศกาลสภาพภูมิอากาศ (Climate Festival) ในฐานะองค์กรอิสระภาคเอกชน ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า งาน Climate Festival ได้จัดทำขึ้น เพื่อรณรงค์การใช้ชีวิตแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Lifestyle) และสร้างสังคมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (Zero Emission Society) ซึ่งการจัดกิจกรรมปลูกป่าที่ห้วยตึงเฒ่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นการเลื่อนการจัดงานจากเดิม ซึ่งจะเกิดในวันที่ 14 มี.ค.ที่ลานประตูท่าแพ ในรูปแบบ

  1. กิจกรรมทำแนวกันไฟป่า
  2. กิจกรรมจัดแสดงนิทรรศการ Low Carbon Lifestyle
  3. เสวนาเรื่องปัญหาไฟป่า และฝุ่น pm 2.5
  4.  การเเสดงดนตรี

โดยทีมงานมีการจ้างผู้มีชื่อเสียง (Celebrity และ Influencers) และเชิญหน่วยงานต่างๆ มาร่วมงาน เพื่อทำให้การรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมมีการกระจายแนวคิดให้กว้างขวาง และทั่วถึงที่สุด ซึ่งประกอบด้วย The Standard, Green Wave, Nissan, กองทัพบก, กองทัพเรือ, การท่องเที่ยวแห่งประ เทศไทย, สมาคมสหพันธ์ช้างไทย, หมู่บ้านห้วยหินลาดใน, กรมป่าไม้, กลุ่มเยาวชนอาสาจังหวัดเชียงใหม่, อาสาจากหมู่บ้านโป่งเทวี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงใหม่

โดยทางโครงการได้มีการว่าจ้างนายฌอน ให้มาร่วมกิจกรรมภายในงาน โดยระบุในเอกสารการจ้างชัดเจนถึงรายละเอียดงาน ซึ่งไม่ได้มีการว่าจ้างให้ทำคลิปวีดีโอประชาสัมพันธ์ใด ๆ ทั้งสิ้น (มีเอกสารการจ้างระบุรายละเอียดงานชัดเจน)
ภาพ : เฟซบุุ๊ก sean buranahiran - ฌอน บูรณะหิรัญ

ภาพ : เฟซบุุ๊ก sean buranahiran - ฌอน บูรณะหิรัญ

 

ปัดไม่ได้จ้างทำคลิปพีอาร์พล.อ.ประวิตร

แต่ด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงทำให้ต้องมีการเลื่อนการจัดงาน และเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานเป็นกิจกรรมปลูกป่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มคลี่คลายในช่วงเข้าฤดูฝน กิจกรรมปลูกป่าจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากกว่าการทำแนวป้องกันกันไฟป่า

ซึ่งทางโครงการฯ ได้จัดกิจกรรมปลูกป่าร่วมกับโครงการอื่น ๆ ที่มีการจัดขึ้นในพื้นที่ห้วยตึงเฒ่า จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางโครงการจึงได้มีการเชิญนายฌอน มาร่วมงานปลูกป่า (ตามข้อตกลงเดิม) ด้วยเท่านั้น การจัดทำคลิปวีดีโอโพสต์ในเฟซบุ๊กที่เป็นกระเเสข่าวอยู่ตอนนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล ที่นอกเหนือจากขอบเขตของการจ้างงานที่ระบุไว้

ทั้งนี้ ทางโครงการจะยังคงเดินสายรณรงค์การใช้ชีวิตแบบคาร์บอนต่ำ และสร้างสังคมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ต่อไป ยังภาคใต้และภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยจะรวบรวมทุกองค์กร และบุคคลที่เห็นด้วยกับแนวทางของโครงการ ฯ มาร่วมรณรงค์ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

 

ด้านนักแสดงชื่อดัง นายภาคิน คำวิลัยศักดิ์ หรือ โตโน่ ที่เคยบริจาคเงิน 100,000 บาท บริจาคดับไฟป่าที่จ.เชียงใหม่  โดยยืนยันว่ามีการบริจาคเงินไปจริง แต่ถ้าจะเอาไปซื้อบ้าน เอาไปซื้อรถ เอาไปซื้อนาฬิกา ผิดก็ว่าไปตามผิดในเรื่องของเพื่อน

เชื่อว่าทุกคนเคยทำผิด และเคยทำถูกการคบเพื่อนไม่ได้คบแค่ตอนดีตอนเด่นอย่างเดียว ตอนเขาลำบากเราก็คบแต่ถ้าเพื่อนเราทำไม่ได้ ทำผิด เขาก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ ผมก็ต้องบอกว่าเขาผิดแต่ไม่เกี่ยวกับความเป็นเพื่อน


ทั้งนี้ ถ้าฌอนผิด โกงก็คือโกง แต่ก็ยังเป็นเพื่อนอยู่เหมือนเดิม และก็ไม่ได้ไปถาม ไม่ได้ไปอะไร เพราะยังไงเขาต้องออกมาอธิบายอยู่แล้วส่วนตัวก็แคลงใจเหมือนกัน ไม่อยากให้เป็นไปตามในข่าว

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทส.ปัดไม่เคยจ้าง "ฌอน บูรณะหิรัญ" ปลูกป่า-รับบริจาคไฟป่า

ตรวจสอบพบ "ฌอน" ไม่ขออนุญาตเรี่ยไรเงินดับไฟป่า

รัฐบาลปฏิเสธจ้าง "ฌอน" พีอาร์ -ทนายดัง แจ้งความปมเงินบริจาค

 

 

 


“อนุทิน” สั่งยกเลิก 18 คลินิก ทุจริตยื่นเอกสารตรวจสุขภาพเท็จ

Thu, 2 Jul 2020 19:01:00

วันนี้ (2 ก.ค.2563) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุขชี้แจงระหว่างการประชุมพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2563 หลังจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายประเด็นทุจริตเบิกเงินค่าตรวจสุขภาพป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น ตรวจเบาหวาน น้ำตาลในเลือด กับคลินิกที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นายอนุทินกล่าวว่า ตนได้รับข้อมูลว่า มีข้อเท็จจริง และ สปสช.รับทราบปัญหานี้แล้วพบส่อไปในทางทุจริต เบิกค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ให้บริการจริง ขณะนี้หยุดการชำระเงินให้สถานพยาบาล 18 แห่ง และหยุดชำระหนี้งวดต่าง ๆ พร้อมเรียกคืนหนี้จากคลินิกเหล่านี้ และขณะนี้ได้รับเงินคืนบ้างแล้ว

การกระทำดังกล่าวเป็นการทุจริตในการเบิกเงิน จึงจะยกเลิกใบประกอบโรคศิลปะที่ให้คลินิก 18 แห่ง พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบ 100 % ซึ่งการดำเนินการของ สปสช.เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชน ลดความแออัดในการเข้ารับบริการสถานพยาบาลรัฐ

เมื่อพบเหตุการณ์ส่อทุจริต ตนได้ตำหนิว่า ต้องดำเนินการโดยเร็วและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ซึ่งจะติดตามด้วยตัวเอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ด้าน นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ชี้แจงเรื่องการบรรจุข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ 4.5 หมื่นอัตรา ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับ กระทรวงสาธารณสุข เกือบ 2 แสนคน ยังไม่ได้บรรจุ

เมื่อเกิดสถานการณ์ COVID-19 รัฐบาลจึงอนุมัติตำแหน่ง 4.5 หมื่นอัตรา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ใน 24 สายงานจึงมีบางกลุ่มที่ไม่ได้รับ แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ

ส่วนกรณี ส.ส.พรรคก้าวไกล ติงรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญสถาบันวัคซีน โดยเปรียบเทียบงบฯ ปี 63 กับปี 64 ว่า งบฯ ลดลง 45 % และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ยืนยันว่า การจัดทำงบฯ ปี 64 เป็นการปรับพื้นฐานงานวิจัย เน้นที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยยกการทำวิจัยทั้งหมด ไปอยู่ที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ เพื่อลดความซับซ้อน อีกทั้งสถาบันวัคซีน ได้งบฯ เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งยกระดับหน่วยงานเพื่อความร่วมมือต่าง ๆ

กระทรวงสาธารณสุขจัดสรรงบฯ ใน พ.ร.ก.เงินกู้เกือบ 3 พันล้านบาท แยกเป็นสถาบันวัคซีน ได้งบฯ พัฒนาวัคซีนต้นแบบ 95 ล้านบาท การทดสอบในสัตว์ ได้แก่ หนู ลิง ซึ่งมีความก้าวหน้า เป็นที่พอใจการทดสอบในมนุษย์ 702 ล้านบาท และผลิตวัคซีนต้นแบบ 1,513 ล้านบาท สะท้อนความสำคัญ และเป็นความภาคภูมิใจของไทยที่พัฒนางานวิจัยด้วยตัวเอง

ส่วนสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขได้งบประมาณ 35 ล้านบาท เป็นงบพื้นฐาน แต่กระทรวงสาธารณสุขได้แยกงบฯ วิจัยเพิ่มเติม 1,008 ล้านบาท ได้แก่ งบพัฒนาจริยธรรมการวิจัยมนุษย์ 8 ล้าน งบวิจัยเชิงระบบสุขภาพฯ 200 ล้านบาท งบวิจัยแก้ปัญหา COVID-19 และโรคระบาดในอนาคต 300 ล้านบาท และตั้งศูนย์จีโนมิกส์ EEC เป็นงบผูกพัน 500 ล้านบาท ยืนยันว่าไม่ได้ลดงบวิจัย แต่เป็นการแยกงบ 2 หน่วยงานไปที่ อว.

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี ส.ส.อภิปรายประเด็นปัญหาการจราจร ถนนบางแห่งไม่มีเกาะกลางถนน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้รับเรื่องไปตรวจสอบและแก้ไขแล้ว ยืนยันว่าการสร้างถนนใหม่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยอย่างยิ่ง บางเส้นทางอาจจำกัดความเร็ว

นายกฯ ตอบประเด็นการใช้ยางพารา จะเพิ่มการใช้ประโยชน์ในประเทศ รวมทั้งพัฒนานวัตกรรม โดยรัฐบาลย้ำให้ทุกกระทรวงใช้ประโยชน์และจัดซื้อจัดจ้างนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนแล้ว วันนี้ราคาน้ำมันลดลงจึงแยกบางส่วนไปใช้ยางสังเคราะห์จากน้ำมัน ต้องหาวิธีการใช้ในประเทศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงเรื่องไฟป่าว่า รัฐบาลให้ความสำคัญ ส่งเสริมอาสาสมัครประจำหมู่บ้านและชุมชน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ดูแลในพื้นที่ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเจ้าหน้าที่เต็ม แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชน โดยรัฐบาลใช้ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 และไฟป่า ทั้งในประเทศและหมอกควันข้ามแดน

 


งบฯ น้อยแต่ยังซื้อเรือดำน้ำ กห.แจงจำเป็นดูแล ศก.ทางทะเล

Wed, 1 Jul 2020 19:31:00

วันนี้ (1 ก.ค.2563) เวลา 18.45 น. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า งบประมาณปี 64 จำนวน 3.3 ล้านล้านบาท มาจากรายได้สุทธิ 2.67 ล้านล้านบาท และกู้เงินชดเชยมา 6.2 แสนล้านบาท ก่อนหน้านี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังชี้แจงว่า รายได้ที่จัดเก็บคาดว่าจะต่ำกว่าเป้า 2 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องหาวิธีแก้ไข แต่ตอนนี้กู้เพิ่มไม่ได้แล้ว เพราะเต็มเพดาน ขอฝาก รมว.คลังด้วย

งบที่ได้มา แทนที่จะเอาไปช่วยประชาชน กลับเอาไปซื้อเรือดำน้ำ ขณะที่เศรษฐกิจไทยรัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไร แต่เอกชนต้องช่วยกันเอง

งบฯ กระทรวงกลาโหมปีนี้ 2.23 แสนล้านบาท กองทัพบก 1.07 แสนล้านบาท กองทัพเรือ 4.8 หมื่นล้านบาท กองทัพอากาศ 4 หมื่นล้านบาท เมื่อมองงบกองทัพเรือแม้จะเกิด COVID-19 แต่กลับได้งบฯ มากขึ้นกว่า 1 พันล้านบาท

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือเรือดำน้ำ 2 ลำที่ยังไม่หยุดซื้อ เพียงแค่ชะลอไม่ซื้อปี 63 แต่กลับมาซื้ออีกปี 64 จากมติ ครม.เรื่อง COVID-19 เห็นได้ชัดว่าเรือดำน้ำตัดได้ แต่ไม่ตัด แล้วนำเรือดำน้ำมาซ่อนไว้ในงบปี 64 ถามว่าจะซื้อไปรบกับใครทั้งที่ประชาชนลำบาก แต่กลับไม่มีเงินช่วย

จากนั้น พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นปีงบฯ 63 โดยชะลอการดำเนินการ เพื่อปรับโอนมาเป็นงบฯ กลาง ซึ่งปัจจุบันทุกประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อทางทะเลให้ความสำคัญอย่างมาก เรื่องความมั่นคงทางทะเลและเศรษฐกิจทางทะเล

ปีนี้ไทยและสหรัฐฯ จะกำหนดแนวทางความมั่นคงทางทะเลร่วมกันในอาเซียน และประเทศคู่เจรจาอีก 8 ประเทศ เน้นเรื่องเศรษฐกิจทางทะเล และเส้นทางการเดินเรือ มูลค่าทางเศรษฐกิจทางทะเล ที่ไทยจะได้รับประมาณปีละ 24 ล้านล้านบาท มีเรือขนส่งสินค้าเข้าออกอ่าวไทยปีละ 1.5 หมื่นลำ

พล.อ.ชัยชาญกล่าวว่า ประเทศในภูมิภาคนี้ 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีเรือดำน้ำเข้าประจำการ และมากกว่าไทยที่กำลังจะจัดหา แต่ไม่ได้หมายความว่า ไทยจะจัดหาเพื่อแข่งขัน หรือรบกับประเทศใด แต่เป็นการควบคุมและรักษาความมั่นคงทางทะเล รวมทั้งถ่วงดุลอำนาจทางทะเลที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพเรือและยุทธศาสตร์ทางเรือ

เรือดำน้ำที่จะจัดหา 1 ลำ จะได้ในปี 2566 ส่วนการจัดหาในปี 2564 ใช้เวลา 6-7 ปี คาดว่า จะเข้าประจำการได้ในปี 2569 ถือว่าเรื่องดุลยภาพทางทะเลไทยจะตามหลังประเทศอื่น 8-10 ปี

พล.อ.ชัยชาญกล่าวต่อว่า การปฏิบัตินั้นที่ต้องมี 3 ลำ เพราะพื้นที่อาณาเขตทางทะเลของไทย 3.2 แสนตารางกิโลเมตร เปรียบเทียบกับพื้นที่ทางบก 5 แสนตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ทั้งอ่าวไทยและอันดามันมีความสำคัญ และการปฏิบัติงานในจำนวน 3 ลำ ถือว่าต่ำที่สุด

ส่วนดำเนินการลักษณะจีทูจี ยืนยันว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคัดเลือกแบบของเรือดำน้ำหลายประเทศ ซึ่งจีนเสนอพร้อมด้วยการฝึกอบรมอาวุธ ถ่ายทอดเทคโนโลยี รับประกัน 2 ปี ดูแลอะไหล่ 8 ปี

เรือดำน้ำเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ชาติและความมั่นคงทางทะเลอย่างแท้จริง เป็นไปตามยุทธศาสตร์ทางเรือและกองทัพเรือ สามารถตรวจสอบได้


“อุตตม” ยัน COVID-19 กระทบปากท้อง-เร่งเยียวยา 30 ล้านคน

Wed, 1 Jul 2020 18:29:00

วันนี้ (1 ก.ค.2563) หลังจากบรรดา ส.ส.ฝ่ายค้าน อภิปรายตลอดทั้งช่วงบ่ายที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.30 น. นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ลุกขึ้นชี้แจงยืนยันว่า COVID-19 กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยธนาคารโลกได้ระบุว่า COVID-19 ก่อให้เกิดสภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ เสียหายเป็นวงกว้าง ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนตั้งแต่ พ.ศ.2413 หรือ 150 ปีที่ผ่านมา

รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และเร่งรัดดำเนินการเพื่อบริหารจัดการการแพร่ระบาด COVID-19 โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข และเรื่องปากท้องของประชาชน ด้านเศรษฐกิจ ทั้งการเร่งเยียวยาประชาชน ครอบคลุมอาชีพอิสระ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง รวมกว่า 30 ล้านคน

นายอุตตมกล่าวว่า รัฐบาลยังมีมาตรการการเงิน เพื่อเยียวยาผู้ประกอบการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดผลกระทบการเลิกจ้างงาน โดยในอนาคตหลัง COVID-19 จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างมาก รัฐบาลมีแผนสนับสนุนผู้ประกอบการ เน้นแผนกิจกรรมระดับพื้นที่-ชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน

สิ่งที่ทำวันนี้คือเร่งประคับประคองเศรษฐกิจในประเทศ รัฐบาลมีแผนผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคต่อไป ทั้งอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่อไปหลัง COVID-19

มาตรการจากสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งสินเชื่อ New Gen ฮักบ้านเกิด ส่งเสริมให้เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ตั้งตัวได้ หรือโครงการสินเชื่อซอฟต์โลนพิเศษต่างๆ ได้เตรียมไว้เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจตั้งแต่วันนี้

นายอุตตมกล่าวต่อว่า เรื่องวินัยการเงินการคลังรัฐบาลดูแลอย่างใกล้ชิด และดูแลให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสถานการณ์ วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ส่วนเรื่องงบฯ COVID-19 หน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิดและรัดกุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพของผู้ประกอบการ

ส่วนเรื่องการจัดเก็บรายได้ รัฐบาลมีกลไกที่ใช้อยู่เป็นประจำ โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ผ่านมาการจัดเก็บรายได้ภาษีอากร มีการจัดเก็บต่ำกว่าเป้า ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาได้บริหารจัดการให้การจัดเก็บรายได้ภาษีอากรเข้าเป้ามากขึ้น

จากก่อนหน้านี้การจัดเก็บภาษีอากรที่ต่ำกว่าเป้าหมาย เป็นผลจากการปรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล และผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรงเหลือไม่ถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาเรล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีรายได้จากแหล่งอื่น เพื่อทดแทนรายได้ภาษีอากรที่ลดลงบางช่วงเวลา ทำให้การจัดเก็บรายได้ในภาพรวมสูงกว่าประมาณการ มาตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน


ชี้งบฯสธ.ปี 64 ไร้วิสัยทัศน์เตรียมพร้อมหลัง COVID-19

Wed, 1 Jul 2020 17:56:00

วันนี้ (1 ก.ค.63) นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย พรรคก้าวไกล อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2564 โดยระบุว่า มีการสัดสรรงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขถือว่าพอใช้ได้ แต่ดำเนินการแบบเดิมโดยไม่ได้นำบริบทใหม่เข้ามาพิจารณาคือ คือ การระบาดของไวรัส COVID-19 ทั้งก่อนและหลัง ขณะที่ปัญหาเดิมเรื่องของความไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมยังไม่ถูกแก้ไข

 

นพ.เอกภพยังกล่าวว่า ตัวเลขล่าสุดผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานหายไป 338,386 คน ซึ่งจะต้องย้ายไปยังระบบ สปสช.โดยต้องใช้งบประมาณเพิ่มราว 1,303 ล้านบาท และเมื่อมีผู้ว่างงานมากขึ้น ทำให้ สปสช.ต้องจัดเตรียมงบประมาณมากขึ้น แต่งบประมาณปี 64 ตั้งเป้าหมายผู้มีสิทธิลดลงจากเดิมในปี 63 จำนวน 48.26 ล้านคน และปี 64 จำนวน 47.64 ล้านคน ลดลงกว่า 600,000 คน ซึ่งเท่ากับว่าการจัดทำงบประมาณไมได้จัดทำตามบริบทและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนไป

 

นพ.เอกภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า งบประมาณปี 64 นั้นไร้วิสัยทัศน์ โดยเฉพาะโลกหลังยุค COVID-19 โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มต่าง ๆ เช่น การสร้างโอกาสทางการตลาดทางการแพทย์อย่างมีกลยุทธ์ ที่จะทำให้เสียโอกาสในการท่องเที่ยวใช้จ่ายเชิงสุขภาพ โดยปี 62 มีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6 หมื่นคนต่อทริป เพิ่มขึ้นจากปี 61 ร้อยละ 21 และในฤดูหนาวนี้ที่จะถึงถือเป็นโอกาสที่ดีของไทยแต่ยังไม่เห็นการเตรียมการรับตลาดนักท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้น

 


"สิริพงศ์" ชี้งบฯปี 64 ตัดงบลงทุนรายจังหวัดอื้อ

Wed, 1 Jul 2020 15:52:00

วันนี้ (1 ก.ค.2563) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ระบุ งบประมาณหลายจังหวัดจำถูกปรับลด เช่น จ.สระบุรี จากปี 63 ได้รับจัดสรรงบประมาณจาก 200 กว่าล้านบาทเหลือ 100 กว่าล้านบาท จ.อ่างทอง 200 ล้านเหลือ 100 ล้านบาท และ จ.ศรีสะเกษ จากเดิม 308 ล้าน เหลือ 179 ล้านบาทลดลงร้อยละ 42 ขณะที่ จ.อำนาจเจริญ 218 ล้านบาท ปีนี้เหลือ 85 ล้านบาท โดยงบประมาณลดลงกว่าร้อยละ 61 ซึ่งงบประมาณดังกล่าวควรที่จะเป็นงบลงทุน เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยิ่ง

"งบฯปี 63 งบลงทุนยังไม่ทันได้ลงทุนก็ถูกโอนคืนมาเป็นงบกลาง ปีนี้ (64) งบลงทุนบางจังหวัดลดลงร้อยละ 60 บางจังหวัดลดลงร้อยละ 40 โดย จากการสอบถามเกณฑ์ให้การให้และลดงบประมาณ โดยมีทั้งโครงการที่ดำเนินการได้และดำเนินการไม่ได้ ที่ทำไม่ได้เช่น การซื้อของไปแจกชาวบ้านซึ่งเห็นด้วย และรัฐบาลมีนโยบายว่าท้องถิ่นสามารถของบประมาณโดยตรงได้ ซึ่งที่ทำได้มีเพียง อบจ.เท่านั้น ขณะที่เทศบาลนครยังไม่ทราบว่าขอได้หรือไม่ เทศบาลเมืองก็ยังไม่ทราบ ขณะที่ อบต.ยังไม่ได้ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่าพื้นที่ทับซ้อนไม่สามารถของบประมาณได้ คำถามคือแล้วเขาจะใช้งบประมาณจากไหนมาทำ "

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อมีการตั้งกรรมาธิการแล้วก็ขอให้กรรมาธิการพิจารณาด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ส.ส.ไม่สามารถแปรญัตติงบประมาณเหล่านี้กลับเข้ามาได้ และหากตัดหรือปรับลดจะไปอยู่ที่งบกลาง และปีที่ผ่านมางบโครงการใดเข้าเกณฑ์และไม่เข้าเกณฑ์จะมีการกำหนดเพดานของแต่ละจังหวัดโดยกำหนดเพดานมา 3 เท่าของงบประมาณปีนี้กำหนดมาเพียง 2 เท่าขอฝากกรรมาธิการพิจารณาด้วย


รอดคู่! "สิระ-ธรรมนัส" หลุดคดีศาลรัฐธรรมนูญ

Wed, 1 Jul 2020 15:31:00

วันนี้ (1 ก.ค.2563) ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีที่ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ ใช้ตำแหน่ง ส.ส. แทรกแซงการทำหน้าที่ของตำรวจ ระหว่างลงพื้นที่ติดตามกรณีนายทุนรุกที่ จ.ภูเก็ต โดยมีมติ 7 ต่อ 1 เห็นว่าการแสดงพฤติกรรมและใช้วาจาข่มขู่ตำรวจและผู้บริหารเทศบาลกระรน เป็นเพราะต้องการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปรามสภ.กระรน เท่านั้น

ส่วนการพูดกับผู้บริหารเทศบาลตำบลกระรน ก็เป็นเพียงการสอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนั้นจึงเห็นว่านายสิระไม่ได้ใช้สถานะความเป็น ส.ส. แทรกแซงเจ้าหน้าที่ จนเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ตามบทบัญญัติ มาตรา 101 (7) ประกอบมาตรา 185 (1) ของรัฐธรรมนูญ

ส่วนใครที่เห็นว่าพฤติกรรมของ นายสิระ ไม่เหมาะสมกับการเป็น ส.ส. ก็สามารถดำเนินการตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของ ส.ส.และกรรมาธิการ และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระ ที่บังคับใช้กับ ส.ส.ด้วย

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง กรณีกล่าวหาภรรยาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถือหุ้นตลาดนัดคลองเตย ซึ่งเป็นเป็นคู่สัญญารัฐ โดยใช้บุคคลอื่นหรือนอมินีเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งศาลเห็นว่าการทำสัญญาดังกล่าวไม่เข้าข่ายการทำสัญญาผูกขาดตัดตอน ตามมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ จนเป็นเหตุให้พ้นสมาชิกภาพตาม มาตรา 101 (7) ของรัฐธรรมนูญ


" พิธา" จวกรัฐบาลประยุทธ์ ใช้เงินเก่ง-ตั้งงบเพื่อราชการ

Wed, 1 Jul 2020 14:41:00

วันนี้ (1 ก.ค.2563) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลประวัติศาสตร์ ที่ใช้งบแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปแล้ว 20 ล้านล้านบาท แต่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้แค่ 3 ล้านล้านบาทเท่านั้น จาก 13 ล้านล้าน เป็น 16 ล้านล้าน เป็นมหาประยุทธภัย แม้ถมงบประมาณไปเท่าไหร่ เศรษฐกิจไม่กระเตื้อง

ถ้าจะแก้แบบเดิมแล้วหวังจะได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ คงเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เผชิญเป็นมหาวิกฤตที่ล้อมประเทศ มหาวิกฤตที่โลกกำลังปรับตัว บังคับให้ไทยต้องเปลี่ยน แต่น่าเสียดายตลอดสัปดาห์นั่งอ่านงบ 64 เป็นการจัดงบเหมือนไทยไม่มีวิกฤต ไม่ต่างจากงบปี 63 ถ้ายังเป็นแบบเดิม งบ 65–66 ก็จะเหมือนเดิม

นายพิธา กล่าวอีกว่า ในช่วง เดือน มิ.ย.-ก.ค.จะเป็นเดือนสุดท้ายที่ประชาชน เกษตรกร จะได้รับเงินเยียวยาก้อนสุดท้าย รวมถึงกลุ่มคนเปราะบาง เช่นเดียวกับลูกหนี้ 15 ล้านคน จะต้องกลับมาชำระหนี้ในเดือนก.ย. รวมถึงคนว่างงานกว่า 8 ล้านคน และเด็กจบใหม่ มีประชาชนกว่า 30 ล้านคน กำลังจมหายไปต่อหน้าต่อตา โอกาสจะฟื้นยากมาก เป็นความท้าทายอย่างมาก ซึ่งรายจ่ายของงบประมาณจะชี้ชะตาประเทศ โดยมีชีวิตคนเหล่านี้เป็นเดิมพัน ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา เก็บภาษีหลุดเป้าถึง 2 แสนล้านบาท รายได้หลุดเป้าก็ต้องกู้เพิ่ม หากรายรับ 63-64 หลุดเป้าอาจต้องกู้เพิ่ม 1.3 ล้านล้านบาท ดังนั้น การใช้จ่ายแต่ละเม็ดต้องคุ้มค่า

เวลานี้ไม่ใช่เวลาเรือดำน้ำ รถถัง ติดกล้อง ทำสัมมนา สร้างถนน แต่เป็นเวลาของวัคซีน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม ประเทศชาติจะรอดได้รัฐบาลต้องใช้เงินเป็นหาเงินเป็นและกู้เงินเป็น

 

นายพิธา กล่าวว่า งบประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท ผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยงบกระทรวงแรงงาน ลดลงกว่า 3,000 ล้านบาท ไม่มีแผนนำคนงานที่อยู่นอกระบบเข้ามาสู่ระบบ กรมจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ถูกจัดงบประมาณลดลง สำหรับคนที่ใช้บัตรประกันสังคมไม่ได้อีกต่อไป ก็เสียใจด้วยที่เงินอุดหนุนบัตรทองก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์

ถ้าเป็นชาวภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า ฝุ่น PM2.5 แผนยุทธศาสตร์จัดการมลพิษ และสิ่งแวดล้อมแทบไม่ได้เพิ่มขึ้น ส่วนงบจัดการไฟป่าของกรมป่าไม้ เพิ่มขึ้น 260 ล้านบาท แต่ตัวชี้วัดไม่ได้เพิ่มขึ้น มีโอกาสที่ชาวภาคเหนือต้องเผชิญกับปัญหาเดิมๆ หรืออาจแย่กว่าเดิม ส่วนชาวอีสานที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและปัญหา COVID-19  แม้งบกรมชลประทานจะได้รับเพิ่มขึ้น 8,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่างบจะสะท้อนความรุนแรงวิกฤตภัยแล้งในประเทศ 

ติงงบไทยเป็นของข้าราชการ

ถ้าเป็นคนภาคใต้ ที่รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปเกือบ 100% ประสบปัญหาราคายางตกต่ำเพราะส่งออกไม่ได้พร้อมกับปัญหาโควิด กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา ควรมีแผนงานบูรณาการสะท้อนกับสถานการณ์จริง แต่กลายเป็นว่าเป็นแผนงานกว่า 7,000 ล้านบาท กลับเป็นงบสร้างถนน 25% แถมสมมติฐานการท่องเที่ยวจะโตอีก 8% ปีหน้าโตอีก 8%

อีกคำถามที่น่าจะอยู่ในใจประชาชนว่าทำไมถึงไม่มีงบเพียงพอให้เกิดประโยชน์ และการพัฒนาได้จริง คำตอบ คือเพราะงบใช้พัฒนาประเทศ เป็นงบของข้าราชการ ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง จากงบ 3.3 ล้านล้านบาทที่ตั้งไว้ มีเพื่อใช้พัฒนาไม่ถึง 30%  สะท้อนว่ารัฐราชการมีความอุ้ยอ้าย และรัฐบาลใช้เงินเป็นหรือไม่เป็น

รัฐบาลต้องใช้เงินเป็น-หาเงินเป็น 

นายพิธา กล่าวว่า โลกข้างหน้าเป็นโลกที่ต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุด ระเบียบโลกใหม่คือโลกไร้ระเบียบ ไทยต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แทนการกินบุญเก่าจากอุตสาหกรรมเก่าๆ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา รวมถึงหาฐานภาษีใหม่ที่จะเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลที่ถังแตก สร้างเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน รัฐบาลต้องมีความจริงจัง อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้ คาดหวังความช่วยเหลือจากต่างประเทศไม่ได้อีกต่อไป เพราะลำบากกันทุกประเทศ 270 ล้านล้านบาททั่วโลก IMF มีศักยภาพช่วยเหลือ 1 ใน 9 เท่านั้น จะหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศไม่ได้อีก

งบประมาณที่จะเห็นชอบต้องสะท้อนว่ารัฐบาลใช้เงินเป็น หาเงินเป็น กู้เงินเป็น การใช้เงินของรัฐบาลจะต้องเตรียมสวัสดิการโครงข่ายคการคุ้มครองของสังคม ให้เพียงพอต่อความเดือดร้อนของประชาชนในมหาวิกฤตครั้งนี้ รัฐบาลต้องใช้จ่ายสร้างอุตสาหกรรมแห่งโลกอนาคตไม่ใช่ตัดถนน 2 แสนล้านกว่าบาท 

นอกจากนี้ นายพิธา ยังระบุว่า การหาเงินให้เป็นต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นหารายได้เองมากขึ้น และหาภาษีจากยอดพีระมิดไม่ใช่คนจากฐานพีระมิด กู้เงินให้เป็น ต้องกู้มาสร้างรายได้ให้กับประเทศ ไม่ใช่กู้มาเพื่อแบ่งเค้กกัน กู้แล้วประเทศไม่เกิดรายประเทศ ก็ไม่น่าเชื่อถือ ถ้าหันมาปราบปรามกับคนที่เห็นต่าง กระทบเสถียรภาพ เศรษฐกิจจะยิ่งวิกฤต ดังนั้นงบ 2564 ร่างมาเหมือนประเทศไม่อยู่ในวิกฤตโลก จึงไม่สามารถเห็นชอบงบประมาณ 64 ในวาระ 1  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถกงบฯ ปี 64 วันแรก ผู้นำฝ่ายค้านชี้ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”

 

 


"อนุดิษฐ์" ตั้งฉายา "นักกู้ฯ" ชี้รัฐบาลจัดการงบฯ ไม่ตอบโจทย์ COVID

Wed, 1 Jul 2020 14:07:00

วันนี้ (1 ก.ค.2563) เวลา 11.40 น. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปราย (ร่าง) พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ระบุถึงความกังวลว่า เนื่องจากการเอ็กซเรย์ (ร่าง) พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 พบว่ารายจ่ายกับรายได้ใกล้เคียงกัน โดยดูจากโครงสร้างงบฯ รายจ่ายประจำ 2.526 ล้านล้านบาท ชำระคืนต้นเงินกู้ 9.9 หมื่นล้านบาท รวมรายจ่าย 2.625 ล้านล้านบาท ส่วนรายได้ 2.677 ล้านล้านบาท

จี้เลิกระบบรัฐราชการที่ไม่สร้างรายได้

จากการตรวจสอบงบฯ หลังจากยึดอำนาจ โครงสร้างการบริหารประเทศ ไปเพิ่มความเป็นรัฐราชการ ส่งผลให้งบรายจ่ายเพิ่มขึ้น ตัวอย่างจากงบกำลังพลของกองทัพไทยมี 360,000 คน มากกว่าฝรั่งเศส 268,000 คน อังกฤษ 192,660 คน และไทยมีนายทหารยศนายพล 1,400 คน แต่สหรัฐฯ มีไม่เกิน 1,000 คน

สิ่งเหล่านี้เป็นภาระประเทศ ให้เปลี่ยนเป็นรัฐประชาชน เพื่อลดรายจ่ายประจำที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพราะรัฐราชการไม่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ

ภารกิจแรกอยากเห็นการลดจำนวนข้าราชการ เพื่อลดงบประมาณ ลดอำนาจรัฐ สร้างรัฐประชาชนที่จะผลิตภาษีเป็นรายได้ประเทศ

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ส่วนภาครายได้ จากการตั้งว่า มาจากงบจัดเก็บภาษี 2.677 ล้านล้านบาท เชื่อว่ารัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บได้ตามเป้า เพราะนับตั้งแต่ปี 2557 ที่พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารพบว่าต่ำกว่าประมาณการ 1 แสนล้านบาท

นายกฯ สร้างหนี้มากกว่านายกฯคนอื่น 18 เท่า

นอกจากนี้งบฯ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทยยังเพิ่มขึ้น เช่น สัดส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมโยธาธิการและผังเมือง เพิ่มขึ้น 1.27 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องการทำโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่าๆ ไม่ได้ตอบโจทย์โลกหลัง COVID-19

น.อ.อนุดิษฐ์อภิปรายต่อว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลที่เปราะบาง และสุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลาย หนี้สาธารณะมีรวมกัน 6.98 ล้านล้านบาท

ในช่วง 6 ปีรัฐบาลประยุทธ์ กู้เงินรวม 2.168 ล้านล้านบาท หากเทียบกับนายกรัฐมนตรี 28 คน ที่เคยสร้างหนี้เงินกู้ไว้เฉลี่ยคนละ 1.25 แสนล้านบาท พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวสร้างหนี้มากกว่าคนอื่นๆ 18 เท่า ผมให้ฉายาว่า “นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา”

กรณีมีมติประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีก 1 เดือน จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูประเทศ และเศรษฐกิจไม่ขยายตัว ตามที่ตั้งไว้ร้อยละ 4-5 อาจจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเกินกรอบความยั่งยืน การคลังที่มีเพดานไม่เกินร้อยละ 60 และจะส่งผลกระทบกับการทำงบฯ ปีถัดไป

5 ปีเก็บภาษีต่ำกว่าที่ตั้งไว้เป็นแสนล้าน

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจน่าห่วงทุกมิติ สิ้นปีงบประมาณ 2562 เงินให้กู้ยืมหรือมีหนี้ครัวเรือน 13.4 ล้านล้านบาท ถ้าจีดีพีปี 64 ติดลบร้อยละ 5 หนี้ครัวเรือนจะสูงถึงร้อยละ 85 เป็นตัวเลขที่ฉุดกำลังซื้อของประชาชน

ส่วนการจัดเก็บภาษีต่ำกว่าประมาณการมาตลอด 5 ปีนับแสนล้านบาท แต่การกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบฯ ที่สูงขึ้นและกู้ปี 2564 อีก 6 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะพุ่งเป็นร้อยละ 57-60 ตัวเลขนี้หมายถึงรัฐบาลไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม

ดังนั้น วันนี้นายกรัฐมนตรีจึงกลายเป็นผู้นำของไทยที่กลายเป็น "บิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ ผู้นำแห่งการก่อหนี้" ซึ่งหากอนาคตหนี้เต็มเพดานและรัฐบาลก่อหนี้ไม่ได้อีกจะเป็นปัญหากับการพัฒนาประเทศ ตอนนี้ประชาชนไม่มีรายได้ แต่หนี้สูง รัฐบาลจะเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้อย่างไร การเยียวยาที่จะจบในเดือนนี้จะทำให้สถานการณ์แย่ลง ตัวเลขคนตกงานจะพุ่งขึ้นเป็น 7-10 ล้านคน

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ประชาชนขาดกำลังซื้อและมีหนี้ครัวเรือนสูง รัฐบาลจะสร้างกำลังซื้อให้ประชาชนได้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนออกไปจับจ่ายใช้สอย เพิ่มเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งการเยียวยากำลังจบในเดือน มิ.ย.นี้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยแย่อีก ตัวเลขคนตกงานพุ่งสูง นายกฯ เตรียมรองรับอย่างไรนอกจากขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

รัฐบาลทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2564 ก่อนวิกฤต COVID-19 และจงใจไม่ปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้จ่ายงบฯ หลังเกิดวิกฤต COVID-19 แบบนี้คล้ายกับจงใจฮั้วประมูล พบว่ามีหลายรายการส่อไปในทางทุจริต ล็อกสเปกเอื้อประโยชน์พวกพ้องและกลุ่มทุน เหมือนรัฐบาลหาบเร่ เร่ขายงบฯ ให้กลุ่มทุน

นายกฯ แจงจำเป็นต้องใช้งบฯ สร้างสาธารณูปโภค

จากนั้น เวลา 12.16 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจง ยอมรับว่า การประเมินตัวเลขตรงกัน และไม่ตรงกันบ้าง แต่คาดว่าจีดีพีอาจจะลดลงจากสถานการณ์โลก และการเสนองบปี 64 ก็ต้องดูว่ามีอะไรที่ค้างอยู่บ้าง และงบเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทได้จ่ายไปแล้วในก้อนแรก และกำลังมีงบ 4 แสนล้านบาทที่กำลังเริ่มในเดือนก.ค.นี้ เพื่อใช้ใน 3 เดือนข้างหน้า จะจัดสัดส่วนอย่างไร ต้องมีกรอบและไส้ในมีแผนรายละเอียดที่ออกมา และรัฐบาลก็คำนึงถึงความห่วงใยไม่ต่างกัน

แต่ต้องกลับไปทบทวนงบปี 63 มีอะไรอยู่บ้าง งบเงินกู้ เยียวยาและฟื้นฟู เพื่อให้ธุรกิจ ขนาดกลางขนาดย่อมและธุรกิจขนาดใหญ่ รัฐบาลก็ดูแลทั้งหมด แต่มาตรการวันข้างหน้า รัฐบาลเตรียมเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น การลงทุนรถไฟฟ้า การลงทุนอีอีซี การลงทุนใน 10 จังหวัดชายแดน ทำอย่างไรให้การลงทุนฟื้นตัว เพราะเป็นเรื่องอนาคต

ถ้าย้อนกลับไปมีรัฐบาลไหนเคยวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยากให้รู้ว่ารัฐบาลมองอนาคตและแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ทั้งหมดเป็นงานที่ยาก เพราะไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่ต้องลงมือทำด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ยืนยันว่าแผนงานโครงการจะต้องมีรายละเอียดมากกกว่านี้ ในแต่ละกระทรวง กรม รัฐบาลต้องคัดกรองว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ ถ้าไม่เข้าล็อกก็ไม่ผ่านไม่อนุมัติ เขาถึงเรียกว่าการบริหารที่เอาใจใส่ การบริหารที่ใช้สติปัญญา พูดแล้วต้องทำ หลายอย่างยังไม่สมบูรณ์”

ส่วนการตั้งฉายา พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า "เราเคยเป็นทหารเหมือนกันน่าจะเข้าใจดี ท่านตั้งฉายามา ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เพราะก็ไม่อยากตั้งฉายาท่าน"

 


ถกงบฯ ปี 64 วันแรก ผู้นำฝ่ายค้านชี้ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”

Wed, 1 Jul 2020 12:33:00

วันนี้ (1 ก.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมสภาฯ และเปิดประชุมอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 วาระแรก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นอภิปรายสรุปว่า ด้วยสภาวะการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับสถานการณ์ทั่วโลก ที่ยังไม่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้จัดสรรงบประมาณตามแผน นโยบาย และกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ใช้เวลา 1 ชั่วโมง อภิปรายชี้แจงหลักการและเหตุผล ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2564 โดยกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไม่แน่นอน และยอมรับเสี่ยงต่ำกว่าคาดการณ์หากสถานการณ์ทั่วโลก ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งการจัดทำงบประมาณจะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแก้ไขปัญหาเยียวยาผลกระทบ COVID-19

จับตาใช้งบฯ ไม่สอดคล้อง COVID – หวั่นมีทุจริต

อย่างไรก็ตาม เมื่อประมวลความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้ ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ต่างสะท้อนว่า การจัดทำงบประมาณยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกิดการทุจริต โดยชี้ถึงแผนโครงการที่เชื่อว่ามีการล็อกสเป็กการจัดซื้อครุภัณฑ์

นอกจากนี้พรรคก้าวไกล ระบุว่า การจัดทำงบเป็นการยกแผนและโครงการเดิมของบ ไม่ตอบโจทย์ปัญหาของประชาชน ซึ่งหัวหน้าพรรคเตรียมอภิปรายในสภาฯ ภายใต้หัวข้อ “วิสัยทัศน์ประเทศไทยหลัง COVID-19”

สำหรับการจัดสรรเวลาอภิปรายทั้งสิ้น 3 วัน หรือ 46 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลได้เวลาอภิปราย 22 ชั่วโมงครั้ง ส่วนรัฐบาลได้เวลา 22 ชั่วโมง ต่างกันเพียงครึ่งชั้่วโมง และการอภิปรายสองวันแรกจะจบช่วงหลังเที่ยงคืน

ส่วนวันสุดท้ายวันที่ 3 ก.ค. ที่ประชุมจะลงมติรับหลักการหรือไม่ ก่อนเวลาเที่ยงคืน พร้อมตั้งกรรมาธิการพิจารณาศึกษา 72 คนแบ่งสัดส่วนครม. 18 คน พรรครัฐบาล 30 คน และพรรคฝ่ายค้านอีก 24 คน พิจารณาศึกษาราว 70 วันก่อนจะเข้าสู่วาระ 2-3 ช่วงกลางเดือนกันยายน

ผู้นำฝ่านค้านชี้ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”

หลังจากนายกรัฐมนตรีพูดจบ เวลา 11.06 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายสรุปว่า การอภิปรายงบฯ ต้องสอดคล้องกับช่วงเวลาสถานการณ์และปัญหาบ้านเมืองอยู่ในช่วง COVID-19 แต่จากการฟังนายกฯ ยังไม่เอ่ยถึงแนวทางแก้ไข ทั้งที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิ และรุนแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง

ผู้นำพรรคฝ่ายค้านกล่าวว่า เรื่องท้าทายรัฐบาลคือ การรองรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ แม้จะออก พ.ร.บ.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท แต่การฟื้นตัว-ป้องกันไม่ให้ธุรกิจในประเทศล้ม รักษาการจ้างงาน สวนทางกับความจริงที่ยังมีผลกระทบมาก ทั้งการเลิกจ้างงาน ตกงาน ลามถึงสถาบันการเงินและระบบธนาคาร

รัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบปี 64 เพื่อตอบโจทย์แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังล่มสลาย แต่ใช้วิธีการจัดงบแบบเก่า ไม่ได้ปรับให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ แต่ยึดมั่นที่ต้องจัดสรรตามยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งไปแค่ก่อสร้าง ขุดคูคลอง เหมือนกับที่เคยทำมาในปีก่อนๆ หากทำแบบนี้ไทยจะไม่หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง

งบประมาณที่ตั้งแบบ "ตำน้ำพริกละลายน้ำ" เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองและพวกพ้อง จากนโยบายของพรรคการเมือง เหมือนกับการรีดไถเงินภาษีประชาชนไปซื้อเสียงล่วงหน้า ไม่อยากเห็นโครงการแจกเงินเที่ยว เอาภาษีประชาชนเป็นเครื่องมือ

นายสมพงษ์กล่าวด้วยว่า จัดงบแบบหว่านไปทั่ว จะไม่สามารถทำให้ประเทศฟื้นฟูทางด้านเศรษฐกิจได้ หากคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ชาวบ้านก็จะจนเหมือนเดิม