ส.ว.ค้านแก้ รธน. แนะให้ถาม 16.8 ล้านเสียงประชามติ

Mon, 21 Sep 2020 19:31:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาวิปวุฒิ กล่าวว่า เช้าพรุ่งนี้ จะมีการประชุม วิป 3 ฝ่าย หลังจากในเวลา 15.00 น. วิปวุฒิจะมีการประชุมเพื่อวางแนวทางก่อนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 23-24 ก.ย.นี้ เช่นการเตรียมการในการตั้งกรรมาธิการในวาระที่ 2 หรือในกรณีไม่มีการลงมติแต่ให้มีการตั้งกรรมาธิการพิจารณาก่อนรับหลักการ นอกจากนี้ ยังจะต้องหารือเรื่องการจำกัดเวลาในการอภิปราย

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่อาคารรัฐสภา ช่วงเช้าวันนี้ คณะกรรมการวิขาการของวุฒิสภา มีการพูดคุยระหว่างสมาชิกวุฒิสภา หรือ “มอร์นิ่ง ทอล์ก” โดยมีนาย ศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธาน โดยหารือในประเด็น 6 ญัตติของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่มีการพิจารณาในการประชุมร่วมรัฐสภา 23 -24 ก.ย.นี้ โดยมี นาย สมชาย แสวงการ และเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิ เป็นผู้นำการพูดคุย

การพูดคุยเริ่มจากสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ร่าง จากนั้นก็มาพูดคุยกันว่า เหมาะสมหรือไม่ที่ ส.ส.และ ส.ว.รวมกัน 750 คน จะมาเสนอแก้ไขกันเอง โดยไม่ถามประชาชน ที่เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้ง 16.8 ล้านคน ดังนั้นควรกลับไปถามหรือทำประชามติ กับประชาชนเหล่านั้น ว่าควรจะแก้หรือไม่

ประชาชนเป็นเจ้าของบ้าน เราเป็นเพียงผู้อยู่อาศัย จู่ๆ ผู้อยู่อาศัยจะมารื้อบ้านโดยไม่บอกเจ้าของบ้านเขาเลย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประชาชนเห็นด้วย 16.8 ล้านเสียง จะแก้หรือไม่ และแก้อย่างไร จู่ๆ ส.ส. สว. รวมกัน 750 เสียง มาเสนอญัตติของแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันถูกหรือเปล่า จะมารื้อบ้านที่ประชาชน เขาปลูกให้เราอยู่ เราจะไม่ถามเจ้าของบ้านเขาก่อนหรือ

ขณะนี้ทุกคนจะมาทำตามใจตัวเองตามลำพังแล้วบอกว่า เป็นคนกลุ่มหนึ่งคงไม่ได้ โดยเฉพาะตอนนี้ ที่มีคนที่เกี่ยวพันกับการแก้รัฐธรรมนูญ 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งต้องการแก้ไปล่ารายชื่อมา 50,000– 100,000 คนมา อีกกลุ่มหนึ่งไม่ต้องการให้แก้ก็ไปล่ารายชื่อและได้เสียงมาพอๆ กัน แล้วอย่างนี้จะเอาอย่างไร

“ประเด็นในการพูดคุยในครั้งนี้ ไม่อยู่ที่จะแก้มาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. หรือ แก้มาตรา 272 ที่จะปิดสวิตซ์ ส.ว. หากจะมาถาม ลงรายละเอียดจะแก้มาตราไหนบ้าง ควรจะเริ่มต้นที่ว่าควรแก้หรือไม่ แล้วได้กลับไปถามประชาชนที่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือไม่ ว่าเขาต้องการให้แก้หรือไม่ ไม่ใช่จะมาจะเอาเสียงประชาชนมาบีบบังคับให้แก้ตามใจตัวเอง คงไม่ได้หรอก อีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เขาก็รวบรวมเสียงมาได้เช่นกัน”

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีประโยชน์กับสังคมมากที่สุด เพราะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ไม่ให้ส.ส.-ส.ว.เข้ามายุ่งเกี่ยวกับงบประมาณที่ลงจังหวัด อีกทั้งยังมีข้อกำหนดให้การแก้รัฐธรรมนูญ ทำได้ยาก ที่สำคัญตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มา ยังไม่มีการวิเคราะห์หรือประเมินผลข้อดี-ข้อเสีย ว่า มาตราไหนมีบ้าง แล้วจะมาบอกให้แก้อย่างไร ตรงไหน

ทั้งนี้ หลังจากมีการพูดคุยกัน ส.ว.หลายกลุ่มก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเห็นด้วย แต่บางส่วนก็เห็นว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ ยิ่งจะไปกันใหญ่ อย่างไรก็ตามมีการประเมินว่าเสียงส.ว.ในครั้งนี้ จะไม่เป็นเอกภาพ และค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยงต่อการรวบรวม 84 เสียงของ ส.ว.ที่ต้องเห็นด้วยกับการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในการประชุมวิป 3 ฝ่ายวันพรุ่งนี้ จะมีการหารือเรื่องกระบวนการว่าจะพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ร่าง คาดว่าจะมีการเสนอให้พิจารณาไล่เรียงไป ซึ่งร่างที่ 1 และร่างที่ 2 ที่ให้แก้ 256 ตั้งส.ส.ร. มีหลักการใกล้เคียงกัน อาจจะเสนอพิจารณารวมกัน แต่แยกลงมติที่ละร่าง โดยอาจจะให้มีการขานชื่อเพียงครั้งเดียวเพื่อลดระยะเวลา

ทั้งคาดว่าในประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 23 ก.ย.จะเริ่มจากการที่สมาชิกบางคนหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาหารือ โดยเฉพาะ นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ยื่นญัตติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ทางประธานสภาไม่ได้บรรจุไว้ในระเบียบวาระ และจะต้องบริหารเวลาอย่างเข้มงวด เพราะเวลามีจำกัด โดยคาดว่าแต่ละร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าประมาณ 3 ชั่วโมง

 


ชงกฎหมายสื่อออนไลน์ ป้องเด็กชายตกเป็นเหยื่อคุกคามทางเพศ

Mon, 21 Sep 2020 18:54:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา เปิดเผยว่า จากปัญหาสถานการณ์ภัยออนไลน์รูปแบบใหม่ ๆ ที่ส่งผลกระทบคุกคามต่อเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะการกลั่นแกล้ง รังแก และล่อลวงการละเมิดทางเพศออนไลน์ ที่กำลังมีเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังมีปัญหา

ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ได้จัดทำและเตรียมเสนอกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดต่อเด็กโดยใช้สื่อออนไลน์ โดยได้รวบรวม ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งคณะทำงานเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ,องค์การยูนิเซฟ ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เพื่อผลักดันกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดต่อเด็กโดยใช้สื่อออนไลน์เสนอต่อวุฒิสภาและรัฐบาล ต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของกฎหมาย เป็นการกำหนดให้พฤติกรรมบางอย่างที่เป็นการกระทำผ่านสื่อออนไลน์ จากเดิมไม่เป็นความผิด มาบัญญัติแทรกไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ให้เป็นความผิดและมีโทษ โดยเฉพาะความผิด 2 ประเภท ได้แก่ความผิดเกี่ยวกับเพศ และความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ

ตัวอย่างเช่น การกระทำที่เป็นการสื่อสารเรื่องทางเพศโดยปราศจากเหตุอันควรกับบุคคลที่อายุไม่เกิน 18 ปี และการล่อลวงเด็กและเยาวชนที่เป็นการกระทำผ่านอุปกรณ์โทรคมนาคม จะนำไปบัญญัติไว้ในหมวดความผิดเกี่ยวกับเพศ และการกระทำที่เป็นการคุกคาม และการระรานออนไลน์ จะนำไปแทรกไว้ในหมวดความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ

จากผลการสำรวจพฤติกรรมของเด็กไทย อายุ 8-12 ปี จำนวน 1,300 คนทั่วประเทศผ่านแบบสำรวจออนไลน์ ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในปี 2561 พบว่า เด็กไทยมีโอกาสเสี่ยงภัยออนไลน์ร้อยละ 60 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 56 โดยเด็กไทยใช้เวลากับหน้าจอท่องอินเทอร์เน็ต 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 3 ชั่วโมง

ภัยออนไลน์หรือปัญหาจากการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลของเด็กไทยที่พบมากที่สุดมี 4 ประเภท คือ 1.กลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ ทั้งการใช้ข้อความด้วยคำหยาบคายและตัดต่อภาพ ร้อยละ 49 2.เข้าถึงสื่อลามกและพูดคุยเรื่องเพศกับคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์ ร้อยละ 19 3.ติดเกม ร้อยละ 12 และ 4.ถูกล่อลวงออกไปพบคนแปลกหน้า ร้อยละ 7

ขณะที่ ข้อมูลจากสายด่วนอินเทอร์เน็ตไทยฮอตไลน์ โดยมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ระบุจำนวนสื่อลามกอนาจารและการละเมิดทางเพศเด็กออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี พ.ศ.2560 ได้รับแจ้ง 1,421 รายการ เพิ่มเป็น 4,223 รายการในปี พ.ศ.2561 และในปี พ.ศ.2562 ได้รับแจ้งมากถึง 7,921 รายการ

ที่สำคัญจากข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากเด็กพบว่า มีคนส่งสื่อลามกอนาจารมาให้โดยไม่ได้ร้องขอ มีการโน้มน้าวชักจูงให้ถ่ายคลิปส่วนตัว แล้วบันทึกขู่ประจานแลกกับเงินค่าไถ่หรือถูกนำคลิปไปขายทำเงินในกลุ่มลับที่มีรสนิยมทางเพศกับเด็ก ขณะที่เด็กชายมีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของการละเมิดและแบล็กเมลทางเพศเพิ่มขึ้น ทั้งนี้กลุ่มมิจฉาชีพใช้วิธีการหลากหลายมากขึ้นในการล่อลวงเด็กเพื่อผลิตสื่อลามกอนาจาร


ตร.รวบรวมหลักฐานเอาผิด แกนนำชุมนุม 19 ก.ย.

Mon, 21 Sep 2020 18:37:00

วันนี้ (21 ก.ย.) พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงการเตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยจะแยกเป็นการกระทำผิดของแต่ละบุคคล รวมทั้งผู้ที่อยู่เบื้องหลังของกลุ่มผู้ชุมนุมนี้ด้วยหากถูกดำเนินคดีก็จะมีความผิดเท่ากัน

ขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และจะดำเนินคดีทุกข้อกล่าวหาและทุกข้อกฎหมายที่พบว่ามีความผิด ประกอบกับการแจ้งความร้องทุกข์ของผู้ที่มาแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 112 หมิ่นสถาบันเบื้องสูงด้วย

ส่วนหนังสือที่ผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องผ่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ส่งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบแล้วว่ามีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง และเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดก็จะส่งมอบไปให้ตามขั้นตอน

ตร.ถอนหมุดคณะราษฎร 63 ออกจากสนามหลวง

ขณะที่ พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยหลังจากที่ได้รับแจ้งความร้องทุกข์จากกรุงเทพมหานครและกรมศิลปากร ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่และถอนหมุดคณะราษฎร 63 ออกจากพื้นที่ไว้เป็นพยานหลักฐาน และได้ให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าไปตรวจสอบความเสียหายแล้ว พบว่ามีแผงเหล็ก 7 แผง แม่กุญแจที่ใช้คล้องแผงเหล็กเสียหาย 92 อัน และจุดที่มีการเจาะฝังหมุด รวมทั้งกำลังประเมินความเสียหายโดยรอบพื้นที่เพิ่มเติม

เบื้องต้นพบผู้กระทำผิดอย่างน้อย 16 คน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการชุมนุม การโฆษณาชักชวนคนมาร่วมการชุมนุมและปราศรัยบนเวที เข้าข่ายความผิดฐาน ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากนี้ก็จะเริ่มออกหมายเรียกให้ผู้กระทำผิดมารับทราบข้อกล่าวหา

 

 

 

 


“ชวน” ชี้การเมืองดีต้องซื่อสัตย์สุจริต นักการเมืองดี กล้าตัดสินใจ

Mon, 21 Sep 2020 18:01:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมืองของเยาวชนในระบอบประชาธิปไตยเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยให้ยั่งยืน กิจกรรมรวมรุ่นยุวชนเพื่อการสร้างความเป็นพลเมืองประจำปี 2563ทั้งปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่กับการเมืองสุจริต"

 

นายชวนกล่าวว่า เริ่มต้นจากตัวเยาวชนที่ต้องตั้งใจ ตั้งมั่น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ขณะที่สถาบันการศึกษา ครอบครัว สถาบันทางสังคมก็ควรมีส่วนช่วยกันปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยมให้เด็ก ๆ เข้าใจว่า

การได้มาซึ่งสิทธิ เสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยนั้น จะต้องได้มาด้วยความชอบธรรม หรือได้มาด้วยความสุจริต ไม่ใช่ได้มาด้วยการซื้อสิทธิ ขายเสียง การทุจริตหรือโกงการเลือกตั้ง การสร้างการเมืองสุจริต เพื่อแก้ปัญหาธุรกิจการเมืองที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ภาคการเมือง เห็นความสำคัญของการเมืองที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการเมืองสุจริต

การทำให้หลักการประชาธิปไตยและการเมืองสุจริต เกิดผลในทางปฏิบัติ ยังต้องเพิ่มเติมหลักความไม่เกรงใจ อีกประการหนึ่ง นั่นคือ ไม่ยอมทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ การไม่ยอมรับคำสั่งที่ไม่ถูกต้องมาปฏิบัติ

การพัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จำเป็นต้องนำหลักธรรมาภิบาลไปสู่ภาคปฏิบัติอย่างจริงจัง

 

ในส่วนของนักการเมืองต้องเป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถ กล้าตัดสินใจ กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ยึดมั่นผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ การเมืองสุจริต จึงเป็นหลักการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการรัฐ ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความรู้รักสามัคคีและร่วมกันก่อพลังให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน


"วาทกรรม-ความจริง" เปิดใจ "พล.อ.อภิรัชต์" ก่อนวันเกษียณ

Mon, 21 Sep 2020 17:40:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เปิดใจก่อนเกษียณอายุราชการ โดยระบุว่า ตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ 2 ปี รู้จักกับสื่อมวลชนมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในห้วง 30 กว่าปีที่ผ่านมาก็ได้สัมผัสกับสื่อหลายๆ คน ยังจำภาพความเปลี่ยนแปลงทั้งทางทหาร ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงในการทำข่าว และแต่อยากให้สื่อมวลชน ยึดความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวที่เป็นสาระและอยู่บนพื้นฐานแห่งความจริง

สายตาที่มองกันความจริงใจที่มีให้กับนักข่าว การวางตัวในสื่อต่างๆที่คุยกันได้ และการให้ข่าว ความเป็นกลางในการนำเสนอเรื่องที่เป็นสาระอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แต่ข่าวบางข่าว เป็นเทคนิคการตลาดที่จะดึงดูดให้เว็บไซต์ เพจ หนังสือพิมพ์ ของตัวเองน่าสนใจเพื่อเรียกคนดู เปรียบเหมือน ทุกครั้งที่ผมพูด และสื่อสารว่าผมสนใจโซเชียล แม้ว่าตัวเองจะไม่มีเฟซบุ๊ก และอินสตราแกรม แต่สนใจความเปลี่ยนแปลง

ผมพูดหลายครั้งว่า ทหารความสำคัญมากที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา เราไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของเราในฐานะผู้บังคับบัญชา ผ่านแอปพลิเคชันใดในโลก ที่จะทำให้ลูกน้องเรารู้สึกว่าเราดูแลเอาใจใส่มากกว่าการลงไปทำให้เห็น

 

ชี้วาทกรรมคือเรื่องจริงในชาติ

นอกจากนี้พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาจะเห็นว่าการให้ข่าวของ ผู้บัญชาการทหารบก แต่ละท่าน ต้องพิจารณาถึงความสอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ส่วนตัวเองเมื่อให้ข่าว มีทั้งคนชมและคนด่า อยู่เสมอ แต่ก็ชินแล้ว เพราะโดนมาเยอะ 

ผมโดนมาเยอะแล้ว โขกหัวตลอด ผมลงในสื่อบางฉบับมากที่สุด และหลายอย่างที่พูดมาก็เป็นวาทกรรม แต่ทุกอย่างนั้นคือเรื่องจริงในชาติบ้านเมือง จึงขอสื่อมวลชนยึดความเป็น กลางในการนำเสนอข่าวที่เป็นสาระและอยู่บนพื้นฐานแห่งความจริง

ผบ.ทบ.กล่าวอีกว่า หลังจากเกษียณราชการไป คงไม่มีโอกาสมาให้ข่าวสื่อ แต่ขอให้สื่อรักษาจรรยาบรรณ จริยธรรม เป็นสิ่งที่ยังต้องดำรงอยู่ไว้ ไม่ว่าจะเป็นสื่อชนิดใดก็ตาม การรักใคร ชอบใครต้องคำนึงถึงมนุษยธรรม และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประเทศชาติบ้านเมือง ที่มีอัตลักษณ์ของประเทศชาติ ที่ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเอง

จะเชียร์หรือด่า ตนไม่เคยรู้สึกอะไร ไม่ได้โกรธ หรือ น้อยใจ

ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ แนะนำสื่อไปดูภาพยนตร์เรื่อง The social dilemma มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเล่าประสบการณ์ของผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย และพูดถึงผลลัพธ์จากการเสพสื่อโซเชียลเป็นประจำ ทั้งในแง่ผลดีและผลเสีย

 


ปิดตำนาน บ้านสี่เสาเทเวศร์

Mon, 21 Sep 2020 17:23:00

วันนี้ (21 ก.ย.63) รายงานข่าวเปิดเผยว่า ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งอยู่ เลขที่ 279 ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กทม.ซึ่งเคยเป็นที่พักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว โดยมีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่กำลังรื้อและทุบบ้านพักในส่วนที่เป็นปูน ซึ่งด้านหน้าบ้านที่เคยเป็นป้อมรักษาการณ์ได้ถูกทุบไปแล้วเหลือแต่เศษหิน เศษปูน โดยกองไว้บริเวณส่วนหลังบ้าน มีเครื่องจักรขนาดใหญ่กำลังทำงาน โดยสังเกตว่าบริเวณหน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศน์ ที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ ยังไม่มีการตัดหรือรื้อถอนกำแพงบ้านออก ทั้งนี้ไม่มีคนงานหรือเจ้าหน้าอยู่บริเวณหน้าบ้านแต่อย่างใด

 

สำหรับบ้านสี่เสาเทเวศร์ เป็นบ้านพักของ พล.อ.เปรม อาศัยมากตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก และอีกทั้งยังเป็นสถานที่ ต้อนรับนายกรัฐมนตรี ผบ.เหล่าทัพ นักธุรกิจ หัวหน้าส่วนราชการ เอกชน ผู้มีชื่อเสียงของ ในโอกาสสำคัญ อาทิ ปีใหม่ สงกรานต์ และวันคล้ายวันเกิด

 

ทั้งนี้หากมองจากถนนด้านหน้าเข้าไปจะมีประตูทางเข้าออก 2 ด้านซ้ายและขวา ตรงกลางจะปลูกต้นไม้สูงคล้ายกำแพง เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไปจะพบสนามหญ้าและสวนพร้อมกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเบื้องหลังจะเป็นบ้านปูนสีขาวซึ่งเป็นสถานที่พัก

 

บ้านสี่เสาเทเวศร์มีหลังคาทรงหน้าจั่วปูกระเบื้องสีน้ำเงิน ปีกซ้ายตัวบ้านจะเป็นห้องรับรอง ด้านขวาจะเป็นที่พักของทหารประจำบ้าน บริเวณด้านหลังเป็นห้องนั่งเล่น มีเปียโน ของ พล.อ.เปรม ในขณะผนังบ้านหรือมุมต่าง ๆ ภายในห้องจะมีรูปถ่ายของ พล.อ.เปรม

 


“นฤมล” มอบนโยบายพัฒนาฝีมือแรงงาน

Mon, 21 Sep 2020 17:01:00

วันนี้ (21 ก.ย.63) น.ส.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการสัมมนา และมอบนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยมีนายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารและข้าราชการในสังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 400 คน

 

น.ส.นฤมล กล่าวว่า ในการพัฒนาแรงงานต่อจากนี้ไม่เพียงแต่จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ สมรรถนะ เพื่อให้เป็นแรงงานที่มีศักยภาพสูงเท่านั้น แรงงานต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีหลักประกัน มีโอกาสในการทำงานที่มีคุณค่าได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย มีสวัสดิการที่เหมาะสม และได้รับการจ้างอย่างเป็นธรรม

 

ภายใต้แนวคิด “สร้าง ยก ให้ รวมไทยสร้างชาติ” คือการสร้างแรงงานคุณภาพให้มีความรู้และทักษะรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) และในจังหวัดพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

 

รมช.แรงงาน กล่าวต่อว่า ส่วนการยก คือการยกระดับมาตรฐานฝีมือให้ได้มาตรฐานฝีมือแรงงานได้รับอัตราค่าจ้างที่เหมาะสมและเพียงพอ รวมทั้งเป็นผู้ได้รับรองความรู้ความสามารถ ในสาขาอาชีพที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะและการให้ คือให้โอกาสแก่แรงงานกลุ่มเปราะบาง อาทิ แรงงานสตรี แรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เยาวชนยากจน ผู้มีรายได้น้อย ด้วยการฝึกอบรมเพิ่มเติมความรู้ ทักษะ และเพิ่มโอกาสทางอาชีพให้ทุกคนสามารถมีงานทำเน้นการส่งเสริมให้ประกอบอาชีพอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน

 

หลังจากนั้น รมช.แรงงาน เดินทางไป จ.สมุทรสาคร เพื่อมอบหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ แก่ผู้ผ่านการประเมินและมอบหนังสือแก่ผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้า พร้อมเป็นตัวแทนมอบเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้แก่สถานประกอบกิจการที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่ลูกจ้างของตนเองเกินกว่าร้อยละ 70 จำนวน 1 แห่ง มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่สถานประกอบกิจการดีเด่น ที่คัดเลือกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 8 แห่ง และมอบป้าย “มุมนมแม่” ให้แก่สถานประกอบกิจการที่จัดให้มีสวัสดิการแก่พนักงานของบริษัท อีกจำนวน 6 แห่ง พร้อมเยี่ยมชม ห้องปฏิบัติการการฝึกอบรม Automation การสาธิตการฝึกอาชีพ การปักผ้าสไบมอญ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มผู้รับงานไปที่บ้าน ผ้ามัดย้อมบ้านโคกขาม การสานกระเป๋าและตะกร้าด้วยเส้นพลาสติกโดยกลุ่มผู้สูงอายุรวมถึงการจัดสาธิต “มุมนมแม่” และการให้บริการตรวจสุขภาพแก่ประชาชนผู้มาร่วมงานกว่า 100 คน ในวันนี้ด้วย


“สิระ” แจ้งความ 3 ส.ส.ร่วมชุมนุม 19 ก.ย. จ่อยื่นยุบพรรค

Mon, 21 Sep 2020 16:41:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์ นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.พรรคไทยรักธรรม และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมการชุมนุมกับแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และชู 3 นิ้วเป็นสัญลักษณ์ร่วมกับมวลชน 

นอกจากความผิดทางอาญาแล้ว นายสิระ ยังเตรียมยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 23 ก.ย. เพื่อตรวจสอบจริยธรรมของ ส.ส.ทั้ง 3 คน และจะพิจารณาข้อกฎหมายอันจะสืบเนื่องถึงกรณีการยุบพรรคการเมืองด้วย

ขณะที่นายมงคลกิตติ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปฏิเสธความกังวลกรณีถูกฟ้องดำเนินคดีจะคดีอาญาหรือคดียุบพรรคก็ตาม และระบุด้วยว่าหากต้องโท ก็จะได้เข้าร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเต็มตัว

ก่อนหน้านั้น นายมงคลกิตติ์ ตอบคอมเม้นท์ใต้โพสต์ ปฏิเสธการสนับสนุน 10 ข้อเรียกร้องของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และชี้ว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ก่อนจะชี้แจงว่าการชู 3 นิ้ว เป็นการสื่อถึงความรักที่มีต่อสถาบันหลักของชาติ และล่าสุดโพสต์อีกว่าจุดยืนคือสนับสนุนข้อเรียกร้อง 3 ข้อ

 

 

 


"กรมศิลป์" งัด ม.10 เอาผิดขุดสนามหลวงโทษจำคุก 3 ปี

Mon, 21 Sep 2020 16:03:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายสถาพร เที่ยงธรรม ผอ.กองโบราณคดี กรมศิลปากร กล่าวว่า จากกรณีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ปักหลักหมุดคณะราษฎร 2563 หมุดที่ 2 ที่สนามหลวง โดยได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความที่สน.ชนะสงครามว่า เป็นการทำผิดเข้าข่ายมาตรา 10 ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขุดค้นโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มีความผิดตามมาตรา 85 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรับเรื่องไว้เป็นคดีแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะดำเนินคดีกับผู้ใดบ้าง ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่หลักหมุดหายไปและมีการเทปูนทับ นายสถาพร กล่าวว่า รับรู้ว่าหมุดดังกล่าวหายไป แต่ไม่ทราบว่ามีผู้ไปขุดหรือทำลาย เนื่องจากพื้นที่สนามหลวงมีหลายหน่วยงานมาดูแล โดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะรับผิดชอบเรื่องการซ่อมแซม ส่วนกรมศิลปากร  รับผิดชอบการปรับปรุงพื้นที่โบราณสถานสำหรับใช้ประโยชน์ หากอะไรอนุญาตให้ดำเนินการใดได้ก็จะอนุญาตแต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการใช้พื้นที่นอกจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโบราณสถาน

ยืนยันว่า มีบางเรื่องที่กรมศิลปากร เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย จะไปเข้าข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ กรณีนี้ก็ไม่ได้รับแรงกดดันจากฝ่ายใด

อ่านข่าวเพิ่ม กรมศิลปากร จ่อแจ้งความ "ฝังหมุด - บุกรุกสนามหลวง"

คาด "จนท" ถอดหมุด - ตร.เก็บหลักฐานเอาผิด

ด้านพล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีหมุดที่กลุ่มผู้ชุมนุมอ้างว่าเป็นหมุดคณะราษฎรที่ 2 บริเวณสนามหลวง หายไปว่าตำรวจไม่ใช่เป็นผู้รื้อถอนหมุดดังกล่าว แต่คาดว่ามีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการหลังเข้าไปตรวจสถานที่ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร กรุงเทพมหานคร ตำรวจสน.ชนะสงคราม และตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน จากนั้นได้ส่งมอบหมุดให้พนักงานสอบสวน รับไปเก็บรักษาเพื่อประกอบการดำเนินคดีตามที่มีการแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ข้อหาบุกรุกโบราณสถาน หรือทำให้เสียหายฯ 

พบทรัพย์สินเสียหายหลายรายการในพื้นที่สนามหลวง เช่น ขุดเจาะหลุมบนพื้นซีเมนต์ กว้าง 1 ฟุต ยาว 1 ฟุต ลึก 2.5 ซม. รั้วเหล็กสีเขียว 7 แผงพังเสียหาย แม่กุญแจถูกตัด 92 ดอก จากทั้งหมด 200 ดอก

 

ส่วนการพิจารณาดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุม ที่จัดกิจกรรมชุมนุม19-20 ก.ย.ที่ผ่านมา ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานในความผิดส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาพและพยานหลักฐาน เชื่อว่าจะสามารถดำเนินคดีได้

มีรายงานว่า ผกก.สน.ชนะสงคราม ได้รายงานต่อที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่ง พล.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมตามวงรอบ ว่ามีตัวแทนกรมศิลปากร และกรุงเทพมหานคร ประสานมาที่ สน.ร่วมกับตำรวจ เข้าตรวจสอบดำเนินการรื้อถอนหมุดของกลุ่มผุ้ชุมนุม และตามกระบวนการได้ลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"หมุดคณะราษฎร 2563" หายปริศนาจากสนามหลวง

เตือนบุกรุก "สนามหลวง" โบราณสถาน-สถานที่ราชการผิดแน่

 


นัดพบหน้าสภา! จับตาถกรัฐธรรมนูญ 24 ก.ย.นี้

Mon, 21 Sep 2020 12:39:00

กรณีกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ยุติการชุมนุมที่สนามหลวง เมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) พร้อมระบุว่ากลุ่มประชาชนปลดแอก จะไปสังเกตการณ์การประชุมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภา วันที่ 24 ก.ย.นี้ 

วันนี้ (21 ก.ย.2563) นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า เป็นสิทธิของประชาชนที่จะไปเยี่ยม ไปดูการทำงานของสภา แต่ต้องปฏิบัติมาตรการเว้นระยะห่าง เพราะขณะนี้ ยังมีการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 รวมทั้งระเบียบของสภาด้วย ส่วนบริเวณโดยรอบรัฐสภา เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง ที่ต้องดูแล

สำหรับการประชุมสภาฯวันที่ 23-24 ก.ย.นี้ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ..) พ.ศ.2560 เริ่มประชุมเวลา 09.30-23.30 น.ใช้เวลารวม 24 ชั่วโมง โดยแบ่งเวลาดังนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และพรรคร่วมรัฐบาล 8 ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน 8 ชั่วโมง และวุฒิสภา 8 ชั่วโมง โดยประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้อนุญาตให้บรรจุญัตติเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ของพรรคร่วมฝ่ายค้านในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาเรียบร้อย

ตำรวจพร้อมดูแลเต็มที่ 

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า กรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุม ประกาศการนัดรวมตัวอีกครั้งในวันที่ 24 ก.ย.นี้ ตำรวจยังต้องยึดแผนชุมนุม 63 เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป พร้อมยืนยันว่าตำรวจมีความพร้อมเต็มกำลัง

สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่ยุติลงในช่วงสายเมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) มีการยื่น 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1.ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี ลาออก 2.ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยจะต้องมีการตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และ 3.ปฏิรูปสถาบัน ตามแนวทางที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้เรียกร้อง 10 ข้อ นอกจากนี้ ยังนัดหมายชุมนุมใหญ่อีกครั้ง ในวันที่ 14 ต.ค.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"หมุดคณะราษฎร 2563" หายปริศนาจากสนามหลวง

 ก้าวต่อไป! 24 ชม.กลางฝน ชง 10 ข้อเสนอ-ปักหมุดคณะราษฏร


ส่งฟ้อง 5 แกนนำชุมนุมหน้า ทบ. - เพนกวินไม่แปลกใจหมุดหาย

Mon, 21 Sep 2020 12:33:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง นัดหมายนายอานนท์ นำภา นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก และนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ เพื่อนำตัวพร้อมสำนวนส่งฟ้องที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) กรณีจัดการชุมนุมปราศรัยหน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยทั้ง 5 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง ซึ่งในชั้นสอบสวนทั้งหมดให้การปฏิเสธและขอให้การในชั้นศาล

ไม่แปลกใจ "หมุดหาย"

นายพริษฐ์ ได้กล่าวถึงกรณีที่หมุดคณะราษฎร 63 ที่หายไปจากสนามหลวงเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เหนือความคาดหมาย แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะหมุดไม่ได้ฝังไว้ที่สนามหลวงอย่างเดียว แต่ฝังไว้ในใจทุกคนแล้ว โดยวันนี้จะนำไฟล์แบบของหมุดนี้แจกให้กับทุกคนเพื่อนำไปหล่อและนำไปฝังที่ใดก็ได้ตามสมควร ส่วนตัวก็จะหล่อหมุดใหม่และนำไปฝังไว้ที่ใดสักแห่ง แต่ยังไม่ขอเปิดเผย

ไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้นำหมุดไปเก็บไว้ที่ไหน หากนำไปก็ให้พึงระวังตามคำกล่าวของกลุ่มผู้ชุมนุมในขณะที่ฝังหมุดเมื่อวานนี้ไว้ด้วย

 

ขณะที่ข้อกล่าวหาการบุกรุกโบราณสถานนั้น นายพริษฐ์ มองว่าพื้นที่สนามหลวงเป็นสถานที่พักผ่อนของประชาชน ไม่ใช่โบราณสถาน เพราะในอดีตเคยเป็นสถานที่ทำมาหากินของชาวบ้านและเล่นกีฬา แต่เพิ่งจะมีการประปรุงและเทถนนคอนกรีตเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา และที่เจาะพื้นคอนกรีตเพื่อปักหมุดนั้น ก็ไม่ได้เป็นการทำลายโบราณสถาน ขณะเดียวกันยังเห็นว่า หมุดของคณะราษฎร 2563 นี้ ควรค่าต่อการขึ้นทะเบียนเป็นศิลปวัตถุ เพราะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปหลายอย่างของประเทศไทย

ส่วนกรณีการชุมนุมตลอดทั้ง 2 วันที่ผ่านมา หากตำรวจแกะถ้อยคำการปราศรัยของแกนนำและเตรียมจะดำเนินคดีในข้อหาต่าง ๆ ก็ต้องการให้เจ้าหน้าที่พิจารณาคำปราศรัยว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่ ขณะที่ข้อเรียกร้องที่มอบให้กับ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้อง คาดจะส่งไปไม่ถึง

จี้แก้รัฐธรรมนูญ

ทางกลุ่มยังต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่แก้ไขเพียงบางมาตรา และหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี จะลาออกจากตำแหน่งจะต้องนำสมาชิกวุฒิสภา ( ส.ว.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกไปด้วย เพราะการบริหารงานขาดเสถียรภาพอย่างมาก

ส่วนวันที่ 24 ก.ย.นี้ จะมีการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เพื่อกดดันการทำงานของ ส.ส. และ ส.ว. ไม่ให้โหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำสั่งของใคร และต้องการให้มีการคัดเลือกผู้ที่มาทำงานที่มาจากการเลือกตั้ง 100% และวันที่ 14 ต.ค.นี้ ก็เป็นการเชิญชวนให้ลาพักร้อนต่อเนื่องจากวันที่ 13 ต.ค. ที่เป็นวันหยุดราชการ ด้วยการไปเที่ยว หรือหยุดอยู่บ้าน เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

 


"หมุดคณะราษฎร 2563" หายปริศนาจากสนามหลวง

Mon, 21 Sep 2020 07:37:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดที่ปักหมุด ซึ่งกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เรียกหมุดนี้ว่า หมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ล่าสุด พบว่าหมุดดังกล่าวถูกถอดออกจากพื้นสนามหลวงแล้ว โดยมีปูนซีเมนต์เทปิดทับไว้

ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า หมุดถูกถอดออกไปช่วงเวลาใด เนื่องจากช่วงเวลา 22.00 น. ของคืนวันที่ 20 ก.ย. เจ้าหน้าที่ดูแลบริเวณสนามหลวงได้ปิดประตูรั้ว และเปิดให้เข้าอีกครั้ง ในเวลา 05.00 น.ของวันนี้ โดยตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ ประชาชนบางส่วนให้ความสนใจเข้าไปถ่ายรูปกับหมุดฯ ในบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ปชช. ให้ความสนใจ หมุดคณะราษฎรที่กลุ่มเยาวชนปลดแอกได้ปักวางกลางท้องสนามหลวง โดยมีประชาชนแวะเวียนเข้าบันทึกภาพอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าทำความสะอาดรอบสนามหลวงแล้ว​ #ThaiPBSnews #เกาะติดชุมนุม63

โพสต์โดย Thai PBS News เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2020

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมศิลปากร จ่อแจ้งความ "ฝังหมุด - บุกรุกสนามหลวง"

 


กรมศิลปากร จ่อแจ้งความ "ฝังหมุด - บุกรุกสนามหลวง"

Mon, 21 Sep 2020 06:21:00

วันนี้ (21 ก.ย.2563) หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าพื้นที่ท้องสนามหลวงและทำกิจกรรมฝังหมุดคณะราษฎรหมุดที่ 2 ล่าสุด นายประทีป เผ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปกร เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวมีความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 

 



นอกจากนี้ ยังมีการขุดพื้นที่เพื่อฝังหมุด โดยทางกรมศิลปากรจะเข้าแจ้งความในวันนี้ (21 ก.ย.) ในฐานะที่กรมศิลปากร ดูแลโบราณสถาน ดังนั้น โดยหลักการมี 2 เรื่อง คือ การบุกรุก ทำให้เสียหาย เสื่อมค่า ซึ่งเมื่อวันที่ 19 ก.ย.มีการบุกรุกไปในพื้นที่สนามหลวงซึ่งป็นโบราณสถานขึ้นทะเบียนโดยไม่ได้รับอนญาต

 


ส่วนกรณีฝังหมุดเมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการขุดพื้น แม้เป็นส่วนที่ทำขึ้นเมื่อครั้งงานพระเมรุ แต่เป็นการทำโดยถูกต้อง ได้รับอนญาต เมื่อทำแล้วจึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถาน ดังนั้นการฝังหมุดจึงมีความผิดตามกฎหมาย คือ การทำลายและทำให้โบราณสถานเสื่อมค่า


ทั้งนี้ มาตรา 32 ใน พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ระบุว่า ผู้ใดบุกรุกโบราณสถาน หรือทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 700,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำต่อโบราณสถาน ที่ได้ขึ้นทะเบียนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าหน้าที่เก็บแนวเครื่องกีดขวางหลังชุมนุม

สำหรับ "สนามหลวง" ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อ พ.ศ.2520 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 126 ลงวันที่ 13 ธ.ค. พ.ศ.2520 มีเนื้อที่ 74 ไร่ 63 ตารางวา

ช่วงคืนที่ผ่านมา บรรยากาศหลังการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมยุติลง ตำรวจเริ่มรื้อถอนเคลื่อนย้าย อุปกรณ์กีดขวางสกัดกั้นในเส้นทางรอบทำเนียบรัฐบาลออกแล้ว ขณะที่สนามหลวง มีประชาชนสนใจจุดปักหมุดฯ ทยอยเข้าไปถ่ายรูปตั้งแต่ช่วงเย็น


ขณะที่เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร เปิดพื้นที่การใช้สนามหลวง โดยเปิดประตูสนามหลวง ฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนประตูอื่นปิดทุกด้าน แม้ว่าตามกำหนดเดิม บริเวณสนามหลวง จะเปิดให้ประชาชนใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกายได้ในเวลา 05.00 - 22.00 น. ของทุกวัน


ส่วนอีกจุด คือ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินนอก จุดเชื่อมต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล ตำรวจรื้อถอนรั้วรวดหนามออกจากแนวกั้นไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวานนี้ และรื้อถอนแนวแบริเออร์ โดยใช้รถยกขนาดใหญ่ในการขนย้ายเคลื่อนออกจากจุด ด้านสะพานชมัยมรุเชฐด้วยเช่นกัน โดยเส้นทางหลักเหล่านี้ คาดว่าจะเริ่มเปิดให้ประชาชนสัญจรผ่านได้ตามปกติเช้าวันนี้

 


"นายกรัฐมนตรี" ขอบคุณทุกฝ่ายชุมนุมสงบ-ยึดสันติวิธี

Sun, 20 Sep 2020 15:09:00

วันนี้ (20 ก.ย.2563) นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ขอบคุณ เจ้าหน้าที่และประชาชนทุกคน ที่ช่วยกันทำให้สถานการณ์การชุมนุม 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเป็นอย่างดี ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนได้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการยั่วยุ เพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

รัฐบาลมีความมุ่งหวังให้ประชาชน มีสิทธิในการแสดงออกได้อย่างเต็มที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และในกรอบของกฎหมาย ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี ขอให้คนไทยทุกคนร่วมมือร่วมใจฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่ สามารถดำเนินการให้ผ่านพ้นไปด้วยความสำเร็จด้วยดีด้วยกัน

ขอบคุณที่ชุมนุมอย่างสันติวิธี

ด้านพล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขอบคุณเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เตรียมการอำนวยการ และปฏิบัติงานในการติดตาม อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และขอบคุณผู้เข้าร่วมชุมนุม ที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และร่วมกันชุมนุมอย่างสันติวิธีที่ผ่านมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตร.ชี้ผู้ชุมนุมผิด "รุกสนามหลวง-อยู่เกินเวลา-ปักหมุดคณะราษฎร"

ตำรวจ-ศรีสุวรรณ ชี้ปักหลัก "หมุดคณะราษฎร" ผิดกฎหมาย

 

 

 


ก้าวต่อไป! 24 ชม.กลางฝน ชง 10 ข้อเสนอ-ปักหมุดคณะราษฏร

Sun, 20 Sep 2020 11:02:00

หากนับเวลาการชุมนุมของ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ตั้งแต่วันที่ 19 -20 ก.ย. ครบ 24 ชม. ตั้งแต่ประชาชนเริ่มมาชุมนุมหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กระทั่งยุติการชุมนุมหลังยื่นข้อเสนอ 10 ข้อ ผ่านตำรวจส่งไปยังองคมนตรี ซึ่งความเคลื่อนไหว 2 วันนี้ จบใน 24 ชม.

วันแรกการชุมนุม

เช้าวันที่ 19 ก.ย. มีนักเรียน นักศึกษา ประชาชน จำนวนมาก เริ่มทะยอยมาบริเวณสนามหลวง และหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มเดินทางมาประจำตามจุดต่างๆ ทั้งฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริเวณท้องสนามหลวง

เวลา 10.00 น. มีนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ที่เดินทางเข้ามาในสนามหลวง เพื่อปักหลักจองพื้นที่ข้ามคืน เพราะกังวลว่าจะถูกห้ามใช้พื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า ไม่ได้ปิดสนามหลวง แต่ความดูแลเป็นของกรุงเทพมหานคร

ซึ่งต่อมา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. แถลงว่า การเข้าไปในสนามหลวง มีความผิด เพราะไม่ได้ขออนุญาต และจะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม

เวลา 10.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดแถวรวมพลภายในบริเวณท้องสนามหลวง แต่ไม่มีการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม

เวลา 10.55 น. พ.ต.อ.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผกก.สน.ชนะสงคราม ใช้เครื่องขยายเสียง ประกาศที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขอให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ยุติการชุมนุม ตาม พ.ร.บ.ชุมนุม - เลี่ยงการชุมนุม ช่วงสถานการณ์ COVID-19 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรค

เวลา 11.45 น. น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นำมวลชนจำนวนหนึ่งไปที่หน้าประตูใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระบุว่า ขอให้มวลชนรอเพื่อเจรจากับอาจารย์ในเวลา 13.00 น. ขอเข้าไปในพื้นที่มหาวิทยาลัย

 

เวลา 12.00 น. บริเวณหน้าประตูใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมวลชนจำนวนมาก ร่วมกดดันให้เจ้าหน้าที่เปิดประตู โดยแกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ประกาศให้เวลา 5 นาที หากทางมหาวิทยาลัยไม่เปิดประตูจะนำมวลชนดันประตูเข้าไป

หลังจากนั้นไม่กี่นาที กลุ่มมวลชนจึงดันประตู โดยเจ้าหน้าที่เปิดประตูให้ ก่อนที่ทั้งหมดจะเข้าไปภายใน และเดินต่อไปยังประตูทางเข้า ฝั่งท่าพระจันทร์ ก่อนจะใช้คีมขนาดใหญ่ ตัดโซ่ที่คล้องประตูออก เพื่อให้ประชาชนเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัย

เวลา 13.30 น. แนวร่วมจาก จ.นนทบุรี เดินทางด้วยเรือด่วนจากท่าน้ำนนทบุรี มาขึ้นที่ท่าพระจันทร์ ต่อมามีรายงานแจ้งว่า ถูกเจ้าหน้าที่ขัดขวางไม่ให้ขึ้นจากเรือ แต่ในที่สุดก็ขึ้นมายังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ และเจ้าหน้าที่ได้ห้ามเรือด่วนจาก จ.นนทบุรี แล่นมาถึงท่าพระจันทร์

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. สั่งปิดการจราจร 5 จุด ตั้งแต่เวลา 14.00 น. คือ จุดที่ 1 ถนนพระอาทิตย์ ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า จุดที่ 2 แยกผ่านพิภพ จุดที่ 3 สะพานช้างโรงสี จุดที่ 4 วงเวียนรักษาดินแดน จุดที่ 5 แยกท่าเตียน

เวลา 14.30 น. ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ชุมนุมบางส่วนหลบฝนตามตึกต่างๆ ขณะที่บางส่วนยังอยู่กลางสนามฟุตบอล ขณะที่คนอีกจำนวนมากอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย เริ่มทยอยเข้าพื้นที่

 

เวลา 14.35 น. ไผ่ ดาวดิน นำมวลชนเข้าพื้นที่สนามหลวง ตามมาด้วยกลุ่มแนวร่วมผู้หญิงปลดแอก ขณะที่แกนนำอีกส่วนยังตั้งเวทีย่อยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เวลา 14.58 น. กรณีมีกระแสข่าวว่า นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสได้สอบถามไปยังนายพริษฐ์ โดยได้รับการยืนยันว่าไม่ได้ถูกชกหรือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

เวลา 15.00 น. การจราจรช่วง ถ.ราชดำเนินกลาง มุ่งหน้าสนามหลวง -สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ชะลอตัว ขณะที่ตำรวจปิดการจราจรรอบธรรมศาสตร์-สนามหลวง-พระบรมมหาราชวัง

 

เวลา 15.16 น. ตำรวจแจ้งกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ไม่ทำตาม พ.ร.บ.การชุมนุม คือไม่แจ้งให้ผู้รับแจ้งทราบก่อน 24 ชั่วโมง จึงอนุญาตให้อยู่สนามหลวงได้ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

เวลา 16.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปยังบริเวณท้องสนามหลวง เพื่อตั้งเวทีปราศรัยในคืนวันนี้

เวลา 16.20 น. แกนนำการชุมนุม ขอให้ตำรวจขยับแนวกั้นออกจากสนามหลวงฝั่งใต้ ซึ่งตำรวจก็ให้ความร่วมมือ

จากนั้นผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่ในบริเวณสนามหลวง ขณะที่มีเวทีปราศรัย การแสดงละคร และกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งคืน

ขณะที่ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำแท่งแบริเออร์ และรั้วลวดหนามหีบเพลง ติดตั้งปิดเส้นทางโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่บริเวณวัดเบญจมบพิตร และบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยไม่อนุญาตให้รถหรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องผ่าน

นอกจากนี้ยังได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลประจำจุดแยกต่างๆ ที่จะมุ่งหน้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพราะต้องผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ

เวลา 20.00 น. แกนนำทยอยปราศรัย กระทั่งไฮไลท์ของการปราศรัยช่วง 23.00 น. คือ แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ เช่น เพนกวิน-พริษฐ์ ,ไมค์ -ภานุพงษ์ ,ทนายอานนท์ เป็นต้น

วันที่ 2 ของการชุมนุม

ส่วนที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่ช่วงเช้า วันที่ 20 ก.ย.2563 เวลา 06.41 น. กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปักหมุดทองเหลือง ขนาด 11 นิ้ว อ้างชื่อเป็น “หมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ปี 2563” พร้อมกับอ่านแถลงการณ์

เวลา 06.00 น. ผู้ชุมนุมเริ่มกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการปักหมุดคณะราษฏร 2563 และอ่านแถลงการณ์คณะราษฎรที่ 2 

 

เวลา 07.00 น. เจ้าหน้าที่ติดป้ายห้ามผ่านบนถ.ราชดำเนินนอก บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เนื่องจากเงื่อนไข พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ

เวลา 08.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เริ่มเคลื่อนตัวออกจากสนามหลวง มาทางทิศใต้ของสนามหลวง โดยใช้เส้นทางด้านศาลฎีกา ซึ่งจะต้องฝ่าด่านกั้นของตำรวจในชั้นแรกบริเวณหน้าศาลฎีกา ที่จะต้องเจรจา หากผ่านจากจุดนี้ไปจะมีแนวกั้นรถเมล์อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งแกนนำยืนยันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง

 

เวลา 08.31 น. จากการสังเกตการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอาวุธ แต่มีการใช้เจ้าหน้าที่วางทัพ 2 ชั้น และเริ่มทยอยเสริมทัพเพิ่มเข้ามาอีก 2 ชั้น ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนที่เกาะติดสถานการณ์จำนวนมาก

เวลา 08.40 น. น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หัวหน้ากลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เริ่มเจรจากับตำรวจหน้าแนวแผงกั้น โดยมีพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.ซึ่งเบื้องต้นข้อเรียกร้องของตำรวจคือจะไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมไปทั้งหมด แต่ขอให้ส่งตัวแทนไปที่ทำเนียบองคมนตรีเท่านั้น

 

เวลา 08.58 น. รุ้ง-ปนัสยา ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ให้ ผบช.น. พร้อมมอบหนังสือ โดย 3 ข้อ คือ 1.รัฐบาลลาออก 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตั้ง ส.ส.ร. และ 3.ปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ พร้อมยืนยันว่า ไม่ล้มล้างสถาบันฯ แต่เป็นการทำให้สภาบันฯ มีความมั่นคงคู่กับสังคมไทย

จากนั้น เวลา 09.30 น. แกนนำประกาศยุติชุมนุม โดยนัดกันใหม่ในวันที่ 24 ก.ย. ที่หน้ารัฐสภา เพื่อกดดันรัฐสภา พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ


ตร.ชี้ผู้ชุมนุมผิด "รุกสนามหลวง-อยู่เกินเวลา-ปักหมุดคณะราษฎร"

Sun, 20 Sep 2020 10:43:00

วันนี้ (20 ก.ย.2563) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. แถลงภายหลังแกนนำประกาศยุติการชุมนุม และนัดรวมพลอีกครั้งในวันที่ 24 ก.ย.นี้ที่หน้ารัฐสภา ว่า ตำรวจจะส่งผู้ชุมนุมเดินทางกลับบ้านก่อน จากนั้นจะเคลื่อยย้ายแบริเออร์ และเปิดการจราจรรอบพื้นที่โดยเร็ว

ส่วนการเข้าไปใช้พื้นที่สนามหลวงของกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินการของ สน.ชนะสงคราม ขณะที่การเข้าพักค้างแรมในสนามหลวงของกลุ่มผู้ชุมนุม ต้องให้ กทม.พิจารณาว่าเป็นการทำผิดกฎหมายหรือไม่

 

ส่วนการปักหมุดลงบนพื้นซีเมนต์สนามหลวง ได้ประสานกับ กทม.แล้ว ซึ่ง กทม.จะหารือกับกระทรวงวัฒนธรรม ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่ แต่จากภาพที่ปรากฎขึ้นน่าจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เกินมาและหากไม่มีความจำเป็น กทม.อาจจะพิจารณานำหมุดออกจากพื้นที่สนามหลวง

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า แม้เหตุการณ์การชุมนุมจะต่อเนื่อง แต่เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งความผิดส่วนที่ 1 คือ การชุมนุมในพื้นที่สนามหลวงโดยไม่ได้ขออนุญาต หลังกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ความผิดที่ 2 คือ เมื่อเข้าพื้นที่สนามหลวงแล้วและได้อยู่เกินเวลา และความผิดส่วนที่ 3 คือ การดำเนินการปักหมุด ซึ่งถือเป็นส่วนเกิน ไม่ใช่สิ่งพึงมีในท้องสนามหลวง ขณะนี้มีพยานหลักฐานชัดเจนจากภาพและเสียง

เรื่องเนื้อหาการชุมนุมที่ไม่เหมาะสม ทีมพนักงานสอบสวนจะนำข้อมูลต่างๆ ทั้งการปราศรัยของแกนนำผู้ชุมนุม การให้สัมภาษณ์ การกล่าวพาดพิงต่างๆ เป็นความผิดหรือไม่ หากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินคดี

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจติดตามสถานการณ์การชุมนุม และมีมาตรการอย่างเหมาะสม ซึ่งตำรวจใช้แผนชุมนุม 63 แต่ไม่ได้มุ่งใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม และได้ปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์ โดยนำหลักการเจรจามาใช้ ซึ่งจากการเจรจาของ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. กับแกนนำผู้ชุมนุมในช่วงเช้าที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จ

 

 

 


ตำรวจ-ศรีสุวรรณ ชี้ปักหลัก "หมุดคณะราษฎร" ผิดกฎหมาย

Sun, 20 Sep 2020 10:32:00

วันนี้ (20 ก.ย.2563) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์เฟซบุ๊ก Srisuwan Janya ระบุว่า หมุดคณะราษฎร 2563  เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เมื่อฝังได้ ก็ต้องทุบทำลายเอาออกได้ อย่าเหิมเกริมต่อกฎหมาย เดี๋ยวจัดให้ ให้มันจบที่เรือนจำ

ก่อนหน้านี้ นายศรีสุวรรณ ระบุว่า  ม็อบผิดกฎหมายฝังหมุดคณะราษฯ 2563 ณ สนามหลวง ทำให้ความผิดตาม ม.32 พ.ร.บ.โบราณสถานเด่นชัดยิ่ง 

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เนื่องจากมีการยังเจาะพื้นสนามหลวงฝังหมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ซึ่งสนามหลวง ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ มาตั้งแต่ปี 2520 ดังนั้นวันที่ 21 ก.ย.นี้ สมาคมฯจะนำเข้าร้องเรียนต่ออธิบดีกรมศิลปากร และผอ.เขตพระนคร ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ในการสั่งการให้ทุบรื้อทิ้งหมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 และเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า ม็อบบุกรุกท้องสนามหลวง โดยไม่ขออนุญาตเอาไปอีก 2 ข้อหาผิด ปอ.362 และม.32 พ.ร.บ.โบราณสถาน 2504 จำคุกไม่เกิน 7 ปีปรับไม่เกิน 700,000 บาท

ตำรวจประสานกทม.ถอนออก-ชาวบ้านต่อแถวถ่ายรูป

สอดคล้องกับ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) กล่าวว่า การปักหมุดคณะราษฎร 2563 บนพื้นซีเมนต์สนามหลวง ได้ประสานกับ กทม.แล้ว ซึ่งกทม.จะหารือกับกระทรวงวัฒนธรรม ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าองค์ประกอบความผิดหรือไม่ 

จากภาพที่ปรากฎขึ้นน่าจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งหลักหมุดคณะราษฎร 2563 ที่ปักในพื้นที่สนามหลวงคงต้องเอาออก ถือเป็นส่วนเกินของสนามหลวงไม่ใช่สิ่งที่พึงมี 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถึงแม้แกนนำธรรมศาสตร์ฯจะประกาศยุติการชุมนุมที่สนามหลวงแล้ว แต่ประชาชนจำนวนมากยังรอต่อแถวและถ่ายรูปกับหลักหมุดคณะราษฎร 2563 โดยทวิตเตอร์ ฝุ่นในกองฝุ่นในจักรวาล@DustyinGalaxy โพสต์ภาพบรรยากาศต่อแถวดูหมุดคณะราษฎร #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เซอร์ไพรส์แรก! "ปักหมุดคณะราษฎร 2563" ที่สนามหลวง

“สนามหลวง” โบราณสถานสู่พื้นที่ชุมนุมการเมือง

เตือนบุกรุก "สนามหลวง" โบราณสถาน-สถานที่ราชการผิดแน่

Time Line ปักหมุด-ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง-ยุติชุมนุม

 

 

 
 
 

Time Line ปักหมุด-ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง-ยุติชุมนุม

Sun, 20 Sep 2020 09:13:00

วันนี้ (20 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมว่า ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำแท่งแบริเออร์ และรั้วลวดหนามหีบเพลง ติดตั้งปิดเส้นทางโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่บริเวณวัดเบญจมบพิตร และบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยไม่อนุญาตให้รถหรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องผ่าน

นอกจากนี้ยังได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจล ประจำจุดแยกต่างๆ ที่จะมุ่งหน้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพราะต้องผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ

 

 

ส่วนที่ท้องสนามหลวง ยังคงมีผู้ชุมนุมปักหลัก ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา กระทั่งเวลา 06.41 น. กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปักหมุดทองเหลือง ขนาด 11 นิ้ว อ้างชื่อเป็น “หมุดคณะราษฎร หมุดที่ 2 ปี 2563” พร้อมกับอ่านแถลงการณ์

เวลา 07.00 น. เจ้าหน้าที่ติดป้ายห้ามผ่านบน ถ.ราชดำเนินนอก บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เนื่องจากเงื่อนไข พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ

 

เวลา 08.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เริ่มเคลื่อนตัวออกจากสนามหลวง มาทางทิศใต้ของสนามหลวง โดยใช้เส้นทางด้านศาลฎีกา ซึ่งจะต้องฝ่าด่านกั้นของตำรวจในชั้นแรกบริเวณหน้าศาลฎีกา ที่จะต้องเจรจา หากผ่านจากจุดนี้ไปจะมีแนวกั้นรถเมล์อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งแกนนำยืนยันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง

เวลา 08.31 น. จากการสังเกตการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอาวุธ แต่มีการใช้เจ้าหน้าที่วางทัพ 2 ชั้น และเริ่มทยอยเสริมทัพเพิ่มเข้ามาอีก 2 ชั้น ท่ามกลางสื่อมวลชนที่เกาะติดสถานการณ์จำนวนมาก

 

เวลา 08.40 น. น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เริ่มเจรจากับตำรวจหน้าแนวแผงกั้น โดยมีพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.ซึ่งเบื้องต้นข้อเรียกร้องของตำรวจคือจะไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมไปทั้งหมด แต่ขอให้ส่งตัวแทนไปที่ทำเนียบองคมนตรีเท่านั้น

 

 

ต่อมาเวลา 08.58 น. รุ้ง ปนัสยา ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ให้ ผบช.น. พร้อมมอบหนังสือ โดย 3 ข้อ คือ 1.รัฐบาลต้องลาออก 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตั้ง ส.ส.ร. และ 3.ปฏิรูปสถาบันฯ 10 ข้อ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการล้มล้างสถาบันฯ แต่ต้องการทำให้สถาบันฯ มีความมั่นคงคู่กับสังคมไทยต่อไป

จากนั้น เวลา 09.30 น. แกนนำประกาศยุติชุมนุม โดยนัดกันใหม่ในวันที่ 24 ก.ย. ที่หน้ารัฐสภา เพื่อกดดันรัฐสภา พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

 


เปลี่ยนแผน! มุ่งหน้า "ทำเนียบองคมนตรี" ยื่นหนังสือ 3 ฉบับ

Sun, 20 Sep 2020 08:23:00

วันนี้ (20 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ที่สนามหลวง เมื่อเวลา 08.07 น. กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดชุมนุมข้ามคืนที่สนามหลวง เริ่มเรียกตั้งขบวน เตรียมเคลื่อนขบวน จัดแนว ออกจากสนามหลวง ใช้รถบรรทุก 3 คัน โดยมีพาแกนนำ-แนวร่วม นำมวลชน นำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน รวมทั้งนายอานนท์ นำภา 

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า จะไม่เดินทางทำเนียบรัฐบาลแล้ว แต่เราจะส่งตัวแทนเราเคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือทั้ง 3 ฉบับ รวมถึงข้อเรียกร้องปฏิรูปสภาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทำเนียบองคมนตรีแทน เพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประองคมนตรีแทน 

ต่อมาเวลา 08.30 น.กลุ่มผู้ชุมนุมได้เริ่มเคลื่อนตัวออกจากสนามหลวงมาทางทิศใต้ของสนามหลวง โดยใช้เส้นทางด้านศาลฎีกา ซึ่งจะต้องฝ่าด่านกั้นของตำรวจในชั้นแรกบริเวณหน้าศาลฎีกา ที่จะต้องเจรจา หากผ่านจากจุดนี้ไปจะมีแนวกั้นรถเมล์อีกชั้นหนึ่ง โดยแกนนำยืนยันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง

 

จากนั้นเวลา 08.31 น. จากการสังเกตการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอาวุธ แต่มีการใช้เจ้าหน้าที่วางทัพ 2 ชั้น และเริ่มทยอยเสริมทัพเพิ่มเข้ามาอีก 2 ชั้น ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนที่เกาะติดสถานการณ์จำนวนมาก

เวลา 08.40 น. น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หัวหน้ากลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เริ่มเจรจากับตำรวจหน้าแนวแผงกั้น โดยมีพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.ซึ่งเบื้องต้นข้อเรียกร้องของตำรวจคือจะไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมไปทั้งหมด แต่ขอให้ส่งตัวแทนไปที่ทำเนียบองคมนตรีเท่านั้น

 

 

ยื่นหนังสือ 3 ฉบับให้ ผบช.น

เวลา 08.55 น.ส.ปนัสยา อ่านหนังสือแถลงการณ์ 3 ข้อ คือ 1.ขอให้รัฐบาลลาออก 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ด้วยการตั้งสสร. และ 3.ปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ พร้อยืนยันว่า ไม่ล้มล้างสถาบันฯ แต่เป็นการทำให้สภาบันฯ มีความมั่นคงคู่กับสังคมไทย โดยได้ยืนยื่นหนังสือ 3 ฉบับให้ผบช.น.รับไปดำเนินการต่อ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ยอมรับเปลี่ยนแผนใหม่ เนื่องจากพบว่ามีแนวกั้นหลายจุดทั้งตำรวจ และแนวกันรถเมล์ หากที่จะไปทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการตรึงกำลังไว้หนาแน่น จึงไม่อยากให้เกิดอันตรายกับผู้เข้าร่วม เพราะไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสีย จึงยื่นหนังสือกับผบช.น. ซึ่งหลังจากนี้จะมีการเคลื่อนกลับไปที่สนามหลวง และประกาศยุติการชุมนุมต่อ ทั้งนี้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ จะนำส่งหนังสือนี้ไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล

เวลา 09.10 น.น.ส.ปนัสยา ขึ้นรถไฮปาร์ค เพื่ออธิบายถึงผลการเจรจากับทาง ผบช.น.ซึ่งยังไม่มีท่าทีของกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมว่าพอใจหรือไม่ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า หากทางผบช.น.ไม่ดำเนินการให้จะไปตาม

วันนี้ถือเป็นความสำเร็จของเรา พร้อมขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนใน 10 ข้อเรียกร้อง

ขณะที่ เพนกวิน กล่าวว่า ในนามแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ขอขอบคุณแนวร่วมทุกคน และว่าได้ชัยชนะในการทวงคืนพื้นที่ธรรมศาสตร์ สนามหลวง รวมถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการยื่นหนังสือพริษฐ์ ชิวารักษ์ ประกาศชัยชนะในการชุมนุม

การชุมนุมครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ หลังการยื่นข้อเรียกร้อง 10 ข้อเสร็จสิ้น และนัดอีกที 14 ต.ค.นี้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตรึงเข้ม! ทำเนียบจัดทัพต้อนรับกลุ่มชุมนุม

 

 


ตรึงเข้ม! ทำเนียบจัดทัพต้อนรับกลุ่มชุมนุม

Sun, 20 Sep 2020 08:01:00

วันนี้ (20 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่จัดชุมนุมข้ามคืนที่สนามหลวง เสร็จสิ้นเซอร์ไพรส์แรกด้วยการการปักหมุด “คณะราษฎร” ที่สนามหลวง ก่อนจัดทัพเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาลในเวลา 08.00 น. 

ขณะที่บรรยากาศช่วง 07.00 น.เจ้าหน้าที่ติดป้ายห้ามผ่านเส้นทางสะพานมัฆวานรังสรรค์ เนื่องจากเงื่อนไข พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พร้อมกับนำแท่งปูนแบริเออร์ และรั้วลวดหนามหีบเพลง ติดตั้งปิดเส้นทางโดยรอบพื้นที่ชั้นในตั้งแต่บริเวณวัดบญจมบพิตร แลบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยไม่อนุญาตให้รถหรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องผ่าน นอกจากนี้ยังได้มีเจ้าหน้ที่ตำรวจปราบจราจลประจำจุดแยกต่างๆ ที่จะมุ่งหน้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพราะต้องผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ

 

เพนกวิน เชิญ 8 กิจกรรมร่วมต้านรัฐบาล

ขณะที่นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน โพสต์เฟซบุ๊กประกาศ 8 แนวทางให้ทำจากที่บ้านเพื่อต่อต้านรัฐบาล ด้วยการชวนยืนชู 3 นิ้วไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน โรงเรียน บีบแตรไล่ นัดหยุดงาน 14 ต.ค.และผูกโบว์ขาว เป็นต้น  

 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เซอร์ไพรส์แรก! "ปักหมุดคณะราษฎร 2563" ที่สนามหลวง