"ซูเปอร์โพล" ชี้ชาวบ้านร้อยละ 53 ไม่เลือกส.ส.ย้ายพรรค

Sun, 9 Dec 2018 13:58:00

วันนี้ (9 ธ.ค.2561) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดผลสำรวจภาคสนาม เรื่องอดีต ส.ส. ย้ายพรรคกับความเป็นผู้นำขวัญใจตลอดกาล กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,098 ตัวอย่าง ระหว่าง วันที่ 1-8 ธ.ค.นี้

ผลสำรวจมีดังนี้ เมื่อถามถึงพรรคการเมืองและนักการเมืองเสนอแนวทางแก้ปัญหาเดือดร้อน ตอบโจทย์ของประชาชนแล้วหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.6 ระบุ พรรคการเมืองยังไม่ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเดือดร้อน ยังไม่ได้ตอบโจทย์ของประชาชน ขณะที่ร้อยละ 29.4 ระบุพรรคการเมืองเสนอแนวทางแก้ปัญหาแล้ว

เมื่อถามถึงความเห็นต่อการย้ายพรรคของ อดีต ส.ส.พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 53.1 ระบุไม่น่าดู น่าเบื่อมากกว่า ในขณะที่ร้อยละ 46.9 ระบุ น่าสนใจ น่าติดตามที่น่าพิจารณาคือ เกินครึ่งหรือร้อยละ 53.5 จะไม่เลือก อดีต ส.ส.คนย้ายพรรค

ในขณะที่ร้อยละ 46.5 ระบุว่าจะเลือก และผลสำรวจยังพบ 5 อันดับคะแนนความพึงพอใจของตัวอย่างที่ระบุ ผลงานรัฐมนตรีด้านต่างๆ ในความพอใจของประชาชน พบว่า นายกรัฐมนตรี ได้อันดับแรกคือ 7.24 คะแนน เพราะสามารถแก้วิกฤตขัดแย้งการเมืองรุนแรงได้สงบ แก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น แก้ปัญหาต่างชาติกีดกันการค้าไทย และมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก เกิดการลงทุนต่างๆ ในประเทศ

โพลให้ 7 คะแนนรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม "ทวงคืนป่า" 

อันดับ 2 ได้แก่ รัฐมนตรีด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ 7.19 คะแนน เพราะทวงคืนผืนป่าจากนายทุน ส่งเสริมปลูกไม้มีค่า ไม้เศรษฐกิจ รณรงค์ชายหาดปลอดบุหรี่ รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก ลดการใช้โฟม ให้คนอยู่กับป่าดูแลรักษาป่าได้ 

อันดับ 3 ได้แก่ รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงได้ 6.90 คะแนน เพราะทำบ้านเมืองสงบ ไม่วุ่นวาย ไม่ขัดแย้งรุนแรงบานปลาย แก้ปัญหาค้ามนุษย์ จัดระเบียบสังคม ขจัดผู้มีอิทธิพลและอาชญากรรมข้ามชาติ อันดับ 4 ได้แก่ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ได้ 6.56 คะแนน เพราะแปรรูปยางพาราทำถนนหมู่บ้าน กระจายสินค้าเกษตร แก้ปัญหาสินค้าเกษตรค้างสต็อก ส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนา ราคาดี แก้ปัญหาใช้สารเคมีในการเกษตร 

 

และอันดับที่ 5 ได้แก่ รัฐมนตรีด้านคมนาคม ได้ 6.52 คะแนน เพราะการก่อสร้างเส้นทางคมนาคมต่าง ๆ เกิดขึ้นในเมืองใหญ่และหัวเมืองต่างจังหวัด ความปลอดภัยทางถนน และได้แก้ปัญหาสามารถปลดธงแดง ความเสี่ยงปลอดภัยด้านการบินพลเรือน 

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการทำ “เนต แอสเซสเมนท์” กับชาวบ้านในหัวข้อผู้นำประเทศที่ครองใจข้าตลอดกาล พบ 5 ลักษณะที่จะทำให้เทใจสนับสนุนเป็นผู้นำตลอดเวลา คือ 1. ผู้นำที่รู้จักผิดชอบชั่วดี ปรับ ปรุงแก้ไข ตัดสินใจเด็ดขาด ขจัดคนข้างตัวที่ไม่ดีออกไปได้และทำให้คนข้างตัวทำงานหนักหมั่นดูแลประชาชนให้เป็นสุขทุกกลุ่มเท่าเทียม 2.ผู้นำที่เป็นศูนย์รวมทุกคน คนทุกระดับวิ่งเข้าหา ไม่ว่ามีอำนาจหรือไม่มีอำนาจ ไม่ว่าอยู่ใกล้หรือไกล 3. ผู้นำที่ต้องรักษาเครือข่ายฐานสนับสนุนไว้หมั่นดูแลทั้งยามสุขและยามทุกข์ ไม่ขาดช่วง ไม่ขาดตอน 4. ผู้นำที่แก้ปัญหาปากท้องได้ดีมีฝีมือ สร้างผลงานเป็นที่จดจำได้ ใครมาเป็นผู้นำก็ต้องทำต่อ

 


ชี้บัตรเลือกตั้งส่อขัดรัฐธรรมนูญ-ห่วงบัตรผีโผล่

Sun, 9 Dec 2018 11:58:00

จากกรณีข้อเสนอของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายเรื่องบัตรเลือกตั้งที่จะไม่มีโลโก้พรรคการเมืองและชื่อผู้สมัครออก วันนี้ (9 ธ.ค.2561) นายธนา ชีรวินิจ โฆษกพรรคประชา ธิปัตย์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรเข้าร่วมประชุมตั้งแต่แรก เพราะถูกคาดการณ์ว่าจะอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคใดพรรคหนึ่ง และอาจเป็นการแทรกแซงองค์กรอิสระ โดยพรรคประชาธิปัตย์ จะติดตามผลสรุปการจัดทำบัตรเลือกตั้งของกกต.หากบัตรไม่มีโลโก้พรรค และชื่อผู้สมัครก็จะพิจารณาต่อไปว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ทั้งนี้อาจสร้างความสับสนให้กับประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากบัตรใบเดียวเลือกทั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ และคาดว่าจะมีพรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้เกือบ 100 พรรค ขณะที่การรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองยังถูกจำกัดด้วยกฏหมายและระเบียบของ กกต.

 

ชทพ.ห่วงบัตรผีโผล่แน่ 

นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าเป็นกฎหมายที่ระบุไว้ในธรรมนูญ ถือเป็นปัญหาในข้อกฎหมายเรื่องวันเวลา ไม่มี เบอร์บัตรไม่มีเบอร์พรรค เบอร์ตามคนสมัคร ทำให้ 350 เขตมี 350 แบบ จึงจะรู้เบอร์ได้ก็ต่อเมื่อผู้สมัครในแต่ละเขตสมัครเรียบร้อยแล้ว จึงจะทำให้แต่ละเขตเบอร์ของผู้สมัครและพรรคการเมืองจะไม่เหมือนกัน แสดงว่าจะมีทั้งหมด 350 แบบใน 350 เขต เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าเขตไหนสมัครกี่คนกี่พรรค การพิมพ์บัตรแต่ละเขต จึงไม่เหมือนกัน ดังนั้นปัญหาจะมีต่อเนื่องไปถึงการลงคะแนนในต่างประเทศ ก็จะเกิดความสับสนยุ่งยาก เนื่องจากบัตรจะมั่วไปหมดเพราะผู้มาใช้สิทธิ์แต่ละคนอยู่คนละเขต

ผู้สื่อข่าวถามว่าอย่างนี้จะแก้ไขอย่างไร นายนิกร กล่าวว่า ยาก เพราะต้องแก้กฎหมาย และเป็นกฎหมายและธรรมนูญจึงจะแก้ไม่ได้ ปัญหาที่จะตามมาคือผู้ใช้สิทธิ์ทุกคน ต้องจำเบอร์ผู้สมัครของตัวเองให้ได้ แล้วดูที่ป้ายหน้าคูหาอย่างเดียว 

ถ้าจะมีการโกงกัน คือการนำบัตรอีกเขตหนึ่งคล่อมไปไว้อีกเขตหนึ่งก็เหมือนกันไปหมด เพราะถ้ามีการพิมพ์ซ้ำบัตรเลือกตั้ง ไม่มีทางรู้ หากกามาเป็นเขตอีกชุดหนึ่งเหมือนสมัยก่อนที่มีการโกงกันก็จะเป็นบัตรผีเอาไปสลับกับบัตรจริง ก็จะไม่มีโอกาสรู้

ในประเด็นนี้ ขอเสนอทางออกให้มีการพิมพ์รันนิ่งนัมเบอร์ เหมือนแบงก์ทั่วประเทศ และอาจจะมีลายน้ำหรือมีสัญลักษณ์อะไรที่ปลอมไม่ได้ ในแต่ละเขตเลือกตั้งก็รับบัตรลงคะแนนไปโดยมีโค้ดนัมเบอร์ เพื่อจะช่วยป้องกันบัตรปลอม หรือบัตรข้ามเขต และทุกฝ่ายจะต้องมาพูดคุยกันว่าควรจะหาทางออกกันอย่างไร อย่างน้อยตอนนี้ปัญหาคือเกิดความกังวลว่าจะมีบัตรผีหรือเปล่า 

 

ประชารัฐเตรียมลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ

ส่วนความเคลื่อนไหวพรรคพลังประชารัฐ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ ระบุถึงภาพรวมการลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง นำทีมโดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคว่า มีการตอบรับที่ดีจากประชาชนและจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร แหล่งน้ำ

รวมถึงปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (10 ธ.ค.) นายสมศักดิ์ จะเดินทางไปจังหวัดลำปางเพื่อเปิดศูนย์ประสานงาน และในวันที่ 11 ธ.ค.นี้จะประชุมร่วมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือ พร้อมย้ำว่า พรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เอาเปรียบพรรคการเมืองในการลงพื้นที่ แต่ขณะนี้ คสช.อนุญาตให้หาสมาชิกพรรคได้ ซึ่งไม่ใช่การหาเสียง

 

 


พท.ชี้ "พล.อ.ประยุทธ์" ไม่ควรสวมหมวก 2 ใบ

Sat, 8 Dec 2018 18:13:00

แม้จะไม่ได้เข้าร่วมประชุม-หารือ จัดทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการสู่การเลือกตั้งกับ คสช. แต่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ยืนยันที่จะเดินหน้าทางการเมืองตามกติกาที่ถูกกำหนดออกมา แต่ร้องขอให้ กกต.ต้องพิจารณาการพิมพ์ชื่อและสัญลักษณ์ หรือโลโก้พรรคลงบนบัตรเลือกตั้ง

ก่อนอ้างอิงว่า ฝากความหวังไว้ที่ กกต.ที่จะทำหน้าที่เป็นกลาง โดยตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทหน้าที่ของ คสช. ว่าเข้าข่ายใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระหรือไม่ รวมถึงสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สวมหมวก 2 ใบ

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ พร้อมแกนนำและตัวแทนคนรุ่นใหม่ Next Gen ของพรรคเพื่อไทย ได้เดินรณรงค์หาสมาชิก ที่ตลาดอมรพันธ์ เขตลาดพร้าว ซึ่งมีทั้งเสียงต้อนรับ และเสียงบ่นว่าคนขวักไขว่ ไม่ได้ขายของในตลาด

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ยังคงเปิดที่ทำการพรรค รับสมัครสมาชิก โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์ ต้อนรับและพูดคุยกับประชาชน ก่อนจะเปิดเผยว่า 10 ธ.ค.นี้ พรรคจะเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง และจะเดินหน้าตามแผนและขั้นตอนการดำเนินการสู่การเลือกตั้ง

รายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรค จะชัดเจนต้นเดือน ม.ค.62 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะต้องผ่านการพิจารณาของกรรมการสรรหาฯ และสอบถามความเห็นประชาชนด้วย พร้อมย้ำคำเดิมว่ายังไม่ถึงเวลาที่รัฐมนตรี 4 คนต้องลาออก

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รับทราบแผนและขั้นตอนการดำเนินการเลือกตั้ง นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าพรรคจะพิจารณาหาช่องทางยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยบัตรเลือกตั้ง ที่จะมีเพียงชื่อและเบอร์ผู้สมัคร ไม่มีชื่อหรือโลโก้พรรคนั้น ส่อถึงความไม่เป็นกลาง เป็นการแทรกแซงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่


ผลหารือ "คสช.-พรรคการเมือง" เตรียมปลดล็อกการเมือง

Sat, 8 Dec 2018 13:38:00

ในการประชุมและหารือจัดทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการสู่การเลือกตั้ง สโมสรกองทัพบก เมื่อวานนี้ ( 7 ธ.ค.62) ระหว่าง คสช. กกต. และพรรคการเมือง โดยข้อความที่ชัดเจนที่สุด คือคำยืนยันการเลือกตั้งใน วันที่ 24 ก.พ.62

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.นั่งเป็นประธานการประชุมระหว่างแม่น้ำ 5 สายและพรรคการเมือง ซึ่งเข้าร่วม 75 พรรค มีผู้เข้าร่วม 225 คน ประชุม-หารือ และรับฟังแผนและขั้นตอนการดำเนินการสู่การเลือกตั้ง ตามโรดแมปที่กำหนดไว้ 24 ก.พ.62

หลังใช้เวลากว่า 2 ชม.ทั้งที่กางโรดแมปออกมาชี้แจงและเปิดให้พรรคการเมืองซักถาม หลังเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรี เดินออกจากห้องประชุม พร้อมสีหน้ายิ้มแย้ม

การปลดล็อกทางการเมือง หัวหน้า คสช.จะออกคำสั่งฉบับใหม่ เพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช.เดิม รวม 9 ฉบับ เพื่อเปิดทางให้พรรคการเมืองเริ่มการหาเสียงได้ คาดว่าน่าจะเป็นช่วงหลังจากที่กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธ.ค.61 นี้ และจากนั้นวันที่ 19 ธ.ค.61 กกต.จะนัดพรรคการเมืองหารืออีกครั้งเรื่องกรอบการหาเสียง ให้เป็นไปตามกฎหมายและเกิดความสงบเรียบร้อย

แม้จะไม่มีการกำหนดวันที่ชัดเจนของการปลดล็อกทางการเมือง แต่มีคำยืนยันจากพรรคการเมืองที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้แล้วว่า ตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.62 วันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ส.ส. ลงในราชกิจจานุเบกษา พรรคการเมืองก็จะเริ่มกระบวนการหาเสียงทันที

กกต.ยืนยันแล้วว่า เป็นไปไม่ได้ สำหรับข้อเสนอของพรรคการเมืองใหม่ ขอให้ปรับลดเงื่อนคุณสมบัติผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ที่ต้องเป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย 90 วัน เหลือเพียง 30 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้การเข้าสู่สนามเลือกตั้งให้มากขึ้นแต่จะรับไปพิจารณา กรณีพรรคการเมืองขอให้แก้ไขบัตรเลือกตั้ง โดยจะพิมพ์โลโก้พรรคลงด้วย ซึ่งพรรคการเมืองสะท้อนถึงความไม่พร้อมลงสู่สนามหากเงื่อนไขไม่ได้รับการตอบรับ

การหารือครั้งนี้ มีพรรคการเมืองร่วม 10 พรรคที่ปฏิเสธเข้าร่วม ทั้งพรรคที่อยู่ขั้วตรงข้าม คสช.อย่างพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคแนวร่วม หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอ้างถึงสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และอ้างถึงความชอบธรรมทางการเมือง

โจทย์สำคัญข้อหนึ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ นอกจากการเลือกตั้งที่จะต้องเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยแล้ว เรื่องของการยอมรับผลการเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมือง ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไป จนกว่าจะประกาศผลการเลือกตั้งในเดือน เม.ย.ปีหน้า

 


"ประวิตร" เชื่อดูแลสถานการณ์ได้หลังปลดล็อกการเมือง

Fri, 7 Dec 2018 18:10:00

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีการปลุกระดม เพราะพรรคการเมืองที่ไม่เข้าร่วมประชุมและหารือกับ คสช.ยืนยันจะยอมรับทุกเงื่อนไข พร้อมกันนี้ยังชี้ว่าการเคลื่อนไหวหรือการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นมีเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับการหาเสียงสร้างคะแนนนิยม ซึ่งสื่อมวลชนก็รับรู้ถึงท่าทีนี้

ปลุกระดมอะไร ไม่มีหรอก เพราะเราตกลงกันแล้วในที่ประชุม และพรรคที่ไม่มาก็พร้อมปฏิบัติตาม

ส่วนข้อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการเมืองนั้น พล.อ.ประวิตร ระบุว่า ลาออกไม่ได้ เพราะต้องทำหน้าที่ดูแลประเทศไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะการทำหน้าที่หัวหน้า คสช. แม้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วก็ตาม


กกต.แจกใบเหลืองผู้สมัคร ส.ว. 158 คน

Fri, 7 Dec 2018 14:52:00

วันนี้ (7 ธ.ค.2561) นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบระบบการคัดเลือก ส.ว. มีการตกหล่นของยอดผู้สมัครทั่วประเทศ โดยสรุปยอดผู้สมัครทั่วประเทศอย่างเป็นทางการมีทั้งสิ้น 7,215 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตัวเอง 6,706 คน และองค์กรเสนอชื่อ 509 คน และหลังปิดรับสมัครได้ตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ได้ตัดสิทธิไม่ประกาศรายชื่อให้เป็นผู้สมัครจำนวน 158 คน ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือเป็นเครือญาติกัน ซึ่งผู้ที่ไม่ได้รับการประกาศชื่อ สามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม

สำหรับการเลือกระดับอำเภอจะมีขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม แต่จากการประสานงานทางศาลฎีกา จะเร่งในการพิจารณาวินิจฉัย คาดว่าอย่างช้าจะเสร็จภายในวันที่ 14 ธันวาคม หรืออย่างเร็วอาจจะทันภายในวันที่ 12 ธันวาคม โดย กกต.จะจัดพิมพ์และแจกเอกสารการแนะนำให้กับผู้สมัครทุกคน

รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ว. เป็นอำนาจของผู้อำนวยการการเลือก หากพบว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ก็จะลบรายชื่อผู้สมัครรายนั้นออกได้ทันที หรือแม้แต่เมื่อได้รับการเลือกเป็น ส.ว.แล้ว หากพบว่าขาดคุณสมบัติ ก็สามารถทำความเห็นเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสภาพการเป็น ส.ว.ได้

 


นายกฯนั่งหัวโต๊ะ ประชุมแม่น้ำ 5 สาย บ่ายนี้

Fri, 7 Dec 2018 11:15:00

วันนี้ (7 ธ.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะเป็นประธานการประชุมแม่น้ำ 5 สาย และพรรคการเมือง ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี เพื่อร่วมกันจัดทำแผน ตามข้อ 8 ในคำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 ในเวลา 13.30 น.วันนี้

เวทีการพูดคุยและหารือครั้งนี้ จะมี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และพรรคการเมืองเข้าร่วม และผลลัพธ์จะต้องได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกับกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 11 ธ.ค.โดยเฉพาะประเด็นที่ทุกองคาพยพต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

ประเด็นหารือสำคัญ คือการพิจารณาวันปลดล็อกการเมือง ด้วยการยกเลิกคำสั่ง คสช.อย่างน้อย 3 ฉบับ ที่เกี่ยวพันกับกลุ่มการเมืองและพรรคการเมือง แต่อาจจะยกเว้นบางข้อในคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบ ทั้งเรื่องความผิดต่อสถาบัน ความผิดเรื่องอาวุธปืนและวัตถุระเบิด รวมถึงการให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจในการเรียกบุคคลมารายงานตัว การยึดทรัพย์สิน หรือแม้แต่การห้ามเสนอข่าว หรือเผยแพร่สิ่งพิมพ์ การควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยกระทำความผิดต่อความมั่นคง

นอกจากการเตรียมประกาศยกเลิกคำสั่ง คสช.เพื่อปลดล็อกการเมือง เพื่อสร้างบรรยากาศสู่การเลือกตั้งแล้ว ก็มีรายงานว่า คสช.เตรียมประกาศคำสั่ง คสช.อีกฉบับหนึ่ง เรื่องความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ เพื่อดูแลและควบคุมทุกสถานการณ์ ไปจนกว่ามีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารราชการแผ่นดิน

มีรายงานว่า คสช.อาจจะนำผลการประชุมวันนี้ ไปอ้างอิงออกคำสั่ง คสช.ฉบับใหม่ ที่ว่าด้วยมาตรการด้านความมั่นคง ซึ่งมีรายงานว่า คสช.จะใช้คำสั่งนี้ ดูแลและควบคุมสถานการณ์การเมืองและการเลือกตั้ง นับแต่ประกาศปลดล็อกไปจนถึงวันที่มีรัฐบาลเลือกตั้งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ โดยเนื้อหาคำสั่งน่าจะกำหนดพื้นที่ให้ปลอดภัยในการหาเสียงเลือกตั้ง คุ้มครองการใช้กำลังทางทหาร ควบคุมดูแลสถานการณ์การเมืองและบ้านเมือง เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉิน แม้ว่าขณะนี้จะมีกฎหมายปกติรองรับ ทั้ง พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ กฎอัยการศึกษาก็ตาม

หลักการและเหตุผลหลักของ คสช.คือ ยังไม่แน่ใจถึงสถานการณ์บ้านเมือง ที่กำลังเดินไปยังจุดเปลี่ยนผ่าน ระหว่างรัฐบาลทหาร และรัฐบาลเลือกตั้ง หลังหน่วยงานด้านความมั่นคง พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มใต้ดิน ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มการเมือง และกลุ่มหัวหน้ารุนแรง ที่อาจจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยการล้มการเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่เหตุการณ์ความวุ่นวายเหมือนในอดีตได้ ในจำนวน 105 พรรคการเมือง ตามคำเชิญของ คสช.นั้น มีหลายพรรคการเมืองตอบรับเข้าร่วม ขณะที่พรรคการเมืองที่ปฏิเสธเข้าร่วม ให้เหตุผลคล้ายๆกัน คือ การไม่ยอมรับบทบาทของหัวหน้า คสช. "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" ที่จะนั่งหัวโต๊ะหารือกับพรรคการเมืองเรื่องการเลือกตั้ง ด้วยมีส่วนได้เสียทางการเมือง เพราะเป็นผู้ที่พรรคพลังประชารัฐ เตรียมจะเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า "เราพยายามทำตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง เมื่อ กกต.เรียกประชุมทุกครั้งเราจะไปเข้าร่วม ไม่คิดว่า รัฐบาลและ คสช.ในฐานะที่เป็นแคนดิเดตในตำแหน่งนายกฯ แล้วตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาโดยใช้ชื่อเดียวกันกับโครงการของรัฐบาล แล้วจะมาจัดการเลือกตั้งอีก โดยมี ม.44 อีกมันไม่ใช่หลักเกณฑ์"

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า "ก็ยังสงสัยอยู่ว่า กฎหมายที่เป็นคำสั่งของ คสช.เขียนมาเพื่อให้เกิดการหารือกัน แต่ในหนังสือเชิญ พูดง่ายๆว่า เขียนมาเพื่อให้ไปฟังคำชี้แจงขั้นตอนต่างๆ ที่สำคัญคือเราไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนหารือ ซักถาม จริงหรือไม่ เนื่องจากโฆษก คสช.บอกว่าจะไม่มีการตอบคำถามใดๆ ซึ่งเป็นเรื่องแปลก "

แต่ในมุมของ คสช. โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรองหัวหน้า คสช.กลับเชื่อว่า เจตนาของพรรคการเมือง ที่ปฏิเสธเข้าร่วม คือการตีรวน ก่อนจะชี้ว่า ท่าทีนั้นไม่ได้ผิดไปจากการคาดการณ์และจะไม่ส่งผลกระทบกับวงหารือวันนี้

ถ้าประมวลจากบริบทแวดล้อมจะเห็นว่า เป้าประสงค์ของ คสช.ที่ต้องเปิดประชุมหารือครั้งนี้ คือการจัดทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการสู่การเลือกตั้ง แต่ในหนังสือคำเชิญอ้างอิงว่า เพื่อรับฟังความเห็นซึ่งฝ่ายการเมืองต่างก็ตีความว่า คสช.จัดทำแผนที่ว่านี้เสร็จแล้วแต่จัดเวทีนี้ขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการเท่านั้น

วงหารือวันนี้จะเริ่มด้วยการชี้แจงขั้นตอนดำเนินการ โดย รัฐบาล และ คสช. และในรายละเอียด จะให้ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เป็นผู้ชี้แจง โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะชี้แจงในมิติความมั่นคง ขณะที่ กกต.จะชี้แจงขั้นตอนการรับสมัคร หรือข้อห้ามต่างๆ ก่อนจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองตั้งประเด็นคำถาม

 


ชาติไทยพัฒนาชู "สนธิ" ดึงสมาชิกภาคใต้

Thu, 6 Dec 2018 18:46:00

วันนี้ (6 ธ.ค.2561) น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชพท.) กล่าวถึงการจัดทำนโยบายพรรค ว่า เตรียมหารือกับนายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย ในวันที่ 17 ธ.ค. นี้ โดยนายชูศักดิ์จะนำร่างนโยบายด้านการศึกษาและสังคมที่ยกร่างมาบางส่วนเสนอต่อพรรค

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้นายธีระ วงศ์สมุทร แกนนำชพท. และพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ปรึกษาชพท. ลงพื้นที่พบปะประชาชนและหาสมาชิกพรรคที่ จ.ปัตตานีและ จ.ยะลา โดยนัดพบสมาชิกและผู้สมัคร ส.ส. ทุกคน ที่บ้านสนิท นาแว ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และร่วมงานเมาลิด นอกจากนี้ยังได้ไปยังบ้านตลาดเก่าเมืองยะลา ซึ่งมีโอกาสเข้าพบคณะกรรมการกลางอิสลาม จ.ยะลาด้วย

 

ขณะที่นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการ ชพท. ลงพื้นที่พบปะประชาชนและหาสมาชิกพรรคที่คาบสมุทรสทิงพระ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อระดมสมาชิกให้ได้เกิน 500 คน และจัดตั้งเป็นสาขาพรรคภาคใต้ ส่วนรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ใน จ.สงขลาลงตัวแล้ว ได้แก่ เขต 1 นายธารณ์เทพ ขุนแก้ว, เขต 2 นางอรอนงค์ ล่วนรักษ์, เขต 3 นายธนพล ศรีเนตร, เขต 4 นายจรัญ อรุณพันธุ์, เขต 6 นายเฉลิม เหล่าสุวรรณ, เขต 7 นายอับดุลอาซิซ หลีสหัด และเขต 8 นายอะหลี สอระมัน


"สุริยะ" ชี้นายกฯ ไม่ต้องลาออกแม้ถูกเสนอชื่อ

Thu, 6 Dec 2018 11:59:00

วันนี้ (6 ธ.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดสัมมนาแนวการรับสมัครสมาชิกภาคกลาง โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค เป็นประธาน พร้อมด้วยแกนนำพรรค ร่วมชี้แจง ได้แก่ นายสุชาติ ตันเจริญ นายอนุชา นาคาศัย นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ และนายวิเชียร ชวลิต นายทะเบียนพรรค

นายสุริยะ กล่าวว่า เตรียมจัดทำนโยบายที่ตอบสนองประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงและที่นั่ง ส.ส.ในรัฐสภามากที่สุด และมั่นใจว่าเมื่อเลือกตั้งแล้วเสร็จจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยมีพรรคต่างๆ มาร่วมด้วย แม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะปฏิเสธจับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาล และผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ถึงแม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ที่เลือก ส.ว. 250 คน ซึ่งมีสิทธิ์ในการร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น แต่หากได้เสียง ส.ส.ไม่ถึงกึ่งหนึ่งก็ไม่สามารถอยู่ได้ ซึ่งการมี ส.ว.เข้ามาไม่คิดว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้เปรียบ

 

 

 

พร้อมระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากตัดสินใจมาทำงานการเมืองด้วยตัดสินใจมาเป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ โดยอ้างอิงถึงธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาในอดีต และย้ำถึงความจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องบริหารประเทศต่อ ก่อนจะตอกย้ำความเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความซื่อสัตย์ที่ประชาชนยอมรับได้

นายสุริยะ กล่าวว่า มีความพยายามที่จะจุดกระแสการแบ่งแยกระหว่างพรรคประชาธิปไตยและพรรคที่สนับสนุนเผด็จการที่อ้างอิงถึง พล.อ.ประยุทธ์ โดยเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจดีต่อเจตนาของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามาจัดการแก้ไขสถานการณ์ในอดีตที่เกิดความแตกแยกขัดแย้ง

นายสุริยะ ย้ำถึงเป้าที่นั่ง ส.ส.150 คน ที่พรรคจะได้ในทั่วประเทศ แบ่งเป็นภาคอีสานราว 60 คน ภาคกลางอีกราว 40 คน โดยเชื่อมั่นว่าพื้นที่ภาคเหนือคะแนนสูสี แม้จะเป็นฐานเสียงเก่าของพรรคเพื่อไทย รวมถึงภาคอีสาน แต่ยอมรับว่าพื้นที่ภาคใต้อาจจะยาก ด้วยเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์

 

 

 

ขณะที่พรรคจะสานต่อนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันบางส่วน เช่น บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ก่อนจะย้ำเรื่องนโยบายพรรคที่จะทำมากกว่ารัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร ที่เคยทำนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคและกองทุนหมู่บ้าน

ส่วนเรื่องโพลคะแนนนิยมของรังสิตโพลที่ออกมาเป็นเรื่องการสำรวจของสำนักโพล แต่ส่วนตัวเชื่อว่าหากผู้สมัครของพรรคลงพื้นที่อย่างเข้มข้น และชี้แจงกับประชาชนต่อสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดำเนินการจะส่งผลให้ความนิยม พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ได้แสดงเจตจำนงลงทำงานการเมืองกับพรรคใด

ทั้งนี้ การสัมมนาพรรควันนี้ พรรคเน้นการชี้แจงต่อผู้แสดงเจตจำนงในการลงรับสมัครเลือกตั้งเกี่ยวกับการดำเนินการกิจกรรมของพรรคให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้

 

 

 

 


ป.ป.ช.เตรียมปรับแก้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน

Thu, 6 Dec 2018 06:40:00

นอกจากคำยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่จะไม่ใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อออกประกาศแก้ปัญหา เรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งในบางตำแหน่ง ที่เกิดกรณีปัญหาขึ้นแล้ว นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ย้ำในหลักการเดียวกัน โดยชี้ไปที่เหตุผล ว่า คสช.จะไม่ทำลายหลักการที่กำหนดขึ้นเอง

แต่รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ยอมรับในทางปฏิบัติที่เกิดกรณีปัญหาขึ้น ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังพิจารณาดำเนินการอยู่ และอาจเป็นไปได้ที่ ป.ป.ช. จะออกประกาศฉบับใหม่ในเร็วๆ นี้ แต่ยังคงยืนอยู่บนหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งที่สุ่มเสี่ยง อาจจะยังคงต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่ก็อาจจะต้องยกเลิกในบางตำแหน่ง โดย ป.ป.ช. เสนอให้มีการเพิ่มเงื่อนไข ที่จะเข้าไปตรวจสอบเชิงลึกและตรวจสอบได้ทุกเวลา

เบื้องต้น ป.ป.ช.จะแบ่งตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ตำแหน่งที่ไม่ต้องไปยื่น และไม่ควรให้ยื่น เพราะไม่ได้มีความสุ่มเสี่ยงใด ๆ 2.กลุ่มที่ควรจะต้องให้ยื่น แต่ไม่ต้องเผยแพร่ต่อสาธารณะ 3.กลุ่มที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ หาก ป.ป.ช.จัดกลุ่มในลักษณะนี้ได้ ก็จะออกประกาศฉบับใหม่ ดังนั้น ไม่ควรจะไปตื่นเต้นและรีบลาออกกัน

นายวิษณุ ยืนยันว่า ไม่ใช่การยอม หรือการถอย แต่เป็นการหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน และไม่ใช่ความผิดพลาด-บกพร่องของ ป.ป.ช. หากแต่การออกประกาศเกิดขึ้นภายใต้เวลาที่จำกัด ที่กำหนดในทุกตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่เมื่อมีเวลาก็พิจารณาเงื่อนไขและปัญหาต่างๆ พร้อมพิจารณาปรับแก้ แต่ยังคงหลักการเดิมไว้


โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "เลิศวิโรจน์-ฐิติเชฏฐ์" เป็น กกต.

Wed, 5 Dec 2018 18:12:00

วันนี้ (5 ธ.ค.2561) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โดยที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เป็นกรรมการการเลือกตั้งเพิ่มเติมจำนวน 2 คน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้ง ดังนี้

1.นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง
2.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 4 ธันวาคม พุทธศักราช 2561 เป็นปีที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน


กกต.แจ้งเพิ่มแอคเคาท์ลงทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง

Wed, 5 Dec 2018 14:19:00

วันนี้ (5 ธ.ค.2561) นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองประสบปัญหาเรื่องการจัดทำทะเบียนสมาชิกในช่วงการเลือกตั้ง เนื่องจากระบบฐานข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเพิ่มชื่อสมาชิกนั้นต้องใช้แอคเคาท์ของพรรคการเมือง ใช้เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ กกต. ที่เตรียมเสนอต่อที่ประชุมในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ เพื่อให้ กกต.แก้ปัญหาคอขวด การบันทึกข้อมูลสมาชิกพรรคนั้น ว่า หลังจากได้หารือทางโทรศัพท์กับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในประเด็นดังกล่าวแล้ว ซึ่งทาง กกต.เห็นชอบด้วย จึงออกหนังสือไปยังทุกพรรคการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดดังกล่าวแล้ว

ขณะที่ พ.ต.ท.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุดส่งถึงหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค เรื่องการใช้ระบบฐานข้อมูลพรรคการเมือง โดยระบุว่านายทะเบียนพรรคการเมือง เห็นว่าเป็นการอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการเข้าใช้งานระบบ ตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. 2560 ข้อ 25 จึงข้อให้ดำเนินการดังนี้

1.พรรคการเมืองที่ได้รับรหัสผู้ใช้งานแล้ว ให้นำเข้าข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองในระบบการตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อให้ข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองเป็นปัจจุบัน

2.พรรคการเมืองที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนผู้เข้าใช้งานและรับรหัสผู้ใช้งานระบบ ขอให้ติดต่อรับรหัสผู้ใช้งานและดำเนินการนำเข้าข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองในระบบตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน

3.พรรคการเมืองใดที่ได้นำเข้าข้อมูลสมาชิกในระบบเรียบร้อยแล้วและมีความจำเป็นที่จะขอเพิ่มรหัสผู้ใช้งานเพิ่มเติม ให้มีหนังสือแจ้งความประสงค์พร้อมเอกสารใบลงทะเบียนขอเข้าใช้งานโดยนายทะเบียนพรรคการเมืองจะพิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงินไข ดังนี้

พรรคการเมืองจะต้องดำเนินการนำเข้าข้อมูลจากรหัสผู้ใช้ที่ได้รับไปก่อนหน้านี้แล้วปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีข้อมูลที่จะนำเข้าเป็นจำนวนมาก โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองจะได้ตรวจสอบจากการใช้งานจริงว่า มีเหตุสมควรเพิ่มรหัสผู้ใช้งานให้กับพรรคการเมืองนั้นหรือไม่, พรรคการเมืองจะต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลสมาชิกที่นำเข้าว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฏหมาย ตระหนักถึงการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากมีรหัสผู้ใช้งานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้าใช้งานในระบบตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองพร้อมกันหลายรหัสของผู้ใช้ อาจทำให้ประสิทธิภาพของระบบล่าช้าลง หรือมีปัญหากับระบบได้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงขอสงวนสิทธิ์ในการกำหนดช่วงเวลาการเข้าใช้งาน หรือปรับลดรหัสผู้ใช้งานในส่วนที่เพิ่มขึ้น หากพบว่าการใช้งานดังกล่าวมีผลกระทบกับระบบ โดยจะแจ้งให้ทุกพรรคการเมืองทราบด้วยทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง


สนช.แก้กฎหมาย "ผู้ต้องหาหนีคดี" ไม่มีสิทธิยื่นฟ้องศาล

Tue, 4 Dec 2018 17:44:00

วันนี้ (4 ธ.ค.2561) ที่ประชุม สนช.พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใน 5 มาตรา วาระ 2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว สาระสำคัญเป็ฯการแก้ไขหลักเกณฑ์ปล่อยตัวชั่วคราว หรือประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย คดีที่มีโทษจำคุก 10 ปี ขึ้นไปให้มีหลักประกัน จากเดิม 5 ปีขึ้นไป ต้องมีหลักประกัน และกรณีผู้หลบหนีคดี จะไม่มีสิทธิยื่นฟ้องในคดีอาญาใดๆ เพราะถือว่าไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม เพราะกฎหมายไม่ควรให้สิทธิผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

สำหรับการตัดสิทธิการฟ้องคดีอาญาดังกล่าวไม่รวมถึงกรณีการไปดำเนินคดีผ่านช่องทางตำรวจและอัยการ ที่ประชุมสนช.ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. โดยไม่มีผู้คัดค้านและเตรียมประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

 

 


"อภิสิทธิ์" ปฏิเสธข่าวหนุน "พล.อ.ประยุทธ์" เป็นนายกฯ

Tue, 4 Dec 2018 15:14:00

วันนี้ (4 ธ.ค.2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกรณีข่าวที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พยายามยื่นข้อต่อรองให้พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อแลกกับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญว่า ขณะนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาต่อรองกัน เพราะพรรคพลังประชารัฐประกาศชัดเจนว่าจะได้ ส.ส.ถึง 350 ที่นั่งอยู่แล้ว อีกทั้งถ้ารัฐบาลยังคงบริหารให้ประชาชนเดือดร้อนอยู่แบบนี้ ก็ไม่มีทางที่จะร่วมทำงานกันได้ โดยพรรคประชาธิปัตย์ขอวางตัวเป็น 1 ใน 3 ขั้ว ที่จะให้ประชาชนตัดสินใจดีกว่า และหาก พล.อ.ประยุทธ์ ตอบรับเป็นบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ถือว่ามีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้ง จึงควรแสดงท่าทีให้ชัดเจน และต้องทำให้เห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นโดยสุจริตและเที่ยงธรรมมากที่สุด

 

 



ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เล่นแง่ทางการเมือง แต่พรรคขอยืนหยัดในหลักธรรมาภิบาลที่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพราะขณะนี้ กกต.มีปัญหาความอิสระที่ถูกตั้งคำถาม ทั้งการที่ คสช.ใช้อำนาจปลดกรรมการ กกต. รวมถึงการใช้อำนาจรองรับการแบ่งเขตเลือกตั้ง

 

ปชป.ส่อไม่ร่วมหารือ 7 ธ.ค.

 

 


นายธนา ชีรวินิจ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเชิญของ กกต.แล้ว พบว่าเป็นเพียงแค่ให้พรรคการเมืองไปรับทราบแผนและขั้นตอนการดำเนินการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ข้อ 8 ที่ระบุชัดให้เชิญหรือไม่เชิญพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง เพื่อร่วมจัดทำแผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมือง พร้อมกับระบุว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีหลายสถานะ ทั้งหัวหน้า คสช. นายกรัฐมนตรี และว่าที่ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ จึงขอตั้งคำถามว่าจากหลายสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเหมาะสมเป็นประธานการประชุมในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ หรือไม่ หากตัดสินใจไม่นั่งเป็นประธานพรรคจะพิจารณาอีกครั้ง เพราะเห็นว่าการจัดเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต.ไม่ใช่หน้าที่ของ คสช. และ คสช.ต้องถอยห่างให้มากที่สุด การที่พรรคถูกเชิญไปครั้งนี้เหมือนเป็นไม้ประดับ เพราะแผนและขั้นตอนการเลือกตั้งทำเสร็จแล้ว ส่วนการที่พรรคจะเข้าร่วมหรือไม่ร่วม ไม่ได้เป็นการตีรวน

 

 


ศาลฎีกาเลื่อนพิจารณาคดี นปช.หมิ่นประมาท "วัชระ เพชรทอง"

Tue, 4 Dec 2018 11:55:00

วันนี้ (4 ธ.ค.612) นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. เดินทางมาที่ศาลอาญา หลังจากศาลนัดฟังคำพิพากษาฎีกาคดี ที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายวัชรชัย วรรณสิทธิ์ แกนนำ นปช. ร่วมกันเป็น 1- 4 ฐานร่วมกันหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.52 จำเลยทั้ง 4 ได้หมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ทาง www.thaipeopletv.com ทำนองว่า โจทก์เขียนหนังสือพาดพิงใส่ร้าย นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งล้วนเป็นเท็จทำให้โจทก์ เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่จำเลยให้การปฏิเสธ คดีดังกล่าวศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 กระทำผิดจริงมาตรา 326,328 พร้อมสั่งจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี และให้จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันชำระเงิน 600,000 บาทแก่โจทก์ด้วย ส่วนจำเลยที่ 4 โจทก์ถอนฟ้อง

ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์จากนั้น ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน กระทั่งจำเลยยื่นฎีกาขอให้ยกโทษ โดยศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาวันนี้ แต่ นายวีระกานต์ หนึ่งในจำเลยได้ยื่นหลักฐานทางการแพทย์รักษาอาการป่วยไม่สามารถมารับฟังการพิจารณาศาลได้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยเดินทางมาไม่ครบทำให้ไม่สามารถพิพากษาคดีได้ จึงเลื่อนออกไปและนัดฟังคำพิพากษาเป็นวันที่ 12 มี.ค.62


"ประยุทธ์" ไม่ตอบ พปชร. ทาบทามเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

Mon, 3 Dec 2018 19:19:00

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี อาทิ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ โดยขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) จะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็น 1 ใน 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในลำดับที่ 1 และถามต่อว่ามีการทาบทามหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถาม แต่ยิ้มให้ผู้สื่อข่าวแทน

ขณะที่ความคืบหน้าการประชุมระหว่างแม่น้ำ 5 สาย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตัวแทนพรรคการเมือง เพื่อจัดทำแผนการดำเนินการสู่การเลือกตั้ง ตามคำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 ข้อ 8 ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำพปชร. 2 คน ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร. และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพปชร. จะเข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้คาดว่าหัวหน้า คสช. จะแจ้งการใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อวางมาตรการควบคุมสถานการณ์ ตั้งแต่วันปลดล็อกพรรคการเมืองไปถึงวันเลือกตั้ง และจะสิ้นสุดในวันที่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่


"เสรีพิศุทธ์" เผยศาลไม่อนุมัติหมายจับในคดีที่ คสช.แจ้งความ

Mon, 3 Dec 2018 13:30:00

วันนี้ (3 ธ.ค.2561) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เปิดเผยระหว่างนำคณะกรรมการบริหารพรรคและว่าที่ผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่บริเวณย่านสีลมเปิดรับสมาชิก ถึงกรณีที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.ยืนยันไม่ใช่อีแอบ โดยดำเนินการแจ้งความด้วยข้อกล่าวหานำข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในคดีกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างเปิดเผยนั้นว่า เป็นคนละชั้น พล.ต.อ.กับ พ.อ. ซึ่งเป็นรุ่นหลานอย่าทะลึ่งให้มาก และอ้างอิงถึงผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้า พ.อ.วินธัย เองยังเป็นรุ่นน้อง 12 รุ่นเลย และระบุว่าการดำเนินการไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย ศาลได้ยกคำร้องในคดีไม่อนุมัติหมายจับ และมั่นใจว่าการถูก คสช.ดำเนินคดี จะไม่นำไปสู่ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรมของพรรค หรือการถูกยุบพรรคได้

 

 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวอีกว่า พร้อมสู้คดีโดยจะมอบหมายให้ทนายความไปแจ้งความกลับ คสช.ฐานแจ้งความเท็จต่อศาล และชี้แจงว่าได้พูดว่า คสช.โกงทั้งการเขียนรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมาย ออกคำสั่งต่างๆ และยังสืบทอดอำนาจด้วยการตั้งพรรคพลังประชารัฐ ก่อนจะอ้างว่าคำว่า "อีแอบ" ใช้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ โดยสงสารตำรวจที่ถูกบีบบังคับให้ดำเนินการต่อตัวเอง เชื่อว่าตำรวจไม่กล้าที่จะทำอะไรตัวเองที่เคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของตำรวจ เช่นเดียวกับที่นายทหารไม่กล้าทำอะไร พล.อ.ประยุทธ์

 

 

ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยยังอ้างอิงถึงเหตุผลที่นักการเมืองบางคนไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐด้วยข้อต่อรองทางคดีทั้งเรื่องกำนันเป๊าะ เรื่องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ โดยจะแจ้งความดำเนินคดีกับพรรคพลังประชารัฐในข้อหาค้ามนุษย์และฟอกเงิน โดยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุมระหว่างแม่น้ำ 5 สายและพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ก่อนจะบอกว่าหากได้จัดตั้งรัฐบาลจะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง และอาจควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ พรรคเสรีรวมไทยมีนโยบายที่จะปลดล็อกประเทศไทยด้วยนโยบาย 6 หยุด คือหยุดความยากจนแก้ไขปัญหาปากท้องสร้างความกินดีอยู่ดี หยุดคอรัปชั่นเอาเงินของชาติคืนประชาชน หยุดยาเสพติดขจัดผู้มีอิทธิพลให้สิ้นซาก หยุดเผด็จการและปฏิรูปทหาร หยุดไฟใต้สร้างสังคมสันติสุข และสุดท้าย หยุดสงครามสีเสื้อสร้างความปรองดองสู่อนาคต

 

 


นายกฯ เปิดโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง จ.ชัยภูมิ

Mon, 3 Dec 2018 11:29:00

วันนี้ ( 3 ธ.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง ตามโครงการพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่

ชาวบ้านใน อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ทยอยเดินทางมาร่วมพิธีเปิดโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่บริเวณ บ้านสะพุงเหนือ ต.หนองแวง เต็มพื้นที่ เพื่อรอต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางมาเป็นประธาน วันนี้ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ชาวบ้านดวงสวรรค์ ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ บอกว่า วันนี้ตั้งใจเดินทางมาร่วมงาน เนื่องจาก รู้สึกดีใจ ที่อ่างเก็บน้ำลำสะพุง จะได้ดำเนินการก่อสร้าง หลังจากที่ชาวบ้านรอคอยมานานกว่า 20 ปี

ไม่แตกต่างจาก นางเพ็ญศรี ผุย คำสี ชาวบ้านนาเจริญ หมู่ 9 ซึ่งที่ดินทำกินของเธอและเพื่อนบ้านต้องถูกน้ำท่วมกว่า 4,000 ไร่ จากการก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำลำสะพุง แต่เธอบอกว่า ยินดีที่จะเสียสละ เนื่องจากเป็นโครงการตามพระราชดำริ และต้องการให้ อ.หนองบัวแดง ไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค - บริโภค ในช่วงฤดูแล้ง

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือเป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับช่วงฤดูแล้ง โดยก่อนหน้านี้ ติดปัญหาพื้นที่ก่อสร้างทับซ้อนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ทำให้กรมชลประทานเลื่อนตำแหน่งที่ตั้งลงมาอีก 5 กิโลเมตร โดยจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท จะสามารถกักเก็บน้ำได้กว่า 47 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

 

 


ปิดรับสมัคร ส.ว.ยอดรวม 7,200 คน ต่ำกว่าเป้าหมาย

Mon, 3 Dec 2018 06:59:00

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการนับจำนวนผู้สมัครเข้ากระบวนการเลือก ส.ว.จาก 10 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน ทั้งที่เปิดรับสมัครโดยอิสระและองค์กรแนะนำ จะผ่านการคัดเลือกระดับอำเภอ 928 อำเภอ รวมแล้วจะมียอดรวมผู้ผ่านเข้าสู่การเลือกกันเอง ระดับอำเภอ 55,680 คน แต่ยอดรวมผู้สมัครตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้สมัครเพียงประมาณ 7,200 คน เท่านั้น

นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า ยอดการรับสมัครไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้โดยยอดรวมผู้สมัครอย่างเป็นทางการจะรวบรวมและเปิดเผยได้ภายใน 2 วันนี้ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องระบบการลงข้อมูลในระดับอำเภอของจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้

จากยอดผู้สมัครระดับอำเภอเบื้องต้นนี้จะทำให้การเลือกกันเองในระดับเภอ ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ มีบางอำเภอไม่ต้องจัดการเลือกกันเองและจะมีเพียง 30-40 จังหวัดเท่านั้น ที่จะมีการจัดเลือกกันเองในระดับอำเภอ

หลังสรุปจำนวนผู้สมัครและเลือกในระดับอำเภอแล้ว จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการเลือก เพื่อให้ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบคุณสมบัติ และร้องเรียนยังผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอได้ จากนั้น กกต.จะดำเนินการตรวจสอบพิสูจน์ตามหลักฐาน หากพบว่าขาดคุณสมัติสามารถลบชื่อออกทันที แต่ผู้ถูกร้องสามารถยื่นคัดค้านต่อศาลฎีกาได้เช่นกัน


โอนงานจราจรให้ กทม.ยังต้องรอกฎหมายใหม่

Mon, 3 Dec 2018 06:52:00

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจเเห่งชาติ ล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่ยกร่างขึ้นใหม่ ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งร่างไปให้ที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว สาระสำคัญส่วนหนึ่ง กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจหน้าที่ ในส่วนที่ไม่ใช่หน้าที่หลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหากำลังคนไม่เพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การจัดการจราจร ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ เป็นต้น ซึ่งในส่วนของการจัดการจราจรในเขตกรุงเทพมหานครจะมีการถ่ายโอนภารกิจมาให้กรุงเทพมหานครดำเนินการ ภายใน 5 ปี หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยให้คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ตร.) กำหนดกระบวนการและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้กับราชการส่วนท้องถิ่น

เบื้องต้น ในร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 โอนบุคลากรสำนักงานตำรวจไป "ช่วยราชการ" เป็นเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนดแล้ว หากไม่ประสงค์จะโอนไปสังกัด กทม.สามารถย้ายกลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ แต่หากช่วยราชการแล้วประสงค์จะโอนไปสังกัด กทม.เป็นการถาวร ก็ให้ กทม.พิจารณาถ่ายโอนในระยะที่ 2 ตามระเบียบของ กทม.ซึ่งการโอนย้ายทั้งหมดจะกระทำได้ เมื่อ "เจ้าตัวสมัครใจ" และส่วนราชการที่จะรับโอน ต้องทำความตกลงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสรุปคือ มีการย้ายเนื้อหางานจราจรมาให้ กทม.แต่ไม่โอนย้ายกำลังมาสังกัด กทม.

สำหรับการถ่ายโอนงานจราจรจากตำรวจมายัง กทม.นั้น จะดำเนินการตามขั้นตอนโดยในขั้นตอนแรกให้ กทม.เป็นผู้ช่วย เรียนรู้ และฝึกทักษะให้เกิดความชำนาญ ในกำหนดเนื้อหางานที่ให้ถ่ายโอนงานไว้ 3 ด้านเท่านั้น ได้แก่ 1.งานอำนวยความสะดวกในการจราจร อาทิ ให้สัญญาณมือจราจรบนท้องถนน (โบกรถ) เริ่มเรียนรู้การกดสัญญาณไฟจราจร 2.งานกวดขันวินัยจราจร อาทิ จัดโครงการอบรบรมในสถานศึกษา จัดโครงการรณรงค์ให้ความรู้ 3.การบังคับใช้กฎหมายจราจร "เฉพาะความผิดฐานจอดรถโดยฝ่าฝืนกฎหมาย" ซึ่งเนื้องานทั้ง 3 ส่วนนี้ มีบัญญัติเอาไว้ในร่างมาตรา 154 ของร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติอย่างชัดเจน

หลักการสำคัญมีการโอนภารกิจงานไปให้ท้องถิ่นก็เพราะต้องการให้ท้องถิ่นมีส่วนแบ่งรายได้จากค่าปรับจากการการกระทำผิดกฎหมายนั้น แล้วนำรายได้ส่วนนั้นมาจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหา รวมทั้งอาจตั้งงบประมาณของท้องถิ่นมาสมทบเพิ่มเติม โดยการสนับสนุนนั้นจะตรงไปที่สถานีตำรวจในเขตท้องถิ่นนั้นโดยตรง คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมในการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อย ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ กล่าวว่า ตอนนี้ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจเเห่งชาติ เสร็จเรียบร้อยเเล้วในชั้นกฤษฎีกา ส่งไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเเล้ว เพื่อให้ ครม.พิจารณาก่อนส่งเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อกฎหมายยังไม่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ยังไม่สามารถโอนงานจราจร ไปให้ กทม.แต่หากถ้ากฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อใด ก็จะกำหนดให้การโอนงานจราจรไปให้ กทม.ต้องกระทำภายใน 5 ปีนับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้