แจงปม "ช้างไทย" ในบทเรียนออนไลน์อนุบาล

Thu, 5 Aug 2021 10:28:00

กรณีโซเชียลโดยเฉพาะกลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์ป่า แชร์ภาพการเรียนการสอนที่ระบุว่ามาจากห้องเรียนมูลนิธิศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นภาพการสอนในระดับชั้นอนุบาล 1 ในชั่วโมงเรียนรักเมืองไทย ซึ่งในการสอนเกี่ยวกับสัตว์ป่าของไทย โดยพบว่ามีการนำเสนอภาพสัตว์ป่าที่คลาดเคลื่อน เช่น ภาพช้างที่ครูบอกว่าเป็นสัตว์ป่าประจำชาติไทย ซึ่งแทนที่จะเป็นช้างป่าของไทย ภาพประกอบกับเป็นช้างแอฟริกา นอกจากนี้เรื่องนก ก็ยังไม่ตรงกับชื่อนกในเมืองไทย 

ข้อมูลผิดมีผลต่อการจดจำของเด็กหรือไม่?

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ตรวจสอบพบว่าในกลุ่มนักอนุรักษ์ ได้โพสต์ตั้งคำถามต่อข้อมูลดังกล่าว เพราะเป็นห่วงว่าจะทำให้เด็กๆ รับรู้ข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ผิดเพี้ยนไป

โดยหนึ่งในนั้นคือ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ก่อตั้งชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ได้โพสต์เฟชบุ๊ก Rungsrit Kanjanavanit ระบุว่า น้องนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง เห็นภาพนี้ จากมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ที่สอนเด็กทั่วประเทศ แล้วโพสต์ให้ดูเห็นแล้วจะเป็นลม

ภาพ : มูลนิธิศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

ภาพ : มูลนิธิศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

 

หมอนักอนุรักษ์ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นเนื้อหาสอน เด็กอนุบาลเรื่องสัตว์ไทย แต่อนิจจา รูปที่ใช้ ผิดเยอะมากอย่างรูปช้างที่เห็น เป็นช้างอาฟริกา แต่บอกว่า นี่คือสัตว์ประจำชาติไทย สอนเรื่องนก ก็บอกชื่อผิดหลายตัวและแทบไม่มีนกในเมืองไทยเลย

อย่าหาว่าจู้จี้เกินเหตุนะครับ ถ้าสอนเรื่อง วัดพระแก้วแล้วเอารูปโบสถ์ในกรุงวาติกัน มาแทนคงไม่มีใครรับได้

ปัญหาคือ พื้นความรู้ความเข้าใจ ธรรมชาติวิทยาของไทยเราเอง เราอ่อนกันมากๆ ผิดๆ ถูกๆ ก็ช่างมันสะสมมากๆ ก็กลายเป็นรากของปัญหาทางสิ่งแวดล้อมมากมาย เราจำเป็นต้อง ให้สิ่งที่ถูกต้องกับเด็กๆ 

อุทยานฯ ทำหนังสือให้แก้ไขข้อมูลด่วน

นายสมปอง ทองสีเข้ม ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า ปกติสื่อการเรียนการสอนที่ทำให้เพื่อสอนออนไลน์ และทำเพื่อเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ

แต่บางครั้งครูหรือบุคคลอื่นๆ รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองก็ค้นหาจากอินเตอร์เน็ต และอาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนได้ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นครูนำภาพช้างแอฟริกาไปบอกว่าเป็นช้างไทย ครูคงไม่มีเจตนา แต่มาจากการไม่มีองค์ความรู้เรื่องสัตว์ป่า 

ขอตรวจสอบข้อมูลและจะทำหนังสือให้กับทางมูลนิธิฯ ให้ครูแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ทั้งนี้ไม่อยากให้มองว่าที่เป็นระบบการรียนการออนไลน์ ยังมีความจำเป็นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ไม่ใช่ประเด็น เป็นเรื่องบุคคล 

นายสมปอง ระบุว่า มีหลายกรณีที่เคยมีการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนกับชนิดของสัตว์ป่า เช่น นกเงือกที่มีถึง 54 ชนิดทั่วโลก และของไทยก็เคยมีการนำภาพนกบางชนิดมาใช้แทนนกเงือกเป็นต้น  

ช้างไทยหน้าตาอย่างไร?

ขณะที่ เพจประชาสัมพันธ์กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ ช้างไทย กับการจำแนกลักษณะช้างไทย โดยข้อมูลระบุว่า เราพบเห็นหรือเรียกว่าช้างไทยนั้น จริง ๆ แล้วคือ ช้างเอเชียสายพันธุ์อินเดีย (Elephas maximus indicus) ซึ่งช้างอินเดีย ยังพบในอีกหลายๆประเทศด้วยกัน (อินเดีย บังกลาเทศ ภูฐาน เนปาล เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน มาเลเซีย และไทย)

ในประเทศไทยนั้นเรียกสายพันธุ์นี้ว่า “ช้างไทย”  และได้มีการจำแนกลักษณะช้าง ตัวผู้และตัวเมียออกโดยหลักๆ จะดูจากงา และเพศ ซึ่งสามารถจำแนกได้ตามนี้ ช้างสีดอ คือ ช้างเพศผู้ ที่ไม่มีงา ช้างพลาย คือ ช้างเพศผู้ ที่มีงา ช้างพัง คือ ช้างเพศเมีย

 

นอกจากงา และเพศแล้วยังสามารถสังเกตได้จากจุดอื่นๆได้อีก เช่น ส่วนหัว ตัวผู้จะใหญ่กว่าตัวเมีย และมีฐานงวงนูนโป่งกว่าตัวเมีย ส่วนหลังและบั้นท้าย เมื่อสังเกตจากด้านข้าง ช่วงบั้นท้ายของตัวผู้จะค่อยๆ โค้งลาดลง ในขณะที่ของตัวเมียจะหักตรงลงมา

ถุงหุ้มอวัยวะเพศ โดยถุงหุ้มอวัยวะเพศของตัวผู้จะเรียวแหลมลงมา และวางตัวขนานกับท้อง บางครั้งจะเห็นอวัยวะเพศ ออกมาจากช่องท้องด้วยต่างจากตัวเมียถุงหุ้มอวัยวะเพศจะยาวลู่ลงมาในแนวดิ่งที่บริเวณขาหลัง

เต้านม ช้างตัวเมียจะมีเต้านมระหว่างขาคู่หน้า เต้านม จะเต่งนูนขึ้นจนสังเกตเห็นได้ชัด

ส่วนการตกมัน หลังจากช่วงที่ช้างได้กินอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ช้างตัวผู้ มักจะมีอาการตกมัน โดยจะมีของเหลวข้นกลิ่นแรง ไหลออกมาจากต่อมบริเวณขมับ (Temporal gland) ย้อยลงมาบริเวณแก้มเห็นเป็นแถบสีดำ

 


"ภูกระดึง" ระดมทำเตียงไม้ไผ่ส่งต่อ รพ.สนามผู้ป่วยโควิด

Wed, 4 Aug 2021 16:48:00

วันนี้ (4 ส.ค.2564) นายดำรัส โพธิ์ประสิทธิ์ ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า ได้รับรายงานจาก นายสำเร็จ ภูแสนศรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึงว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้ร่วมกันทำเตียงไม้ไผ่เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลสนาม

เนื่องจากในพื้นที่ จ.เลยมีการแพร่กระจายของผู้ป่วย COVID-19 เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งทางจังหวัดเลยได้เชิญชวนให้มีจิตศรัทธา สนับสนุนที่พักผู้ป่วย เพื่อใช้สำหรับโรงพยาบาลสนามจ.เลย นอกจากนี้พื้นที่อ.ภูกระดึง ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เตียงมาเพื่อเป็นที่พักให้กับผู้ป่วย

พื้นที่อ.ภูกระดึง มีการโพสต์ขอเตียง ประกอบกับทางพื้นที่มีไม้ไผ่ที่ปลูกในพื้นที่ของชาวบ้านและประกอบกับเจ้าหน้าที่มีฝีมือ และอยากร่วมบุญกับคนติดเชื้อจึงนำร่องให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันทำเตียงไม่ไผ่ จากวัสดุที่มีในพื้นที่ 
ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สั่งการให้ทุกอุทยานแห่งชาติ พร้อมเข้าไปช่วยเหลือในการทำเตียงสนามสำหรับผู้ป่วย COVID-19 โดยจะลงแรงทำให้ฟรี เพียงแค่ประสานเข้ามา และมีอุปกรณ์บางชนิด เช่น ตะปู ลวด เป็นต้น ตอนนี้แจ้งในทุกอุทยานฯ ให้ช่วยเหลือทันที

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ส่งมอบ 20 เตียงแรก 5 ส.ค.นี้ 

นายสำเร็จ ภูแสนศรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้จัดทำเตียงไม้ไผ่ จำนวน 20 เตียง เพื่อสนับสนุนที่พักสำหรับผู้ป่วยในพื้นที่โรงพยาบาลสนามหรือจุดพักคอย จ.เลย ซึ่งขนาดเตียงไม้ไผ่ ขนาด 110 X 200 X 40 เซนติเมตร ใช้สำหรับรองนอน ยืนยันมีความแข็งแรงรองรับได้น้ำหนักได้ 120 เตียง

โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงมีความสามารถ และพร้อมจะดำเนินการทำเตียงไม้ไผ่ และชาวบ้านก็นำไม้ไผ่ชาวบ้านนำมาร่วมสนับสนุน ทั้งนี้หากมีความต้องการเตียง เพิ่มเติมทางอุทยานแห่งชาติภูกระดึงก็พร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เบื้องต้นขณะนี้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว 20 เตียง ซึ่งจะส่งมอบให้กับ จ.เลยในวันที่ 6 ส.ค.นี้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ภูกระดึง เป็นพื้นที่ปลูกไผ่ เพื่อขายกินหน่อ ทำให้มีไม้ไผ่จำนวนมาก ถ้าชาวบ้านประสงค์จะให้ไม้ในสวนไผ่ ให้แจ้งมาได้จะสนับสนุนเจ้าหน้าที่ไปช่วยตัดมาทำเตียง ตอนนี้ทำได้เฉลี่ยวันละ 3-5 เตียง
ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

สำหรับพื้นที่ จ.เลยจากข้อมูลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย รายงานเมื่อวันที่ 3 ส.ค.พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มขึ้น 48 คน แบ่งเป็นในพื้นที่ 3 คน และนอกพื้นที่ 45 คน เป็นผู้ค้าสลาก 10 คน และอื่นๆ 38 คน รวมยอดผู้ป่วยสะสม 1,319 คน รักษาตัวอยู่ 819 คน หายป่วยแล้ว 496 คน เสียชีวิตสะสม 4 คน 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

โควิดระลอกใหม่เด็กติดเชื้อหลักหมื่น ทำอย่างไรเมื่อต้อง Home Isolation

 

 

 


คุมเข้มแล้ว! ห้ามใช้ครีมกันแดดผสม 4 สารเคมี ห่วง "ปะการัง" พัง

Wed, 4 Aug 2021 13:39:00

วานนี้ (3 ส.ค.2564) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศประกาศกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่องห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ

ประกาศดังกล่าว ระบุว่า ด้วยในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการนำและใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมี ที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ

โดยจากข้อมูลทางวิชาการพบว่า สารเคมีหลายชนิดที่พบในครีมกันแดด มีส่วนทำให้ให้ปะการังเสื่อมโทรมลง เนื่องจากสารเคมีเหล่านั้นทำลายตัวอ่อนปะการัง ขัดขวางระบบสืบพันธุ์ และทำให้ปะการังฟอกขาว

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พิจารณาแล้ว เพื่อเป็นการสงวน อนุรักษ์ คุ้มครองดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อปะการังและระบบนิเวศ ในอุทยานแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ประกอบข้อ 6 ของระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไป ในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2563 และ มาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 จึงออกประกาศ ดังนี้

ห้ามนำและใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนประกอบของสารเคมี ที่เป็นอันตรายต่อปะการังเข้าไป ในอุทยานแห่งชาติ ได้แก่ Oxybenzone (Benzophenone-3, BP-3), Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate), 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben

หากผู้ใดฝ่าฝืน มีความผิดตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา 47 แห่งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาทประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป   

อ่านข่าวเพิ่ม "ปาเลา" ประเทศแรกแบน "ครีมกันแดด" เป็นพิษต่อแนวปะการัง

ภาพ: ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติ ทางทะเลที่ 2  ภูเก็ต

ภาพ: ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติ ทางทะเลที่ 2 ภูเก็ต

 

ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าทั่วโลกมีครีมกันแดด มากถึง 3,500 ยี่ห้อ และตัวสารเคมี 4 ชนิด ชนิดที่นักวิจัยพบว่า ฆ่าปะการังและทำให้ปะการังฟอกขาวคือ Oxybenzone (Benzophenone-3, BP-3) Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate) 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben ตัวสุดท้ายเป็นวัตถุกันเสียที่ทำให้ปะการังฟอกขาว

Oxybenzone หรือ BP3 รบกวนระบบสืบพันธุ์ ทำให้ตัวอ่อนของปะการังโตแบบผิดรูป หรือไม่ก็พิการและตายไปเลย นอกจากนี้ Oxybezone ยังเป็นส่วนผสมที่ใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด เพราะมีคุณสมบัติในการป้องกันได้ทั้งยูวีเอและยูวีบี

"ปาเลา" ชาติแรกแบนครีมกันแดด 

ก่อนหน้านี้ "ปาเลา" ประเทศแรกของโลก ที่ออกกฎหมายแบนครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตราย 10 ชนิด เช่น oxybenzone และ octinoxate เนื่องจากเป็นอันตรายต่อแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 ม.ค.2563

นอกจากนี้ รัฐฮาวายของสหรัฐอเมริกา หมู่เกาะแคริบเบียนของเนเธอร์แลนด์ ในโบแนร์ รวมถึงหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา ที่กฎหมายแบนสารเคมีอันตรายในครีมกันแดดมีผลบังคับใช้ในเมื่อเดือนมี.ค.นี้ 

แนะทางเลือกเลี่ยงสารพิษทำลายปะการัง

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2563 เพจเฟซบุ๊ก สำนักอุทยานแห่งชาติ National Parks of Thailand ได้โพสต์ให้ความรู้ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด เนื่องจากพบงานวิจัยว่าครีมกันแดดมีสารเคมี ได้แก่ Oxybenzone (Benzophenone-3, BP-3), Octinoxate (Ethylhexyl methoxycinnamate), 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben ผสมอยู่เมื่อถูกชะล้างจะลงสู่แนวปะการังทำให้ปะการังเสื่อมโทรมลง เพราะฆ่าตัวอ่อนปะการัง ขัดขวางระบบสืบพันธุ์ และทำให้เกิดปะการังฟอกขาว

งานวิจัยดังกล่าวยังพบว่าในทะเลทุกปีมีสารพิษทำลายปะการังในทะเลมากถึง 14,000 ตัน ทั้งนี้ วิธีลดการทำร้ายปะการัง

สำหรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ทำร้ายปะการังและธรรมชาติ ดังนี้ 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤต! ทะเลอุ่น ปะการังแหล่งท่องเที่ยวภูเก็ตฟอกขาวร้อยละ 40

 


“วราวุธ” กำชับคทช.จังหวัดเร่งเสนอใช้ที่ดินทำกิน 3.9 ล้านไร่

Tue, 3 Aug 2021 09:49:00

วานนี้ (2 ส.ค.2564) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ครั้งที่ 1/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล Video Conference โดยขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย ในการเร่งรัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เร่งดำเนินการขออนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดิน

โดยเฉพาะพื้นที่เป้าหมายที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อให้สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับประชาชนได้ครบทั้ง 3.9 ล้านไร่ ใน 76 จังหวัด ได้ทันภายในสิ้นปี 2564 เพื่อให้ชาวบ้านได้มีที่ดินทำกินหลังช่วงภาวะวิกฤต COVID-19 และเป็นการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนให้กับพี่น้องประชาชน

เร่งจัดสรรที่ดินทำกิน 1,353 พื้นที่ 4.1 ล้านไร่

ที่ประชุมมีมติรับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ที่ได้มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนระหว่างปี พ.ศ.2558-2564 จำนวน 1,353 พื้นที่ 70 จังหวัด เนื้อที่รวม 4.1 ล้านไร่

ประกอบด้วย 7 พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 พื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่ราชพัสดุ และพื้นที่นิคมสร้างตนเอง

โดยได้มีการอนุญาตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนไปแล้วจำนวน 2.3 ล้านไร่ จากพื้นที่เป้าหมาย 3.9 ล้านไร่ พร้อมทั้งรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานศึกษาการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนชุมชนเมืองระนอง จ.ระนอง

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีมติให้ความเห็นชอบผลการดำเนินงานจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนของ คทช. จังหวัด เห็นชอบการขอแก้ไขชื่อและเนื้อที่ ในพื้นที่ที่คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ บ้านปากน้ำประแสร์ จ.ระยอง และบ้านทางสาย จ.ตรัง เห็นชอบการกำหนดพื้นที่เป้าหมายเพิ่มเติมสำหรับการดำเนินการจัดที่ดินในปี พ.ศ.2564 จำนวน  7,171 ไร่

นอกจากนี้ เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่นิคมสหกรณ์ 13 นิคม 14 ป่า และนิคมสหกรณ์แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวมทั้งให้ความเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาราษฎรอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ป่าห้วยสำราญ จ.สุรินทร์ และป่าหมายเลข 10 จ.ชัยภูมิ


ทส.ชี้ "กะเหรี่ยง" อยู่คู่ป่าแก่งกระจาน ทำข้อมูลส่งศูนย์มรดกโลก 1 ธ.ค.65

Fri, 30 Jul 2021 17:22:00

วันนี้ (30 ก.ค.2564) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติในกลุ่มป่าแก่งกระจานครั้งนี้ จะเป็นผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งจากการประเมินขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เกี่ยวกับอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย เพื่อเยี่ยมชมแหล่งมรดกโลกมีถึงประมาณปีละ 1 ล้านคนตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

ไทยได้ขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง จะกลายเป็นแม่เหล็กอีกหนึ่งตัว ที่จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้กลับมาใช้จ่าย และสร้างรายได้ให้ไทยอีกครั้งหลังสถานการณ์ COVID-19 ของไทยและของโลกดีขึ้น

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆด้านสิ่งแวดล้อมยังได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนมรดกโลก เพื่อนำมาใช้ ศึกษาวิจัยและดำเนินโครงการต่างๆ อนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมถึงการขอเงินทุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ร่วมกับผืนป่าแก่งกระจานจะสามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วย

อ่านข่าวเพิ่ม ข่าวดี! "กลุ่มป่าแก่งกระจาน" ขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกโลกทางธรรมชาติ" แห่งที่ 3 ของไทยแล้ว

 

เข้าเกณฑ์ข้อ 10 เป็นถิ่นอาศัยสัตว์และพืชใกล้สูญพันธุ์

ด้านนางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า คณะกรรมการมรดกโลก ได้พิจารณาเห็นว่ากลุ่มป่าแก่งกระจานของประเทศไทยเข้าหลักเกณฑ์ข้อที่ 10 คือ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และมีคุณค่าโดดเด่นระดับโลกตามข้อมติจากคณะกรรมการมรดกโลก

เนื่องจากกลุ่มป่าแก่งกระจานของไทยมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่สำคัญอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4 พื้นที่ คือ อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และแนวเชื่อมต่อป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี

สิ่งสำคัญยังเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำภาชี นับเป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากบนเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่ พบชนิดพันธุ์สัตว์ 720 ชนิด ตามบัญชี IUCN Red List

 

นางรวีวรรณ กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดที่ดินทำกินให้ชาวบ้านบางกลอย จากข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรในหมู่บ้านบางกลอยเมื่อเดือน ม.ค.นี้ มีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 113 ครอบครัว 673 คน และได้สำรวจการถือครองที่ดินของบ้านบางกลอย ตามมาตรา 64 ของ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ที่จะต้องนำผลการสำรวจและจัดทำแผนที่ไปดำเนินการจัดที่ดินทำกิน

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ทำความเข้าใจกับผู้แทนประชาชนจากหมู่บ้านต่างๆ ภายในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน และโดยรอบ 55 หมู่บ้าน รวมถึงหมู่บ้านชาวไทยและกะเหรี่ยงในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจและขอรับการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งในระดับกลุ่มป่า ระดับพื้นที่อนุรักษ์ หมู่บ้าน กลุ่มบ้าน และผู้แทนจากสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) ประเทศไทย โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เร่งทำรายงานอนุรักษ์แก่งกระจานเสนอภายใน 1 ธ.ค.65

เลขาธิการ สผ.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ ได้ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ของกลุ่มป่าแก่งกระจาน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนกะเหรี่ยงในการบริหารจัดการพื้นที่ ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์จากบ้านโป่งลึกและบ้านบางกลอย 2 คนร่วมเป็นกรรมการ ขณะเดียวกันยังจ้างงานชาวกะเหรี่ยงมาทำงานในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานด้วย

ส่วนการดูแลคุณภาพชีวิตรัฐบาลให้ความสำคัญการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า ควบคู่กับกับพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพ และเสริมสร้างสุขอนามัยให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง 

หลังจากนี้ สผ.ในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกจะต้องจัดส่งรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกภายในวันที่ 1 ธ.ค.2565 ประกอบการพิจารณาในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 46  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทส.สยบข่าวไทยถอนตัว IUCN ยังเสนอ "แก่งกระจาน" เป็นมรดกโลก

เปิดถกมรดกโลก รอลุ้น "แก่งกระจาน" หลังเลื่อน 2 ปี

เบรกไทยสร้างเขื่อนรอบ "เขาใหญ่" เสี่ยงถูกถอดจากมรดกโลก

 


เตือนเฝ้าระวังน้ำหลาก-น้ำล้นตลิ่ง จนถึง 5 ส.ค.นี้

Fri, 30 Jul 2021 16:37:00

วันนี้ (30 ก.ค.2564) กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ออกประกาศฉบับที่ 7/2564 เรื่องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก น้ำล้นตลิ่ง และอ่างเก็บน้ำ จากการติดตามสภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า อิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ทำให้ไทยมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ในช่วงวันที่ 30 ก.ค.-5 ส.ค.นี้

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ประเมินสถานการณ์น้ำจากฝนคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) มีพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก เฝ้าระวังน้ำไหลหลากส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน และพื้นที่การเกษตรริมลำน้ำในช่วงวันที่ 30 ก.ค.-5 ส.ค. ดังนี้

1. เฝ้าระวังน้ำหลาก ดินถล่ม ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก จ.น่าน จ.กาญจนบุรี จ.ระยอง จ.จันทบุรี จ.ตราด จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.ระนอง จ.พังงา จ.กระบี่ และ จ.ตรัง

2. เฝ้าระวังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้น กระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ
2.1 ภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำทับลาน จ.ปราจีนบุรี อ่างเก็บน้ำบ้านมะนาว อ่างเก็บน้ำด่านชุมพล อ่างเก็บน้ำห้วยแร้ง และอ่างเก็บน้ำคลองสะพานหิน จ.ตราด
2.2 ภาคตะวันตก อ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย จ.เพชรบุรี
2.3 ภาคใต้ อ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้น จ.ระนอง อ่างเก็บน้ำคลองแห้ง จ.กระบี่

3. เฝ้าระวังระดับน้ำในลำน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นล้นตลิ่งและท่วมขังบริเวณที่ลุ่มต่ำ
3.1 ภาคเหนือ บริเวณห้วยแม่ตื่น อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ลำน้ำว้า อ.เชียงกลาง จ.น่าน แม่น้ำยวม อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน แม่น้ำเมย อ.แม่ระมาด อ.แม่สอด จ.ตาก และลำน้ำแควน้อย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก
3.2 ภาคตะวันออก บริเวณแม่น้ำปราจีนบุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี แม่น้ำบางปะกง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี คลองวังโตนด อ.นายายอาม จ.จันทบุรี คลองจันทบุรี อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี คลองฉมัน อ.มะขาม จ.จันทบุรี และแม่น้ำตราด อ.บ่อไร่ จ.ตราด
3.3 ภาคใต้ บริเวณคลองหลังสวน อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร คลองหาดส้มแป้น อ.เมือง จ.ระนอง และคลองตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสภาพอากาศและสภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ, พิจารณาบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 95 หรือเกณฑ์ควบคุมสูงสุด (Upper Rule Curve) เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิง หน่วงน้ำและรองรับน้ำหลาก

 


“ไม้กฤษณา” ปลูกได้ไม่ต้องลักลอบตัด ทำเงินในตลาดยุโรป-ตะวันออกกลาง

Fri, 30 Jul 2021 16:18:00

การลักลอบตัดไม้กฤษณาในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานับสิบปี

แต่มีแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลด การลักลอบตัดไม้กฤษณาในป่าอนุรักษ์ได้ก็ คือ "การปลูกเชิงพาณิชย์" ที่ทำให้สามารถปลูกได้ เก็บผลิตได้ และขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

"กฤษณา" ปลูกได้ ไม่ต้องลักลอบตัด

นายเฉลิมชัย สมมุ่ง ประธานวิสาหกิจชุมชนชมรมไม้กฤษณา (ไม้หอม) แห่งประเทศไทย ประธานกรรม-การบริหาร บริษัท อะการ์วูดแพล้นส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และ บริษัท อะการ์วูด ลิสซิ่ง จำกัด ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า

ไม้กฤษณาถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก เนื่องจากสามารถทำประโยชน์ได้ทั้งต้น น้ำมัน และแก่นไม้ ที่ค่อนข้างมีมูลค่าสูงมาก เมื่อนำไปสกัดและแปรรูป ซึ่งสามารถส่งออกไปได้ในตลาดทั่วโลก

ผู้ที่เคยทำไม้จากป่า ก็ได้ชักชวนให้มาทำให้ถูกต้อง เพราะการเพาะปลูกถูกกฎหมาย ไม่ต้องเสี่ยงอันตราย ทั้งจากการถูกสัตว์ทำร้าย ป่วยเป็นไข้ป่า และผิดกฎหมาย เสี่ยงติดคุก และการหาไม้ในป่าก็ไม่ใช่ว่าจะเจอแก่นไม้ได้ง่าย ๆ เพราะไม่ได้มีทุกต้น

นายเฉลิมชัย อธิบายถึงการปลูกไม้กฤษณาว่า กฤษณาเป็นพันธุ์พืชอนุรักษ์บัญชี 2 (เช่นเดียวกับกล้วยไม้) จึงต้องขึ้นทะเบียนแปลงปลูกกับไซเตส กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

และในการส่งออกจะต้องขอหนังสืออนุญาตส่งออก (CITES export permit) จากกรมวิชาการเกษตร จึงจะส่งออกผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณาออกไปขายต่างประเทศได้

 

อย่างไรก็ตาม การปลูกไม้กฤษณาให้ได้คุณภาพดี ในพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญคือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคเหนือบางส่วน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การปลูกกฤษณาจะต้องมีน้ำที่เพียงพอ ไม่มีน้ำขัง หรือปลูกเป็นไม้แซมในสวนยางพาราก็ได้

การปลูกจะต้องใช้ความรู้และทักษะ และเวลาค่อนข้างนาน จึงจะให้ผลผลิตดี โดยเฉพาะการเกิดแก่นไม้ ซึ่งต้องใช้วิธีการเจาะไม้ จึงจะเกิดแก่นได้ รวมถึงห้ามใช้สารเคมี เพราะน้ำมันจะถูกนำไปใช้ในการผลิตยา


ไม้กฤษณามีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูง แต่การปลูกเพื่อให้เกิดแก่น นั้นมีเทคนิกและขั้นตอนที่ค่อนข้างยาก

ดังนั้นในช่วงแรกที่มีการส่งเสริมการปลูกกันมาก และไม่ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ เนื่องจากผู้ปลูกขาดความรู้และทักษะ ดังนั้นการที่จะปลูกจะต้องมีการอบรมในขั้นตอนต่างๆ ให้ชำนาญ ก่อนที่จะตัดสินใจปลูก

ตลาดหลัก "ยุโรป-ตะวันออกกลาง"

สำหรับการส่งออกไม้กฤษณาจากไทยไปต่างประเทศ โดยตลาดหลักจะอยู่ที่ตะวันออกกลางและยุโรป สัดส่วน น้ำมันร้อยละ 50 ชิ้นส่วนไม้ และแก่นไม้กฤษณา ร้อยละ 50

ไทยถือเป็นผู้ส่งออกไม้กฤษณาเป็นอันดับ 1 ของโลก อันดับ 2 สิงคโปร์ และอันดับ 3 อินเดีย ซึ่งขณะนี้มีผู้ปลูกรวมกว่า 2 แสนคน เนื้อที่รวมประมาณ 10 ล้านไร่


ก่อนหน้านี้ ในช่วงก่อนที่จะมีสถานการณ์ COVID-19 ลูกค้าบางส่วนที่เดินทางมายังสำนักงานขาย สามารถเลือกซื้อได้ในรูปแบบของการนำขึ้นเครื่องบิน ได้คนละไม่เกิน 2 กิโลกรัม ซึ่งสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่สนใจได้

ขณะที่การส่งออกน้ำมัน มีราคาที่ค่อนข้างสูงตามเกรดหรือคุณภาพ เช่น เกรด A ราคาอยู่ที่ 6,000 บาท ต่อโตรา (12 ซีซี) เกรด AA ราคาอยู่ที่ 9,500 บาท ต่อโตรา (12 ซีซี)

เกรด AAA ราคาอยู่ที่ 12,500 บาท ต่อโตรา (12 ซีซี) เกรด Super ราคาอยู่ที่ 15,000 บาท ต่อโตรา (12 ซีซี) และเกรด DBS ราคาอยู่ที่ 35,000 บาท ต่อโตรา (12 ซีซี)

ส่วนของน้ำมันจะส่งไปขายทางยุโรป หรือ ประเทศเยอรมนี ในการผลิตยารักษามะเร็ง ขณะที่แก่นไม้จะส่งออกไปทางตะวันออกกลาง ซึ่งนิยมในการจุดให้ความหอม ขณะประกอบพิธีทางศาสนา

ขณะที่ในไทยขณะนี้มีความนิยมในการจุดเพื่อผ่อนคลาย อโรมาเธอราพี โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการหรือผู้บริหารระดับสูง ร้อยละ 85 พระร้อยละ 15 และ ประชาชนทั่วไปร้อยละ 5

มีมูลค่า-ใช้เป็นหลักทรัพย์ขอสินเชื่อได้

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า หลังจากที่รัฐบาลประกาศให้ไม้ยืนต้น 58 ชนิด เป็นหลักค้ำประกันหลักทรัพย์ได้ ไม้กฤษณาก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์เพื่อขอสินเชื่อได้ด้วย

 

เบื้องต้นหากจะขอสินเชื่อกับบริษัทของตน จะให้มูลค่าสูงสุด ที่ร้อยละ 80 ของต้นไม้ (ไม้กฤษณา) โดยคิดเฉพาะมูลค่าของต้นไม้ ไม่คิดมูลค่าของที่ดิน เนื่องจากต้องการให้ผู้ขอสินเชื่อ ได้เก็บที่ดินไว้ใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ จะมีหลักในการคำนวณราคาของต้นไม้กฤษณาคือ “ความโต” ต้นที่สูงจากพื้นดินมาถึง 130 เซนติเมตร และวัดเส้นรอบวงต้นไม้

“ความสูง” วัดจากพื้นดินไปจนถึง 4 ใน 5 ส่วนของต้นไม้ หรือวัดถึงเรือนยอดของต้นไม้ ลบออก 20 % เรียกว่า “ความสูง”

 

จากนั้นจะประเมินราคาของต้นไม้กฤษณา เช่น ไม้กฤษณา อายุ 7-10 ปี ที่ยังไม่ได้กระตุ้นให้เกิดน้ำมันกฤษณา, ไม้แก่นกฤษณา ราคาประเมิน ลูกบาศก์เมตรละ 10,000 บาท และต้นไม้กฤษณา

หลังจากกระตุ้นให้เกิดน้ำมันเกิดแก่น ราคาประเมิน ลูกบาศก์เมตรละ 30,000-35,000 บาท ตามระยะเวลาของการกระตุ้น

 

ขณะที่ราคาประเมินจะสูงสุดคือ ไม้กฤษณา อายุ 36-40 ปี ที่ยังไม่ได้กระตุ้นให้เกิดน้ำมันเกิดแก่น ราคาประเมิน ลบ.เมตรละ35,000 บาท หลังจากกระตุ้นให้เกิดน้ำมันเกิดแก่น ราคาประเมิน ลบ.เมตรละ105,000-110,000 บาท ถ้ามีการกระตุ้น ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ราคาประเมิน ลบ.เมตรละ 175,000– 195,000 บาท

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ COVID-19 กระทบกับผู้ที่ต้องการปลูกไม้กฤษณาเชิงพาณิชย์ เนื่องจากการปลูกและดูแลรักษาที่ค่อนข้างยาก และหากจะให้มีความชำนาญ จะต้องอบรมก่อนเริ่มปลูก แต่มาตรการห้ามรวมกลุ่ม หรือจัดสัมมนา ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้

ภาษี 40 % กระทบส่งออกไม้กฤษณา

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ขณะนี้ไม้กฤษณามีปัญหาในการส่งออกไปต่างประเทศ เนื่องจากกรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มาจากไม้กฤษณา อยู่ในประเภท 5 ภาค 3 แห่งพระราชกำหนดพิกัดศุลกากร พ.ศ. 2530

พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 เรียกเก็บภาษีสูงถึงร้อยละ 40 % ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 จึงทำให้เป็นอุปสรรคอย่างมากในการส่งออก

 

ขณะที่ไม้กฤษณาที่อนุญาตให้ส่งออกได้นั้น มีการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรตามอนุสัญญาไซเตส (CITES) ซึ่งไม่ใช่มาจากป่าหวงห้ามเนื่องจากปลูกในแปลงปลูกของเกษตรกร

รวมถึงมีการบันทึกข้อมูลตั้งแต่เพาะปลูก ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวที่สามารถอธิบายหรืออ้างอิงแหล่งที่มาได้ ดังนั้นจึงต้องการให้ลดภาษีการส่งออกให้อยู่ที่ 0 % เช่นเดียวกับพืชเศรษฐกิจอื่น

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

2 วันติด! จับไทย-กัมพูชาลอบตัด "ไม้กฤษณา" บนเขาใหญ่ 

ทำไม “กฤษณา” ไม้หอมยังมีราคาแพง และไม่เสื่อมความนิยม

 


แกะรอย "ตัดไม้หอม" บนป่าเขาใหญ่จับตากลุ่มทุนเดิม

Fri, 30 Jul 2021 15:37:00
ผมกำลังเร่งแกะรอย คนที่อยู่เบื้องหลังคดีลอบหาไม้หอมในป่าเขาใหญ่ ที่มีทั้งคนไทย และคนกัมพูชา ปัญหานี้หายไปหลายปี เคยเฟื่องฟูคู่กับคดีการลอบตัดไม้พะยูงในป่าทับลาน-เขาใหญ่

นายอดิศักดิ์ ภูสิทธิ์วงศานุยุต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวกับไทยพีบีเอสออนไลน์ หลังจับกุมกลุ่มมอดไม้ ลักลอบหาไม้กฤษณา หรือไม้หอม ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บอกว่า หากวิเคราะห์ปัจจัยการกลับมาลักลอบหาไม้หอมในป่าเขาใหญ่ ซึ่งถือเป็นแหล่งไม้หอมตามธรรมชาติผืนใหญ่

ส่วนหนึ่งมาจากแรงงาน หนีสถานการณ์ COVID-19 กลับมาในพื้นที่ แต่ไม่มีงานทำ และอีกส่วนมีความต้องการไม้หอมในตลาด เพื่อการส่งออก เพราะราคายังสูง หากเป็นเกรดเบอร์ 1 อยู่ที่กิโลกรัมละ 15,000-20,000 บาท และแก่นไม้ในธรรมชาติจะดีกว่าไม้ปลูก 

ไม้ของกลางที่จับได้ จะเป็นชิ้นไม้ขนาดไม่ใหญ่ เพราะกะเทาะออกมาจากจุดที่มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ ซึ่งจะเกิดเพราะเป็นโรค หรือโดนแมลงเจาะ ทำให้มีกลิ่นหอมมากกว่าไม้กฤษณาที่ปลูกเอง ที่จะใช้การตอกตะปู เพื่อให้ไม้สมานรอยแผล

อ่านข่าวเพิ่ม ทำไม “กฤษณา” ไม้หอมยังมีราคาแพง และไม่เสื่อมความนิยม

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

แอบซุกตัวในป่า-ขบวนการเก่า

ผมถามคนไทยที่ถูกจับได้ ยอมรับว่า เสี่ยงและผิดกฎหมาย เพราะกลับจาก กรุงเทพฯ แต่ไม่มีรายได้ ก็ยอมทำเพื่อปากท้อง ส่วนชาวกัมพูชา เชื่อว่ามีนายทุนคนไทยอยู่เบื้องหลังแน่นอน ตอนนี้ขอเวลาแกะรอย แต่เชื่อว่ายังเป็นกลุ่มเดิมๆ 

นายอดิศักดิ์ บอกว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาคนไทย พบว่า เดินทางมาจาก จ.สระแก้ว ผ่าน อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ลักลอบเข้าป่ามาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา จนมาถึงป่าห้วยกะลา ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก โดยนำเสบียงติดตัวมาด้วย

รายนี้ นายวิโรจน์ สดกลาง หัวหน้าสายตรวจส่วนกลาง ชุดที่ 2 เป็นคนนำไปจับ เพราะได้ยินเสียงคนกำลังใช้ขวานสับต้นกฤษณา จึงเข้าจับกุมได้ของกลางไม้หอม หนักประมาณ 12 กิโลกรัม  

ส่วนคดีที่ 2 นายวรวุฒิ กันประชุม หัวหน้าสายตรวจส่วนกลาง ชุดที่ 1 พร้อมกำลังจับกุมผู้ต้องหาคนแรกได้ บริเวณป่าเขาแหลม จากนั้นขยายผล จนแกะรอยตามจับผู้ต้องหาชาวกัมพูชาได้อีก 1 คน บริเวณป่าหลังวัดโต่งโต้น ผู้ต้องหายอมรับว่า เป็นกลุ่มเดียวกัน และได้ของกลางไม้หอมน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม

ชาวกัมพูชาบอกว่า มาจากชายแดนกัมพูชา มีคนพามาส่ง ถ้ามาถึงตรงนี้ได้ต้องมีนายทุนแน่นอน จึงต้องขยายผล ไม่อยากได้แค่คนตัวเล็กตัวน้อย จะไม่มีผล รวมทั้งจะต้องดูไปถึงโรงต้มไม้หอมที่เคยทำบัญชีไว้อย่างน้อย 17-20 แห่ง ที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ปรับยุทธการลาดตระเวนอุดช่องโหว่ป่าไม้หอม

นายอดิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้จับผู้ต้องหาไม้หอมในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นผลมาจากการปรับ แผนการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART Patrol system) ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เข้าถึงทุกจุดของป่า โดยให้หน่วยพิทักษ์ป่าทุกหน่วย ชุดสายตรวจส่วนกลางทุกชุด ปรับแผนการออกตรวจลาดตระเวน

รวมถึงการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเข้า-ออก ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาในการออกตรวจ โดยเฉพาะแหล่งไม้สำคัญเช่น ไม้หอม รวมทั้งสัตว์ป่าบนเขาใหญ่ ที่เป็นเป้าหมายของกลุ่มลักลอบ

หลังจากนี้จะมีการปรับแผนใหม่ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปราบปราม บนพื้นที่เขาใหญ่อย่างเข้มข้นขึ้นแน่นอน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

2 วันติด! จับไทย-กัมพูชาลอบตัด "ไม้กฤษณา" บนเขาใหญ่ 

“ไม้กฤษณา” ปลูกได้ไม่ต้องลักลอบตัด ทำเงินในตลาดยุโรป-ตะวันออกกลาง


ทำไม “กฤษณา” ไม้หอมยังมีราคาแพง และไม่เสื่อมความนิยม

Fri, 30 Jul 2021 12:53:00

2 คดีลักลอบตัดไม้กฤษณาในป่าเขาใหญ่ ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ค.2564 นับเป็นการลักลอบตัดของป่าหวงห้ามที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อีกครั้ง

(อ่านข่าว : 2 วันติด! จับไทย-กัมพูชาลอบตัด "ไม้กฤษณา" บนเขาใหญ่)

ในแต่ละปีมีคนลักลอบเข้าไปขโมยไม้กฤษณาหลายราย และเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้หลายครั้ง

หลายคนอาจสงสัยว่า “ไม้กฤษณา” มีอะไรดี ทำไมจึงมีราคาแพง ให้คนเหล่านั้นยอมเสี่ยง

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ชวนหาคำตอบถึงสาเหตุที่ “ไม้กฤษณา” เป็นที่ต้องการของขบวนการลักลอบตัดไม้ และสำรวจพื้นที่ไม้กฤษณาในประเทศ ที่อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงให้ต้องเฝ้าระวัง

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

เหตุใด “ไม้กฤษณา” ในป่าธรรมชาติจึงเป็นที่ต้องการ

ข้อมูลจากกลุ่มงานพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ระบุว่า สารกฤษณาที่แทรกอยู่ในเนื้อไม้กฤษณา เป็นน้ำมันหอมระเหย หรือยางชันที่มีราคาสูง เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

มีการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการแพทย์ อุตสาหกรรมกลั่นน้ำหอม การแต่งกลิ่นยาสูบ และการทำผลิตภัณฑ์ป้องกันแมลง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการลักลอบตัดต้นกฤษณาในป่าธรรมชาติ จนทำให้ไม้ชนิดนี้มีแนวโน้มใกล้จะสูญพันธุ์

สำหรับไม้กฤษณาที่พบในประเทศไทยมีอยู่ 5 ชนิด คือ กฤษณา (Aquilaria crassna) ไม้หอม (Aquilaria malaccensis) กำแยหรือกาแย (Aquilaria subintegra) ไม้จาแน (Aquilaria hirta Ridl.) และกฤษณาดอยหรือกฤษณาพม่า (Aquilaria rugosa)

พันธุ์ไม้กฤษณาที่สร้างสารกฤษณาได้มีเพียง 2 ชนิดแรกเท่านั้น

“กฤษณา” เป็นสารพวกน้ำมันระเหย หรือชัน หรือยาง (terpenoid) เกิดจากขบวนการรักษาบาดแผลของต้นกฤษณา โดยการสร้างสารกฤษณามาที่บริเวณบาดแผล ทำให้เนื้อไม้เปลี่ยนจากสีขาว เป็นสีน้ำตาลไปจนถึงดำ และมีกลิ่นหอม ขณะที่การเกิดกฤษณาในธรรมชาติต้องใช้ระยะเวลานาน

ราคา “แก่นกฤษณาสีดำ” สูงถึง กก.ละ 2 แสนบาท

ความต้องการกฤษณามีทั้งในและต่างประเทศ ในรูปของไม้แก่นกฤษณา ไม้สับ กากไม้ และน้ำหอม มีราคาแตกต่างกันในแต่ละส่วนและคุณภาพ เช่น

แม้ว่าไม้กฤษณาจะไม่เป็นไม้หวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่ชิ้นไม้กฤษณาและกฤษณาถูกกำหนดให้เป็นของป่าหวงห้ามตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งจะเป็นของป่าหวงห้ามเฉพาะที่เกิดขึ้นในเขตป่าเท่านั้น แต่ในที่ดินที่ไม่ใช่ป่าก็จะไม่ใช่ของป่าหวงห้าม

ต้นไม้กฤษณาในที่ดิน “ป่า” ไม่ว่าจะเป็นไม้เดิม หรือไม้ที่ปลูกขึ้น จะต้องขออนุญาต “เก็บหาของป่าหวงห้าม” ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 29 และนำเคลื่อนที่ตามมาตรา 39 โดยมีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับ

ต้นกฤษณาอยู่ที่ไหนบ้างในป่าอนุรักษ์ ?

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 กลุ่มงานสำรวจทรัพยากรป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำการสำรวจพื้นที่ป่าประเทศไทย พบว่า มีต้นกฤษณา 397,411 ต้น กระจายอยู่ในป่าอนุรักษ์ ทั้งเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวม 24 แห่ง โดยพบมากที่สุดในแถบภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 อันดับแรก ดังนี้

ป่าที่พบต้นกฤษณา 24 แห่งทั่วประเทศ จึงเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังขบวนการลักลอบตัดไม้ผิดกฎหมาย เพราะไม้ชนิดนี้เป็นที่ต้องการของตลาด เป็นไม้หายากและมีราคาแพง

 


เปิดภาพเสือ 5 ชนิด ในป่าตะวันตกพื้นที่กาญจนบุรี

Thu, 29 Jul 2021 15:51:00

วันนี้ (29 ก.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จัดเสวนาผ่านระบบออนไลน์ เนื่องในวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 29 ก.ค.ของทุกปี โดยมีนักวิจัยและตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ร่วมเสวนาถึงสถานการณ์เสือโคร่ง

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 13 ชาติที่เป็นแหล่งอาศัยของเสือโคร่ง ได้ร่วมประกาศเจตนารมย์ตามปฏิญญาหัวหิน ในการประชุมด้านการอนุรักษ์เสือโคร่งในทวีปเอเชีย เมื่อปี 2553 ซึ่งมีเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งในพื้นที่เป็น 2 เท่า ภายในปี พ.ศ.2565

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ทั้งนี้จากการทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ เพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่งปี 2553–2565 ทำให้ผืนป่าไทยมีจำนวนประชากรเสือโคร่ง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องการใช้ระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ SMART Patrol ในทุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ การจัดตั้งศูนย์ควบคุมมาตรฐานการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ทำให้ผืนป่าไทยมีจำนวนประชากรเสือโคร่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มีข้อมูลยืนยันว่า ปีนี้ไทยมีประชากรเสือโคร่งในธรรมชาติ 177 ตัว เพิ่มขึ้นอีก 17 ตัวจากปี 2563 ที่พบเสือโคร่งประมาณ 160 ตัว ถือว่าไทยประสบผลสำเร็จตามแผนฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งโลก

พบเสือหายาก 5 ชนิดในป่ากาญจนบุรี 

ขณะที่ นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) กล่าวว่า องค์การแพนเทอรา (Panthere) ประเทศไทย และสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL) ประเทศไทย ได้วิจัยและติดตามสัตว์ตระกูลแมวป่า ในกลุ่มป่าทางทิศใต้ของผืนป่าตะวันตกใน จ.กาญจนบุรี ครอบคลุม 6 อุทยานแห่งชาติคือ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เขาแหลม เอราวัณ ลำคลองงู อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เฉลิมรัตนโกสินทร์ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ช่วงเดือนต.ค.2563- มี.ค.2564

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ผลการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ ถ่ายภาพสัตว์ผู้ล่าในวงศ์เสือและแมว 5 ชนิด ได้แก่ เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ เสือลายเมฆ เสือไฟ แมวดาว ถ่ายภาพสัตว์ป่าสงวน 3 ชนิด ได้แก่ สมเสร็จ เลียงผา และเก้งหม้อ และถ่ายภาพสัตว์ป่าคุ้มครองได้ 38 ชนิด เช่น ช้างป่า วัวแดง หมาใน ชะมดแผงสันหางดำ

นายนิพนธ์กล่าวว่า จากผลการวิจัยขององค์การ Panthera และสมาคม ZSL และผลของการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ เพื่อสำรวจเสือโคร่งในกลุ่มป่าทางทิศใต้ของผืนป่าตะวันตก จ.กาญจนบุรี พบเสือโคร่ง และสัตว์ป่าหายากเพิ่มขึ้น บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และสัตว์ป่า ในกลุ่มป่าทางทิศใต้ ของผืนป่าตะวันตก จ.กาญจนบุรี ได้เป็นอย่างดี

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

การที่เสือโคร่งและสัตว์ป่าหายาก เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ Smart Patrol ป้องกัน และปราบปรามอย่างเข้มข้น ของเจ้าหน้าที่ ไม่เว้นวันหยุด จับจริง ติดคุกจริง เพราะโทษของการล่าสัตว์ป่า ตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ.2562 มีโทษสูงมาก จำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ปรับสูงสุดถึง 1.5 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 


2 วันติด! จับไทย-กัมพูชาลอบตัด "ไม้กฤษณา" บนเขาใหญ่

Wed, 28 Jul 2021 14:12:00

วันนี้ (28 ก.ค.2564) นายอดิศักดิ์ ภูสิทธิ์วงศานุยุต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาลักลอบเข้ามาหาไม้กฤษณาหรือไม้หอม ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จำนวน 2 คดี ผู้ต้องหา 4 คนในช่วงวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามมาตรการปรับแผนการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ  

สำหรับคดีแรก จับกุมผู้ต้องหาคนไทย บริเวณป่าห้วยกะลา ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก หลังจากร่วมกับพวกอีก 1 คน ที่หลบหนีไปได้ เข้ามาลักลอบหาไม้กฤษณา ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา มีของกลางเป็นชิ้นไม้กฤษณา น้ำหนักประมาณ 12 กก. ขวาน และเลื่อยคันธนู เจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครนายก

สำหรับคดีที่ 2 จับกุมผู้ต้องหาชาวกัมพูชา  2 คนได้ที่บริเวณป่าเขาแหลม หลังจากนั้นจึงวางแผนขยายผล จนสามารถแกะรอยตามจับผู้ต้องหาชาวกัมพูชาได้อีก 1 คน บริเวณป่าหลังวัดโต่งโต้น ซึ่งผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน ที่เข้ามาลักลอบหาไม้กฤษณาในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ของกลางประกอบด้วย ไม้กฤษณา น้ำหนักประมาณ 30 กก. เลื่อย ขวาน มีดพร้า เจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หมูสี

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ปรับยุทธการเชิงรุกลาดตระเวนป่า 365 วัน

นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการปรับแผนการลาดตระเวนเพื่อป้องกันการกระทำผิดบนเขาใหญ่โดยให้หน่วยพิทักษ์ฯทุกหน่วย ชุดสายตรวจส่วนกลางทุกชุด ปรับแผนการออกตรวจลาดตระเวน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากขึ้น ให้ปรับเปลี่ยนเส้นทางการเข้า-ออก ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาในการออกตรวจ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การปฏิบัติงาน จนกระทั่งสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ถึง 2 คดี ผู้ต้องหา 4 ราย ในเวลาไล่เลี่ยกัน

โดยก่อนหน้าที่จะมีการจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้ ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ จำนวน 9 นาย ออกตรวจลาดตระเวน และสามารถแกะรอยผู้ต้องหา ซึ่งลักลอบเข้ามาหาไม้กฤษณาได้แล้วบางส่วน จึงได้ส่งต่อข้อมูลพร้อมหลักฐาน ให้กับชุดสายตรวจส่วนกลางชุดที่ 2 จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้

ขอเตือนไปยังผู้ที่คิดจะเข้ามากระทำผิดในเขาใหญ่ทุกรายว่าตอนนี้ เจ้าหน้าที่มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันลาดตระเวนในพื้นที่ป่าตลอด 365 วัน หากพบการกระทำผิด จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดทุกคน 
ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ไม้กฤษณาราคาพุ่ง 15,000–20,000 บาท ต่อกก.

ทั้งนี้ มาตรการลาดตระเวนอย่างเข้มข้น เป็นไปตามข้อสั่งการของนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ได้มอบหมายนโยบายให้หน่วยงานภาคสนามทุกแห่ง ให้ถือเป็นภารกิจหลักที่สำคัญ ในการปฏิบัติงานคุ้มครองดูแลรักษาพื้นที่ป่าอนุรักษ์

สำหรับไม้กฤษณา หรือไม้หอม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ มีความสูงประมาณ 18-30 เมตร ลำต้นตรง เปลือกเรียบ มีสีเทาอมขาว เปลือกมีความหนาประมาณ 5-10 มม. เมื่อไม้กฤษณาเกิดโรคหรือมีแมลงมารบกวน จะสร้างสารที่ก่อให้เกิดกลิ่นหอมที่เรียกว่าน้ำมันกฤษณา สารที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมคือ Sesquiterpene ซึ่งไม้กฤษณา เกรด 1 มีน้ำมันสะสมอยู่มากทำให้มีสีดำ มีราคาแพงประมาณ กิโลกรัมละ 15,000 –20,000 บาท  จึงเป็นที่ต้องการของผู้ลักลอบหาไม้กฤษณา

 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 


"วราวุธ" สั่งชะลอปิดอุทยานฯ ทั่วประเทศ 2 เดือน ยกเว้นสิมิลัน-ภูกระดึง

Wed, 28 Jul 2021 11:21:00

วันนี้ (28 ก.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ร้องเรียนถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรณีที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อให้ทบทวนยกเลิกคำสั่งปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ประจำปี เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ประกอบด้วยเกาะเสม็ด เขาแหลมหญ้า และหาดแม่รำพึง เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.-30 ก.ย.2564 เป็นการปิดเพื่อฟื้นฟูเหมือนกันทั่วประเทศ

เนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และชาวบ้านกว่า 900 หลังคาเรือน ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ขณะนี้

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าว ก่อนอื่นต้องขอโทษประชาชนและผู้ประกอบการ และต้องขอขอบคุณที่ได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าว จึงได้รีบสั่งการไปยังนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แล้วว่า ขอให้ทางกรมอุทยานฯ พิจารณายกเว้นมาตรการดังกล่าวไปจนกว่าสถานการณ์โควิด-19 และการท่องเที่ยวจะกลับมาได้เป็นปกติ

ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนที่กรมอุทยานฯ ทำให้ต้องเดือดร้อน แต่เมื่อทราบความเดือดร้อน ก็ได้สั่งการเพื่อแก้ปัญหาในทันที

นายวราวุธ กล่าวว่า จะเปิดการท่องเที่ยวอุทยานฯ ให้ได้เหมือนเดิม โดยยกเว้นมาตรการที่ให้ปิดอุทยานฯ เพื่อฟื้นฟูเป็นเวลา 2 เดือนไปก่อน ซึ่งมาตรการดังกล่าวเคยออกมาในช่วงสถานการณ์การท่องเที่ยว ที่ยังเป็นปกติ มีการท่องเที่ยวมากตลอดทั้งปี ได้กำชับไปยังอธิบดีกรมอุทยานฯ เพื่อแจ้งทุกอุทยานฯ ทั่วประเทศ ให้ดำเนินการในทันที

อย่างไรก็ตาม อุทยานฯ บางแห่งที่จะต้องปิดตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น หมู่เกาะสิมิลัน ที่เป็นฤดูมรสุม ภูกระดึงเป็นช่วงฤดูฝน ให้ปิดไปตามปกติ แม้จะเปิดอุทยานฯ ให้ท่องเที่ยวได้ตามปกติก็ต้องเข้มงวดมาตรการป้องกันโควิด-19 ดูแลเรื่องความสะอาดให้ดี


ไทยเตรียมบันทึกสถิติโลก “ไม้กลายเป็นหินยาวที่สุด”

Tue, 27 Jul 2021 15:18:00

วันนี้ (27 ก.ค.2564) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า จากการที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย จ.ตาก เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ทราบข้อมูลว่า ได้มีการค้นพบไม้กลายเป็นหินหลายต้น โดยต้นที่ 1 ที่ถูกค้นพบเมื่อปี 2546 มีความยาวมากที่สุด คือ 72.22 เมตร หรือเทียบเท่ากับความสูงของตึก 20 ชั้น อายุไม่ต่ำกว่า 120,000 ปี และจากการตรวจสอบพบว่า เป็น ต้นทองบึ้ง ซึ่งไม่มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยในปัจจุบัน แต่จะพบมากในพื้นที่ป่าดิบชื้นทางภาคใต้ของประเทศไทย และบริเวณคาบสมุทรมาลายู

 

จากการค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งธรณีวิทยาที่สำคัญ มีซากดึกดำบรรพ์ที่สามารถเป็นแหล่งศึกษาวิวัฒนาการของโลก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงกว่า 120,000 ปีที่ผ่านมาได้ รวมทั้งแสดงให้เห็นว่า ในอดีตพื้นที่ จ.ตาก เคยมีสภาพเป็นป่าดึกดำบรรพ์มาก่อน

รมว.ทส.ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณี และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกันตรวจสอบสถิติข้อมูลไม้กลายเป็นหินที่ถูกบันทึกไว้ โดยพบว่า ไม้กลายเป็นหินที่มีความยาวที่สุดในโลกที่มีการบันทึกสถิติอยู่ในปัจจุบัน คือ ไม้กลายเป็นหินที่พบที่เมือง Qitai มณฑลซินเจียงของจีน มีความยาวเพียง 38 เมตร

 

กรมทรัพยากรธรณี จึงได้ประสานงานกับสำนักงานของ Guinness World Record ยื่นเอกสารขอบันทึกสถิติโลกใหม่ เพื่อบันทึกสถิติโลกไม้กลายเป็นหินที่ยาวที่สุดในโลกให้เป็นปัจจุบัน ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการยื่นข้อเสนอรับรองสถิติโลกอย่างเป็นทางการต่อไป

นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า การเตรียมการยื่นข้อเสนอรับรองสถิติโลก ไม้กลายเป็นหินที่ยาวที่สุดในโลกในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ และประชาชนในพื้นที่ จ.ตาก รวมไปจนถึงภาคธุรกิจเอกชน ที่ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์มรดกทางธรณีของประเทศในครั้งนี้

 

เป็นซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย เพราะแต่ละชิ้นล้วนมีความสำคัญ บ่งชี้ถึงปัจจุบันและอนาคตได้ งานด้านการอนุรักษ์และคุ้มครองฯ จึงเป็นอีกงานที่สำคัญทางด้านธรณีวิทยาของไทย

 

 

 


ข่าวดี! "กลุ่มป่าแก่งกระจาน" ขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกโลกทางธรรมชาติ" แห่งที่ 3 ของไทยแล้ว

Mon, 26 Jul 2021 18:45:00

วันนี่ (26 ก.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 17.30 น.ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 44 ที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นการประชุมทางไกล ได้เริ่มพิจารณาวาระของประเทศไทยในการเสนอกลุ่มป่าแก่งกระจานขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 3 ของไทย หลังจากเลื่อนการพิจารณามาแล้ว 2 ปี

ล่าสุดที่ประชุมมีมติขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกสำเร็จ

สำหรับการประชุมครั้งนี้คณะผู้แทนไทยนำโดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตเอกอัคราชทูตไทย ประจำกรุงปารีส และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะ รวมทั้งนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติธรรมขาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า กว่า 6 ปีที่ไทยมุ่งมั่น ผลักดันพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน และเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก โดยมีการนำเสนอมาแล้วถึง 3 ครั้ง ในปี พ.ศ.2558 พ.ศ. 2559 และ พ.ศ.2562 จนเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกปีนี้ และเป็นที่น่ายินดีว่าในปีนี้พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

นับเป็นความสำเร็จในการดำเนินการอนุรักษ์พื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกำเนิด รวมไปถึงการเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่นเชิงวิทยาศาสตร์ หรือ เชิงอนุรักษ์ระดับโลก

 

10 ปีสู่เส้นทางมรดกโลกแก่งกระจาน

สำหรับกลุ่มป่าแก่งกระจาน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ราชบุรี จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าแม่น้ำภาชี รวมพื้นที่ 2,938,909.84 ไร่

ประเทศไทยผลักดันขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 3 มาตั้งแต่ปี 2553 โดยถูกเลื่อนการพิจารณามา 2 ครั้ง โดยครั้งแรกปี 2560 มีปัญหาเรื่องการปักปันเขตแดนไทย-เมียนมา จนต้องเลื่อนพิจารณามาแล้วรอบหนึ่ง

ต่อมาในปี 2562 ในคราวการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 43  ณ กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ที่ประชุมฯ เลื่อนการพิจารณาเป็นครั้งที่ 2 และให้ไทยกลับไปทำเอกสารเพิ่มเติมและส่งกลับมาพิจารณาใหม่โดยให้เวลา 3 ปี

ทั้งนี้มติขอให้ไทยดำเนินการเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน  3 เรื่อง ได้แก่ 1) ข้อเรียกร้องของชุมชนกะเหรี่ยง  2) การแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชน  และ 3) การรับฟังความคิดเห็นต่อการเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก

 

เหตุผลในการเสนอกลุ่มป่าแก่งกระจานได้นำเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกภายใต้เกณฑ์ข้อ 10 ซึ่งระบุไว้ใน Operational Guidelines for World Heritage (2005) ด้วยเหตุผล ที่ว่า กลุ่มป่าแก่งกระจานประกอบด้วยถิ่นที่อาศัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการอนุรักษ์ในถิ่นของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงพบชนิดพันธ์ุพืชและพันธุ์สัตว์ที่มีคุณค่ายิ่งด้านการอนุรักษ์และวิทยาศาสตร์

สัตว์ที่หายาก เช่น จระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย สมเสร็จ เสือโคร่ง ช้าง กระทิงรวมทั้งพื้นที่สำคัญเพื่อการอนุรักษ์นก มากกว่า 490 ชนิด ป่าผืนนี้ยังเป็นแหล่งต้นน้ำของพื้นที่ชุ่มน้ำเขาสามร้อยยอด และพื้นท่ีเกษตรกรรมใน จ.ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์


สวนพฤกษศาสตร์พุแค แจกกล้าต้น "ฟ้าทะลายโจร" เริ่มรับ 29 ก.ค.

Mon, 26 Jul 2021 17:18:00

วันนี้ (26 ก.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนพฤกษศาสตร์พุแค ต.พุแค อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เตรียมแจกกล้าไม้ต้น "ฟ้าทะลายโจร" คนละ 10 ต้น

ผู้สนใจสามารถโทรจองคิวกับเจ้าหน้าที่ได้ตั้งแต่วันนี้ หรือจนกว่ากล้าไม้จะหมด โดยจะเริ่มรับกล้าไม้ในวันที่ 29 ก.ค.นี้

ขั้นตอนการขอรับกล้าไม้

  1. ผู้ขอรับกล้าไม้ โทรศัพท์จองคิวและนัดรับกล้าไม้กับเจ้าหน้าที่ ได้ที่เบอร์ 089-064-0107 (วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น.)
  2. นำสำเนาบัตรประชาชน และกรอกแบบฟอร์มขอรับกล้าไม้

สถานที่รับกล้าไม้ คือ เรือนเพาะชำ 1 สวนพฤกษศาสตร์พุแค พิกัดที่ลิงค์ https://goo.gl/maps/jhs2ZC1zWRM142hN6

สำหรับผู้ขอรับกล้าไม้ จะต้องโทรศัพท์ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อสอบถามก่อน เนื่องจากกล้าไม้มีจำนวนจำกัด หรือหมดสต็อกแล้ว อีกทั้งยังอยู่ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 จึงจำเป็นต้องนัดหมายกับเจ้าหน้าที่เพื่อรับกล้าไม้ตามคิว และจะต้องผ่านจุดคัดกรองและทำตามมาตรการป้องกันโรค ณ จุดคัดกรองทางเข้าสวนพฤกศาสตร์พุแค

 


กลุ่ม SAVE บางกลอย ค้านเสนอป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก

Mon, 26 Jul 2021 15:01:00

วันนี้ (26 ก.ค.2564) เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่หน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กลุ่มภาคีเครือข่าย SAVE บางกลอยจัดกิจกรรม “มรดกโลก มรดกเลือด” เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ คัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลก กลุ่มป่าแก่งกระจาน

เนื่องจากวันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญโลกครั้งที่ 44 ที่ประเทศจีน จะมีการพิจารณาวาระกลุ่มป่าแก่งกระจานขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลังจากเลื่อนการพิจารณามาแล้ว 2 ปี

โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีการขว้างถุงสีแดงใส่ป้ายหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่ามรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจาน คือ “มรดกเลือด” เพราะมีอย่างน้อย 3 ชีวิตต้องสูญเสียจากการต่อสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์บนผืนป่าแก่งกระจาน

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ไม่มีเหตุการณ์แรง แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์มีชายลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ได้ถ่ายภาพและวิดีโอผู้เข้าร่วมกิจกรรมไว้ เมื่อมีผู้ร่วมกิจกรรมสังเกตเห็น จึงได้ขอให้ชายคนนั้นลบภาพทิ้ง เกรงว่าจะนำไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีภายหลัง ซึ่งชายคนดังกล่าวยังไม่ได้ลบภาพ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบดึงตัวให้หลบเข้าไปด้านในอาคารกระทรวงฯ โดยไม่ได้มีการปะทะ หรือเกิดความรุนแรงขึ้นกับผู้ร่วมกิจกรรมแต่อย่างใด

 

จากนั้นในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันร้องเพลง “ใจแผ่นดิน” โดยวงดนตรี ไททศมิตร ก่อนจะประกาศยุติกิจกรรมในเวลา 11.15 น. และย้ำว่า จะติดตามผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศจีนในเวลา 16.30 น. ตามเวลาประเทศไทย และพร้อมจะจัดกิจกรรมต่อเนื่อง หากมีมติให้กลุ่มป่าแก่งกระจาน สามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้

นายจตุพรบุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า เข้ามาดูความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีทรัพย์สินของกระทรวงเสียหาย คือสีที่เปรอะเปื้อนป้ายกระทรวง ต้องเร่งเก็บทำความสะอาด

ทส.ยืนยันว่า มีการรับฟังปัญหาของกลุ่ม SAVE บางกลอย มาอย่างต่อเนื่อง มีการเข้าไปแก้ปัญหาตามที่คณะกรรมการมรดกโลก ให้กลับมาแก้เรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เพราะทุกคนคือคนเหมือนกัน ทส.ไม่เคยแบ่งแยก แต่ยอมรับคงไม่ถูกใจใคร 100 %

นายจตุพรกล่าวว่า สำหรับการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแก่งกระจานในวันนี้ ต้องขึ้นกับคณะกรรมการมรดกโลก แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไทยและคนไทยที่ร่วมกันผลักดันให้เป็นสมบัติของคนไทยและของโลกอย่างดีที่สุด การจะได้รับการยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย

ป่าแก่งกระจานมีการทำข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2553-2554 จนเข้าสู่ที่ประชุมเมื่อ 2 ปีก่อน และให้กลับมาแก้ปัญหา 3-4 ประเด็น ซึ่งได้ทำมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เลื่อนการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน แหล่งน้ำที่บางกลอยประสบปัญหา

“การประท้วงขอให้อยู่บนพื้นฐานของของกฎหมาย การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ทำในวันนี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหา”

 

ด้าน อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ เจ้าหน้าที่สื่อสาร มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า วันนี้จะมีมติพิจารณาว่ากลุ่มป่าแก่งกระจานจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกหรือไม่ ซึ่งจะมีการพิจารณากันในวันนี้ 16.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

เหตุผลว่าทำไมรัฐบาลต้องเร่งรัดในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานในครั้งนี้นั้น เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเป็นปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารขึ้นมาเป็นรัฐบาล

หลังจากนั้นมีการปัดตกมาทุกครั้ง เนื่องจากคณะกรรมการมรดกโลกทั้งหมดมีมติไม่รับรองการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติ เพราะรัฐบาลไทยยังไม่ได้แก้ไขปัญหาสิทธิชุมชนดั้งเดิม

พื้นที่แห่งนี้มีกฎหมายทับซ้อนกันมากมาย พื้นที่นี้ไม่ได้ต่างอะไรกับอุทยานแห่งชาติ เพราะเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการจัดการกับชาวบ้านได้ แม้ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายอะไรก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการบัญญัติไว้ในกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติไม่เคยเกิดขึ้นจริง การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาก็ตั้งในนาม ไม่มีการประชุมหรือมีมติให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมสักที

ผู้แทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมยังกล่าวว่า วันนี้ 16.30 น. จะเป็นเวลาชี้ชะตาว่ากลุ่มป่าแก่งกระจานจะได้รับการรับรองเป็นมรดกโลกหรือไม่ ซึ่งจริงๆ เมื่อวานช่วงเช้า ในเว็บไซต์ของนูเยสโก ได้เผยแพร่ร่างคำพิจารณาว่า จะมีมติให้กลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยมีประเทศรัสเซีย จีน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย สเปน เอธิโอเปีย เซนต์คิตส์แอนด์เนวิส มาลี และไทย รับรองแล้ว

 

นั่นหมายความว่า นี่คือการล็อบบี้ครั้งยิ่งใหญ่ที่รัฐบาลไทยทำกับรัฐบาล 9 ประเทศ เพื่อให้รัฐบาลไทยได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแม้จะยังไม่มีการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมติจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 43 ในปี 2562 ขอให้ไทยดำเนินการเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ข้อเรียกร้องของชุมชนกะเหรี่ยง 2.การแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชน และ 3.การรับฟังความคิดเห็นต่อการเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก

ทั้งนี้ ในปี 2564 ไทยได้มีความพยายามเชิญสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) มาติดตามตรวจสอบและให้คำแนะนำต่อการดำเนินงานเพื่อนำเสนอเป็นแหล่งมรดกโลก จำนวน 3 ครั้ง แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 (COVID-19) ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติภารกิจได้

ทั้งนี้ ในการดำเนินการมีกระบวนรับฟังความคิดเห็นและมีการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานในพื้นที่ร่วมกับนานาชาติ ซึ่งรวมถึงองค์กร IUCN ประจำประเทศไทยด้วย


“พลายบุญช่วย” บุกพังบ้านหลังเดิมที่ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่

Sat, 24 Jul 2021 19:55:00

วันนี้ (24 ก.ค.2564) นายอิทธิพล ไทยกมล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ทำรายงานถึงผู้บริหารกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า เวลา 02.30 น. ขณะเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนผลักดันช้างป่า กำลังปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังไล่ช้างป่า ที่กำลังเข้ามายังบริเวณบ้านห้วยสัตว์ใหญ่

 

ได้รับแจ้งจากน.ส.รัชฎาวรรณ ผึ้งประสพพร ชาวบ้านหมู่ 1 บ้านเฉลิมพระเกียรติพัฒนา ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า เกิดเหตุช้างป่าเข้าพังกำแพงบ้านได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างป่า จึงได้เข้าไปตรวจสอบ พบพลายบุญช่วย ที่เคยเข้าพังกำแพงบ้านหลังดังกล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงได้ผลักดันออกไป

"ช้างป่า" บุกพังครัวกลางดึก "หมอล็อต" เผยอาจได้กลิ่นอาหาร

กรณีดังกล่าว เป็นการเกิดเหตุซ้ำรอยหลังจากช้างตัวดังกล่าวเข้าพังกำแพงบ้านดังกล่าวมาแล้ว และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ได้ช่วยเหลือซ่อมแซมและมอบวัสดุเพิ่มเติมให้ไปในคราวก่อน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ ,ทหารชุดเฉพาะกิจจงอางศึก และสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ได้ร่วมกันดำเนินการซ่อมแซมบ้านดังกล่าว


ทส.สยบข่าวไทยถอนตัว IUCN ยังเสนอ "แก่งกระจาน" เป็นมรดกโลก

Fri, 23 Jul 2021 12:01:00

วันนี้ (23 ก.ค.2564) นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี โฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีที่มีข่าวว่า ประเทศไทยเตรียมถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ IUCN รวมถึงกรณีจะถอนการเสนอป่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จากการขึ้นเป็นมรดกโลก นั้น

จากการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พบว่า กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ประเทศไทยโดย ทส.ยังพร้อมให้ความร่วมมือกับ IUCN และทุกองค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย 

ขณะที่แหล่งข่าว ระบุว่า กรณีดังกล่าวอาจเป็นเพียงข่าวลือ และก่อนหน้านี้ไม่มีสัญญาณใด ๆ ออกมา ทาง IUCN ก็ไม่เคยได้ยินกรณีนี้และขอตรวจสอบก่อน

อ่านข่าวเพิ่ม เปิดถกมรดกโลก รอลุ้น "แก่งกระจาน" หลังเลื่อน 2 ปี

รอลุ้น กก.พิจารณาแก่งกระจานขึ้นทะเบียน 26 ก.ค.นี้

สำหรับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 44 ที่ประเทศจีน ในวันที่ 26 ก.ค.นี้ มีวาระการพิจารณากลุ่มป่าแก่งกระจาน เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลังจากเลื่อนมาแล้ว 2 ปี

แหล่งข่าวระบุว่า อาจจะต้องมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีก แม้ว่าเราจะทำข้อมูลในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนไปแล้วก็ตาม จึงต้องลุ้นว่าจะได้รับการเสนอขึ้นสำเร็จหรือไม่

ขณะที่การพิจารณาที่ต้องจับตาในวันนี้ (23 ก.ค.) คือ การเสนอมติเกี่ยวกับกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มรดกโลกทางธรรมชาติแหล่งที่ 2 ของประเทศไทย เบื้องต้นมีรายงานว่า คณะกรรมการมรดกโลก มีมติให้ไทยดำเนินการตามมติปี 2559 

รวมทั้งเรื่องข้อเสนอการสร้างเขื่อนรอบพื้นที่มรดกโลก ซึ่งจะต้องทำการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (SEA) และข้อเสนอให้ขอให้ยกเลิกแผนการก่อสร้างเขื่อน และอ่างเก็บน้ำภายในพื้นที่อย่างถาวร เพื่อลดผลกระทบทางลบต่อคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากลของแหล่งมรดกโลก 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบรกไทยสร้างเขื่อนรอบ "เขาใหญ่" เสี่ยงถูกถอดจากมรดกโลก

 

 

 


เบรกไทยสร้างเขื่อนรอบ "เขาใหญ่" เสี่ยงถูกถอดจากมรดกโลก

Thu, 22 Jul 2021 15:52:00

วันนี้ (22 ก.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 44 ที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล

คณะกรรมการมรดกโลก ได้พิจารณารายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกในภาวะอันตราย 1 แหล่ง คือ แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม Liverpool Maritime Mercantile City ของสหราชอาณาจักร และมีมติเห็นชอบให้ถอดแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม Liverpool Maritime Mercantile City ออกจากแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้วยคะแนนเสียงโหวต 13 ประเทศ ต่อ 5 ประเทศ 

"เขาใหญ่" เสี่ยงหลุด-เบรกสร้างเขื่อนเพิ่ม 

สำหรับมติเกี่ยวกับกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ที่เป็นมรดกโลกแหล่งที่ 5 ของโลก และเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแหล่งที่ 2 ของประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้คาดว่า จะถูกนำเสนอเข้าพิจารณาให้เป็นมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย แต่ปรากฏว่า ไม่ถูกบรรจุเข้าสู่การประชุมในครั้งนี้ หลังจากคณะผู้แทนไทย สามารถเจรจากับกรรมการประเทศอื่นๆ ได้สำเร็จ

แต่คณะกรรมการมรดกโลก ได้มีมติให้กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มีมติให้ไทยดำเนินการใน 6 ประ เด็น คือ ประเด็นแรก ให้กำหนดนิยามในการบ่งชี้แผนปฏิบัติการ เพื่อให้มั่นใจว่า มีวิธีการตรวจสอบที่เพียงพอ ในการวัดประสิทธิผลในการดำเนินการตามคำแนะนำขอคณะผู้ติดตามตรวจสอบในปี 2559

ประเด็นที่ 2 ให้ดำเนินการติดตามผลอย่างใกล้ชิดว่า การออกกฎหมายใหม่ส่งผลต่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของแหล่งอย่างไร และให้แน่ใจว่า มีการใช้มาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการบุกรุกพื้นที่แหล่งอย่างผิดกฎหมาย

3.ให้ดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่า มีมาตรการบรรเทาผลกระทบและการติดตามผลกระทบ จากการดำเนินการ ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนห้วยโสมง และทางหลวงแผ่นดินสาย 304 เพื่อลดผลกระทบต่อคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล

แนะจัดทำรายงานเสนอภายใน 1 ก.พ.2565  

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังยินดีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ยุติการขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 348 และหาทางเลือกอื่นเพื่อความจำเป็นและความเหมาะสม ในการก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ และการยกเลิกโครงการก่อสร้างเขื่อนลำพระยาธาร

ได้รับรายงานว่า มีการพัฒนาโครงการเขื่อนหลายโครงการในพื้นที่ และบริเวณใกล้เคียง จึงขอให้ยกเลิกแผนการก่อสร้างเขื่อน และอ่างเก็บน้ำภายในพื้นที่แหล่งอย่างถาวร เพื่อลดผลกระทบทางลบ ต่อคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากลของแหล่งมรดกโลก 

 

นอกจากนี้ให้ดำเนินการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (SEA) สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมถึงแหล่งมรดกโลก เพื่อรายงานแผนการจัดการและแผนการพัฒนาในอนาคต ของพื้นที่ลุ่มน้ำ

สำหรับข้อเสนอโครงการก่อสร้างเขื่อน โดยรอบพื้นที่แหล่งมรดกโลก ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณค่าความโดดเด่น อันเป็นสากลของแหล่งมรดกโลก ให้ระงับการดำเนินการ จนกว่าการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์จะแล้วเสร็จ และได้รับการตรวจสอบโดยศูนย์มรดกโลก และสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN)

ที่ประชุมให้จัดส่งรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก กลุ่มป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ และรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ภายในวันที่ 1 ก.พ.2565 เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณา ในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ในปี 2565

ไทยพีบีเอสออนไลน์สัมภาษณ์นางรวิวรรณ ภูริเดช เลขาสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า  ขณะนี้คณะกรรมการมรดกโลก ได้ขอให้ไทยทำตามมติของปี 2559 ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอคือการสร้างเขื่อนรอบพื้นที่มรดกโลก ต้องทำการประเมิน SEA ทั้งหมดก่อน หมายความว่าทุกอย่างยังไม่ให้ดำเนินการ จนกว่าจะมีการศึกษาทั้งหมดและเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดถกมรดกโลก รอลุ้น "แก่งกระจาน" หลังเลื่อน 2 ปี

 

 


คพ.กำชับห้ามทิ้งแมสก์ใช้แล้วในขวดพลาสติก

Thu, 22 Jul 2021 14:55:00

วันนี้ (22 ก.ค.2564) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากสถานการณ์ COVID-19 ที่มีการแพร่ระบาดในวงกว้าง  ส่งผลให้มีการใช้หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมา คพ.ได้จัดทำข้อแนะนำให้ประชาชนทั่วไปได้ปฏิบัติตาม ดังนี้ ถอดหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วโดยไม่สัมผัสกับด้านในของหน้ากาก จากนั้นม้วนให้ส่วนที่สัมผัสกับปากอยู่ด้านใน พันสายรัดให้แน่น และนำไปใส่ถุงพลาสติกมัดให้แน่น ระบุข้อความว่าเป็น “ขยะติดเชื้อ” ให้ชัดเจน ส่วนขยะดังกล่าวต้องแยกทิ้งจากขยะทั่วไป รอการเก็บขนไปกำจัดหลักวิชาการ

ต้องขอขอบคุณประชาชนส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ยังมีบางครัวเรือนที่แยกทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้ว ใส่ลงในขวดพลาสติก เพราะคิดว่าจะปลอดภัยกับคนมาเก็บขนขยะ แต่เป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อน ทส.ต้องขอความร่วมมือ ไม่ทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วในขวดน้ำดื่มพลาสติก

 ห่วงขยะติดเชื้อกำจัดผิดวิธียิ่งเพิ่มปัญหา 

นายอรรถพล กล่าวว่า  การที่ไม่แนะนำให้ทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วเก็บในขวดพลาสติก เนื่องจากการใส่ขยะติดเชื้อในขวดพลาสติก จะทำให้ไม่สามารถกำจัดได้โดยง่าย นอกจากการนำไปเผา ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะมากกว่าเดิม เพราะต้องเผาขวดพลาสติกไปด้วย

หากไม่นำไปเผา พนักงานเก็บขยะจะต้องเปิดขวด เพื่อดึงหน้ากากออกมา จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเพิ่มภาระให้กับพนักงานเก็บขนขยะ

สำหรับขวดพลาสติก PET ยังมีมูลค่า และราคาค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับขยะพลาสติกประเภทอื่นๆ หากมีการนำเอาหน้ากากอนามัยออกเพื่อนำขวดไปขาย จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเชื้อโรคและการระบาดอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น และร้านรับซื้อของเก่าหรือโรงงานรีไซเคิลจะไม่รับซื้อขวดพลาสติก ที่มีของแข็งหรือของเหลวใดๆ เพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ขวดพลาสติกที่มีหน้ากากอนามัยจะถูกคัดทิ้ง กลับไปเป็นขยะพลาสติกอีกครั้ง 

ไทยผลิตขวดพลาสติกเพื่อบรรจุน้ำดื่มประมาณ 4,400 ล้านขวดต่อปี หากขวดพลาสติกเหล่านี้ไม่มีการปนเปื้อนก็จะถูกนำกลับไปรีไซเคิลได้ 100 %

จึงขอความร่วมมือช่วยกันแชร์ ช่วยกันบอกต่อ ส่งต่อคำแนะนำและองค์ความรู้ดังกล่าวให้ทั่วถึง อย่างน้อยให้คนในครอบครัวได้ช่วยกันจัดการขยะหน้ากากอนามัยได้อย่างถูกวิธี ไม่เพิ่มความเสี่ยงอันตรายให้กับพนักงานเก็บขนขยะและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

กทม.ขอความร่วมมือคัดแยกขยะติดเชื้อ 

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ @pr_bangkok โพสต์ทวิตเตอร์ ขั้นตอนการคัดแยกขยะติดเชื้อ โดยระบุว่า กทม. ขอความร่วมมือประชาชนแยกทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วอย่างถูกวิธี เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 โดยใส่ถุงที่ปิดสนิท มัดปากถุงให้แน่นเขียนหรือติดหน้าถุงว่า “หน้ากากอนามัย” แยกทิ้งให้รถเก็บขยะ หรือทิ้งในถังรองรับที่จัดไว้เป็นการเฉพาะ

 

ก่อนหน้านี้ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้มีมูลฝอยติดเชื้อช่วงม.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา รวม 31,709.84 ตัน เฉพาะเดือน มิ.ย.พบปริมาณมูลฝอยติดเชื้อสูงที่สุดเฉลี่ย 210 ตันต่อวัน

ทั้งนี้จากการหารือนโยบายแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) อาจทำให้ขยะมูลฝอย และมูลฝอยติดเชื้อจากครัวเรือนมากขึ้น ทั้งที่ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย หรือสารคัดหลั่ง เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู และภาชนะใส่อาหารพร้อมบริโภคแบบใช้ครั้งเดียว รวมทั้งการอนุญาตใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit จึงขอให้กำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อลดการแพร่กระจายของ COVID–19

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คพ.ออกคู่มือกำจัดขยะติดเชื้อ Antigen Test Kit

ห่วงขยะติดเชื้อโควิดพุ่ง! หลังเริ่มใช้ชุดตรวจ-กักตัว Home Isolation