ครู "ขออากาศบริสุทธิ์" โรงเรียนใกล้โรงงานราชบุรีหวั่นสารปนเปื้อน

Wed, 6 Jul 2022 15:19:00
บ้านเราอากาศดี ทำไมต้องมาเจอมลพิษด้วย ตอนแรกรู้ว่าเป็นโรงงานรีไซเคิล คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่ตอนหลังรู้ว่ามีสารเคมี มีการรั่วไหล ก็กังวล ไม่อยากให้มีสารเคมีอยู่ใกล้โรงเรียนหรือนักเรียนต้องการอากาศบริสุทธิ์ 

หนึ่งในครูโรงเรียนบ้านหนองนกกระเรียน ในต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ให้ข้อมูลกับไทยพีบีเอส ว่า โรงเรียนแห่งนี้อยู่ห่างจากโรงงานแวกซ์ กาเบจ รีไซเคิล ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2565 เพียง 3 กิโลเมตร ทำให้ได้รับผลกระทบจากโรงงานในวันเกิดเหตุเพลิงไหม้ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. 

เหตุการณ์วันนั้นนักเรียน 188 คน ตั้งแต่ชั้น อ.2 ถึง ม.3 ยืนเข้าแถวก่อนเข้าชั้นเรียน ท่ามกลางควันไฟที่ปกคลุมไปทั่วพื้นที่ เด็กหลายคนคอแห้ง ต้องดื่มน้ำมาก ครูบางส่วนมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย


นี่ไม่ใช่ ครั้งแรกที่โรงเรียนได้รับผลกระทบจากโรงงาน เพราะทุกครั้งที่มีฝนตกหนัก กลิ่นเหม็นจนแสบจมูกจะลอยคลุ้งมาถึงโรงเรียน จนกว่าฝนจะหยุดตก 

ไม่เพียงกลิ่นเหม็นจากสารเคมีในวันฝนตก แต่โรงเรียนยังกังวลถึงสุขภาพนักเรียนจนต้องสั่งซื้อน้ำดื่มมาให้นักเรียนดื่มทุกวัน แต่ด้วยข้อกังวลว่าโรงงานผลิตน้ำดื่ม ละแวกใกล้เคียงจะมีสารปนเปื้อนหรือไม่ จึงตัดสินใจสั่งซื้อน้ำจากตำบล และอำเภออื่น โดยต้องยอมเพิ่มค่าใช้จ่าย เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน


ไทยพีบีเอส ยังพบว่าโรงเรียนวัดน้ำพุ  ต.น้ำพุ อ.เมืองราชบุรี เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่อาจได้รับผลกระทบจากโรงงานแห่งนี้ เพราะอยู่ห่างจากโรงงานราว 10 กิโลเมตร ด้านหลังโรงเรียน มีลำห้วยน้ำพุ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไหลผ่าน หลังโรงงานขยะรีไซเคิล 

ไพรฑูรณ์ เฉลิมดิษฐ ผู้อำนวยการโรงเรียน ยอมรับว่า ตั้งแต่อยู่โรงเรียนแห่งนี้มานาน 3 ปี ยังไม่เคยเห็นปลาในลำห้วยมาก่อน และปัจจุบันผู้นำชุมชนรวมถึงชาวบ้านก็ไม่นำน้ำจากลำห้วยมาใช้อุปโภค บริโภคอีกแล้ว

ก่อนหน้าเคยมีเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำ มาตรวจน้ำในลำห้วยน้ำพุ แต่ไม่พบว่ามีสารอะไร และโรงเรียน ก็ยังไม่มีรายงานเด็กได้รับสารพิษจนต้องไปโรงพยาบาล


สอดคล้องกับคำบอกเล่าของนักเรียนชั้น ม.3 ของโรงเรียน เกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันเกิดเพลิงไหม้ว่า แม้โรงเรียนจะมีระยะห่างจากโรงงานพอสมควร แต่ควันไฟก็ลอยมาถึง และก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเหตุโรงงานระเบิดจนไฟไหม้มาแล้ว 1 ครั้ง ทำให้รู้สึกกังวล และห่วงสุขภาพผู้สูงอายุที่บ้าน ว่าควันจากโรงงานอาจเป็นมลพิษต่อร่างกายได้

เปิดผลตรวจโลหะหนักชาวบ้าน เกินค่าอ้างอิงนับร้อยคน

พื้นที่ ต.น้ำพุ มีประชากร 5,643 คน ใน 6 หมู่บ้าน นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานดังกล่าว โดยมีข้อมูลว่า มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านกลิ่น น้ำปนเปื้อน ด้านสุขภาพ และคุณภาพชีวิต จำนวน 725 คน หรือ 246 ครัวเรือน ส่งผลให้ประชาชนที่เดือดร้อนรวมตัวกัน เพื่อฟ้องร้องกับโรงงานเพื่อเรียกค่าเสียหาย การต่อสู้ที่ยาวนานกว่า 20 ปี เป็นระยะเวลาเดียวกับที่ประชาชนรู้สึกได้ถึงร่างกายและสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป และกังวลเกี่ยวกับการรับสารปนเปื้อน


ไทยพีบีเอสได้รับข้อมูลจากคนในพื้นที่ พบว่า ก่อนหน้านี้ อบต.น้ำพุ ได้อนุมัติงบฯ จากกองทุนหลักประกันสุขภาพ เพื่อจัดทำโครงการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนผู้รับผลกระทบจากสถานประกอบการจัดการขยะรีไซเคิล ทั้งยังได้ร่วมมือกับ สสจ.ราชบุรี โรงพยาบาลราชบุรี และ รพ.สต.น้ำพุ เพื่อตรวจร่างกายหาโลหะหนักของประชาชนในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2559 -2564 รวม 467 คน โดยทุกปีพบมีสารโลหะหนักแตกต่างกันไป และเริ่มพบสารโลหะหนักหลายตัวในปีเดียวกัน

ภาพรวมพบแมงกานีสเกินค่าอ้างอิง 347 คน ตะกั่วเกินค่าอ้างอิง 6 คน นิกเกิลเกินค่าอ้างอิง 184 คน และสารหนูเกินค่าอ้างอิง 116 คน 

แม้จะชนะคดี เมื่อปลายปี 2563 แต่ผู้ได้รับผลกระทบ ยังรอเงินเยียวยาจากโรงงานเพื่อชดเชยกับความเสียหาย เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกเขาคาดหวังมากที่สุด และเป็นเป้าหมายในการเดินหน้าสู้ คือ การให้โรงงานยุติกิจการเพื่อไม่ให้เกิดสารปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมในบ้านเกิดของพวกเขาต่อไป

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตรวจเพิ่ม "ดิน-น้ำ" โรงงานราชบุรี ขีดเส้น 15 วันกำจัดถังสารเคมี

ชาวสวนใกล้โรงงาน โอดสารเคมีปนเปื้อนลำห้วย 20 ปียังแก้ไม่ได้

คพ.รับลูกชงประกาศ "เขตควบคุมมลพิษ" โรงงานรีไซเคิลราชบุรี

อบต.รางบัว​ โต้เอี่ยวแบคโฮเจาะถังสารเคมีหลังไฟไหม้โรงงาน

 


ยึดเต่า 116 ตัว มูลค่า 9 แสนบาท หลังหญิงยูเครนขนข้ามประเทศ

Tue, 5 Jul 2022 14:24:00

วันนี้ (5 ก.ค.2565) นายประเสริฐ สอนสถาพรกุล ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา เปิดเผยว่า นายสธน คงเงิน หัวหน้าด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจค้นสัมภาระหญิงชาวต่างประเทศ สัญชาติ ยูเครน เป็นผู้โดยสารสายการบิน ETHIOPIAN AIRLINE ซึ่งอยู่ระหว่างต่อเครื่องบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยได้เดินทางมาจากเมืองดาร์เอสซาลาม ประเทศแทนซาเนีย ปลายทางกรุงอาดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย หลังพบความผิดปกติของกระเป๋าสัมภาระ

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

จากการตรวจค้นพบเต่ามีชีวิตจำนวน 116 ตัว ประกอบด้วย เต่าดาวรัศมี จำนวน 14 ตัว เต่าแพนเค้ก จำนวน 98 ตัว และเต่ายักษ์อัลดาบรา จำนวน 4 ตัว มูลค่าประมาณ 900,000 บาท

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

การกระทำดังกล่าวมีความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 23 ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 มาตรา 31 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242,244 จึงได้ร่วมกันตรวจยึดของกลางทั้งหมดและจับกุมเจ้าของกระเป๋าดังกล่าว นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนสัตว์ของกลางได้นำส่ง กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อดูแลรักษาต่อไป

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

สำหรับการตรวจยึดเต่าในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจประมงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

การตรวจยึดดังกล่าวเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจประมงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 


เที่ยวชมวิถีริมน้ำคลองอ้อมนนท์ ด้วยเรือไฟฟ้าพลังงานสะอาด

Tue, 5 Jul 2022 09:20:00

สืบตระกูล บินเทพ อดีตผู้บริหารภาคเอกชน ที่ผันตัวจากแวดวงธุรกิจอุตสาหกรรมมาให้บริการนำเที่ยวด้วยเรือไฟฟ้าไฮบริดจ์ ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก สลับเครื่องยนต์เก่าระบบน้ำมัน โดยดัดแปลงระบบไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์ของเรือไม้โบราณอายุกว่า 60 ปี ในชื่อ "พฤกษาธารา" ที่ซื้อมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อนำนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเที่ยวชมธรรมชาติและวิถีชีวิตริมคลองอ้อมนนท์ จ.นนทบุรี และถือเป็นเรือไฟฟ้าลำแรกของ จ.นนทบุรี

ลัดเลาะลำน้ำชมวิถีชีวิตชาวคลองอ้อมนนท์ 

สืบตระกูล เล่าให้ไทยพีบีเอสออนไลน์ฟังว่า คลองอ้อมนนท์ แท้ที่จริง คือ แม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น แต่เมื่อมีการขุดคลองเพื่อเป็นทางลัดจึงทำให้คลองขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นแม่น้ำ ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมอย่างคลองอ้อมนนท์ก็แคบลงและตื้นขึ้น​ กลายเป็นเส้นทางที่ใช้สัญจรของคนในพื้นที่เป็นหลัก

 

คลองอ้อมนนท์ มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยสามารถชมวิถีชีวิตของคนริมคลอง ร้านค้า และร้านอาหารต่าง ๆ ริมแม่น้ำ ไปจนถึงเรือที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด​ เช่น เรือขายปลาทู หรือ ก๋วยเตี๋ยวเรือ เรือน้ำชากาแฟ  นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทำบนเรือ​ เช่น การเก็บขยะในคลอง หรือ การถ่ายภาพนก ที่สามารถใกล้ชิดได้มากขึ้น เนื่องจากเสียงที่เงียบของเรือ​ ทำให้เหมาะกับนักถ่ายภาพสายธรรมชาติที่ต้องการเก็บภาพนกน้ำต่าง ๆ 

 

เส้นทางที่ให้บริการ คือ วัดบางระโหง บริเวณคลองอ้อมนนท์ไปจนถึงย่านคลองฝั่งธน เช่น คลองบางกอกใหญ่ (คลองบางหลวง) บางกอกน้อย ชักพระ บางเชือกหนัง คลองด่าน คลองบางขุนเทียน สนามชัย คลองมอญ และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสามารถปรับรูปแบบได้ตามความต้องการ

 

ขณะที่ผลตอบรับค่อนข้างดีหลังเปิดให้บริการมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เมื่อมาแล้วก็มักจะใช้บริการซ้ำ กลุ่มนักท่องเที่ยวจะมีทั้งรูปแบบของครอบครัว วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยให้บริการทุกวันเพียงแต่ต้องแจ้งล่วงหน้า โดยนักท่องเที่ยวจะมีจำนวนมากในช่วง วันศุกร์-อาทิตย์

เรือไฟฟ้าเงียบ ลดมลพิษ ประหยัดพลังงาน

สืบตระกูล ยังอธิบายข้อดีของการท่องเที่ยวด้วยเรือพลังงานไฟฟ้าว่า จุดเด่นของเรือไฟฟ้าไฮบริดจ์ สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคาเรือ สามารถนำพลังงานมาเก็บไว้ได้ภายในแบตเตอรี่ และสามารถเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 10 กม./ชม.และเดินทางได้ระยะราว 60 -70 กม.ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานในยุคที่น้ำมันแพงเช่นนี้ไปได้อย่างมาก

สืบตระกูล บินเทพ อดีตผู้บริหารภาคเอกชนที่ผันตัวมาให้บริการนำเที่ยวด้วยเรือไฟฟ้าไฮบริดจ์

สืบตระกูล บินเทพ อดีตผู้บริหารภาคเอกชนที่ผันตัวมาให้บริการนำเที่ยวด้วยเรือไฟฟ้าไฮบริดจ์

 

ด้วยความเร็วที่ไม่มากนักก็จะไม่ก่อให้เกิดคลื่นใหญ่หรือรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อตลิ่งและบ้านเก่าริมน้ำ  ส่วนมลพิษจากกลิ่นของน้ำมันเครื่องหรือเครื่องยนต์ก็ไม่มีเช่นกัน

 

ขณะที่มลพิษทางเสียงที่หากเทียบกับเรือที่ใช้เครื่องยนต์ทั่วไปจะมีเสียงที่เบามากอยู่ที่ประมาณ 20 เดซิเบล และไม่ส่งผลกระทบต่อคนริมคลอง รวมถึงสามารถพูดคุยบนเรือได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถซึมซับบรรยากาศ เสียงนก หรือเสียงธรรมชาติริมคลองได้เป็นอย่างดี

 

ดังนั้น​ การดัดแปลงเรือไม้โบราณเป็นเรือนำเที่ยวจึงเหมาะสมอย่างมาก ขณะที่ก็สามารถปรับไปใช้กับเรือในรูปแบบอื่น ๆ ได้ เช่น​ เรือข้ามฟาก และเรือท่องเที่ยวที่ติดเครื่องยนต์ท้ายเครื่อง

พร้อมถ่ายทอดความรู้ "เรือไฟฟ้า"

สืบตระกูล ยังเล่าต่ออีกว่า ขณะนี้ตนเองและกลุ่มเพื่อนมีเรือไฟฟ้าอยู่ราว 10 ลำ ให้บริการในคลองต่าง ๆ ในหลายพื้นที่​ เช่น​ คลองบางกอกน้อย 

 

นอกเหนือจากการให้บริการนำเที่ยวแล้ว ยังพร้อมที่จะถ่ายทอดให้ความรู้กับผู้ที่สนใจ ด้วยการเดินทางไปบรรยายการติดตั้งดัดแปลงเรือประเภทต่าง ๆ ให้เป็นเรือไฟฟ้า เช่น เรือข้ามฟาก ใน จ.สมุทรปราการ หรือ เรือประมงชายฝั่งขนาดเล็กในพื้นที่ จ.ระยอง หรือ ใน จ.สุโขทัย และ จ.เชียงใหม่ ซึ่งหากมีการปรับให้เป็นเรือไฟฟ้าก็จะช่วยลดต้นทุนในการประกอบกิจการได้เป็นอย่างดี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

ทั้งนี้​ การปรับแต่งระบบไฟฟ้าอาจมีราคาที่สูงราว 300,000 - 500,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดเรือและวัตถุประสงค์ในการใช้งานแต่จะเป็นการใช้จ่ายเพียงครั้งเดียว จากนั้นจะมีการซ่อมบำรุงที่น้อยมาก ค่าใช้จ่ายหลังจากการติดตั้งจึงแทบไม่มี

ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องหากเทียบกับระบบไฟฟ้าที่จะไม่ต้องคำนึงถึงภาระดังกล่าวอีกเลย เนื่องจากสามารถเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์มาเก็บไว้ที่แบตเตอร์รี่ได้

 

นายสืบตระกูล กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดัดแปลงเครื่องยนต์เอาต์บอร์ดติดตั้งท้ายเรือซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 2 จังหวะเก่ามาดัดแปลงเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อให้ประหยัดพลังงาน

 

ในอนาคตต่อไปเรือของทางราชการ หรือเรือท่องเที่ยวต่าง ๆ จะสามารถใช้เครื่องยนต์ติดท้ายเรือให้ใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งในต่างประเทศมีจำหน่ายในราคาที่สูง​ แต่คนไทยก็มีองค์ความรู้ที่สามารถดัดแปลงเครื่องยนต์เหล่านี้และซ่อมบำรุงได้ ทั้งนี้จะช่วยประเทศในภาพรวมให้ใช้เครื่องยนต์จากพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อลดการใช้พลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย


พบอีก! ที่ดิน 185 ไร่โรงงานรีไซเคิล ส่อครอบครองเขตหวงห้ามป่าเขาล้อมรั้ว

Fri, 1 Jul 2022 16:55:00

วันนี้ (1 ก.ค.2565) นายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้ราชบุรี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) กรมป่าไม้ ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า คณะทำงานตรวจสอบที่ดินในครอบครองของ บริษัทแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด ท้องที่หมู่ที่ 8 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยได้มีการหารือกันนัดแรกเมื่อ 28 มิ.ย.พบว่าโรงงานแห่งนี้อาจเข้าข่ายการใช้ประโยชน์ที่ดินต่างๆนี้

พบมีโฉนดที่ดิน 3 ฉบับ น.ส.3 ก 1 ฉบับ เนื้อที่ 185 ไร่ พบว่าที่ดินในครอบครองของบริษัทฯ ทั้งหมดอยู่ในเขตหวงห้ามที่ดินในราชการกรมป่าไม้ ตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินป่าเขาล้อมรั้ว พ.ศ.2488

นอกจากนี้ยังมีที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่ง สปก.ราชบุรี แจ้งว่า มีการออกเอกสาร สปก. 4-01 แล้ว เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ และที่ดินในเขตทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ 2484 โดยอ.บ.ต.รางบัว แจ้งว่า มีความกว้างเขตทางประมาณ 5 เมตร ยาวประมาณ 500 เมตร ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบแล้ว

พบครอบครองที่ดินเขตหวงห้ามที่ดินป่าเขาล้อมรั้ว

นายพัฒนะ กล่าวอีกว่า ผลตรวจสอบที่ดินจะนำไปเทียบกับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ร่วมกับการตรวจสอบรังวัดในพื้นที่ เบื้องต้นหากดูตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินป่าเขาล้อมรั้ว พ.ศ.2488 มีก่อนกฎหมายประมวลที่ดินพ.ศ.2497 ซึ่งเจ้าของที่ดินอ้างมีโฉนดอาจจะได้รับที่ดิน นส.3 ก. และสค.1 เปลี่ยนมือมาจากคนอื่นๆ นำมาออกโฉนดได้ แต่จะต้องตรวจสอบย้อนกลับ

กรมป่าไม้จะส่งให้กรมที่ดิน ตั้งคณะทำงานไต่สวน เพื่อตรวจสอบร่วมกันว่ามีการออกโฉนดในเขตป่าโดยมิชอบหรือไม่ ถ้าออกโดยไม่ชอบ จะยกเลิกตามมาตรา 61 ประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อเพิกถอนตามขั้นตอน

นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้า จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินของโรงงานรีไซเคิลแห่งนี้ในภาพรวมอีกครั้ง ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่แค่ตัวที่ดินมีการอ้างออกโฉนด หรือการครอบครองที่ดินส.ป.ก. แต่จะตรวจสอบอย่างละเอียดพื้นที่ตัวโรงงาน จุดฝังกลบและการใช้ที่ดินรอบโรงงานด้วย

ภาพ:กรมควบคุมมลพิษ

ภาพ:กรมควบคุมมลพิษ

แจ้งข้อหาเพิ่มครอบครองวัตถุอันตราย

ขณะที่ล่าสุดนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า หลังจากหน่วยพิทักษ์สิ่งแวดล้อมที่ 8 เข้าตรวจสอบพื้นที่ภายในพื้นที่โรงงาน เมื่อวานนี้(30 มิ.ย.) พบมีวัสดุเหลือใช้ที่ถูกไฟไหม้แล้ว ยังมีของเสียอันตราย ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ.2556 ตกค้างอยู่ภายในอาคารของโรงงาน และไม่ได้ถูกเพลิงไหม้จำนวนมาก

โดยที่ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการที่มีของเสียอันตรายแล้ว ตั้งแต่พ.ศ.2561 ซึ่งของเสียเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตราย ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ดังนั้นการที่บริษัทครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 23 และต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งล่าสุด คพ.มอบหมายให้นายสุทธิพล เอี่ยมประเสริฐกุล ผอ.สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 8 แจ้งความที่ สภ.จอมบึง  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ป่าไม้-ส.ป.ก." ตรวจที่ดินโรงงานรีไซเคิลเข้าข่ายบุกรุกทางสาธารณะ

 

 

 


"ป่าไม้-ส.ป.ก." ตรวจที่ดินโรงงานรีไซเคิลเข้าข่ายบุกรุกทางสาธารณะ

Fri, 1 Jul 2022 12:39:00

กรณีไฟไหม้โรงงานแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งในช่วง 2 สัปดาห์หลังเกิดไฟไหม้ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบปัญหาการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อเสนอจากจังหวัดราชบุรีให้ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อแก้ปัญหาเบ็ดเสร็จ

วันนี้ (1 ก.ค.2565) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ตัวแทนจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ( ส.ป.ก.) และตัวแทนตำรวจ บก.ปทส.ประมาณ 20 คน ลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อร้องเรียนโรงงานบริษัทแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล จ.ราชบุรี บุกรุกที่ดินสาธาณะประโยชน์หรือไม่ รวมทั้งเตรียมตรวจสอบการออกโฉนดที่ดินว่าเข้าข่ายบุกรุกบุกรุกเขตป่าไม้หวงห้ามที่ดินป่าเขาล้อมรั้ว

นอกจากนี้​ มีภาพในวันเกิดเหตุเพลิงไหม้​ พบว่ามีประตูเข้าทางสาธารณะถูกปิดไว้

พบเทปูนซีเมนต์ในเขตทางสาธารณะ 

การลงพื้นที่ครั้งนี้​ มีการตรวจพิกัดบริเวณทางสาธารณะ เพราะยังไม่ชัดเจนว่าพื้นที่โรงงานรุกล้ำออกมาในทางสาธารณะหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่มีการตรวจวัดพิกัดรอบขอบเขต ซึ่งพบมีการเทคอนกรีตเป็นเนื้อเดียวกับพื้นโรงงาน​ เป็นระยะทางประมาณ​ 580 เมตร​ ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการทำประโยชน์ต่อเนื่อง

หลังจากถนนคอนกรีตพบพื้นที่ต้นไม้หนาแน่น​ ซึ่งเป็นทางสาธารณะอีก​ 15​ เมตร​ ทำให้สัญจรผ่านไป-มาลำบาก​ ถัดออกไปเป็นคันดินกั้นก่อนถึงลำห้วยน้ำพุ​

 

อย่างไรก็ตาม การตรวจวัดพิกัดรอบนี้ ไม่มีตัวแทนจากโรงงานมานำชี้แนวเขต ซึ่งหลังจากตรวจวัดพิกัดแล้วเสร็จ​ ทางคณะจะเดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.จอมบึง จ.ราชบุรี ว่าเข้ามาตรวจสอบพื้นที่แต่จะยังไม่แจ้งข้อกล่าวหาใด​ ๆ จนกว่าผลตรวจพิกัดจะแล้วเสร็จในสัปดาห์หน้า จากนั้นอีก 2-3 วันจึงคงรู้ว่ามีครอบครองที่ดินสาธารณะหรือไม่ จึงจะนำสู่การแจ้งความได้

เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตจากการลงพื้นที่ พบ รั้วโรงงานสูงประมาณ 2 เมตร ล้อมรั้วลวดหนาม นอกจากนี้ยังมีสายไฟพาดผ่านโรงงานทั้ง 2 ฝั่งทางสาธารณะ​ ทั้งยังมีร่องรอยรางประตูเหล็ก​ 2​ จุด​ บริเวณต้นทางเข้าและช่วงกลางทางสาธารณะด้วย

 

ส่วนถนนสาธารณะความยาว 580 เมตร กว้างไม่เท่ากัน ต้นทางกว้าง 7​ เมตร​ 40 เซนติเมตร ส่วนถัดลงมาช่วงกลางกว้าง 6 เมตร และ 8 เมตร และสุดทางพบกว้าง 7​ เมตร 80​ เซนติเมตร​ ส่วนความสูงต้นทาง 107 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) และปลายถนน 90 เมตรจาก รทก. 

อ่านข่าวเพิ่ม คพ.รับลูกชงประกาศ "เขตควบคุมมลพิษ" โรงงานรีไซเคิลราชบุรี

เปิดผลตรวจสอบโรงงานใช้ที่ดินประเภทไหนบ้าง?

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ได้รับข้อมูลว่าหลังจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทาง จ.ราชบุรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบที่ดินในครอบครองของบริษัทแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล หมู่ที่ 8 ต.รางบัว อ.จอมบึง ซึ่งคณะทำงานได้มีการหารือกันนัดแรกเมื่อ 28 มิ.ย.พบว่าโรงงานแห่งนี้อาจเข้าข่ายการใช้ประโยชน์ที่ดินต่างๆนี้

จากหลักฐานตามกฎหมายที่ดินป พบมีโฉนดที่ดิน 3 ฉบับ น.ส.3 ก 1 ฉบับ เนื้อที่ 185 ไร่ 3 งาน 94 ตารางวา พบว่าที่ดินในครอบครองของบริษัทฯ ทั้งหมด อยู่ในเขตหวงห้ามที่ดินในราชการกรมป่าไม้ ตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินป่าเขาล้อมรั้ว พ.ศ.2488

นอกจากนี้ยังที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่ง สปก.ราชบุรี แจ้งว่า มีการออกเอกสาร สปก. 4-01 แล้ว เนื้อที่ประมาณ 15 ไร่

 

รวมทั้งที่ดินในเขตทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ 2484 โดย อ.บ.ต.รางบัว แจ้งว่า มีความกว้างเขตทางประมาณ 5 เมตร ยาวประมาณ 500 เมตร ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบแล้ว 

นอกจากนี้จะมีการตรวจสอบเพิ่มเติมว่าโรงงานที่ดินในเขตทางสาธารณะประโยชน์ หรือมีพฤติกรรมอื่นหรือไม่ เช่น การลาดยาง เทคอนกรีต ทำรางระบายน้ำ ปิดกั้นเส้นทาง การห้ามบุคคลเข้าออกได้โดยสะดวก ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ก็จะแจ้งความดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ต่อไป 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตรวจเพิ่ม "ดิน-น้ำ" โรงงานราชบุรี ขีดเส้น 15 วันกำจัดถังสารเคมี

อบต.รางบัว​ โต้เอี่ยวแบคโฮเจาะถังสารเคมีหลังไฟไหม้โรงงาน

ชาวสวนใกล้โรงงาน โอดสารเคมีปนเปื้อนลำห้วย 20 ปียังแก้ไม่ได้


ตรวจเพิ่ม "ดิน-น้ำ" โรงงานราชบุรี ขีดเส้น 15 วันกำจัดถังสารเคมี

Thu, 30 Jun 2022 17:42:00

วันนี้ (30 มิ.ย.2565) นายมนตรี เหลืองอิงคสุต ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าหลังเหตุเพลิงไหม้โรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม แวกซ์ กาเบ็จ จ.ราชบุรี ร่วมกับนายอริยะ​ เชื้อชม​ ผอ.สนง.ทสจ. ราชบุรี​ และนายสมศักดิ์​ พลายมาต ผอ.ส่วนควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม​ สสภ.8


ต่อมาเวลา 13.30 น. นายมนตรี พร้อมทีมเจ้าหน้าที่ ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม อบต.รางบัว อบต.น้ำพุ ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน โดยไทยพีบีเอสได้ติดตามไปด้วย แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ และมีกลุ่มชายประมาณ 10 คน เฝ้าตั้งแต่จุดเข้าทางสาธารณะเป็นถนนคอนกรีตที่ผ่ากลางระหว่างตัวโรงงานฝั่งซ้ายและขวา ไปจนถึงหน้าประตูทางเข้าโรงงาน ก่อนชายคนหนึ่งแจ้งว่า ไม่อนุญาต และให้ทีมข่าวออกจากพื้นที่

จากนั้นคณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่สำรวจเบื้องต้น บริเวณลำห้วยน้ำพุ ติดกับบ้านเรือนประชาชน ซึ่งห่างจากโรงงาน 400 เมตร

นายสมศักดิ์​ พลายมาต ผอ.ส่วนควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม​ สสภ.8​ ระบุว่า ผู้ตรวจราชการได้ลงมาดูพื้นที่โรงงานและการดำเนินงานโดยมีทีมงานกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมภาค 8 มาร่วมเก็บตัวอย่างดินและน้ำในพื้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงาน รวมทั้งบริเวณบ่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในพื้นที่ชุมชนรอบโรงงาน โดยส่งให้ห้องแล็บกรมควบคุมมลพิษตรวจสอบสารปนเปื้อน คาดว่าใช้เวลา 1 เดือน

ส่วนพื้นที่เกิดเหตุที่มีถังสารเคมี หรือการปนเปื้อนลงดินและน้ำในพื้นที่ จะต้องนำออกไปกำจัดตามคำสั่งของกรมโรงงานที่ได้มีหนังสือคำสั่งและติดประกาศหน้าโรงงาน 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยให้เวลาบริษัท 15 วัน เพื่อกำจัดกากของเสียและสารเคมี เฉพาะจุดที่เกิดเพลิงไหม้ และวันนี้มีข้อมูลว่า บริษัทรับกำจัดของเสียเข้ามาดูพื้นที่บ้างแล้ว เพื่อประเมินขั้นตอนการเคลื่อนย้าย ส่วนถังบรรจุกากของเสียที่เหลือในโกดังอื่น หรือจุดอื่นภายในโรงงานนั้น กรมโรงงานจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

คาดว่ายังเหลือถังสารเคมีเกือบ 30,000 ถัง ส่วนสภาพในโรงงาน มีกลิ่นออกมาจากโกดังเป็นกลิ่นสารเคมีที่รั่วไหลออกมาจากถัง โรงงานยอมรับว่ารั่วไหลออกมาจริง ๆ แต่จะพยายามจะกำจัดถังเหล่านี้ให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบชาวบ้าน

ขณะที่การตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุไฟไหม้ ยังพบว่า ทางบริษัทให้ผู้รับเหมาทำคันดิน แต่ไม่ได้บดอัด เป็นการนำดินไปกองเท่านั้น เมื่อมีฝนตกทำให้น้ำไหลนองถนนยังอยู่ในพื้นที่บริษัท ไม่เห็นว่าน้ำไหลลงลำห้วย แต่คาดว่ามีการซึมลงใต้ดินตามธรรมชาติ จึงต้องตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึงภาพการเจาะกดถัง ว่า บริษัทชี้แจงว่าไฟไหม้ยังดับไม่สนิท ถังกองทับกันสูง ดังนั้นจึงมีการหารือกันว่า วิธีดับไฟต้องรื้อโครงหลังคาก่อน และใช้รถแบคโฮเกลี่ยถังลงมา โดยตำรวจให้ดำเนินการได้ภายใต้การกำกับดูแลของ อบต.รางบัว แต่ตนเองยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ได้แนะนำว่าให้บีบอัดได้เฉพาะถังที่ไม่มีสิ่งของด้านใน แต่การทำงานจริงอาจไม่ละเอียดเพียงพอ จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว


บางถังมีทั้งสีและสารปนอยู่ พอมีน้ำที่ใช้ดับเพลิงลงไปก็เป็นน้ำสี เพราะมีกากสี รถแบคโฮก็เกลี่ยหมด ไม่ได้ดูว่าถังไหนเป็นถังไหน อาจไม่เจตนา แต่เป็นเรื่องกระบวนการ ซึ่งน้ำพวกนี้ไหลไปกองอยู่ในถนน จึงมีคำสั่งให้กำจัดทั้งหมดภายใน 15 วัน ทั้งน้ำ ดิน ซากถัง


อย่างไรก็ตาม หากส่งกำจัดไม่แล้วเสร็จภายใน 15 วัน โรงงานสามารถขอขยายคำสั่งทางปกครองได้ แต่ต้องประเมินความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่โดยรอบด้วย กรณีที่โรงงานไม่ได้ดำเนินการได้ กรมโรงงาน หน่วยงานปกครองในพื้นที่ อบต. จะเข้ามาดำเนินการเอง และเรียกค่าใช้จ่ายกับบริษัท

ทั้งนี้ จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมหรือไม่ ยังไม่มีคำสั่งจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพราะอยู่ในกระบวนการดับไฟ แต่ภาพภาพการกดเจาะถังเป็นข้อสงสัยว่ามีการแอบไปฝังกลบหรือไม่ หลังจากนี้หากดำเนินการนอกเหนือคำสั่งก็จะมีความผิด เพราะกระทำผิดเงื่อนไข

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาผลกระทบจากบริษัทแวก กาเบจ และมีคณะอื่น ๆ ทำงานควบคู่กัน ทั้งคณะทำงานที่จะรวบรวมผลทางคดีตั้งแต่ก่อตั้งโรงงาน เพื่อติดตามความคืบหน้าและสรุปผล และคณะทำงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา

เรื่องน้ำยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจนจากเหตุเพลิงไหม้ แต่เรื่องเดิมมีอยู่แล้ว มีการปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยง่าย (vocs) และศาลพิพากษาแล้วว่าเกิดผลกระทบจริง ให้โรงงานชดเชยค่าเสียหายให้ชาวบ้าน แต่เรื่องเพลิงไหม้ต้องดูต่อไปว่า มีผลกระทบเพิ่มเติมหรือไม่

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คพ.รับลูกชงประกาศ "เขตควบคุมมลพิษ" โรงงานรีไซเคิลราชบุรี

อบต.รางบัว​ โต้เอี่ยวแบคโฮเจาะถังสารเคมีหลังไฟไหม้โรงงาน

 

 

 

 


คพ.รับลูกชงประกาศ "เขตควบคุมมลพิษ" โรงงานรีไซเคิลราชบุรี

Thu, 30 Jun 2022 16:10:00

ความคืบหน้ากรณีโรงงานแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งเกิดไฟไหม้เมื่อช่วงกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ถูกตรวจสอบปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม   

วันนี้ (30 มิ.ย.2565) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า จากการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย  กรณีไฟไหม้โรงงานแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เบื้องต้นมีข้อเสนอทางจ.ราชบุรีว่า อยากให้ประกาศพื้นที่โรงงานเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อให้จังหวัดหรือท้องถิ่นสามารถตั้งงบประมาณเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ ซึ่ง คพ.รับจะดำเนินการให้ และจะนำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะกรรมการควบคุมมลพิษภายในเดือน ก.ค. นี้ หากบอร์ดมลพิษเห็นชอบ ก็จะส่งเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามขั้นตอน

ภาพ:กรมควบคุมมลพิษ

ภาพ:กรมควบคุมมลพิษ

 

เบื้องต้นอาจจะประกาศเขตควบคุมมลพิษเพียงพื้นที่รอบโรงงานแห่งนี้ และรัศมีชุมชนรอบๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาการปนเปื้อนกากอุตสาหกรรม ซึ่งกรณีนี้จะไม่เท่ากับเคสพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่า เนื่องจากมีแหล่งกำเนิดจากนิคมอุตสาหกรรม 

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังได้รายงานในกรรมาธิการว่าฯ มีการฝังกลบกากอุตสาหกรรมากถึง 100,000 ตัน ทั้งที่ข้อเท็จจริงสารที่จะนำไปฝังกลบ ต้องไม่เข้าข่ายสารอันตราย เพราะตามกฎหมายอนุญาตเฉพาะวัสดุ หรือกากที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นทาง คพ.ประสานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เตรียมเข้าไปสำรวจและเจาะชั้นน้ำใต้ดินเพื่อตรวจสอบสารปนเปื้อน ทั้งในบ่อฝังกลบของโรงงาน และพื้นที่รอบๆ และชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตร คาดว่าเร็วสุดเดือน ก.ค. นี้

ทำไม? ต้องประกาศเขตควบคุมมลพิษ 

สำหรับการประกาศเขตควบคุมมลพิษ มีการประกาศไว้หลายแห่ง เช่น 

 

ทั้งนี้ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 กำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศเขตควบคุมมลพิษ เพื่อให้ท้องถิ่นหรือเขตการปกครองในพื้นที่นั้นๆ มีการจัดการควบคุมและแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่
ทำบัญชีแหล่งมลพิษ วิเคราะห์สถานการณ์ ความรุนแรง ปัญหา ผลกระทบ  จัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษ และการตั้งงบประมาณในการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะยาว 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"กรมป่าไม้" เตรียมตรวจที่ดินโรงงานรีไซเคิลราชบุรี 1 ก.ค.นี้

คุมมลพิษรัศมี 1 กม.ไฟไหม้โรงงานรีไซเคิล คาดเชื้อเพลิง 1,000 ถัง

 

 


ชาวสวนใกล้โรงงาน โอดสารเคมีปนเปื้อนลำห้วย 20 ปียังแก้ไม่ได้

Thu, 30 Jun 2022 11:04:00

ภาพข่าวรถแบ็กโฮเจาะบดถังสารเคมี หลังเหตุไฟไหม้เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับฝนที่ตกหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายธนู งามยิ่งยวด ชาวสวนลำไยในพื้นที่หมู่ 1 ต.น้ำพุ อ.เมือง จ.ราชบุรี กังวลว่า จะมีสารเคมีจากโรงงานรีไซเคิลแวกซ์ กาเบ็จ ซึมลงใต้ดินและปนเปื้อนแหล่งน้ำ ก่อนไหลมายังที่ดินและบ้านของเขา ซึ่งอยู่ต่ำกว่าโรงงาน และห่างกันเพียง 400 เมตร

ไม่รู้ว่าแก้กี่ปีถึงจะหาย แต่ตอนนี้ยังได้กลิ่นเหม็นทุกวัน

 

เป็นเวลากว่า 20 ปี ที่นายธนู ต้องทนกับกลิ่นเหม็นจากโรงงานดังกล่าว และน้ำเน่าเสียในลำห้วยน้ำพุที่มีสารปนเปื้อนจนไม่สามารถใช้อุปโภค บริโภค รวมถึงใช้ในการเกษตรได้ไม่เพียงพอ แม้จะขุดบ่อบาดาลถึง 4 บ่อ ลึก 38 เมตร แต่น้ำก็ยังมีสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นเหม็น และมีฟอง ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ถึง 3 บ่อ จึงต้องเปลี่ยนมาปลูกโกโก้แทนลำไย

หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจแหล่งน้ำพบสารปนเปื้อน ทำให้ไม่ผ่านมาตรฐาน GMP กระทบการส่งออกลำไย สูญเสียรายได้ อีกทั้งการปนเปื้อนสารเคมีจากโรงงานยังกระทบความเป็นอยู่ โดยเฉพาะการตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายทุกคนในครอบครัว และมีผื่นขึ้นหลังสัมผัสน้ำจากลำห้วย

 

ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีของนายธนู และตัวแทนชาวบ้าน เพราะลำห้วยน้ำพุไหลผ่านหลายตำบลในพื้นที่ ซึ่งชาวบ้าน หมู่ 1 ต.น้ำพุ กว่าร้อยละ 80 ต้องใช้ในการทำการเกษตร ทั้งปลูกลำไย มะเขือ พริก แตงกวา ข้าวโพด และอ้อย

แม่อายุ 90 ปี ก็นอนติดเตียงดมอยู่ทุกวัน จนต้องติดแอร์ทุกห้อง เพื่อลดกลิ่นเหม็นภายในบ้าน ยิ่งช่วงลมพัดหรือฤดูหนาว จะได้กลิ่นเหม็นแรงมาก

 

แม้จะชนะคดี โดยศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ตัดสินให้โรงงานต้องชดเชยค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 600,000 บาท แต่นายธนู ยืนยันว่า ไม่คุ้มค่ากับความเดือดร้อนที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ทั้งยังได้รับผลกระทบจากเหตุไฟไหม้โรงงานดังกล่าวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะเขาเชื่อว่า มีสารเคมีปนเปื้อนมากับควันไฟ เนื่องจากมีอาการระคายเคืองตา และได้กลิ่นคล้ายน้ำมันหรือกลิ่นสี

 


อบต.รางบัว​ โต้เอี่ยวแบคโฮเจาะถังสารเคมีหลังไฟไหม้โรงงาน

Wed, 29 Jun 2022 20:50:00

ความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้โรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม แวกซ์ กาเบ็จ จ.ราชบุรี ต่อมามีภาพขณะรถแบคโฮของผู้รับเหมาย้ายถังสารเคมี กดเจาะถังสารเคมี จนชาวบ้านบางส่วนกังวลว่าจะมีสารเคมีตกค้างและกระทบสิ่งแวดล้อม

วันนี้ (29 มิ.ย.2565) นายชัยวัฒน์​ ชาญปรีชา​ ปลัด​ อบต.รางบัว​ อ.​จอมบึง​ จ.ราชบุรี​ ระบุว่า​ เมื่อเกิดเพลิงไหม้​ ทาง​ อบต.มีหน้าที่ส่งรถน้ำเพื่อช่วยควบคุมเพลิงไหม้จนถึงวันที่​ 25​ มิ.ย.ที่ผ่านมา ยืนยันว่า​ ไม่ได้มีการเกี่ยวข้องหรือมีส่วนรู้เห็นกับการเจาะถังกากอุตสาหกรรม หรือขนย้ายออกจากพื้นที่แต่อย่างใด

​เขาอาจจะเขี่ยถังให้พนักงานดับเพลิง​หรือไม่​ เราก็ไม่ทราบ​ แต่เจตนาจะกดถัง​ หรือไม่ได้กด อบต.ไม่ได้รับรู้​ หรือมีส่วนด้วย

สำหรับ​ อบต.รางบัว​ ดำเนินการออกคำสั่งไม่ให้ปล่อยน้ำเสียลงธรรมชาติตามที่​สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 8 ราชบุรี (สวล.ภาค​ 8) ประสานงานมา​ และแจ้งให้มีการตั้งคันดินป้องกันน้ำไหลและสารเคมีปนเปื้อนออกนอกโรงงาน​ พร้อมแจ้งผู้ประกอบการ​ ซึ่งก็ให้ความร่วมมือ

 

ขณะที่วันพรุ่งนี้ (30 มิ.ย.2565) มีรายงานว่า กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมลงพื้นที่โรงงานดังกล่าว เพื่อเก็บตัวอย่างของดิน และน้ำ ตรวจสอบสารปนเปื้อนอีกครั้ง

โรงงานนี้ประกอบกิจการตั้งแต่ปี​ 2544 และได้ปิดทำการไปแล้วตั้งแต่ปี​ 2561 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมโรงงานในการควบคุมดูแล​ แต่เมื่อมีเหตุเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด​ ทาง​ อบต.น้ำพุ ต้องการให้ สวล.ภาค​ 8​ แนะนำเกี่ยวกับแผนเผชิญเหตุ​กรณีเพลิงไหม้โรงงาน รวมทั้งการเข้าดับเพลิงอย่างเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านในพื้นที่ในอนาคต​ เนื่องจากที่ผ่านมาพบชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ต้องรักษาพยาบาลจากการระคายเคืองตาและทางเดินหายใจในช่วงเกิดเหตุเพลิงไหม้

 

ล่าสุด​เมื่อวันที่​ 28​ มิ.ย.ที่ผ่านมา​ เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำประกาศเรื่องคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการทั้งหมดไปติดไว้บริเวณหน้าโรงงาน​ และให้นำเศษวัสดุจากเพลิงไหม้​ และน้ำที่ใช้ดับเพลิงส่งบำบัด​ กำจัด​ ไม่ให้เกิดการชะล้างไหลออกนอกโรงงานตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม

ตามข้อมูลที่ บริษัท แวกซ์ กาเบ็จ แจ้งต่อกรมควบคุมมลพิษ โรงงานแห่งนี้ มีถังสารเคมี 34,000 ถัง กระจายอยู่ 12 จุดทั่วโรงงาน เช่น ทินเนอร์เกือบ 20,000 ถัง, น้ำมันปนเปื้อน และน้ำเสีย ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า เป็นถังสารเคมีที่มีอยู่เดิม หรือมีการนำเข้ามาเพิ่มเติมภายหลัง

 

โรงงานแห่งนี้ มีข้อพิพาทกับชาวบ้านในพื้นที่มาเกือบ 20 ปี ชาวบ้านรอบโรงงาน ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบทั้งกลิ่นเหม็นและน้ำเสีย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า น้ำใต้ดินในบ่อฝังกลบของโรงงาน อาจจะเป็นที่มาของสารพิษที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ จนนำไปสู่การฟ้องร้องคดีสิ่งแวดล้อมแบบกลุ่มครั้งประวัติศาสตร์ และ 2 ปีก่อน ศาลแพ่งตัดสินให้ชาวบ้านชนะคดี ตามมาด้วยคำสั่งให้โรงงานหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว

 

 


"กรมป่าไม้" เตรียมตรวจที่ดินโรงงานรีไซเคิลราชบุรี 1 ก.ค.นี้

Wed, 29 Jun 2022 16:17:00

กรณีไฟไหม้โรงงานแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2565 โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม มีคำสั่งให้บังคับใช้กฎหมาย โดยให้โรงงานนำของเสียที่เกิดจากเพลิงไหม้ และของเสียที่ตกค้างในโรงงานส่งไปกำจัดให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน 

วันนี้ (29 มิ.ย.2565) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า หลังจากเกิดไฟไหม้โรงงานแห่งนี้ คพ.ได้เก็บตัวอย่างดิน น้ำ ตะกอนดิน และตัวอย่างกากของเสีย ที่โรงงานครอบครองมาตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ คาดว่าผลจะออกในสัปดาห์หน้า โดยจะใช้เป็นหลักฐานการฟ้องร้องทางแพ่งเรียกค่าเสียทางสิ่งแวดล้อม และเอาผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ซึ่งพบว่ามีการบัญชีการครอบครองวัตถุอันตราย เช่น กากสี ทินเนอร์ น้ำมันปนเปื้อน ซึ่งระบุว่ามี 34,000 กว่าถัง

ภาพ:กรมควบคุมมลพิษ

ภาพ:กรมควบคุมมลพิษ

เล็งเจาะชั้นน้ำใต้ดิน-ห่วงปนเปื้อนกากของเสีย 

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุไฟไหม้แล้ว มีการสั่งอายัดพื้นที่ และถังของเสียต่างๆ แต่ปรากฎภาพมีการนำรถแบคโฮไปเจาะถังสารเคมีทิ้งลงในสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าละเมิดกฎหมาย และทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม ต้องเข้าไปควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

โดยทางคพ.ได้ประสานไปที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อเตรียมนำเครื่องขุดเจาะชั้นน้ำใต้ดิน เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนของสารเคมีในพื้นที่รอบโรงงาน และชุมชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมเพิ่มเติม

นอกจากนี้วันพรุ่งนี้ (30 มิ.ย.) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดราชบุรี พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นัดประชุมแก้ปัญหาโรงงานดังกล่าว โดยมีนายมนตรี เหลืองอิงคะสุต ผู้ตรวจราชการทส.เป็นประธานจากนั้นในช่วงบ่ายจะเข้าตรวจพื้นที่โรงงานเพิ่มเติม 

ขณะที่มีรายงานว่า คณะเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยวันที่ 1 ก.ค.นี้

อ่านข่าวเพิ่ม คุมมลพิษรัศมี 1 กม.ไฟไหม้โรงงานรีไซเคิล คาดเชื้อเพลิง 1,000 ถัง

 

กากของเสียที่ต้องขนย้ายมีเท่าไหร่?

จากการรายงานของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ที่ได้รับการแจ้งบัญชีกากของเสียในโรงงานแห่งนี้ มีทั้งหมด 34,625 ถังที่จะทำการขนย้ายออก มีดังนี้ 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ย้ายด่วน! อุตสาหกรรมฯราชบุรี-ขีดเส้น 15 วันกำจัดของเสียอันตราย

พ.จ่อเอาผิดไฟไหม้โรงงานรีไซเคิล เฝ้าระวังมลพิษอีก 3 วัน

เปิดเบื้องหลัง โรงงานรีไซเคิลราชบุรี ไฟไหม้ไม่ใช่เหตุแรก


สัตว์ป่าของกลางส่งอินเดีย "อีกัวน่า" ตาย 2 "เม่น" เครียด-ขาดน้ำ

Tue, 28 Jun 2022 12:59:00

วันนี้ (28 มิ.ย.2565) น.ส.ธชพรรณ ลีลาพตะ สัตวแพทย์กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า ได้รับมอบของกลาง หลังจากด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้จับกุมผู้ต้องหาชาวอินเดีย 2 คนลักลอบนำสัตวป่า เตรียมส่งออกไปยังประเทศอินเดีย

โดยของกลางมีทั้งหมด 6 ชนิด จำนวน 103 ตัว คือ อาร์มาดิลโล 2 ตัว เม่น 2 ตัว อีกัวน่า 50 ตัว เต่า Yellow spot river turtle 35 ตัว กิ้งก่าซูดาน 6 ตัว และ Peter banded skink 8 ตัว

ล่าสุดกลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า ได้การตรวจสุขภาพเบื้องต้น พบว่าเม่น และอาร์มาดิลโลมีภาวะเครียด และค่อนข้างตื่นกลัว สัตว์เลื้อยคลานทั้งหมดอยู่ในภาวะขาดน้ำ พบอีกัวน่าตาย 2 ตัว

โดยสัตวแพทย์ได้มีการให้วิตามินเสริม ดูแลเรื่องความชื้น อุณหภูมิ และอาหารให้เหมาะสมกับสัตว์ของกลางแต่ละชนิด จากนั้นจะคัดแยกของกลางกลางไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า หรือสถานีเพาะเลี้ยง 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

พบสัตว์ของกลางเครียด-ขาดน้ำ

นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า สัตว์ป่าของกลางทุกตัวถือเป็นสัตว์ป่วย เนื่องจากอยู่ในกระบวนการลักลอบขนย้ายที่แออัด และขาดอากาศ ขาดน้ำ ขาดอาหาร

สัตว์ป่าที่ถูกลักลอบ ถือว่าเป็นสัตว์ป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ ซึ่งทางด้านร่างกายสามารถรักษาตามอาการที่บาดเจ็บ การจัดการสวัสดิภาพให้มีน้ำอาหาร และลดความเครียด จากนั้นจะคัดกรองสัตว์ป่าไปยังสถานีเพาะเลี้ยง
ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

แหล่งข่าวจากชุดสืบสวน ระบุว่า หากสัตว์ป่าชุดนี้ ถูกลักลอบส่งไปที่อินเดียได้สำเร็จ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่า ซึ่งก่อนหน้านี้ พบมีการลักลอบนำลูกเสือดาว 2 ครั้งที่จะไปอินเดีย ซึ่งมูลค่าถ้าส่งออกจากหลักแสนบาท จะเพิ่มเป็นหลักล้านบาท 

ส่วนรอบนี้เป็นกลุ่มสัตว์แปลก สัตว์เลื้อยคลาน เช่น กิ่งก่า งู อีกัวน่า และพบว่าอายุของสัตว์ของกลาง เป็นลูกสัตว์มากกว่า จึงคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มตลาดต่างกันในการรับซื้อ ทั้งนี้ตำรวจ และกรมอุทยานฯจะเร่งแกะรอย เพื่อหาแหล่งที่มาของสัตว์ป่าเหล่านี้ 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับคาสนามบินซุก "เม่นขาว-กิ้งก่า-งู" 109 ตัวปลายทางอินเดีย

 

 

 


จับคาสนามบินซุก "เม่นขาว-กิ้งก่า-งู" 109 ตัวปลายทางอินเดีย

Mon, 27 Jun 2022 17:40:00

วันนี้ (27 มิ.ย.2565) นายประเสริฐ สอนสถาพรกุล ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า กรมอุทยานฯ ได้รับรายงานการจับกุมการลักลอบส่งออกสัตว์ป่าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจประมงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากร จับกุมหญิงชาวอินเดีย 2 คนพร้อมของกลางสัตว์ป่ามีชีวิตจำนวนมาก

การจับกุมดังกล่าว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประจำจุด DIR-EAST ตรวจค้นด้วยเครื่อง X-RAY พบวัตถุต้องสงสัยอยู่ในกระเป๋า 2 ใบว่าจะเป็นสัตว์ป่า จึงประสานงานให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบหญิงชาวอินเดีย 2 คนที่เดินทางโดยสารการบินไทย ไปที่สนามบิน CHENNAI ประเทศอินเดีย

ภาพ : อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธฺุพืช

ภาพ : อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธฺุพืช

 

ผลการตรวจสอบตรวจพบสัตว์ป่ามีชีวิต นับ 100 ตัว ในกระเป๋าเดินทาง เป็นเม่นขาว 2 ตัว อาร์มา ดิลโล  2 ตัว เต่า 35 ตัว กิ้งก่ามีชีวิต  50 ตัว และงูอีก  20 ตัว โดยเจ้าหน้าที่ยึดของกลางทั้งหมดไว้ และแจ้งดำเนินคดีหญิงชาวอินเดีย 2 คน ความผิดตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 23 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 มาตรา 31 และพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242,244 

 

ภาพ : อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธฺุพืช

ภาพ : อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธฺุพืช

 

ภาพ : อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธฺุพืช

ภาพ : อุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธฺุพืช

 


รักษาอาการบาดเจ็บ "พลายบุญช่วย" คาดถูกรถเฉี่ยว

Mon, 27 Jun 2022 09:41:00

วันที่ 26 มิ.ย.2565 นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายสมเจตน์ จันทนา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แจ้งผลการติดตามช้างป่า "พลายบุญช่วย" ที่ได้รับบาดเจ็บ

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยเขตบริหารจัดการฯ ที่ 5 ฝ่ายศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ ชุดกู้ภัยฯ ร่วมกับนายสัตวแพทย์ประจำศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 3 (เขาประทับช้าง) ได้ปฏิบัติการเพื่อเฝ้าติดตามอาการบาดเจ็บของช้างป่า "พลายบุญช่วย" ตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างเวลา 14.00-22.00 น. แต่ไม่พบตัวช้างป่าตัวดังกล่าว

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

กระทั่งเวลา 07.00-09.00 น.ของวันที่ 26 มิ.ย.2565 ได้พบตัวพลายบุญช่วย สัตวแพทย์ให้ยาแก้อักเสบ ลดปวด และยาลดปวดกระดูก ยัดใส่ขนุนและกล้วยให้ทาน เบื้องต้นจากการสังเกตอาการ พบขาซ้ายหน้าบวม แต่ไม่มีบาดแผล หรือร่องรอยการบาดเจ็บ จากนี้คณะเจ้าหน้าที่และสัตวแพทย์ยังคงเฝ้าสังเกตอาการและให้ยาต่อไป

ช้างป่า "บุญช่วย" ถูกรถเฉี่ยว

ขณะที่นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หรือ "หมอล็อต" หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า รักษาพลายบุญช่วย ช้างป่าในตำนาน” บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถเฉี่ยว

ช้างป่าบุญช่วย มีประวัติรื้อ​ห้องครัวชาวบ้านในพื้นที่ป่าละอู ได้รับบาดเจ็บจากรถเฉี่ยว สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมของช้างที่มักยืนขวางรถเพื่อดักล้วงพืชเกษตรกรรมต่าง ๆ มีอาการบาดเจ็บที่ขาหน้าซ้าย ลงน้ำหนักขาได้น้อย มีรอยลากขาตลอดเส้นทางที่เดินหากิน

จากการเก็บข้อมูลติดตามเส้นทางหากินจากปลอกคอวิทยุที่ติดโดยสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ทำให้สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS ประเทศไทย) สามารถติดตามตัวและทำการรักษาได้เร็ว ภายใน 24 ชั่วโมง

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ขออย่าขับเร็ว-ห้ามให้อาหารช้าง

ทั้งนี้ ได้มีการวางแผนติดตามและประเมินผลการรักษาพลายบุญช่วยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยว ชิมผลไม้ของป่าละอู มีรถสัญจรบริเวณถนนเส้นนี้เป็นจำนวนมาก จึงขอความร่วมมือควบคุมความเร็ว และเมื่อพบช้างป่าบนถนนให้เว้นระยะห่างให้มาก แล้วขับรถผ่านไปด้วยความระมัดระวัง เพราะช้างพลายบุญช่วยมีพฤติกรรมเดินเข้าหารถ อาจเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก

นายสัตวแพทย์ภัทรพล ระบุว่า ยังมีผู้ใจบุญแอบนำผลไม้มาให้ช้างป่า ซึ่งเป็นบาป ไม่ได้บุญ ขอความกรุณาผู้ใจบุญ ห้ามนำอาหาร ผลไม้ มาให้ช้างป่าบริเวณถนนนี้เด็ดขาด เพราะจะทำให้ช้างป่าเสียพฤติกรรม เดินเข้าหารถ ก่อให้เกิดอันตรายทั้งคนและช้างป่าได้

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ช้างป่า" บุกพังครัวกลางดึก "หมอล็อต" เผยอาจได้กลิ่นอาหาร 

“พลายบุญช่วย” บุกพังบ้านหลังเดิมที่ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ 

มาอีกแล้ว! "พลายบุญช่วย" สงสัยติดใจอาหารแมว 

หาดูยากศึก "ช้างชนช้าง" กลางป่าแก่งกระจาน 

 


ค้านซื้อไฟฟ้าจาก "เขื่อนลาว" หวั่นแบกภาระ หลังไฟฟ้าสำรองล้น

Sat, 25 Jun 2022 21:51:00

วันนี้ (25 มิ.ย.2565) นายอำนาจ ไตรจักร ตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง เปิดเผยว่า ประชาชาชนริมแม่น้ำโขงได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) จากโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนไทย

เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)ได้รับทราบหลักการร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โครงการเขื่อนปากลาย และโครงการเขื่อนหลวงพระบาง มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนามใน PPA ซึ่งเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นในการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่ม ที่สำคัญคือจะส่งผลกระทบข้ามแดนต่อประชาชนไทย ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง

ในหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ระบุถึงข้อกังวลใจของชาวบ้านว่า การเร่งรัดการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับเอกชนรายใหญ่ โดยไม่มีส่วนร่วมของประชาชน และไม่คำนึงถึงข้อมูลเท็จจริงของสถานการณ์พลังงานในประเทศว่า มีปริมาณไฟฟ้าสำรองในระบบสูงมากกว่า 50 % เป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประเทศไทยมีราคาแพงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และ PPA ใหม่นี้ ยังเป็นการซื้อไฟฟ้าในราคาที่แพงมากกว่าปัจจุบัน ที่รับซื้อจากประเทศลาว (ปัจจุบันประมาณ คือ 1.5 บาทเท่านั้น) เนื่องจาก กฟผ. ทำสัญญากับโรงไฟฟ้าเอกชนแบบ take or pay (ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย) ค่าความพร้อมจ่ายที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เป็นการผลักภาระให้แก่ประชาชนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือน

“พวกเรายังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า มติ กพช. เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2564 ในการขยายกรอบความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและลาว จาก 9,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,500 เมกะวัตต์นั้น คือ การขยายเพื่อรองรับปริมาณไฟฟ้าจากเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักคือ เขื่อนปากแบง เขื่อนปากลาย เขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนน้ำงึม 3 ซึ่งจะถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนขนาดใหญ่ หรือไม่” หนังสือระบุ

หนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี ยังระบุด้วยว่า ผลกระทบจากโครงการเขื่อนในปัจจุบัน ยังไม่มีการแก้ปัญหา ไม่มีมาตรการบรรเทาผลกระทบ ทั้งต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงใน 8 จังหวัดของไทย

 

ไม่ว่าจะเกิดจากความผันผวนของระดับน้ำโขง ที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล อันเนื่องจากการใช้งานเขื่อน และการลดลงของปริมาณตะกอนจนวัดค่าไม่ได้ (ปรากฏการณ์แม่น้ำโขงสีฟ้า) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการใช้งานเขื่อนไซยะบุรี นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา

ดังนั้น การผลักดันสร้างเขื่อนเป็นขั้นบันไดบนแม่น้ำโขงเพิ่มอีก 2 เขื่อน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และประชาชนที่อาศัยในชุมชนลุ่มน้ำโขงต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในกระบวนการศึกษา เพื่อให้เป็นการตัดสินใจที่มีฐานข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นที่ตั้ง ไม่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเท่านั้น

หนังสือระบุอีกว่า ประชาชนไทยที่อาศัยอยู่ใน 7 จังหวัด ริมฝั่งแม่น้ำโขงในภาคอีสาน ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศของแม่น้ำโขง ที่เกิดจากการสร้างเขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนไซยะบุรี ที่อยู่ห่างจาก อ.เชียงคาน จ.เลย 200 กม. ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนอย่างแสนสาหัส

ทั้งการสูญเสียอาชีพที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรแม่น้ำโขง สูญเสียรายได้ แหล่งอาหาร และวิถีชีวิต หลายปีที่ผ่านมาประชาชนได้ร้องเรียนต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลไทยเองยังไม่เคยแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

เสมือนความทุกข์ยากที่เกิดขึ้น ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล และการซื้อขายไฟฟ้าก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ นโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนแม่น้ำโขงในลาว จึงไม่สามารถนับได้ว่าเป็นพลังงานสะอาด เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่รุนแรงและกว้างขวาง

 

นอกจากนี้พื้นที่ก่อสร้างโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ห่างจากเมืองหลวงพระบางเพียง 24 กิโลเมตร เมืองหลวงพระบางได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก โดยองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) นับตั้งแต่ปี 2538

เมื่อมีการเสนอโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2564 ให้ชะลอการก่อสร้างออกไป และให้รัฐบาลลาวจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อมรดกโลก (Heritage Impact Assessment-HIA) และรายงานการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดยมีกำหนดแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2565 ที่ผ่านมา

 

แต่ปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่า ได้มีการศึกษาหรือไม่ อย่างไร และไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะถึงผลของการศึกษาดังกล่าว เพื่อใช้ในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจต่อโครงการเขื่อนแต่อย่างใด

การที่ประเทศไทย โดย กฟผ. จะลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนหลวงพระบาง จำเป็นอย่างยิ่งต้องนำผลการศึกษารายงานผลกระทบต่อมรดกโลก (HIA) ดังกล่าว และความเห็นของคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง

“กฟผ. ในฐานะรัฐวิสาหกิจของไทย หากลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าว เสมือนหนึ่งกระทำการในนามรัฐบาลไทยภายใต้พรบ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า และส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการไฟฟ้าที่ไร้ประสิทธิภาพในปัจจุบัน จึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกฟผ. เพื่อให้เกิดการปกป้องคุ้มครองประโยชน์ของชาติ ประโยชน์สาธารณะ ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม”

นอกจากทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว เครือข่ายประชาชนไทยลุ่มแม่น้ำโขง 8 จังหวัด ยังได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการตรวจสอบกรณีดังกล่าวด้วย

 

ด้าน นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาลุ่มน้ำโขง (MEENet) และนักวิเคราะห์ด้านพลังงาน กล่าวว่า ประเด็นราคาค่าไฟฟ้า ที่มีการตกลงสำหรับ 2 โรงไฟฟ้าเขื่อนแม่น้ำโขงในครั้งนี้ เป็นราคาที่สูงกว่าที่มีการรับซื้อจากพลังงานหมุนเวียน solar rooftop จากประชาชนในประเทศไทย

เท่ากับว่า เมื่อจะซื้อจากประชาชนนั้นจ่ายให้ราคาต่ำกว่า สะท้อนว่ากำลังจะให้ประโยชน์กับทุนขนาดใหญ่หรือไม่ ที่ผ่านมาเหตุผลที่อธิบายการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาว คือบอกว่าไฟฟ้าราคาถูก แต่ครั้งนี้ถือว่าไม่จริง เพราะมีราคาซื้อแพงกว่าราคารับซื้อเฉลี่ยในไทย

นายวิฑูรย์กล่าวว่า นอกจากนี้อายุสัญญา 35 ปีนั้น ยาวนานและไม่เคยมีมาก่อน เท่ากับว่าไม่ให้โอกาสในการทบทวนแผนในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นหนี้คงค้าง คือภาระที่จะผูกพันในอนาคตโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีความจำเป็นหรือไม่ เป็นภาระที่นำมาสู่ค่าไฟฟ้าแพงสำหรับประชาชน คือค่าความพร้อมจ่ายที่ลงนามล่วงหน้ารับซื้อไฟฟ้ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

“น่าสังเกตกว่า บางโครงการไม่เคยอ้างไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟ้ฟ้าของประเทศไทย (PDP) มาก่อนเลย แต่กลับมีบริษัทผู้ลงทุนสามารถทำให้โครงการของตนสามารถได้ทางลัด fast track ทั้ง ๆ ที่เวลานี้โรงไฟฟ้าของบริษัทดังกล่าว ก็มีสัดส่วนกำลังผลิตอยู่ในระบบสูงมากอยู่แล้ว และกว่าครึ่งหนึ่งไม่ได้เดินเครื่องเลยในช่วงโควิด แต่กลับมีโครงการใหม่เข้ามาอีก เห็นได้ชัดถึงกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลสูงมากในเวลานี้” นายวิฑูรย์ กล่าว

สำหรับ โครงการเขื่อนหลวงพระบาง ผู้พัฒนาโครงการ คือ CK Power ร่วมกับ PT (Sole) Company Limited ร่วมกับ Ch.Karnchang (ช.การช่าง) และ Petro Vietnam Power Corporation ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ประเทศลาว ในเขตหลวงพระบาง มีกำลังผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ ปริมาณเสนอขาย ณ จุดส่งมอบ 1,400 เมกะวัตต์

เป็นโรงไฟฟ้าประเภทเขื่อนน้ำไหลผ่าน (Run off River) พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 6,577 ล้านหน่วย อายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 35 ปี กำหนดการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) วันที่ 1 มกราคม 2573 ในอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 2.8432 บาท

 

ส่วนโครงการเขื่อนปากลาย มี บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และ Sinohydro (Hong Kong) Holding Ltd. (SHK) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Power Construction Corporation of China Ltd. (POWERCHINA) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และการไฟฟ้าลาว (EDL) เป็นผู้ลงทุนดำเนินโครงการ

โดยโครงการเขื่อนตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ในเขตเมืองปากลาย แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว มีกำลังผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ในวันที่ 1 มกราคม 2575 โดย กฟผ. จะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า ในอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 2.6989 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง


“ค่าความเค็ม” กระทบ “หนองไทร” อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

Fri, 24 Jun 2022 14:31:00

สภาพที่ดินรกร้าง ผิวดินถูกปกคลุมไปด้วยคราบสีน้ำตาลคล้ายสนิม ใน ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา แทบจะไม่เหลือร่องรอยที่บ่งบอกว่า หลายปีก่อนพื้นที่บริเวณนี้เคยทำการเกษตรได้ จากสภาพดินที่ยังพอมีน้ำขัง อธิบายได้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความแห้งแล้ง

ชาวบ้านอ้างว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นกับพื้นที่ทำกินรอบ ๆ เหมืองแร่โปแตช รวมถึงแหล่งน้ำสาธารณะที่เคยใช้น้ำทำประปาหมู่บ้าน ทุกวันนี้ต้องดึงน้ำจากนอกพื้นที่ ระยะทางหลายกิโลเมตรมาใช้แทน “อิทธิพลความเค็ม” ยังส่งผลให้กำแพงบ้านหลายหลังถูกกัดกร่อน

ปี 2558 บริษัทเอกชนรายหนึ่ง ได้ประทานบัตรทำเหมืองเเร่โปแตซ เเละเริ่มดำเนินการ

ปี 2562 ชาวบ้านรวมตัวกันร้องเรียน ให้ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำที่มีค่าความเค็ม โดยเฉพาะบริเวณนาข้าวตรงข้ามเหมือง ที่พบค่าความเค็มเพิ่มขึ้นสูงมาก ทำให้ไม่สามารถปลูกข้าวได้ และพืชในพื้นที่ค่อยๆ ทยอยตายลงไป ดินมีสภาพเสื่อมโทรม

 

ปี 2563 บริษัทเเจ้งว่า หยุดดำเนินการชั่วคราวจากอุบัติเหตุน้ำท่วมในอุโมงค์เหมืองเเร่ใต้ดิน แต่ผ่านมา2 ปี ค่าความเค็มในดินบริเวณนี้ก็ยังคงสูง พืชไม่สามารถเติบโตได้

ผ่านมา 3 ปี ยังไม่มีบทสรุปแหล่งกำเนิดค่าความเค็มปริศนา ล่าสุดข้อมูลจากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 11 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 พบว่า

(1) จุดที่น้ำรั่วซึมในบริเวณวัดหนองไทร ติดกับขอบบ่อพักน้ำของเหมืองมีค่าความเค็มอยู่ที่ 46.4 กรัมต่อลิตร ค่าความนำไฟฟ้า 67,200 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร ค่าของแข็งละลายในน้ำทั้งหมด 43,600 มิลลิกรัมต่อลิตร

(2) น้ำในบ่อของวัดหนองไทร มีค่าความเค็มอยู่ที่ 29.3 กรัมต่อลิตร ค่าความนำไฟฟ้า 44,800 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร ค่าของแข็งละลายในน้ำทั้งหมด 29,100 มิลลิกรัมต่อลิตร

(3) บริเวณน้ำหลากในที่นาประชาชนก่อนไหลลงห้วยลำหลอด ที่อยู่ห่างจากเหมืองประมาณ 1.5 กิโลเมตร (วัดจากขอบบ่อพักน้ำของเหมืองที่ติดกับวัดหนองไทร) ใกล้ๆ กับบ้านดอนแต้ว ต.หนองไทร มีค่าความเค็มอยู่ที่ 1.8 กรัมต่อลิตร ค่าความนำไฟฟ้า 3,470 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร ค่าของแข็งละลายในน้ำทั้งหมด 2,250 มิลลิกรัมต่อลิตร

(4) น้ำในห้วยลำหลอด หรือห้วยลำมะหลอด บริเวณท้ายน้ำที่อยู่ห่างจากเหมืองประมาณ 1.5 กิโลเมตร (วัดจากขอบบ่อพักน้ำของเหมืองที่ติดกับวัดหนองไทร) ใกล้ๆ กับบ้านดอนแต้ว ต.หนองไทร มีค่าความเค็มอยู่ที่ 1.4 กรัมต่อลิตร ค่าความนำไฟฟ้า 2,660 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร ค่าของแข็งละลายในน้ำทั้งหมด 1,733 มิลลิกรัมต่อลิตร

 

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ปกติแหล่งน้ำจะเริ่มมีรสเค็มที่ระดับความเค็มประมาณ 0.5 ppt ซึ่งเริ่มไม่เหมาะจะนำมาใช้เพื่อการประปา ขณะที่ความเค็มประมาณ 1 ppt ไม่เหมาะจะนำมาใช้เพื่อการชลประทาน นอกจากนี้ ค่าความเค็มมีค่าเกินกว่า 7 ppt จะไม่เหมาะต่อการเพาะเลี้ยงและการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำจืด


ลุยตรวจ "รีสอร์ตหรู" รุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ

Thu, 23 Jun 2022 19:07:00

วันนี้ (23 มิ.ย.2565) เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง บริเวณเชิงเขาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และเขื่อนศรีนครินทร์ ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี

 

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการยื่นแสดงเอกสารครอบครองที่ดิน น.ส.3 จำนวน 18 ไร่ แต่เมื่อตรวจวัดพื้นที่จริง มีการใช้ประโยชน์ 24 ไร่ สร้างอาคาร 7 หลัง และเรือนแพอีกกว่า 20 หลัง ในพื้นที่ความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จึงเตรียมแจ้งความดำเนินคดี เบื้องต้นให้ อบต.ท่ากระดาน ดำเนินคดีกรณีสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมดำเนินคดีข้อหาบุกรุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

นอกจากนี้ ยังพบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ลาดชันและเป็นป่าต้นน้ำ ปี 2545 ยังเป็นป่ารกทึบ ไม่น่าจะออกเอกสาร น.ส.3 ได้ จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีข้าราชการบางคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารที่ดินโดยมิชอบ คล้ายกับกรณีของนายสุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ.ปราจีนบุรี หรือไม่ จึงเตรียมยื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ


พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน. กล่าวว่า ใน น.ส.3 เดิมเป็นพื้นที่ระบุไว้ 27 ไร่ แต่ปี 2563 มีการสำรวจแนวเขตใหม่ พบว่าเหลือ 18 ไร่ และลักษณะไม่เหมือนกับ น.ส.3 ครั้งแรก จึงเป็นข้อสงสัยของเจ้าหน้าที่ โดยจะสรุปข้อมูลส่งให้กรมที่ดิน หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องก็จะส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช.


ขณะที่นายอภินันท์ แก้วมณี วิศวกรระดับ 9 กองบำรุงโยธา เขื่อนศรีนครินทร์ ตัวเเทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ที่มารังวัดตรวจหมุดแสดงเขต อธิบายว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วระหว่างที่มีการก่อสร้างรีสอร์ต ได้นำเอกสารการบุกรุกมาแสดงและแจ้งเจ้าของรีสอร์ตให้รับทราบแล้ว แต่ยังดำเนินการก่อสร้างต่อ และยังปรับพื้นที่ทับหมุดเดิม แต่ไม่สามารถฟ้องร้องได้ เพราะเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่อยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเท่านั้น

 

ระหว่างการตรวจค้น พนักงานรีสอร์ตได้นำหนังสือขอติดตั้งแพจากกรมเจ้าท่ามาแสดงให้เจ้าหน้าที่ดู แต่ไม่มีหนังสือขออนุญาตปลูกสิ่งก่อสร้างและไม่มีเอกสารที่ดิน น.ส.3 โดยอ้างว่าไม่ได้เตรียมไว้ เพราะไม่ได้ประสานล่วงหน้า

 


เจ้าของสวนเสือ 1 ในผู้ต้องหาค้าลูกเสือโคร่ง แจ้งครอบครอง 7 ตัว

Thu, 23 Jun 2022 15:22:00

ความคืบหน้ากรณีตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ขยายผลติดตามขบวนการลักลอบซื้อ-ขาย "ลูกเสือโคร่ง" จับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มอีก 4 คน พบหนึ่งในผู้ต้องหามีสวนเสือที่สุพรรณบุรี

แหล่งข่าวจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า การจับกุมดังกล่าวมาจากการแนวทางการสืบสวนของพนักงานสอบสวน ปทส. ซึ่งกรมอุทยานฯ จะมุ่งเป้าไปที่สวนเสือดังกล่าว ที่มีชื่อเจ้าของเป็น 1 ในผู้ต้องหาคดีนี้ด้วย พบว่ามีการแจ้งครอบครองเสือทั้งหมด 7 ตัว คาดว่าเป็นเสือตัวเต็มวัยทั้งหมด โดยจะตรวจสอบดีเอ็นเอข้อมูลเสือในกรงเลี้ยง วิเคราะห์ความเชื่อมโยงความเป็นสัมพันธ์แม่-ลูก เพื่อยืนยันผลทางนิติวิทยาศาสตร์ หากข้อมูลไม่แน่ชัด ไม่เพียงพอ อาจต้องเก็บตัวอย่างเลือดเสือในสวนสัตว์เพิ่ม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง 30,000 บาทต่อครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากการตรวจสอบพบว่า เสือในสวนสัตว์ดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับ "น้องขวัญ" เสือโคร่งของกลาง สายพันธุ์ไซบีเรีย และมีการกระทำผิดจริง ผู้ได้รับอนุญาตสวนสัตว์จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 และอาจถูกยกเลิกใบอนุญาต

สำหรับ "น้องขวัญ" ตำรวจ ปทส. ร่วมกับชุดเหยี่ยวดง จับกุมผู้ต้องหา 3 คน ขณะนัดส่งมอบลูกเสือโคร่งบริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้า จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา ก่อนนำไปดูแลที่สวนสัตว์บึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี

เร่งตรวจเทียบดีเอ็นเอต้นกล้า-ต้นข้าว กับเสือในกรงเลี้ยง

ขณะที่นายเผด็จ ลายทอง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวถึงเสือโคร่งของกลางอีก 2 ตัว คือ ต้นกล้า และต้นข้าว ว่า ทั้ง 2 ตัว เป็นสายพันธุ์เบงกอล ไม่ใช่เสือในป่าธรรมชาติของภูมิภาคนี้ สันนิษฐานว่า เกิดมาจากการลักลอบเพาะพันธุ์ ซึ่งอาจอยู่ได้ทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน หน่วยงานในกรมอุทยานฯ จำเป็นต้องหาข่าวและประสานงานกับพนักงานสอบสวน ปทส.

 

อย่ามองแค่น่ารัก เสือของกลางต้องอยู่ในกรงตลอดชีวิต

ส่วนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเทียบเคียงดีเอ็นเอว่าตรงกับเสือในกรงเลี้ยงที่ใดหรือไม่ โดยจะเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายล่อแหลมก่อน ซึ่งในฐานข้อมูลของสวนสัตว์และผู้ที่แจ้งครอบครองเสือ มีประมาณ 1,000 กว่าตัว พบว่าส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เบงกอล พร้อมฝากให้ประชาชน หรือคนที่อยากครอบครองเสือ เข้าใจว่าแม้เสือโคร่งในวัยเด็กจะน่ารัก น่าเอ็นดู แต่เมื่อกลายมาเป็นของกลางในคดี เสือดังกล่าวอาจต้องอยู่ในกรงเลี้ยงตลอดชีวิต หรือนาน 20-25 ปี ถือว่าน่าสงสารเป็นอย่างมาก

จริง ๆ ลูกเสือน่าสงสาร เขาต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ สัตว์ทุกชนิดน่ารักทั้งหมดในวัยเด็ก ใครก็อยากเลี้ยง ใครก็อยากมีไว้ในครอบครอง แต่เมื่อโตขึ้นมาสักระยะหนึ่งความน่ารักก็จะค่อย ๆ หายไป เพราะเราไม่กล้าเล่น
ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ส่วนกรณีที่ย้ายต้นกล้า ต้นข้าว จากสถานีเพาะเลี้ยงพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ ไปยังโรงพยาบาลสัตว์ทิพย์พิมาน จ.นครราชสีมา เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน สภ.โนนสูง เนื่องจากสถานีฯ มีข้อจำกัด เพราะไม่มีสัตวแพทย์ประจำ และต้องใช้สัตวแพทย์ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 เข้ามาเก็บตัวอย่างเลือดและตรวจสุขภาพทั่วไป พบว่าลูกเสือโคร่งทั้ง 2 ตัว มีสภาวะโลหิตจางเล็กน้อย อาจเกิดจากการห่างจากแม่ ภูมิคุ้มกันน้อย หรือความเครียด จึงเป็นห่วงสุขภาพสัตว์และประสานขอย้ายไปยังสถานที่ที่มีสัตวแพทย์ประจำ โดยพนักงานสอบสวนต้องการนำไว้ใกล้พื้นที่ จึงประสานไปฝากไว้ที่โรงพยาบาลสัตว์ทิพย์พิมาน ซึ่งมีความพร้อมและศักยภาพสูง

สำหรับ "ต้นกล้า" และ "ต้นข้าว" เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจับกุมผู้กระทำผิดในพื้นที่ ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยยึดของกลางลูกเสือโคร่ง 2 ตัว พร้อมนกกาฮัง 6 ตัว นกเงือกกรามช้าง 2 ตัว

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปทส.จับเพิ่ม 4 คนขบวนการค้าลูกเสือโคร่ง พบเป็นเจ้าของสวนเสือ 

ผล DNA ชี้ชัดเสือโคร่งของกลาง 3 ตัว ไม่ได้มาจากป่าไทย 

รวบพ่อค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ ยึดลูกเสือโคร่ง-นกเงือก 10 ชีวิต 

 


เตาเผาศพ? ก่อมลพิษ คุมค่าความทึบแสงปล่องควันไม่เกิน 7%

Thu, 23 Jun 2022 13:43:00

ความคืบหน้ากรณีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กำหนดให้ “เตาเผาศพ” เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยนำร่องพื้นที่ กทม.และพัทยา จ.ชลบุรี ส่วนจังหวัดอื่นผ่อนปรนอีก 3 ปี

วันนี้ (23 มิ.ย.2565) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า  ปัญหาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเขม่าควัน และกลิ่นจากการเผาศพมีอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 มีการเผาศพจำนวนมาก และมีการเผาพร้อมกันหลายวัด บางวัดเตาเผาศพยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะในเขตชุมชน ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นจากการเผาศพ

การเผาศพจะมีกลิ่น ควัน ฝุ่น PM2.5 ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ขี้เถ้า ซึ่งมาจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ หรืออุณหภูมิไม่สูงพอ ซึ่งองค์ประกอบของกลิ่นเผาศพ จะมีก๊าซหลายชนิด เช่น แอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เมอร์แคปแทน ฟอร์มาลดีไฮด์จากนํ้ายารักษาศพ

ยันไม่ไล่จับวัดปล่อยมลพิษจาก "เตาเผาศพ" 

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวอีกว่า ปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว คณะกรรมการควบคุมมลพิษ เห็นสมควรปรับปรุงการกำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 โดยที่ผ่านมาได้รับฟังความคิดเห็น กับสำนักงานสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จากทุกภาคส่วน และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.นี้

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า โดยข้อกำหนดตามมาตรฐานที่ออกมาคือ การเผาศพต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส และกำหนดค่าความทึบแสงของเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพ ต้องไม่เกิน 7% จากเดิม 10% ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับกับเตาเผาศพในเขตพื้นที่ กทม.เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาลนคร และเขตเทศบาลเมือง ส่วนพื้นที่อื่น ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 3 ปี

ยืนยันว่าคพ.จะไม่ไปไล่ตรวจ หรือจับวัดไม่ปล่อยมลพิษจากเตาเผาศพ เป็นการออกประกาศเพื่อให้มีมาตรฐานการเผาศพต้องไม่ก่อมลพิษ ซึ่งท้องถิ่น กทม.เทศบาล กรมอนามัยจะเป็นฝ่ายปฏิบัติ แต่ละวันวัดเผาศพต่อเนื่องวันละ 1-2 ศพ แต่หากเป็นวัดใหญ่เฉลี่ยมากกว่านี้  

นายอรรถพล กล่าวว่า ภาพรวมไม่ห่วงวัดในกทม.และเมืองใหญ่ๆ เพราะส่วนใหญ่ 90% มีการปรับปรุงเตาเผาศพปลอดมลพิษมาระยะหนึ่ง ซึ่งวัดอาจต้องลงทุนเตาเผาศพให้ได้มาตรฐานเฉลี่ย 200,000-400,000 บาท ซึ่งทางพศ.มีงบอุดหนุนให้วัดปรับปรุงเฉลี่ย 1.5-2 ล้านบาทต่อแห่ง จึงต้องเตรียมความพร้อมสำหรับวัดในต่างจังหวัด ขณะที่พบว่าวัดหลายแห่งตื่นตัว มีการสอบถามข้อมูลมาที่คพ.เรื่องมาตรฐานเตาเผาศพ ดังนั้นในสัปดาห์หน้า คพ.จะนัดหารือกับทาง พศ.และตัวแทนวัดเพื่อซักซ้อมและทำความเข้าใจในประเด็นนี้

วัดทั่วประเทศ 42,655 แห่ง

ปัจจุบันมีจำนวนวัดทั่วประเทศทั้งหมด 42,655 วัด มีจำนวนเตาเผาศพประมาณ 25,500 เตา เป็นเตาเผาศพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาลนคร และเทศบาลเมือง ประมาณ 8,000 เตา และเป็นเตาเผาศพในพื้นที่อื่น ประมาณ 17,500 เตา

จากการสำรวจของ คพ.พบว่าเตาเผาศพในกทม.และเมืองใหญ่ สามารถควบคุมมลพิษได้ตามมาตรฐานอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นเตาเผาแบบ 2 ห้องเผาแล้ว และผู้ควบคุมเตาเผาศพปลอดมลพิษ จะต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ ตลอดการเผาศพให้สูงกว่า 800 องศาเซลเซียส หากมีการจัดการควบคุมเตาที่ดีจะเผา ทำลายสารมลพิษทางอากาศ รวมทั้งควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ไม่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ราชกิจจานุเบกษาฯ เผยแพร่ประกาศ “เตาเผาศพ” แหล่งกำเนิดมลพิษ

 

 


ปทส.จับเพิ่ม 4 คนขบวนการค้าลูกเสือโคร่ง พบเป็นเจ้าของสวนเสือ

Thu, 23 Jun 2022 09:12:00

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2565 ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) บุกเข้าตรวจค้นแหล่งลักลอบขายเสือโคร่ง จ.นนทบุรี, พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี โดยมีหมายจับผู้ต้องหา 4 คน ในคดีร่วมกันค้าและมีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทั้งหมดเป็นเครือข่ายขบวนการเดียวกัน

พฤติการณ์สืบเนื่องจากวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานข้อมูลจากมูลนิธิสืบสวนคดีการค้าสัตว์ป่า Wildlife Justice Commission (WJC) จนสามารถจับกุมขบวนการค้าสัตว์ป่าคุ้มครองได้ 3 คน พร้อมของกลางลูกเสือโคร่ง 1 ตัว บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าย่าน อ.บางใหญ่ จ.นนทุบรี

ตำรวจสืบสวนขยายผลจนทราบถึงผู้ร่วมขบวนการค้าลูกเสือโคร่งอีก 4 คน โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 คนได้ซื้อขายลูกเสือโคร่งต่อกันมาเรื่อยๆ จนได้ส่งมอบลูกเสือโคร่งต่อให้กับกลุ่มขบวนการที่ถูกจับกุมไปแล้วก่อนหน้านี้

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด 4 คน โดยกระจายกำลังเข้าจับกุมที่บ้านพักของแต่ละคน และตรวจค้น 6 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ, ปทุมธานี, นนทบุรี, พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การรับสารภาพว่ามีการซื้อหาเสือโคร่งจริง โดยจัดหาและซื้อต่อกันเป็นทอดๆ ซึ่งมีผู้ต้องหา 1 ใน 4 คนเป็นเจ้าของสวนเสือใน จ.สุพรรณบุรี

 

อ่านข่าวอื่นๆ

ปทส.จับ 3 ผู้ต้องหาค้าสัตว์ป่าออนไลน์ลอบขาย "ลูกเสือโคร่ง"

รวบพ่อค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ ยึดลูกเสือโคร่ง-นกเงือก 10 ชีวิต

ผล DNA ชี้ชัดเสือโคร่งของกลาง 3 ตัว ไม่ได้มาจากป่าไทย

 


ราชกิจจานุเบกษาฯ เผยแพร่ประกาศ “เตาเผาศพ” แหล่งกำเนิดมลพิษ

Wed, 22 Jun 2022 21:32:00

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2565 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ "ราชกิจจานุเบกษา" เผยแพร่ ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เรื่องกำหนดให้ "เตาเผาศพ" เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2565

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการกำหนดให้ เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 68 แห่งพ.รบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมมลพิษ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
 
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 ต.ค. 2546

ข้อ 2 ในประกาศนี้
 
"เตาเผาศพ" หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้สำหรับเผาศพ ตามกฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน

"ค่าความทึบแสง" หมายความว่า จำนวนร้อยละของแสงที่ไม่สามารถส่องผ่านเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพ
 
ข้อ 3 ให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม
 
ข้อ 4 ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเตาเผาศพปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมเว้นแต่จะได้ทำการควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานค่าความทึบแสงของเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานค่าความทึบแสงของเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ใช้วิธีทำให้เจือจาง (Dilution)
 
ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับเตาเผาศพในเขตพื้นที่ ดังต่อไปนี้
 
5.1 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาลนครและเขตเทศบาลเมือง ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

5.2 ในเขตพื้นที่อื่นนอกเหนือจากข้อ 5.1 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 
ข้อ 6 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป