เตือน! สังเกตก่อนซื้อ "หมึกบลูริงพิษร้าย" ย่างเสียบไม้

Mon, 30 Nov 2020 12:03:00

วันนี้ (30 พ.ย.2563) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดย สถาบันวิจัย ทช. เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากจันทรา​ พุ่มแจ่ม​ ว่าพบหมึกบลูริง เสียบไม้ปิ้งขายในตลาดนัดตอนเย็น พื้นที่ จ.ปทุมธานี แม้ว่าหมึกย่างจะอร่อยมากก็จริง ยิ่งเจอน้ำจิ้มรสเด็ดยิ่งแจ่ม แต่ให้สังเกตเพิ่มกันหน่อย ทั้งพ่อค้าแม่ค้าคัดแยกให้ดีก่อนเอามาปรุงอาหารขาย ลูกค้าก็เช่นกันก่อนบริโภคสังเกตลายสักนิด

ถ้าพบหมึกมีลายเป็นวงๆ สีน้ำเงินทั่วตัวจนไปถึงเส้นหมวด ให้หลีกเลี่ยงด่วน อันตรายมากเพราะพิษของหมึกชนิดนี้ แม้ปรุงสุกก็ไม่สลาย ยังมีอันตราย พิษนี้ทนความร้อนได้สูงถึง 200 องศาเซลเซียส ดังนั้น แม้ย่างสุกก็ไม่สามารถทำลายพิษได้ ปัจจุบันยังไม่มียาแก้พิษใดๆ ต่อต้านได้
ภาพ : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ภาพ : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง


ขณะที่ก่อนหน้านี้ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับหมึกสายวงน้ำเงินไว้ว่า เป็นหมึกที่ไม่นิยมนํามารับประทาน ส่วนต่อมพิษของหมึกชนิดนี้จะอยู่ที่ปาก ไม่ได้กระจายทั่วไปตามลําตัว ผู้ที่ได้รับพิษนั้นเกิดจากการถูกกัดเท่านั้น โดยพิษของหมึกชนิดนี้จะไม่สลายเมื่อถูกความร้อน หากนําไปปรุงอาหารจนสุก แล้วรับประทานเข้าไป ก็เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้เช่นกัน แนะนำหากประชาชนพบเห็น ไม่ควรซื้อมาปรุงเป็นอาหารรับประทานเด็ดขาด

ภาพ : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ภาพ : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง


ทั้งนี้ นพ.สุวรรณชัย ระบุอีกว่า พิษของหมึกสายวงน้ำเงิน เรียกว่า Tetrodotoxin (TTX) เป็นพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า พิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ ต่อระบบประสาท โดยจะเข้าไปขัดขวางการสั่งงานของสมอง คนที่ถูกพิษจะมีอาการคล้ายเป็นอัมพาต หายใจไม่ออก เนื่องจากกล้ามเนื้อกะบังลมและหน้าอกไม่ทํางาน ทําให้ไม่สามารถนําอากาศเข้าสู่ปอดได้ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิต โดยขอให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยนำอากาศเข้าสู่ปอด เช่น เป่าปาก เป็นต้น จากนั้นต้องรีบนําส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจต่อไป หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

 


ยึดเสือโคร่ง 5 ตัว-พักใบอนุญาต 90 วัน สวนสัตว์ดัง จ.มุกดาหาร

Mon, 30 Nov 2020 10:32:00

วันนี้ (30 พ.ย.2563) นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แถลงข่าวกรณีการลักลอบค้าเสือโคร่งที่ มุกดาสวนเสือและฟาร์ม จ.มุกดาหาร ซึ่งเป็นการแถลงข่าวที่กรมอุทยานฯส่วนกลาง ในขณะที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุบลราชธานี ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกองไซเตส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหมายศาลเข้าตรวจสอบมุกดาสวนเสือและฟาร์ม เนื่องจากหลังจากก่อนหน้านี้ พบว่าดีเอ็นเอของลูกเสือโคร่งเบื้องต้น 5 ตัวไม่ตรงกับพ่อแม่เสือที่ชื่อให้ลาภและให้ทอง ตามที่สวนสัตว์แจ้งมากับทางกรมอุทยานฯ

ชุดพญาเสือ กรมอุทยานฯได้มีการส่งเลือดของเสือโคร่งมาตรวจสอบที่ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ เบื้องต้นพบว่าเสือโคร่งชื่อ ข้าวเม่า เข้าเปลือก ข้าวยำ ข้าวกล่ำ มีดีเอ็นเอไม่ตรงกับพ่อแม่ทั้ง 2 ตัว 

เบื้องต้นจะสั่งพักใบอนุญาตขอประกอบกิจการสวนสัตว์ได้ไม่เกิน 90 วันก่อน เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดชัดเจน

ก่อนหน้านี้ กรมอุทยานฯเข้าตรวจสอบมุกดาสวนเสือและฟาร์ม ที่มีนายสมดิษฐ์ ใบอนุญาตใช้ถึงวันที่ 2 ก.พ.2565 โดยได้ขอเปิดดำเนินกิจการสวนสัตว์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.2559 โดยตรวจยึดเมื่อ 17 ม.ค.62 แต่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะบางตัวเป็นสัตว์ต่างประเทศ เพราะมีแพนด้าแดง จำนวน 3 ตัว แต่ปรากฏว่ายังมีการลักลอบนำสัตว์ป่า เช่น เสือโคร่งเข้ามาสวมดีเอ็นเอ ทางกรมอุทยานฯจะแจ้ง 3 ข้อหาในพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 

 

 


THE EXIT : ขุดทรายขายแร่ ตอน 2

Fri, 27 Nov 2020 19:36:00

ที่นากว่า 20 ไร่ ของนายไสว อุ่นชัย ชาวบ้าน หมู่ 10 ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ แปลงนี้ได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่ ปัจจุบันยังปลูกข้าวเป็นประจำทุกปี ฤดูเก็บเกี่ยว จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้อยู่พร้อมหน้า กลับมาช่วยกันเกี่ยวข้าว ไม่ต้องออกไปขายแรงงาน นี่คือ ชีวิตในรูปแบบที่นายไสว เรียกว่าความสุข

 

 

การยื่นขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้ว ของบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด รอบที่ 2 ในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่นา ทำให้นายไสว ค่อนข้างกังวลว่าจะได้รับผลกระทบ

 

นายไสว อุ่นชัย

นายไสว อุ่นชัย

ชาวบ้านกลุ่มนี้นำสำรวจแนวหลักเขตสีแดง คือพื้นที่ยื่นขอประทานบัตรของบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด พื้นที่กว่า 40 ไร่ ซึ่งเคยถูกร้องเรียนให้อุตสาหกรรม จ.กาฬสินธุ์ เข้ามาตรวจสอบกรณีลักลอบขนทรายนอกพื้นที่ เข้าไปในแปลงยื่นขอประทานบัตรว่าเข้าข่ายการทำเหมืองแร่หรือไม่ แต่การตรวจสอบครั้งนั้น สรุปว่าไม่สามารถหาผู้กระทำความผิดได้

เรียกร้องตรวจสอบ หลังมีตาน้ำอยู่หลายแห่ง

ด้วยพื้นที่คำขอประทานบัตรอยู่ใกล้กับที่นาและแหล่งน้ำ ซึ่งนายเส็ง เนินสนิด ชาวบ้าน ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ระบุว่ามีตาน้ำอยู่หลายแห่ง กลายเป็นอีกประเด็นที่ชาวบ้านเรียกร้องให้อุตสาหกรรม จ.กาฬสินธุ์ เข้ามาตรวจสอบ เพื่อเป็นข้อมูลพิจารณาคำขอประทานบัตร

 

นายเส็ง เนินสนิด

นายเส็ง เนินสนิด

 

The EXIT ติดต่อไปยังตัวแทนบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ได้รับการยืนยันว่าได้ยื่นขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วรอบใหม่ในพื้นที่เดิมจริง โดยเป็นการทำเหมืองแร่ประเภทที่ 1 ชนิดแร่ทรายแก้ว โดยวิธการทำเหมืองแบบหาบ ซึ่งจะเป็นการขุดดินในลักษณะขั้นบันได ความสูงแต่ละชั้นไม่เกิน 3 เมตร กว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร ความลึกของขุมเหมืองสูงสุด 9 เมตร ระยะเวลา 20 ปี ในรายงานประกอบคำขอประทานบัตร ระบุ มาตรการควบคุมป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

 

 

ต้นเดือนพฤศจิกายน นายวรชาติ อาจสม ตัวแทนบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ได้จัดเวทีสาธารณะเพื่อให้ข้อมูลเรื่องเหมืองแร่ทรายแก้วกับคนในพื้นที่ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการเข้าร่วมเวที ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาวบ้านกลุ่มไม่เห็นด้วย

หนึ่งในผู้ร่วมเวทีเชื่อไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม

หญิงคนนี้ เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมเวที ระบุว่า มีการให้ข้อมูลว่าเหมืองแร่ทรายแก้ว ไม่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนโดยรอบ เป็นการใช้น้ำเปล่าในการแต่งแร่ไม่ปล่อยออกสู่ชุมชน เธอจึงมั่นใจว่า จะไม่ส่งผลกระทบ

 

 

การจัดเวทีสาธารณะเพื่อให้ข้อมูล โดยบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ถูกตั้งข้อสังเกตจาก น.ส.ณัฐพร อาจหาญ ผู้ประสานงานกลุ่มคนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ ว่าเป็นการให้ข้อมูลในมุมที่บริษัทได้ประโยชน์ ไม่ครอบคลุมผลกระทบด้านลบ อีกทั้งการยื่นประทานบัตรซ้ำในพื้นที่เดิมที่เคยพบพฤติกรรมจงใจนำทรายแก้วนอกแปลงประทานบัตรเข้ามาไว้ในแปลงประทานบัตร ก็ยังเป็นประเด็นที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน

 

 น.ส.ณัฐพร อาจหาญ

น.ส.ณัฐพร อาจหาญ

สำหรับขั้นตอนการยื่นขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้ว ตามคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ประเภทที่ 1 หลังจากนี้จะเข้าสู่การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และหากยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ จะต้องทำประชามติอีกครั้ง ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

THE EXIT : ขุดทรายขายแร่ ตอน 2


ผลศึกษาชี้ "หยุดก่อสร้าง-เหลื่อมเวลางาน" ลดฝุ่นพิษ กทม.

Fri, 27 Nov 2020 13:30:00

วันนี้ (27 พ.ย.2563) เวลา 12.00 น. กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงคุณภาพดี ตรวจวัดค่า PM 2.5 ได้ระหว่าง  8-29 มคก./ลบ.ม

ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพ​อากาศ​ ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ณ เวลา 12.00 น.​...

โพสต์โดย ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2020

 
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังอยู่ในระดับดี แต่ข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อมกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรุงเทพมหานคร พบว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ใน กทม.วิกฤตที่สุดในช่วงเดือน ธ.ค. – ก.พ. โดย ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 62 - 29 ก.พ.63 พบค่าฝุ่นเกินมาตรฐานถึง 84 วัน เขตบางเขน เกินมาตรฐานมากสุด 46 วัน รองลงมาคือเขตหลักสี่ 43 วัน และเขตบางคอแหลม 42 วัน


นายวิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.  ระบุว่า ที่ผ่านมา กทม.ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดฝุ่นในช่วงวิกฤตทั้งการเหลื่อมเวลาทำงาน ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ในชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าลดลงจาก 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 38 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ส่วนช่วงเย็นลดค่าเฉลี่ยฝุ่นได้จาก 66 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เป็น 35 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

ขณะที่ กทม.ยังได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการอาคารสูงและรถไฟฟ้าหยุดการก่อสร้างเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 4 - 6ก.พ.63 เมื่อวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5 ใน 37 เขต พบค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลงเหลือ 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จาก 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลง 26 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 41.27


เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่าช่วงวิกฤตฝุ่นใน กทม. อยู่ในเดือน ธ.ค. – ก.พ. เทียบปี 61 กับ 62 เรามองว่า สภาพจราจร มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าเยอะ และปัญหามลพิษจากการสะสมตัวรถ และการก่อสร้าง ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น ในปีนี้สภาพของการก่อสร้างรถไฟฟ้ามีการคืนพื้นที่เยอะแล้ว สถานการณ์น่าจะดีขึ้น


ทั้งนี้ ผลการศึกษาภาพรวมมาตรการรับมือฝุ่น PM 2.5 ในช่วงวิกฤต สะท้อนต้นเหตุมลพิษใน กทม. เกิดจากปัญหาจราจรและก่อสร้างเป็นหลัก ในปีนี้ กทม.ยังคงมาตรการที่ใช้ได้ผลจริง ร่วมกับมาตรการอื่นๆ โดยจะมีการปรับมาตรการบังคับใช้ตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในแต่ละช่วงต่อไป 

 


ทส.ชิงเก็บ "เชื้อเพลิง" ในป่าจังหวัดละ 100 ตันสกัดไฟป่า

Fri, 27 Nov 2020 11:17:00

วันนี้ (27 พ.ย.2563) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ว่า ปีนี้จะเน้นหนักการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าให้มากขึ้น ทั้งการเก็บขนและใช้ประโยชน์เศษวัสดุในป่าของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะให้ประชาชนมีส่วนร่วมดูแลป่าไม้และลดการเผาป่า

สิ่งสำคัญเน้นพิเศษการเก็บขนและใช้ประโยชน์เศษวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงในป่าด้วยการเก็บขนชิงเก็บ แทนการเผาชิงเผา เพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เช่น ผลิตเป็นถ่านอัดก้อน แปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงขยะ

เบื้องต้นได้นำร่องเก็บขนเศษวัสดุและเชื้อเพลิงออกจากพื้นที่ป่าในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ พะเยา น่าน แม่ฮ่องสอน ตาก และอีก 1 พื้นที่ คือ พิษณุโลก ซึ่งเน้นในพื้นที่ล่อแหลมเกิดไฟป่ามากที่สุด

อ่านข่าวเพิ่ม ไทยสูญงบแก้ปัญหาฝุ่นปีละเท่าไหร่?

เล็งกำจัดเชื้อเพลิงออกจากป่าวันละ 100 ตัน

วันนี้ต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า พื้นที่การเกษตร เอาใบไม้ใบออกจากเขตป่า และนำมาแปรรูปเป็นภาชนะ และเชื้อเพลิง ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังเผาคือเงิน ที่สามารถนำมาแปรรูปได้

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประสานให้ภาคเอกชนรับซื้อเศษวัสดุ และเชื้อเพลิงให้ได้อย่างน้อย 100 ตันต่อจังหวัด ส่วนที่เหลือจะส่งเสริมการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าให้กับเศษวัสดุและเชื้อเพลิง เพื่อลดการเผาสาเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่นละอองจากไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ คาดว่าจะสามารถลดการเกิดจุดความร้อน (Hotspot) ปีหน้าลงได้กว่าร้อยละ 20 แน่นอน

ทั้งนี้ได้ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ให้สังกัดทส.และฝ่ายปกครองเร่งสร้างความความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการเก็บแทนการเผาเชื้อเพลิง เพราะช่วยลดการเกิดไฟป่าหมอกควันรุนแรงแล้วยังช่วยเพิ่มรายได้ให้ด้วย

โอนภารกิจดับไฟป่าให้ท้องถิ่น-ตั้งงบสร้างเครือข่าย

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเร่งการสร้างเคือข่ายประชาชนในพื้นที่ให้มีส่วนร่วมในการดับไฟป่าและช่วยกันดูแลพื้นที่ เพราะรู้พื้นที่ดีสุดว่าตรงไหนมีความเสี่ยง คนกลุ่มไหนจะทำให้เกิดการเผา ซึ่งสอดคล้องกับการเร่งรัดถานโอนภารกิจหลายคนยังคิดว่าภารกิจไฟป่าเป็นของกรมป่าไม้ ทั้งที่มีการถ่ายโอนภารกิจไปแล้วตั้งแต่ปี 2545

ภารกิจการดับไฟป่าถูกถ่ายโอนให้ท้องถิ่นไปแล้ว และจุดนี้อาจเป็นข้อจำจัดเวลา ทส.จะของบทำให้ไม่ได้รับ เพราถือว่าภารกิจโอนให้ท้องถิ่นแล้ว จึงต้องเร่งทำความเข้าใจและให้ท้องถิ่นตั้งงบเองได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กทม.ยกระดับแอปฯ Air bkk เตือนฝุ่นพิษล่วงหน้า 3 วัน

หลักฐานภาพถ่ายดาวเทียม ชี้ไทยเผชิญฝุ่นมาแล้ว 20 ปี

 

 

 


พบ "เสือลายเมฆ" ครั้งแรกในรอบ 20 ปี แถบป่าเทือกเขาพนมดงรัก

Fri, 27 Nov 2020 06:54:00

วันนี้ (27 พ.ย.2563) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร​ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 เปิดเผยว่า​ เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนสำรวจและติดตามความหลากหลายทางสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ขสป.พนมดงรัก ได้ดำเนินการเก็บกล้องดักถ่าย Camera Tap ซึ่งติดตั้งดักถ่ายไว้ระหว่างวันที่ 1-24 พ.ย. 2563 พบสัตว์ป่าที่สำคัญปรากฎในกล้องดักถ่าย อาทิ เสือลายเมฆ กวาง เนื้อทราย​ เก้ง​ หมูหริ่ง แมวดาว หมาไน​ หมาจิ้งจอก นกโกโรโกโส และนกยางลายเสือ​ เป็นต้น

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 

นายชัยวัฒน์​ กล่าวว่า​สัตว์ที่พบเป็นชนิดสัตว์ป่าที่พบใหม่ 1 ชนิด คือ เสือลายเมฆ พบในบริเวณเส้นทางเข้าทุ่งกบาลกะไบ ซึ่งทุ่งกบาลกะไบในปัจจุบันนับแต่มีการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติตั้งแต่ปี 2558 สัตว์ป่าที่ปล่อยได้รับการดูแล โดยมีการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำ แหล่งอาหารที่เพียงพอแก่สัตว์ป่า และนำไปสู่การแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ และสัตว์ป่าเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเริ่มจากสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็ก อาทิ หมาไน หมาจิ้งจอก แมวดาว เข้ามาอาศัยในพื้นที่เพื่อล่าสัตว์ที่อ่อนแอเป็นอาหาร จนกระทั่งในวันนี้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขสป.พนมดงรัก พบ “เสือลายเมฆ” ซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่าขนาดกลางเข้ามาอาศัยในพื้นที่ 

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 

​เสือลายเมฆเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทย โดยให้ป่าแถบนี้ไม่เคยพบมาก่อน ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี นับจากจากการสู้รบกันในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ยังถือเป็นครั้งสำคัญซึ่งทำให้พิสูจน์ได้ว่า “โครงการปล่อยสัตว์ป่า คืนวนาเพื่อป่าสมบูรณ์” ประกอบกับ “การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ smart patrol” ที่ได้มีกำชับให้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด ช่วยให้สัตว์ป่าเหล่านี้รอดพ้นจากภัยคุกคาม และนำมาซึ่งความหลากหลายทางสัตว์ป่าและพันธุ์พืชอีกครั้ง

 

 


"นกเงือก" ถูกยิงที่เกาะช้างตายแล้ว หลังรักษา 5 วัน

Fri, 27 Nov 2020 06:30:00

วันนี้ (27 พ.ย.2563) นายสัตวแพทย์ เผด็จ ศิริดำรง สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ประจำ รพ.สัตว์เนินพลับหวาน เปิดเผยว่า นกเงือกขนาดใหญ่ที่ถูกยิงตกที่เกาะช้าง จ.ตราด ตายแล้ว เมื่อช่วงดึกวานนี้ (26 พ.ย.) หลังมีอาการเหยียดนิ้วและม่านตาขยาย ไม่มีอาการตอบสนอง สัตวแพทย์จึงต่อท่อกับเครื่องช่วยหายใจ พร้อมเตรียมยาต่าง ๆ เพื่อช่วยเวลาฉุกเฉิน จากนั้นนกเหงือกหยุดหายใจเวลา 22.00 น. ซึ่งได้พยายามช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจ แต่นกเหงือกไม่ตอบสนอง และตายในเวลา 22.05 น. ใช้เวลารักษารวม 5 วัน นับจากวันที่ถูกยิงคือ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา

นกเหงือกอาการหนักตั้งแต่แรกที่นำมารักษา เพราะถูกยิงเข้าที่สมอง มีอาการสมองตาย กระสุนโดนจุดที่สำคัญ หากไม่โดนที่สำคัญคงสามารถรักษาให้หายได้
ภาพ : เผด็จ ศิริดำรง

ภาพ : เผด็จ ศิริดำรง

 

สำหรับความคืบหน้าทางคดี ผ่านมา 7 วัน ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เกาะช้าง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.ตราด ได้ร่วมกันตรวจพื้นที่เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ สอบพยานบุคคลสอบปากคำผู้ต้องสงสัย และตรวจสอบอาวุธปืนลูกกรดยาวที่ยึดมาได้จากผู้ต้องสงสัย

พ.ต.ท.เอื้ออังกูร แก้วเมืองกลาง ร้อยเวรสอบสวน สภ.เกาะช้าง เปิดเผยว่า มีนักท่องเที่ยวอีก 4-5 คน ที่อยู่ในเหตุการณ์นกเงือกถูกยิงตกที่น้ำตกคีรีเพชร ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จ.ตราด เตรียมเดินทางมาให้ปากคำกับตำรวจ เพื่อให้สำนวนมีน้ำหนักเพียงพอดำเนินคดีผู้ต้องสงสัย 2 คน โดยจะสรุปสำนวนรวมกับพยานหลักฐานต่าง ๆ ส่งผู้บังคับบัญชาพิจารณาอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่นายพรหมชนะ บุญล้อม ผู้ใหญ่บ้าน มาแจ้งความร้องทุกข์ในวันรุ่งขึ้น ช่วงค่ำ อาจทำให้พยานหลักฐานถูกลบเลือนไปหรือไม่ ทำให้ต้องรอพยานบุคค คือ นักท่องเที่ยวที่จะมาให้ปากคำ

 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ส่ง "นกเงือก" ถูกยิงเจ็บสาหัส รักษาที่ชลบุรี 

สงสัยญาตินักการเมืองยิงนกเงือกเกาะช้าง 

 

 


THE EXIT : ขุดทรายขายแร่ ตอน 1

Thu, 26 Nov 2020 20:13:00

พื้นที่กว่า 40 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 10 ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ที่บริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทรายแก้วแปลงนี้ ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นไร่มันสำปะหลัง หลังเคยถูกชาวบ้านในพื้นที่ ร้องเรียนว่าพบพฤติกรรมลักลอบนำทรายแก้วนอกพื้นที่ขอประทานบัตรเข้ามากองในแปลงยื่นขอประทานบัตรว่าเข้าข่ายจงใจทำเหมืองแร่เถื่อนหรือไม่ เนื่องจากตามพระราชบัญญัติแร่ 2560 กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทำเหมืองในที่ใด ไม่ว่าที่ทำเหมืองนั้นจะเป็นสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตประทานบัตร

 

 

กระทั่งมีคำสั่งยกเลิกคำขอประทานบัตร รอบแรก ไปเมื่อเดือน ก.ย.2562 ลงชื่อคำสั่งโดย "อุตสาหกรรม จ.กาฬสินธุ์" และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นภาพเก่าที่ THE EXIT ลงพื้นที่ และบันทึกไว้เมื่อปี 2562 พบว่าในบริเวณที่ถูกร้องเรียน ปรากฏกองทรายเล็กๆ กระจายอยู่เต็มพื้นที่จริง

 

 

นายสุทธิการ ชัยอเนก ชาวบ้าน ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบันร่องรอยที่ยังหลงเหลือ และบ่งชี้ได้ว่าที่ดินแปลงนี้ มีการนำทรายจากแปลงอื่นเข้ามา คือยังมีระดับความสูงมากกว่าที่ดินข้างเคียง รวมถึงสีและลักษณะของทราย

 

นายสุทธิการ ชัยอเนก

นายสุทธิการ ชัยอเนก

กลุ่มทุนกว้านซื้อทรายแก้วจากชาวบ้าน

ที่ดินแปลงนี้ เป็นจุดที่เจ้าของที่ดิน เคยยอมรับว่าได้ขายทราย และทรายถูกนำไปกองไว้ในแปลงที่มีการยื่นขอประทานบัตรจริง ปัจจุบัน ยังเห็นร่องรอยว่ามีการขุดทรายออกไป และเป็นหนึ่งในบุคคลที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกรณีร้องเรียน ได้เข้ามาสอบถามข้อมูล และข้อมูลที่ได้จากข้อร้องเรียน ยังพบว่าช่วงเวลาการยื่นขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้ว รอบแรก มีกลุ่มทุนเข้ามาขอกว้านซื้อทรายแก้วในพื้นที่ของชาวบ้าน ต.เหล่าไฮงาม หลายแปลง โดยใช้วิธีทำเอกสารสัญญาจ้างขุดดิน แทนการซื้อทราย

 

 

ที่ดินของนายมณฑา บูรวัฒน์ ชาวบ้าน ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เป็นที่ดินอีกแปลงที่ได้รับการทาบทามขอซื้อทรายในเวลานั้น เขาอ้างว่านายหน้าระบุจะให้เงินไร่ละ 3,000 บาท และตกแต่งจุดที่ขุดทรายเป็นบ่อน้ำไว้ให้ใช้ในการเกษตร แต่ด้วยข้อสงสัยหลายประเด็น สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจไม่ขาย

 

ทั้งหมด 3-4 หมู่บ้านที่เขาติดต่อ ถ้าใครมีใบโฉนด หรือ สปก.ไปให้เขา เขาให้คนละ 3,000 บาท ขั้นแรก
นายมณฑา บูรวัฒน์

นายมณฑา บูรวัฒน์

 

ผ่านมา 1 ปี บริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ยื่นขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วในพื้นที่เดิมอีกครั้ง ปลุกกระแสคัดค้านของกลุ่มคนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ ป้ายคัดค้านถูกนำไปติดรอบหมู่บ้าน เพื่อแสดงออกว่าพวกเขากังวลถึงผลกระทบที่จะตามมา หากเกิดเหมืองแร่ทรายแก้วในพื้นที่ แม้กระบวนการยื่นขอประทานบัตรจะยังอยู่ในขั้นจัดเวทีสาธารณะให้ความรู้ประชาชน ซึ่งถือเป็นกระบวนการขั้นต้นก็ตาม

 

ผ่านมา 1 ปี ยังไร้ข้อสรุปสอบเหมืองเถื่อน

นางเพชรแสง พุทธผาย ชาวบ้านจากกลุ่มคนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ ตั้งข้อสังเกตว่าการยื่นขอประทานบัตร รอบใหม่ ยังไม่สมควรเกิดขึ้น เพราะผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการร้องเรียนกรณีทำเหมืองเถื่อนครั้งที่ผ่านมา ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และผ่านมา 1 ปี มีการเรียกคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประชุมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

 

นางเพชรแสง พุทธผาย

นางเพชรแสง พุทธผาย

 

THE EXIT สอบถามเรื่องนี้ไปยังนายวศิน ศุภพิสุทธิ์ อุตสาหกรรม จ.กาฬสินธุ์ ได้รับคำตอบว่าตัวแทนบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ได้ยื่นขอประทานบัตร รอบใหม่ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2563 และได้จัดเวทีสาธารณะเพื่อให้ข้อมูลเรื่องเหมืองแร่ทรายแก้วกับชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 10 รัศมีผู้ได้รับผลกระทบตามกฎหมาย ไปเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีชาวบ้านกลุ่มคัดค้านจัดเวทีคู่ขนาน พร้อมยืนยันข้อมูลว่าเป็นการขอประทานบัตรในที่ดินแปลงเดิมที่เคยถูกร้องเรียนจริง

 

นายวศิน ศุภพิสุทธิ์

นายวศิน ศุภพิสุทธิ์

 

แต่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามการร้องเรียนของชาวบ้านนั้น อุตสาหกรรม จ.กาฬสินธุ์ ได้สรุปตามคำสั่งอัยการ จ.กาฬสินธุ์ ว่าให้งดการสอบสวน เนื่องจากไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดได้ ทำให้บริษัทสามารถยื่นขอประทานบัตรรอบใหม่ได้

ยืนยันยื่นขอประทานบัตรเหมืองตามขั้นตอน

 

 

สำหรับเหมืองแร่ทรายแก้วที่บริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ยื่นขอประทานบัตร เป็นเหมืองแร่ประเภทที่ 1 ระยะดำเนินการ 20 ปี THE EXIT ติดต่อไปยังตัวแทนบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ได้รับคำตอบว่าดำเนินการยื่นขอไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย

 

 

 


ห้ามรถบรรทุกเข้ากรุงฯ สินค้าขาดแคลน แนะลดรถส่วนตัว

Thu, 26 Nov 2020 16:21:00

เมื่อวันที่ (26 พ.ย.2563) นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่กรุงเทพมหานคร เตรียมห้ามรถบรรทุกเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ และจำกัดเวลาเดินรถในพื้นที่ สหพันธ์ฯ ยินดีให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่น แต่ต้องเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน

การประกาศใช้มาตรการดังกล่าว จะเกิดปัญหาขาดแคลนสินค้าอุปโภค-บริโภคในกรุงเทพฯ ทันที เพราะการขนส่งสินค้าจะลดลงจากวันละ 2-3 เที่ยว จะเหลือเพียง 1 เที่ยว ซึ่งควรที่จะมีการหารือถึงกรณีดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพราะหากมีคำสั่งออกมาในวันที่ 1 ธ.ค.ก็จะเตรียมฟ้องศาลปกครองต่อไป

สหพันธ์การขนส่งแห่งประเทศไทย ยินดีให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่น โดยร่วมมือกันทุกภาคส่วน แต่การจะมาโยนความผิดให้กับรถบรรทุกผมยอมไม่ได้ เพราะเป็นผู้ประกอบการอย่างสุจริต ตามกฎหมายของประเทศอยู่แล้ว และรณรงค์ไม่ให้รถบรรทุกผิดกฎหมายมาโดยตลอด

ห้ามรถบรรทุกเข้ากรุงฯ สินค้าขาดแคลน

ทั้งนี้ สินค้าที่จะขาดแคลนคือ สินค้าอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุก่อสร้าง ซึ่งหากมีมาตรการดังกล่าว อาจต้องหยุดก่อสร้าง และทำให้ขาดแคลนคนงานในอนาคตและอาจทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากรถบรรทุกที่เข้ามาวันละ 2-3 เที่ยวและจะเหลือ 1 เที่ยวก็จะทำให้สินค้าขาดตลาดเมื่อสินค้าขาดตลาดก็จะทำให้ราคาสูงขึ้นสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบต่อประชาชน

รถบรรทุกที่จะเดินทางจากเส้นทางสายต่างๆ สินค้าหลายประเภทเช่น สายอีสาน จะขนส่งน้ำตาล มันสำปะหลัง ข้าวโพด ขณะที่ ภาคเหนือ พืชไร่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ภาคตะวันตก ได้แก่ อิฐ หิน ดิน ทราย ขณะที่ ภาคใต้ ยางพารา อาหารทะเล ผลไม้ เช่น มังคุด ทุเรียน ไม้ยางแปรรูป

ลดรถบรรทุกใหญ่ เพิ่มรถเล็ก เพิ่มมลพิษ

ขณะที่รถบรรทุกเดินทางเข้าเข้ากรุงเทพฯ วันละประมาณ 70,000 - 80,000 คัน แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ลดลงเหลือ 20,000 - 30,000 คัน ใช้รถกระบะกระจายสินค้าทำรถเพิ่ม 10 เท่า

ประธานสหพันธ์การขนส่งแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากดำเนินตามมาตรการดังกล่าวซึ่งไม่ให้รถบรรทุกเข้าพื้นที่และขนถ่ายกระจายสินค้าจากรถบรรทุก จะยิ่งทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณรถยนต์ในพื้นที่ เช่น จากเดิมใช้รถบรรทุก 1 แสนคันในการขนส่งสินค้าเข้ากรุงเทพฯ จะต้องใช้รถยนต์กระบะถึง 1 ล้านคัน หรือเฉลี่ยรถบรรทุก 1 คันจะใช้รถกระบะบรรทุกสินค้า 10 คัน และหากเป็นรถบรรทุก 6 ล้อจะใช้รถกระบะ 4-5 คัน เท่ากับว่าเป็นเพิ่มปริมาณรถยนต์อีกหลายเท่า ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะพิจารณาอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่หลายฝ่ายอาจมองข้ามคือ การขนถ่ายสินค้าจากท่าเรือคลองเตย ซึ่งต่างจากทั่วโลกที่เป็น SEAPORT (เมืองท่า) ขณะที่ท่าเรือของไทยเป็น River Port ที่ปรับมาเป็นท่าเรือ และหากมีมาตรการห้ามรถบรรทุกเข้าไปรับ-ส่งสินค้า จะกระทบการค้าระหว่างประเทศ

จากปกติเฉลี่ยมีการขนส่งสินค้าวันละประมาณ 1,000 ตู้ ก็จะเกิดปัญหาตู้สินค้าตกค้างสัปดาห์ละกว่า 10,000 ตู้ กระทบกับการขนส่งสินค้าทางเรือส่งผลต่อเศรษฐกิจของชาติและการบริโภคของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

แนะเพิ่มจุดกระจายสินค้า

นายอภิชาติกล่าวว่า ช่วงเวลาปกติที่รถบรรทุกวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเป็นรถบรรทุก 10 ล้อ รถบรรทุก 18 ล้อ และรถบรรทุก 6 ล้อ จากทั้งหมดประมาณ 40,000 คันต่อวัน ซึ่งอ้างอิงตามตัวเลขของกรมการขนส่งทางบก

หากจอดรอการกระจายสินค้าใน 4 มุมเมือง ทั้งแยกบางนา ย่านพุทธมณฑล ย่านบางใหญ่ ย่านอ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา หรือเขตลาดกระบัง

หากรัฐให้ขนส่งสินค้าในเวลา 21.00 น.รถบรรทุกทั้งหมดจะเคลื่อนตัวเข้ากรุงเทพฯ ก็จะเกิดการแออัด และมีมลพิษที่สูงขึ้น ในช่วงนั้นอย่างมาก หากเทียบกับการให้รถบรรทุกวิ่งตามปกติในอัตราชั่วโมงละ 20-30 คัน จะมีการไหวเวียนของอากาศที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่เคยใช้ในช่วงก่อนหน้านี้ คือในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ขนาด 113 ตร.กม. รถบรรทุก 10 ล้อไม่สามารถเข้าได้ โดยจะต้องเป็นรถ 6 ล้อ แต่สามารถทำได้ เนื่องจากขณะนั้นกรมการขนส่งทางบกได้สร้าง Truck Terminal มารองรับการขนส่ง
แต่ขณะนี้ยังไม่มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานมารองรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

ซึ่งหากสร้าง ทั้ง 4 มุมเมือง และใช้รถยนต์ขนาดเล็กขนถ่ายสินค้า ก็มีความเป็นไปได้และจำกัด ไม่ให้รถบรรทุกใหญ่เข้า หากเทียบกับต่างประเทศมีเส้นทางบายพาส (Bypass) และ จุดพักรถ (Rest Zone) และ จุดกระจายสินค้า (Truck Terminal) และออกระเบียบให้ผู้ประกอบการต้องมีพื้นที่เพียงพอและมีระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในไทยยังไม่ได้มีการวางระบบดังกล่าวจึงเกิดปัญหาสะสม

ขณะที่แนวคิดการจัดเวลาในการขนส่งสินค้า ที่มีการเสนอในช่วงก่อนหน้านี้คือ คือ 24.00 -04.00 น.ก็ประสบปัญหาคล้ายกันคือ เมื่อรถบรรทุกเข้าขนส่ง มีเวลาทำงาน 4 ชั่วโมง และพนักงานที่ทำหน้าที่ขนส่งสินค้า 4 ชั่วโมง ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เนื่องจากเป็นการทำงานในเวลากลางคืน และล่วงเวลาซึ่งค่าแรงจะสูงขึ้น 2-3 เท่า ก็จะกระทบต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้น

จี้รัฐอุดหนุนน้ำมันพรีเมี่ยม –เว้นภาษีผู้ว่าจ้าง

นอกจากนี้ นายอภิชาติยังเรียกร้องให้รัฐบาลอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สะอาด เช่นน้ำมันเกรดพรี่เมี่ยม ซึ่งราคาสูงกงว่าปกติ 7- 8 บาท เนื่องจากน้ำมันมีความบริสุทธิ์และเผาไหม้ที่ดีกว่า

หากรัฐบาลเข้ามาอุดหนุน ให้ผู้ประกอบการใช้น้ำมันดังกล่าว ในช่วงก็จะช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ปตท.ลดราคาก๊าซ NGV ในช่วง 3-4 เดือนที่มีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก

หากสามารถลดปริมาณรถยนต์จาก 100,000 คัน ให้เหลือ 20,000 คัน อากาศก็น่าจะดีขึ้น และควรเข้มงวดมาตรการอื่นด้วย ๆ เช่น เข้มงวดการเผาป่า

นอกจากนี้ รัฐบาลควรนำร่องโดยให้หน่วยงานราชการจัดรถรับ-ส่ง เจ้าหน้าที่ แทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งสามารถดำเนินการได้ โดยใช้รถทัวร์โดยสารที่ขณะนี้ จอดว่างงานอยู่หลายหมื่นคัน

ซึ่งรถทัวร์ 1 คัน สามารถบรรจุคนได้ 40 คัน ก็จะลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนไปได้ ซึ่งรถทัวร์อาจเคยเหมา 5,000 - 6,000 บาทต่อคัน อาจให้ลดราคาเหลือ 1-2 พันบาท ซึ่งกลุ่มรถทัวร์ก็อยู่ภายในสหพันธ์ฯซึ่งสามารถร่วมดำเนินการได้

นายอภิชาติยังกล่าวว่า ปัญหาอีกอย่างในขณะนี้คือ รถบรรทุกยังไม่สามารถระบายรถเก่าออกไปได้ โดยสัดส่วนรถบรรทุกเก่าอายุมากกว่า 10 ปี จะอยู่ที่กว่าร้อยละ 50 เนื่องจากยังยังคงมีการนำเข้าเครื่องยนต์เก่าจากต่างประเทศ

หากวางระเบียบเพื่อให้รถบรรทุกเก่าให้ออกจากระบบ โดยให้ใช้รถบรรทุกใหม่เท่านั้นโดยใช้ภาษีเป็นเงินกองกลางเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการหันมาใช้รถใหม่ เช่น การรณรงค์มาตรการทางภาษีให้ผู้ประกอบการบริษัทต่าง ๆ ที่เป็นผู้ว่าจ้างรถบรรทุกด้วยการลดหย่อนภาษี หรือ งดเว้นภาษี 2-3 ปี ผู้ประกอบการขนส่งก็จะปรับตัวและหันมาใช้รถบรรทุกใหม่มากขึ้น


กาฬสินธุ์ชูชุมชนนามนต้นแบบไม่เผาขยะลดฝุ่น PM 2.5

Thu, 26 Nov 2020 14:23:00

วันนี้ (26 พ.ย.2563) ที่ศาลาประชาคมบ้านนามน หมู่ 1 เทศบาลตำบลนามน อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน ประธานมูลนิธิส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมด้วย พ.ท.หญิง กนกพร ศภานุสนธิ์ มูลนิธิส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก พล.อ.ปิยะ ครุฑเวโช หัวหน้าคณะทำงานมูลนิธิส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก และคณะ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานชุมชนต้นแบบ บริหารจัดการขยะของบ้านนามน หมู่ 1 และโครงการจัดการชุมชนปลอดขยะของเทศบาลตำบลนามน

โดยมีนายพุทธภูมิ นาชัยเริ่ม ปลัดอาวุโส อ.นามน รักษาการนายอำเภอนานมน นายโชคชัย ญาณสถิตย์ ผู้ใหญ่บ้านนามน หมู่ 1 พร้อมด้วยผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลนามน ชาวบ้านให้การต้อนรับ และนำชมกิจกรรมคัดแยกขยะ และการซื้อขายขยะนำรายได้เข้ากองทุนธนาคารขยะ นำรายได้สู่ครัวเรือนและเข้ากองทุนฌาปนกิจในชุมชนต่อไป

 

นายโชคชัย กล่าวว่า ชุมชนบ้านนามน เป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท เดิมมีวัสดุเหลือใช้เป็นเศษขยะและสิ่งปฏิกูลเป็นจำนวนมาก ต่อมาทางรัฐบาลได้มีการณรงค์กำจัดขยะและคัดแยกขยะ นำขยะที่มีค่ามารีไซเคิลและจำหน่ายสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางผู้นำชุมชนและชาวบ้าน จึงร่วมมือกับเทศบาลตำบลนามน โรงพยาบาลนามน วัด และสถานศึกษาในพื้นที่ ขับเคลื่อนกาการจัดการขยะชุมชน โดยศึกษาดูงานหลายแห่ง ก่อนนำวิธีการมาประยุกต์ปรับใช้ในชุมชน

 

ด้านพล.อ.วีรชัย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่า ทุกภาคส่วนในชุมชน มีส่วนร่วมด้วยช่วยกันอย่างเข้มแข็ง เช่น การคัดแยกขยะ มีการรีไซเคิล สร้างมูลค่า ลดการเผาไหม้ที่เป็นสาเหตุเกิดฝุ่นละออง PM 2.5 และสามารถลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถต่อยอดขยายผลได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ ทำให้ชุมชนเกิดความสะอาด ปลอดภัย เกิดรายได้


"เชียงใหม่" ปรับแผนรับมือ PM 2.5 จัดโซนกำจัดเชื้อเพลิง

Wed, 25 Nov 2020 20:24:00

วันนี้ (25 พ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาลมหายใจเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยน และวางแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นควัน เพื่อเตรียมปรับแผนการคลี่คลายปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้นทุกปี

นายสมคิด ปัญญาดี ผอ.ส่วนยุทธศาสตร์ สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่  ระบุว่า ปีนี้เป็นปีของการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการจัดการเชื้อเพลิงของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก และจ.เชียงใหม่ไม่มีการประกาศห้ามเผาเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ภูมิประเทศของเชียงใหม่ ใบไม้จะแห้งจากโซนใต้ขึ้นมาทางเหนือ ดังนั้นทางโซนใต้จะมีการบริหารเชื้อเพลิงก่อนในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ก่อน และอำเภอไหนจะได้จัดการก่อนจะมีการประชุมกันก่อน

 

ด้านนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ ตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า ปีนี้จะร่วมกันผลักดัน พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในรูปแบบเชียงใหม่โมเดล และจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องงบประมาณ

ต้องใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงทางวิชาการมาคลี่ปัญหา เช่น ถ้าใบไม้โซนเหนือ โซนใต้แห้งไม่พร้อมกัน การใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลัก เพราะทุกพื้นที่มีชุมชน และท้องถิ่นดูแลอยู่ กระบวนการสำคัญต้องให้ทุกตารางนิ้วมีคนดูและมีเจ้าภาพ

 

สำหรับการแก้ปัญหาฝุ่นควันปีนี้ ถือเป็นการเปลี่ยแปลงแนวทางครั้งใหญ่ และเป็นการทดลองการป้องกัน ในรูปแบบใหม่ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่จะสรุปอีกครั้งในเดือนเม.ย.2564

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

วันแรก! ตรวจควันดำรถกระบะถูกห้ามใช้ทันที 8 คัน

"ฝุ่นพิษ" ทุบสถิติรอบ 4 ปี ค่าสูงลิ่ว 366 มคก.ต่อ ลบ.ม.

เปิด "วอร์รูมฝุ่น" ตั้งเป้าลดปัญหาร้อยละ 20

 


"วราวุธ" ลงพื้นที่ติดตามสำรวจ "โครงกระดูกวาฬ"

Wed, 25 Nov 2020 17:24:00

วันนี้ (25 พ.ย.2563) เวลา 12.30 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร และคณะผู้บริหาร ทส. ลงพื้นที่ ต.อำแพง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

เพื่อติดตามการสำรวจขุดค้นโครงกระดูกวาฬ หลังได้รับแจ้งการค้นพบจาก บริษัท ไบรท์ บลู วอเตอร์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เจ้าของพื้นที่ เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2563 ที่ผ่านมา

 

โดยการสำรวจขุดค้นซากวาฬ ตามหลักวิชาการ ในพื้นที่ได้มีการดำเนินการโดย กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์และความร่วมมือจากเจ้าของพื้นที่ และทีม ThaiWhales

ผลการสำรวจขุดค้นเพิ่มเติมพบว่า ชิ้นส่วนกระดูกวาฬสะสมตัวอยู่ในตะกอนดินเหนียวทะเลโบราณ โครงกระดูกวาฬที่พบมีการเปลี่ยนสภาพจากการแทนที่ของแร่ธาตุอื่นยังไม่สมบูรณ์ ส่วนใหญ่มีสภาพค่อนข้างเปราะบาง

 

ดังนั้นจึงเร่งทำการสำรวจขุดค้น ตั้งแต่วันที่ 9-15 พ.ย.2563 พบมีกระดูกวาฬอีกหลายชิ้นที่เรียงตัวต่อเนื่อง และขุดค้นได้มากกว่าร้อยละ 50 ประกอบไปด้วย กระดูกสันหลังที่สมบูรณ์ 19 ชิ้น กระดูกซี่โครง ข้างละ 5 ชิ้น สะบักไหล่ และแขน (ครีบ) ด้านซ้าย

ต่อมาคณะสำรวจได้เข้าพื้นที่ เพื่อทำการสำรวจเพิ่มเติมอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย. 2563 ผลการค้นพบชิ้นส่วนกระดูกวาฬเพิ่มเติม รวมมากกว่าร้อยละ 80 ได้แก่ กระดูกสันหลังส่วนลำตัวถึงส่วนคอ กระดูกซี่โครง และกะโหลกพร้อมขากรรไกรสภาพสมบูรณ์ หลังจากนี้จะนำตัวอย่างไปอนุรักษ์ในห้องปฏิบัติการ และเตรียมศึกษาวิจัย เพื่อระบุสายพันธุ์ต่อไป

 

นอกจากโครงกระดูกวาฬแล้ว คณะสำรวจยังพบซากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในบริเวณโดยรอบ อาทิ ฟันฉลาม ฟันกระเบน เปลือกหอย ปูทะเล เพรียงทะเล และเศษไม้ และได้นำตัวอย่าง เปลือกหอย ซากพืช และกระดูกวาฬ ส่งวิเคราะห์หาอายุด้วยวิธีศึกษาธาตุคาร์บอน-14 (C-14) คาดว่า จะทราบผลประมาณอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า

จากการพบโครงกระดูกวาฬบนแผ่นดิน ห่างจากชายฝั่งทะเล ปัจจุบันประมาณ 12 กิโลเมตร ในครั้งนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงการรุกของน้ำทะเลเข้ามาในแผ่นดินเมื่อหลายพันปีก่อน

 

อีกทั้งสามารถศึกษาประวัติและวิวัฒนาการของวาฬและสัตว์ทะเลในอดีต และได้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพ จากการพบซากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ร่วมกับวาฬ

นอกจากนี้ผลที่ได้จากการสำรวจ ด้วยวิธีการเจาะสำรวจศึกษาชั้นตะกอนดินและเทียบสัมพันธ์ ยังช่วยในการแปลความหมาย ถึงสภาพแวดล้อมในอดีต การหาขอบเขตชายทะเลโบราณในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา

 

ตลอดจน ศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในปัจจุบันและอนาคตที่มีผลจากปัจจัยทางธรณีวิทยาและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งจะได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณีดำเนินการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ต่อไป


วันแรก! ตรวจควันดำรถกระบะถูกห้ามใช้ทันที 8 คัน

Wed, 25 Nov 2020 15:56:00

วันนี้ (25 พ.ย.2563) นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พร้อมผู้แทนกรมการขนส่งทางบก และกทม.ร่วมลงพื้นที่ตรวจการปฏิบัติงานตรวจรถควันดำ ตั้งจุดปฏิบัติการตรวจสอบตรวจจับรถยนต์ควันดําเพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 บริเวณหน้าสวนจตุจักร

นายธีรภัทร กล่าวว่า การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองรัฐบาลให้ความสำคัญยกเป็นวาระแห่งชาติ และตามข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ยกระดับความเข้มงวดของมาตรการโดยเพิ่มเติมแผนเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาในช่วงวิกฤตและประสานการทำงานร่วมกันผ่านศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันดำเนินการเพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นไม่ให้กระทบสุขภาพประชาชน เพิ่มความเข้มข้นการตรวจจับรถควันดำและบังคับใช้กฎหมายทั้งรถขนาดเล็ก รถยนต์ขนาดใหญ่ รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะ การควบคุมการก่อสร้างอาคาร การก่อสร้างรถโครงการไฟฟ้า การเผาในที่โล่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการควบคุมอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวเพิ่ม กางแผน "แก้ฝุ่น" ปีนี้มีอะไรใหม่

 

วันแรกพบกระบะควันดำ 8 คันห้ามใช้ชั่วคราว

นายอรรถพล กล่าวว่า การตรวจสอบตรวจจับรถยนต์ควันดำเพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กทม.และปริมณฑล จะดำเนินการร่วมกันระหว่างกรมการขนส่งทางบก กทม. และคพ.ซึ่งในส่วนของคพ.จะร่วมกับชุดตรวจการกรมการขนส่งทางบกจำนวน 14 ชุด ตรวจสอบตรวจจับรถยนต์ควันดำริมเส้นทางจราจรในพื้นที่กทม.ช่วงเดือนพ.ย.-ก.พ.2564 

วันนี้เรียกรถตรวจสอบรถ 94 คัน เป็นรถกระบะ 49 คัน พบควันดำสูงเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด สูงเกินกว่าร้อยละ 45 จำนวน 8 คัน จึงออกคำสั่งห้ามใช้ชั่วคราว และต้องนำรถไปปรับปรุงแก้ไขภายใน 30 วัน

 

นายอรรถพล กล่าวว่า ส่วนรถโดยสาร 39 คัน และรถบรรทุก 6 คัน ควันดำมีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการขับขี่รถควันดำเกินมาตรฐานเป็นความผิดอาญา ปรับสูงสุด 1,000 บาท สำหรับรถเล็ก ปรับสูงสุด 50,000 บาทสำหรับรถยนต์ขนาดใหญ่ และห้ามใช้รถจนกว่าจะปรับเครื่องยนต์ให้มีควันดำเป็นไปตามมาตรฐาน

ทั้งนี้ ประชาชนพบเห็นรถยนต์ควันดำสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1584 กรมการขนส่งทางบก สายด่วน 1356 ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม สายด่วน 1555 ศูนย์เรื่องราวร้องทุกข์ กทม. และสายด่วน 1650 ของทาง คพ.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ฝุ่นพิษ" ทุบสถิติรอบ 4 ปี ค่าสูงลิ่ว 366 มคก.ต่อ ลบ.ม.

กรีนพีซชี้ สัญญาณดี "รัฐบาล" เคาะแผนสู้ฝุ่น

 

 

 

 


จับแล้ว! "ลูกหมีควาย" พลัดหลงป่านครนายก

Wed, 25 Nov 2020 14:46:00

วันนี้ (25​ พ.ย.2563)​ นายทวีป ล้อมวงษ์ หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่1 (นครนายก) เปิดเผยว่า​ เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณบ้านม่วง ม.6 ต.โคกกรวด อ.ปากพลี จ.นครนายก หลังได้รับแจ้งว่าพบลูกหมีพลัดหลง ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยกระจายกำลังเดินลาดตระเวน บริเวณที่พบหมีและบริเวณข้างเคียงรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตร ลักษณะพื้นที่เป็นป่าธรรมชาติและป่าไผ่ มีหญ้าขึ้นรกทึบ ใกล้ๆ กับหมู่บ้าน ไม่พบตัวลูกหมี จึงได้วางกรงดักเคลื่อนที่จำนวน 2 จุด บริเวณใกล้ๆ กับที่พบร่องรอยการหากิน พร้อมทั้งประสานผู้นำชุมชน ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบ และเฝ้าระวังในการสัญจรเวลากลางคืน และหากพบเห็นหมีอีกให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


ล่าสุด เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง หลังได้รับแจ้งจากประชาชนใกล้เคียงว่ามีเสียงสุนัขเห่าผิดปกติ บริเวณใกล้เคียงกับวันก่อน หลังตรวจสอบพบลูกหมี จำนวน 1 ตัว เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันจับโดยใช้สวิงครอบ และจับใส่กรง ตรวจสอบแล้วเป็นลูกหมีควาย เพศเมีย อายุประมาณ 3 เดือน น้ำหนัก 20 กิโลกรัม

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


เบื้องต้น พบว่า ลูกหมีมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีบาดแผลและได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด จึงได้นำไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.นาหิน จ.นครนายก และได้นำตัวลูกหมีควาย ไปเลี้ยงดูไว้ที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก) เพื่อดำเนินการตามระเบียบต่อไป โดยมี สัตวแพทย์หญิงชนัญญา กาญจนสาขา นายสัตวแพทย์ชำนาญ เป็นผู้ตรวจสอบอาการ และให้ยาบำรุง

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 

 

 


ข่าวดี! พบกะโหลก-ขากรรไกรบน ฟอสซิล "วาฬอำแพง"

Wed, 25 Nov 2020 11:30:00

ความคืบหน้ากรณีพบโครงกระดูกวาฬขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต.อำแพง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ในบ่อดินของเอกชน ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งกรมทรัพยากรธรณี ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบและขุดค้นฟอสซิล จนพบสภาพที่เกือบสมบูรณ์มีความยาว 12 เมตร 

วันนี้ (25 พ.ย.2563) เพจ ThaiWhales เผยแพร่ข่าวดีล่าสุดว่า ทีมนักธรณีวิทยา ขุดพบชิ้นส่วนที่สำคัญของซากฟอสซิลแล้ว เป็นกะโหลกและขากรรไกรบน (บางส่วน) ซึ่งยังขุดไม่เสร็จ โดยแหล่งข่าวระบุว่า หลังจากขุดค้นมาเกือบ 20 วัน ตอนนี้เจอชิ้นส่วนของวาฬเกือบครบทั้งตัว และเป็นการยืนยันเบื้องต้นว่าสายพันธุ์ของฟอสซิลวาฬตัวนี้คล้ายกับวาฬบรูด้า แต่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่หรือไม่ แต่อายุของฟอสซิลน่าจะมีอายุ 1,000 -6,000 ปี

"ทีมนักธรณีค่อนข้างตื่นเต้นมาก เพราะเป็นงานขุดค้นแรกๆเกี่ยวกับฟอสซิลวาฬที่ถือว่ามีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ตอนนี้ยังรอผลการตรวจอายุที่เป็นทางการจากชิ้นส่วนที่ขุดได้ และบางส่วนได้เคลื่อนย้ายนำมาเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยาเฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี เพื่อวิจัยต่อเรื่องสายพันธ์ุ"
ภาพ : ThaiWhales

ภาพ : ThaiWhales

 

อ่านข่าวเพิ่ม  คาด 15 วันเก็บกู้โครงกระดูกวาฬโบราณสมุทรสาคร

รอลุ้นสายพันธุ์วาฬ-ศึกษาวิวัฒนาการ

นักธรณีวิทยา กล่าวอีกว่า ซากฟอสซิลวาฬ ที่เจอบนแผ่นดินในพื้นที่ ต.อำแพง ตัวนี้จะตอบโจทย์เรื่องธรณีสัณฐาน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลและขอบทะเลโบราณ แสดงว่าวาฬตัวนี้อาศัยอยู่ในทะเลแถบนี้มาก่อน และจุดที่เจอเคยมีระดับน้้ำทะเลท่วมถึง 12 กิโลเมตร ซึ่งจุดใกล้ๆกันนี้ยังมีการขุดเจอซากเรืออาหรับเปอร์เซียแถวนี้ ซึ่งกรมศิลปากรกำลังขุดค้นอยู่เช่นกัน โดยข้อมูลที่พบในพื้นที่แถบนี้จะต่อจิ๊กซอว์ว่าแถวนี้มีสภาพแวดล้อมอย่างไร และเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงการรุกของน้ำทะเลเข้ามาในแผ่นดินเมื่อหลายพันปีก่อน

วาฬตัวนี้ทีมนักธรณีเรียกชื่อว่า อำแพง เพราะอยู่ใน ต.อำแพง จุดนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนแต่ตอนนี้กลายเป็นบก วาฬจะไขปริศนาหลักฐานสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยทีมจาก ทช.และผู้เชี่ยวชาญหลายส่วนมาขุดค้น และศึกษาวิวัฒนาการของซากวาฬตัวนี้เทียบกับวาฬสายพันธุ์ต่างๆ ที่ยังมีชีวิตบนโลกนี้
ภาพ : ThaiWhales

ภาพ : ThaiWhales

 

สำหรับการขุดค้นซากฟอสซิลวาฬที่เกือบจะสมบูรณ์ ในเวลา​ 12.30​ น.​นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมคณะสำรวจจากกรมทรัพยากรธรณี และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะลงพื้นที่​ แหล่งพบซากกระดูกวาฬ ​อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร 

อ่านข่าวเพิ่ม ตะลึง! พบกระดูกวาฬโบราณที่บ้านแพ้ว คาดจุดพบเป็นทะเลมาก่อน

ภาพ:กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ:กรมทรัพยากรธรณี

อีก 1 เดือนรู้ผลอายุฟอสซิลวาฬ

นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า จากการขุดค้นช่วงวัน 9-15 พ.ย.พบมีกระดูกวาฬอีกหลายชิ้นที่เรียงตัวต่อเนื่อง และขุดค้นได้มากกว่าร้อยละ 50 ประกอบไปด้วย กระดูกสันหลังที่สมบูรณ์ 19 ชิ้น กระดูกซี่โครง ข้างละ 5 ชิ้น สะบักไหล่และแขน (ครีบ) ด้านซ้าย ต่อมาคณะสำรวจได้เข้าพื้นที่เพื่อทำการสำรวจเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา

การขุดค้นครั้งนี้ค้นพบชิ้นส่วนกระดูกวาฬเพิ่มเติมมากกว่าร้อยละ 80 ได้แก่ กระดูกสันหลังส่วนลำตัวถึงส่วนคอ กระดูกซี่โครง และกะโหลกพร้อมขากรรไกรสภาพสมบูรณ์ หลังจากนี้จะนำตัวอย่างไปอนุรักษ์ในห้องปฏิบัติการและเตรียมวิจัยเพื่อระบุสายพันธุ์

นอกจากโครงกระดูกวาฬ คณะสำรวจยังพบซากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในบริเวณโดยรอบ เช่นฟันฉลาม ฟันกระเบน เปลือกหอย ปูทะเล เพรียงทะเล และเศษไม้ และได้นำตัวอย่าง เปลือกหอย ซากพืช และกระดูกวาฬ ส่งวิเคราะห์หาอายุด้วยวิธีศึกษาธาตุคาร์บอน-14 (C-14) คาดว่าจะทราบผลประมาณอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า 

เปิดสเก็ตช์ภาพฟอสซิลวาฬสมบูรณ์ 

ขณะที่เพจ ThaiWhales ยังโพสต์ข้อมูลว่า WHALE ON LAND กลับมาที่ซากโครงกระดูกกึ่งๆ ฟอส ซิลกันบ้าง ทำไมต้องตีเส้นเชือก ผูกเชือกเพื่ออะไร ขึงสายสิญจน์ให้วาฬเหรอ ตีกริดคืออะไร ทำเพื่ออะไร มีความสำคัญอย่างไร 

รอบๆ ซากโครงกระดูกวาฬที่อำแพง เราได้ความรู้เรื่องอื่นๆนอกจากเรื่องวาฬมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการทำงานด้านธรณีวิทยา และการขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ จากทีมนักธรณีวิทยาจากกรมทรัพยากรธรณี
นายปรีชา สายทอง หรือพี่ช้าง ผอ.ส่วนบริหารการคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ กองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ ได้ช่วยอธิบายให้ฟังว่า

การตีกริด เป็นการช่วยในการวาดรูปตัวอย่างกระดูกให้ได้ตามสัดส่วนจริง โดยใช้กระดาษกราฟที่มีช่องเล็กๆ เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้มาก่อนที่จะมีกล้องถ่ายรูป กล้องฟิลม์ กล้องดิจิทัล หรือ โปรแกรมตัดต่อรูปต่างๆ
ภาพ:กรมทรัพยากรธรณี

ภาพ:กรมทรัพยากรธรณี

 

งานตีกริดที่ใช้กันคืองานขุดค้น งานขุดค้นด้านซากดึกดำบรรพ์อาจใช้สีแบ่งเป็นการทำงานรายเดือน รายปี ในงานขุดกระดูกวาฬนี้ นักธรณีวิทยาจะสเก็ตภาพหน้างาน และจึงนำลงคอมฯ วาดตามที่สเก็ตช์มา
ส่วนงานโบราณคดีที่ต้องค่อยๆขุด ค่อยๆวาดรูป แบ่งเป็นชั้นๆ ถ้าขุดเปิดออกในแนวดิ่ง ยังมีตัวอย่างอยู่ในแนวเดียวกันวางซ้อนๆ กันอยู่หรือการขุดร่องสำรวจแผ่นดินไหว ต้องวาดรูปการเปลี่ยนแปลงชั้นตะกอนดินด้วย

 

 


กรีนพีซชี้ สัญญาณดี "รัฐบาล" เคาะแผนสู้ฝุ่น

Tue, 24 Nov 2020 16:07:00

ภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ เรื่องการแก้ไขปัญหาด้านมลพิษเรื่องฝุ่นละออง และแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง (อ่านเพิ่มเติม : กางแผน "แก้ฝุ่น" ปีนี้มีอะไรใหม่)

วันนี้ (24 พ.ย.2563) "ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย" ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอสออนไลน์ ถึงมุมมองแผนปฏิบัติการและแผนเฉพาะกิจว่า การตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองถือว่าเป็นสัญญาณดีของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา


หากมองจากแผนปฏิบัติการจะพบว่า มีการปรับแผนเพื่อเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ปรับการจัดจราจร รวมถึงมีแอปพลิเคชันแจ้งค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เพื่อจัดระเบียบต้นกำเนิดฝุ่น การพยากรณ์ฝุ่นล่วงหน้า 3 วัน โดยการนับบิ๊กดาต้ามาใช้แจ้งเตือนประชาชน และเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐได้เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นก่อนการแจ้งปิดโรงเรียน หรือสั่ง Work from Home ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งภาพรวมถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของรัฐบาลที่ไม่ได้มองว่าปัญหาฝุ่นเป็นเพียงมลพิษ แต่ยังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขด้วย 

หนุนปรับมาตรฐานฝุ่น รากเหง้าปัญหามลพิษ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับแผน แต่รากเหง้าของปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังไม่ได้ถูกจับต้อง โดยเฉพาะค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ควรปรับให้เทียบเท่ากับมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 มาตรฐาน 1 วัน อยู่ที่ 50 มคก.ต่อ ลบ.ม. แต่ค่าเฉลี่ยของ WHO อยู่ที่ 25 มคก.ต่อลบ.ม. ส่วนค่าเฉลี่ยมาตรฐาน 1 ปี ไทยอยู่ที่ 25 มคก.ต่อลบ.ม. ขณะที่ WHO กำหนดไว้ที่ 10 มคก.ต่อ ลบ.ม.

การแก้ไขปัญหาฝุ่นควรจัดลำดับความสำคัญ โดยเฉพาะรากเหง้าปัญหาคือ การปรับค่ามาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ให้เทียบเท่ากับมาตรฐาน WHO รวมถึงไม่มีการกำหนดมาตรฐานปลายปล่องรถยนต์ อุตสาหกรรม หรือโรงงานต่างๆ 


อย่างไรก็ตาม ในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติระยะยาว มีการกำหนดปรับมาตรฐานฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 ซึ่งผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย ฟันธงว่า เป็นไปได้ยากที่จะปรับได้ตามแผน ด้วยเจตจำนงทางการเมือง ที่เปลี่ยนรัฐมนตรี และอธิบดีมาแล้วหลายสมัยก็ยังไม่มีการปรับแก้ เพราะผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของฝุ่น PM 2.5 แลกกับประโยชน์สาธารณสุขของคนทั่วประเทศ

รัฐมนตรีเข้ามาก็ไม่ทำ อธิบดีก็ไปทำอย่างอื่น เพราะการมาแตะตรงนี้ เท่ากับไปแตะผลประโยชน์ภาคอุตสาหกรรม แต่ถ้าเทียบกันสิ่งที่เสียไปจากการช่วยลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด กับผลประโยชน์ที่ได้คนสุขภาพดีมันต่างกันเป็นร้อยเป็นพันเท่า

คาดรัฐลดฮอตสปอต 20% ได้ตามเป้า

นายธารา ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ ที่จะลดฝุ่น PM 2.5 รวมถึงลดจุดฮอตสปอตลงให้ได้ 20% โดยระบุว่า อาจเป็นไปได้ตามแผน แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้คือมลพิษจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรัฐบาลก็ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจาสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งระดับอาเซียน ระดับทวิภาคี และระดับพื้นที่ชายแดนแล้วถือเป็นอีกความก้าวหน้าของรัฐบาลด้วย


ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการฯ ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงาน โดยรัฐกำลังสร้างให้ประชาชนเป็นเพียงคนรับคำสั่ง แล้วปฏิบัติตาม ทั้งที่ภาคประชาชนจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดฝุ่น PM2.5 จึงหวังจะเห็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากขึ้นในอนาคต

 


“เขื่อนสานะคาม” เปิดข้อมูลครั้งแรก ให้ 8 จว.ร่วมถก

Tue, 24 Nov 2020 15:52:00

วันนี้ (24 พ.ย.2563) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC) ร่วมสัมมนาผู้มีส่วนได้เสียระดับภูมิภาคของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 10 ร่วมกับประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ประกอบด้วย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ราชอาณาจักรกัมพูชา

จัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCS) ที่เมืองปากเซ แขวงจำปาศักดิ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ลาว) ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 40 คน จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคประชาชน 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ที่ปรึกษาระดับประเทศ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยในภาควิชาที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า เวทีสัมมนาครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานตามระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (PNPCA) เพื่อให้ข้อมูลระดับภูมิภาคครั้งแรกของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสานะคาม สปป.ลาว แก่ผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะประชาชน 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว

ในการสัมมนา มีการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวม และประโยชน์ของ PNPCA ภายใต้ความตกลงว่าด้วยตกลงว่าด้วยความร่วมมือ เพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2538 (1995 Mekong Agreement)

รวมถึงรายงานการดำเนินการปรึกษาหารือล่วงหน้าที่ผ่านมา และความก้าวหน้าของการดำเนินการแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำอื่น ๆ ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ได้นำเสนอวัตถุประสงค์และแผนงาน (Roadmap) สำหรับการปรึกษาหารือล่วงหน้าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสานะคาม ภาพรวม ความเป็นมา และข้อมูลของโครงการ ไปจนถึงร่างรายงานทบทวนทางด้านเทคนิคของโครงการ (Technical Review Report: TRR)

อีกทั้งยังมีการนำเสนอมุมมองเบื้องต้นที่สำคัญของโครงการ ครอบคลุมในมิติต่าง ๆ ได้แก่ 1.ด้านอุทกวิทยา ตะกอน 2.ด้านคุณภาพน้ำ สิ่งแวดล้อม การประมงเศรษฐศาสตร์สังคม และ 3.ความปลอดภัยของเขื่อนและการเดินเรือ

“การสัมมนาวันนี้ ผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน จะได้ร่วมแบ่งปันมุมมอง รวมทั้งอภิปรายซักถามในประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเป็นการเปิดโอกาส ให้มีการเสนอข้อคิดเห็น และข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบข้ามพรมแดนซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการในแง่มุมต่าง ๆ ไปจนถึงให้ข้อเสนอแนะมาตรการในการลดผลกระทบ ให้ลาว ได้รับทราบ เพื่อนำไปพิจารณาต่อไป”

สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสานะคาม เข้าสู่กระบวนการ PNPCA เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นโครงการที่รัฐบาลไทยมีความห่วงกังวลอย่างยิ่ง ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เนื่องจากที่ตั้งของเขื่อนมีระยะห่างจากชายแดนของประเทศไทย เพียง 2 กิโลเมตร เท่านั้น และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ในปัจจุบันพรมแดนระหว่างประเทศไทย และลาว ยังคงอาศัยร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขง

จึงมีข้อห่วงกังวลว่า การออกแบบโครงการอาจส่งผลให้กระแสน้ำกัดเซาะร่องน้ำลึก และส่งผลต่อลักษณะทางกายภาพของร่องน้ำ ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาแทรกซ้อน อันจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ข้อมูล และให้ความสำคัญเชิงลึกกับทุกประเด็นทางเทคนิค

และ สทนช. ซึ่งเป็นหน่วยประสานงานภายใต้กรอบความร่วมมือ MRC จะมีการติดตามการดำเนินงานในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการให้ได้มากที่สุด และเกิดมาตรการรองรับที่ชัดเจนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะมาตรการซึ่งรับประกันได้ว่าโครงการจะไม่ส่งผลกระทบต่อร่องน้ำลึก

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยซึ่งตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว จะเสนอเป็นท่าทีผ่านการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 พ.ย. นี้ด้วย


เร่งตามหา "ลูกหมีควาย" พลัดหลงแม่ใกล้ชุมชน

Tue, 24 Nov 2020 12:21:00

กรณีนายอนุพงษ์ วงษ์ศรี ชาวบ้านถ่ายคลิปความยาว 43 วินาที บันทึกเหตุการณ์ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังใช้ไม้ตีพงหญ้า เพื่อหาลูกหมีควาย หลังพบนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ข้างบ้าน ขณะกำลังกินต้นบอน เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (23 พ.ย.) ขณะที่ผู้นำชุมชนแจ้งให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงระวังอันตรายจากหมี เพราะไม่รู้ว่ามีอยู่กี่ตัว

วันนี้ (24 พ.ย.2563) สัตวแพทย์หญิงชนัญญา กาญจนสาขา สัตวแพทย์ประจำอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมด้วยนายทวีป ล้อมวงษ์ หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 นครนายก เจ้าหน้าที่กรมอุทยาน เดินทางมายังบ้านของนายชนัด ดีเสียง ผู้ที่เห็นลูกหมีควายมานั่งกินต้นบอนใต้ต้นไม้ข้างบ้าน ในพื้นที่หมู่ 6 ต.โคกกรวด อ.ปากพลี โดยนายชนัด พาทีมสัตวแพทย์ ไปยังจุดที่พบลูกหมีควาย

ตอนแรกคิดว่าเป็นหมา จึงได้โยนก้อนหินลงไป ตอนนั้นลูกหมีนั่งกินต้นบอนอยู่ ลูกหมีจึงค่อยๆเดินหนีไปในป่าหญ้า โดยไม่มีท่าทีหวาดกลัว คาดว่าลูกหมีควายน่าจะมาจากเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่เป็นแนวเขตติดต่อกันพื้นที่

เร่งแกะรอยตามหา-คาดอาจพลัดหลงแม่จากเขาใหญ่ 

เบื้องต้นสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่สำรวจพื้นที่ เพื่อให้ทีมแกะรอยจากร่องรอยตีนของลูกหมีควาย และจากการประเมินคาดว่าลูกหมีตัวนี้น่าจะมีอายุประมาณ 2 ปี น้ำหนัก 30 กิโลกรัม แต่ยังไม่รู้ว่าในพื้นที่มีลูกหมีตัวนี้ตัวเดียวหรือไม่ เพราะปกติแม่หมี จะเลี้ยงลูกจนถึงอายุ 3 ปี แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ลูกหมีอาจจเกิดพลัดหลงจากแม่หมีแล้วลงมายังพื้นที่ด้านล่าง

นายบุญมา อินทรวงศ์ อายุ 47 ปี ชาวบ้านที่ตากข้าว อยู่ตรงจุดที่พบลูกหมี บอกว่าเห็นลูกหมี 2 วันระหว่างกำลังตากข้าวตอนเช้ามืด พบว่าลูกหมีวิ่งไปบนถนน  1 ตัว  

โดยเมื่อวานนี้ (23 พ.ย.) หลังจากชาวบ้านแจ้งพบลูกหมีใกล้ชุมชน อาสากู้ภัยร่วมกตัญญู ใช้โดรนขึ้นบนตรวจสอบพื้นที่โดยรอบที่พบลูกหมีควาย พบว่ามีเนื้อที่เป็นป่าข้างทางกว้างกว่า 10 ไร่ ลักษณะพื้นที่มีต้นไม้สูง และพุ่มหญ้ารกทึบ และแอ่งน้ำ ซึ่งเป็นอุปสรรคและอันตรายในการค้นหา โดยผู้นำชุมชนได้ประชาสมัพันธ์ให้คนในชุมชนระมันระวัง ไม่ปล่อยเด็กเล็กออกมานอกบ้าน 

 

 

 


กางแผน "แก้ฝุ่น" ปีนี้มีอะไรใหม่

Tue, 24 Nov 2020 05:59:00

ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) ถูกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์คล้ายกับศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ทำความเข้าใจประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือและลดพฤติกรรมที่ก่อฝุ่น โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) หลังผ่านพ้น 1 ปี ที่ ครม.ประกาศให้ฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมคลอดแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน

 

"ถ้ากระทรวงทรัพย์ฯ มีอำนาจสั่งการให้รถวิ่งได้หรือไม่ได้ หรือไม่ให้เผา เชื่อว่าศูนย์ฯ นี้จะมีพลานุภาพมากที่สุด แต่บังเอิญว่ากระทรวงทรัพย์ฯ เป็นเจ้าภาพแก้ปัญหา PM 2.5 ที่ต้องอาศัยความร่วมมือหลายหน่วยงาน" นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. กล่าวถึงความร่วมมือของหลายหน่วยงาน พร้อมระบุว่าศูนย์ ศกพ. เป็นก้าวแรกในการสร้างความรับรู้ของประชาชนให้ตื่นตัวและเตรียมตัวรับสถานการณ์ อีกทั้งฝุ่นเป็นปัญหาที่เกิดได้จากทุก ๆ คน จึงขอให้ร่วมมือแก้วิกฤตนี้

การแก้ปัญหาฝุ่นยังนึกไม่ออกว่าจะใช้งบฯ ส่วนใดบ้าง เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนผลิตขึ้นมาทั้งหมด ไม่เหมือน COVID-19 ที่ใช้งบฯ ป้องกัน รักษา และกักตัว แต่ PM 2.5 แค่นำรถไปทำความสะอาดเครื่องยนต์ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ส่วนภาคการเกษตรก็เผาในช่วงที่กำหนดไว้ หรือใช้เทคโนโลยีอื่นแทนการเผา

ยืนยันมีกฎหมายคุมฝุ่น

ขณะที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. ยืนยันว่า มีกฎหมายหลายฉบับที่ใช้ควบคุมการก่อมลพิษและการเผา เช่น พ.ร.บ.ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสาธารณสุข

สิ่งที่ทำความเดือดร้อนให้ประชาชนนั้นมีกฎหมายดูแล ไม่น่ามีปัญหาเรื่องกฎหมาย

เข้า "ฤดูฝุ่น"

วันนี้ (24 พ.ย.2563) เวลา 04.00 น. เว็บไซต์ air4thai ของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจพบระหว่าง 19-52 มคก./ลบ.ม. โดยวัดค่าสูงสุดได้บริเวณริมถนนดินแดง เขตดินแดง 52 มคก./ลบ.ม. หรือคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

เข้าสู่ช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือที่หลายคนเรียกว่าต้น “ฤดูฝุ่น” ปีนี้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) บูรณาการการทำงานกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงท้องถิ่น ตั้งเป้าลดจุดความร้อน (Hotspot) ร้อยละ 20

สู่เป้าลด Hotspot 20%

นายอรรรถพล เจริญชันษา อธิบดี คพ. กล่าวว่า ช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.เชียงราย เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มอบนโยบายเรื่องหมอกควันไฟป่า พร้อมให้กำหนดตัวชี้วัดในการแก้ปัญหา คพ.จึงกำหนดเป้าหมายในวาระแห่งชาติ ว่า ต้องลด Hotspot ร้อยละ 20 และได้นำแผนวาระแห่งชาติของปีที่แล้ว มาปรับปรุงเป็น 12 แนวทางปฏิบัติสำคัญ พร้อมตั้งอนุกรรมการการสื่อสาร ตั้ง ศกพ. สื่อสารให้เกิดความชัดเจน เป็นกลไกประชาสัมพันธ์ บูรณาการความร่วมมือ และบังคับใช้กฎหมาย

เดือนธันวาคมสำคัญที่สุด ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ตั้งเป้าปี 2564 Hotspot ลดลง 20%

 

อธิบดี คพ. กล่าวว่า จุดอ่อนปี 62 คือ มีแผนแต่ไม่สามารรถนำไปใช้ทำงานได้อย่างสอดประสาน เช่น มีวอร์รูมระดับจังหวัด แต่จังหวัดไม่สามารถควบคุมระดับอำเภอ และระดับท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่การเผา หรือไฟไหม้ป่าได้ โดยท้องถิ่นต้องบัญชาการสถานการณ์ไฟป่าให้ได้ ที่ผ่านมายังไม่มีความพร้อมทั้งการติดต่อประสานงาน การสนธิกำลังดับไฟป่าตามหลักวิชาการ ปีนี้ ทส.จึงอบรมชุมชนใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้ชุมชนเข้มแข็งและมีช่องทางขอกำลังดับไฟป่า

นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายจิตอาสาพระราชทานเพื่อดับไฟป่า และ ทส. จ้างเครือข่ายชุมชนดูแลดับไฟป่า ชุมชนละ 5,000 บาท ไม่ต่ำกว่า 1,000 เครือข่าย รวมทั้งการชิงเผาก่อนถึงฤดูไฟในพื้นที่ป่า นำร่องที่ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย และจัดการเชื้อเพลิงจนถึงเดือนธันวาคมนี้ เช่น การนำเชื้อเพลิงไปใช้ประโยชน์ สนับสนุนแปรรูปทั้งการนำซังข้าวโพดมาแปรรูปเป็นถ่าน อาหารสัตว์ จานอัดใบไม้

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ มีพื้นที่สุ่มเสี่ยงเกิดไฟไหม้ป่า 2.8 ล้านไร่ เพราะมีปริมาณสะสมเชื้อเพลิงมาก ต้องลดความเสี่ยง และสกัดแนวเชื้อเพลิง ให้คุมไฟได้ง่าย

จอง "เผา" ลดวิกฤตฝุ่น

อีกหนึ่งบทเรียน คือ ห้วงห้ามเผานานเกินไปและควบคุมการเผาไม่ได้ เมื่อพ้นช่วงเวลาที่กำหนด ชาวบ้านก็พร้อมใจกันเผาเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรจนเกิดวิกฤตฝุ่นและหมอกควัน โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน "Burn Check" จัดระเบียบการเผาในช่วงที่เหมาะสม โดยแจ้งขออนุญาตผ่านทางท้องถิ่น นำร่องทดสอบการใช้งานที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

แอปพลิเคชันบัญชาการดับไฟป่า “Fireman TH” ให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ทหาร ฝ่ายปกครอง ลงทะเบียนแสดงตำแหน่ง หากเกิดไฟป่าจะทราบจุดของคนที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อเข้าถึงพื้นที่และดับไฟได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ยังคงมีช่วงห้ามเผา ซึ่งแต่ละจังหวัดจะกำหนดช่วงเวลาที่แตกต่างกันตามสถานการณ์

ปีก่อนกลัวการเผา จึงห้ามทั้งหมด ทำให้ห้วงการห้ามเผานานเกินไป ยกตัวอย่างพื้นที่ภาคเหนือที่ชาวบ้านเตรียมพื้นที่เกษตร ห้ามไม่ได้เพราะเขาจำเป็น จึงต้องใช้แอปพลิเคชันและแจ้งทางอำเภอ ถ้ากระจายการเผา แต่ละวันค่ามลพิษฝุ่น PM 2.5 จะน้อยลง

3 แผนขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ "แก้ฝุ่น"

เปิด 12 แผนเฉพาะกิจ

ในวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติดังกล่าว และแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง 12 ข้อ ได้แก่

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมควบคุมมลพิษ ชี้ "รถเครื่องยนต์ดีเซล" สาเหตุหลัก PM2.5 

กทม.จ่อใช้แอปฯ พยากรณ์ฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 3 วัน 

"ฝุ่นพิษ" ทุบสถิติรอบ 4 ปี ค่าสูงลิ่ว 366 มคก.ต่อ ลบ.ม. 

 

 


มลพิษฝุ่นปี 62 สร้างความเสียหายกว่า 2.26 ล้านล้านบาท

Mon, 23 Nov 2020 15:31:00

วันนี้ (23 พ.ย.2563) สถานการณ์มลพิษฝุ่นกำลังกลับเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งในช่วงปลายปีของแต่ละปี มีปัจจัยที่เอื้อหนุนต่อการเกิดมลพิษฝุ่นหลายประการ ไม่ว่าสภาพอากาศแห้งแล้ง โดยเฉพาะฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว อ้อย ข้าวโพด ซึ่งเกษตรกรในหลายพื้นที่มักจะใช้วิธีการเผาในที่โล่ง เพื่อกำจัดเศษวัสดุที่เหลือจากกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากใช้ต้นทุนน้อยที่สุด นอกจากนี้ มลพิษฝุ่นยังเกิดจากแหล่งกำเนิดอื่น เช่น ยานพาหนะ ภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้างและผังเมือง และภาคครัวเรือนอีกด้วย

 

 

รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร ออกมาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "Witsanu Attavanich" ระบุว่า ผลการศึกษาความเสียหายเชิงเศรษฐศาสตร์ หรือต้นทุนทางสังคม จากมลพิษฝุ่น PM10 ประจำปี 2562 ของไทย พบว่าสถานการณ์มลพิษฝุ่นมีความรุนแรงขึ้นจากปีก่อน

มูลค่าเสียหายเพิ่มขึ้นทุกปี

ทั้งนี้ มูลค่าความเสียหายเชิงเศรษฐศาสตร์จากมลพิษฝุ่น ทำลายสถิติใหม่ มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2.26 ล้านล้านบาท หรือเทียบเท่ากับ 13.37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเบื้องต้น (GDP) หากใช้ค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO Guideline) เป็นเครื่องบ่งชี้ความอันตรายของฝุ่นพิษต่อสุขภาพ และหากสมมติให้ทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบจากฝุ่นพิษ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2561 และปี 2560 ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 2.06 ล้านล้านบาท และอยู่ที่ 1.79 ล้านล้านบาท ตามลำดับ

 

 

สาเหตุหลักมาจากค่าฝุ่นพิษที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายพื้นที่ในปี 2562 เมื่อเทียบกับปี 2561 หากสมมติให้ 75% และ 50% ของครัวเรือนได้รับผลกระทบจากฝุ่นพิษ ต้นทุนทางสังคมที่เกิดจากฝุ่นพิษ PM10 ของไทยปี 2562 มีมูลค่าความเสียหายเท่ากับ 1.69 ล้านล้านบาท (10.03% ของ GDP) และ 1.13 ล้านล้านบาท (6.69% ของ GDP) ตามลำดับ

กทม.ยังครองแชมป์เสียหาย

ส่วนจังหวัดที่มีต้นทุนทางสังคมจากฝุ่นพิษในระดับสูง เมื่อวิเคราะห์ระดับจังหวัดแล้ว พบว่ากรุงเทพฯ ยังครองแชมป์มูลค่าความเสียหายจากฝุ่นพิษ อยู่ที่ 4.51 แสนล้านบาท ทิ้งห่างอันดับ 2 ขาดลอยเช่นเคย แต่มูลค่าความเสียหายได้ปรับลดลงจากปี 2561 ที่มีมูลค่าสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท จากความเข้มข้นของฝุ่นพิษที่ลดลงและรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในปี 2562 ที่ลดลงจากปี 2561 โดย จ.ชลบุรี ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แทน จ.นนทบุรี ที่ตกลงไปอยู่อันดับ 4 โดยมีมูลค่าความเสียหาย 9.4 หมื่นล้านบาท

 

 

ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ จ.นครราชสีมา ยังคงรั้งอันดับไว้เหนียวแน่น โดยมีมูลค่าความเสียหาย 9.3 หมื่นล้านบาท ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ สระบุรี มีมูลค่าความเสียหาย 7.4 หมื่นล้านบาท ถัดมาคือ จ.เชียงใหม่ ที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 6 มีมูลค่าความเสียหาย 7.0 หมื่นล้านบาท และ จ.ปทุมธานี อยู่อันดับที่ 7 ขยับขึ้นมาถึง 8 อันดับ มีมูลค่าความเสียหาย 6.7 หมื่นล้านบาท

"น่าน" มีพัฒนาการดีขึ้นที่สุด

สำหรับจังหวัดที่มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างมาก คือ จ.น่าน ซึ่งอันดับขยับลงไปถึง 24 อันดับ ตามด้วย จ.จันทบุรี ที่อันดับขยับลดลงไปถึง 14 อันดับ ถัดมา คือ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่อันดับขยับลดลงไป 13 อันดับ ตามด้วย จ.ฉะเชิงเทรา จ.สงขลา จ.ชัยนาท จ.กระบี่ และ จ.สิงห์บุรี ซึ่งอันดับขยับลดลงไปถึง 10 อันดับ

 

 

จังหวัดไหนบ้างที่มีอันดับที่แย่ลง คือ จ.เชียงราย ซึ่งอันดับขยับขึ้นไปถึง 27 อันดับ จากอันดับที่ 44 ในปี 2561 เป็นอันดับที่ 17 ในปี 2562 แม้จะมีการเผาในพื้นที่น้อยมาก แต่ถูกฝุ่นพิษจากพื้นที่ใกล้เคียงและฝุ่นพิษข้ามแดน ตามด้วย จ.นครพนม ที่อันดับขยับเพิ่มขึ้นไปถึง 16 อันดับ ถัดมาคือ จ.ลำปางที่อันดับขยับขึ้นไป 15 อันดับ ตามด้วย จ.มหาสารคาม จ.กาฬสินธุ์ และ จ.ภูเก็ต ซึ่งอันดับขยับเพิ่มไปถึง 14 อันดับ

เร่งประเมินผลกระทบ PM2.5

ผศ.วิษณุ ระบุด้วยว่า แม้ว่าจะใช้ค่าฝุ่นพิษ PM10 เป็นข้อมูลในการคำนวณ แต่ต้นทุนทางสังคมที่คำนวณก็น่าจะเป็นตัวแทนของฝุ่นพิษ PM2.5 ได้ดีในระดับหนึ่ง เนื่องจากฝุ่นพิษ PM2.5 เป็นส่วนหนึ่งใน PM10 ตอนนี้กำลังคำนวณมูลค่าความเสียหายจากฝุ่นพิษ PM2.5 เกือบเสร็จแล้ว และต้องมาลองลุ้นกันต่อว่ามูลค่าความเสียหายจากฝุ่นพิษในปี 2563 จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กับฤดูฝุ่นพิษที่กำลังเริ่มขึ้นด้วยค่าฝุ่นพิษที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รักษาสุขภาพ และไม่ประมาทกับมัจจุราชมืด

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ฝุ่นพิษ" ทุบสถิติรอบ 4 ปี ค่าสูงลิ่ว 366 มคก.ต่อ ลบ.ม.

กรมควบคุมมลพิษ ชี้ "รถเครื่องยนต์ดีเซล" สาเหตุหลัก PM2.5 

3 วัน! กทม.-ปริมณฑลฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน 8 พื้นที่ 

อธิบดี คพ.ใช้รถไฟฟ้าบีทีเอส นำร่องช่วยลดฝุ่น PM 2.5

เปิดตัว "โฆษก ศกพ." ด่านหน้าสื่อสารฝ่าวิกฤตฝุ่น