รัฐบาลชี้แจง พ.ร.ก.ประมง เป็นผลดีต่อประเทศ

Mon, 17 Jun 2019 11:34:00

วันนี้ (17 มิ.ย.2562) พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ ส.ส.ลงพื้นที่รับฟังปัญหาประมงที่ จ.ตราด เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2562 โดยเสนอให้แก้ไข พ.ร.ก.ประมง มาตรา 34, 69, 81 ว่า สังคมไทยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายบางมาตรานั้นจะเป็นผลดีหรือส่งเสริมการทำลายล้างทรัพยากรทางทะเล ฝ่าฝืนมาตรฐานแรงงาน และเปิดช่องให้มีการค้ามนุษย์เหมือนในอดีตกันแน่

 

การลงพื้นที่หรือหาประโยชน์ทางการเมืองนอกสภานั้น อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทรัพยากรและเศรษฐกิจการประมงของชาติโดยไม่รู้ตัว หากศึกษาข้อกฎหมายอย่างแท้จริงจะพบว่า ถ้ายกเลิกมาตรา 81 จะทำให้การประมงกลับไปไร้การควบคุมเหมือนที่ผ่านมา ถ้าไม่มีอุปกรณ์ VMS ก็จะไม่รู้ว่าเรือประมงลำใดออกนอกน่านน้ำหรือไปทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นกติกาสากล

 

นอกจากนี้ การเขียน Lockbook ก็มีไว้เพื่อใช้พิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้าประมง และยังนำข้อมูลไปจัดสรรวันทำประมงได้ ส่วนการที่เรือประมงต้องแจ้งศูนย์ PIPO นั้น จะช่วยตรวจสอบให้แรงงานเข้าออกอย่างถูกต้อง

สำหรับมาตรา 69 ที่ห้ามจับปลากะตักในเวลากลางคืน ก็เพื่อรักษาปริมาณปลากะตักให้เหมาะสม มีปลาเหลือให้ลูกหลาน เพราะกลางคืนปลากะตักจะรวมเป็นฝูงขนาดใหญ่ หากจับในเวลานี้จำนวนปลาจะลดลงเร็วขึ้น

ส่วนมาตรา 34 ที่ห้ามชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับอนุญาตแล้วออกไปทำประมงนอกชายฝั่ง ขณะนี้ยังไม่มีการบังคับใช้ ชาวประมงพื้นบ้านยังออกไปทำประมงได้ตามปกติ และภาครัฐกับชาวประมงพื้นบ้านกำลังทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย

 

 


ปรับแผนใหม่! ฝึก "มาเรียม" หนีน้ำขึ้นน้ำลงหลังหลับเพลินเกยตื้น

Mon, 17 Jun 2019 11:25:00

วันนี้ (17 มิ.ย.2562) ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง กล่าวว่า เมื่อเวลา 02.30 น. เจ้าหน้าที่เขตห้ามสัตว์ป่าเกาะลิบง และผู้นำท้องถิ่น สัตวแพทย์ประจำกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกลุ่มพิทักษ์ดุหยง เจอมาเรียมเกยตื้นบริเวณอ่าวดูหยง และต้องนำไปปล่อยลงน้ำลึก เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงน้ำใหญ่ น้ำจะขึ้นและลงเร็วกว่าปกติ ทำให้มาเรียมไม่ทันตั้งตัวเกยตื้น

นายชัยพฤกษ์ กล่าวอีกว่า คณะทำงานต้องเฝ้าระวังมาเรียม ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากช่วงนี้น้ำจะขึ้น และลงเร็วกว่าปกติ จึงอาจทำให้พะยูนมาเรียม อาจเกยตื้นได้อีก และต้องเฝ้าระวังไปอีก 6 วัน โดยตั้งแต่ช่วงเวลาตี  1 ก็ต้องใช้เรือแคนูออกเฝ้าระวังไม่ห่างจากมาเรียม  

คืนนี้จะต้องวางแผนใหม่ โดยจะรอสังเกตพฤติกรรมของมาเรียม ว่าจะพาตัวเองให้ลงน้ำได้หรือไม่ ถ้าติดแห้งจริงๆ ถึงจะเข้าช่วยเหลือ ทั้งนี้เพื่อให้มาเรียมเรียนรู้ธรรมชาติ 

 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

 

นายชัยพฤกษ์ กล่าวอีกว่า จากการสังเกตพบว่ามาเรียมมีพัฒนาการในการปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติดีขึ้น เช่น จากการเกยตื้นรอบนี้ไม่เจอบาดแผลเพิ่ม ทั้งที่บริเวณที่เกยตื้นจะมีหิน และเปลือกหอยที่แหลมคม แสดงว่าเขาเอาตัวรอดไม่ให้ไปโดนหินบาดเป็นแผลเพิ่ม และเรียนรู้ที่จะหลบหลีกภัยได้บ้าง

ขณะเดียวกันในตอนพาไปกินหญ้าทะเลที่บางครั้งเจ้าหน้าที่ยังต้องคอยป้อนหญ้าให้กิน ก็จะคายออกบ้าง แต่ตอนนี้เริ่มกินหญ้าได้เองแล้ว  ส่วนแนวคิดที่จะทำบ่อพักอนุบาล เพื่อป้องกันภัยในช่วงมรสุม ตอนนี้ยังไม่สรุป เพราะยังมีความเห็นที่ไม่เห็นด้วยทั้งในทางวิชาการ และภูมิปัญาของชาวบ้าน 

ในช่วงมรสุม จะมีปัญหาเรื่องการป้อนนมให้กับมาเรียม เพราะคนป้อนและสัตวแพทย์ จะยืนลำบาก เพราะทะเลไม่นิ่ง รวมทั้งการเก็บหญ้าทะเล ในช่วงนี้เจ้าหน้าที่จะไม่พามาเรียมออกไปกินหญ้าทะเล แต่ต้องดำน้ำลึก 1-1.5 เมตรเก็บมาป้อนแทน เพราะคลื่นลมแรง 

ออกระเบียบ 6 ข้อแก้ปัญหารบกวนมาเรียม

หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเกาะลิบง กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ทางนักวิชาการ และกรมอุทยานฯ ทช.ได้ออกกฎระเบียบในการปฏิบัติงาน และการเข้ามาดูมาเรียมอย่างเคร่งครัด เพราะบางครั้งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นหมู่คณะ 10-20 คน และพบว่าส่งเสียงดัง อาจจะกระทบกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และตัวมาเรียมเอง  6 ข้อดังนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง"มาเรียม" ตำราเล่มใหม่ "คนเลี้ยงพะยูน"

 

เร่งเพิ่มน้ำหนัก-ภาพรวมสุขภาพแข็งแรง

สัตวแพทย์หญิงนันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยทีมสัตวแพทย์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงพื้นที่บริเวณอ่าวดูหยงใกล้เขาบาตู หมู่ 4 ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

เพื่อตรวจสุขภาพมาเรียม พร้อมเก็บตัวอย่างเลือด วัดขนาดและความยาวลำตัว พร้อมกับถ่ายภาพส่วนหาง ซึ่งจะมีอัตลักษณ์ประจำตัวของพะยูนแต่ละตัวเพื่อไว้เป็นฐานข้อมูล พร้อมกับการเพิ่มปริมาณนมและหญ้าทะเล และพาออกกำลังกายด้วยการให้ว่ายน้ำตามเรือแคนู

มาเรียมแข็งแรง ตัวแน่นสมบูรณ์ขึ้น แต่ความจริงจะต้องให้อาหารวันละไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว หรือกินนมไม่ต่ำกว่าวันละ 3,000 มิลลิลิตร แต่ทำได้แค่ 2,500-2,700 มิลลิลิตร เพราะทีมสัตวแพทย์ไม่สามารถให้อาหารได้เต็มที่

เนื่องจากในเวลากลางคืนไม่สามารถป้อนอาหารให้ได้ เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ด้วย จึงจำเป็นจะต้องทำบ่ออนุบาลชั่วคราว สำหรับมาเรียมอยู่เป็นครั้งคราวในเวลากลางคืน และขณะป้อนอาหาร แต่ปล่อยออกสู่ธรรมชาติในเวลาปกติ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหลายฝ่ายเพราะการดูแลจะต้องดูแลยาวนานอีกเป็นปี เพราะปกติพะยูนจะต้องกินนมแม่จนอายุ 1 ปี 8 เดือน-2 ปี จึงจะทิ้งนม และกินหญ้าทะเลอย่างเดียว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เตรียมแผนอนุบาลพะยูน "มาเรียม" ช่วงมรสุม

"หมอล็อต" นำทีมสัตวแพทย์กรมอุทยานช่วยดูแล "มาเรียม"

 

 

 

 

 


ฟื้นฟูร่างกาย "หนูแดง" ลูกช้างป่าพลัดหลง ก่อนปล่อยคืนป่า

Mon, 17 Jun 2019 10:43:00

วันนี้ (17 มิ.ย.2562) เฟซบุ๊กส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เผยแพร่ภาพลูกช้างป่าพลัดหลง หลังเจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายไปดูแลรักษาต่อที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เพื่อรอให้ร่างกายแข็งก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติการดูแลฟื้นฟูสภาพร่างกายของลูกช้างป่าตัวดังกล่าว โดยระบุว่า

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ลูกช้างป่าพลัดหลง "หนูแดง" ยอมรับอาหารธรรมชาติจากพี่เลี้ยง โดยเลือกอาหารจากธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่วันละ 3-​5 ชนิด และเสริมด้วยหญ้าเนเปียร์ เพื่อเพิ่มน้ำตาลและโปรตีน โดยทีมสัตวแพทย์เริ่มให้อาหารเสริม เพื่อเร่งฟื้นฟูสภาพร่างกายและดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด

ในวันเดียวกัน หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน พร้อมด้วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ ทีมสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูสุขภาพลูกช้างป่า ก่อนนำกลับสู่ธรรมชาติ ซึ่งลูกช้างป่าจะต้องอยู่ในกรงเคลื่อนย้ายจนถึงเมื่อลูกช้างป่ายอมรับการให้อาหารเสริมโดยไม่ต้องบังคับแล้ว หลังจากนั้นจึงจะปล่อยสู่พื้นที่ดูแลที่กว้างขึ้น ทั้งนี้ หากประเมินสภาพร่างกายลูกช้างป่าแล้วพบว่าสมบูรณ์แข็งแรงเต็มที่ จึงจะสามารถปล่อยสู่ธรรมชาติได้

 

สำหรับข้อปฏิบัติในการดูแล ทีมสัตวแพทย์จะเข้าถึงลูกช้างป่าก็ต่อเมื่อจะเข้าไปทำการให้ยา ให้สารน้ำ หรือน้ำเกลือ การเจาะเลือดและทำแผลเท่านั้น และในสภาวะปกติ การให้น้ำ ให้อาหาร รวมถึงการทำความสะอาดพื้นที่ จะพี่เลี้ยง 2 คนที่จะสามารถเข้าถึงตัวลูกช้างป่าได้ นอกจากนี้ทีมสัตวแพทย์จะต้องตรวจสอบอาหารทุกชนิดก่อนนำไปให้ลูกช้างป่ากิน ส่วนผู้มาตรวจหรือเยี่ยมให้อยู่เฉพาะนอกตัวอาคาร ห้ามส่งเสียงดังรบกวนสัตว์และการถ่ายรูป ห้ามใช้แสงแฟลชเด็ดขาด

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าดูแลและติดตามลูกช้างป่าหนูแดง อายุประมาณ 1 ปี บริเวณพื้นที่บ้านอ่างเตย ต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพลัดหลงมาตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อรอให้โขลงช้างป่าเข้ามารับ แต่โขลงช้างป่าไม่รับเข้าโขลง จึงต้องกำหนดแผนการดูแลเพื่อความปลอดภัยของลูกช้าง และเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์ได้เคลื่อนย้ายลูกช้างป่าหนูแดง เพื่อนำมาดูแลต่อที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์ ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

 

 


ผอ.เขตบางกอกใหญ่ ลงพื้นแกะรอย"ถุงยาง"ทิ้งเกลื่อนคลอง

Mon, 17 Jun 2019 09:51:00

วันนี้ (‪17 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก นายอร่อย อูมามิ โพสต์ข้อความพร้อมภาพที่นิ่ง ซึ่งพบว่าของที่ลอยในน้ำ เป็นถุงยางอนามัยจำนวนมากลอยเกลื่อนในน้ำ โดยระบุว่า #ออกจากบ้านมาอย่าง งง #เห้ย....#นายทิ้งแบบนี้เลยหรอ??? #ริมคลองบางกอกใหญ่..ซึ่งหลังจากมีการเผยแพร่ข้อมูลในโลกโซเซียลได้ถูกเผยแพร่ต่อไปอย่างรวดเร็ว พร้อมถูกตั้งคำถามถึงความไม่รับผิดชอบจากผู้ที่นำถุงยางมาทิ้งในลำคลองสาธารณะ 

ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สำนักงานฝ่ายปกครอง เขตบางกอกใหญ่ กล่าวว่า ขณะนี้น.ส.กรุณา ธูปเทียนหอม ผอ.เขตบางกอกใหญ่ กำลังลงพื้นที่คลองบางกอกใหญ่ และเข้าคุยกับเจ้าของโรงแรมที่มีชื่อปรากฎในโซเชียลแล้ว

เบื้องต้นมีรายงานว่าจากการพูดคุยกับทางเจ้าของโรงแรมระบุว่ามีการจ้างเอกชนมาจัดเก็บถุงยางอนามัยและของเสียจากโรงแรม และยังไม่รู้ว่านำไปทิ้งแบบไหนซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว ส่วนการเอาผิดยังไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ 

 

ภาพ: เฟซบุ๊กหนุ่ม สรรเสริญ เรืองฤทธิ์

ภาพ: เฟซบุ๊กหนุ่ม สรรเสริญ เรืองฤทธิ์

 

ล่าสุดผู้ใช้เฟชบุ๊ก หนุ่ม สรรเสริญ เรืองฤทธิ์ ได้เผยแพร่ข้อมูลขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บถุงยางดังกล่าวขึ้นจากลำคลอง โดยระบุว่ากรณีที่มีการเผยแพร่ภาพขยะ (ถุงยางอนามัย) เต็มคลองนั้น ทีมงานสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่และเรือเก็บขยะดังกล่าวแล้ว ทั้งในคลองวัดเจ้ามูล รวมถึงขยะบางส่วนที่ไหลลงสู่คลองบางกอกใหญ่ https://www.facebook.com/100004480560134/posts/1358112177681455?s=100000387242637&sfns=mo หลักฐานที่ได้น่าจะรู้ว่ามาจากไหนนะครับ :)‬

ซึ่งจากข้อมูลการจัดเก็บพบว่ามีชื่อของโรงแรมชัดเจนทั้งจากซองสบู่ที่ถูกทิ้งปะปนมากในน้ำ ซึ่งพบว่าเป็นโรงแรมในขตพื้นที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 

 

 

 


ดูพื้นที่ทำบ่ออนุบาลพะยูนมาเรียมช่วงมรสุม

Sun, 16 Jun 2019 14:46:00

วันนี้ (16 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัตวแพทย์หญิงนันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับมอบหมายจาก กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ลงพื้นที่อ่าวดุหยง ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งเป็นสถานที่ดูแลอนุบาลพะยูนมาเรียม เพื่อหาทางออกแบบสร้างบ่ออนุบาล สำหรับการดูแลพะยูนมาเรียมในช่วงฤดูมรสุม เบื้องต้น ได้ประสานหารือไปยังบริษัทเอกชน ซึ่งมีวิศวกรในการออกแบบบ่ออนุบาลชั่วคราว เพื่อให้เข้ากับสภาพพื้นที่ และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม น้ำสามารถไหลเวียนได้ หรือหากเป็นช่วงน้ำทะเลลง ก็สามารถกักเก็บน้ำได้

 

 

 

สำหรับบ่ออนุบาลที่จะจัดสร้าง จะป้องกันปัญหามาเรียมเกยตื้น รวมถึงปัญหาการให้อาหาร นม และหญ้าทะเลในช่วงน้ำขึ้น หรือเกิดมรสุมใหญ่ โดยเบื้องต้น สภาพพื้นที่มีความเหมาะสม จะใช้บริเวณริมชายฝั่ง ในรัศมีประมาณ 10 เมตร

 

 

 

ด้านนายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง กล่าวว่า ต้องคิดหาทางออกการดูแลมาเรียมในช่วงมรสุมใหญ่ให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัย ทั้งของมาเรียมและของเจ้าหน้าที่ เพราะทุกคืนขณะนี้เมื่อน้ำลง เจ้าหน้าที่จะต้องออกลาดตระเวนหาตัวมาเรียม เพราะเกรงจะเกยตื้นลงตามน้ำไม่ได้


ชวนทิ้งขวดพลาสติกในถังขยะรูปปลา ร่วมลดปัญหาขยะในทะเล

Sun, 16 Jun 2019 08:48:00

วันนี้ (16 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Environman โพสต์ข้อความถึงปัญหาขยะในทะเลและเชิญชวนประชาชนให้ทิ้งขยะในถังขยะรูปปลาที่มีชื่อว่า "Goby The Fish" ซึ่งระบุว่า

ป้อนขยะพลาสติกให้ฉัน อย่าไปป้อนทะเล! ชวนดูถังขยะรูปปลา กินขยะริมหาด | สะท้อนปัญหาขยะ จูงใจและปลูกสำนึกให้ผู้คนทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง! 


ขยะในทะเลถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก มีการคาดการณ์ว่าปี 2050 ขยะพลาสติกในทะเลจะมีน้ำหนักมากกว่าปลาทั้งโลกรวมกัน!

 

 


ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศอันดับ 6 ที่สร้างขยะพลาสติกในทะเลมาที่สุดในโลก โดยจีน อินโด ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย รวมกันทิ้งขยะลงทะเลคิดเป็น 60% ของขยะในทะเลทั้งหมด

โดยขยะมากกว่า 80% มาจากบนบก!! 20% มาจากกิจกรรมทางทะเล

ถังขยะรูปปลาตัวนี้มีชื่อว่า "Goby The Fish" ที่โรงแรมริมทะเลหลายโรงแรมทั่วโลกปิ๊งไอเดียขึ้นมา อย่างในอินเดีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโดนีเซีย ในไทยก็มีด้วยนะ เพื่อสะท้อนปัญหาขยะบนชายหาดที่จะไหลลงสู่ทะเล

 

 


ปลาอ้าปากกินขยะริมหาดนี้ยังจูงใจ และสร้างจิตสำนึกให้ผู้คนช่วยกันทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทางอีกด้วย

ถือเป็นไอเดียที่ดีที่เกิดขึ้นโดยภาคเอกชน ภาครัฐเองก็จำเป็นต้องมีมาตรการเคร่งครัดเพื่อจัดการปัญหาขยะ ลด ละ เลิกสร้างขยะริมหาด เพื่อไม่ให้ขยะไหลลงสู่ทะเล

มนุษย์เท่านั้นที่จะกำหนดชะตาชีวิตของสัตว์น้ำทั่วโลกไว้ได้

 

 


"มาเรียม" ตำราเล่มใหม่ "คนเลี้ยงพะยูน"

Fri, 14 Jun 2019 19:06:00

ภาพของลูกพะยูน “มาเรียม” เคลิ้มหลับตาพริ้มหลังกินนมจนอิ่ม ซุกอยู่ในอ้อมกอดของพี่เลี้ยง ท่ามกลางท้องทะเลตรัง กลายเป็นภาพแห่งความอบอุ่น บอกเล่าเรื่องราวของคนและสัตว์ทะเลหายากที่น่าประทับใจ

“มาเรียม” คือลูกพะยูนวัย 6 เดือนพลัดหลงแม่ในพื้นที่ จ.กระบี่ เมื่อ 26 เม.ย.ที่ผ่านมาหลังจากเจ้าหน้า ที่จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต ได้พยายามนำปล่อยคืนทะเล 2 ครั้งบริเวณอ่าวทุ่งคา ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง แต่ลูกพะยูนตัวนี้กลับว่ายเข้าหาฝั่ง


ไม่อยากให้ลูกพะยูนตัวนี้ ถูกเลี้ยงในบ่อเลี้ยงไปทั้งชีวิต จึงตัดสินใจเลี้ยงมาเรียมในบริเวณเขาบาตู เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง  

จุดเริ่มต้นที่ ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ภูเก็ต) บอกว่า เป็นทางเลือกที่ต้องตัดสินใจที่จะทำให้พะยูนตัวนี้อยู่รอด!

เขาบอกว่า ปกติลูกพะยูนที่ขาดแม่ จะไม่สามารถอยู่ได้ในธรรมชาติ ต้องเลี้ยงในบ่อเลี้ยง แต่เราไม่อยากเห็นเขามีชีวิต ทั้งชีวิตในบ่อเลี้ยง จึงเลือกที่จะให้เขาอยู่ในธรรมชาติ พวกเขาตัดสินใจที่จะเลี้ยงลูกพะยูนในห้องเรียนธรรมชาติ ในบ้านของฝูงพะยูนกว่า 200 ตัวที่หมู่เกาะลิบง พร้อมกับตั้งชื่อว่า “มาเรียม” ที่หมายถึง ผู้หญิงแห่งท้องทะเลผู้มีความสง่างาม"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ตัวแรก! "มาเรียม" ลูกพะยูนที่มีมนุษย์เป็นแม่นมเลี้ยงจริงในทะเล

เปิดตำราใหม่ คนเลี้ยงลูกพะยูน

กว่า 1 เดือนวันที่นักวิจัย ทีมสัตวแพทย์จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เจ้าหน้าที่เขตห้ามสัตว์ป่าเกาะลิบง จ.ตรัง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชาวบ้านกลุ่มพิทักษ์ดุหยง และอาสาสมัครกว่า 30 ชีวิต ร่วมทำภารกิจนี้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

ภารกิจของคนเลี้ยงพะยูน แบ่งออกเป็น ทีมหนึ่งคอยทำหน้าที่เตรียมนม ป้อนนม ทีมหนึ่งคอยดำน้ำเก็บหญ้าทะเล ทีมหนึ่งต้องสอนว่ายน้ำ โดยมีแม่ส้ม เรือแคนูที่มาเรียม ยึดเหนี่ยวเหมือนแม่ และทีมเฝ้าระวังภัย ไม่ให้มาเรียม เกยตื้น หรือเข้าใกล้เขตอันตราย

มาเรียมเป็นลูกที่ต้องอยู่กับแม่ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น และการที่ปกป้องและหลบภัยได้เขาจะเข้าหา ไม่ว่าจะเรือแม่ส้ม หรือคนเลี้ยง

สัตวแพทย์หญิงพัชราภรณ์ แก้วโม่ง​ นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ​ สังกัดศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน​ จ.ภูเก็ต​​ บอกว่า  แม้มาเรียม จะกินหญ้าทะเลได้เอง แต่ลูกพะยูนวัยนี้ ยังต้องการนม 

สูตรน้ำนมที่ให้กับมาเรียม เป็นนมแพะ เสริมด้วยวิตามิน น้ำมันพืช เพื่อสร้างสารอาหารที่เหมาะสำหรับสัตว์ในวัยเด็ก ที่ต้องได้รับพลังงานร้อยละ 30 ของพลังงานที่ใช้ไป หรือวันละ 2 ลิตร หมอต้องป้อน ทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อให้มาเรียมเติบโตสมวัย

นอกจากนี้ เจ้ามาเรียม ยังไม่ห่างจากแม่ส้ม เรือแคนนู ที่ทีมสัตวแพทย์และจิตอาสา เป็นผู้บังคับทิศทาง ไม่ต่างจากพะยูนตามธรรมชาติที่มักจะอยู่เป็นคู่แม่ลูก แต่สำหรับเจ้ามาเรียม มีแม่ส้มคอยพาไปออกกำลังกาย และออกหากินตามแหล่งหญ้าทะเล

ตกหลุมรักเธอไม่ยาก-เธอต้องอยู่รอด


วินาทีที่สบตากับมาเรียม ตกหลุมรักเธอทันที คิดว่าต้องทำให้ดีที่สุดให้เธอมีชีวิตรอด

สัตวแพทย์หญิง วัชรา ศากรวิมล สัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยอ่าวไทยตอนกลาง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บอกกับเรา เธอคือหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ ทีมแรกๆ จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ได้ไปทำภารกิจเลี้ยงลูกพะยูน

ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ดูแลลูกพะยูน โดยไม่ได้เลี้ยงแล้วเอาไปปล่อยในทะเล แต่เป็นการดูแลพะยูนในพื้นที่ทะเลธรรมชาติ โดยเข้าไปดูมาเรียมช่วงวันที่ 24-28 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นโอกาสทั้งเรียนรู้หมอ สัตวแพทย์ ชาวบ้าน

มาเรียมเหมือนกับเด็กๆ ถึงเวลาที่จะดูแลป้อนนม ป้อนหญ้าทะเล เขาจะคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง เพราะเขาคิดว่าเราเป็นแม่ เพราะปกติพะยูน เวลาแม่พาหากินจะว่ายคลอเคลียกันไม่ห่าง

งานที่รับผิดชอบร่วมกับพี่เลี้ยงมาเรียม จะมีเรือแคนู หรือแม่ส้ม เวลาพายไป มาเรียมจะมาคอยดันหลัง ดุนเรือพาไปกินนม กินหญ้าทะเล และว่ายน้ำ เพื่อให้เรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่กับธรรมชาติ

มาเรียม ชอบให้มีการสัมผัส เหมือนเด็กเล็กๆ ที่ชอบให้เกาหลัง หรือตบก้นเวลานอน จุดที่สัมผัสของเขา ตัวพะยูน จะนิ่มแค่ช่วงปากกับท้อง จะมีหนังหนาและขนแข็งเหมือนกับช้างแต่กระจายๆ และตรงปากของเขาจะนิ่ม ทุกที่จะลูบตัวทำให้เราจะดูว่าผิดปกติ อกหัวใจเต้นปกติหรือไม่

 

 

จริงๆ มีการกำหนดให้ลงน้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่พออยู่กับมาเรียมแล้วเพลิน ลงน้ำตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่ายโมง ในช่วงที่ไปเลี้ยงมาเรียม มีวันหนึ่งประมาณตี 2 น้ำลงมากจนมาเรียม มาเกยน้ำตื้น เขาพยายามว่ายเข้ามาหาคน พอเจอกันปุ๊บว่ายเข้าหากันปั๊บ ป้อนนมอุ่น ๆ และกอดให้คลายกังวล


สิ่งที่เราต้องฝึกมาเรียมก็คือ ให้รู้จักหลีกเลี่ยงร่องน้ำ พยายามไม่ให้คุ้นชินกับเรือทุกลำ หรือกับคนเลี้ยงเองก็ตาม เพื่อไม่ให้ใกล้ชิดกับคนจนไม่รู้ว่าเป็นอันตรายหรือไม่ เพราะในช่วงแรก เคยเจอมาเรียมเข้าไปใกล้กับเรือที่จอด และต้องเอาออกมา แต่ชาวบ้านที่นั่นน่ารักมาก และเขาจะเบาเรือ

ซึ่งถือเป็นความกังวลเหมือนกันว่า ถ้ามาเรียมต้องไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ไม่มีคนเฝ้า จะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังปัญหาภัยคุกคามเครื่องมือประมง ซึ่งโชคดีว่าพื้นที่เกาะลิบงมีชุมชนที่รักพะยูน และอนุรักษ์พะยูน และยอมรื้อถอนเครื่องมือประมงออก เพื่อไม่ให่เกิดอันตรายกับมาเรียม

ยอมรับว่าตกหลุมรัก ถึงแม้จะรู้ว่ามาเรียม เป็นลูกสัตว์ป่าที่ไม่ควรจะผูกพัน เพราะเขาต้องกลับไปใช้ชีวิตอาศัยในธรรมชาติ แต่พอกลับมาแล้วกลับรู้สึกใจหาย และถามข่าวทุกวัน และเตรียมจะเข้าไปดูแลมาเรียมอีกครั้งในช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้


บทเรียนต้องไม่ซ้ำรอย “เจ้าโทน”

ก่อนหน้านี้ ดร.ก้องเกียรติ เคยให้ข้อมูลระบุว่า อยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่จะไม่เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะกับ "มาเรียม" เมื่อปี 2536 พี่สุพจน์และพี่กาญจนา นำ "น้องอาย" ลูกพะยูนเพศเมีย ซึ่งพลัดหลงจากแม่ที่ระนอง มาอนุบาลที่ศูนย์ชีววิทยาภูเก็ต “น้องอาย” เป็นลูกพะยูนวัยเดียวกับ "มาเรียม"เมื่อเห็นว่าแข็งแรงดีแล้วก็นำไปปล่อยที่บ้านเจ้าไหม เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2536 ต่อมาได้ชื่อใหม่ชาวบ้านตั้งให้ว่า "เจ้าโทน"

"เจ้าโทน" เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่เพราะความเชื่องและชอบว่ายน้ำเข้าหาคน นักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่บ้านเจ้าไหม สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ แต่ในช่วงเวลาไม่ถึงสามเดือน "เจ้าโทน" ก็ตายเพราะติดอวนประมงในวันที่ 27 กันยายน 2536 กระดูกของ "เจ้าโทน" ได้รับการจัดทำและมอบให้โรงเรียนทางเข้าบ้านเจ้าไหม ขอไว้อาลัยแก่ “น้องอาย

พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในท้องทะเลไทยมีประมาณ 200 ตัว โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลิบง เป็นบ้านของพะยูนฝูงใหญ่ที่สุด
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีทช.

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีทช.

 

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บอกว่า การมาของมาเรียม เป็นความหวังของพะยูนตัวอื่นๆ ที่จะอยู่รอดต่อไป มาเรียมเหมือนเด็กกำพร้าที่ว้าเหว่ เพราะขาดแม่ เพราะพะยูนเป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยูกันเป็นฝูง และเราจึงต้องทำให้เขาอยู่รอด

ที่ทำมาแล้วระยะหนึ่ง ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ต้องอาศัยวิชาการ การดูแล และความร่วมมือจากประชาชน และเป็นเป็นทฤษฎีใหม่ ที่ไม่ปรากฎว่าคนสามารถเลี้ยงลูกพะยูนได้ ซึ่งตอนนี้กำลังมีแนวคิดเตรียมจะติดกล้องวงจรปิด เพื่อดูแลมาเรียม เพราะนับจากนี้อีก 6 เดือนต้องดูแลฝึกให้เขาปรับตัวอยู่กับธรรมชาติ 

 ที่ผ่านมามีการเลี้ยงดูสัตว์ที่คล้ายพะยูนที่เรียกว่ามานาตี ในตู้เลี้ยง ส่วนมาเรียม ถ้าเราศึกษาได้จริง จะเป็นครั้งแรกของโลกที่เลี้ยงพะยูนได้ในทะเลจริง จะเป็นทฤษฎีใหม่ ที่ใช้เป็นความรู้การดูแลพะยูนที่เกยตื้นให้รอดได้ในอนาคต 

ที่ผ่านมา พะยูนไม่ได้ตายจากการถูกล่า แต่เกิดจากการติดเครื่องมือประมง และคนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เห็นพะยูนได้ใกล้ชิดเท่านี้มาก่อน มาเรียม จึงเป็นความหวังของการอนุรักษ์พะยูนให้อยู่รอดในท้องทะเลไทย

ข้อมูลการเดินทางของมาเรียม

26-28 เม.ย.62 พบมาเรียมเกยตื้น พฤติกรรมเข้าหาไต้ท้องเรือ กินหญ้าทะเลได้ ปล่อย 2 ครั้งแต่กลับมาเกยตื้น ที่เดิมและไม่ปลอดภัยจากเรือ

29 เม.ย.62 ย้ายปล่อยที่อ่าวทุ่งคา เกาะลิบง แหล่งพะยูนขนาดใหญ่
3 พ.ค.62 มาเรียมว่ายมาอยู่ที่อ่าวบาตู เกาะลิบง บังคลื่นลมได้ดี มีหญ้าทะเล ทีมงานเริ่มให้อาหารในสภาพการเลี้ยงแบบธรรมชาติ

14 มิ.ย.62 ข้อมูลล่าสุด มาเรียมมกินนมได้ จำนวน 2,500 มิลลิลิตร และหญ้าทะเล สุขภาพแข็งแรง อยู่ในระดับดีแต่ยังไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด คุณหมอที่ดูแลยกตัวอย่างถ้าแบ่งเป็นระดับ 1-5 น้องอยู่ประมาณ 2.5 ซึ่งจริงๆแล้วควรจะอยู่ในระดับ 3-3.5 โดยจะมีการวางแผนด้านโภชนาการร่วมกันต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขวัญใจโซเชียล "ลูกพะยูนมาเรียม" หลับคาอกหลังกินนมอิ่ม

ลูกพะยูน "มาเรียม" ยึดเรือแคนูสีส้มแทนอ้อมกอดแม่

 

 

 


"เกาะสีชัง" คุมเข้มห้ามทิ้งขยะ-น้ำเสีย 2 ปี

Fri, 14 Jun 2019 15:59:00

วันนี้ (14 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเษกษา เผยแพร่คำสั่งกรมทรัพยากรกรทางทะเลและชำยฝั่ง ที่ 518/2562 เรื่องมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทำงทะเลและชายฝั่ง บริเวณพื้นที่เกำะสีชัง อ.เกาะสีชัง และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

โดยระบุว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัดชลบุรี คณะกรรมการทรัพยา กรทำงทะเลและชำยฝั่งจังหวัดชลบุรี รวมทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วน ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องได้มีนโยบาย ในการดำเนินการ เพื่อบริหารจัดการช้ประโยชน์จำกทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณพื้นที่เกาะสี ชัง อ.เกาะสีชัง และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อเป็นการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งไม่ให้ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

เนื่องจากมีกิจกรรมการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสถานภาพความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หากปล่อยให้เนิ่นช้าจะทำให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณดังกล่าวเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้คงความอุดมสมบูรณ์ได้ ส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจและสังคมบริเวณพื้นที่โดยรอบและในภาพรวมของประเทศ

จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 17 ประกอบมาตรา 3 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมกำรบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ประกอบมาตรา32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

จึงให้ยกเลิกคำสั่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 364/2562 เรื่องมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บริเวณพื้นที่เกาะสีชัง อ.เกาะสีชัง และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ลงวันที่ 4 เม.ย.2562

ภาพ: เทศบาลตำบลเกาะสีชัง

ภาพ: เทศบาลตำบลเกาะสีชัง

 

และกำหนดมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งบริเวณพื้นที่เกาะสีชัง อำเภอเกาะสีชัง และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อระงับการกระทำ หรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อันเป็นการอนุรักษ์ หรือแก้ไขหรือบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตามแผนที่แนบท้ายคำสั่งนี้ ดังนี้

 

 

ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

 


ปะทะเดือด กองกำลังติดอาวุธลอบตัด "ไม้หวงห้าม" กลางป่าไทย

Thu, 13 Jun 2019 18:16:00

วันนี้ (13 มิ.ย.2562) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 จ.อุบลราช ธานี กล่าวว่า  ในช่วงของการเข้าลาดตระเวนพื้นที่เขตป่ารอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 9-11 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เกิดเหตุปะทะกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาลักลอบตัดไม้ห่างจากชายแดนไทยพียง 5 กิโลเมตร 

เหตุการณ์นี้ สืบเนื่องจากนายจิณณะ สามศรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย พร้อมด้วยหน่วย SMART Patrol จัดกำลังวางแผนออกตรวจ ตามข่าวที่ได้รับว่ามีการทำไม้ บริเวณป่าลำห้วยตะโหงก ทิศใต้บ้านแข้ด่อน จึงได้นำกำลังและวางแผนปิดล้อม จนจับกุมได้ชาวกัมพูชา 2 คน มาจากจังหวัดพระวิหาร พร้อมของกลางไม้มะค่าโมง 2 ท่อนปริมาตร 0.949 ลบ.ม.เลื่อยโซ่ยนต์ 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ปะทะเดือด 5 นาที

การจับกุมครั้งนี้ มาจากจัดวางกำลังปิดล้อม เพื่อจับกุมเป็น 3 ชุด เมื่อเข้าปะชิดตัว เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัว ระยะห่างประมาณ 20 เมตร ปรากฎว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย ได้ยิงปืนเข้าใส่เจ้าหน้าที่ จึงได้มีการยิงโต้ตอบกันทั้ง 2 ฝ่าย ในขณะเข้าจับกุมกองกำลังไม่ทราบฝ่าย คนที่แต่งกายคล้ายทหารประเทศเพื่อนบ้าน ได้ยิงปืน M79 ใส่ เจ้าหน้าที่ 2 นัดนัดแรกตกห่างเจ้าหน้าที่ 5 เมตรนัดที่ 2 ห่าง 15 เมตรเป็น M79 ทั้ง 2 ลูกไม่ทำงาน

มีการยิงปะทะสิ้นเสียงปืนประมาณ 5-10 นาทีเจ้าหน้าที่ชุดหน้าได้เรียกกำลังเสริมที่เหลือ เพื่อเข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุอีกครั้ง

โดยมีความผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม โดยไม่รับอนุญาตมาตรา 48 ร่วมกันแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 69 ร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (2) ฐานร่วมกันเก็บหานำออกไปหรือทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้หรือทรัพยากรธรรมชาติอย่างอื่น และความผิดตามพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ความผิดตามพ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 

 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

สำหรับบริเวณป่าลำห้วยตะโหงก ทิศใต้บ้านแข้ด่อน ในเขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย และเป็นพื้นที่ทับซ้อนเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูเมย ป่าเขาสวนตาล และป่าพลาญไหแตก ท้องที่ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี 

 

 

 


เตรียมแผนอนุบาลพะยูน "มาเรียม" ช่วงมรสุม

Thu, 13 Jun 2019 06:45:00

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.62 ที่บริเวณอ่าวดุหยงใกล้เขาบาตู หมู่ 4 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ทีมสัตวแพทย์ทั้งจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และทีมสัตวแพทย์จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และกลุ่มพิทักษ์ดุหยง ร่วมกันติดตามเฝ้าระวังและอนุบาล ลูกพะยูนมาเรียม ตรวจสุขภาพและป้อนนม จำนวน 2,300 มิลลิลิตร รวมทั้งหญ้าทะเลสด จำนวน 1 ขีด และพามาเรียมว่ายน้ำออกกำลังกายไปหาแหล่งหญ้า เพื่อให้มาเรียมฝึกกินหญ้าทะเลด้วยตัวเอง

ในแต่ละวันเจ้าหน้าที่จะให้มาเรียมเกาะแม่ส้ม (เรือแคนูสีส้ม) ไปกินหญ้าทะเลวันละ 2 รอบๆ ละประมาณ 1-2 ชม. เพื่อฝึกให้น้องมาเรียมกินหญ้าทะเลด้วยตัวเอง

 

ทีมสัตวแพทย์พบว่าน้ำหนักมาเรียมต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อเปรียบเทียบกับอายุ โดยขณะนี้น้ำหนักมาเรียม 29 กิโลกรัมเศษ ทางทีมแพทย์จึงเตรียมเพิ่มปริมาณนมและเพิ่มหญ้าทะเลให้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มเวลาป้อนนมและหญ้าทะเลจากเดิมตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. เป็นเวลา 07.00 - 21.00 น. และให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ขณะที่ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ส่งทีมสัตวแพทย์เข้ามาเพิ่มเพื่อหมุนเวียนกันทำงานวันละ 2 ผลัด เช้า ,บ่าย ให้นมและหญ้าทะเล เพื่อให้ร่างกายมาเรียมเจริญเติบโตสมวัย 

 

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ร่วมประชุมวางแผนการอนุบาลและเฝ้าติดตามภัยคุกคามลูกพะยูนมาเรียมในช่วงมรสุมบริเวณเขาบาตู สรุปได้ว่าจะมีการจัดเวรยามเฝ้าระวังภัยตลอด 24 ชั่วโมง วางทุ่นเพิ่มเติมแนวเขตอนุบาลมาเรียม และห้ามไม่ให้มีกิจกรรมใดๆ และห้ามเรือทุกชนิดเข้าบริเวณดังกล่าว

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

สำหรับแผนการทำงานรับมือในช่วงที่เกิดมรสุมมี 3 วิธี คือ 1.ทำกระชังลอยน้ำให้อยู่ในธรรมชาติ 2.ทำบ่อเคลื่อนที่หรือแอ่งน้ำชั่วคราวไว้สำหรับการอนุบาลป้องกันการถูกคลื่นซัดมาเรียม และป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับเจ้าหน้าที่ และ 3.หากมีมรสุมหนักจะเคลื่อนย้ายมาเรียมไปอนุบาลที่ห้องปฏิบัติการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"หมอล็อต" นำทีมสัตวแพทย์กรมอุทยานช่วยดูแล "มาเรียม"

เกาะลิบง จ.ตรัง บ้านใหม่พะยูน "มาเรียม"


"หมอล็อต" นำทีมสัตวแพทย์กรมอุทยานช่วยดูแล "มาเรียม"

Wed, 12 Jun 2019 12:25:00

วันนี้(12 มิ.ย.2562) นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง กล่าวว่า เมื่อวานนี้ ( 11 มิ.ย.) ช่วงเวลา 06.30 น.-19.00 น. กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ส่งนายสัตวแพทย์ ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ประจำกรมอุทยานแห่งชาติฯ และคณะ มาร่วมปฏิบัติงานและวางแผนการอนุบาลลูกพะยูนมาเรียม โดยร่วมกับสัตวแพทย์ประจำกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)  กลุ่มพิทักษ์ดุหยง และเจ้าหน้าที่เขตฯ ลิบง ได้ป้อนนม จำนวน 2,200 มิลลิลิตร หญ้าทะเล และเจ้าหน้าที่เขตฯ ได้พายเรือแม่ส้ม พาน้องมาเรียมว่ายน้ำออกกำลังกาย สุขภาพน้องมาเรียมแข็งแรง

ทั้งนี้นายสัตวแพทย์ภัทรพล ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า กล่อม=กิน เล่น นอน-นอน เล่น กิน-เล่น นอน กิน”
มาเรียม = หญิงสาวที่มีจิตใจงดงาม สง่างามแห่งท้องทะเล มาจากภาษาอารบิก พอกินนมกินหญ้าทะเลเสร็จ ดึกๆตอนจะกลับ ว่ายมาอ้อน คลอเคลีย เหมือนลูกช้างเลย พรุ่งนี้เช้าเจอกันนะ

ผมอยากให้สังคมรู้จักและสัมผัสชาวลิบง กลุ่มอาสา ชุมชนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ#ลิบงเมืองหลวงพะยูน #SurvivalTogether

ทั้งนี้กระแสมาเรียมกำลังมา ทางกรมอุทยานฯ ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการนำนักท่องเที่ยวชมพะยูนในทะเลตรังมาเผยแพร่ให้ความรู้ 

 

 


เกาะลิบง จ.ตรัง บ้านใหม่พะยูน "มาเรียม"

Tue, 11 Jun 2019 19:39:00

กลายเป็น "เน็ตไอดอล" ไปแล้วสำหรับน้องมาเรียม ลูกพะยูนวัย 6 เดือน กิจวัตรประจำวันของมันเป็นที่สนใจของประชาชน รวมถึงชาวเกาะลิบง จ.ตรัง ที่เอ็นดูมาเรียมไม่ต่างกับพะยูนอื่นๆที่เคยดูแลกันมา

ในแต่ละวันมัน ยังต้องเรียนรู้การกิน โดยเฉพาะหญ้าทะเล แต่ดูเหมือนมันจะยังไม่ชอบ เท่ากับนมสูตรพิเศษที่เจ้าหน้าที่ปรุงขึ้นมาให้โดยเฉพาะ 

เจ้ามาเรียมกำลังคลอเคลียว่ายน้ำเล่นกับเจ้าหน้าที่อย่างสบายใจ หลังกินนมจนอิ่มและตรวจสุขภาพประจำวันให้พะยูนน้อยตัวนี้

 

นมแพะ เสริมด้วยวิตามิน น้ำมันพืช เพื่อสร้างสารอาหารที่เหมาะสำหรับสัตว์ในวัยเด็ก จึงเป็นอาหารหลักของเจ้ามาเรียม ที่ต้องได้รับพลังงานร้อยละ 30 ของพลังงานที่ใช้ไป หรือวันละ 2 ลิตร

สัตวแพทย์หญิงพัชราภรณ์ แก้วโม่ง สัตวแพทย์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บอกว่า นมที่เลี้ยงมาเรียม เป็นนมทดแทนใช้ในสัตว์ เป็นสูตรที่มีการควบคุมสูตรเดียวกับที่ใช้อนุบาลสัตว์ 

เจ้ามาเรียม ยังไม่ห่างจากแม่ส้ม เรือแคนนู ที่ทีมสัตวแพทย์และจิตอาสา เป็นผู้บังคับทิศทาง ไม่ต่างจากพะยูนตามธรรมชาติที่มักจะอยู่เป็นคู่แม่ลูก แต่สำหรับเจ้ามาเรียม มีแม่ส้มคอยพาไปออกกำลังกาย และออกหากินตามแหล่งหญ้าทะเล

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงจังหวัดตรัง แห่งนี้จึงถูกเลือกให้เป็นบ้านหลังใหม่ของเจ้ามาเรียม ไม่เพียงเพราะเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุด แต่สิ่งสำคัญกว่าคือชาวบ้านในเกาะลิบงมีความคุ้นเคยและอนุรักษ์พะยูนอยู่แล้ว

ข้อเสียคือพะยูนเป็นสัตว์ฉลาด และเขาจะเรียนรู้ว่าคนเป็นมิตรด้วย และหลีกเลี่ยงที่พะยูนจะอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ของคน แต่พื้นที่แห่งนี้ดูแลอนุรักษ์พะยูนจึงไม่น่าจะมีปัญหา

สอดคล้องกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.เกาะลิบง เจ้าของพื้นที่ ซึ่งสะท้อนเรื่องราวระหว่างชาวบ้านในเกาะลิงบงกับพะยูนที่เป็นเหมือนพี่น้องกันมาอย่างยาวนาน

 

นายประชุม เจริญฤทธิ์ ผู้ใหญ่บ้าน ม.4 เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง บอกว่า เวลาชาวบ้านออกเรือ เวลามาเจอพะยูน จะลอยลำเข้ามาใกล้เรือ และเหมือนลูกหลานมาใกล้ เป็นวิถีของพี่น้องชาวเกาะลิบง ที่อยู่ร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับำพะยูน

ที่นี่จึงมีทั้งอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง ที่หมายถึงพะยูนในภาษายาวี ร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ช่วยกันลาดตระเวนผลัดเปลี่ยนกันสำรวจเครื่องมือประมงที่อาจเสี่ยงต่อพะยูน และคอยช่วยเหลือพะยูนที่เกยตื้น

ประกอบกับชาวบ้านที่นี่ให้ความร่วมมืออย่างดี เพราะพวกรู้ดีว่า ทั้งเจ้ามาเรียมและครอบครัวพะยูนที่อยู่ที่นี่ ช่วยสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้ชาวบ้าน ทุกคนจึงยินดีรักษาบ้านของพวกเขาและบ้านของเหล่าพะยูนไว้ด้วย

 

มาเรียม เน็ตไอดอล นักอนุรักษ์

ขณะที่เพจกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช  ยังได้เผยแพร่ความน่ารักของพะยูนมะเรียม ที่กลายเป็นเน็ตไอดอล ขวัญใจสัตว์ป่าที่ทำให้คนหันมาสนใจสัตว์ทะเลหายาก โดยนำคลิปขณะมาเรียมว่ายน้ำกับแม่ส้ม ช่วงเวลาแห่งความรัก รัก...แม่ส้ม รัก...มาเรียม และช่วงเวลาแห่งการรักษาสุขภาพ #ไปว่ายน้ำกัน .!!!

"มาเรียม" พะยูนตัวแรก ที่มีคนเป็นแม่นม มีเรือพายัค สีส้ม เป็นแม่ ที่คอยพยุงกาย พาว่ายน้ำเป็นเพื่อน ที่สำคัญกว่านั้น มาเรียม เป็นพะยูนที่มีคนรัก และเป็น FC น้องมากมาย !!

#ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านและขอบคุณทุกกำลังจากทุกคน #มาเรียม #พะยูน #ลิบง Ps. ให้มาเรียมแข็งแรงเร็ววัน ให้พี่ๆแม่นมทุกท่านมีสุขภาพที่ดีเช่นกัน

 

 

 

 

 

 


กรมอุทยานฯ คุมเข้มบิ๊กไบค์ 200 คันเข้าพักขุนพะวอ-ห้ามแหกกฎ

Tue, 11 Jun 2019 17:39:00

วันนี้ (11 มิ.ย.2562) นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า กรณีมีการนำเสนอข่าวการจัดการแข่งขันรถบิ๊กไบค์ ในเขตอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น จ.ตาก จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ BMW ได้เข้าติดต่อที่อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ เพื่อขอเข้าพัก โดยใช้สถานที่กางเต็นท์ และบ้านพักของอุทยาน ในวันที่ 14-15 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะมีผู้เข้าพัก จำนวน 300 คน รถจักรยานยนต์ จำนวน 200 คัน

โดยเป็นการพักแรมตามปกติ มีการชำระเงินค่าบริการผ่านเข้าอุทยานแห่งชาติ เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป และไม่ได้มีการอนุญาตให้มีการจัดกิจกรรมเวทีตั้งเต็นท์แสดงใดๆ ในพื้นที่พักแรมของอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ ไม่มีการฝึกทักษะการขับขี่ และแข่งขันในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น

นอกจากนี้ทางอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น มิได้มีการร้องขอเงินสนับสนุนเข้ากองทุนสวัสดิการ หรือสิ่งของใดๆเพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานทั้งสิ้น

 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช

ตรวจรถเสียงดังทุกคันก่อนเข้าพื้นที่อุทยาน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางสํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) ได้มีการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย (เตรียมการ) อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุป ดังนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานตรวจตราอย่างเข้มงวด มิให้มีการอนุญาตให้ขับขี่ ในลักษณะของการแข่งขันในพื้นที่อย่างเด็ดขาด หากฝ่าฝืนให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

โดยมอบหมายให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนพะวอประสานกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบ และขอความร่วมมือ หากประสงค์จะเข้าพักในพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ ขอให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดและให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าพักว่าหากมีการจัดกิจกรรมอื่นใดที่นอกเหนือจากการพักแรมให้จัดนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์เท่านั้น

นายสมโภชน์  กล่าวว่า ขณะนี้นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการเพิ่มเติมให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) ดำเนินการประสานเจ้าหน้าที่จากสำนักงานขนส่งจังหวัดตาก นำเครื่องตรวจวัดความดังเสียงของท่อรถมอเตอร์ไซค์ ไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน หากเกินจะไม่ให้เข้าไปพักในเขตอุทยานแห่งชาติ

พร้อมทั้งประสานกับกรมป่าไม้ในพื้นที่ หากมีการเข้าไปแข่งขันในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และขัดกับข้อระเบียบกฎหมาย ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และให้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อไปป้องกันตามจุดเส้นทางต่างๆ ที่อาจจะมีผู้ใช้มอเตอร์ไซค์หลบเลี่ยงเข้าไปใช้เส้นทาง พร้อมทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมในพื้นที่ต่างๆ ที่กลุ่มบิ๊กไบค์เข้ามาขอใช้บริการเพื่อไม่ให้มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"กรมอุทยานฯ" เบรกแข่งรถทุกชนิดผ่านป่าอนุรักษ์


 

 


ประกัน 2 แสนบาท "เปรมชัย" ลั่นอุทธรณ์ต่อคดีสินบนเจ้าพนักงาน

Tue, 11 Jun 2019 12:54:00

วันนี้ (11 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และนายยงค์ โดดเครือ จำเลยที่ 2 ข้อหาร่วมกันให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 (เสนอให้สินบนเจ้าพนักงาน)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง จำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา "เปรมชัย" ติดสินบนคดีล่าเสือดำ

ต่อมา ทนายความของนายเปรมชัย ได้ยื่นขอประกันตัว ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรให้ประกันตัว โดยตีราคาประกันเป็นเงินสด 200,000 บาท โดยมีเขื่อนไงคือห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต นายปรมชัย ให้สัมภาษณ์สั้นว่า ไม่สบาย เจ็บขา

คำพิพากษาท่านก็ตัดสินไปแล้ว เตรียมยื่นอุทธรณ์ตามสิทธิ ตอนนี้ยังไม่พูดอะไรขอไห้เข้าใจสถานการณ์ดีกว่านี้  

โดยนายเปรมชัย สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทม์ไลน์ "เปรมชัย-ยงค์" ติดสินบนเจ้าพนักงาน

 

 


สั่งอาหารถึงบ้าน แถมขยะเดลิเวอรี่

Tue, 11 Jun 2019 11:37:00

หิวเมื่อไหร่ อยู่ที่ไหนก็สั่งได้ กับบริการเดลิเวอรี่อาหาร ซึ่งนับว่าเป็นบริการยอดนิยมสำหรับคนไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เมือง ส่งผลให้ผู้ประกอบการเดลิเวอรี่เริ่มเกิดขึ้นพร้อมแอปพลิเคชันสั่งอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีแอปพลิเคชันสำหรับสั่งซื้ออาหารเดลิเวอรี่หลักๆ อย่าง Food panda, grab food, Get!, Line man, Lalafood และ Ginjaที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคนหิวที่ไม่สะดวกออกไปซื้อด้วยตนเอง

เมื่อสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน 1 ครั้ง สำหรับ 1 เมนู ลองคิดว่าคุณสั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำหมูเด้งจากร้านดังสำหรับ 1 คน นอกจากก๋วยเตี๋ยวที่มาส่งถึงบ้านแล้ว คุณยังได้ขยะเดลิเวอรี่มาด้วยอย่างน้อย 5 ชิ้น ทั้งถุงพลาสติกใส่เส้น ถุงพลาสติกใส่น้ำซุป ถุงเครื่องปรุง ซองพลาสติกใส่ตะเกียบ และถุงพลาสติกหูหิ้วสำหรับใส่อาหาร

หากวันหนึ่งมีคนสั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำหมูเด้งเจ้าดังจากแอปพลิเคชัน 6 แอปที่กล่าวมา วันละ 100 คน นั่นหมายความว่า เรากำลังสร้างขยะเดลิเวอรี่ถึงวันละ 3,000 ชิ้น หากคิดเป็น 1 สัปดาห์จะเท่ากับ 21,000 ชิ้น แล้วถ้าเป็น 1 เดือน จะเท่ากับ 90,000 ชิ้น ซึ่งเท่ากับว่าใน 1 ปี ประเทศไทยจะมีขยะเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1,095,000 ชิ้น

 

ขณะที่แกร็บ ประเทศไทย (Grab) หนึ่งในผู้ให้บริการเดลิเวอรี่อาหาร ได้เปิดเผยว่า 4 เดือนแรก ในปี 2562 มียอดสั่งอาหารรวมแล้วทั้งสิ้นกว่า 4 ล้านออร์เดอร์ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ในปี 2561 ทั้งปี ที่มียอดการสั่งอาหารเพียง 3 ล้านออร์เดอร์

ลองคำนวณกันดูว่า หาก 1 ออร์เดอร์ สามารถสร้างขยะได้อย่างน้อย 5 ชิ้น หลังจากผ่านปีใหม่ 2562 มาเพียงแค่ 4 เดือน จากผู้บริการส่งอาหารเดลิเวอรี่เพียงเจ้าเดียว สามารถสร้างขยะเดลิเวอรี่ได้ถึง 20 ล้านชิ้นเลยทีเดียว

แล้วหากเป็นอาหารอย่างอื่น ขยะเดลิเวอรี่จะมีมากแค่ไหน?

ไทยพีบีเอสออนไลน์ทดลองสั่งอาหารญี่ปุ่นเดลิเวอรี่ สำหรับ 6 คน พบว่ามีขยะทั้งหมด 48 ชิ้น ประกอบด้วย ถ้วยกระดาษ 4 ชิ้น ฝาพลาสติกปิดถ้วย 4 ชิ้น ถ้วยพลาสติก 1 ชิ้น ถุงใส่ซอส 13 ชิ้น ถุงกระดาษ 1 ชิ้น กล่องกระดาษ 2 ชิ้น ซองใส่ถุงมือ 2 ชิ้น ถุงมือ 4 ชิ้น ช้อน 4 ชิ้น ส้อม 4 ชิ้น ซองพลาสติกใส่ช้อนส้อม 4 ชิ้น ตะเกียบ 1 ชิ้น ซองพลาสติกใส่ตะเกียบ 1 ชิ้น ถุงพลาสติกหูหิ้ว 3 ชิ้น

จากการสอบถามคนขับรถส่งอาหารพบว่า ส่วนตัวมีผู้สั่งอาหารประมาณวันละ 10 ครั้ง ส่วนใหญ่จะสั่งออเดอร์จำนวนมาก หากใน 10 ครั้ง เป็นการสั่งอาหารสำหรับ 6 คน จนเกิดขยะ 48 ชิ้น ในการบริการของคนขับรถส่งอาหารเพียง 1 คน จะสามารถเดลิเวอรี่ขยะได้ถึงวันละ 480 ชิ้น โดยยังไม่ได้นับรวมถึงขยะจากเครื่องดื่มเลยสักชิ้น 

 

แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะกลายเป็นขยะเดลิเวอรี่ ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไทยพีบีเอสออนไลน์ สอบถามไปยังผู้ใช้บริการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ พบว่า ร้านอาหารบางส่วนใส่อาหารในภาชนะอย่างถ้วยพลาสติกที่มีเนื้อแข็ง ทำให้สามารถนำมาล้างทำความสะอาดเพื่อนำมาใช้ใส่อาหารหรือสิ่งของซ้ำได้ 

ขณะที่บางส่วน ระบุว่า แม้ส่วนใหญ่ร้านอาหารจะใช้บรรจุภัณฑ์เป็นกล่องโฟม แต่ก็มีการลดขยะด้วยการไม่ให้ช้อน-ส้อมพลาสติก และมีการปรับภาชนะใส่อาหารโดยเพิ่มช่องใส่ข้าวและกับในกล่องเดียวกัน เพื่อลดกล่องพลาสติกลง นอกจากนี้ถุงพลาสติกหูหิ้วที่ใส่อาหารทั้งหมดมาก็สามารถนำมาใช้ใส่ขยะอื่นๆ เพื่อแยกขยะตั้งแต่ต้นทางได้อีกด้วย

ถึงเราไม่ใช่คนส่งขยะ แต่เราปฏิเสธขยะได้

หลายคนอาจมองว่าขยะเดลิเวอรี่ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะสามารถจัดการอะไรได้ เพราะควรจะเป็นหน้าที่ของร้านอาหารหรือก็คือ ต้นทางของขยะมากกว่า ไทยพีบีเอสออนไลน์ลองพูดคุยกับ “นายธารา บัวคำศรี” ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อสอบถามถึงสถานการณ์ขยะเดลิเวอรี่ในไทย นายธารา ระบุว่า ในประเทศไทยเองอาจจะยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนถึงขนาดระบุได้ว่ามีการสร้างขยะจากอาหารเดลิเวอรี่มากถึงปีละกี่ตัน แต่จากการเติบโตและความนิยมของธุรกิจเดลิเวอรี่ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราทุกคนต้องคำนึงถึง

หากลองคิดว่าจะลดขยะด้วยการเลิกสั่งอาหารเดลิเวอรี่ก็คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะอาหารเดลิเวอรี่ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของเราไปแล้ว แต่ตัวเราเองสามารถลดขยะได้ จากการออเดอร์พิเศษว่างดรับช้อน-ส้อมพลาสติก ในเมื่อเราสั่งมากินที่บ้านหรือที่ทำงานที่ต้องมีอุปกรณ์เหล่านี้อยู่แล้วได้


นายธารา ย้ำว่า นอกจากการปฏิเสธตั้งแต่ต้นทาง สิ่งที่ต้องทำอีกอย่างสำหรับผู้บริโภค คือ การแยกขยะให้ถูกต้อง บางร้านอาหารใส่บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายง่ายแต่ผู้บริโภคไม่แยกขยะนำกล่องที่ทำจากชานอ้อยไปทิ้งรวมกันกับกล่องโฟมหรือถุงพลาสติก สุดท้ายความพยายามของเจ้าของร้านอาหารก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี

หากมองว่าเป็นปัญหามันก็จะเป็นปัญหาได้ แต่หากมองว่ามันเป็นโอกาส ก็อาจเป็นอีกช่องทางให้ผู้ประกอบการหรือร้านอาหารสามารถสร้างเอกลักษณ์หรือจุดขายได้ นายธารา ชวนไทยพีบีเอสออนไลน์คิดตาม เกี่ยวกับเคสของผู้ประกอบการชาวไต้หวันที่ขายชานมไข่มุกเดลิเวอรี่ โดยนำแนวคิดความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาเป็นจุดขาย

มีการทำแก้ว “FLOAT” ซึ่งเป็นแก้วที่มาจากกระบวนการรีไซเคิล และเป็นแก้วชาไข่มุกรีฟีลที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ พร้อมกับการคิดค้นแก้วด้านในที่มีตัวกรองอีกชั้นหนึ่งเพื่อรองรับให้ไข่มุกมากองรวมกันใกล้ๆ ปากแก้ว เพื่อทำให้ผู้บริโภคสามารถดื่มชานมไข่มุกได้โดยไม่ต้องใช้หลอด เป็นการลดขยะหลอดพลาสติกอีกทางหนึ่ง และได้รับความสนใจบนโซเชียลอย่างมาก

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตลาดอาหาร Delivery โตถึง 3.5 หมื่นล้าน กังวลเพิ่มขยะจากบรรจุภัณฑ์

 


ตลาดอาหาร Delivery โตถึง 3.5 หมื่นล้าน กังวลเพิ่มขยะจากบรรจุภัณฑ์

Tue, 11 Jun 2019 10:57:00

เมื่อต้นปี 2561 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เทรนด์การเติบโตของธุรกิจ Food Delivery ค่อนข้างสดใส ทำให้ตลาด Delivery อาหารที่เป็นเจ้าใหญ่มีมูลค่าสูงถึง 7,000-8,000 ล้านบาท มาจากปัจจัยของธุรกิจรับส่งอาหาร เช่น ฟู้ดแพนดา ไลน์แมน แกร๊บฟู้ด ลาล่ามูฟ อูเบอร์อีท และล่าสุดคือ เก็ทฟู้ด

ซึ่งธุรกิจรับส่งอาหารเหล่านี้ เข้ามาลดข้อจำกัดในการส่งอาหารให้กับธุรกิจร้านอาหารต่างๆ และเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายง่ายขึ้น และมากขึ้น ตามสไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ลดการเดินทาง ฯลฯ แต่ต้องการบริโภคอาหารอร่อยและมีคุณภาพ

นิตยสารฟอบส์ ฉบับภาษาไทย รายงานไว้ในบทความเรื่อง อาหารออนไลน์พุ่ง เติบโตพร้อมแทรนด์โมบาย เมื่อปี 2557 ตอนหนึ่งว่า ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการสั่งอาหารออนไลน์ของคนไทย ได้แก่ คุณภาพของอาหาร ร้อยละ 41 ความเร็วในการจัดส่ง ร้อยละ 20 และโปรโมชั่น ร้อยละ 18 ขณะที่กลุ่มลูกค้าอันดับแรกคือ 25-34 ปี มีสัดส่วน ร้อยละ 46 รองลงมา 18-25 ปี ร้อยละ 31

ขณะที่ความแตกต่างในการส่งอาหารของธุรกิจ Delivery มีตั้งแต่ผู้ส่งที่เป็นพนักงานของเชนสินค้าชนิดนั้น ไปจนถึงการส่งอาหารที่ลูกค้าสั่งซื้อจากร้านอาหารยอดนิยม ร้านอาหารข้างทาง โดยคิดค่าบริการตามระยะทาง เหมาจ่าย หรือไม่คิดค่าบริการ เพราะร้านอาหารเป็นผู้จ่ายแทนแต่ต้องสั่งในจำนวนมาก

ล่าสุด เดือน พ.ค.2562 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ธุรกิจ Food Delivery ในปี 2562 จะมีมูลค่าสูงถึง 33,000-35,000 ล้านบาท หรือ เติบโตขึ้นร้อยละ 41 จากปี 2561 เนื่องจากความนิยมในการสั่งอาหารของผู้บริโภคในเมือง ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนในการขยายตลาดนี้ให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลใจเกิดขึ้นก็คือ ธุรกิจ Food Delivery ส่งผลกระทบอย่างมาก จากขยะพลาสติกและโฟมที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากถุง ห่อใส่อาหาร ถุงเครื่องปรุง ซองใส่ช้อนตะเกียบ ซองซอสปรุงรสต่างๆ แก้วพลาสติก ขวดพลาสติก ซึ่งพลาสติกเหล่านี้ ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

แล้วเราจะช่วยกันแก้ปัญหาหรือลดปริมาณขยะจากการสั่งอาหาร Delivery ได้อย่างไร ขณะที่เรายังใช้บริการเช่นนี้

มีการตั้งสมมุติฐานขึ้นว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการอาหารให้ใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ ในการบรรจุอาหาร หรือใช้พลาสติกเท่าที่จำเป็นในการบรรจุอาหารเท่านั้น เพราะหากจะคาดหวังว่า จะแก้ปัญหาที่ปลายทางด้วยวิธีการกำจัดคงเป็นเรื่องยาก

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สั่งอาหารถึงบ้าน แถมขยะเดลิเวอรี่

 

 


ไทม์ไลน์ "เปรมชัย-ยงค์" ติดสินบนเจ้าพนักงาน

Tue, 11 Jun 2019 10:27:00

กว่า 1 ปี 4 เดือนที่คดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี ที่มีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียน-ไทย ดีเว๊ลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และพวกรวม 4 คนเป็นผู้ต้องหาคดีจะดำเนินตามขั้นตอนกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

แม้ในคดีหลัก (คดีล่าสัตว์ป่า) เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมาศาลจังหวัดทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มีคำพิพากษาจำคุก 16 เดือน นายเปรมชัย โดยยกฟ้องข้อหาร่วมกันเก็บหาของป่า และข้อหาร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) พร้อมชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง 2,000,000 บาท

แต่เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมาอัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดีเสือดำ ให้ลงโทษ"เปรมชัย"เป็นตัวการล่าสัตว์ และอุทธรณ์ ข้อหาร่วมกันพกพาอาวุธปืน และพาอาวุธมีด เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งศาลจังหวัดทองผาภูมิ พิพากษาว่าเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงบทหนัก ฐานพาอาวุธปืน อุทธรณ์ขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 3,012,000 บาทเต็มตามฟ้อง 

ขณะที่อีกหนึ่งคดีที่ตัดสินวันนี้ (11 มิ.ย.) คือ "ติดสินบนเจ้าพนักงาน” เป็นคดีที่มีผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์จับกุมคณะของนายเปรมชัย พร้อมพวกรวม 4 คน ในจุดไม่อนุญาตให้ค้างแรมของพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก พร้อมอาวุธปืน เครื่องกระสุน และซากสัตว์ป่า

โดยส่วนหนึ่งของเสียง ที่อ้างถึงถึงการพูดคุยกันของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หลังจากถูกควบคุมตัว บางช่วงมีข้อความว่า

หากเหตุการณ์นี้ ไม่มีอะไรแล้ว ก็ขอกันได้ อยากจะส่งลูกน้องบรรทุกมาให้
เดี๋ยวให้ผู้ใหญ่ก็มาคุย มันมีช่อง กฎหมายก็มีช่อง

นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบว่า นายเปรมชัย และพวกอีกหนึ่งคน คือ นายยงค์ โดดเครือ คนขับรถ ได้ร่วมกันเสนอว่าจะให้หรือรับว่าจะให้สินบนแก่ เจ้าพนักงานผู้จับกุม เพื่อแลกกับการปล่อยตัว ไม่ดําเนินคดีในข้อหาดังกล่าว พร้อมมีหลักฐานเป็นคลิปเสียงต่อรอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ฟังชัดๆ คลิปเสียงปริศนา ต่อรองหลังจับ "เปรมชัย"

โดยอัยการศาลอาญา แผนกคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 สั่งฟ้อง นายเปรมชัย และนายยงค์ในข้อหาพยายามติดสินบนเจ้าพนักงาน และศาลได้ประทับคำร้องในความผิดฐาน “ร่วมกันให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทําการ ไม่กระทําการ หรือประวิงการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่” ตาม ป.อาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83

 

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ลำดับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

5 มี.ค.2561 พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือปปป. ระบุว่า วันที่ 7-8 มี.ค.นี้ พนักงานสอบสวน ปปป.จะลงพื้นที่จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจสอบและสอบปากคำนายวิเชียร 

7 มี.ค.2561  พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการ ปปป.เดินทางไปที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อสอบสวนนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก และพยานที่อยู่ในเหตุการณ์กรณีที่มีการแจ้งความในคดีนายเปรมชัย กับพวก พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่

8 มี.ค.2561  ทีมตำรวจ และปปป. เข้าไปจำลองสถานการณ์ในสถานที่จริง

14 มี.ค.2561 นายเปรมชัย เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาคดีการครอบครองงาช้างแอฟริกา อาวุธปืน และคดีพยายามติดสินบน ที่ บก.ปทส. 

20 มี.ค.2561 นายเปรมชัย และนายยงค์ พร้อมทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป.รับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมติดสินบนเจ้าหน้าที่” เพิ่มอีก 1 ข้อหา หลังจากปฏิเสธข้อกล่าวหาคดีพยายามติดสินบนนายวิเชียร หน.เขตทุ่งใหญ่ ไปแล้วเมื่อ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา

30 มี.ค.2561 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เร่งรัดให้พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีครอบครองงาช้างโดยไม่ถูกกฎหมาย ครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ถูกกฎหมาย และร่วมกันให้สินบนเจ้าพนักงาน ให้อัยการ

 

30 เม.ย.2561 อัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานคดีอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 7 แถลงคำสั่งฟ้องนายเปรมชัย และนายยงค์ ในคดี ร่วมกันติดสินบนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และ 83 ที่สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ภาค 7 เขตเทศบาลเมือง จ.สมุทรสงคราม มีคำสั่งประทับรับฟ้องจำเลยทั้ง 2 ไว้พิจารณา

30 เม.ย.2561 นายเปรมชัย และนายยงค์ ให้การปฏิเสธ พร้อมแถลงว่า ยังไม่มีทนายความ และประสงค์จะแต่งตั้งทนายความสู้คดีเอง จึงขอเลื่อนคดีไปก่อน ทั้ง 2 คนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวประกันเป็นเงินสด คนละ 100,000 บาท และนัดสอบคำให้การทั้ง 2 อีกครั้งในวันที่ 28 พ.ค. 2561

22 พ.ค.2561 อัยการศาลอาญา แผนกคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 สั่งฟ้อง นายเปรมชัย กับพวก ข้อหาพยายามติดสินบนเจ้าพนักงาน ในความผิดฐาน “ร่วมกันให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทําการ ไม่กระทําการ หรือประวิงการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่” ตาม ป.อาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 โดยพนักงานสอบสวนได้รับคําร้องทุกข์ไว้ตามคดีอาญาที่ 1/2561 ลงวันที่ 8 ก.พ.61

28 พ.ค.2561 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 นัดสอบคำให้การจำเลยทั้ง 2 คนในคดี ความผิดฐาน “ร่วมกันให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทําการ ไม่กระทําการ หรือประวิงการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่” ตาม ป.อาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83

11 มิ.ย.2562 นายเปรมชัย ทนายความส่วนตัว เดินทางมาถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 จ.สมุทรสงคราม เพื่อรอฟังคำตัดสินในคดีติดสินบน

โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา และนับโทษต่อจากศาลจังหวัดทองผาภูมิ ส่วนนายยงค์ ศาลพิจารณาแล้วว่า ไม่เกี่ยวข้อง ให้ยกฟ้อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

จำคุก 1 ปี “เปรมชัย” ติดสินบนคดีล่าเสือดำ

11 มิ.ย.นี้ ตัดสิน “เปรมชัย” ติดสินบนคดีล่าเสือดำ

 

 

 


จำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา "เปรมชัย" ติดสินบนคดีล่าเสือดำ

Tue, 11 Jun 2019 10:18:00

วันนี้ (11 มิ.ย.2562) เมื่อเวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 นัดฟังคำพิพากษากรณีพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 ยื่นฟ้อง นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียน-ไทย ดีเว๊ลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และนายยงค์ โดดเครือ จำเลยที่ 2 ข้อหา “ร่วมกันให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทําการ ไม่กระทําการ หรือประวิงการกระทําอันมิชอบด้วยหน้าที่” ตาม ป.อาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 หรือเสนอให้สินบนเจ้าพนักงาน

โดยศาลอาญาคดีทุจริตคดีมิชอบภาค 7 ได้พิจารณา คดีเปรมชัย จำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ ให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา และรับโทษต่อจากศาลจังหวัดทองผาภูมิ ที่พิพากษาในคดีล่าสัตว์ป่า ซึ่งคดีดังกล่าวมีโทษ จำคุก 1 ปี 16 เดือน ซึ่งอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ 

ส่วนนายยงค์ ศาลพิจารณาแล้วว่า ไม่เกี่ยวข้อง ให้ยกฟ้อง ทั้งนี้แม้ว่าจะมีหลักฐานเป็นคลิปเสียงสนทนาความยาว 20 นาที แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของนายเปรมชัย เนื่องจากว่าเป็นการพูดคุยคนละช่วงเวลา และเป็นลักษณะพูดคุยทั่วไป 

ต่อมา นายเปรมชัย ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากทนายยื่นวงเงินประกัน 200,000 บาท โดยเปรมชัยสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน

ทั้งนี้นายเปรมชัย ยังมีคดีครอบครองงาช้างแอฟริกา โดยเป็นจำเลยร่วมกับภรรยา คดีนี้ศาลอาญากำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 8-9 ส.ค.นี้ และสืบพยานจำเลยในวันที่ 13-14 ส.ค.เช่นกัน

ส่วนและคดีครอบครองอาวุธปืนไรเฟิลโดยไม่ได้รับอนุญาตที่พนักงานอัยการคดีอาญา 8 ยื่นฟ้องนายเปรมชัย มีอาวุธปืนยาวไรเฟิล 3 กระบอก และปืนแก๊ป 1 กระบอกไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในบ้านพักเลขที่ 12/3 ซ.ศูนย์ วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ศาลอาญา กำหนดนัดสืบพยานเริ่มวันที่ 9 ก.ค.นี้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ไทม์ไลน์ "เปรมชัย-ยงค์" ติดสินบนเจ้าพนักงาน

11 มิ.ย.นี้ ตัดสิน “เปรมชัย” ติดสินบนคดีล่าเสือดำ

 


11 มิ.ย.นี้ ตัดสิน “เปรมชัย” ติดสินบนคดีล่าเสือดำ

Mon, 10 Jun 2019 22:25:00

วันนี้ ( 10 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 นัดฟังคำพิพากษากรณีพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 ยื่นฟ้อง นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และนายยงค์ โดดเครือ จำเลยที่ 2

โดยคดีติดสินบนเจ้าพนักงาน เป็นคดีที่มีผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์จับกุมคณะของนายเปรมชัย พร้อมพวกรวม 4 คน ในจุดไม่อนุญาตให้ค้างแรมของพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก พร้อมอาวุธปืน เครื่องกระสุน และซากสัตว์ป่า

ซึ่งนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบว่านายเปรมชัย และพวกอีกหนึ่งคน คือ นายยงค์ได้ร่วมกันเสนอว่าจะให้หรือรับว่าจะให้สินบนแก่ เจ้าพนักงานผู้จับกุม เพื่อแลกกับการปล่อยตัว ไม่ดําเนินคดีในข้อหาดังกล่าว พร้อมมีหลักฐานเป็นคลิปเสียงต่อรอง

นอกจากคดีติดสินบนแล้ว นายเปรมชัย ยังมีคดีครอบครองงาช้างแอฟริกา 2 คู่ ไว้ในครอบครอง ซึ่งนายเปรมชัย และนางคณิตดา ภรรยานายเปรมชัย รวมทั้ง น.ส.วันดี สมภูมิ แม่บ้าน อายุ 71 ปี เป็นจำเลย ฐานร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (งาช้าง) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 คดีนี้ศาลอาญากำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 8-9 ส.ค.นี้ และสืบพยานจำเลยในวันที่ 13-14 ส.ค.เช่นกัน

ส่วนคดีที่ 3 คดีครอบครองอาวุธปืนไรเฟิลโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 8 ยื่นฟ้องนายเปรมชัย มีอาวุธปืนยาวไรเฟิล 3 กระบอก และปืนแก๊ป 1 กระบอกไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในบ้านพักเลขที่ 12/3 ซ.ศูนย์ วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ศาลอาญา กำหนดนัดสืบพยานเริ่มวันที่ 9 ก.ค.นี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"เปรมชัย-ยงค์"เข้ารับทราบข้อหาร่วมติดสินบนอีก 1 คดี

“เปรมชัย”ปฏิเสธข้อหาพยายามติดสินบนจนท.ทุ่งใหญ่

" ถ้าปล่อยผม อยากได้อะไรจะหามาให้" 5 ปากชัด "เปรมชัย"ติดสินบน

 


"กรมอุทยานฯ" เบรกแข่งรถทุกชนิดผ่านป่าอนุรักษ์

Mon, 10 Jun 2019 12:01:00

วันนี้ (10 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Panida Nong โพสต์ข้อความว่า "คัดค้านการอนุญาตใช้ป่าอนุรักษ์ป่าสงวนเป็นสนามแข่ง"  โดยก่อนหน้านี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กระบุว่า งานนี้ต้องหวังพึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งกรมอุทยานและกรมป่าไม้ จากแผนที่ที่เห็นแว้บๆ ในวิดีโอปีก่อน คาดเดาว่าเส้นทางในการจัดแข่งขันความเร็วของบิ๊กไบค์กว่า 100 คัน น่าจะใช้เส้นทางในเขตป่าสงวนบ้านสามหมื่น (กรมป่าไม้) กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น (กรมอุทยานฯ) ซึ่งเป็น พท.ป่ารอยต่อกันในอำเภอแม่ระมาด

มีการเริ่มปล่อยตัวเข้าไปในป่าสงวนบ้านสามหมื่น แล้วข้ามน้ำแม่ตื่นเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์ฯ แม่ตื่น วิ่งระยะหนึ่งในเขตรักษาพันธ์ฯ แม่ตื่น แล้วข้ามน้ำแม่ตื่นกลับเข้ามาในเขตป่าสงวนแห่งชาติบ้านสามหมื่น แล้วออกมาหมู่บ้านฝั่งตรงข้ามรร.ท่านผู้หญิงพรสมฯ ตามภาพที่วงกลมสีชมพูไว้

**หากเส้นทางเป็นจริงดังที่คาดเดาเช่นนี้เนื่องจากไม่มีภาพแผนที่จัดแข่งขันงานปีก่อนในมือที่แน่ชัด เป็นเรื่องที่ดูจะร้ายแรงกว่าเนื่องจากเป็นการเข้าไปจัดแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบากกันในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตป่าสงวน โดยไม่ขออนุญาต

มีรายงานว่าเบื้องต้นตามกำหนดจะมีการจัดงานวันที่ 15-16 มิ.ย.นี้ 

ถามคำเดียวไม่กระทบสิ่งแวดล้อมหรือครับ?

นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ @Disaster_TH ระบุว่า ขอเรียกให้ตรวจสอบการจัดการแข่งขันบิ๊กไบค์ ในเขตอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก ของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ นั่นโดยเร็ว จำนวนบิ๊กไบด์กว่า 100 คัน รถยนต์อีกกว่า 60-70 คัน คนราว 200-300 คน

ถามคำเดียวคิดว่าไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือครับ  

 

ยืนยันไม่อนุญาตแข่งรถในเขตอุทยานฯ

ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์ นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า กรณีที่มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ แจ้งข่าวสารทางกรมอุทยานฯ ตรวจสอบไปที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ แล้วยืนยันว่าไม่มีการอนุญาตแข่งรถ แต่เนื่องจากพื้นที่อาจจะคาบเกี่ยวกับของกรมป่าไม้ ตอนนี้กำลังดูว่ามีการขอผ่านไปทางกรมป่าไม้หรือไม่

โดยหลักการกรมอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้จัดแข่งขันรถทุกชนิดในเขตอุทยานฯ อยู่แล้ว ที่ผ่านมา แม้แต่รถบิ๊กไบค์ที่มีการท่อเสียงดัง และวิ่งด้วยความเร็วในเขตอุทยานฯ เช่นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก็ยังไม่อนุญาตให้ขึ้นไป เพราะจะกระทบต่อสัตว์ป่า

นายสมโภชน์กล่าวว่า แต่กรณีที่บิ๊กไบค์เข้ามาพักผ่อนคราวละ 10-20 คัน หรือมาท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ตามปกติ ก็สามารถทำได้ และขึ้นอยู่กับจำนวนรถ และบ้านพัก หรือจุดกางเตนท์รองรับเพียงพอหรือไม่ แต่ต้องอยู่ในพื้นที่ และทำเฉพาะกิจกรรมที่อนุญาตเท่านั้น

พื้นที่อุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า มีข้อกำหนดที่ชัดเจน ไม่อนุญาตกิจกรรมกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า