กรมสรรพสามิต จ่อลดภาษี รถ-เรือไฟฟ้า แก้ปัญหาฝุ่น

Sun, 17 Feb 2019 13:31:00

วันนี้ (17 ก.พ.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภายใน 1-2 สัปดาห์จะเสนอมาตรการทางภาษีสรรพสามิต ให้รัฐกระทรวงการคลังพิจารณา ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หากผู้ประกอบการรถยนต์รายใดติดตั้งอุปกรณ์ลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กจากโรงงานผลิต ให้ได้เท่ากับมาตรฐานยูโร 5 ที่ปล่อยค่าฝุ่นละออง 0.005 มิลลิกรัม จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลง แต่ไม่เป็นการบังคับให้ทุกรายต้องติดตั้งเครื่องดังกล่าว และจะประสานกระทรวงอุตสาหกรรมให้สนับสนุนผู้ประกอบการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับรถยนต์ดีเซล ลดค่าฝุ่นละอองเทียมเท่ากับมาตรฐานยูโร 5 ให้เร็วขึ้น จากกำหนดจะบังคับให้รถยนต์ที่จะผลิตออกมาใหม่ในอีก 3 ปีข้างหน้า ต้องเป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5

รวมถึงนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า เหลือร้อยละ 2 และยกเว้นภาษีนำเข้า ในกรณีที่บริษัทผู้ผลิตได้เข้ารับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ในอัตราร้อยละ 8 แต่หากพบว่าผู้ประกอบการไม่สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ตามที่กำหนดกับบีโอไอ จะเรียกคืนภาษี จากที่บริษัทเคยได้รับส่วนลดไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด เพื่อเป็นการจูงใจให้บริษัทเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ตามเป้า

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เชื่อว่า ปัญหามลพิษ PM 2.5 เกินมาตรฐาน จะสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ดังนั้นจึงอยากเห็นนโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังมากขึ้น

ขณะที่ปลายปีนี้บริษัทจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเอ็มพีวี หลังได้รับการอนุมัติจากบีโอไอในการทำโครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้ามูลค่าการลงทุน 1,092 ล้านบาท ขณะนี้ติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าไปแล้ว 300 จุด และตั้งเป้าหมายภายในสิ้นปีนี้จะครบ 1,000 จุด

ส่วนราคายานยนต์ไฟฟ้ามั่นใจว่า ราคาจะต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพราะสามารถควบคุมต้นทุนจากแบตเตอรี และกำลังก่อสร้างโรงงานแบตเตอรีแห่งใหม่ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จะมีเอกชนหลายรายเข้ามาแข่งขันมากขึ้น

นายอมร ยังระบุว่า ในสิ้นปีนี้จะหันมาทำตลาดเรือไฟฟ้า เพื่อให้บริการผู้โดยสารแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 20 ลำ และจะทยอยนำมาให้บริการให้ครบ 54 ลำในปีหน้า ซึ่งอยู่ระหว่างรอกฎระเบียบจากกรมเจ้าท่าที่จะรับรองการให้บริการของเรือไฟฟ้า

 

 

 


สะท้อนเสียงชาวนา ต่อ "พ.ร.บ.พันธุ์ข้าว"

Fri, 15 Feb 2019 19:36:00

นาข้าวมากกว่า 400,000 ไร่ ใน จ.ราชบุรี อาจลดน้อยลง หากพระราชบัญญัติข้าวฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ เพราะกฎหมายระบุชาวนา ผู้รับจ้างทำนา ผู้ให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร หรือแม้แต่ผู้รับจ้างฉีดพ่นปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการทำนา ต้องยื่นจดทะเบียน ซึ่งชาวนาหลายคนกังวลอาจขาดแคลนแรงงาน

 

 

ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่จะนำมาเพาะปลูก ก็ต้องซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่ยื่นจดทะเบียนและผ่านการรับรองตามที่คณะกรรมการข้าวกำหนดเท่านั้น ไม่สามารถนำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้มาปลูกได้ ซึ่งหากเมล็ดพันธุ์ที่กำหนดให้จำหน่ายมีราคาแพง จะยิ่งเพิ่มต้นทุนให้กับชาวนา

 

 

นายฤกษ์ พรหมดี ชาวนา จ.ราชบุรี กล่าวว่า "ชาวนาน้อย ๆ เขาจะซื้อเอา ชาวนารายใหญ่ก็ซื้อไม่ไหวต้นทุนสูง หากราคาสูง หรือ พันธุ์ข้าวถุงละ 600 บาท ขายได้เกวียนละ 10,000 บาท ก็พอรับได้ แต่ถ้าขายได้แค่ 7,000 บาทก็ไม่ไหว"

ขณะที่นายวลิต เจริญสมบัติ ประธานศูนย์ส่งเสริมและผลิตภัณฑ์ข้าวชุมชน กล่าวว่า "จะเกิดกระบวนการทำให้เกิดโซนนิ่งการทำนา ชาวนาภาคกลางก็ผลิตข้าว กข.43 ไม่ต้องแข่งกับชาวนาภาคอีสานที่ผลิตข้าวพันธุ์ลืมผัว ภาคเหนือก็มีข้าวสันป่าตอง ภาคใต้ก็ผลิตข้าวพื้นเมืองอย่างข้าวสังข์หยด ก็จะนำไปสู่การต่อยอดผลิตข้าวสุขภาพ"

ด้านนายประโยชน์ เสลานนท์ ชาวนา จ.ราชบุรี กล่าวว่า "ต้องซื้อพันธุ์จาทางโซนนิ่ง ทางโซนจีไอเขาเลย แล้วเราก็ปลูกมาขยายเอง เพื่อที่จะจำหน่ายแปรรูปเท่านั้น เราไม่อาจขายเป็นพันธุ์ข้าวได้ ซึ่งข้าวที่เป้นจีไอมูลค้าก็จะดีขึ้น

แต่ข้อดีของกฎหมายจะทำให้ข้าวของไทยมีคุณภาพ เพราะสามารถกำหนดพื้นที่สำหรับปลูกข้าวในสายพันธุ์ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดส่งผลให้ราคาข้าวไม่ตกต่ำ

 

 

ข้อดีอีกอย่างหากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ คือ การส่งเสริมให้ชาวนารวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน กลายเป็นผู้ผลิต ผู้พัฒนาสายพันธุ์ ผู้รวบรวม ผู้แปรรูปสินค้า และผู้กำหนดราคาจำหน่ายข้าวเอง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

 


กรมบัญชีกลางเตรียมจ่ายเงินช่วย "ค่าน้ำ-ค่าไฟ" จันทร์นี้

Fri, 15 Feb 2019 15:46:00

วันนี้ (15 ก.พ.62) น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติม ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังมีอีก 1 มาตรการที่กรมบัญชีกลางกำลังดำเนินการ คือ มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา โดยผู้มีสิทธิที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาท ต่อครัวเรือนต่อเดือน ที่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)ไว้แล้ว จะได้รับความช่วยเหลือ ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2561 – ก.ย.2562

การใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว ผู้มีสิทธิจะต้องชำระเงินค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาไปก่อน ตามใบแจ้งหนี้ประจำเดือนที่เรียกเก็บจากการใช้ไฟฟ้า/น้ำประปา ของเดือน ธ.ค.2561 – ก.ย.2562

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางจะประมวลผลข้อมูลการใช้สิทธิรับเงินช่วยเหลือมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำประปา โดยให้ครัวเรือนละ 1 สิทธิ/เดือน และจะโอนเงินชดเชยค่าไฟฟ้า/น้ำประปา เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ตามจำนวนที่ผู้มีสิทธิได้ชำระไว้ตามจริง ในเดือนถัดไปหลังจากผู้มีสิทธิได้ชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ โดยจะจ่ายทุก ๆ วันที่ 18 ของเดือน เริ่มจ่ายเดือนแรก วันที่ 18 ก.พ.2561

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวเพิ่มว่า กรมบัญชีกลางเตรียมจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าว ซึ่งเป็นยอดการใช้จ่ายของผู้มีสิทธิที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาไม่เกินวงเงินที่กำหนด ในเดือน ธ.ค.2561 โดยจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ในวันที่ 18 ก.พ.2562 เป็นเดือนแรก ให้กับผู้ใช้สิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง จำนวน 2,281 คน เป็นเงิน 345,642 บาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 826,762 คน เป็นเงิน 144,546,378 ล้านบาท การประปานครหลวง จำนวน 4,186 คน เป็นเงิน 278,161 บาท และการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 26,287 คน เป็นเงิน 1,819,446 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิ ยังสามารถลงทะเบียนใช้สิทธิเพิ่มเติมได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยผู้ใช้ไฟฟ้า/น้ำประปาที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในเขตกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี ลงทะเบียนรับสิทธิ กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) www.mea.or.th การประปานครหลวง (กปน.) www.mwa.co.th ต่างจังหวัดลงทะเบียนรับสิทธิกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) www.pea.co.th และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) www.pwa.co.th หรือที่สำนักงานการไฟฟ้า/สำนักงานประปา ทุกแห่ง

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งมาตรการ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้มีรายได้น้อย ที่รัฐบาลมุ่งหวังช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการลดภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

 


สนช.ระบุ พ.ร.บ.ข้าว ไม่กระทบเมล็ดพันธุ์ชาวนา

Thu, 14 Feb 2019 20:04:00

สื่อสังคมออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ส่วนใหญ่แสดงความกังวลว่าชาวนาจะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่สามารถผลิตพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ และจำกัดให้ต้องใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทใหญ่เท่านั้น จนถึงขั้นหาช่องทางไม่รับร่างกฎหมายฉบับนี้

วันนี้ (14 ก.พ.2562) นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ข้าว ปฏิเสธว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด พร้อมชี้แจงว่า ร่างกฎหมายนี้ระบุให้ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ต้องจำหน่ายพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้รับการรับรองและมีการสุ่มตรวจ เพื่อให้ชาวนามีเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ แต่ไม่มีผลบังคับกับชาวนา

ข่าวเท็จ ไม่มีข้อเท็จจริงในกฎหมายฉบับนี้เลย อยากให้ชัดเจนว่าพี่น้องชาวนาสามารถปลูก ขาย แลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี ไม่มีขอบเขต ยกเว้นศูนย์หรือร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ต้องผ่านมาตรฐาน

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การออกกฎหมายทุกฉบับมุ่งให้เกิดกับประโยชน์กับเกษตรกร โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างการผลิตที่ต้องสร้างการแข่งขัน และยกระดับสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตให้กับเกษตรกร

พยายามทำให้สินค้าเกษตรทุกตัวมีคุณภาพ ไม่ใช่เฉพาะข้าวมีมูลค่า ต้องพัฒนาร่วมกันและการเมืองต้องเข้ามาช่วยให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต

ขณะที่นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า หากเกิดปัญหาพันธุ์ข้าวชนิดใดที่จะสร้างความเสียหาย สามารถออกกฎกระทรวงแก้ไขเป็นรายกรณี เช่น กรณีข้าวปลอมต้องออกกฎให้ชาวนาต้องมาขึ้นทะเบียนก่อนจำหน่ายพันธุ์ข้าว เพื่อดูแลคุณภาพข้าวให้ได้มีประสิทธิภาพ

ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ผ่านชั้นกรรมาธิการแล้ว เพื่อเตรียมส่งให้คณะกรรมการตรวจร่างของ สนช. ตรวจสอบอีกครั้งในวันที่ 18 ก.พ.นี้ จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และวาระที่ 3 คาดว่าจะบรรจุในวาระของการประชุม สนช.ช่วงปลายสัปดาห์หน้า หรือสัปดาห์ถัดไป

 


ศาลนัดไต่สวนปม "วอยซ์ ทีวี" ขอกลับมาออกอากาศ พรุ่งนี้

Thu, 14 Feb 2019 09:18:00

วันนี้ (14 ก.พ.2562) นายประทีป คงสิบ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ วอยซ์ ทีวี เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (15 ก.พ.) ศาลปกครองกลาง มีคำนัดทางวอยซ์ ทีวี เพื่อนัดไต่สวนเวลา 10.00 น. ตามสำนวนที่ยื่นร้อง ขอให้กลับมาออกอากาศได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาว่าจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หรือไม่คุ้มครอง โดยวันพรุ่งนี้ นอกจากผู้บริหารแล้ว จะมี ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล พิธีกรและผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ช่องวอยซ์ ทีวี เดินทางมารับฟังการไต่สวนด้วย

ก่อนหน้านี้ เวลา 08.00 น. นายประทีป พร้อมทนายความเดินทางมาที่ศาลปกครอง เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1. อุทธรณ์คำสั่ง กสทช.ที่มีมติเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 สั่งพักใช้ใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์วอยซ์ ทีวี เป็นเวลา 15 วัน และประเด็นที่ 2 ขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ออกคำสั่งความคุ้มครองชั่วคราว ให้ออกอากาศได้ต่อเนื่อง หลังจากมติ กสทช.เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้จอดำต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

 

 

 

 

สำหรับการยื่นฟ้องครั้งนี้ บริษัท วอยซ์ ทีวี ฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นจำเลยที่ 1 และสำนักงาน กสทช.เป็นจำเลยที่ 2 ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการหยุดประกอบกิจการชั่วคราว 15 วัน ขณะนี้บริษัทได้ประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 76 ล้านบาท จากการหยุดออกอากาศ 15 วัน แต่ประเด็นนี้ บริษัทจะยังไม่ยื่นฟ้องในวันนี้ เนื่องจากต้องการรอความชัดเจนก่อนว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งคุ้มครองให้ออกอากาศได้หรือไม่ แล้วจึงจะตัดสินใจอีกครั้ง

 

 

 

 

 

นายประทีป ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ จะขอเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 ที่เกี่ยวข้องกับการจัดรายการ วิจารณ์การทำหน้าที่ของ คสช.โดยทันที เนื่องจากขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้ง 2562 ซึ่งการยังคงประกาศทั้ง 2 ฉบับไว้ในช่วงที่มีการเตรียมเลือกตั้งไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของบรรยากาศประเทศไทย และยังเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนด้วย

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

3 สมาคมสื่อขอ "กสทช." ทบทวนคำสั่งปิด "วอยซ์"

กสทช.สั่งพักใบอนุญาต "วอยซ์ ทีวี" 15 วัน ชี้สร้างความสับสน-ยั่วยุ

 

 


ค่ายรถพร้อมผลิตรถมาตรฐานยูโร 5 ภายในปี 2564

Thu, 14 Feb 2019 07:28:00

เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.2562) นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ 9 ยี่ห้อ ได้ตอบรับกำหนดเวลาบังคับใช้มาตรฐานมลพิษระดับยูโร 5 ในการผลิตรถยนต์ใหม่ทุกรุ่นทุกคันภายในปี 2564 จากกำหนดเดิมปี 2567 เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM 2.5 และปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยในระยะยาว รวมทั้งจะเร่งรณรงค์ให้ผู้ที่ใช้รถยนต์มาตรฐานยูโร 4 ที่เครื่องยนต์สามารถเติมน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ได้ หันมาเติมยูโร 5 ซึ่งมีจำหน่ายบ้างแล้วตามสถานีบริการน้ำมัน เพราะจะช่วยลดมลพิษ โดยเฉพาะฝุ่นละอองลดลงร้อยละ 20-25

 

ณัฐพล รังสิตพล

ณัฐพล รังสิตพล

 

 

ในการประชุมบริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่ขานรับนโยบาย แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นก็ตาม โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการรถยนต์ ระบุว่า ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 15,000-20,000 บาทต่อคัน แต่เมื่อมีการคำนวณว่าประชาชนจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ในการซื้อหน้ากาก N 95 ทุกวัน คิดเป็น 18,250 บาทต่อปีต่อคน หากคิดเฉพาะคนกรุงเทพฯ 11 ล้านคน จะเป็นจำนวนเงินถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี ไม่รวมกับค่าเครื่องกรองอากาศอีกเฉลี่ย 20,000 บาทต่อหลังคาเรือน การซื้อรถยนต์ที่แพงขึ้นจึงคุ้มกว่า

 

 

 

นายโมริคาซุ ชกคิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทพร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เพราะรถยนต์ที่ส่งออกไปในตลาดยุโรปผ่านมาตรฐานยูโร 6 แล้ว อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมา และอาจส่งผลกระทบกับราคาขาย จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาอย่างรอบคอบ

 

 

 

ทั้งนี้่ แม้หน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจ พร้อมดำเนินการยกระดับเป็นยูโร 5 แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องให้ความรู้กับหน่วยงานต่างๆ และประชาชนด้วย เช่น การห้ามเผาในที่โล่งแจ้ง การปล่อยควันในโรงงานอุตสาหกรรม นโยบายขนส่งที่เข้มงวด ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันหาแนวทางแก้ปัญหา ไม่ใช่หน้าที่ใครคนใดคนหนึ่ง

 

 

 

 

 


รู้ผลสอบพนักงาน "นิวเจนแอร์เวย์ส" ด่าผู้โดยสารกลางสนามบิน

Wed, 13 Feb 2019 13:02:00

กรณีเพจเฟซบุ๊ก Red Skull ช่วยเหลือเหยื่อจากชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เผยแพร่คลิปความยาวประมาณ 2 นาที เป็นเหตุการณ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่จุดตรวจค้นของสายการบินนิวเจนแอร์เวย์ แสดงกิริยาและวาจาไม่สุภาพกับผู้โดยสาร เนื่องจากผู้โดยสารคนดังกล่าวนำกระเป๋าขึ้นเครื่องเกิน 5 กิโลกรัม โดยเหตุดังกล่าวเกิดที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จนมีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์

วันนี้ (13 ก.พ.2562) สายการบินนิวเจนแอร์เวย์ส ได้ส่งหนังสือพร้อมข้อความระบุว่า ขออภัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของเจ้าหน้าที่พนักงานที่ให้บริการภาคพื้นดิน โดยสายการบิน จะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง และจะพิจารณาตามกฎระเบียบของบริษัทเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก

ขณะเดียวกันสายการบินนิวเจนแอร์เวย์ส ยังยืนว่าสายการบินอนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถนำกระเป๋าสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 5 กิโลกรัมต่อคน แต่ทางนักท่องเที่ยวรายดังกล่าวไม่ปฏิบัติตาม ส่วนการสอบสวน คาดว่าจะรู้ผลภายในวันนี้ หากพนักงานของสายการบินผิดจริงจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทที่กำหนดไว้เริ่มตั้งแต่ตักเตือนพักงานและร้ายแรงที่สุดคือให้ออกจากงาน

 


ชาวนาค้านร่าง พ.ร.บ.ข้าว หวั่นถูกผูกขาดเมล็ดพันธุ์

Wed, 13 Feb 2019 11:02:00

ข้าวพันธุ์พื้นเมืองทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้ากว่า 10 สายพันธุ์ เช่น ข้าวพันธุ์เล้าแตก ข้าวพันธุ์ลืมผัว ซึ่งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นเมือง ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร ได้รวมกลุ่มคัดเลือกสายพันธุ์และจำหน่ายให้กับเกษตรกรมาตั้งแต่ปี 2548 แต่ละปีกำลังการผลิตกว่า 30 ตัน

นายดาวเรือง พืชผล ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ กล่าวว่า แม้คณะกรรมาธิการวิสามัญจะเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในร่างแก้ไข พ.ร.บ.ข้าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มวิสาหกิจฯ เนื่องจากได้จดทะเบียนและขออนุญาตกับกรมการข้าวอย่างถูกต้องแล้ว แต่หากตีความร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งเกษตรกรไม่สามารถคัดสายพันธุ์ข้าวได้เองหรือต้องไปลงทะเบียนให้ถูกต้องนั้น ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการบีบบังคับวิถีของเกษตรกรมากเกินไป

อุบล อยู่หว้า

อุบล อยู่หว้า

ขณะที่นายอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ระบุว่า ขณะนี้ไทยยังไม่มีองค์กรที่จัดการเรื่องข้าวอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การผลิต การแปรรูปและการตลาด เมื่อมี พ.ร.บ.ข้าว บังคับใช้ ซึ่งอาจจะไปควบคุมการผลิตของเมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตร ยิ่งเป็นการซ้ำเติม เพราะปัจจุบันเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์เอง รัฐบาลควรจะใช้ พ.ร.บ.พันธุ์พืชปี 2518 มาใช้ เพื่อให้เกษตรกรได้ปรับปรุงเมล็ดพันธุ์

การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์มี พ.ร.บ.พันธุ์พืชปี 2518 ควบคุมอยู่ จึงควรไปดูรายละเอียดในกฎหมายและปรับปรุงให้ชาวนามีโอกาสจัดการตัวเอง ไม่ใช่สร้างกฎหมายใหม่ที่รวมศูนย์อำนาจเข้าหน่วยราชการและบังคับชาวนาเข้าสู่ระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ บอกได้เลยว่าชีวิตชาวนาจะไม่ดีขึ้นจากกฎหมายนี้

ชาวนาหวั่นผลกระทบเมล็ดพันธุ์ข้าว

ขณะที่ผู้จำหน่ายพันธุ์ข้าวย่านถนนข้าวปลูก บริเวณถนนสายท่าชัยนางลือ อ.เมือง จ.ชัยนาท ที่มีผู้ประกอบการข้าวปลูกและมีโกดังจำหน่ายเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก โดยนายไพศาล จิ๋วรี เจ้าของสัญญาพันธุ์ข้าว 9 ตั้ง ชมรมผู้ผลิตพันธุ์ข้าว ยอมรับว่า ยังไม่มีความเข้าใจกับร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายพันธุ์ โดยนายไพศาลเล่าว่า ที่ผ่านมาชาวนาในพื้นที่ได้จัดตั้งชมรมผู้ผลิตพันธุ์ข้าวขึ้นมา เนื่องจากที่ผ่านมาเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงส่งเสริมให้ชาวนารวมกลุ่มกันผลิตพันธุ์ข้าว โดยเจ้าหน้าที่จากกรมการข้าวเข้ามาตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งไปขายทั่วประเทศ

 

นายไพศาล ยังยอมรับว่า ไม่มีความรู้เรื่องการแก้ไขกฏหมายเพื่อจะเข้ามาควบคุมการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ทั้งที่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและยืนยันว่าที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ออกจำหน่ายมาตลอด

เป็นไปไม่ได้ เพราะงบประมาณ อัตรากำลังไม่เพียงพอแน่ พื้นที่ของเราที่ทำนา 100% เขาสามารถมีปริมาณข้าวรองรับได้ไม่เกิน 20% ทั่วประเทศ เขาจะต้องส่งเสริม ตอนนี้ผมทราบแต่นโยบายในอดีต แต่ร่างกฎหมายใหม่นี้ไม่ทราบ

ขณะเดียวกันชาวนาใน จ.ปราจีนบุรี เริ่มกังวลใจว่าจะกระทบกับการซื้อหาเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในปีต่อๆ ไป โดยชาวนาในหลายพื้นที่ต่างเห็นตรงกันว่า การออกกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตพวกเขาโดยตรง น่าจะมีการให้ข้อมูลและเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วย

ก.เกษตรฯ ส่งความเห็น สนช.ค้านร่าง พ.ร.บ.ข้าว

ขณะที่นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่เป็นการจำกัดสิทธิในการขยายและพัฒนาพันธ์ข้าวของชาวนา โดยได้ส่งความเห็นคัดค้านเรื่องนี้ไปยัง สนช.แล้ว เบื้องต้นทางกรรมาธิการเตรียมนำเรื่องนี้ไปกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล เพื่อขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป

กฤษฎา บุญราช

กฤษฎา บุญราช

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เชื่อว่า หลังหลายฝ่ายแสดงความกังวลกับเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ข้าว คณะกรรมาธิการและ สนช.จะรับฟังความเห็นเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณา และก่อนที่ สนช.จะมีการพิจารณาเพื่อลงมติร่าง พ.ร.บ.ข้าวในวาระ 2 และ 3 รัฐบาลได้ส่งตัวแทนไปหารือร่วมกับคณะกรรมาธิการเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง

สำหรับประเด็นที่กระทรวงเกษตรฯ ตั้งข้อสังเกตอยู่ในมาตรา 27 เรื่องการพัฒนาและการค้าเมล็ดพันธุ์ ที่กำหนดให้ผู้จำหน่ายพันธุ์ข้าวต้องขึ้นทะเบียนและได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจะส่งผลให้วิถีการทำนาแบบในอดีตที่ชาวนาเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองและพัฒนาพันธุ์แบบค่อยเป็นค่อยไปทำได้ยากขึ้น และต้องเปลี่ยนมาเป็นการซื้อจากบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแทน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์ผลประโยชน์ พ.ร.บ.ข้าว ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ

 


วิเคราะห์ผลประโยชน์ พ.ร.บ.ข้าว ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ

Wed, 13 Feb 2019 08:14:00

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 25 คน ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติข้าว ฉบับที่ พ.ศ.... โดยหลักการจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับชาวนา เพิ่มรายได้ชาวนา 14 ล้านคนและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพ่อค้ากับชาวนา เป็นสำคัญ

สาระสำคัญของกฎหมายที่ชัดเจนคือพุ่งเป้าไปที่โรงสีไม่ให้เอาเปรียบชาวนา โดยโรงสีต้องออกใบรับซื้อข้าวให้ชาวนา ระบุคุณภาพข้าว พันธุ์ข้าว น้ำหนัก ปริมาณความชื้น เพื่อป้องกันชาวนาถูกกดราคา ซึ่งโรงสีต้องเก็บเอกสารนี้ไว้และถูกสุ่มตรวจสอบ

สาระสำคัญอย่างที่สองคือ ผู้คิดค้นพันธุ์ข้าว ถ้าต้องการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ต้องไปขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์ก่อน โดยเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้กรมการข้าว จากเดิมที่กรมการข้าวเป็นหน่วยงานวิจัย ขณะที่บทลงโทษตามร่างกฎหมายมีทั้งโทษปรับและจำคุก การบกพร่องหรือทุจริตบางเรื่องมีโทษสูงสุดคือจำคุก 3 ปี ปรับ 100,000 บาท ซึ่งผู้ร่าง พ.ร.บ.ข้าวมั่นใจว่าจะเป็นการช่วยชาวนาอย่างแท้จริง

 

หลักการที่ต้องดูแลชาวนาไม่มีเสียงคัดค้าน แต่เนื้อในกฎหมายทำให้ 4 สมาคมที่เกี่ยวข้องทั้งชาวนา ผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว โรงสีและกลุ่มส่งออก รวมทั้งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวจากทีดีอาร์ไอ เรียกร้องให้ถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ออกจากการพิจารณาของ สนช. เพราะมองว่าไม่มีใครได้ประโยชน์และยังทำลายวิถีค้าข้าว

แม้ร่างกฎหมายจะต้องการลดการเอาเปรียบจากโรงสี แต่ภาระต้นทุนที่ต้องจัดทำใบรับรองคุณภาพชัดเจน ข้าวพันธุ์ใด ความชื้นปริมาณเท่าไหร่ จากที่ไม่เคยทำจะทำให้โรงสียิ่งกดดันราคารับซื้อข้าวจากชาวนาและอาจสร้างความขัดแย้งระหว่างกัน

การห้ามจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ยังไม่ได้รับการรับรองพันธุ์ มีโทษสูง เป็นการปิดกั้นขัดขวางการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ของไทย ชาวนาไม่สามารถพัฒนาพันธุ์ของตัวเองและปลูกจำหน่ายได้ ซึ่งปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมากกว่า 2,000 สายพันธุ์ก็จะถูกจำกัด

 

ส่วนการให้อำนาจกับกรมการข้าวแบบรวมศูนย์ อาจผิดแนวทางการกระจายอำนาจ จากเดิมเป็นเพียงผู้วิจัยพัฒนาพันธุ์ กรมการข้าวต้องเพิ่มบุคลากรและงบประมาณที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบกำกับดูแลการค้าข้าว ซึ่งอาจไม่ใช่ความเชี่ยวชาญ

ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ชัดเจนว่าเน้นเข้าควบคุมวิธีปฏิบัติการซื้อขายข้าวที่ผิดกับวิถีเกษตรของชาวนาและอาจปิดกั้นการพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยขวัญใจ โกเมศ เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ข้อมูลว่า ไทยมุ่งเน้นพัฒนาแต่เฉพาะพันธุ์ที่ชาวนาต้องการปลูกทน ไม่ใช่ตลาดต้องการ เรามีข้าวที่ต่างประเทศไม่ต้องการจำนวนมาก ความสามารถในการแข่งขันถูกลดทอน หาก 3 ปีไม่ทำอะไรไทยจะตกที่นั่งลำบาก

ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ยังถูกตั้งข้อสังเกตถึงความรีบร้อนให้กฎหมายผ่าน เพราะสนช.เพิ่งรับหลักการวาระแรก เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2562 แปรญัตติชั้นกรรมาธิการไม่ถึงเดือนและคาดว่าอาจเข้าพิจารณาในที่ประชุม วาระ 2 และวาระ 3 ในวันศุกร์หน้า เพื่อให้ทันในรัฐบาลนี้

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวนาค้านร่าง พ.ร.บ.ข้าว หวั่นถูกผูกขาดเมล็ดพันธุ์

 


นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มชินฯร่วงยกแผง

Mon, 11 Feb 2019 18:02:00

วันนี้ (11 ก.พ.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศซื้อขายหลักทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียเปิดทำการวันแรก หลังหยุดยาวในเทศกาลตรุษจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายตลาด สวนทางกับดัชนีหลักทรัพย์ไทยลดลง 13.68 จุด ที่ระดับ 1638 จุด คิดเป็นมูลค่าซื้อขายกว่า 40,000 ล้านบาท โดยเฉพาะหุ้นที่ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์เป็นผู้ถือหุ้นล้วนปรับลดลงติดอันดับหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างวันมากที่สุด เช่น หุ้นบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ราคาปิด ลดลง ร้อยละ 3.72

 

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ ราคาปรับลดลง ร้อยละ 4.82 เช่นเดียวหุ้นอื่นๆ คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ที่หายไปเกือบ 2,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อวันศุกร์ ที่ 8 ก.พ.2562

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่พลิกผันของพรรคการเมืองเมื่อช่วงกลางดึกของวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์การเจรจาสงครามการค้าไม่ชัดเจน ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติเทขายทำกำไร เพื่อรักษาผลตอบแทนสูงสุดและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

 

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า นักลงทุนอาจชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ยังไม่พบสัญญาณความกังวลจากข่าวลือการรัฐประหาร คาดว่าหุ้นไทยสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,630 -1,660 จุด

 


ความหวังเอสเอ็มอีไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่

Mon, 11 Feb 2019 06:31:00

วันนี้ (11 ก.พ.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยธุรกิจและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สำรวจความต้องการของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) พบว่าของขวัญปีใหม่ 2562 ที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีอยากได้จากรัฐบาลมากที่สุด คือเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ร้อยละ 53.56 รองลงมา ร้อยละ 26.67 พัฒนาประเทศให้ดีขึ้นและสงบสุข ส่วนนโยบายที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการมากที่สุด ได้แก่ การช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน รองลงมา คือการช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีรายเล็ก สามารถเเข่งขันกับธุรกิจรายใหญ่ได้

 

 

 

 

 

ขณะที่เมื่อวานนี้ (10 ก.พ.) ไทยพีบีเอส จัดเวทีสะท้อนพลังคนตัวเล็ก ในหัวข้อ ความหวังเอสเอ็มอีไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่ มีตัวเเทนจากพรรคการเมืองเข้าร่วม พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแสดงความคิดเห็น

นายชุมพล ชัยวัฒน์ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีภาคกลาง เปิดเผยว่า มองว่าพรรคการเมืองมีนโยบายเอาใจคนหลายกลุ่มอยู่เเล้ว เเต่จะทำได้ตามที่หาเสียงหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง เเต่สิ่งที่อยากเห็น คือภาครัฐควรให้ความสำคัญ กับการจัดการของกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้การทำงานสอดประสานกัน รวมถึงการออกกฎหมาย กฎระเบียบที่เสมอภาค เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็กและขนาดใหญ่

 

 

 

 

 

ส่วนตัวแทนพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาเอสเอ็มอีของไทยมีความสำคัญ เช่น นายอนุชา บูรพชัยศรี กรรมการนโยบายและรองโฆษกด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ มองว่านโยบายการพัฒนาเอสเอ็มอีของไทยในแต่ละยุคไม่มีความต่อเนื่องและไม่มีการติดตามผล ซึ่งการแก้ปัญหาของเอสเอ็มอีไทย ควรเน้นออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ทำธุรกิจได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น

ส่วน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวเเทนพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า เเม้เศรษฐกิจไทยมีตัวเลขจีดีพีดีขึ้น แต่ผู้ประกอบการรายเล็กกลับไม่ได้รับอานิสงส์และหนี้เสียเพิ่มขึ้น ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน กล่าวว่า ยอมรับปัญหาส่วนหนึ่งของเอสเอ็มอี เกิดจากหน่วยงานของรัฐบาลที่ทำงานไม่สอดรับกัน

 

 

 

 

 

ทั้งนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นธุรกิจที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทย แต่ที่ผ่านมา กลับประสบปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การขาดสภาพคล่อง และขาดผู้ให้คำแนะนำปรึกษา หรือการเข้าถึงข้อมูลความรู้ บางประเด็นที่เอสเอ็มอีเผชิญ ก็ต้องพึ่งพารัฐช่วยปลดล็อก หรือคลี่คลายปัญหา

 

 

 

 


เคาะชดเชยเรือประมงล็อตเเรก 305 ลำ

Sun, 10 Feb 2019 13:35:00

เมื่อวันที่ (9 ก.พ.2562) นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เลขานุการคณะอนุกรรมการกลั่นกรองนำเรือประมงออกนอกระบบ แถลงภายหลังประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติจ่ายชดเชยชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากจากการจัดระเบียบประมงไอยูยูล็อตแรก 305 ลำ หลังจากนี้จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนและนำเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 5 จากนั้นจะเสนอรายละเอียดการชดเชย และงบประมาณให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยเร็ว เบื้องต้นกำหนดให้นำภาพถ่ายเรือปี 2558 เป็นหลักฐานการประเมินมูลค่าการชดเชยแต่รัฐบาลจะชดเชยให้ไม่เกินร้อยละ 50 โดยเจ้าของเรือจะได้รับเงินชดเชยไปก่อน ร้อยละ 30 ของมูลค่าเรือโดยต้องทำลายเรือ ซึ่งเครื่องยนต์และโครงสร้างเรือให้สิทธิ์เจ้าของนำไปขายได้ เมื่อจบกระบวนการทำลายแล้วจึงจะได้รับเงินชดเชยที่เหลืออีกร้อยละ 70

ส่วนเรือเหล็กที่ต้องชดเชย64 ลำ นายอดิศร ระบุว่า คณะทำงานจะพิจารณาต่อจากการชดเชยเรือไม้ โดยจะเร่งวางหลักเกณฑ์ที่รอบคอบเนื่องจากการทำลายเรือเหล็ก ต้องใช้ต้นทุนสูง ส่วนเรือประมงพาณิชย์ที่มีใบอนุญาตแต่ต้องการออกนอกระบบแจ้งความจำนงแล้ว 2,513 ลำ กลุ่มนี้รัฐบาลจะกำหนดรายละเอียดการชดเชยหลังจากดำเนินการเรือไม้ชุดแรกแล้วเสร็จ

ด้านนายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงจังหวัดสมุทรสาคร ยังกังวลว่าขั้นตอนการดำเนินงานอาจล่าช้าออกไปเพราะกำลังมีการเลือกตั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจต้องรอรัฐบาลใหม่

 


"ซีพี" ไม่ยื่นประมูลท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3

Sat, 9 Feb 2019 13:52:00

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รายงานความคืบหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (ท่าเทียบเรือ F) จากการประกาศขายเอกสารการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 โดยเปิดขายซองตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. - 8 ก.พ.2562 โดยมีเอกชนสนใจเข้าร่วมซื้อซองประกวดราคา จำนวนทั้งสิ้น 34 ราย เป็นรายใหม่ 9 ราย รายเดิม 25 ราย

 

 

รายใหม่ 9 ราย เช่น บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีดีเวลลอปเม้นท์ , บริษัท Evergreen Container Terminal (Thailand) , และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ขณะที่ เอกชนรายเดิม ที่ไม่ได้มาซื้อเอกสาร มี 7 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด ด้วย

 

 

ก่อนหน้านี้ การท่าเรือฯ ได้เปิดประกวดราคาโครงการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเรือ F วงเงินลงทุนกว่า 84,000 ล้านบาทครั้งแรกโดยมีเอกชนสนใจเข้าซื้อจำนวน 32 ราย แต่ปรากฎว่า มียื่นเอกสารประมูลเพียงรายเดียวคือ บริษัท แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด และเมื่อเปิดซองเอกสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ม.ค.2562 ปรากฏว่าไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากไม่ได้เสนอหลักประกันซอง ซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญ จึงทำให้ กทท.ต้องดำเนินการเปิดประมูลใหม่ ทั้งนี้ ท่าเรือแหลมฉบังการท่าเรือแห่งประเทศไทย มีกำหนดยื่นซองในวันที่ 29 มี.ค.2562


เอกชนเสนอเลื่อนยื่นซองสนามบินอู่ตะเภา-เมืองการบิน เป็น 30 เม.ย.นี้

Fri, 8 Feb 2019 18:35:00

วันนี้ (8 ก.พ.2562) พล.ร.อ.โสภณ วัฒนมงคล รองผู้บัญชาการทหารเรือ เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกครั้งที่ 2 ว่า ครั้งนี้เป็นการชี้แจงข้อมูลความก้าวหน้าโครงการ และหลักเกณฑ์การประเมิน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อเอกสารสามารถซักถามข้อสงสัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการลงทุนและข้อมูลความก้าวหน้าของโครงการ โดยมีนักลงทุนที่ซื้อเอกสารการคัดเลือกเข้าร่วม 31 แห่ง จากทั้งหมด 42 แห่ง โดยเอกชนมีข้อสงสัยและได้ซักถามในประเด็นที่หลากหลาย เช่น การสนับสนุนจากภาครัฐ ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ หากกรณีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบินไม่แล้วเสร็จในปี 2567 จะต้องให้ผลตอบแทนกับรัฐหรือไม่ และค่าตอบแทนที่เอกชนต้องให้รัฐที่วงเงินสูงกว่า 59,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นตัวเลขที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

 

 

 

 

นอกจากนี้ มีข้อเสนอจากเอกชนที่ระบุว่าข้อมูลของโครงการที่มีจำนวนมาก จำเป็นต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ จึงขอให้คณะกรรมการอีอีซี เลื่อนการยื่นข้อเสนอของเอกชนออกไปเป็นสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาจะนำข้อเสนอไปเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา โดยหลังจากนี้กองทัพเรือจะเปิดรับซองข้อเสนอที่ห้องประชุมกองทัพเรือในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้

 

 

 

 

ขณะที่ตัวแทนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด ยอมรับว่าบริษัทมีความสนใจในโครงการนี้ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน แต่ยอมรับว่าต้องศึกษาทั้งโครงการก่อน โดยเฉพาะเรื่องแผนธุรกิจ ตัวอาคาร มาสเตอร์แพลน และยังไม่ได้มีการจับคู่พันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการบินจากต่างประเทศ ส่วนจะจับมือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.หรือไม่ ก็จะนำมาพิจารณา เนื่องจาก ทอท.ไม่ได้ซื้อเอกสาร

 

 

 


ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 1.43 จุด หวั่นเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

Fri, 8 Feb 2019 16:37:00

วันนี้ (8 ก.พ.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปิดตลาดภาคบ่ายที่ 1,651.68 จุด ลดลง 1.43 จุด และมีมูลค่าการซื้่อขายทั้งสิ้น 56,862.15 ล้านบาท ซึ่งในช่วงภาคเช้า ดัชนีติดลบสูงสุดที่ 15 จุด จากแรงขายของนักลงทุนรายย่อย ก่อนที่จะกระเตื้องขึ้นมาได้ จนในช่วงปิดตลาดภาคบ่ายติดลบเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ หุ้นที่เกี่ยวกับตระกูลชินวัตร และดามาพงษ์ปรับขึ้นเกือบทุกตัว โดยเฉพาะหุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ทั้งที่การประกาศรายงานผลประกอบการ ไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ปรับลดลงร้อยละ 11 เมื่อเทียบปีก่อน โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ได้เคยวิเคราะห์ว่าความสามารถในการทำกำไรลดลงต่ำสุดในรอบ 9 ไตรมาส นอกจากนี้ หุ้นของบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ ยังมีมูลค่าการซื้อของสูงสุดถึงกว่า 2,356.05 ล้านบาท และราคาปรับเพิ่มร้อยละ 2.70

ด้านนายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าอ่อนตัวลงไป จากนั้นสามารถดีดกลับขึ้นมาได้ มองช่วงสั้นตลาดมีโอกาสพักฐานอยู่แล้ว หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นไปเกือบ 100 จุดในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าเป็นการพักเพื่อไปต่อ

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศทั้งเรื่องอังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ซึ่งหากยังไม่ได้ข้อสรุป อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้ ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวลดลงด้วย ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ต่างปรับตัวลดลง

ส่วนในประเทศไทย ความคืบหน้าเรื่องการเลือกตั้งช่วยหนุนตลาดได้ แต่ตลาดไม่ได้มีปฏิกิริยากับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างมีนัยมากนัก ซึ่งเห็นได้จากการเคลื่อนไหวของดัชนีในช่วงภาคเช้า แต่ยังเชื่อว่าการเลือกตั้งจะช่วยหนุนเม็ดเงินหมุนเวียนให้เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทุกพรรค ล้วนเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องเล่นกันในเกม โดยมีประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งรัฐบาลขณะนี้ ต้องประคับประคองประเทศ เพื่อให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

สำหรับรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ยังคงมีแผนเดินสายตามกระทรวงเศรษฐกิจ เพื่อติดตามการทำงาน และกำชับข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ ทำงานตามนโยบายที่วางไว้

 

 


ครม.เห็นชอบให้ "ปลากัด" เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

Wed, 6 Feb 2019 12:40:00

วันนี้ (6 ก.พ.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้เวลากว่า 1 ปี ในการผลักดันให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว โดยสาระสำคัญของการเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ประกอบด้วยเหตุผล 3 ด้าน คือ 1. ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ 2. ด้านความเป็นเจ้าของและความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และ 3. ด้านประโยชน์ใช้สอย

 

 

 

 

 

 

สำหรับปลากัดมีการเลี้ยงอย่างแพร่หลาย มีการขยายพันธุ์มากขึ้น ปัจจุบัน ส่งออกปลากัดไทยไปแล้วกว่า 95ประเทศ ปริมาณการส่งออกระหว่างปี 2556-2560 มีประมาณ 20.85 ล้านตัวต่อปี มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาทต่อปี หรือ 5.42 บาทต่อตัว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

 

 

 

 

 

 

ปลากัด แม้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่มีที่มาจากสายพันธุ์เดียวกับปลากัดป่าของไทย โดยเกษตรกรไทยเพาะเลี้ยงปลากัดทั่วประเทศ แต่มีแหล่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่ จ.นครปฐม ขณะนี้มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนกับกรมประมง จำนวน 1,500 ราย ไม่นับรวมผู้ที่ชื่นชอบ แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกนับแสนราย ซึ่งปลากัดไทยสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชนได้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไฟเขียว “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ 

กรมประมงดัน “ปลากัด” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตั้งเป้าสร้างรายได้ปีละ 3 พันล้าน

 

 


ธุรกิจรถแห่โฆษณา-ผลิตป้ายหาเสียงปีนี้ไม่คึกคัก

Mon, 4 Feb 2019 19:11:00

วันนี้ (4 ก.พ.2562) เป็นวันแรกที่เปิดรับสมัคร ส.ส.เขตกรุงเทพมหานคร ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง หลังห่างหายจากการเลือกตั้งมากว่า 5 ปี ซึ่งแม่ค้าที่อยู่บริเวณแฟลตดินแดง ตรงข้ามอาคารกีฬาเวสน์ 2 บอกว่า บรรยากาศวันนี้ไม่คึกคักเหมือนเมื่อปี 2545 ที่มีทั้งขบวนแห่ กองเชียร์มาให้กำลังใจจำนวนมาก โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้การใช้จ่ายลดลง รวมทั้งการห้ามจัดขบวนแห่และการแสดงดนตรีหรือการรื่นเริงใดๆ

ด้านกลุ่มผู้ประกอบการรถแห่โฆษณา จ.นครสวรรค์ ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อกำหนดหลายอย่าง "สมจิตร อันชูฤทธิ์" เจ้าของรถแห่โฆษณาหาเสียง ระบุว่า ที่ผ่านมาการหาเสียงผู้สมัครจะใช้รถแห่กี่คันก็ได้ แต่หากมีการจำกัดจำนวนและราคา อาจทำให้บางคนไม่สามารถรับงานได้เพราะไม่คุ้มกับค่าน้ำมัน

 

ขณะที่ "เกตุ วิจิตร" เจ้าของรถแห่โฆษณาหาเสียง จ.กำแพงเพชร ระบุว่า ถูกว่าจ้างให้ขับรถแห่โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งไปตามชุมชนต่างๆ โดยเป็นแบบเหมาจ่ายวันละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่ามีรายได้ดีในช่วงนี้ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะจ้างไปจนถึงวันเลือกตั้งหรือไม่

ส่วนบรรยากาศตามร้านผลิตป้ายโฆษณา หรือไวนิล อย่างน้อย 3 ร้านใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พบว่าเป็นไปด้วยความเงียบเหงา พนักงานร้านผลิตป้ายโฆษณาแห่งหนึ่งมองว่า สาเหตุมาจากพรรคการเมืองขนาดใหญ่จะมีโรงงาน หรือบริษัทผลิตป้ายเป็นของตัวเอง เหลือเพียงจัดส่งลงพื้นที่ทันทีที่ได้เบอร์ผู้สมัคร ประกอบกับ กกต.มีการวางกฏจำนวนแผ่นป้ายหาเสียงและจำกัดพื้นที่ให้สามารถติดตั้งป้ายได้

 

สำหรับการรับสมัครครั้งนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต แต่ละคนต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งไม่เกิน 1.5 ล้านบาท จากเดิม 3 ล้านบาท ส่วนพรรคการเมืองต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่เกิน 35 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการจำกัดผู้สนับสนุนจากเดิมที่ผู้สมัคร 1 คนจะมีผู้ติดตามหรือผู้ช่วยหาเสียงไม่จำกัด ให้เหลือเพียง 20 คนต่อผู้สมัคร 1 คน รวมทั้งการจำกัดป้ายหาเสียงทั้งขนาด จำนวนและพื้นที่ด้วย โดยสมาคมป้ายเเละโฆษณาคาดการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 12 มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท

 


"ปัญหาฝุ่น - ศก.ทรุด" ทำเทศกาลตรุษจีนซบเซา

Mon, 4 Feb 2019 06:32:00

จากการขอความร่วมมือไปยังชาวไทยเชื้อสายจีนโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เเละปริมณฑล ในการร่วมแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี โดยผู้บริโภคบางส่วนจะลดกิจกรรมนี้ลง เเม่ค้าก็ยอมรับว่ายอดขายเปลี่ยนเเปลงชัดเจน เช่น ซื้อธูปที่มีขนาดสั้นลง

ส่วนการซื้อของไหว้เจ้า ไทยพีบีเอสสำรวจพบว่า ผู้คนเลือกซื้อของไหว้เจ้าอย่างพิถีพิถัน ทั้งเนื้อสัตว์ ผลไม้ ขนมหวาน เจ้าของร้านขายขนมรายหนึ่งเล่าว่า ปกติลูกค้าจะมาซื้อขนมก่อนวันจ่าย 1-2 วัน แต่ปีนี้ค่อนข้างเงียบ คึกคักเฉพาะวันจ่ายเพียงวันเดียวและปริมาณการซื้อก็ยังลดลง คาดว่า ยอดขายปีนี้ น่าจะต่ำกว่าปีก่อน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจ

จากการตรวจสอบกรมการค้าภายใน ช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่ตลาดกรมภูธเรศ เขตสัมพันธ์วงศ์ พบว่า ในปีนี้ภาพรวมราคาวัตถุดิบไม่ได้ปรับขึ้น ยังคงจำหน่ายในราคาเดียวกับช่วงตรุษจีนของปีที่ผ่านมา โดยราคาเนื้อสุกรชำแหละ เป็ดสด ไก่สด และผลไม้ ในปีนี้ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ผักสดบางรายการปรับลดลง ส่วนราคาเครื่องไหว้ ไม่ได้ปรับขึ้นราคา ชุดเล็ก ราคาเริ่มต้นที่ 80 บาท กระดาษเงิน กระดาษทอง 12-20 บาทต่อชุด

ไม่ใช่เเค่เครื่องไหว้ "ทองคำ" ที่มักจะซื้อเป็นของขวัญ เป็นอั่งเปา ข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ ก็พบว่า ไม่คึกคักยอดขายลดลงไปร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีที่เเล้ว สมาคมค้าทองคำเชื่อว่า ทองคำจะกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง ราคาทองคำเเท่ง อยู่ที่บาทละ 19,550 บาท ส่วนรูปพรรณ 20,050 บาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เม็ดเงินค่าใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 13,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นการปรับเพิ่มจากค่าใช้จ่าย ท่องเที่ยวและทำบุญ และมีแนวโน้มลดเงินแต๊ะเอียลงอย่างเห็นได้ชัดกว่ากิจกรรมอื่น


กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกคำขอสิทธิบัตรสารสกัดกัญชา

Fri, 1 Feb 2019 18:54:00

วันนี้ (1 ก.พ.2562) นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดถึงกรณีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่งเกี่ยวกับการขอจดสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชาธรรมชาติ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2562 ว่า กรมฯ ได้ยกเลิกคำขอจดสิทธิบัตรดังกล่าว ทั้ง 13 คำขอแล้ว ซึ่งผู้ขอรับสิทธิบัตร ไม่อุทธรณ์คำสั่งฯ ต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร ภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง จะถือว่าคำสั่งของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่สุดตามกฎหมาย

นายทศพล ระบุด้วยว่า คำขอรับสิทธิบัตรที่ประกาศโฆษณาแล้ว แต่ถูกสั่งยกเลิกไป จะทำให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรนำการประดิษฐ์ มายื่นขอรับสิทธิบัตรใหม่อีกไม่ได้ เพราะได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญ หรือรายละเอียดไปแล้ว แม้ภายหลังจะมีการแก้ไขข้อกฎหมายปลดล็อกให้สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ ซึ่งจะส่งผลให้คำสั่ง คสช.บางส่วนสิ้นสุดไป ก็จะไม่กระทบคำสั่งยกเลิกคำขอสิทธิบัตรที่ผ่านมา เนื่องจากคณะกรรมการสิทธิบัตรต้องพิจารณาทบทวนคำสั่งของอธิบดีตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีคำสั่ง

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขอให้ทุกฝ่ายเลิกกังวล เพราะขณะนี้มีการเซ็ตซีโร่แล้ว และเมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษที่ปลดล็อกในเรื่องกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์มีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบสามารถยื่นจดสิทธิบัตรได้ ถือว่าเริ่มต้นพร้อมกัน

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ด่วน! นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 ปลดล็อกสิทธิบัตรกัญชา

 

 

 

 


ททท.คาดเทศกาลตรุษจีน เงินสะพัด 2.7 หมื่นล้าน

Fri, 1 Feb 2019 07:03:00

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ว่า จะมีเงินสะพัดจากนักท่องเที่ยวทั้งตลาดในและต่างประเทศรวม 27,655 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ระหว่างวันที่ 4 - 10 ก.พ.นี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.03 ล้านคน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8 สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 24,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.5

สำหรับตลาดจีนคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางเข้าไทยประมาณ 330,000 คน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4 สร้างรายได้ประมาณ 10,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12 โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival

น.ส.ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ขณะนี้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่จะเดินทางเป็นกลุ่มด้วยตัวเองไม่ได้เดินทางมาในรูปกรุ๊ปทัวร์เหมือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การต่ออายุมาตรการฟรี visa on arrival ไปจนถึง 30 เม.ย.62 นักท่องเที่ยวไม่ต้องเสียเวลาในการทำวีซ่าก่อน ทำให้การจองที่พักโรงแรมจะเข้ามาแบบกระชั้นชิดใกล้วันเดินทางได้