นักวิชาการเสนอค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่ควรเกิน 40 บาท

Mon, 17 Jun 2019 11:39:00

กรณีที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในปัจจุบันนั้นพบว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

วันนี้ (17 มิ.ย.2562) นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่อเที่ยวของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 67.4 บาท ขณะที่ประเทศสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 25.73 บาท และฮ่องกงอยู่ที่ 46.50 บาท โดยเป็นราคาที่แพงกว่าสิงคโปร์มากกว่า 1 เท่าตัว ซึ่งค่าโดยสารที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจและกำลังการซื้อ คือ 30-40 บาท เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงได้


ขณะเดียวกัน แนวทางควบคุมค่าโดยสารที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ การยกเลิกค่าแรกเข้าเมื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลยังไม่สามารถเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วมให้เข้ากับทุกการเดินทางได้ แต่หากผู้ดูแลระดับนโยบายมองเห็นความสำคัญและความเดือดร้อนของประชาชน การอุดหนุนค่าโดยสารเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

สำหรับความคืบหน้าผลศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารรถไฟฟ้านั้นขณะนี้ได้ส่งให้กรมการขนส่งทางบกไปแล้ว โดยเป็นข้อมูลเรื่องเปรียบเทียบต้นทุนและค่าโดยสารปัจจุบัน ส่วนแผนการศึกษาเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอนาตต จะลงรายละเอียดเรื่องการกำหนดสัญญาสัมปทานที่ระบุเรื่องการควบคุมค่าโดยสาร ให้เอกชนคู่สัญญานำไปปฏิบัติต่อไป


ด้านแหล่งข่าวกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำหรับแนวทางการจัดการเรื่องระบบค่าโดยสารร่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาตั๋วร่วมเพื่อลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าลง จะให้ทีดีอาร์ไอไปศึกษา เพื่อกำกับดูแลค่าโดยสารให้เหมาะสมกับความเป็นจริง ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขของการเข้าระบบตั๋วร่วม คือต้องมีการยกเว้นค่าแรกเข้า 14-15 บาท ต่อการเปลี่ยนเส้นทางรถไฟฟ้า เช่น จากรถไฟฟ้าบีทีเอสไปรถไฟฟ้าใต้ดิน เหมือนกับปัจจุบันเริ่มใช้ในสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงแล้ว

ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้นกับบริษัทผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสมีข้อเสนอว่า จะไม่ยกเว้นค่าแรกเข้าให้ในระบบตั๋วร่วม แต่อาจจะขอเสนอเป็นลดค่าโดยสารประมาณร้อยละ 10-15 แทน เช่นหากค่าโดยสาร 60 บาท จะลดราคาให้ 6-9 บาท เป็นต้น ซึ่งต้องหารือกันอีกครั้ง


อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเจรจาลดค่าแรกเข้านั้นมีปัญหาจริง เนื่องจากข้อสรุปและข้อตกลงการเชื่อมตั๋วร่วมมักถูกที่ประชุมคณะกรรมการบริหารชุดใหญ่ (บอร์ด) ตีตกไม่ผ่านความเห็นชอบ

 


ผลกระทบงดโปรโมชันน้ำมันปาล์มบรรจุขวด

Fri, 14 Jun 2019 17:56:00

วันนี้ (14 มิ.ย.2562) ห้างค้าปลีกติดประกาศแจ้งลูกค้าปรับราคาขายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด โดยระบุว่า "เพื่อสนับสนุนนโยบายกรมการค้าภายใน" ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มขนาด 1 ลิตร ที่ก่อนหน้านี้ขวดละ 24 บาท ขยับเป็น 34 บาทต่อลิตร รวมถึงยกเลิกการขายน้ำมันปาล์มยี่ห้อที่ทางห้างผลิตเองแม้จะเพิ่งเริ่มในวันนี้


สำหรับราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมีผลทันทีต่อแม่ค้า อย่างสุตรัยรัตน์ รุ่งรัศมี เเม่ค้าขายกล้วยทอด ระบุว่า ซื้อน้ำมันวันละ 2 ขวด ต้นทุนน้ำมันปาล์ม เพิ่มขึ้นมาวันละ 20 บาท ทำให้จำเป็นต้องลดจำนวนชิ้นลงจากที่ขาย 15 ชิ้น 20 บาท เป็น 12-13 ชิ้น 20 บาท


ส่วนพันธ์ พรพรหมบุตร เเม่ค้าขายปลาทอด ระบุว่า รู้ล่วงหน้าว่าราคาน้ำมันปาล์มจะปรับขึ้นเมื่อวานนี้ จึงรีบซื้อตุนไว้ 12 ขวด เก็บไว้ใช้ได้ 12 วัน ช่วยทำให้ประหยัดได้ 120 บาท

 

นอกจากนี้ แม่ค้าส่วนใหญ่ยอมรับกับต้นทุนราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้นแต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ต่างรับรู้ว่ากำลังซื้อของลูกค้ามีไม่มาก บางร้านจึงยังยืนยันที่จะขายในราคาเดิม

กรมการค้าภายในแจงลดราคาน้ำมันปาล์มกระทบเกษตรกร

ขณะที่ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ราคาปาล์มปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากผลผลิตและสต็อกน้ำมันปาล์มดิบที่ลดลง โดยโรงสกัดรับซื้อผลปาล์มที่กิโลกรัมละ 3 บาท 20 สตางค์ ถึง 3 บาท 50 สตางค์ ขณะที่ลานรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 3 บาท โดยราคาผลปาล์มที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำปาล์มดิบหรือน้ำมันปาล์มซีพีโอ ปรับตัวจากกิโลกรัมละ 14-15 บาท มาอยู่ที่กิโลกรัมละ 19บาท50สตางค์ถึง20 บาท

เมื่อนำไปผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดจะทำให้ราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 34-35 บาท แต่พบว่า มีห้างค้างปลีกบางแห่งขายในราคาต่ำกว่าทุน ที่ขวดละ 25-26 บาท จึงขอความร่วมมือให้ขายในราคาที่สะท้อนต้นทุน


ทั้งนี้ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า การทำโปรโมชั่นสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ลดราคาจำหน่าย เพราะจะกระทบต่อราคาที่เกษตรกรจะขายได้ และเกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ซึ่งอาจผิดกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า

ด้าน ศาสตราจารย์สกนธ์ วรัญญูวัฒนา ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า ระบุว่า การส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุน เป็นพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่ปกติ การส่งเสริมการขายควรทำในระยะสั้น เช่น 1-2 สัปดาห์


กรณีที่ห้างค้าปลีกค้า ส่งเสริมการขายน้ำมันพืชปาล์มต่ำกว่าต้นทุนต่อเนื่อง อาจเป็นความผิดตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า และอาจเข้าข่ายกรณีที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจเหนือตลาด จะมีความผิดตามมาตรา 50 มีโทษทั้งจำและปรับ

 

 


กรมบัญชีกลาง แจงข่าวเบิกค่าเทอมเต็มจำนวน ไม่จริง

Fri, 14 Jun 2019 12:17:00

วันนี้ (14 มิ.ย.62) นางญาณี แสงศรีจันทร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้ปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร พ.ศ.2562 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย.2562 เป็นต้นไป ทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และมีการส่งต่อข้อความทางแชทไลน์ ดังนี้

“บังคับใช้วันนี้แล้ว 13/6/62 เป็นต้นไป เบิกได้ตามที่เสียค่าเล่าเรียนจริง ถ้าค่าเล่าเรียนลูกเทอมละ 3 หมื่นก็เบิกได้ 3 หมื่นครับ เบิกได้จนลูกจบ ป.ตรี ข้าราชการที่เกษียณอายุแล้วก็ยังเบิกค่าเล่าเรียนลูกได้เต็มจำนวน”

นางญาณี ระบุว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร พ.ศ.2562 มีการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติบางประการเพื่อให้มีความชัดเจน เหมาะสม และสอดคล้องกับการจัดระบบการศึกษาในปัจจุบันเท่านั้น และไม่มีการปรับอัตราการเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรแต่อย่างใด ยังคงใช้อัตราการเบิกตามหนังสือเวียนกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0422.3/ว 257 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2559 และด่วนที่สุด ที่ กค 0408.5/ว 22 ลงวันที่ 12 มกราคม 2561 ตามเดิม 

 

 

สำหรับสถานศึกษาของเอกชน ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) หรือเทียบเท่า ให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงของค่าเล่าเรียนปีการศึกษาละไม่เกิน 25,000-30,000 บาท ตามประเภทวิชาหรือสายวิชา และหลักสูตรปริญญาตรี ให้เบิกจ่ายครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงของค่าเล่าเรียนปีการศึกษาละไม่เกิน 25,000 บาท ค่าเล่าเรียนที่ให้เบิกจ่ายได้จะต้องเป็นค่าธรรมเนียมการเรียนหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งสถานศึกษาเอกชนเรียกเก็บตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการหรือมหาวิทยาลัย


คสช.ออกคำสั่งระงับสรรหา กสทช. ไฟเขียวต่ออายุบอร์ดชุดเดิม

Thu, 13 Jun 2019 19:24:00

วันนี้ (13 มิ.ย.2562) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ 7/2562 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ให้ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคล เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไว้ก่อน จนกว่าจะมี พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.ใช้บังคับ หรือจนกว่านายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

2. ในกรณีที่กรรมการ กสทช.พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอายุครบ 70 บริบูรณ์ ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่น

3. กรณีที่กรรมการ กสทช.พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่น นอกเหนือจากอายุครบ 70 ปี ให้คณะกรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

ทั้งนี้ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นตันไป

อ่านประกาศฉบับเต็ม : คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ 7/ 2562

 


"เปรมชัย" ต้องโทษจำคุก ส่อพ้นสภาพบิ๊กอิตาเลียน

Thu, 13 Jun 2019 11:00:00

วันนี้ (13 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ศาลจะพิพากษาจำคุกนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลง อาญา ฐานติดสินบนเจ้าพนักงาน ในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการลักลอบล่าสัตว์ป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ย้ำว่า ลักษณะความผิดดังกล่าวไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามการเป็นกรรมการ และผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เนื่องจากคดีดังกล่าวไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์ การฉ้อโกง การทุจริต ในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัทจดทะเบียน

แต่การกระทำความผิดกฎหมายอื่น ต้องพิจารณาว่า เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรม หรือแนวทางธรรมาภิบาลของบริษัทหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทและผู้ถือหุ้นควรจะพิจารณา ดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป และหากคดีถึงที่สุดหรือได้ข้อยุติ ซึ่งเป็นผลให้บุคคลใดต้องรับโทษจำคุก ก็จะเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าว ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่กรรมการและผู้บริหารไปโดยปริยาย

ก่อนหน้านี้นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข.ในฐานะนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ เตรียมลงนามความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน รายใหญ่ บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ และกองทุนประกันสังคม

เพื่อยกร่างหลักเกณฑ์มาตรการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ อีเอสจี ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดหนึ่ง ในการออกประกาศสาธารณะว่าจะไม่ลงทุน หลักทรัพย์ ที่ขัดหลักธรรมาภิบาล หรือ สร้างความเดือดร้อนต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในเดือน ต.ค.2562

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

จำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา "เปรมชัย" ติดสินบนคดีล่าเสือดำ

ไทม์ไลน์ "เปรมชัย-ยงค์" ติดสินบนเจ้าพนักงาน

 

 


รอดูท่าที ! "คิงส์เกต" จ่อเจรจารัฐบาลใหม่ทบทวนปิดเหมืองทอง

Wed, 12 Jun 2019 12:15:00

วันนี้ (12 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนึ่งในประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นอภิปรายคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ระหว่างรัฐสภาจะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี คือการพาดพิงถึงการออกคำสั่งปิดเหมืองทองอัครา จนนำไปสู่การฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งในเดือน พ.ย.นี้จะมีกระบวนการนำเสนอข้อมูลต่อสู้กันอีกครั้ง

ตอนนี้เมื่อมีรัฐบาลใหม่ มีรายงานว่าบริษัทเอกชนผู้ประกอบกิจการเหมืองอัครา ต้องการเจรจาเพื่อหาทางยุติข้อพิพาท โดยต้องการเจรจาโดยตรงกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน

 

นายสิโรจ ประเสริฐผล กรรมการ บริษัทอัครารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงข้อพิพาทกรณี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้อำนาจตาม ม.44 สั่งปิดเหมืองอัคราว่า บริษัทกำลังติดตามความชัดเจนว่าบุคคลใดจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เพื่อขอหารือในรายละเอียด และนำไปสู่การยุติการฟ้องร้องที่เกิดขึ้น

ซึ่งเงื่อนไขของการเจรจา จะต้องมีทั้งประเด็นการชดเชยความเสียหายให้กับเหมืองอัครา ตลอดเวลาที่ถูกสั่งปิด และการให้ข้อยืนยันว่า หากบริษัทคิงส์เกต จะลงทุนในไทยต่อไปต้องไม่ถูกรัฐบาลสั่งปิดโดยไร้ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เช่นในปัจจุบัน

บริษัทคิงส์เกต คอนโซลิเดทเต็ด ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องรัฐบาลไทย เข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หลังข้อเรียกร้องให้ยุติคำสั่งระงับประกอบกิจการและขอค่าชดเชย กรณีสั่งปิดเหมืองทองอัครา ที่จังหวัดพิจิตร ไม่ได้รับการตอบรับ

 

 

มีรายงานว่ากระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ที่สิงคโปร์ ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยในเดือนพ.ย.นี้ ทั้ง 2 ฝ่าย จะนำเสนอข้อมูลหลักฐานในการต่อสู้คดีอีกครั้งหนึ่ง

มีรายงานการประเมินตัวเลขความเสียหายของเหมืองทองอัครา โดยวัดจากปริมาณสำรองแร่ทอง คิดเป็นวงเงินปริมาณ 37,020 ล้านบาท และแร่เงิน อีกประมาณ 3,984 ล้านบาท ที่จะสามารถผลิตได้ในช่วง 8-10 ปีข้างหน้า รวมมูลค่า 41,004 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าเสียหายอื่น เช่น การเยียวยาพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

รัฐบาล คสช.โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชน ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ระงับกิจการเหมืองทอง ของบริษัท อัครา รีซอสเซส ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2560 โดยอ้างผลกระทบต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมของประชาชนรอบเหมือง แต่บริษัทยืนยันว่า การดำเนินกิจการไม่ได้เป็นสาเหตุของผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชน พร้อมร้องขอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันผลกระทบที่เกิดขึ้น 

 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

 ม.44 สั่งปิดเหมืองทองอัครา พนักงานถูกเลิกจ้างกว่า 1 พันคน ร้องรัฐบาลช่วย

 

 


พร้อมจ่าย ช.ค.บ.เพิ่มให้ผู้รับบำนาญ เติมให้ครบ 10,000 บาท/เดือน

Wed, 12 Jun 2019 10:00:00

วันนี้ ( 12 มิ.ย.62) น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2562 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2562 แล้ว โดยปรับเพิ่มเงินให้กับผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญรวมกันทุกประเภทและรวมกับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) แล้ว หากได้รับต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท ปรับเป็นให้ได้รับเดือนละ 10,000 บาท ยกตัวอย่าง เดิมได้รับบำนาญและ ช.ค.บ. รวมกันในอัตราเดือนละ 9,360 บาท จะได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มอีกเดือนละ 640 บาท เป็นต้น ซึ่งขณะนี้กรมบัญชีกลางได้เตรียมความพร้อมในการจ่ายเงิน ช.ค.บ. ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารให้กับผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่มีสิทธิในรอบการจ่ายบำนาญประจำเดือน สำหรับเดือน มิ.ย.2562 นี้ จะจ่ายในวันที่ 21 มิ.ย.2562 เป็นเดือนแรก

สำหรับผู้รับบำนาญที่ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท และยังไม่เคยได้รับ ช.ค.บ. มาก่อน จะยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว ทั้งนี้ ให้ผู้รับบำนาญไปแสดงตนเพื่อยืนยันว่าไม่ได้กลับเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานในสังกัดราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เพื่อยื่นคำขอเบิกเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญก่อน เพื่อให้ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญแจ้งกรมบัญชีกลางให้โอนเงิน ช.ค.บ. ดังกล่าว ผู้รับบำนาญจึงจะได้รับเบี้ยหวัดบำนาญและ ช.ค.บ. รวมกันเป็นเดือนละ 10,000 บาท

อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวในตอนท้ายว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เป็นการช่วยเหลือผู้รับบำนาญให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญของตนเอง หรือโทรศัพท์เข้ามาสอบถามได้ที่กรมบัญชีกลาง หมายเลข 0-2270-6400 กด 2 ในวันและเวลาราชการ


"คิง เพาเวอร์" กินรวบสัมปทานดิวตี้ฟรี 3 สนามบินภูมิภาค

Mon, 10 Jun 2019 19:11:00

วันนี้ (10 มิ.ย.2562) ผลการเปิดซองข้อเสนอด้านผลตอบแทนการเงินของเอกชน 3 ราย ที่ยื่นข้อเสนอประมูลโครงการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร หรือ ดิวตี้ฟรี 3 ท่าอากาศยานภูมิภาค ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่


โดยก่อนหน้านี้ ทอท.ได้เปิดประมูลโครงการดิวตี้ ฟรี และบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งกลุ่มคิง เพาเวอร์ ก็ชนะการประมูลเช่นกัน


นายวิทวัส  วิภากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า เสียดายที่พลาดหวังไม่ชนะงานประมูลดังกล่าว ซึ่งเดิมทีตั้งเป้าหมายที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในการเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ซึ่งจะมีการนำสินค้าของไทยไปรุกตลาดร้านค้าปลอดภาษีในต่างประเทศด้วย


องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเรียกร้องเปิดเผยผลตอบแทนให้รัฐ

ขณะที่นายมานะ  นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย ระบุว่า การประมูลร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินเชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ ยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัย โดยมีการทักท้วงตั้งแต่ก่อนเริ่มการประมูลถึงกติกาที่ไม่ชัดเจน และไม่มีการเปิดเผยข้อมูล

ก่อนหน้านี้ได้พยายามเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลและให้ใช้ข้อตกลงคุณธรรมแต่ไม่เป็นผล จนทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่เชื่อมั่นและนักลงทุนบางส่วนถอนตัวไป ซึ่งขณะนี้การประมูลสิ้นสุดแล้ว เพื่อความโปร่งใสควรเปิดเผยข้อมูลผู้ชนะประมูลถึงผลประโยชน์ที่ตอบแทนให้กับรัฐ


นายมานะ ยังแสดงความเป็นห่วงว่า นอกจากเอกชนรายเดิม จะเป็นผู้ชนะการประมูลทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ และอีก 3 สนามบินแล้ว เป็นไปได้ว่าเอกชนรายเดิมยังอาจจะเป็นผู้ชนะประมูลโครงการที่เหลือ คือ จุดรับส่งสินค้า หรือ pick up counter และดิวตี้ฟรีสนามบินดอนเมือง ซึ่งจะทำให้ระบบผูกขาดดิวตี้ฟรียังคงมีอยู่ ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรมและโปร่งใส

 


ภาคเอกชน จับตาเสถียรภาพรัฐบาลช่วง 6 เดือน

Mon, 10 Jun 2019 06:52:00

ภาคอสังหาริมทรัพย์ บอกว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ควรหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทันที โดยเฉพาะธุรกิจภาคอสังหาฯ ที่ได้รับผลกระทบจากทั้งเศรษฐกิจและมาตรการควบคุมสินเชื่อของแบงก์ชาติ ซึ่งการเติบโตของยอดซื้ออสังหาริมทรัพย์ยังประเมินไม่ได้ แต่คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ เติบโตประมาณร้อยละ 5-10

และเสนอว่า รัฐบาลใหม่ควรจะนำมาตรการลดค่าจดทะเบียนการโอน และลดค่าจดจำนองเหลือ ร้อยละ 0.01 กลับมาใช้ใหม่ และจะกระตุ้นการบริโภคในประเทศทันที เพราะขณะนี้กลุ่มอสังหาฯที่ผู้ที่ซื้อมาก คือ ราคา ตั้งแต่ 2 - 3 ล้านบาท หรือ 3 - 5 ล้านบาท มีสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของตลาดทั้งหมด แต่มาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้ปล่อยกู้เฉพาะบ้านที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 10 จะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ จึงควรขยายไปยังกลุ่มอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นในแง่การเติบโตของยอดซื้ออสังหาริมทรัพย์คงยังประเมินไม่ได้ ส่วนมูลค่าการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้คาดว่ายังโตได้ประมาณ ร้อยละ 5 - 10

ส่วนนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอว่า ต้องการเห็นรัฐบาลชุดใหม่ แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนในการบริหารงานของรัฐบาลมากขึ้นและจะขอติดตามการทำงานของรัฐบาลอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อดูว่าจะมีเสถียรภาพ หรือมีการบริหารจัดการที่ดีหรือไม่ ก่อนประเมินว่า นักลงทุนจะขยายการลงทุนเพิ่มหรือไม่

ด้านนายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้าน เศรษฐกิจและการเมือง มองว่า หลังจากได้รัฐบาลใหม่แล้วแต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังรอดูท่าทีการบริหารงานและความมีเสถียรภาพ ก่อนตัดสินใจลงทุน ดังนั้น รัฐบาลควรต้องเร่งเดินหน้านโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไม่ปรับตัวลดลงมากกว่านี้ เพราะการส่งออกปีนี้มีโอกาสติดลบและควรเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว เข้ามาชดเชยรายได้จากการส่งออกที่หายไป

 


การรถไฟฯ เตรียมชง ครม.พิจารณาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง

Sun, 9 Jun 2019 12:42:00

วันนี้ (9 มิ.ย.2562) นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศ เปิดเผยว่า การรถไฟเตรียมเสนอโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงมิสซิ่งลิงก์ สายสีแดงอ่อน (ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก) และสายสีแดงเข้ม (ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง) ระยะทาง 25.9 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อรับทราบ ควบคู่ไปกับการร่างขอบเขตเงื่อนไขการประกวดราคา หรือ ทีโออาร์ เพื่อเปิดประมูล


ทั้งนี้ การรถไฟฯ ต้องการให้โครงการก่อสร้างเดินหน้าควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงและการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง

นอกจากนี้ นายวรวุฒิ ยังระบุว่า การรถไฟฯ อาจจะต้องพิจารณา ข้อเสนอของแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ อีกครั้ง เนื่องจากเป็นภารกิจที่ซับซ้อน และยังมีความไม่แน่นอนเรื่องรายได้ หากมีปัญหาขาดทุน จะมีวิธีบริหารจัดการอย่างไร ประกอบกับนักลงทุนบางส่วนยังมองว่าจุดตั้งสถานีศักยภาพขนาดใหญ่บางแห่งยังไม่ตอบโจทย์การลงทุน เช่น สถานีดอนเมืองและสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งยังมีข้อจำกัดหลายด้าน

สำหรับโครงการที่ผ่านการพิจารณาจาก ครม.จะทยอยเปิดประมูลในปีนี้เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 1.02 หมื่นล้านบาท และรถไฟฟ้าสีแดงส่วนต่อขยายช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์ วงเงิน 6.57 พันล้านบาท และส่วนต่อขยายช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช


ส่วนตัวรถไฟนั้น ขณะนี้บริษัทผู้ผลิตคือ กลุ่ม MHSC จากญี่ปุ่น อยู่ระหว่างการผลิตจะส่งมอบเดินทางมาถึงไทยช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ คาดว่าจะทดลองวิ่งช่วง มิ.ย.2563 ก่อนเปิดเต็มรูปแบบปี 2564 

 

 


เปิดตลาดอุตสาหกรรมไมซ์ เที่ยวชมวิถีชาวสวนกระจายรายได้ในพื้นที่

Sat, 8 Jun 2019 16:26:00

วานนี้ ( 7 มิ.ย.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ นำคณะผู้แทนเอกชนเดินทางเยี่ยมชม สหกรณ์นิคมวังไทร จ.ระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่ได้รับการคัดเลือกร่วมกิจกรรมไมซ์เพื่อชุมชนปี 2 โดยเป็นความร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีความพร้อมได้พัฒนาสู่การรองรับธุรกิจการจัดงานไมซ์ โดยเฉพาะในเรื่องของการเป็นสถานที่ศึกษาดูงาน กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น โดยเฉพาะในการจัดการประชุมที่สหกรณ์ในพื้นที่สามารถรองรับคณะศึกษาดูงานได้ราว 50-100 คน ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนได้เป็นอย่างดี

 

 

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์นิคมวังไทร จ.ระยอง ถือเป็นสหกรณ์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ และมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะการปลูกทุเรียนคุณภาพสูงที่สามารถส่งออก และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งการดำเนินโครงการไมซ์เพื่อชุมชนจะเป็นการกระจายรายได้ให้สังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งในปีแรกมีสหกรณ์ร่วมโครงการแล้ว 35 แห่ง ปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 2 จัดเพิ่มอีก 50 แห่ง รวมแล้ว 85 แห่ง

 

สหกรณ์นิคมวังไทรสามารถผลิตทุเรียนคุณภาพ และโดดเด่นเรื่องคุณภาพมีระบบทำ QR Code ซึ่งทุเรียนคุณภาพดีจะถูกส่งออกไปขายในต่างประเทศ แต่ในปีนี้จะขยายตลาดในประเทศมากขึ้นโดยจะเริ่มในกลุ่มสหกรณ์ด้วยกันก่อนเพื่อให้คนไทยได้รับประทานทุเรียนคุณภาพดี

สำหรับเป้าหมายในการผลักดันให้สหกรณ์ที่มีความพร้อม เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอีก 50 แห่งทั่วประเทศ ตัวอย่างสหกรณ์ที่เข้าร่วมในปีนี้ที่กระจายไปทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเมืองเชียงราย จำกัด สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จ.กระบี่ สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อจำกัด จ.นครปฐม สหกรณ์การเกษตรสีคิ้ว จำกัด จ.นครราชสีมา เป็นต้น และที่ผ่านมาหลายสหกรณ์ที่เข้าร่วมแล้วมีผลดีเกิดขึ้น มีบริษัทเอกชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ ต่างให้ความสนใจเดินทางร่วมจัดกิจกรรมในพื่นที่สหกรณ์มากขึ้น

 

 

ด้านนายเรวัตร์ แสงวารินทร์ ประธานคณะกรรมการ สหกรณ์นิคมวังไทร จ.ระยอง กล่าวว่า จุดเด่นของสหกรณ์วังไทรคือทุเรียน แต่เดิมอาจมองเรื่องการขายโดยเน้นปริมาณ แต่เมื่อทุเรียนราคาแพงขึ้นก็เปลี่ยนวิธีคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคที่ซื้อทุเรียนไปรับประทานรู้สึกคุ้มค่าจึงปรับเปลี่ยนวิธีคิดและควบคุมคุณภาพมากขึ้น ซึ่งขณะนี้นอกเหนือจากตลาดส่งออกไปยังประเทศจีนแล้ว ก็มีการตั้งบูธและพรีออเดอร์ในสหกรณ์ต่างๆ และห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ซึ่งผลตอบรับก็ค่อนข้างดี

 

 

นอกจากนี้ในพื้นที่ใกล้เคียง ยังมี สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จ.ระยอง ที่สามารถรองรับการจัดประชุมสัมมนา ศึกษาดูงานและท่องเที่ยวได้ เนื่องจากมีกิจกรรมที่หลากหลาย เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่มีทั้งการปลูกผลไม้เช่น เมล่อน ที่สามารถปรับเป็นเมล่อนช๊อต หรือ ปาทับทิมสีปลาคาร์ฟ ซึ่งเป็นปลาที่เลี้ยงในอ่างเก็บน้ำประแสร์ซึ่งอยู่ใกล้กัน ซึ่งผู้อบรมดูงานสามารถมีกิจกรรมล่องแพ ดูวิธีการเลี้ยงปลากระชัง และมาดูวิธีเกษตรและการแปรรูป ผลิตผลทางการเกษตรได้ทั้ง เมล่อน เค้กทุเรียน ขนุนทอด ทุเรียนทอด ซึ่งเมื่อจัดการประชุมสัมมนา ชาวบ้านในพื้นที่ก็สามารถมาออกบูธขายสินค้าที่ตนเองผลิตได้ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยตรง

 


"บีทีเอส" แจงน้ำผุดสถานีอโศก "ฝนตกหนัก-ระบายน้ำไม่ทัน"

Sat, 8 Jun 2019 15:30:00

วันนี้ (8 มิ.ย.62) บีทีเอสชี้แจงกรณีเกิดเหตุการณ์น้ำผุดขึ้นวานี้ เวลาประมาณ 15.00 น.บริเวณชั้นจำหน่ายตั๋วใกล้กับทางเชื่อมระหว่าง BTS สถานีอโศก และ MRT สถานีสุขุมวิท จากการตรวจสอบ จุดน้ำพุ่งขึ้นอยู่ระหว่างทางเชื่อม BTS สถานีอโศก และ MRTสถานีสุขุมวิท ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดฝนตกหนัก การระบายน้ำไม่ทัน และมีน้ำท่วมขังจากท่อระบายน้ำที่ชั้นพื้นถนน เมื่อน้ำไหลมารวมกันส่งผลให้แรงดันจากน้ำดันย้อนกลับขึ้นมาบริเวณท่อดังกล่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการ และให้บริการตามปกติ เจ้าหน้าที่ได้พยายามไล่ดันน้ำที่ท่วมขังออก และแจ้งให้ผู้โดยสารใช้ความระมัดระวังในการเดินผ่าน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเร่งระบายน้ำ และทำความสะอาดจนแห้งเป็นปกติ


คาดเลื่อนลงนามรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

Sat, 8 Jun 2019 12:06:00

วันนี้ (8 มิ.ย.62) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา วงเงิน 2.28 ล้านบาท

ล่าสุดนายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้การว่ารถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กำหนดการเดิมที่จะมีการลงนามสัญญากับกับกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (กลุ่มซีพี) ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ อาจจะต้องเลื่อนออกไปก่อน

แม้ว่าทางคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ได้พิจารณาร่างรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ผ่านไปแล้ว แต่ยังต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ก่อน ซึ่งหากผ่านตามกระบวนการก็สามารถลงนามได้ทันที

ทั้งนี้ การรถไฟฯ จะนัดหารือร่วมกับซีพีอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อสรุปแนวทางการส่งมอบที่ดิน เพื่อเตรียมใช้ในการก่อสร้างเนื่องจากมีหลายประเด็นที่ต้องหารือ เช่น มีผู้บุกรุก ติดปัญหาสัญญาเช่า ช่วงดอนเมือง-บางซื่อ ซึ่งทับซ้อนกับ โครงการรถไฟไทย-จีน รถไฟไทย-ญี่ปุ่น และช่วงสถานีจิตรลดาที่เป็นคลองแห้งทับซ้อนกับสายสีแดง ซึ่งซีพีจะต้องก่อสร้างไปก่อนโดยเผื่อสายสีแดงด้วยแล้วค่อยใช้คืนภายหลัง

ส่วนกรณีเสาตอม่อโฮปเวลล์จะต้องดำเนินการรื้อย้ายอย่างไร ต้องหารือวางแผนร่วมกัน เพราะจุดที่มีปัญหาจะต้องใช้เวลาในการจัดการ ก่อนส่งมอบโดยพื้นที่มีเวลาส่งมอบให้ภายใน 5 ปี


หนี้ครัวเรือนไทยสูงสุดในรอบ 5 ปี ห่วงหันกู้นอกระบบ

Thu, 6 Jun 2019 19:05:00

สถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการออกมาตรการกำกับเพดานการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย หลังที่ 2 หรือ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้ผู้กู้บางส่วนเร่งก่อหนี้ก่อนบังคับใช้มาตรการ

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้หนี้ครัวเรือน ไตรมาสแรกของปี 2562 ปรับตัวสูงขึ้นที่ระดับร้อยละ 76.8 ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2 ไตรมาส โดยมียอดหนี้คงค้างในสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1 สูงสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากการเร่งตัวก่อหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและความต้องการซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น โดยหนี้ในระดับนี้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อาจกระทบความสามารถในการชำระหนี้

 

หลังพบระดับหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ขยายตัวจากร้อยละ 9.0 เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 ในไตรมาสแรกของปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.75 ต่อสินเชื่อรวม และสัดส่วนร้อยละ 27.8 ต่อเอ็นพีแอลรวม ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2559 เป็นต้นมา

ผศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากนโยบายนำหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ประชาชนมีแนวโน้มหันไปกู้หนี้นอกระบบมากขึ้น เนื่องจากวงเงินกู้ในระบบเต็มเพดาน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาหาสาเหตุการก่อหนี้ที่ลงลึกรายละเอียดมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

 


ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 10.77 จุด รับการเมืองใกล้ชัดเจน

Wed, 5 Jun 2019 18:23:00

วันนี้ (5 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,648.46 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.77 จุด หรือเปลี่ยนแปลง +0.66% และมีมูลค่าการซื้่อขายทั้งสิ้น 54,214.32 ล้านบาท โดยการซื้อขายวันนี้ ดัชนีเคลื่อนไหวแดนบวกตลอดการซื้อขาย ดัชนีแตะจุดสูงสุดที่ 1,650.70 จุด และแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,642.35 จุด โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,632.53 ล้านบาท, บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,519.12 ล้านบาท, นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 4,798.10 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 4,911.51 ล้านบาท

ด้านนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามทิศทางของตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวกและตลาดในยุโรปก็ปรับตัวขึ้น เช่นเดียวกับดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่เคลื่อนไหวในแดนบวก โดยตลาดหุ้นไทยได้แรงสนับสนุนจากประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำให้ตลาดฯ ผ่อนคลายมากขึ้น ประกอบกับการเมืองในประเทศใกล้ชัดเจนมากขึ้น โดยตอนนี้รอการเลือกบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


ก.ล.ต.หารือ 9 หน่วยงานป้องกันหลอกลงทุน "สินทรัพย์ดิจิทัล"

Wed, 5 Jun 2019 16:47:00

วันนี้ (5 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประชุมร่วมกับผู้บริหารและผู้แทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เพื่อบูรณาการความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงให้ประชาชนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงดำเนินการเพื่อเพิ่มเครือข่ายในการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

เลขาธิการ ก.ล.ต.เปิดเผยว่า การหารือในวันนี้ ทุกหน่วยงานได้อภิปรายแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพและสามารถช่วยยับยั้งความเสียหายต่อประชาชนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยหลังจากนี้จะมีการหารือแนวทางในการบูรณาการการทำงานเพิ่มเติม และพิจารณาจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่อไป

 


ท่องเที่ยวภูเก็ตซบเซา ผู้ประกอบการโอดภาษีสูง

Wed, 5 Jun 2019 12:05:00

วันนี้ (5 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสรายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต พบว่า ในระยะนี้ค่อนข้างเงียบเหงา นักท่องเที่ยวค่อนข้างบางตา อันเนื่องมาจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่น และปัญหาเศรษฐกิจโลก ทำให้ไม่ว่าจะเป็นบริเวณชายหาดป่าตอง ซึ่งจะเห็นว่าเจ็ทสกีจอดรอนักท่องเที่ยวมาใช้บริการ

ไม่ต่างจากภายในซอยบางลา ซึ่งเป็นย่านสถานบันเทิงถนนคนเดินในยามเย็น ค่อนข้างเงียบเหงา และเพื่อเป็นการเรียกนักท่องเที่ยวก็มีการจัดทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมเครื่องดื่ม แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ส่วนช่วงกลางคืนที่เห็นผู้คนเต็มถนนส่วนหนึ่งก็จะเป็นพนักงานของร้านค้าหรือบาร์เบียร์ต่างๆที่ออกมาเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการ


นักท่องเที่ยวลด ผู้ประกอบการแบกรายจ่ายไม่ไหว ปิดตัวอื้อ

นายปรีชาวุฒิ กี่สิ้น ผู้บริหารบริษัทในเครือฟิโซนากรุ๊ป ซึ่งมีทั้งโรงแรมที่พัก สถานบันเทิง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ในพื้นที่ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของป่าตองว่า เนื่องจากในระยะนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวน้อยลง และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่าปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงค่อนข้างมาก ประมาณร้อยละ 25–30 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของพื้นที่ป่าตอง โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจสถานบันเทิงต่างๆ พบว่า ค่อนข้างเงียบเหงาและจากการติดตามสถานการณ์ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนมือเจ้าของสถานประกอบการปีละประมาณร้อยละ 30–40 เพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ที่ชัดเจนคือผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอีเมื่อแบกรับภาระไม่ไหวก็จำเป็นที่จะต้องหยุดกิจการ

ขณะนี้มีผู้ประกอบการเช่าพื้นที่ มีผู้ประกอบการประมาณร้อยละ 30–50 ขอลดค่าเช่าและร้อยละ 30 ขอยกเลิกการเช่า ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการชะลอการต่อสัญญา สาเหตุหลักมาจากผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง เมื่อมีการจัดกิจกรรมก็จะมากันครั้งหนึ่งและหายไป ทำให้มีความไม่มั่นคงเรื่องรายได้ ขณะเดียวกันก็ไม่มีนโยบายในการสร้างความแข็งแรงให้กับเศรษฐกิจในช่วงระยะกลางและระยะยาว

 โอดถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อน

นายปรีชาวุฒิกล่าวต่อว่า นอกจากความไม่แน่นอนเรื่องของรายได้ จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงแล้ว ยังมาเจอปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะในส่วนของภาษีสรรพสามิต ซึ่งออกมา เมื่อเดือนกันยายน 2560 และมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบในรายละเอียดและปฏิบัติไม่ถูกต้อง โดยภาษีตัวนี้ มีการเก็บสูงถึงร้อยละ 11 และหากไม่ยื่นเสียภาษีก็จะถูกปรับถึง 2 เท่า เหมือนกับเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วให้ยิ่งแย่ไปอีก

ปกติผู้ประกอบการเองพร้อมจะจ่ายภาษีอยู่แล้ว เพียงแต่ขอให้มีความชัดเจน เพื่อจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเรียกผู้ประกอบการมาประชุมชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากเป็นมองว่าเป็นการเก็บซ้ำซ้อนและไม่มีความชัดเจน

ผู้ประกอบการวอนขอให้เก็บภาษีแต่พอดี

ด้าน นายวีรวิชญ์ เครือสมบัติ ประธานชมรมสถานบันเทิงหาดป่าตอง กล่าวว่า สถานบันเทิงป่าตอง ประสบปัญหาค่อนข้างมาก เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดน้อยลง เพราะเป็นช่วงหน้าโลว์ซีซั่น รวมถึงการเข้ามาเร่งรัดจัดเก็บภาษีของสรรพสามิต ซึ่งล่าสุดมีการจัดเก็บสูงถึงร้อยละ 11 จากรายได้จริง แม้ว่าจะมีการแจ้งข่าวเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ก็ควรจะประชุมชี้แจงทำความเข้าใจอย่างเป็นทางการ ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายราย เข้ามาหารือ เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เพราะส่วนใหญ่ทุกคนพร้อมจะจ่ายภาษีอยู่แล้ว แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอดี และสามารถอยู่ได้ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่จะเก็บภาษีอย่างเดียว เนื่องจากป่าตองหรือภูเก็ต ภาษีหลักๆ จะมาจากการท่องเที่ยวหากขาดนักลงทุนที่ดีและขาดผู้มาทำกิจการเชื่อว่าอนาคตจะเงียบเหงาแน่

ตลาดจีนหาย อินเดียมาแทน เร่งหาตลาดใกล้บ้านมาเติม

ขณะที่ นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวโดยภาพรวม ค่อนข้างน่ากังวลเล็กน้อย โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งเกาะ ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน อยู่ที่ร้อยละ 55 ต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 65 แต่ในบางโรงแรมอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้

แน่นอนว่าตลาดจีนหายไปจริงๆ ส่วนตลาดที่มาทดแทนคือตลาดอินเดียว ตัวเลขก็ยังไม่มากพอที่จะมาทดแทนตลาดจีน 100 % ทางสมาคมฯ พยายามจัดหาตลาดทดแทน ล่าสุดเดินทางไปทำตลาดที่ฮานอยกับโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก และกำลังมองตลาดใกล้บ้าน โดยได้หารือกัน เพื่อจัดทำแพ็คเกจราคาพิเศษ ให้กับนักท่องเที่ยวคนไทยที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว

สงครามการค้าทำกระทบ ต้องเร่งทำตลาดอาเซียน

นายภูมิกิตติ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ต้องยอมรับว่า เมื่อพูดถึงตลาดต่างประเทศไม่เฉพาะภูเก็ตเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ได้รับผลกระทบกันทั้งประเทศ เป็นผลจากการทำสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่า เป็นผลกระทบแค่ช่วงเวลาหนึ่ง และสองประเทศคงจะมีการหันมาพูดคุยกัน เพราะหากรบกันก็แพ้ทั้งคู่ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ตลาดยุโรปในช่วงไฮซีซั่น ที่จะถึงต้องมองตลาดให้ชัดว่าจะทำอย่างไร เพราะอังกฤษก็มีปัญหาเศรษฐกิจซึ่งลากยาวพอสมควร ขณะที่ฝรั่งเศสก็มีปัญหาภายในประเทศของเขาเอง

ดังนั้นจะต้องมีการติดตามสถานการณ์ของประเทศที่เป็นตลาดหลักอย่างใกล้ชิด ว่าจะสามารถทำอะไรได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่ตลาดที่ให้ความสนใจค่อนข้างมาก และให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือตลาดคนไทย ซึ่งเร็วๆ นี้ก็จะไปทำโรดโชว์ที่ จ.อุดรธานี กับเวียงจันทร์ ประเทศลาว และเนื่องจากเราเป็นประธานอาเซียนจึงมองตลาดอาเซียนไว้ด้วย

ถ้าผ่านไปได้ถึง ก.ย.สถานการณ์น่าจะดีขึ้น

นายภูมิกิตติ์กล่าวด้วยว่า ในช่วง 2–3 เดือนนี้ มองว่า เป็นช่วงที่มีความท้าทายความเข้มแข็งอย่างยิ่งของการท่องเที่ยวภูเก็ตสิ่งที่ทางสมาคมฯสามารถทำได้คือการตลาดและการพูดคุยกับทางสถานบันการเงินว่าจะมีมาตรฐานกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรบ้างที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถยืนต่อไปได้ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและการจ้างงานให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของการจ้างงาน เพราะเมื่อใดที่เกิดการเลิกจ้างงานก็จะก่อให้ผลกระทบด้านสังคมและอื่นๆ ตามมา ดังนั้นหากผ่านช่วง 3 เดือนนี้ไปได้ จนถึงเดือนกันยายนนี้ภาพรวมก็น่าจะดีขึ้น


ประธานเครือสหพัฒน์ เตือนเร่งตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จเดือนนี้

Tue, 4 Jun 2019 19:31:00

วันนี้ (4 มิ.ย.2562) นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่คลุมเครือต่อการจัดตั้งรัฐบาล ตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาว่า รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ ที่กำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค การจับจ่าย และการลงทุน หลังนักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล จึงชะลอแผนการลงทุนออกไป จากกำหนดการเดิมที่จะเริ่มลงทุนในครึ่งปีแรก จึงคาดหวังให้พรรคการเมืองเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมกับเร่งรัดกระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่คาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายในเดือนมกราคม 2563 โดยรัฐบาลใหม่ควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทันที เพื่อชดเชยผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ทางการเมืองยังเป็นเช่นนี้ อาจทำให้นักลงทุนตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ที่การเมืองมีเสถียรภาพมากกว่า อย่างเวียดนามและมาเลเซีย

สอดคล้องกับหอการค้าไทยที่เตรียมนำข้อเสนอสมาชิกหอการค้าไทยทั้ง 5 ภาค เข้าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.ในวันพรุ่งนี้ (5 มิ.ย.) เพื่อรวบรวมข้อเสนอ กับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นมติในสมุดปกขาวของ กกร.เสนอต่อรัฐบาลใหม่ให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

 

 


"ปตท.-บางจาก" ปรับลดราคาน้ำมันทุกชนิด 60 สต. เว้น E85 ลง 30 สต. พรุ่งนี้

Tue, 4 Jun 2019 16:59:00

วันนี้ (4 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซล 60 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้น E85 ปรับลด 30 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งจะมีผลในวันพรุ่งนี้ (5 มิ.ย.) ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป


3 บริษัทใหญ่ประมูลตี้วฟรีสนามบินภูมิภาค

Tue, 4 Jun 2019 15:08:00

วันนี้ (4 มิ.ย.62) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยรายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอการดำเนินงานเพื่อขอรับสิทธิการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) มีเอกชนร่วมยื่นข้อเสนอจำนวน 3 ราย

ภาพ : Hatyai International Airport-HDY

ภาพ : Hatyai International Airport-HDY

นายวิชัย บุญยู้ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. (สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด) กล่าวว่า ตามที่ ทอท.ได้จำหน่ายเอกสารการยื่นข้อเสนอการดำเนินงานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ทภก. ทชม.และ ทหญ. ระหว่างวันที่ 5 – 25 เมษายน 2562 โดยมีผู้สนใจซื้อเอกสาร รวมทั้งสิ้น 4 ราย ได้แก่

1. บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด

2.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

3.บริษัทโรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

4.บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด

ภาพ : Chiang Mai International Airport-CNX

ภาพ : Chiang Mai International Airport-CNX

 

ในวันนี้ วันที่ 4 มิถุนายน 2562 ทอท.กำหนดให้มีการยื่นข้อเสนอการดำเนินงาน โดยมีผู้มายื่นข้อเสนอ 3 ราย ได้แก่

1.บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด

2.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยื่นข้อเสนอการดำเนินงานในนามกิจการร่วมค้าการบิน กรุงเทพ ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี (ท่าอากาศยานภูมิภาค) ประกอบด้วย บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท โฮเต็ล ล็อตเต้ จำกัด และบริษัท บางกอกแอร์เวย์สโฮลดิ้ง จำกัด

3. บริษัทโรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยื่นข้อเสนอการดำเนินงานในนามกิจการร่วมค้า ประกอบด้วย บริษัทโรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็มไพร์ เอเชีย กรุ๊ป จำกัด และ WDFG UK LIMITED

ทั้งนี้ ทอท.ได้กำหนดให้มีการนำเสนอผลงาน (Presentation) ข้อเสนอด้านเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอการดำเนินงาน โดยผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 3 ราย จะนำเสนอผลงาน ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 และ ทอท.จะมีการเปิดซองเสนอค่าตอบแทนและประกาศผลคะแนนสูงสุด ในวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ต่อไป

ด้านนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับหลักเกณฑ์ของการให้คะแนนของ โครงการดิวตี้ฟรีสนามบินภูมิภาคจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับการพิจารณาโครงการดิวตี้ฟรีที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ให้น้ำหนักด้านเทคนิกจะคิดเป็นคะแนนร้อยละ 80 ด้านราคาคิดเป็นร้อยละ 20 โดยหลังจากนี้ เมื่อการประมูลแล้วเสร็จจะแจ้งผลการประมูลต่อสาธารณะ ก่อนนำเสนอผลให้บอร์ด ทอท. เพื่อพิจารณาเห็นชอบคะแนน

ส่วนกรณีที่มีเอกชนบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงเกณฑ์การให้คะแนน นายนิตินัยยืนยันว่า จะมีการประกาศคะแนนอย่างแน่นอนแต่จะต้องผ่านกระบวนการตามชั้นอำนาจแล้ว ซึ่งหากผู้เข้าร่วมประมูลผู้ใดอยากทราบรายละเอียดคะแนนก็สามารถทำหนังสือมาขอที่ ทอท.ได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่าในทุกขั้นตอน ทอท.มีความโปร่งใส เพราะได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะผู้ตรวจสอบภายนอกเข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอน