ผลักดัน จ.ภูเก็ต ต้นแบบฟื้นเศรษฐกิจ

Sun, 27 Sep 2020 17:41:00

การพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร หรือ City of Gastronomy คือ 1 ใน 7 แผนยุทธศาสตร์หลักที่เครือข่ายภาคเอกชนใน จ.ภูเก็ต เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจของที่นี่ที่เดิมพึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างเดียวไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบยั่งยืนอีก 6 แผนที่เสนอ คือ การพัฒนาภูเก็ตเป็นเมืองการศึกษาระดับโลก การสร้างศูนย์กลางมารีน่า ศูนย์กลางทางการแพทย์ งานสปอร์ตและอีเวนท์ สมาร์ตซิตี้ และศูนย์กลางทูน่า หรือ การเป็นทูน่า ฮับ ของมหาสมุทรอินเดีย

 

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า นี่คือต้นทุนเดิมของภูเก็ตที่เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลกและเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่คนทั่วโลกต้องการกลับมาเยือนแต่พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป ขณะที่การแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะเข้มข้นขึ้นเพราะทุกรัฐบาลต้องการรายได้มาฟื้นเศรษฐกิจ

 

จ.ภูเก็ต มีต้นทุนการปรับตัวที่ดี แต่จะให้ภาคเอกชนทำฝ่ายเดียวอาจไม่สำเร็จ เพราะตอนนี้ ต้องแก้ทั้งปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และการปรับตัวไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ จึงเสนอให้ รัฐบาล เข้าไปสนับสนุนอย่างจริงจัง และทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ต้นแบบแต่การเปลี่ยนผ่าน จ.ภูเก็ต ไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีหลายฐานการผลิตต้องไปควบคู่การปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ และยกระดับทักษะฝีมือแรงงานใหม่ ให้สอดคล้องไปกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกหลังยุคโควิด ซึ่งเป็นอีกโจทย์หนึ่ง ที่ยังไม่มีการพูดถึงมากนัก

 


นศ.จบใหม่ลุยหางานใน "JOB EXPO THAILAND 2020"

Sat, 26 Sep 2020 16:57:00

วันนี้ (26 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักศึกษาจบใหม่และประชาชนจำนวนมาก ให้ความสนใจเข้าร่วมงาน JOB EXPO THAILAND 2020 ไทยมีงานทำ ล้านงานเพื่อล้านคน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 - 28 ก.ย.2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

โดยมีตำแหน่งงานทั้งหมด 1,239,091 ตำแหน่งทั่วประเทศ ทั้งจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน เช่น ด้านการเงิน การธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ การคมนาคมขนส่ง ด้านค้าส่งและค้าปลีก


ส่วนตำแหน่งงานอื่นๆ เช่น กรมการจัดหางาน 475,725 ตำแหน่ง การจ้างงานโดยภาครัฐ 101,716 ตำแหน่ง งานต่างประเทศ 114,433 ตำแหน่ง การจ้างงานนักศึกษาจบใหม่  260,000 ตำแหน่ง โดยมีเงื่อนไขอายุไม่เกิน 25 ปี เรียนจบภายในปี 2563 เงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท โดยกระทรวงแรงงานและสถานประกอบการจ่ายฝ่ายละ 7,500 บาทต่อเดือน อายุงาน 1 ปี


ขณะที่ น.ส.ญาณิศา ถนอมเสียง และ น.ส.กุลภัสสรณี แก้วประเสริฐ นักศึกษาจบใหม่ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งใจมาหางานด้านระบบเครื่องจักรกลในโรงงาน มองว่า แม้การจัดงาน JOB EXPO THAILAND 2020 จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ แต่อาจจ้างงานไม่ได้ทั้ง 1 ล้านตำแหน่ง เพราะผู้ประกอบการต้องคัดเลือกคุณสมบัติให้ตรงกับความต้องการ อีกทั้งจำนวนคนว่างงานอาจมีมากกว่า 1 ล้านคน


ทั้งนี้ ตำแหน่งงานว่างทั้ง 1 ล้านตำแหน่ง จะนำไปรวบรวมไว้ในเว็บไซต์ www.ไทยมีงานทํา.com และ www.จ้างงานเด็กจบใหม่.com เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก.แรงงานจัด "JOB EXPO 2020" ช่วยคนตกงาน 1 ล้านตำแหน่ง

 

 


รฟม.แจงปมล็อกสเปก "รถไฟฟ้าสายสีส้ม" ยันโปร่งใส

Fri, 25 Sep 2020 17:20:00

วันนี้ (25 ก.ย.2563) นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาส ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์–มีนบุรี (สุวินทวงศ์)ว่า การประชุมคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอก ชน พ.ศ.2562 รฟม.ได้ประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา และมีกำหนดยื่นซองเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนในวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ต่อมาคณะกรรมการฯ ได้มีมติปรับปรุงวิธีการประเมินข้อเสนอ

จากเดิมที่พิจารณาซองเทคนิค และซองการลงทุนและผลตอบแทน แยกจากกัน เพราะเห็นว่าเป็นโครงการร่วมลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะส่วนตะวันตก ซึ่งเทคนิคการก่อสร้างมีความซับซ้อน เนื่องจากเป็นการดำเนินงานก่อสร้างใต้ดินทั้งหมด ประกอบกับแนวเส้นทางที่พาดผ่านเข้าในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่อ่อนไหวหลายแห่ง โดยเฉพาะกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในต้องก่อสร้างอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการเดินรถไฟฟ้าที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยชั้นสูง

 

 

นายภคพงศ์ กล่าวว่า รฟม.สามารถปรับปรุงวิธีการประเมินข้อเสนอเป็นไปตามมาตรา 35 และมาตรา 38 ตามพ.ร.บ.ร่วมทุน ที่สามารถปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงได้ ก่อนวันยื่นซองเอกสารข้อเสนอ รฟม โดยสาเหตุการเปลี่ยนแปลงวิธีประเมิน หลังขายซองเอกสารประมูลไปแล้ว เพราะมีระยะเวลากระชั้นชิด จึงต้องเร่งประกาศขายซองออกไปก่อน แต่มีแนวคิดตั้งแต่รับฟังความเห็นเอกชนได้มีหนังสือแจ้งเมื่อ 27 ส.ค.ที่ผ่านมาต่อเอกชนที่ซื้อซองเอกสารว่า จะพิจารณาข้อเสนอทั้งด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านราคาควบคู่กันไป

ได้ขยายเวลาการยื่นข้อเสนอออกไปจากเดิม 23 ก.ย.63 เป็นวันที่ 9 พ.ย.นี้ หรือมีระยะเวลาก่อนยื่นข้อเสนอมากกว่า 70 วัน ยืนยันว่าการปรับปรุงวิธีการประเมินข้อเสนอจะไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบเพราะทุกรายได้ข้อมูลเหมือนกัน

ยันทำตามกฎหมาย-แนะปรับทีโออาร์ให้ตรงจุด

ส่วนโครงการมีการใช้คะแนนเทคนิคมาร่วมการพิจารณาด้วย นายภคพงศ์ ยืนยันว่า รฟม.ไม่ได้ทำรายแรก การใช้เกณฑ์ทางเทคนิคถูกนำมาใช้ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงแรก ปี 2541 โครงการทางด่วนระยะที่ 2 และโครงการอี-พาสปอร์ต ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีการออกกฎหมาย พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ว่าถ้าเป็นการจ้างที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องดูคุณภาพการจัดซื้อจัดจ้างตามความต้องการภาครัฐ ในการพิจารณาการประเมินข้อเสนอไม่ได้ให้น้ำหนักด้านเทคนิคมากเกินไป คือให้คะแนน 30 คะแนน ส่วนด้านการเงิน 70 คะแนน ซึ่งในนี้จะมีความน่าเชื่อถือของสมมุติฐานด้านการเงินด้วยอีก 10 คะแนน

ยืนยันทำตามกฎหมาย และทั้งหมดยังไม่ได้เป็นผู้ยื่นข้อเสนอ เห็นว่าแทนที่จะเดินสายออกสื่อ ควรมาปรับปรุงข้อเสนอเป็นไปตามเอกสารที่ปรับปรุงมากกว่า เพราะระยะเวลาที่ให้มากกว่าที่กำหนดในช่วงแรก 10 กว่าวัน น่าจะเอาเวลาไปทำให้มีโอกาสสูงที่จะได้เป็นคู่สัญญาสายสีส้มได้ ท่านมีข้อกังวลใด ถ้าของดีมีคุณภาพในการใช้งาน มีประโยชน์ต่อภาครัฐ และประชาชน ก็ไม่เห็นต้องกังวล

เปิดให้ยื่นข้อเสนอ 9 พ.ย.นี้ 

ส่วนกรณีที่เอกสารการประมูลระบุว่าเอกชนที่ยื่นข้อเสนอต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ทำอุโมงค์ใต้ ที่มีรัศมีไม่น้อยกว่า 5 เมตร และมีมูลค่างานไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทนายภคพงศ์ ระบุว่า ผู้ดำเนินการงานโยธา สามารถมีบริษัทที่เป็นผู้รับจ้างช่วง หรือซับคอนแทรคได้ ไม่ต้องซื้อซองเอกสารก็ได้

ปัจจุบันมีผู้รับเหมาที่เคยทำอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา 2 ราย ส่วนผู้รับเหมาขนาดใหญ่ที่ทำงานอุโมงค์ เช่น อุโมงค์ผันน้ำเขื่อนแม่งัด อุโมงค์กทม.และของรฟม.มีผู้มีประสบการณ์ 4-5 ราย ไม่รวมต่างประเทศจากญี่ปุ่น จีน และยุโรป หากเอกชนรายใดเป็นผู้มีประสบการณ์ทำอุโมงค์ และเป็นผู้รับเหมาของไทย ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่รฟม.สงวนสิทธิ์กำหนดเกณฑ์ย่อยด้านเทคนิคหลังจากรับข้อเสนอแล้ว

ส่วนกรณีที่บีทีเอสได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา และได้นัดไต่สวน รฟม.เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ รฟม.ขอเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากในคำร้องบีทีเอสมีการอ้างอิงเอกสารในคำฟ้องหลัก เอกสารคำฟ้องหลักไม่เห็นไม่ได้แนบมา และรอศาลนัดใหม่อีกครั้ง ซึ่งหากศาลมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินก็พร้อมปฏิบัติตามแต่เชื่อว่าศาลจะรับฟัง

เบื้องต้น รฟม.จะให้ยื่นข้อเสนอในวันที่ 9 พ.ย.นี้ และจะพิจารณาข้อเสนอด้านคุณสมบัติและเปิดซองในวันที่ 23 พ.ย.นี้ และจะเปิดข้อเสนอด้านเทคนิค และด้านราคาพร้อมกันที่ต้องใช้เวลาการประเมินคาดว่ารู้ผลต้นปี 64 หรือประมาณเดือน ม.ค.64


ชีวิตหน้า "เวทีชุมนุม" พื้นที่หารายได้ช่วง COVID-19

Fri, 25 Sep 2020 12:35:00

วันนี้ (25 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 10 กว่าปีมาแล้วที่นายพิศิษฐ์ รัตนะ ยึดอาชีพพ่อค้าในเวทีชุมนุมทางการเมือง โดยเริ่มต้นขายอุปกรณ์กันแดดกันฝนครั้งแรกในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อขายได้ง่ายและรายได้ดี ทำให้ทุกครั้งเมื่อมีการชุมนุมทางการเมือง จึงไม่พลาดที่จะหารายได้ โดยเฉพาะในช่วง COVID-19 ที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ค้าขายลำบาก


การชุมนุมวานนี้นายพิศิษฐ์ก็ได้จับจองพื้นที่ตั้งร้านหน้ารัฐสภาตั้งแต่ช่วงบ่ายเพราะหวังว่าจะมีรายได้ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา นายพิศิษฐ์ ระบุว่า ปกติขายสินค้าต่างๆ ตามงานประเพณีในต่างจังหวัด ทั้งงานแข่งเรือและหล่อพระ ส่วนการชุมนุมนั้น ตัดสินใจมาขายเนื่องจากมีคนจำนวนมาก โดยสินค้าที่นำมาขายเป็นของจำเป็นที่ต้องมีในการร่วมชุมนุมทั้งหมดทั้งพัด ร่ม ผ้าปู และโต๊ะ ซึ่งกำลังซื้อของผู้เข้าร่วมชุมนุมสามารถซื้อได้ เริ่มต้นตั้งแต่ 20 บาท โดยรายได้เน้นจากจำนวนคนมากกว่า

ชุมนุมคนเยอะกว่างานแข่งเรือ หล่อพระมาก โดยเฉพาะชุมนุมที่สนามหลวงครั้งก่อนก็ได้กำไรหมื่นกว่าบาทเหมือนกัน เพราะคนเยอะมาก 

เช่นเดียวกับ น.ส.วรรณา ทองนอก อดีตแม่ค้าขายข้าวแกง ย่านซอยหมอเหล็ง เขตราชเทวี คนนี้ผันตัวมาขายพลาสติกรองนั่ง หลังต้องหยุดขายอาหาร ตั้งแต่ COVID-19 แพร่ระบาด เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่เธอมาค้าขายในเวทีชุมนุม หลังครั้งแรกไปขายที่สนามหลวง แม้รายได้จะไม่มากนัก เพราะต้องขายให้ได้ 100 บาท จึงจะได้กำไร 20 บาท แต่เธอบอกว่ายังดีกว่าไม่มีรายได้เลย

คิดว่ามีชุมนุมที่ไหนก็ไปขายหมดเลย ก่อนหน้านี้ขายข้าวแกงมา แต่ COVID-19 ก็ต้องหันมาขายแบบนี้ ไปขายสนามหลวง ได้กำไรมา 400-500 บาท ก็ดีกว่าไม่ได้เลย

 

ร้องแก้ รธน. - ช่วยแรงงานถูกเลิกจ้าง

ด้าน น.ส.ธนพร วิจันทร์ เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน มาเข้าร่วมการชุมนุม เพื่อติดตามข้อเรียกร้องที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อีกทั้ง ส.ส.ร.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และต้องมีสัดส่วนแรงงาน เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่มสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรองของแรงงาน รวมทั้งสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตให้แรงงาน

 


ทั้งนี้ สวัสดิการรัฐ บำนาญถ้วนหน้า ค่าจ้างที่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่เครือข่ายแรงงานคาดหวังให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม พวกเค้าสะท้อนว่าประเด็นนี้เรียกร้องต่อรัฐบาลมาต่อเนื่องยาวนาน แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง อีกทั้งสถานการณ์ COVID-19 ยังเข้ามาซ้ำเติมแรงงานทำให้ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เคยมีมานาน จึงคาดหวังให้รัฐบาลแก้ปัญหาโดนเร่งด่วน และยืนยันที่จะติดตามข้อเรียกร้องและสะท้อนผ่านเวทีชุมนุมทางการเมือง เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

 


"บีทีเอส" ค้านเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลสายสีส้ม

Thu, 24 Sep 2020 17:58:00

วันนี้ (24 ก.ย.2563) นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่ง มวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้ยื่นหนังสือต่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กรณีที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทีโออาร์หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกเอกชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี มูลค่า 1.4 แสนล้านบาท

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) วงเงินรวมงานอาณัติสัญญาณ 142,789 ล้านบาทเป็นโครงการที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP Net Cost ได้ผ่านกระบวนการทุกขั้นตอน จนขายซองไปแล้ว

แต่ รฟม. โดยคณะกรรมการคัดเลือกตามาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 ได้ปรับเกณฑ์การประมูลใหม่ โดยไม่ได้ดูเกณฑ์ด้านราคาอย่างเดียว ซึ่งผู้ที่ให้ข้อเสนอกับรัฐที่ดีที่สุดจะได้รับการคัดเลือก แต่คณะกรรมการกลับเปลี่ยนแปลงนำคะแนนเทคนิคมาคิดเป็นร้อยละ 30 และด้านราคาร้อยละ 70 โดยเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หลังจากการการประกวดราคาแล้ว ทำให้ทราบว่าคู่แข่งเป็นใครบ้าง ซึ่งอาจสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้ซื้อซองประกวดราคา จึงต้องการให้กลับมาใช้ ทีโออาร์ เดิม ที่ให้ยึดราคาเป็นเกณฑ์พิจารณาอย่างเดียว

ล่าสุดได้ดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองไปเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอศาลนัดหมายไต่สวนตามกระบวนการกฎหมาย คาดว่าศาลจะมีคำสั่งออกมาก่อนวันกำหนดยื่นซองประมูล คือวันที่ 6 พ.ย. 

ทั้งนี้ ยืนยันว่า จะยังยื่นข้อเสนอ แต่อาจเป็นในนามกลุ่มกิจการร่วมค้า BSR ที่ประกอบด้วย BTSC, บมจ.ซิโน-ไทยเอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น หรือ STEC และบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง หรือ RATCH แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ แต่ละบริษัทคงต้องหารือในบอร์ดกันก่อน

 

ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า การจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างต้องโปร่งใส เปิดเผยได้อย่างเสรี แต่จากที่เห็นโครงการนี้ มีการเปลี่ยกติกา แบบที่ไม่เคยเกิดขึันในประเทศไทยมาก่อน

หากจะเปลี่ยนเงื่อนไขหลังการขายซอง จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการยกเลิกทีโออาร์เดิมหรือขายซองใหม่เท่านั้น เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหลังการขายซองแล้วถือว่าขัดต่อธรรมาภิบาล เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม หากยอมรับ ประเทศจะเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน

นอกจากนี้การประมูลรถไฟฟ้าของประเทศไทยที่ผ่านมาจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สีเขียว และสีม่วง ที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ภาครัฐบาลได้ใช้ข้อตกลงคุณธรรมเพื่อมีความโปร่งใส แต่กลับกันโครงการนี้ที่โครงการเดียวมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาทเทียบเท่ากับทั้ง 3 สาย หากมีการใช้ข้อตกลงคุณธรรมตั้งแต่ต้นก็จะเกิดความโปร่งใส

ขณะที่วันพรุ่งนี้ (25 ก.ย.63) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะแถลงข่าว เรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกเอกชนเป็นผู้ร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 9 อาคาร 1 รฟม.

 


เร่งช่วยประมงใต้ถูก IUU บีบ หนีจดทะเบียนมาเลย์ กระทบธุรกิจไทย

Thu, 24 Sep 2020 14:39:00

วันนี้ (24 ก.ย.2563) นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมลํ้า วุฒิสภา เปิดเผยว่า จากการเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของคณะกรรมาธิการฯ พบว่า ปัญหาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นเรื่องสำคัญ ที่ควรต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่ได้รับความไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำในการดำรงชีวิต ขาดการสร้างรายได้ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่สำคัญ ที่ทำให้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้

สำหรับแนวทางในการสร้างรายได้ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่ดี ในฐานะผู้ผลิตอาหารของโลก และอาหารทะเล ในช่วงวิกฤติโลก ที่เกิดการขาดแคลนอาหาร จากสถานการณ์ COVID-19 แต่เมื่อคณะกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่กลับพบว่า จังหวัดชายแดนใต้ เกิดปัญหาอุตสาหกรรมประมงซบเซา ไม่มีเรือทำประมงพาณิชย์

นับตั้งแต่รัฐบาลไทยได้เจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หรือ IUU (Illegal Unreported and Unregulated Fishing ) มีการกำหนดมาตรฐานที่สูงมาก จนเกินกว่าที่ผู้ประกอบการประมงของไทยจะสามารถปรับตัวให้สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ได้

 

จากปัญหาที่เกิดขึ้น นายสังศิตระบุว่า เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการเรือประมงพาณิชย์ของไทย ที่มีประมาณ 700 ลำ เป็นเรือจาก จ.ปัตตานี ที่เคยเป็นแหล่งประมงสำคัญ มากถึง 180 ลำ ไปจดทะเบียนกับประเทศมาเลเซีย เพราะระเบียบของทางราชการที่นั่น เอื้ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจมากกว่าของไทย

ซึ่งเรือดังกล่าวส่งผลให้อุตสาหกรรมประมงของมาเลเซียเฟื่องฟู มีรายได้จากการจ้างงานมหาศาล ในขณะที่เรือประมงไทยที่ไปจดทะเบียนไม่สามารถนำกลับประเทศหรือเข้ามาส่งซ่อม ได้เลย

ผมสงสัยว่าทำไมเรือประมงพาณิชย์ของไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงต้องไปขึ้นทะเบียนกับประเทศมาเลเซีย หมายความว่า ถ้าเป็นเรือของมาเลเซียสามารถประกอบการได้ แต่ถ้าเป็นเรือประมงไทย กลับไม่สามารถทำธุรกิจได้
ทำไม EU กำหนดมาตรฐานสูงสุดกับไทย ทั้งๆ ที่โดยหลักการแล้วการทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ ทุกประเทศจะได้รับการปฏิบัติบนหลักเกณฑ์เดียวกัน และเสมอภาคกัน

นายสังศิตยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า “สิ่งที่ผมยังไม่เข้าใจก็คือ ทำไมชาติอาเซียนอื่นๆ ยังสามารถทำธุรกิจประมงพาณิชย์ได้ ประเทศอื่นๆ ได้รับสิทธิพิเศษอะไรหรือไม่ หรือเป็นเพราะความสามารถของทีมเจรจาของประเทศนั้นๆ”

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว นายสังศิตระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน มาให้ข้อมูล เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพื่อเตรียมเสนอวุฒิสภาและรัฐบาลต่อไป

โดยแนวทางเบื้องต้นที่เตรียมนำเสนอ เช่น ให้มีการย้ายทะเบียนเรือประมงพาณิชย์เหล่านั้นกลับมาประเทศไทย นอกจากนี้ยังเห็นว่า ควรเจรจาและทบทวนการทำข้อตกลงกับ EU เกี่ยวกับการปฎิบัติตามมาตรฐาน IUU รวมถึงปรับปรุงกฎหมายประมงของไทยให้สอดคล้องสถานการณ์อุตสาหกรรมประมงของโลกด้วย


ปัจจัยลบรุมเร้า หุ้นไทยดิ่งเฉียด 20 จุด

Thu, 24 Sep 2020 13:06:00

วันนี้ (24 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการซื้อขายหุ้นไทยวันนี้ ปิดตลาดภาคเช้า ปรับตัวลดลง 19.42 จุด ไปที่อยู่ที่ระดับ 1,244.59 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 1.54 นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บรรยากาศการซื้อขายหุ้นไทยวันนี้ ถูกกดดันจากหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ

 

 

หลังแนวโน้มเศรษฐกิจโลก อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ การปรับฐานตลาดหุ้นต่างประเทศ และการชุมนุมที่รัฐสภา กรณีการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมจับตากรณีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมยกเลิกมาตรการขายชอร์ต ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ อาจกระทบให้หุ้นปรับฐานใหญ่

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี วิเคราะห์ว่า บรรยากาศหุ้นไทยเป็นไปตามทิศทางเดียวกับต่างประเทศ หลังนักลงทุนกังวลมาตรการล็อกดาวน์ รอบ 2 ในต่างประเทศ ประกอบกับดัชนีที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตและบริการ หรือ PMI ของสหรัฐฯ ต่ำสุดในรอบ 2 ปี แต่ยังไม่มีการประกาศมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน


"ปปง.-ธปท." ชี้แจง 4 ธนาคารไทยพัวพันธุรกรรมน่าสงสัย

Tue, 22 Sep 2020 19:36:00

วันนี้ (22 ก.ย.63) พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รักษาราชการแทน เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กล่าวว่า ข้อมูลที่ปรากฎออกมาเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่และเป็นข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ซึ่งการตรวจสอบธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัยเป็นภารกิจปกติและตรวจสอบอย่างเข้มข้นอยู่แล้วจึงขอเวลาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อไม่สร้างความตื่นตระหนก

ขณะที่รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้ ธปท.เรียกขอรายงานข้อมูลธนาคารพาณิชย์แบบรายสัญญาเฉพาะธุรกรรมสินเชื่อเท่านั้นเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงในระบบสถาบันการเงินและดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ส่วนธุรกรรมการโอนเงินยังไม่ได้เรียกบันทึกข้อมูลเป็นรายธุรกรรม แต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเป็นผู้วิเคราะห์ความเสี่ยงซึ่งในทางเทคนิคสามารถวิเคราะห์ได้ว่า เป็นธุรรมการเงินที่เข้าข่ายน่าสงสัย เช่น การโอนเงินระหว่างบัญชีเครือข่ายแบบวน หรือ โอนแบบ loop ในปริมาณวงเงินสูง หรือ แม้กระทั่งพฤติกรรมการโอนที่เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ ในการเฝ้าระวังข้อมูลธุรกรรมดังกล่าวทำได้เพียงตั้งข้อสังเกตหรือสงสัยแต่ไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน 100% ว่าเป็นธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย แม้ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลก็ตามเพราะพฤติกรรมของคนมีความหลากหลายซึ่งแม้เป็นธุรกรรมที่แปลก แต่อาจไม่ใช่ความผิดและการตรวจสอบปัญหาดังกล่าว เป็นหน้าที่ของ ปปง.

แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินการติดตามพฤติกรรม หรือ ธุรกรรมที่น่าสงสัยถือเป็นข้อมูลอย่างหนึ่งเพื่อเฝ้าระวังและกำกับให้สถาบันการเงินติดตามดูแลเพื่อไม่ให้มีปริมาณธุรกรรมที่น่าสงสัยมากเกินไปจนกลายเป็นความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุส่วนหนึ่ง กระทบราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงทั้งหมดไม่จำเพาะธนาคารที่มีชื่อในรายงานเอกสารดังกล่าว

ฝ่ายสื่อสารองค์กรธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ซึ่งเป็น 1 ในสถาบันการเงินที่ถูกพาดพิงชี้แจงว่า ธุรกรรมดังกล่าว เป็นกระบวนการทำงานปกติซึ่งธนาคารได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้วและไม่พบรายการต้องห้ามแต่อย่างใด

สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบ ของ ปปง.ต้องนำข้อมูลการรายงานของ 4 ธนาคาร ที่ถูกกล่าวหามาเทียบ ตามข้อมูลที่ Fincen ก่อนเรียก ธนาคาร ที่ถูกพาดพิงมาสอบถามว่า ตรวจสอบพบการทำธุรกรรมที่ต้องสงสัยหรือไม่และได้ทำรายงานอย่างไร ถ้าพบและไม่รายงาน ถือว่าธนาคารบกพร่อง แต่ถ้าพบและรายงานแล้ว ก็ถือว่าไม่บกพร่อง 

 

 


ผู้ค้าเชื่อกรอบ "ราคาทอง" ไม่เปลี่ยนแปลง

Tue, 22 Sep 2020 09:38:00

วันนี้ (22 ก.ย.2563) นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือน ก.ย.2563 ปรับลดลง เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2563 จากระดับ 75.54 จุด มาอยู่ที่ระดับ 62.53 จุด ลดลง 13.01 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 17.22 โดยปัจจัยที่ทำให้ดัชนีฯ ปรับลดลงมานั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากการพัฒนาและคิดค้นยารักษาเชื้อไวรัสโควิด-19 และแรงขายทำกำไรทองคำ ส่วนปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ นักลงทุนกังวลต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

คาดการณ์ความต้องการซื้อทองคำในช่วงเดือน กันยายน 2563 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 323 ตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 35.91 ไม่แน่ใจว่าจะซื้อทองคำหรือไม่ ขณะที่ร้อยละ 33.13 คาดว่าจะซื้อทองคำในช่วงเดือนนี้ และร้อยละ 30.96 ยังไม่ซื้อทองคำในเดือน กันยายน 2563

ผู้ค้า 6 รายเชื่อราคาทองใกล้เคียงเดือนก่อน

สรุปกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่และผู้ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำจำนวน 12 ตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าราคาทองคำในเดือน ก.ย.2563 จะใกล้เคียงกับราคาทองคำในเดือน ส.ค.2563 จำนวน 6 ราย และคาดว่าจะลดลง มีจำนวน 4 ราย ส่วนที่คาดว่าราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นมีจำนวน 2 ราย

ราคาทองแกว่งตัว "รักษาระดับ-สร้างฐาน"

สำหรับการคาดการณ์ราคาทองคำในเดือน ก.ย.2563 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่มีมุมมอง ดังนี้ Gold Spot ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 1,878 – 2,027 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 28,000 – 29,900 บาทต่อน้ำหนัก 1 บาททองคำ และด้านค่าเงินบาทไทย ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 30.77 – 31.73 บาทไทย ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

การลงทุนทองคำในเดือน ก.ย.2563 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ ให้ความเห็นว่า หลังจากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นจนสร้างระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 2,075 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ โดยคาดการณ์ว่าราคาทองคำในเดือนนี้อาจเกิดความผันผวน ทั้งนี้ ราคาทองคำพยายามแกว่งตัวเพื่อรักษาระดับ และสร้างฐานราคา โดยหากราคาทองคำไม่สามารถผ่านแนวต้านที่สำคัญบริเวณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ได้ อาจเกิดแรงเทขายกดดันราคาทองปรับตัวลดลงมาอีกครั้ง

ราคาทอง ครั้งที่ 1 ปรับตัวลดลง 200 บาท

ส่วนสถานการณ์ราคาทองคำ จากการประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 22 ก.ย.2563 เมื่อเวลา 09.30 น. ราคาทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 28,900 บาท ราคารับซื้อบาทละ 27,788.28 บาท ส่วนทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 28,400 บาท รับซื้อบาทละ 28,300 บาท

 


กบง.ตรึงราคา LPG ถึงสิ้นปี 63 สั่งทบทวนลดค่าไฟฟ้า

Tue, 22 Sep 2020 07:59:00

วันนี้ (22 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เห็นชอบตรึงราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG ต่อออกไปอีก 3 เดือน โดยให้สิ้นสุดถึงวันที่ 31 ธ.ค.2563 เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19

โดยราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น LPG ซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 14.37 บาท ต่อกิโลกรัม หรือราคาขายปลีกอยู่ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม โดยใช้เงินกองทุนในส่วนของ LPG มาบริหาร ซึ่งยังคงเป็นไปตามกรอบวงเงินที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ส่งผลให้บัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 7,424 ล้านบาท

สั่งทบทวนลดค่าไฟฟ้าช่วยประชาชน

กบง.ยังมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไปทบทวนความต้องการรายได้ของการไฟฟ้าทั้ง 3 การไฟฟ้า และทบทวนหลักเกณฑ์ทางการเงินเพื่อให้มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันการคิดผลตอบแทนจากการลงทุนของทั้ง 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ร้อยละ 5-6 อาจไม่ตอบโจทย์การดำเนินงาน

และให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไปบริหารจัดการปริมาณกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชนต่ำลงจากปัจจุบัน โดยให้นำกลับมาเสนอ กบง.ในครั้งหน้า

 

นอกจากนี้ กบง.ยังเห็นชอบปรับหลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 ซึ่งจะทำให้การคำนวณราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 ลดลง 0.051 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล บี10 ในการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกินและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม และปรับชื่อเรียกน้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี7 และดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้

 


นักวิเคราะห์คาดว่าชุมนุมยุติ แต่ยังกดดันดัชนีหุ้นไทย

Sun, 20 Sep 2020 12:11:00

วันนี้ (20 ก.ย.2563) นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ซึ่งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ว่า ประเมินว่าแม้ว่าการชุมนุมจะยุติลงตามเวลาที่วางไว้ แต่ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนกังวล เพราะภาพการชุนนุมในอดีตกลับมาอีกครั้ง และยังติดตามการชุมนุมอีก 2 ครั้ง คือวันที่ 24 ก.ย. และวันที่ 14 ต.ค.นี้

เชื่อไม่น่ายืนเหนือ 1,300 จุด

แม้การชุมนุมครั้งนี้ จะไม่ยืดเยื้อแต่สถานการณ์ก็ยังไม่จบ จะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีตลาดหุ้นไทย รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ยังต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับตัวเศรษฐกิจอีกหรือไม่ โดยประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยวันพรุ่งนี้ (21 ก.ย.) ไม่น่าจะยืนเหนือ 1,300 จุดได้

ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 23 ก.ย.นี้ มองว่านักลงทุนจะไม่ได้ให้น้ำหนักมาก เท่ากับสถานการณ์ในประเทศทั้งการเมือง และการเติบโตของเศรษฐกิจที่จะต้องอาศัยมาตรการทางการคลัง ที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ต่ำมากแล้ว ทำให้คาดการณ์ว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม

บล.ทิสโก้ แนะติดตามแก้ รธน.

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า หากการชุมนุมจบเร็ว ก็ประเมินว่าจะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นอาจยืนเหนือ 1,300 จุด แต่ยังติดตามการประชุมสภาในวันที่ 23-24 ก.ย.2563 ว่าจะมีการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ และในมาตราใดบ้าง เพราะจะมีผลต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศด้วย

บล.กสิกรฯ แนะจับตา 4 ปัจจัย

ขณะที่ บล.กสิกรไทย ประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ยังติดตามประเด็นการเมืองในประเทศ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน และการระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย วันที่ 23 ก.ย.นี้ โดยประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,250 - 1,270 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,295-1,310 จุด

 

 


ทช.แจ้งเส้นทางได้รับผลกระทบจากพายุ "โนอึล"

Sun, 20 Sep 2020 10:50:00

วันนี้ (20 ก.ย.63) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) โดยสำนักบำรุงทาง รายงานถึงสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้ว่า (20 ก.ย.63 เวลา 08.30 น.) มีถนน ทช. ประสบอุทกภัย 2 สายทางใน 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครนายก

 

 

โดยมีสายทางที่สามารถสัญจรผ่านได้ 1 สายทาง คือ ทางหลวงชนบทสาย นย.2003 แยก ทล.33 - บ้านชะอม อ.บ้านนา,แก่งคอย จ.นครนายก ช่วง กม.0+550-2+400

และสายทางที่ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 1 สายทาง คือ ทางหลวงชนบทสาย ขก.4044 แยก ทล. 2228 - บ.ทิพย์โสด อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ทางขาด ช่วง กม.9+755-9+779 (ทางเบี่ยงชั่วคราวโครงการก่อสร้างสะพาน) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างถมดิน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จประมาณวันที่ 22 กันยายน 2563

 

 

ทั้งนี้ หน่วยงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้ติดตั้งป้ายเตือน เตรียมความพร้อมเครื่องมือเครื่องจักร และเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่ให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งจัดชุดลาดตระเวนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ
อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 ตลอด 24 ชั่วโมง


คมนาคมเตรียมแผนรับมือ "โนอึล" พร้อมช่วยประชาชน 24 ชม.

Fri, 18 Sep 2020 12:45:00

วันนี้ (18 ก.ย.2563) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์พายุ "โนอึล" อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมแผนบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงให้รายงานการดำเนินการมายังกระทรวงทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์

ขณะที่นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดให้กรมเจ้าท่า ติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ โดยให้จัดเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุประจำอยู่ในสำนักงาน และกำชับให้เจ้าหน้าที่อยู่ในพื้นที่เพื่อพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ หากเกิดสถานการณ์รุนแรงเกินที่จะรับมือได้ ให้ประสานความร่วมมือจากจังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที รวมถึงให้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชน ผู้ประกอบการเรือ ชาวเรือที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างต่อเนื่อง

 

ก่อนหน้านี้ กรมเจ้าท่าออกประกาศแจ้งเตือนชาวเรือให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ช่วงวันที่ 17-20 ก.ย.นี้ โดยเรือเล็กขนาดไม่เกิน 10 เมตร ห้ามออกจากฝั่ง

ขณะที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาภูเก็ต ได้มีประกาศเตือนชาวเรือในพื้นที่ ให้ผู้ควบคุมเรือ เจ้าของเรือ หรือผู้ประกอบการเดินเรือ ตรวจสอบความพร้อมของเรือ และชีวิตอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ ให้พร้อมใช้งาน รวมถึงใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือ หลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนตกหนักในช่วงเวลาดังกล่าว

ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกแขวงทางหลวง หมวดทางหลวงทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักร เจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งให้ศูนย์สร้างทาง 5 แห่ง ศูนย์สะพาน 4 แห่ง เตรียมสะพานเบลี่ย์ หรือสะพานเหล็ก กรณีทางและสะพานขาด

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"โนอึล" เริ่มเข้าไทยฝนถล่มหนักภาคอีสาน

เตือน “ไต้ฝุ่นโนอึล” แรงเทียบ "โพดุล" เคยถล่มอีสานปีก่อน

กอนช.เตือน 24 จังหวัด รับมือน้ำท่วมฉับพลัน 18-20 ก.ย.

 


นายกฯ สั่งเด้ง ผอ.อ.ค.ศ.ไม่เคลียร์ซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง

Fri, 18 Sep 2020 11:16:00

วันนี้ (18 ก.ย.2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เเละ รมว.กลาโหม ออกคำสั่งให้ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลางองค์การคลังสินค้า หรือ อ.ค.ส. มาปฏิบัติหน้าที่ในกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกรัฐมนตรี จนกว่านายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หลังมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนว่า มีผู้นำเงินของ อ.ค.ส.หลายพันล้านบาทไปลงทุนในธุรกิจถุงมือยาง ซึ่งคาดว่า อยู่ในช่วงที่ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ทำหน้าที่รักษาการแทนผู้อำนวยการ อ.ค.ส.

ล่าสุด พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ชี้แจงว่า รับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปรายงานตัว กรณีที่เกิดขึ้นได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ เพราะได้เวียนขอมติจากบอร์ดแล้ว และเป็นความตั้งใจที่จะล้างการขาดทุนสะสมของ อ.ค.ส.ในช่วง 5 ปีติดต่อกันที่มีกว่า 11,000 ล้านบาทให้หมด


สำหรับที่มาของการจัดซื้อถุงมือยาง เกิดขึ้นหลังจากมีผู้ส่งออกสอบถาม อ.ค.ส.ว่าต้องการหาซื้อถุงมือยางส่งออกไปสหรัฐอเมริกา และยุโรป 500 ล้านกล่อง กล่องละ 230 บาท จึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่ อ.ค.ส.จะซื้อขายทำกำไรได้ จึงติดต่อผู้ผลิตไปหลายแห่ง แต่ในที่สุดได้สั่งซื้อจากบริษัท การ์เดียน โกลฟส์ จำกัด จำนวน 500 ล้านกล่อง กล่องละ 225 บาท รวม 112,500 ล้านบาท โดยให้ อ.ค.ส.ชำระเงินล่วงหน้า 2,000 ล้านบาท และมีระยะเวลาส่งมอบใน 2 ปี

กรณีนี้ถูกเปิดเผย หลังจากที่นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต เข้ามารับตำแหน่ง ผอ.อ.ค.ส. คนใหม่ ตามมติคณะรัฐมนตรี เเละได้ตรวจสอบพบว่า มีการนำเงินไปลงทุนซื้อถุงมือยาง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อจำนวนมาก


ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ อ.ค.ส. ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและประสานงานสำนักนายกฯให้ย้ายรักษาการ ผอ.อคส.เข้าไปประจำสำนักนายกฯก่อน เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบ

นอกจากนี้ วันที่ 17 ก.ย.นี้ คณะกรรมการ หรือ บอร์ด อ.ค.ส.ประชุมช่วงเช้ามีมติว่า ให้ระงับโครงการดังกล่าว พร้อมให้อำนาจผู้อำนวยการคนใหม่ไปแจ้งความต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และ ป.ป.ง.พร้อมให้อายัดบัญชีที่รักษาการ ผู้อำนวยการ อ.ค.ส.ได้กระทำการไป เเละให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินบริษัทผู้รับโอนด้วย

 


แท็กซี่ยื่น 6 ข้อ จี้รัฐแก้ปัญหา แนะเลิกแอปฯ “แท็กซี่โอเค”

Fri, 18 Sep 2020 11:06:00

วันนี้ (18 ก.ย.2563) ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล กลุ่มตัวแทนแท็กซี่และจักรยานยนต์รับจ้าง ร่วมประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการรถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่) และผู้เช่าซื้อรถยนต์ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19

ยื่นข้อเสนอ ขอแก้ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 พร้อมให้ทบทวนการติดตั้งระบบ TAXI OK เนื่องจากไม่สร้างรายได้ให้กับผู้ขับรถรับจ้าง โดยมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล 6 ข้อ คือ

1.ให้ยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 อนุญาตรถยนต์ส่วนบุคคล (รถยนต์และรถจักรยานยนต์ป้ายดำ) รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน หรือระบบอื่นใด

2.ให้ยกร่าง พ.ร.บ.รถยนต์รับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) แก้ไข พ.ร.บ...พ.ศ.2522 ให้ขยายอายุรถยนต์รับจ้างสาธารณะ จากเดิม 9 ปี เป็น 12 ปี ตลอดไป

3.ให้ทบทวนประกาศกรมการขนส่งทางบก บังคับให้รถยนต์รับจ้างสาธารณะแท็กซี่ต้องติดตั้งอุปกรณ์จีพีเอสแท็กซี่โอเค ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ กับผู้ประกอบการรถยนต์รับจ้างสาธารณะ จากการออกกฏหมาย บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.2560 ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้จากแอพพลิเคชั่นแท็กซี่โอเค ของกรมการขนส่งทางบก

 

4.ขอให้ทบทวนต้นทุนค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการแท็กซี่ที่ต้องแบกรับสูงขึ้น เช่น ค่าก๊าซเอ็นจีพี ควรให้คงที่ราคาไม่เกินกิโลกรัมหรือต่อลิตรละ 10 บาท

5.ค่าดอกเบี้ยรถแท็กซี่ ควรให้ไฟแนนซ์ให้ความเป็นธรรม กับผู้ประกอบการแท็กซี่ดอกเบี้ยไม่ควรเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ต่อปีเทียบเท่ากับรถยนต์ทั่วไป

6.ประกันรถยนต์รับจ้างสาธารณะแท็กซี่ประเภท 3+พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัย ควรให้ปรับลดลงมาให้เทียบเท่ากับรถยนต์ทั่วไป เนื่องจากปัจจุบันราคาจ่ายค่าประกันรถยนต์รับจ้างแท็กซี่, พ.ร.บ.ชั้น 3 สูงถึง 17,000 บาท ต่อปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการแท็กซี่มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น และไม่ได้รับความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพแท็กซี่


ชงโครงการ "ลอตเตอรี่ซื่อสัตย์" ปักหมุดร้านขายไม่เกิน 80 บาท

Thu, 17 Sep 2020 11:03:00

วันนี้ (17 ก.ย.2563) นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และประธานคณะทำงานแก้ปัญหาสลากฯ เกินราคา ระบุว่า อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการจัดทำร้านค้าลอตเตอรี่ซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นร้านขายลอตเตอรี่ราคาไม่เกิน 80 บาททั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงลอตเตอรี่ในราคายุติธรรม ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของผู้มีส่วนได้เสียที่มีการนำเสนอมาในการประชุมรับความเห็นเพื่อเร่งแก้ปัญหาสลากฯ ราคาแพงระยะเร่งด่วน

สำหรับ รูปแบบร้านค้าลอตเตอรี่ซื่อสัตย์ จะมีโมเดลคล้ายร้านธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์เน้นขายสินค้าราคาถูกให้ประชาชน สำนักงานฯ จะคัดเลือกผู้ค้าที่ขายสลากฯ ไม่เกิน 80 บาททั่วประเทศ ให้เข้ามาร่วมโครงการนี้ จะมีการปักหมุดพิกัดร้านค้าลอตเตอรี่ซื่อสัตย์ ผ่านแอปพลิเคชั่น GLO Lottery ของสำนักงานสลาก ให้เลือกซื้อได้เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ หากบอร์ดเห็นชอบ ก็จะดำเนินการทันที


ขณะเดียวกัน สำนักงานสลากฯ จะพิจารณาเพิ่มโควตาสลากฯ ให้กับร้านค้ากลุ่มนี้ด้วย เช่น ปกติได้โควตาลอตเตอรี่คนละ 5 เล่มต่องวด แต่หากเข้าร่วมร้านลอตเตอรี่ซื่อสัตย์ และขายตามกฎหมายกำหนดอาจจะเพิ่มโควตาให้ โดยนำโควตาที่ยึดคืนมาจากคนขายเกินราคา หรือมีการขายต่อมาให้ เพื่อส่งเสริมให้คนขายลอตเตอรี่ทำตามกฎหมายที่กำหนดมากขึ้น

นายธนวรรธน์ ระบุว่า คณะทำงานเเก้ปัญหาสลากฯ กำลังศึกษาหลายเเนวทาง และจะนำข้อเสนอทั้งหมดส่งให้คณะกรรมการ สลากฯ พิจารณาออกแนวทางแก้ปัญหาลอตเตอรี่แพงในวันที่ 23 ก.ย.2563 จะพิจารณา ทั้งข้อเสนอการพิมพ์สลากฯ เพิ่มขึ้นมากกว่างวดละ 100 ล้านใบ การรื้อโควตาผู้ค้าเดิม การเปิดขึ้นทะเบียนผู้ค้าใหม่ รวมถึงการตัดสิทธิข้าราชการที่ได้โควตาสลากฯ แต่คงไม่มีการปรับเพิ่มกำไรให้คนขาย เพราะโครงสร้างเรื่องรายได้จากขายสลากฯ ที่แบ่งเงินรางวัลร้อยละ 60 การส่งเงินเข้ารัฐร้อยละ 23และการแบ่งกำไรให้ผู้ขาย และค่าบริหารจัดการรวมร้อยละ 17 ถือว่า เหมาะสมดีอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการออกมาตรการแก้ปัญหาสลากแพงครั้งนี้ น่าจะมีคนบางกลุ่มได้รับผลกระทบ เช่น ผู้ค้าเดิมที่นำไปขายต่อ แต่ยืนยันว่าจะพิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนผู้ซื้อ และผู้ค้าสลากตัวจริงเป็นสำคัญ

 


เคาะแจกเงิน 3,000 บาท 10 ล้านคน ลงทะเบียน ต.ค.นี้

Wed, 16 Sep 2020 16:47:00

วันนี้ (16 ก.ย.2563) ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกสำนักงชนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ศบศ.เห็นชอบหลักเกณฑ์โครงการคนละครึ่ง โดยภาครัฐจะให้สิทธิประโยชน์โดยอาศัยวิธีการร่วมจ่าย หรือ Co-pay ร้อยละ 50 ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน จำนวน 10 ล้านคน จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.2563 

สำหรับผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และลงทะเบียน ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.นี้

ขณะเดียวกัน จะเปิดรับลงทะเบียนร้านค้าในโครงการ ซึ่งไม่ใช่นิติบุคคล เช่น ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ส่วนร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่สามารถเข้าร่วมได้ พร้อมเพิ่มวงเงินใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม คนละ 200-300 บาท เป็น 500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน แทน และไม่สามารถเข้าโครงการคนละครึ่งได้ คาดใช้วงเงินรวม 51,000 ล้านบาท ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรี สัปดาห์หน้า

นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการ ศบศ. ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เสนอให้มีการปรับปรุงเงื่อนไขสมาร์ทวีซ่าเพื่อดึงนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาในไทย โดยให้ปรับปรุงเงื่อนไขให้เชื่อมโยงกับการลงทุน และการถือครองหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์และพำนักในไทยในระยะยาว พร้อมกับให้ ททท. ศึกษาการปรับเงื่อนไขกลุ่มนักท่องเที่ยวอีลิทการ์ดให้เชื่อมโยงกับการลงทุนในไทยด้วย โดยนำรายละเอียดกลับมาเสนอในที่ประชุม ศบศ. อีกครั้ง

ศบศ.ยังเห็นชอบให้ปรับมาตรฐานเวลาการได้รับชำระหนี้จากสินเชื่อการค้าหรือระยะเวลา Credit Term เพื่อลดผลกระทบให้กับเอสเอ็มอีที่ทำการค้ากับคู่ค้าและประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจากเครดิตเทอมที่นานขึ้น 60-120 วัน จึงกำหนดมาตรฐานให้เครดิตเทอมที่เหมาะสมควรโดยให้กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า กำหนดการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานระยะเวลาการ Credit Term โดยลูกหนี้การค้าจะต้องชำระหนี้ให้แก่คู่ค้าภายในระยะเวลา 30-45 วัน พร้อมกำหนดบทลงโทษ และกำหนดให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดเผยข้อมูลระยะเวลา Credit Term โดยเฉลี่ยในการจัดทำแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี ด้วยเพื่อลดผลกระทบให้เอสเอสเอ็มอี

 

 

 

 

 


รอความเห็น รมว.คลังคนใหม่ต่อสัมปทานบีทีเอสหรือไม่

Wed, 16 Sep 2020 15:19:00

วันนี้ (16 ก.ย.2563) นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส กล่าวถึงความคืบหน้าการขยายอายุสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว อีก 30 ปี เนื่องจากบีทีเอสจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 แลกกับการรับภาระหนี้ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) กว่า 70,000 ล้านบาท และจะต้องคิดเพดานค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาทว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้รับทราบโครงการนี้แล้วตามที่กระทรวงมหาดไทยนำเสนอ

 

แต่อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายที่รอความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ให้ความเห็นก่อน ถ้าหากได้รับอนุมัติจากครม.และลงนามสัญญากันแล้วจะเร่งดำเนินการเดินรถภายในใต้สัญญาสัมปทานใหม่ อาจจะดำเนินการเริ่มเก็บค่าโดยสารใหม่สูงสุดไม่เกิน 65 บาทต่อเที่ยวได้เร็วกว่าในเดือนธันวาคมปีนี้

 

 

ส่วนความคืบหน้าการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี ที่คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 ได้มีมติปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอการประมูล โดยให้นำคะแนนเทคนิคมาร่วมพิจารณาด้วย โดยให้น้ำหนักคะแนนด้านเทคนิคร้อยละ 70 และด้านราคาร้อยละ 30 ซึ่งบีทีเอสได้หนังสือชี้แจงจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) หลังจากที่บริษัทได้ยื่นร้องเรียนไปแล้ว และเห็นว่าการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ภายหลังจากการขายซองและปิดการขายซองไปแล้ว ซึ่งทำให้ทราบว่ามีรายใดจะเข้าร่วมการประมูล ไม่เป็นธรรมและจะร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เนื่องจากเป็นผู้ดูแลเรื่องนโยบาย รวมถึงบอร์ดรฟม. โดยต้องการให้ยึดตามประกาศเดิม ส่วนการร้องต่อศาลปกครอง ยังอยู่ระหว่างพิจารณา แต่ยืนยันว่า ทุกอย่างจะดำเนินการไปตามขั้นตอน


ขณะนี้คาดว่าจะยื่นซองประมูล แต่ต้องดูรายละเอียดก่อน คนซื้อซองหมดแล้วมันมีแค่ 10 คน เพราะฉะนั้นจะรู้ว่าใครมีความสามารถอะไร ข้อได้เปรียบเสียเปรียบอะไร ก็กังวลแหละครับถึงได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมให้เปลี่ยนกลับมาใช้หลักเกณฑ์เดิม เพราะใช้ทุกครั้งการประมูลโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นพีพีพี ตามปกติเปิดซองคุณสมบัติก่อน เมื่อผ่านเปิดซองเทคนิค ผ่านแล้วเปิดซองราคา เมื่อเปิดซองราคา ผู้ที่เสนอราคาที่ดีที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะ อันนี้ตัดสินง่ายตรงไปตรงมา แต่ถ้าหากใช้คะแนนด้านเทคนิคมาคิดก็อาจเป็นเรื่องดุลยพินิจได้

สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง คาดว่าจะเปิดให้บริการปลายปี 2564 โดยอาจจะไม่ได้เดินรถทั้งเส้นทาง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีชมพู ขณะนี้ยังติดปัญหาส่งมอบพื้นที่ได้ไม่ครบ งานก่อสร้างล่าช้าอยู่ที่ร้อยละ 60 ขณะที่ส่วนต่อขยายสายสีชมพู เข้าโครงการเมืองทองธานีอีก 2 สถานี ขณะนี้รอที่ประชุมครม. พิจารณาอนุมัติโครงการ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้ และจะใช้เวลาก่อสร้าง 1 ปีครึ่ง คาดแล้วเสร็จในปี 2565

 

 

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะได้รับการอนุมัติให้ทำส่วนต่อขยายรัชดาฯ-ลาดพร้าว-รัชโยธิน ระยะทาง 2.6 กิโลเมตร ล่าสุดได้ทำหนังสือยืนยันกับรฟม.ว่า บีทีเอสจะลงทุนทั้งหมดค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดิน และหากมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ตกลงก็จะแบ่งค่าโดยสารให้รฟม.

นายสุรพงษ์ ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือจากรฟม.ว่าจะต้องเจรจาหรือไม่ แต่บริษัทยืนยันไม่รับเงื่อนไขที่ยอมรับในสัญญาเปิดให้เจรจากับบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ผู้เดินรถไฟฟ้า MRT หากต้องมีการชดเชยรายได้ระหว่างกัน เนื่องจากบริษัทเป็นบริษัทมหาชนคงทำไม่ได้หากการเจรจาไม่ได้ข้อยุติ

ส่วนประเด็นที่หากเจรจาไม่ได้ข้อสรุป และอาจจะไม่ได้สร้างส่วนต่อขยายนั้น นายสุรพงษ์ ระบุว่า ได้ส่งหนังสือให้รฟม.แล้ว ยืนยันว่าจะทำตามโครงการเดิมซึ่งเป็นเส้นทางหลักเส้นทางเดียว แต่ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย ซึ่ง รฟม.อาจจะต้องชั่งน้ำหนักว่าได้อะไรเสียอะไรและคุ้มค่าไหม แต่แน่ๆที่ได้คือประชาชน

 

ขณะที่ขบวนรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองขบวนแรกจะมาถึงไทยในช่วงปลายเดือนนี้ และทยอยเข้ามาจนครบในกลางปีหน้า โดยสายสีชมพูจะมี 42 ขบวนๆละ 4 ตู้ และ สายสีเหลืองจะมี 30 ขบวนๆละ 4 ตู้ รวมทั้งหมด 288 ตู้

 

ส่วนความคืบหน้ารถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีกรุงธนบุรี-เจริญนคร-คลองสาน 3 สถานี อาจจะไม่สามารถเปิดได้ตามกำหนดได้เดือนตุลาคมนี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบระบบอยู่ แต่เนื่องจากความล่าช้าจากที่ขบวนรถเข้ามาล่าช้ากว่าแผน บุคคลากรที่ติดตั้งทดสอบระบบ เพิ่งเข้ามาได้ 3 สัปดาห์ และเพิ่งเริ่มทำงาน โดยอาจจะต้องหารือกับบริษัทกรุงเทพธนาคมก่อน เพราะกังวลว่าอาจจะไม่พร้อมในการให้บริการ ซึ่งตามปกติการทดสอบระบบเช่นระบบอาณัติสัญญาณ ระบบราง และระบบอื่นๆ ต้องใช้เวลาทดสอบอย่างน้อย 1-2 เดือน
โดยยืนยันว่า จะพยายามให้เปิดบริการได้ทันภายในสิ้นปีนี้ 


เริ่มพรุ่งนี้! คลังทยอยโอนเงินเบี้ย "ผู้สูงอายุ-คนพิการ"

Wed, 16 Sep 2020 10:53:00

วันนี้ (16 ก.ย.2563) มีรายงานจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยคนพิการ จะจ่ายได้ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ โดยกรมบัญชีกลางได้รับโอนเงินจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 7 พันล้านบาทครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา จากเดิมที่มีเงินอยู่เพียง 1,700 ล้านบาท หลังใช้เวลา 5 วันในการตรวจสอบข้อมูล และเบิกเงินคงคลังซึ่งฝากไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้สูงอายุและผู้พิการที่ได้แจ้งไว้


สำหรับผู้ที่รับโอนเงินโดยตรงผ่านบัญชีธนาคารจะสามารถกดเงินได้ทันทีในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ย.) ส่วนผู้ที่ยังรับเงินจากท้องถิ่นอาจจะได้ไม่เกินวันที่ 18 ก.ย.นี้ รัฐบาลสั่งให้กรมบัญชีกลางดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การจ่ายเงินทำได้เร็วที่สุด จากเดิมกำหนดจ่ายไม่เกินวันที่ 22 ก.ย.

ขณะที่นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า การจ่ายเบี้ยคนชราและคนพิการที่ล่าช้าไม่ใช่เพราะรัฐบาลมีปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่เกิดจากกระบวนการทางงบประมาณที่ต้องนำงบส่วนอื่นมาชดเชย และการคำนวณจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในรายละเอียดไม่ได้มีผลกระทบอะไร ยังสามารถเบิกจ่ายได้เหมือนเดิม


ส่วนในเดือน ต.ค.2563 ที่จะมีการปรับเพิ่มเบี้ยคนชรานั้นยืนยันว่ารัฐบาลมีเงินเพียงพอ ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน โดยในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลเตรียมงบประมาณในส่วนนี้ไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมบัญชีกลาง แจ้งเลื่อนจ่ายเบี้ย "ผู้สูงอายุ-ผู้พิการ"

ใครทำสะดุด เบี้ยผู้สูงอายุ-เบี้ยความพิการ

 

 


ส.ว.เชื่อ “เราเที่ยวด้วยกัน” และธุรกิจท่องเที่ยวช่วยเศรษฐกิจฟื้นตัว

Wed, 16 Sep 2020 09:12:00

การประชุมวุฒิสภาวานนี้ (15 ก.ย.2563) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ที่มีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ เป็นประธาน ได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง "แนวทางการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบโควิด-19

สาระสำคัญระบุว่า หลังจากประเทศไทยได้ใช้มาตรการ "ปิดประเทศ หรือ ปิดเมือง " (Lock Down) ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2563 มีแนวโน้มหดตัว อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มติดลบ ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าว่าจีดีพีของไทยจะลดลง 6.7% ก่อนจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกใน ปี 2564

ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่า เศรษฐกิจไทย ปี 2563 จะหดตัว 7.8 - 7.3% มีสาเหตุจากการส่งออกสินค้าและบริการที่มีแนวโน้มลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกและภาคการท่องเที่ยวต่างประเทศ การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่จะปรับตัวลดลง สอดคล้องกับทางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

กมธ.ฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังภาคธุรกิจเริ่มกลับมาดำเนินการกิจการ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น ประกอบกับผลของมาตรการดูแลและเยียวยา ผลกระทบจากโควิด-19 ระยะที่ 1 - 3 และมาตรการ "เราเที่ยวด้วยกัน" เพื่อช่วยเหลือ

ธุรกิจท่องเที่ยวจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน รักษาระดับการจ้างงาน และสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนให้เกิดการหมุนเวียนกิจกรรมเศรษฐกิจภายในประเทศ

ทั้งนี้การประเมินความเสี่ยงของฐานะการคลัง หากเศรษฐกิจในปี 2563 ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการไว้ 1% จะทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ลดลงตลอด 5 ปีข้างหน้า ( 2563 - 2567) เฉลี่ยปีละ 30,000 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการไว้เดิม 1%

"ดังนั้นหากใช้ประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดของ สศช. เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2563 คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทย ปี 2563 จะหดตัวลดลง – 7.5% โดยคาคว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ลดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า เฉลี่ยปีละประมาณ 3.2 แสนล้านบาท" (ลดลงจากสมมติฐานของแผนการคลัง ระยะปานกลาง 11.3%)"

แนะคลังเพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี

กมธ.ฯ มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพทางการคลัง รัฐบาลจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาล สำหรับเป็นแหล่งเงินส่วนหนึ่งในการชำระหนี้

รวมไปถึงจัดทำสวัสติการและลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐานต่างๆ เพื่อให้ประเทศสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังและการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาวได้ เช่น การปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดเก็บภาษี การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ราชพัสดุ และระยะยาวต้องมีแนวทางการพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net)

รัฐบาลต้องบูรณาการระบบภาษีเข้ากับระบบสวัสดิการ เพื่อให้จัดทำสวัสดิการได้อย่างครอบคลุม ตรงกลุ่มเป้าหมาย ลดความซ้ำซ้อน

โดยการสร้างระบบความคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) ให้กับประชาชนให้ความสำคัญกับการสร้างหลักประกันทางรายได้ให้กับประชาชน การให้ความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน (Financial Literacy) และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกองทุนด้านสวัสติการและเงินออม

ทั้งนี้จากบทเรียนวิกฤติในครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงความจำเป็นและประโยชน์ของการมีฐานข้อมูล ที่บูรณาการข้อมูลรายได้ของประชากรทั้งประเทศ ขณะเดียวกันการส่งเสริมการออมภาค ประชาชนให้ครอบคลุมและเพียงพอ ถือเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประชาชนระดับฐานรากและกลุ่มรายได้ปานกลาง 

ที่ผ่านมาประชาชนกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรจากรัฐบาล เพื่อให้ภาคประชาชนมีความแข็งแกร่งทางการเงิน สามารถรองรับวิกฤติเศรษฐกิจ หรือภัยพิบัติตง ๆ ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องรอรับการพึ่งพาจกรัฐบาลเพียงอย่างเดียว รวมทั้งจะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางการคลังของประเทศไทยในอนาคตด้วย