ก.ล.ต.เตือนแอบอ้างคนดังหลอกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

Wed, 16 Oct 2019 11:18:00

วันนี้ (16 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก.ล.ต.เตือนประชาชนระมัดระวังถูกหลอกให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หลังพบการโฆษณาชักชวนให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย โดยแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายราย รวมทั้งพบกรณีมีการนำภาพสถานที่ภายในที่ทำการ ก.ล.ต. ไปเผยแพร่ หวังสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมย้ำผู้ลงทุนอย่าหลงเชื่อลงทุนโดยไม่ตรวจสอบข้อมูล เนื่องจากอาจสูญเงินทั้งจำนวน และไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่อยู่ในการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

ทั้งนี้ ผู้ที่ชักชวนมักมีการอ้างว่าเป็นการลงทุนที่มีเทคโนโลยี AI ซึ่งสามารถทำกำไรจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลให้กับผู้ลงทุนได้เป็นรายวัน รวมทั้งจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น หากสามารถชักชวนบุคคลอื่นให้เข้ามาลงทุนในเครือข่ายเพิ่มอีกในลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ ผู้ลงทุนจึงควรระมัดระวังและควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากอาจสูญเสียเงินทั้งจำนวนได้ โดยขอให้ตรวจสอบก่อนว่าผู้ชักชวนเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องภายใต้ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 หรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่ www.sec.or.th และแอปพลิเคชัน “SEC Check First”

นอกจากนี้ หากผู้ลงทุนมีข้อสอบถามหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัย โปรดแจ้ง SEC Help Center ที่สายด่วน ก.ล.ต. โทร. 1207 ได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน เพื่อการตรวจสอบในเชิงลึก และในกรณีที่ตรวจพบว่าเข้าข่ายการกระทำที่อาจผิดกฎหมายอื่น ก.ล.ต.จะมีกระบวนการในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อไป


เตรียมฟ้องศาลสู้ค่าโง่โฮปเวลล์

Tue, 15 Oct 2019 19:00:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าแนวทางการต่อสู้คดีค่าโง่โฮปเวลล์ มูลค่า 12,000 ล้านบาทว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมมีแนวทางต่อสู้คดีโดยการฟ้องร้องต่อศาลแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ศาลตรวจสอบหลักฐานที่การรถไฟแห่งประเทศ (รฟท.) ค้นพบและพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป

 

 

ขณะที่ประเด็นหลักที่จะมียื่นร้อง คือเรื่องของประเด็นการจดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งต้องตรวจสอบว่า ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หลังจากพบข้อมูลว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ได้รับการยกเว้น ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 (ปว. 281) เนื่องจากครม.ในขณะนั้น ไม่ได้เห็นชอบให้ดำเนินการในการยกเว้น ปว. 281 เป็นต้น และมีข้อสงสัยเรื่องของผู้ถือหุ้นต่างชาติที่ถือหุ้นมากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือมีการใช้ตัวแทนถือหุ้นแบบนอมินี ซึ่งคณะทำงานมีความเห็นว่า การจดทะเบียนไม่ถูกต้อง ทำให้สัญญาโฮปเวลล์ ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก ซึ่งไม่ได้เป็นการเรียกค่าเสียหาย โดยคณะทำงานได้รวบรวมข้อมูลค่อนข้างครบแล้ว จะนำเสนอบอร์ดรฟท.เพื่อมอบอำนาจในการฟ้องแพ่ง

ดังนั้น จะต้องรอคำตัดสินของศาลว่าจะมีการวินิจฉัยอย่างไรต่อไป แต่จะไม่มีการฟ้องร้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าชดเชยจากเอกชนแน่นอน ส่วนจะมั่นใจว่า มีโอกาสชนะคดีมากน้อยแค่ไหนนั้น ไม่สามารถตอบได้ ต้องให้เป็นดุลยพินิจของศาล  

ส่วนคดีโฮปเวลล์ที่ศาลตัดสินและมีกำหนดให้จ่ายค่าชดเชยในวันที่ 19 ต.ค.นี้ นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า หลังจากครบกำหนดหลังศาลตัดสินแล้ว 180 วัน ก็จะเดินหน้าชำระค่าชดเชยตามที่มีคำสั่ง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 มูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางและวิธีการชดใช้รวมถึงแผนจัดหาแหล่งเงินทุนต่อไป

 

 

ส่วนคดีอาญาเพื่อฟ้องร้องเรียกเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับคดีค่าโง่โฮปเวลล์นั้น ขณะนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้มีการรับเรื่องไปดำเนินการแล้วเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของที่ได้มีการมอบหมายทางอัยการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในการขอรื้อฟื้นคดีโฮปเวลล์ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด


"ศุภชัย" ยืนยันลงนามไฮสปีดฯ ตามนัดแน่นอน

Tue, 15 Oct 2019 17:47:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงนามโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 2.2 แสนล้านบาทว่า กลุ่ม CPH พร้อมที่จะลงนามสัญญาในวันที่ 25 ต.ค.นี้แน่นอน ตามที่รัฐบาลกำหนด

 

แต่การลงสัญญาจะทำได้ ก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เจรจากันในกรอบเอกสารการคัดเลือกเอกชน หรือ RFP และไม่มีการเพิ่มเงื่อนไขอื่นใดพิเศษมาจากฝ่ายรัฐบาล ส่วนเรื่องการส่งมอบพื้นที่ให้เป็นไปตามที่สัญญากำหนด ขณะนี้ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ แต่มีผู้ดูแลรายละเอียดแล้วคือ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี)

ส่วนโครงการเมืองการบินอู่ตะเภา วงเงิน 2 แสนล้านบาทซึ่งทางกลุ่ม CP ถูกตัดสิทธิ์ไปนั้น นายศุภชัยกล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์กรณีคณะกรรมการฯตัดสิทธิ์การประมูลต่อศาลแล้ว โดยยืนยันที่จะรักษาสิทธิ์การประมูลเพื่อยื่นข้อเสนอแข่งขันกับทางกลุ่ม BTS

 

 

ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่ากรณีที่เอกชนกล่าวถึงข้อเสนอนอกสัญญานั้น ไม่ทราบเรื่อง และยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะเน้นการเจรจาตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน RFP ไม่มีน้อยกว่าหรือมากกว่าที่เขียนไว้ในเอกสารสัญญาทั้งหมด

อย่างไรก็ตามมั่นใจว่า จะไม่มีการล้มประมูล หรือยกเลิกสัญญา หากทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดที่ระบุไว้ใน RFP ทั้งนี้ ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ซึ่งจะมีการเสนอเรื่องนี้ให้พิจารณาความครบถ้วนและความถูกต้องก่อนที่จะมีการลงนามสัญญากันในวันที่ 25 ต.ค. นี้ด้วย ดังนั้นหากเอกชนไม่มาลงนามตามวันที่กำหนดก็จะต้องทำตามเงื่อนไข RFP คือการติดแบล็คลิสต์ และระบุให้เป็นผู้ทิ้งงานภาครัฐ

ขณะที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องการให้โครงการที่เกิดขึ้น มีความเป็นธรรมต่อการรถไฟฯ ประชาชน และจะต้องไม่มีการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตหรือการขยายเวลาการก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้การรถไฟฯเสียโอกาสในที่ดิน ขณะที่สาเหตุที่เอกชนเรียกร้องให้มีเงื่อนไขหากมีการส่งมอบพื้นที่ได้ครบ เอกชนสามารถเลื่อนการก่อสร้างได้ในอนาคต เพราะก่อนหน้านี้การส่งมอบพื้นที่มีความไม่แน่นอนสูง ต้องประสานงานกัน 8 หน่วยงาน 4 กระทรวง และแต่ยังมีความไม่แน่นอนในการจัดสรรงบประมาณ ทำให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา โดยใช้กฎหมายอีอีซี จึงมีการจัดสรรงบประมาณพิเศษในการโยกย้ายสาธารณูปโภค จึงมองว่า เมื่อไม่มีปัญหาความไม่แน่นอนในการส่งมอบพื้นที่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีเงื่อนไขดังกล่าวอีก

ถ้าไม่แก้ไข ไม่ตัดเงื่อนไข หรือชะลอการส่งมอบพื้นที่ขอเตือนว่าคณะกรรมการ บอร์ดใหม่รถไฟ คณะกรรมการอีอีซี และคณะรัฐมนตรี ถ้าดำเนินการทำให้การรถไฟฯเสียเปรียบ ผมคิดว่าจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และผิดกฎหมาย

นายธีระชัย ยังเสนอให้บอร์ดใหม่การรถไฟฯ พิจารณาในประเด็นนิติบุคคลที่ให้บริการเดินรถและบำรุงรักษา ซึ่งอาจจะเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจจากจีน มาทำข้อตกลงกับการรถไฟฯ โดยตรงเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องมาตรฐานการให้บริการและการซ่อมบำรุง 

ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมทำทุกอย่างให้โปร่งใส หากถึงเวลาแล้วกลุ่มซีพี ไม่มาเซ็นสัญญาก็เรียกผู้ประมูลรายที่สองมาเจรจา ส่วนจะลงโทษฝ่ายเอกชนที่ไม่ลงนามอย่างไรก็เป็นไปตามกฏหมาย อย่าให้มีลักษณะอื่นแอบแฝง เพราะสังคมติดตามการประมูลครั้งนี้อยู่


ธ.ก.ส. กดปุ่มจ่าย 9.4 ล้านบาท ประกันรายได้ชาวนา

Tue, 15 Oct 2019 17:40:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมนายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และผู้แทนจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดงานจ่ายเงินประกันรายได้งวดแรกให้แก่เกษตรกรตาม “โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1”

 

โดยในวันนี้ ธ.ก.ส. จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคาประกันราคาข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 2,469.64 บาท และข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 783.45 บาท มีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องได้รับเงินทั้งสิ้น 349,392 ราย เป็นเงิน 9,413 ล้านบาท จากนั้นจะประชุมเพื่อกำหนดราคาอ้างอิงทุก ๆ 15 วัน จนถึงวันสิ้นสุดโครงการฯ

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินประกันรายได้ เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2562/63 รอบที่ 1 กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวระหว่างวันที่ 1 เม.ย. - 31 ต.ค. 2562 (ยกเว้นภาคใต้ระหว่างวันที่ 16 มิ.ย. - 28 ก.พ.2563) และต้องแจ้งวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วงเวลาที่เกษตรกรจะได้รับสิทธิชดเชย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดส่งข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำแนกตามช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวและคำนวณปริมาณผลผลิต

โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวแต่ละชนิดคูณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เป็นปริมาณผลผลิตที่ต้องชดเชย แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนดไว้ข้างต้น ส่งให้ ธ.ก.ส. เพื่อเป็นข้อมูลในการจ่ายเงิน จากนั้น ธ.ก.ส. จะดำเนินการจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ภายใน 3 วัน นับจากวันที่ได้รับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงในแต่ละรอบจากคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งเกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ที่ Link: http://chongkho.inbaac.com

 

ก่อนหน้านี้ ครม.เห็นชอบดำเนินโครงการประกันราคาข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน กรณีเกษตรกรปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิด จะได้สิทธิไม่เกินจำนวนสูงสุดของข้าวแต่ละชนิด และเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงชนิดข้าวที่กำหนดไว้สูงสุด


โดยมีการกำหนดราคาอ้างอิงและระยะเวลาที่ใช้สิทธิขอชดเชย ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2562 – 28 ก.พ. 2563 (ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. – 31 พ.ค. 2563) ซึ่งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงครั้งแรกวันที่ 15 ต.ค. 2562 เพื่อใช้ในการชดเชยส่วนต่างตามโครงการ ความชื้นความเปลือกแต่ละชนิดไม่เกิน 15%

 

 


ครม.ไฟเขียวบอร์ดรถไฟฯ ชุดใหม่ "จิรุตม์" นั่งประธานฯ

Tue, 15 Oct 2019 16:49:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 8 ราย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ประกอบด้วย

1.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เป็นประธานกรรมการ

2.นายชยธรรม์ พรหมศร รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นกรรมการผู้แทนกระทรวงคมนาคม

3.นางศุกร์ศิริ บุญญเศรษฐ์ รองอธิบดีด้านที่ราชพัสดุกรมธนารักษ์ เป็นกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง

4.นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นกรรมการ

5.น.ส.ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินบริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่นชิสเทม จำกัด เป็นกรรมการ

6.นายธันวา เลาหศิริวงศ์ กรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน บริษัททีพีบีไอจำกัด (มหาชน) หรือ TPB เป็นกรรมการ

7.นายพินิจ พัวพันธ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หลักทรัพย์เคทีชีมิโก้ จำกัด (ktzmico) เป็นกรรมการ

8.นายวรวุฒิ มาลา รักษาการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นกรรมการ

ขณะที่การแต่งตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจของกระทรวงคมนาคมอีก 3 หน่วยงานที่เหลือ ประกอบด้วย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่บอร์ดรฟท.ชุดใหม่จะต้องเร่งมือ คือการลงนามสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงสองเส้นทาง มูลค่ารวม 270,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินอีอีซี วงเงิน 2.2 แสนล้านบาท และการลงนามสัญญา 2.3 งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและฝึกอบรมบุคลากร วงเงิน 50,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงสายอีสานช่วงกรุงเทพ-นครราขสีมา ระยะทาง 253 กม. นอกจากนี้บอร์ดชุดใหม่จะต้องเข้ามาลงนามสัญญางานก่อสร้างรถไฟไฮสปีดสายดังกล่าวด้วย ตลอดจนแผนผลักดันรถไฟทางคู่ระยะที่ 2

ทั้งนี้ บอร์ด รฟท.ชุดใหม่ จะมีการประชุมนัดแรกในวันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.62) เวลา 13.00 น. เพื่อพิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา ในส่วนของสัญญา 2.3 และคาดว่าจะเสนอ ครม. ในวันที่ 22 ต.ค.62 และให้ลงนามได้ภายในเดือน พ.ย. นี้ ก่อนที่จะมีการจัดงานประชุมอาเซียนซัมมิทที่ประเทศไทย ซึ่งจะมีผู้นำรัฐบาลจีนเข้าร่วมด้วย ขณะเดียวกัน บอร์ด รฟท.ชุดใหม่นั้น จะมีการมอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายของ รฟท. ดำเนินคดีทางแพ่งกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด


คลัง พร้อมจ่ายตรงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ-ความพิการ ม.ค. 63

Tue, 15 Oct 2019 11:09:00

วันนี้ (15 ต.ค.2562) นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมฯ ได้นำร่อง ดำเนินการจ่ายจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินเบี้ยความพิการ ตามโครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ให้กับผู้มีสิทธิโดยตรงใน จ.สิงห์บุรี เมื่อเดือน ส.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา 

นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง

นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง

 

และจะดำเนินการ จ่ายเงินสวัสดิการดังกล่าว ให้กับผู้มีสิทธิขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 76 จังหวัด จำนวน 7,774 แห่ง พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่ ม.ค. 2563 เป็นต้นไป หลังร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น บูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม ตามโครงการ e-Payment ภาครัฐ จัดทำฐานข้อมูลร่วมกัน และได้รับการสนับสนุนจากกรมการปกครองในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบุคคลเป็นที่เรียบร้อย   

กรมบัญชีกลาง จะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้มีสิทธิโดยตรง ทุกวันที่ 10 ของเดือน หากเดือนใดวันที่ 10 ตรงกับวันหยุดราชการ จะจ่ายในวันทำการ ก่อนวันหยุดนั้น ๆ

ทั้งนี้ การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินเบี้ยความพิการเข้าบัญชีของผู้มีสิทธิโดยตรง จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานและแบ่งเบาภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้มีสิทธิจะได้รับเงินรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น

นอกจากนี้ นายภูมิศักดิ์ ยังเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ แอบอ้างตัวเองว่า เป็นเจ้าหน้าที่จากกรมบัญชีกลาง ขอข้อมูลส่วนบุคคล หมายเลข หมายเลขบัญชีธนาคาร หรือหมายเลขบัตร ATM โดยใช้โทรศัพท์หมายเลข 063 – 190-0465 โดยอ้างว่า จะดำเนินการโครงการช่วยเหลือเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการบำนาญ ซึ่งไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ ประชาชน สามารถตรวจสอบข้อมูลโครงการช่วยเหลือภาครัฐ ผ่านทางเว็บไซต์กรมบัญชีกลาง https://www.cgd.go.th และFacebook กรมบัญชีกลาง ทั้ หรือ โทรศัพท์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 ในวันและเวลาราชการ


ธ.ออมสิน คาดจีดีพีไทย โต 3%

Mon, 14 Oct 2019 10:59:00

วันนี้ (14 ต.ค.2562) นาย ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน คาดว่าเศรษฐกิจไทย ปี 2562 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.0 เนื่องจาก มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยประคองกำลังซื้อภาคครัวเรือน มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ เพียงพอต่อการชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง

 

แต่ปัญหาสงครามการค้า ค่าเงินบาทแข็ง และราคาน้ำมัน จากเหตุไม่สงบในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกัน การเบิกจ่ายงบลงทุนขนาดใหญ่ที่ล่าช้า และ ความเสียหายจากเหตุอุทกภัย กระทบผลผลิตและรายได้ภาคเกษตรลดลง

ตลอดจน สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคต่างๆทั้งในตะวันออกกลางกรณีอิหร่านและสหรัฐอเมริกา, ความขัดแย้งในแคว้นแคชเมียร์ระหว่างอินเดีย ปากีสถาน และจีน เป็นต้น ซึ่งหากการเจรจาไม่สำเร็จอาจพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นได้ ล้วนเป็นปัจจับที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

โดยภาพรวมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อยู่ในเกณฑ์ดี แม้ดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลลดลง ก็ตาม ขณะที่ ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้นทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการผ่อนปรนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) สำหรับการกู้ร่วม เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แรงกดดันจากความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชัดเจนขึ้น ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน จึงคาดว่า เศรษฐกิจไทย ในปีหน้า อาจขยายตัวได้ ร้อยละ 3.3

 

 


"บินไทย" ขนส่งผู้โดยสารเส้นทางญี่ปุ่นได้หมด-เปิดการบินปกติ

Mon, 14 Oct 2019 10:36:00

วันนี้ (14 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) ระบุว่าสืบเนื่องจากกรณีพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสพัดเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ท่าอากาศยานนาริตะ ประกาศปิดทำการชั่วคราว เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 22.22 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงวันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลาประมาณ 21.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องเลื่อนเวลาทำการบินของเที่ยวบินระหว่างวันที่ 12 - 13 ต.ค.ที่ผ่านมา รวมจำนวน 8 เที่ยวบิน

แต่เมื่อเวลา 04.39 น.(เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 13 ต.ค. ท่าอากาศยานนาริตะประกาศเปิดทำการแบบกระทันหันและบริษัทฯ ได้รับอนุญาตจากท่าอากาศยานนาริตะให้ทำการบินได้ตามตารางการบินปกติ บริษัทฯ ได้รีบดำเนินการจัดเที่ยวบินทันทีเพื่อให้ทันเวลาที่ได้รับอนุญาต (Slot Time) ทำให้มีเวลาแจ้งผู้โดยสารค่อนข้างจำกัด ซึ่งผู้โดยสารบางท่านที่ได้สำรองที่นั่งไว้อาจไม่ได้รับทราบข้อมูล และพลาดเที่ยวบิน ไป - กลับ กรุงเทพฯ โตเกียว (นาริตะ) ในช่วงเช้าของวันนี้ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา  ซึ่งบริษัทฯต้องขออภัยในความสะดวกมา ณ โอกาสนี้

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ดำเนินการติดต่อผู้โดยสาร และจัดให้ผู้โดยสารได้เดินทางในเที่ยวบินถัดไปของวันที่ 14 ต.ค. ดังนี้

 

เปลี่ยนตั๋วยกเว้นค่าธรรมเนียมถึง 20 ต.ค.นี้  

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้เปลี่ยนแบบเครื่องบินในบางเที่ยวบินให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมทั้ง 4 เที่ยวบินข้างต้นจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนรวม 1,468 คน ส่วนผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารการบินไทยในเส้นทาง ไป-กลับ กรุงเทพฯ-โตเกียว (นาริตะและฮาเนดะ) กรุงเทพฯ-นาโกยา และ กรุงเทพฯ -โอซากา ที่ระบุวันเดินทางระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค.นี้

บริษัทฯ จะอำนวยความสะดวก โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนแปลงด้านบัตรโดยสาร สามารถเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้ภายในวันที่ 20 ต.ค.นี้ และเป็นไปภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยติดต่อได้ที่สำนักงานขายการบินไทย หรือ THAI Contact Center โทร. 0-2356-1111 หรือตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารของการบินไทยทั้งนี้ ขอความกรุณาผู้โดยสารโปรดติดตามความคืบหน้าของเวลาทำการบินที่เว็บไซต์ thaiairways.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

การบินไทยบินปกติ เร่งส่งผู้โดยสารตกค้างกรุงเทพ - โตเกียว

เสียชีวิตแล้ว 28 คน ทหารนับหมื่น เร่งช่วยผู้ประสบภัย "ฮากีบิส"

 


ขบวนรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ถึงไทยแล้ว

Sun, 13 Oct 2019 13:00:00

วันนี้ (13 ต.ค.2562) เพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2562 เวลา 13.00 น. ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่การรถไฟฯ ได้ร่วมพิธีส่งรถไฟฟ้า 2 ขบวนแรก ขึ้นเรือจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ในโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน จาก บริษัท ฮิตาชิ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มกิจการค้าร่วม MHSC ร่วมกับ Mitsubishi Heavy Industries Ltd. และ Sumitomo Corporation ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2562 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ ขบวนรถดังกล่าวได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

 

ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

 

 

หลังจากนั้น ในวันที่ 1 พ.ย. 2562 การรถไฟฯ จะทำพิธีต้อนรับขบวนรถไฟฟ้าชุดแรกของโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต และช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน ณ โรงซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดง (Commuter Train Depot) สถานีกลางบางซื่อ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการต่อไป

 

ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

 

ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

 

 

 

 

 

 


การบินไทยบินปกติ เร่งส่งผู้โดยสารตกค้างกรุงเทพ - โตเกียว

Sun, 13 Oct 2019 08:01:00

วันนี้ (13 ต.ค.2562) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศทำการบินสู่โตเกียว (นาริตะ) หลังจากท่าอากาศยานนาริตะเปิดทำการเวลา 04.39 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันนี้ (วันที่ 13 ตุลาคม 2562) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประกาศปิดทำการชั่วคราวเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562 เวลา 22.22 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2562 เวลาประมาณ 21.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ดังนั้น เพื่อเป็นการเร่งขนส่งผู้โดยสารตกค้างในเส้นทางกรุงเทพ-โตเกียว (นาริตะ) บริษัทฯ ได้จัดเที่ยวบิน ดังนี้

  1. เที่ยวบินทีจี 676 เส้นทางกรุงเทพ - โตเกียว (นาริตะ) ของวันที่ 13 ตุลาคม 2562 ทำการบินเวลา 07.35 น. - 15.45 น.

  2. เที่ยวบินทีจี 677 เส้นทางโตเกียว (นาริตะ) - กรุงเทพฯ ของวันที่ 13 ตุลาคม 2562 ทำการบินเวลา 17.25 น. - 21.55 น.

  3. เที่ยวบินทีจี 6769 เส้นทางกรุงเทพฯ - โตเกียว (นาริตะ) ของวันที่ 13 ตุลาคม 2562 ทำการบินเวลา 09.40 น. - 17.50 น.

  4. เที่ยวบินทีจี 6779 เส้นทางโตเกียว (นาริตะ) - กรุงเทพฯ ของวันที่ 13 ตุลาคม 2562 ทำการบินเวลา 19.30 น. - 23.59 น.

สำหรับเที่ยวบินทีจี 640, 641, 642 และ 643 บริษัทฯ จะประกาศเวลาทำการบินให้ทราบต่อไป โดยขอความกรุณาผู้โดยสารโปรดติดตามความคืบหน้าของเวลาทำการบินได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com หรือสอบถามได้ที่ THAI Contact Center โทร. 02-356-1111 ตลอด 24 ชั่วโมง


"สุวรรณภูมิ" พร้อมรับผู้โดยสารตกค้างจากไต้ฝุ่นถล่มญี่ปุ่น

Sat, 12 Oct 2019 15:55:00

วันนี้ (12 ต.ค.2562) น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของไต้ฝุ่นฮากีบิส คาดว่าจะส่งผลกระทบกับเที่ยวบินที่จะไปยังโอซากา นาโกยาและโตเกียว (ท่าอากาศยานนาริตะ และท่าอากาศยานฮาเนดะ)

เมื่อวานนี้ (11 ต.ค.) มีการยกเลิกเที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินขาออก 1 เที่ยวบิน คือสายการบิน JAPAN AIRLINE JL034 และมีเที่ยวบินขาออก เปลี่ยนเวลาเดินทาง 1 เที่ยวบิน ได้แก่ การบินไทย TG 622

 

สำหรับวันนี้ (12 ต.ค.) มีการยกเลิกเที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินขาออก 10 เที่ยวบิน ดังนี้

สายการบิน ALL NIPPON AIRWAYS (ANA) จำนวน 5 เที่ยวบิน ได้แก่

1. NH 806
2. NH 808
3. NH 848
4. NH 878
5. NH 850

สายการบิน JAPAN AIRLINE (JAL) จำนวน 4 เที่ยวบิน ได้แก่

1. JL708
2. JL738
3. JL034
4. JL032

การบินไทย จำนวน 1 เที่ยวบิน ได้แก่ TG676

ส่วนเที่ยวบินขาเข้า มีการยกเลิก จำนวน 6 เที่ยวบิน ดังนี้

สายการบิน JAPAN AIRLINE (JAL) จำนวน 2 เที่ยวบิน ได้แก่

1. JL737
2. JL707

สายการบิน ALL NIPPON AIRWAYS (ANA) จำนวน 3 เที่ยวบิน ได้แก่

1. NH 847
2. NH 807
3. NH 805

การบินไทย จำนวน 1 เที่ยวบิน ได้แก่ TG677

เที่ยวบินขาออก เปลี่ยนเวลาเดินทาง 11 เที่ยวบิน ดังนี้

การบินไทย จำนวน 7 เที่ยวบิน ได้แก่

1. TG672
2. TG646
3. TG660
4. TG682
5. TG640
6. TG642
7. TG622

สายการบิน ALL NIPPON AIRWAYS (ANA) ขนส่งสินค้า จำนวน 1 เที่ยวบิน ได้แก่ NH 8508

สายการบินนิปปอนคาร์โก้ แอร์ไลน์ ขนส่งสินค้า 3 เที่ยวบิน ได้แก่

1. KZ5245
2. KZ5246
3. KZ254

เที่ยวบินขาเข้า เปลี่ยนเวลาเดินทาง 3 เที่ยวบิน ดังนี้

การบินไทยจำนวน 2 เที่ยวบิน ได้แก่

1. TG623
2. TG673

สายการบินนิปปอนคาร์โก้ แอร์ไลน์ ขนส่งสินค้า จำนวน 1 เที่ยวบิน ได้แก่ NCA5246

ส่วนวันพรุ่งนี้ (13 ต.ค.) มีการยกเลิกเที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินขาเข้า ของสายการบิน JAPAN AIRLINE (JAL) 1 เที่ยวบิน ได้แก่ JL033 และมีเที่ยวบินขนส่งสินค้าขาเข้า เปลี่ยนเวลาเดินทาง 1 เที่ยวบิน ได้แก่ สายการบิน ALL NIPPON AIRWAYS (ANA) NH 8507

 

น.ท.สุธีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เตรียมอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร หากเกิดผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยได้จัดพื้นที่รับรองผู้โดยสารที่ตกค้าง บริเวณท้าย ROW A ชั้น 4 และมีการเสริมเก้าอี้ให้ผู้โดยสาร พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลผู้โดยสาร รวมทั้งมีการประกาศเสียงตามสาย แจ้งข้อมูลการยกเลิกเที่ยวบินให้ผู้โดยสารทราบ รวมถึงการแจกจ่ายน้ำดื่มและอาหารว่างให้กับผู้โดยสาร

ขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบตารางการบินก่อนเดินทางมาสนามบิน และสอบถามข้อมูลเที่ยวบินได้ที่สายการบินที่จะเดินทาง เพื่อไม่ให้ตกค้างที่สนามบิน หรือเสียเวลาเดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง


"คลัง" ตัดสิทธิ์ไม่ใช้ “ชิมช้อปใช้” 1.99 แสนคน

Sat, 12 Oct 2019 15:44:00

นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ในการดำเนินโครงการชิมช้อปใช้ ระหว่างวันที่ 27 ก.ย.-11 ต.ค.2562 มีผู้ไม่ใช้สิทธิ์ ตามระยะเวลาที่กำหนด และถูกเรียกคืนสิทธิ์ จำนวน 199,660 คน จึงขอให้ใช้สิทธิ์ ภายใน 14 วัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายภายในคราวเดียว และสามารถใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 30 พ.ย.2562

ทั้งนี้ กรมฯ ได้โอนเงินค่าสินค้าและบริการ ให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้ว คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 6,229.2 ล้านบาท แบ่งเป็น ร้านค้า ที่ประชาชนใช้สิทธิ์ 1,000 บาท คิดเป็นเงิน 6,163.4 ล้านบาท และร้านค้า ที่ให้สิทธิ์ คืนเงิน 15% จำนวน 65.8 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการ ที่สนใจยังสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 15 ต.ค.นี้ เป็นเพิ่มยอดขายและโอกาสทางธุรกิจ 


4 สายการบินแจ้งปรับเที่ยวบินไปญี่ปุ่น

Sat, 12 Oct 2019 14:23:00

วันนี้ (12 ต.ค.2562) กรณีพายุไต้ฝุ่น "ฮากีบิส" ที่มีผลกระทบกับเที่ยวบินของการบินไทยไปญี่ปุ่น 4 จุดบิน ได้แก่ โอซากา นาโกยา และโตเกียว (นาริตะและฮาเนดะ) บริษัท การบินไทยฯ ได้แจ้งความคืบหน้าการปรับเปลี่ยนเวลาทำการบินจากตารางการบินปกติของเที่ยวบินไปยังโตเกียว (นาริตะ) ของวันที่ 12-13 ต.ค.ดังนี้

ทั้งนี้ ขอให้ผู้โดยสารติดตามการปรับเวลาทำการบินของเที่ยวบินข้างต้นอย่างใกล้ชิด จากเว็บไซต์ thaiairways.com หรือ THAI Contact Center โทร. 0-2356-1111 หรือตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารของการบินไทย

แอร์เอเชียปรับเที่ยวบินเข้า-ออกญี่ปุ่น

ด้านสายการบินแอร์เอเชีย ประกาศปรับตารางเที่ยวบินเข้าเเละออกประเทศญี่ปุ่น โดยผู้โดยสารสามารถตรวจสอบสถานะเที่ยวบินได้ที่ airasia.com/flightstatus ก่อนเดินทาง ทั้งนี้ สายการบินจะส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังผู้โดยสารผ่านทางอีเมล์ และข้อความ SMS ที่ลงทะเบียนไว้โดยตรง  

 

สำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากรายการเที่ยวบินดังกล่าว สามารถรับข้อเสนอทางเลือกช่วยเหลือดังต่อไปนี้

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ช่องทางทวิตเตอร์ (@AirAsia) หรือ Facebook (facebook.AirAsia) หรือทางฝ่ายบริการลูกค้าที่ช่องทางทวิตเตอร์ (@AirAsiaSupport) หรือ support.airasia.com

ไทยไลอ้อนแอร์แจ้งยกเลิก-ปรับเที่ยวบิน

สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ แจ้งเวลาการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน ดังนี้

1. ยกเลิกการเดินทาง วันที่ 12 ต.ค.62

2. เปลี่ยนแปลงเที่ยวบินและเวลาการเดินทาง

วันที่ 12 ต.ค.62 เปลี่ยนแปลงเที่ยวบินและเวลาการเดินทาง

วันที่ 13 ต.ค.62 เปลี่ยนแปลงรอบเวลา

ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบสถานะทางการบิน ก่อนเดินทางมายังสนามบินดอนเมือง และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-529-9999 ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น.

นกสกู๊ตขอให้ตรวจสอบเที่ยวบินไปญี่ปุ่น

สายการบินนกสกู๊ต แจ้งผู้โดยสารที่เดินทางไป-กลับประเทศญี่ปุ่น ในเส้นทางโตเกียวและโอซาก้า ในช่วงพายุฮากีบิส สำหรับผู้โดยสารที่จะทำการโดยสารในช่วงตั้งแต่วันที่ 11-13 ต.ค.นี้ พายุฮากีบิสอาจจะส่งผลต่อการเดินทางไปยังสนามบิน จึงขอให้วางแผนเดินทาง ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเวลาดังกล่าวจะมีการแจ้งไปยังอีเมลที่ใช้ทำการสำรองที่นั่ง และตรวจสอบเที่ยวบินได้ที่ https://www.nokscoot.com

 


ธ.กรุงไทย เปิดยืนยันตัวตน "ชิมช้อปใช้" 200 สาขา 12-13 ต.ค.นี้

Fri, 11 Oct 2019 12:43:00

วันนี้ (11 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ร่วมมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ชิมช้อปใช้ ธนาคารจะให้สาขากว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เปิดให้บริการยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชั่น เป๋าตัง เป็นกรณีพิเศษ ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 12-13 ตุลาคมนี้ ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. นอกเหนือจากสาขาในห้างสรรพสินค้าที่ให้บริการตามปกติอยู่แล้ว

รายชื่อสาขาที่เปิดให้บริการยืนยันตัวตน "ชิมช้อปใช้"

สาขาสุขุมวิท 93
สาขาอุดมสุข
สาขาถนนประชาอุทิศ (ทุ่งครุ)
สาขาบางบอน
สาขาเพชรเกษม 65/1 (บางแคเหนือ)
สาขาจรัญสนิทวงศ์ 13
สาขาบางยี่ขัน
สาขาการไฟฟ้านครหลวงเพลินจิต
สาขาปทุมวัน
สาขาเทเวศน์
สาขาราชวัตร
สาขานางลิ้นจี่
สาขายานนาวา
สาขาเยาวราช
สาขาโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์
สาขาสีลม
สาขาร้านสหกรณ์ กรุงเทพ (เอกมัย)
สาขาเอกมัย
สาขามีนบุรี
สาขาวิภาวดี-รังสิต 5
สาขาสรงประภา
สาขาลาดพร้าว 102
สาขาพัฒนาการ 17
สาขาองค์การเภสัชกรรม
สาขารามอินทรา กม.2
สาขาโชคชัย 4 ซอย 22

สาขากาญจนบุรี

สาขากาฬสินธุ์
สาขายางตลาด
สาขาหนองกุงศรี
สาขากุฉินารายณ์

สาขากำแพงเพชร
สาขาคลองขลุง
สาขาพรานกระต่าย
สาขาลานกระบือ
สาขาสลกบาตร

สาขากระนวน
สาขาชุมแพ
สาขาเมืองพล

สาขาท่าเรือแหลมฉบัง
สาขาบ่อวิน(ถนนสาย 331)
สาขาพนัสนิคม
สาขาสวนอุตสาหกรรมสหพัฒน์

สาขาชัยนาท
สาขาวัดสิงห์
สาขาหันคา

สาขาแก้งคร้อ
สาขาบ้านแท่น
สาขาบำเหน็จณรงค์

จุดบริการศาลากลางจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงราย
สาขาเทิง
สาขาพาน
สาขาห้าแยกพ่อขุนเม็งราย

สาขาสารภี
สาขาหางดง
สาขาจอมทอง
สาขาแม่โจ้
สาขาสันกำแพง
สาขาสันป่าตอง

สาขากะปาง

สาขานครนายก

สาขานครปฐม

สาขาธาตุพนม
สาขานาแก

สาขาโชคชัย
สาขาด่านขุนทด
สาขาบัวใหญ่
สาขาประทาย
สาขาปากช่อง
สาขาพิมาย
สาขาเสิงสาง

สาขาชะอวด

สาขาตากฟ้า
สาขาตาคลี
สาขาท่าตะโก
สาขาบรรพตพิสัย
สาขาพยุหะคีรี

สาขานนทบุรี
สาขาบางบัวทอง

สาขาตันหยงมัส
สาขาตากใบ
สาขาโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
สาขาสุไหงโก-ลก

สาขาพุทไธสง
สาขาลำปลายมาศ
สาขาสตึก
สาขาหนองกี่

สาขารังสิต
สาขารังสิต-นครนายก คลอง 11
สาขาปทุมธานี
สาขาลาดหลุมแก้ว (แยกนพวงศ์)

สาขาประจวบคีรีขันธ์

สาขาปัตตานี
สาขายะรัง

สาขาตลาดวังน้อย
สาขานิคมอุตสาหกรรมโรจนะ
สาขาบางปะอิน
สาขาประตูน้ำพระอินทร์
สาขาอยุธยา

สาขาเชียงคำ
สาขาพะเยา
สาขาศูนย์ราชการจังหวัดพะเยา

สาขาพังงา

สาขาปากพะยูน
สาขาแม่ขรี

สาขาตะพานหิน
สาขาบางมูลนาก
สาขาพิจิตร
สาขาสากเหล็ก

สาขาถนนสิงหวัฒน์
สาขาพิษณุโลก
สาขาวังทอง

สาขาเพชรบุรี

สาขาบึงสามพัน
สาขาเพชรบูรณ์
สาขาวิเชียรบุรี
สาขาศรีเทพ
สาขาหนองไผ่
สาขาหล่มสัก

สาขาลอง

สาขาเชียงยืน
สาขาท่าขอนยาง มหาสารคาม
สาขาพยัคฆภูมิพิสัย
สาขามหาสารคาม

สาขาคำชะอี
สาขามุกดาหาร

สาขากุดชุม
สาขายโสธร
สาขาเลิงนกทา

สาขาถนนสุขยางค์
สาขาบันนังสตา
สาขาเบตง
สาขายะลา
สาขายะหา
สาขารามัน
สาขาสิโรรส

สาขาโพนทอง
สาขาศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด
สาขาสุวรรณภูมิ
สาขาเสลภูมิ
สาขาหนองพอก

สาขาระนอง

สาขานิคมอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์น

สาขาราชบุรี

สาขาโคกสำโรง
สาขาพัฒนานิคม
สาขาลพบุรี
สาขาลำนารายณ์

สาขาเถิน
สาขาวังเหนือ

สาขานิคมอุตสาหกรรมลำพูน
สาขาลำพูน

สาขาราษีไศล
สาขาอุทุมพรพิสัย
สาขากันทรลักษ์
สาขาขุนหาญ
สาขาศรีสะเกษ

สาขาอากาศอำนวย

สาขารัตภูมิ
สาขาจะนะ

สาขาละงู

สาขาบางบ่อ
สาขาสำโรง

สาขาสมุทรสงคราม

สาขาสมุทรสาคร

สาขาสระแก้ว

สาขาแก่งคอย
สาขาท่าลาน
สาขาพระพุทธบาท
สาขามวกเหล็ก
สาขาสระบุรี
สาขาหนองแค
สาขาหินกอง

สาขาสิงห์บุรี

สาขาศรีนคร
สาขาศรีสัชนาลัย
สาขาศรีสำโรง
สาขาสวรรคโลก
สาขาสุโขทัย

สาขาสุพรรณบุรี

สาขาสุราษฎร์ธานี

สาขาถนนหลักเมือง
สาขาปราสาท
สาขารัตนบุรี
สาขาสังขะ

สาขาโพนพิสัย

สาขานากลาง
สาขาศรีบุญเรือง

สาขาโพธิ์ทอง
สาขาวิเศษชัยชาญ
สาขาอ่างทอง

สาขาปทุมราชวงศา
สาขาอำนาจเจริญ

สาขากุมภวาปี
สาขาบ้านดุง
สาขาบ้านผือ

สาขาพิชัย
สาขาอุตรดิตถ์

สาขาหนองฉาง
สาขาอุทัยธานี

สาขาเขื่องใน
สาขาโขงเจียม
สาขาตระการพืชผล
สาขาบุณฑริก

 


พาณิชย์ต่ออายุมาตรการสกัดทุ่มตลาดเหล็ก "จีน-เวียดนาม-ไต้หวัน" 5 ปี

Fri, 11 Oct 2019 07:49:00

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค.2562) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) ได้พิจารณาผลการทบทวนความจำเป็นในการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD) สินค้าเหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็น ชนิดม้วน แผ่น และแผ่นแถบที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามมาตรา 57 โดยที่ประชุมมีมติว่าให้ต่ออายุการใช้มาตรการต่อไปอีก 5 ปี เนื่องจากมีข้อมูลและหลักฐานเพียงพอว่าหากยุติการเรียกเก็บอากร AD จะทำให้มีการทุ่มตลาดต่อไป หรือทำให้การทุ่มตลาดฟื้นคืนมาอีก และให้ต่ออายุการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้ากรดซิทริกที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป โดยให้ต่ออายุอากร AD ต่อไปหลังจากใช้มาตรการนี้มาตั้งแต่ปี 2547 ให้เรียกเก็บในอัตราเดิม คือร้อยละ 57.79 ของราคาซีไอเอฟ เนื่องจากมีข้อมูลและหลักฐานเพียงพอว่า หากยุติการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจะทำให้มีการทุ่มตลาดต่อไป หรือทำให้การทุ่มตลาดฟื้นคืนมาอีก

นอกจากนี้ ยังได้ผลการทบทวนความจำเป็นในการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วนที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และไต้หวัน โดยที่ประชุมมีมติเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด เนื่องจากมีข้อมูลแสดงความเป็นไปได้ที่จะมีการทุ่มตลาดต่อไปหรือฟื้นคืนมาอีก รวมทั้งยังมีแนวโน้มในการขายจัดราคาได้ในอนาคต และหากยุติการใช้มาตรการนี้ อาจจะเกิดการทะลักของสินค้าเข้ามาในราคาที่มีการทุ่มตลาด ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดเย็นในประเทศไทยเกิดความเสียหายต่อไป จึงให้จัดเก็บในอัตราเดิมต่อไปอีก 5 ปี และหลังจากนี้จะเอาไปรับฟังความคิดเห็นประชาชน และบังคับใช้ต่อไป


บอร์ดฯรถไฟใหม่พร้อมทำสัญญาซีพี 25 ต.ค.นี้

Thu, 10 Oct 2019 17:22:00

วันนี้ (10 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า กระทรวงการคลังได้เร่งรัดการพิจารณาบอร์ดการรถไฟฯชุดใหม่ โดยผ่านอนุกรรมการกลั่นกรองรัฐวิสาหกิจ และคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ อย่างรวดเร็ว และจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณารายชื่อบอร์ดการรถไฟชุดใหม่ ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ 

 

จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณารายชื่อบอร์ดการรถไฟชุดใหม่ ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ จากนั้น บอร์ดฯชุดใหม่ จะนัดประชุมพิจารณารายงานและรับทราบการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และพร้อมลงนามในสัญญากับกิจการร่วมค้า ซีพีเอช ในวันที่ 25 ต.ค.2562 โดยจะไม่มีการเลื่อนกำหนดการลงนามอีกแล้วหลังสะสางปัญหาและทำความเข้าใจกับเอกชนแล้ว

ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ ได้ลงนามโครงการไฮสปีดแน่จะไม่มีการเลื่อนอีกต่อไปแล้ว หลังทำหนังสือนัดกลุ่มซีพีให้มาลงนามแล้ว และเท่าที่หารือนอกรอบทราบว่า เอกชนจะเดินทางมาลงนามแน่นอน

ขณะที่นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า บอร์ดการรถไฟฯ ทำหน้าที่เพียงรับทราบรายงานการดำเนินสัญญา แต่ไม่มีผลผูกพันในการทำสัญญา เพราะดำเนินการภายใต้กฎหมายอีอีซีจึงสามารถลงนามได้ตามกำหนด และร่างสัญญาหลักของโครงการไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในสัญญาแนบท้ายซึ่งเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่นั้นกำหนดให้เอกชนเป็นผู้ติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง ซึ่งโดยปกติมักใช้เวลานนานและกำหนดเวลาได้ไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เอกชนกังวลว่า จะกระทบการวางหุ้นและแผนการกู้เงิน กระทบต่อภาระต้นทุนการเงินในอนาคต

ขณะนี้ รัฐบาลพร้อมส่งมอบพื้นที่ดำเนินโครงการได้แล้ว ร้อยละ 72 โดยแบ่งเป็น 3 ระยะได้แก่ พื้นที่ที่พร้อมส่งมอบได้ทันที คือ บริเวณแอร์พอร์ตลิงก์ สถานีพญาไท - สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทาง 28 กม.จากนั้น จากสถานีสุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา ระยะทาง 170 กม.ภายใน 1 ปี 3 เดือน นับจากลงนาม ส่วนพื้นที่ผ่านเมือง ตั้งแต่สถานีพญาไท - ดอนเมือง ซึ่งเต็มไปได้จุดตัดจำนวนมากถึง 230 จุดใน 3 กระทรวง 8 หน่วยงาน 

 

อนุกรรมการฯชุดนี้ จึงตั้งคณะทำงานการส่งมอบพื้นที่ ซึ่งมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานและรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รองประธาน เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว เพราะหากให้เอกชนดำเนินการเจรจาเองอาจกระทบระยะเวลาก่อสร้างและภาพรวมโครงการอีอีซี คาดว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะสามารถเปิดบริการเฟสแรกช่วงสถานีพญาไท - สนามบินสุวรรณภูมิ ถึงสนามบินอู่ตะเภา ภายใน ต้นปี 2567 และสถานีพญาไท - ดอนเมือง ภายในต้นปี 2568

 

 


“ถาวร” สั่ง "การบินไทย" จัดทำแผนฟื้นฟู ภายใน 1 เดือน

Thu, 10 Oct 2019 16:19:00

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (10 ต.ค.2562) นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของ บริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน ว่า ได้สั่งการให้จัดทำแผนฟื้นฟูและแผนบริหารธุรกิจฉบับใหม่ หลังจากเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2562 บอร์ดการบินไทยมีมติให้ทบทวนการจัดหาเครื่องบินใหม่ 38 ลำ ออกไปก่อน 6 เดือน

 

เนื่องจากสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน เปลี่ยนแปลง พร้อมยอมรับว่า ธุรกิจการบินปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก หลายประเด็นการบินไทยไม่ได้รับแต้มต่อ เช่น เรื่องของราคาเชื้อเพลิง เรื่องของน่านฟ้าที่เปิดเสรี และการบินไทยอยู่ในภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงขอทราบผลประกอบการเป็นรายเดือน และให้บริษัทจัดทำแผนฟื้นฟูบริษัทและแผนบริหารธุรกิจฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนนับจากวันนี้

รมช.คมนาคม กล่าวเพิ่มเติมว่า่ สำหรับแผนฟื้นฟูองค์กรและแผนบริหารธุรกิจใหม่ ต้องมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อลดการขาดทุน เพิ่มกำไร เพิ่มยอดขาย สร้างความพึงพอใจ รวมถึงการปรับเส้นทางการบินให้เหมาะสม โดยใช้ระบบไอทีเข้ามาบูรณาการทำงาน เช่น การจองตั๋วออนไลน์และแผนการตลาด

ส่วนแผนการจัดหาเครื่องบินใหม่ 38 ลำ ตามที่บอร์ดฯ ได้สั่งให้ทบทวนแผนใหม่นั้น การบินไทยจะต้องรายงานความคืบหน้าแผนการดำเนินงานเป็นประจำทุกเดือน จนกว่าแผนจะแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลา 6 เดือน และให้รายงานความก้าวหน้า เรื่องการลงทุนของบริษัทในศูนย์ซ่อมบำรุง (MRO) ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาทุก 15 วัน โดยเคร่งครัดและให้เร่งหาข้อสรุปโดยเร็ว 

 

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด กล่าวว่า บอร์ดฯ ในฐานะผู้กำกับดูแลฝ่ายบริหาร ได้พิจารณาคำถามของ รมช.คมนาคม และมีข้อกังวลเช่นเดียวกัน เพราะพบว่าสมมติฐานในการพิจารณาแผนจัดหาเครื่องบินในขณะนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป เช่น การทบทวนสมมติฐานใหม่ เนื่องจากแผนจัดหาฝูงบินเดิม จัดทำในช่วงที่ไม่มีผลกระทบสงครามการค้า แต่ปัจจุบันปัจจัยดังกล่าวกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยฐานะทางการเงินที่ต้องทบทวน ปัญหาการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบิน และเส้นทางบินที่ไม่ได้รับความนิยมแล้ว

พร้อมยืนยันว่า การทบทวนแผนจัดหาฝูงบินใหม่นี้ ไม่ได้เป็นการชะลอแผนให้ล่าช้า แต่เป็นการทบทวนให้รอบคอบ เพราะการซื้อเครื่องบินถือเป็นการลงทุน และเป็นแผนธุรกิจในระยะยาว จึงมีมติให้ฝ่ายบริหารการบินไทยทบทวนแผนจัดหาฝูงบินใหม่ และนำกลับมาเสนออีกครั้งภายใน 6 เดือน 

 

ขณะที่ นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาน) เปิดเผยว่า ได้เร่งจัดทำแผนระยะสั้นในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้เพื่อฟื้นฟูให้ได้มากที่สุด และมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการตามแผนได้ เช่น การเพิ่มรายได้ที่มุ่งมั่นจะขายตั๋วโดยสารให้ได้มากที่สุด และช่วงนี้จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นจึงจะมีการทำการตลาดที่ตัวบุคคล และใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลช่วยในการขายตั๋วโดยสาร ซึ่งการบินไทยฯก็เตรียมที่จะมีการเปิดให้บริการ E-Commerce สินค้าออนไลน์ในช่วงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ และการบริหารจัดการควบคุมลดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้จะมีการหารือร่วมกับพนักงานในการลดวันหยุดลง 1 วันเพื่อช่วยในเรื่องของค่าแรงการทำงานล่วงเวลา (OT) และลดค่าแรงของผู้บริหารบางส่วนลง โดยมองว่าเจตนาดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือองค์กรในการคุมค่าใช้จ่าย

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่าย จะเน้นลดค่าใช้จ่ายการจัดซื้อจัดจ้างลงร้อยละ 10 เน้นประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งระบบ และในเรื่องของการจัดหาฝูงบินก็จะต้องวิเคราะห์เส้นทางการบิน ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า การติดตามการปลดระวางและการจำหน่ายเครื่องบินและทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ การวางแผนการลดหนี้สิ้นระยะยาวอย่างเป็นระบบ

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา การบินไทยได้ลดหนี้ลงประมาณ 46,000 ล้านบาท แม้ว่าไม่มีการก่อหนี้เพิ่มแต่สัดส่วนหนี้สินต่อทุนก็ยังสูงอยู่จึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาโครงสร้างของเงินทุนทั้งระบบโดยจะมีการหารือกับคณะกรรมการฯและขอความเห็นชอบกับหน่วยงานกำกับอย่างกระทรวงคมนาคมต่อไป รวมถึงนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้มีการสั่งการให้เร่งดำเนินการและรายงานผลเป็นระยะ

 


โพลชี้คนไทย 1 ใน 3 ร่วมลงทะเบียนชิมช้อปใช้ - หนุนขยายเวลา

Thu, 10 Oct 2019 10:14:00

วันนี้ (10 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือกรุงเทพโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง "ความเห็นของประชาชนต่อมาตรการชิมช้อปใช้" หลังจากมีผู้ลงทะเบียนร่วมโครงการครบ 10 ล้านคนตามเป้าหมาย โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,184 คน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 65.3 ไม่ได้เข้าร่วมลงทะเบียนมาตรการชิมช้อปใช้ ขณะที่ร้อยละ 34.7 ได้เข้าร่วมลงทะเบียน

ประชาชนที่เข้าร่วมลงทะเบียนมาตรการชิมช้อปใช้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 64.5 สามารถลงทะเบียนได้ ขณะที่ร้อยละ 35.5 ไม่สามารถลงทะเบียนได้ โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 14.7 ให้เหตุผลว่าต้องรอคิว รองลงมาร้อยละ 13.0 ให้เหตุผลว่าครบ 1 ล้านคนต่อวันแล้ว และร้อยละ 9.5 ลงแล้วไม่ผ่านเกณฑ์

ส่วนใหญ่เลือกใช้เงินในจังหวัดที่ใกล้ที่อยู่อาศัย

โดยผู้ที่สามารถลงทะเบียนได้เลือกใช้เงินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 17.7 รองลงมาคือภาคกลางคิดเป็นร้อยละ 16.2 และภาคเหนือคิดเป็นร้อยละ 15.5 โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลที่เลือกจังหวัดไปใช้เงินมาตรการชิมช้อปใช้ คือเป็นจังหวัดที่ใกล้ที่อยู่อาศัยคิดเป็นร้อยละ 52.2 รองลงมาคือ เป็นจังหวัดที่อยากไปท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 22.6 และเป็นจังหวัดที่ทำงานอยู่คิดเป็นร้อยละ 18.5

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าจะนำเงินที่ได้ไปใช้จ่ายในเรื่องใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 71.4 จะนำไปซื้อของใช้ภายในบ้าน รองลงมาร้อยละ 50.8 จะนำไปซื้อของกิน ไปใช้ในร้านอาหาร และร้อยละ 10.3 จะนำไปใช้เป็นค่าโรงแรม ค่าที่พัก

เมื่อถามความเห็นต่อมาตรการชิมช้อปใช้ ทำให้ตัวท่านและครอบครัวสามารถไปเที่ยว ไปกิน ไปช้อป ใช้เงินได้คล่องตัวขึ้นมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 65.6 เห็นว่าช่วยให้ใช้เงินได้คล่องตัวขึ้นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 34.4 เห็นว่าค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด

อยากให้เพิ่มจำนวนผู้ลงทะเบียน ร้อยละ 55.7

เมื่อถามว่า "อยากให้ภาครัฐมีการขยายเวลาและเพิ่มจำนวนผู้ลงทะเบียนมาตรการชิมช้อปใช้หรือไม่" ส่วนใหญ่ร้อยละ 55.7 อยากให้เพิ่มเพราะจะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ร้อยละ 44.3 ไม่อยากให้เพิ่มเพราะคิดว่าไม่ช่วยอะไรเปลืองภาษีประชาชน

ส่วนความเห็นต่อมาตรการชิมช้อปใช้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ช่วงปลายปีได้มากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 53.1 เห็นว่าจะช่วยกระตุ้นได้ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 46.9 เห็นว่าจะช่วยได้ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

สุดท้ายเมื่อถามว่า "เห็นด้วยหรือไม่หากภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้อีกในปีหน้า" ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.4 เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 40.2 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 9.4 ไม่แน่ใจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"คลัง" เตือนตัดสิทธิ ห้างผูกขาดใช้จ่าย "ชิมช้อปใช้" 

คลัง ขยายวงเงิน Cash back ชิมช้อปใช้ 2 

ซีพี ออลล์ เผยเงิน "ชิมช้อปใช้" เติมเข้า e-Wallet ไม่ได้

 


"คลัง" เตือนตัดสิทธิ ห้างผูกขาดใช้จ่าย "ชิมช้อปใช้"

Wed, 9 Oct 2019 17:32:00

วันนี้ (9 ต.ค.2562) ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ย่านสมุทรปราการ จัดกิจกรรมส่งเสริมตลาด จากมาตรการ "ชิม ช้อป ใช้" โดยเปิดให้ผู้เข้าโครงการแลกสิทธิเงิน 1,000 บาท เป็นตั๋วเงินสด มูลค่า 1,050 บาท แต่ต้องใช้จ่ายภายในห้างทั้งหมด ภายในวันนี้  

 

ทำให้นายชาญกิจ เดชวิกรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวถือว่าผูกขาดการใช้จ่ายซึ่งผิดเงื่อนไขโครงการ และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์โครงการ ที่ต้องการกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานราก จึงขอให้ยุติทันที หากพบสาขาอื่น ยังคงจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดลักษณะนี้อีกจะตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการ พร้อมกำชับคลังจังหวัด ตรวจตราการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดในห้างค้าปลีกอื่น ๆ ทั่วประเทศด้วย

 

พร้อมย้ำว่า ประชาชนไม่ต้องรับใช้จ่ายให้หมดในคราวเดียวแต่สามารถจับจ่ายเพียงบางส่วน ภายใน 14 วัน โดยเฉพาะผู้ได้รับสิทธิล็อตแรก วันที่ 23 ก.ย.ต้องจับจ่ายครั้งแรก ภายในวันพรุ่งนี้ (10 ต.ค.2562) เพื่อรักษาสิทธิและสามารถจับจ่ายได้ ถึงสิ้นเดือน พ.ย.2562

กระทรวงการคลังจะเอาจริงนะครับ ห้างร้าน ที่เข้าร่วม "ชิม ช้อป ใช้" แล้วผิดวัตถุประสงค์ จะขึ้นบัญชีดำและตัดสิทธิทันที หากพบว่าทำความผิดซ้ำซาก รวมถึงจะให้คลังจังหวัดลงพื้นที่ตรวจตราปัญหาการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

 

ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ ใกล้ครบจำนวนโควตาลงทะเบียน โครงการ ชิมช้อปใช้ ระยะที่ 1 จำนวน 10 ล้านคนแล้ว ในจำนวนนี้ ได้รับ SMS ยืนยันสิทธิแล้วจำนวน 9,693,845 คน มีผู้เข้ายืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แล้ว 8,854,072 คน โดยยืนยันตัวตนสำเร็จ 7,934,311 คน และมีผู้ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแอปพลิเคชัน 839,773 คน มีเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 4,296 ล้านบาท หลังดำเนินโครงการเพียง 12 วัน พร้อมเตือนให้ ผู้ได้รับสิทธิล็อตแรก ใช้จ่ายภายในพรุ่งนี้ (10 ต.ค.2562)  ก่อนถูกตัดสิทธิและสามารถจับจ่ายได้ถึงสิ้นเดือน พ.ย.2562 

 

ส่วนความคืบหน้า โครงการ "ชิม ช้อป ใช้" ระยะที่ 2 นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการ "ชิม ช้อป ใช้" ระยะที่ 2 ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อยู่ระหว่างสรุปรายรายละเอียด และวิธีปฏิบัติ คาดว่าจะสรุปได้ในสัปดาห์นี้แต่เบื้องต้น มาตรการชิม ช้อป ใช้ ระยะที่ 2 อาจปรับเพิ่มสัดส่วนคืน หรือ แคส รีเบต ในกระเป๋า จากเดิมร้อยละ 15 ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกินคนละ 4,500 บาท และพิจารณาความเหมาะสม และมาตรการจูงใจให้ออกมาใช้จ่าย ทั้งการแจกเงิน และสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่การดำเนินมาตรการ ชิม ช้อป ใช้ ระยะที่ 2 จะเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว และอาจจำกัดเฉพาะจังหวัดเมืองรองหรือไม่

 

โดยจะเปิดโอกาสให้ผูัลงทะเบียน ชิม ช้อป ใช้ ระยะแรก สามารถลงทะเบียนได้ในระยะที่ 2 แค่จำนวนโควตาผู้ได้รับสิทธิจะเหลือไม่เกิน 5 ล้านคน และเริ่มมาตรการระหว่างเดือน พ.ย. - ธ.ค.2562 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

ก็มีความเป็นไปได้ จะเพิ่ม Cash back และกำลังดูอยู่ว่า จะแจกเงินอีกหรือไม่ หรือ ให้สิทธิลดหย่อนภาษี คล้ายช้อปช่วยชาติ และคนที่เข้าโครงการเฟสแรก ยังลงทะเบียนเฟส 2 ได้ แต่จำกัดไม่เกิน 5 ล้านคน และไม่ต้องลงทะเบียนดึกๆ อีก 

นายอุตตม กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะพยายามออกแบบมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ ร้อยละ 3 อย่างเต็มที่ แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยอย่างเดียว ที่สามารถชี้วัดจีดีพีทั้งปีได้ แต่น้ำหนักสำคัญในจีดีพี คือ การส่งออก และการลงทุน ที่ต้องติตตามอย่างใกล้ชิดด้วย หลังค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุด ในรอบ 6 ปี


รมว.คมนาคม สั่งทช.เตรียมรับมืออุทกภัยภาคใต้

Wed, 9 Oct 2019 17:19:00

วันนี้ (9 ต.ค.2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังการเป็นประธานในงานวันคล้ายวันก่อตั้งครบรอบ 17 ปี ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ว่า ได้กำชับให้นายปฐม เฉลยวาเรศ รักษาราชการอธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) รวมถึงผู้บริหาร ทช.เร่งดำเนินการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 งบกลางรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ครั้งที่ 1 วงเงิน 2,282.98 ล้านบาท โดย ทช.ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 908.38 ล้านบาท โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ ทช.เตรียมการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เช่น อุปกรณ์ และเครื่องมือต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวก เพื่อคอยช่วยเหลือประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบได้ 

 

นายศักดิ์สยาม ยังกล่าวต่อว่า นโยบายที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ศึกษาแนวทางในการนำยางพาราไปใช้ในโครงการก่อสร้าง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ได้เร่งรัดให้ ทช.ไปดำเนินการออกแบบแบริเออร์คอนกรีต (Rubber Buffer Barrier) ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค.นี้
ขณะเดียวกัน ยังสั่งการให้ ทช.เร่งดำเนินการโครงการขยายถนนกัลปพฤกษ์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด และให้พิจารณาทำช่องทางพิเศษ (Special Lane) โดยประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหามาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว 

 

ด้านนายปฐม เฉลยวาเรศ รักษาราชการอธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า โครงการก่อสร้างขยายถนนกัลปพฤกษ์ ปัจจุบันมีความคืบหน้าร้อยละ 70 ล่าช้ากว่าแผนงานประมาณร้อยละ 2 โดยจะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 15 ธ.ค.2562 แต่เชื่อว่าจะแล้วเสร็จและดำเนินการได้ตามแผน 

ทั้งนี้ ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง ทช.ได้ประสานงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เพื่อหามาตรการในการแก้ไขปัญหาจราจร เช่น การทดลองตีเส้นจราจรบนสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน (สะพานสาทร) จากเดิม 3 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการบริหารสัญญาณไฟจราจรด้วย 

 

ปัจจุบัน ทช.มีถนนโครงข่ายในความรับผิดชอบทั่วประเทศ จำนวน 3,267 สายทาง ระยะทางรวม 47,960 กม.โดยโครงการก่อสร้างขยายถนนกัลปพฤกษ์ (ช่วงกาญจนาภิเษก – ถนนราชพฤกษ์) ระยะทาง 7.602 กม.,โครงการขยายถนนราชพฤกษ์ระยะที่ 2 (ตอนที่ 3) (กม.22+900 – กม.31+250) ช่วงถนนรัตนาธิเบศร์ – ทล.345 ระยะทาง 8.350 กม.ซึ่งทั้ง 2 โครงการสุดท้ายนี้ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2562 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนต่อไป

สำหรับในปีงบประมาณ 2563 ทช.ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 48,005.5657 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินการตามภารกิจและนโยบายของรัฐบาล โดยโครงการสำคัญในปีงบประมาณ 2563 เช่น โครงการพัฒนาทางหลวงชนบทริมทะเลสาบสงขลา จ.พัทลุง เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวทะเลสาบสงขลา นครศรีธรรมราช – พัทลุง – สงขลา 

 

กิจกรรมปรับปรุงผิวจราจร รวม 5 สายทาง ถนนเพื่อการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลภาคใต้ ถนนสายแยก ทล.4003 (กม.ที่ 14+350) ถึง บ้านท้องเกร็ง อ.สวี, อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร ระยะทาง 9.085 กม. และถนนสายแยก ทล.4002 (กม.ที่ 13+100) –บ้านแหลมสันติ อ.หลังสวน,อ.ละแม จ.ชุมพร ระยะทาง 19.891 กม. ถนนผังเมืองรวม ถนนสาย จ4 และ จ5 ผังเมืองรวมเมืองมหาสารคาม จ.มหาสารคาม ระยะทาง 3.222 กม. และถนนสาย ง1 ผังเมืองรวมเมืองอุตรดิตถ์ ระยะทาง 7.425 กม.