เดินทางฟรี 12 ธ.ค. รับ-ส่งประชาชนร่วมงานพระราชพิธีฯ

Sat, 7 Dec 2019 17:04:00

วันนี้ (7 ธ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันที่ 12 ธ.ค.2562

ซึ่งรัฐบาลได้เชิญชวนประชาชนสวมใส่เสื้อสีเหลือง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อถวายพระพรชัยมงคลและแสดงความจงรักภักดี บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดแนวเส้นทางการเสด็จพระราชดำเนิน

ขสมก.บริการรถโดยสารฟรี 19 เส้นทาง

ขสมก.จึงจัดเดินรถโดยสารให้บริการฟรี จำนวน 19 เส้นทางในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 22.00 น. หรือจนกว่าจะส่งประชาชนออกจากพื้นที่หมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางไปเฝ้าฯ รับเสด็จและชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. จัดรถโดยสารวิ่งในเส้นทางเดินรถเฉพาะกิจ (จอดรับ-ส่งทุกป้าย) จำนวน 6 เส้นทาง

 

2. จัดรถโดยสารวิ่งในเส้นทางเดินรถ Shuttle Bus (รับจากจุดจอด-จุดส่ง) จำนวน 11 เส้นทาง

3. จัดรถโดยสารธรรมดาวิ่งในเส้นทางเดินรถ Shuttle Bus แทนเรือข้ามฟาก (รับจากจุดจอด-จุดส่ง) จำนวน 2 เส้นทาง

รฟม.- BEM ให้บริการรถไฟฟ้า MRT และที่จอดรถฟรี 

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) จะยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล หรือ MRT สายสีน้ำเงิน (สถานีเตาปูน-สถานีหลักสอง) และรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม หรือ MRT สายสีม่วง (สถานีคลองบางไผ่-สถานีเตาปูน) ในที่ 12 ธ.ค.นี้ ตลอดระยะเวลาการเปิดให้บริการ

นอกจากนี้ รฟม.ได้จัดให้บริการที่จอดรถฟรีทุกอาคารและลานจอดรถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางเข้าร่วมงานในวันดังกล่าว ดังนี้

1) อาคารจอดแล้วจร สถานีลาดพร้าว จอดได้ 2,200 คัน
2) อาคารจอดแล้วจร สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จอดได้ 205 คัน
3) อาคารจอดแล้วจร สถานีหลักสอง (อาคาร 1 ฝั่งขาเข้า มุ่งหน้าท่าพระ) จอดได้ 653 คัน
4) อาคารจอดแล้วจร สถานีหลักสอง (อาคาร 2 ฝั่งขาออก มุ่งหน้าพุทธมณฑลสาย 4) จอดได้ 348 คัน
5) ลานจอดแล้วจร สถานีรัชดาภิเษก จอดได้ 75 คัน
6) ลานจอดแล้วจร สถานีห้วยขวาง จอดได้ 73 คัน
7) ลานจอดแล้วจร สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (ลาน 1) จอดได้ 30 คัน
8) ลานจอดแล้วจร สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (รัชดาภิเษก ซอย 6) จอดได้ 106 คัน
9) ลานจอดแล้วจร สถานีพระราม 9 จอดได้ 50 คัน
10) ลานจอดแล้วจร สถานีเพชรบุรี จอดได้ 54 คัน
11) ลานจอดแล้วจร สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จอดได้ 79 คัน
12) ลานจอดแล้วจร ฝั่งตรงข้ามศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จอดได้ 42 คัน
13) ลานจอดแล้วจร สถานีสามย่าน จอดได้ 32 คัน

1) อาคารจอดแล้วจร สถานีคลองบางไผ่ จอดได้ 1,986 คัน
2) อาคารจอดแล้วจร สถานีสามแยกบางใหญ่ จอดได้ 1,296 คัน
3) อาคารจอดแล้วจร สถานีบางรักน้อยท่าอิฐ จอดได้ 1,076 คัน
4) อาคารจอดแล้วจร สถานีแยกนนทบุรี 1 จอดได้ 565 คัน

1) ลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ จอดได้ 720 คัน

ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียด หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mrta.co.th หรือเฟซบุ๊กการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044 รวมถึงศูนย์บริการข้อมูลโทร. 0 2624 5200

BTS-BRT ให้บริการฟรี 12 ธ.ค.

ประชาชนสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสฟรี ตลอดเส้นทางสายสุขุมวิท ตั้งแต่สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึ'สถานีเคหะฯ และสายสีลม ตั้งแต่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถึงสถานีบางหว้า และรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ตลอดระยะเวลาให้บริการ

ซึ่งผู้โดยสารสามารถกดรับบัตรโดยสารฟรีได้ทุกสถานี หรือรับบัตรฟรีที่ห้องจำหน่ายตั๋ว สำหรับผู้ใช้บัตรแรบบิทแบบเติมเงิน ระบบจะไม่ตัดเงินในวันดังกล่าว ส่วนผู้โดยสารที่ใช้บัตรแรบบิทประเภทเติมจำนวนเที่ยว ต้องกดรับบัตรโดยสารเที่ยวเดียวจากตู้จำหน่ายบัตร หรือรับบัตรฟรีที่ห้องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี

ผู้โดยสารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บีทีเอส โทรศัพท์ 0 2617 6000 เว็บไซต์ www.bts.co.th หรือแอปพลิเคชัน BTS SkyTrain

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ให้บริการฟรี

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทจะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ฟรีในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 05.30 - 24.00 น. โดยประชาชนสามารถขอรับคูปองเดินทางฟรีได้ที่เจ้าหน้าที่ประจำสถานี บริเวณห้องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี

หรือหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690 หรือเว็บไซต์ www.srtet.co.th รวมถึงเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ Airport Rail Link 

 


เปิดทดลองสถานีเตาปูน – สถานีสิรินธร

Wed, 4 Dec 2019 15:39:00

วันนี้ (4 ธ.ค.2562) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้เปิดทดลองให้ประชาชนใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินไปทางด้านทิศใต้ อีก 4 สถานี คือ สถานีบางโพ บางอ้อ บางพลัด และสถานีสิรินธร โดยมีประชาชนให้ความสนใจร่วมทดลองใช้บริการจำนวนมาก โดยการเปิดทดลองรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเปิดส่วนต่อขยาย ให้ประชาชนทดลองนั่งอีก 4 สถานี จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. - 29 มี.ค.2563 ช่วงเวลา 10.00 - 16.00 น.


ทั้งนี้ จะให้บริการรถไฟฟ้าแบบวิ่งไป-กลับ จากสถานีเตาปูนถึงสถานีสิรินธร มีรถไฟฟ้าให้บริการ 3 ขบวน ระยะห่างระหว่างขบวนประมาณ 8 - 10 นาทีโดยผู้โดยสารที่เดินทางมาจากสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง จะต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟฟ้าที่สถานีเตาปูนเพื่อเดินทางไปยังสถานีในสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย (สถานีบางโพ-สถานีสิรินธร)

กรณีเดินทางระหว่างสถานีบางโพถึงสถานีสิรินธร รวมจำนวน 4 สถานี ได้แก่ สถานีบางโพ สถานีบางอ้อ สถานีบางพลัด และสถานีสิรินธร จะไม่คิดค่าโดยสาร โดยใช้เหรียญหรือบัตรโดยสารรถไฟฟ้า MRT เดินทางในระบบรถไฟฟ้าผ่านประตูอัตโนมัติได้ตามปกติ กรณีเดินทางเข้าหรือออกจากสถานีเตาปูนคิดอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 16 บาท 


หลังจากนี้จะมีการทดลองเปิดเดินรถในส่วนที่เหลือเดือน ม.ค.2563 จากสถานีสิรินธร ผ่านสถานีบางยี่ขัน บางขุนนนท์ ไฟฉาย จรัญสนิทวงศ์ 13 ไปบรรจบครบลูปที่สถานีท่าพระ โดย รฟม.เชิญชวนให้ประชาชนทดลองใช้บริการการเปิดทดลองเดินรถอีก 2 ช่วง ที่จะดำเนินการเพิ่มเติมตั้งแต่เดือน ธ.ค.นี้และ ม.ค.2563

ทั้งนี้ รฟม.ประเมินว่าการเปิดขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งปัจจุบันนี้วันที่มีผู้โดยสารมาก เช่น วันศุกร์จะมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยต่อวัน 480,000 คน และเมื่อมีการเปิดเดินรถครบเส้นทาง เชื่อว่าจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยเป็นวันละ 550,000 คน และเมื่อผู้ใช้บริการคุ้นชินกับระบบ ก็จะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 800, 000 คนภายในระยะเวลา 1 ปี 

 

สำหรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน จะคิดอัตราค่าโดยสารตั้งแต่สถานีแรกที่อัตรา 16 บาท โดยค่าโดยสารจะเพิ่มตามระยะทาง อัตราสูงสุด 42 บาท และสามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสายสีม่วงโดยมีอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 70 บาท และเมื่อผู้โดยสารแตะบัตรหรือเหรียญโดยสารที่ประตูอัตโนมัติแล้ว จะสามารถอยู่ในระบบรถไฟฟ้าได้ไม่เกิน 180 นาที 


หลังจากนี้ รฟม. และ BEM จะทยอยปรับการให้บริการไปตามความก้าวหน้าของงานและความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้องไปจนถึงระดับการให้บริการตามปกติ เช่น การขยายจำนวนสถานีให้บริการไปจนถึงสถานีท่าพระ หรือการเดินรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องครบลูปทั้งเส้นทางสายสีน้ำเงิน ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบต่อไป ทั้งนี้ จะพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบและจัดเก็บค่าโดยสารตามปกติจากสถานีเตาปูน-สถานีท่าพระ ในวันที่ 30 มี.ค.2563 เป็นต้นไป

 

 


ทดลองใช้ฟรี ส่วนต่อขยายจากสถานีบางโพ–สถานีสิรินธร

Wed, 4 Dec 2019 12:55:00

วันนี้ (4 ธ.ค.2562 )   บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  ได้เปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงเตาปูน-ท่าพระ จากสถานีเตาปูน-สถานีสิรินธร  ฟรีเป็นวันแรก มีประชาชนให้ความสนใจและมาทดลองโดยสารเป็นจำนวนมาก โดยเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น. แบบวิ่งไป-กลับจากสถานีเตาปูนถึงสถานีสิรินธร ตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 29 มีนาคม 2563 

 
ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง จะต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟฟ้าที่สถานีเตาปูนเพื่อเดินทางไปยังสถานีในสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย (สถานีบางโพ-สถานีสิรินธร) โดยจะไม่คิดค่าโดยสาร ซึ่งสามารถใช้เหรียญหรือบัตรโดยสารรถไฟฟ้า MRT เดินทางในระบบรถไฟฟ้าผ่านประตูอัตโนมัติได้ตามปกติ กรณีเดินทางเข้าหรือออกจากสถานีเตาปูนคิดอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 16 บาท


หลังจากนี้ รฟม. และ BEM จะทยอยปรับการให้บริการไปตามความก้าวหน้าของและความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนมีความสะดวก รวดเร็วในการเดินทางมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

 


แบงก์พาณิชย์ปล่อยเงินกู้ให้ผู้ค้าออนไลน์

Wed, 4 Dec 2019 10:20:00

เมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.2562) นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า อีคอมเมิร์ซของไทยขยายตัวปีละ 13% และคาดว่าใน 1-2 ปีข้างหน้า จะเติบโตได้ 15-20% ต่อปี มีมูลค่าการซื้อขาย 300,000 ล้านบาท โดยปัญหาสำคัญของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์คือการเข้าถึงเงินทุนด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น เอกสารไม่เพียงพอ ไม่ได้เดินบัญชี ไม่มีหลักประกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ ผู้ค้าออนไลน์สามารถกู้ได้ตั้งแต่หลักพันบาทจนถึงวงเงินกู้สูงสุด 600,000 บาท ตั้งเป้าปี 2563 ปล่อยกู้วงเงิน 1,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10,000 ราย โดยคิดดอกเบี้ยต่ำ 12-19% โดยผู้กู้ไม่ต้องมีหลักประกัน ไม่ต้องยื่นเอกสาร ฟรีค่าธรรมเนียมในการกู้ โดยให้ระยะเวลาการกู้สูงสุด 6 เดือน ส่วนการชำระคืนหนี้นั้นธนาคารจะหักจากบัญชียอดขายของผู้ค้าหรือลูกหนี้ในทุกเดือน จึงถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ

รอผลอนุมัติเงินกู้ภายใน 1-3 นาที

นายวีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ลาซาด้า ประเทศไทย ได้คัดผู้ค้าออนไลน์มาให้ธนาคารระดับหนึ่งแล้ว จากข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนี้ ทำให้สามารถอนุมัติเงินกู้ได้รวดเร็วขึ้น ภายในเวลาเพียง 1 นาที หรือไม่เกิน 3 นาที จะรับรู้ผล และโอนเงินเข้าบัญชีให้ผู้ค้าได้ทันที ถือว่าเร็วกว่าการไลน์ไปขอยืมเงินเพื่อน เพราะต้องถามกันไปมา เพื่อยืนยันว่าเป็นเพื่อนตัวจริงไม่ได้ถูกแฮกไลน์มายืม โดยธนาคารได้ทดลองปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ขายออนไลน์บนลาซาด้าไปบ้างแล้ว และได้ผลตอบรับที่ดี

ด้านนายแจ๊ค จาง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันมีผู้ค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มลาซาด้าที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอประมาณวันละ 50,000 ราย เชื่อว่าการจับมือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อปล่อยสินเชื่อต่อยอดการค้า จะช่วยทำให้ผู้ค้าออนไลน์เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น และขยายร้านค้าให้เติบโตได้


ครม.เห็นชอบกองทุน SSF ถือยาว 10 ปี ลดหย่อนภาษี 30%

Wed, 4 Dec 2019 07:57:00

เมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.2562) นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการออมระยะยาว โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมระยะยาวในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อยและผู้ที่เริ่มต้นวัยทำงาน โดยสอดรับกับการหมดอายุลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งจะสิ้นสุดในปีนี้

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีกองทุน SSF จะให้บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนภาษีไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และถือครองเป็นเวลา 10 ปี แต่เมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ เช่น กองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ หรือเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว มูลค่าการลงทุนจะต้องไม่เกิน 500,000 บาทในแต่ละปีภาษี

ส่วนการปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกองทุน RMF โดยปรับสัดส่วนการหักลดหย่อนภาษี จากเดิมไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน เป็นไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน โดยยังคงกำหนดวงเงินหักลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประมาณการว่ามาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณปีละ 14,000 ล้านบาท ขณะที่ประโยชน์ที่จะได้รับ คือการออมระยะยาวของประชาชนเพิ่มขึ้น ช่วยนำไปสู่ความมั่นคงทางรายได้เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ โดยหากมีการซื้อกองทุน RMF และกองทุน SSF เต็มเพดานที่กำหนด ผู้ที่มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท 50,000 บาท และ 100,000 บาท จะมีเงินออมระยะยาวเพิ่มขึ้นจากเดิมได้ถึงปีละ 108,000 บาท 360,000 บาท และ 500,000 บาท ตามลำดับ


เปิด "ที่มา-บทบาท" คณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม

Tue, 3 Dec 2019 13:12:00

วันนี้ (3 ธ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสความเห็นต่างพลังงานมีมานานนับ 10 ปี กรณีที่รุนแรงที่สุดคือการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่รอบที่ 21 ที่แบ่งความเห็น 2 ฝ่ายชัดเจน คือฝ่ายรัฐที่ต้องการหาแหล่งพลังงานสำรอง และฝ่ายเครือข่ายประชาชนที่ต้องการให้แก้กฎหมายก่อนเปิดสัมปทาน มาถึงยุค คสช.ทำให้เกิดเวทีแสดงความเห็นหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดไม่เกิดการเปิดสัมทานใหม่ มีเพียงการเปิดสำรวจและผลิตในแหล่งเดิม คือบงกช และเอราวัณ ในอ่าวไทยที่ใกล้หมดอายุ ที่ได้ข้อยุติในรัฐมนตรีพลังงานคนก่อนหน้า คือนายศิริ จิระพงษ์พันธ์

"อีอาร์เอส-คปพ." เข้าพบ รมว.พลังงาน คนใหม่

และหลังมีรัฐบาลเลือกตั้ง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ มาเป็นเจ้ากระทรวง 2 ส.ค.2562 กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนหรืออีอาร์เอส เช่น นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต เข้าพบเพื่อนำเสนอข้อเรียกร้องด้านพลังงาน เน้นให้ปรับโครงสร้างราคาพลังงานสะท้อนต้นทุน และพัฒนาแหล่งพลังงานในประเทศ

ถัดมา 20 วัน เปิดห้องทำงาน รับฟังความเห็นจากแกนนำ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน หรือ คปพ. นำโดย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, น.ส.รสนา โตสิตระกูล ที่มีข้อเรียกร้องให้รัฐจัดการผลประโยชน์ทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซ พื้นที่ทับซ้อน และรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน และเมื่อ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีหารือกับตัวแทนกลุ่มผีเสื้อกระพือปีกพร้อมเครือข่าย ซึ่งชุมนุมอยู่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้ปรับราคาน้ำมัน และแก๊สเท่าประเทศมาเลเซีย

ตัวแทนหลายฝ่ายร่วมคณะทำงานฯ ด้านพลังงาน

การเปิดรับฟังความเห็นจากหลายฝ่าย ทำให้หลายคนที่ได้พบรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม รวมถึงฝ่ายรัฐเองที่มีปลัดกระทรวง เป็นคณะทำงานชุดนี้ มีผู้ช่วยรัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรี อธิบดีทุกกรม และผู้แทนกระทรวงอื่นด้วย เพื่อศึกษาจัดทำข้อเสนอการกำหนดโครงสร้างราคาพลังงาน เรียกผู้เกี่ยวข้องที่รวมถึงภาคเอกชนมาให้ข้อมูลได้ด้วย

น่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมี ที่เปิดพื้นที่พูดคุยในรูปแบบคณะทำงานจริงจัง หันมาดูข้อเสนอการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวานนี้ จะต้องการทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นแบบเดิมให้ลดลง และหวังว่าราคาน้ำมันขายปลีกให้ประชาชนลดลงด้วย เรื่องนี้มีการตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อเข้าไปดูข้อมูลจริง ก่อนหาแนวทางปรับ แต่กลไกธุรกิจน้ำมันแม้ถูกกำกับโดยกระทรวงพลังงาน แต่ไม่ใช่การบังคับ แม้จะตกผลึกว่าต้องปรับตัดลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่ทางปฏิบัติอาจเป็นอีกแบบ

"ไทย" มีแนวทิศทางที่ดีในการหารือประเด็นพลังงาน

ไม่ว่าจะมีการปรับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นหรือไม่ แต่การเปิดใจรับฟังความเห็นต่างในไทยเป็นไปในทิศทางที่ดี ยังมีเหตุการณ์หลายประเทศที่ปัญหาพลังงานทำให้เกิดการประท้วงบานปลาย อย่าง ชิลี ราคาพลังงานที่แพงขึ้น ค่าเงินอ่อนค่า ทำให้ต้องขึ้นค่ารถเมล์และรถใต้ดิน ประกอบกับผู้นำไม่สนใจ ประชาชนจึงไม่พอใจ หรือกรณีอิหร่าน แม้เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ กลับเกิดประท้วงเพื่อเดือนก่อน เพราะรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมัน 50% ทำให้มีผู้เสียชีวิต 200 คน

หากเศรษฐกิจอ่อนแอ ประเด็นพลังงานอาจถูกหยิบยกมาเป็นข้อขัดแย้งมากขึ้นได้ ไทยมีทิศทางที่ดีในการพูดคุย มีส่วนร่วมในการกำหนดประเด็นพลังงานที่ควรแก้ไข แม้เวทีคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม จะทำงานได้ตามข้อเรียกร้องที่หลากหลายได้เพียงใด แต่เป็นสัญญาณที่ดีว่าจะไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรง

 


"คมนาคม" ปัดฝุ่นโครงการ "ท่าเรือสงขลา 2 - ท่าเรือปากบารา"

Mon, 2 Dec 2019 20:01:00

วันนี้ (2 ธ.ค2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายกรมเจ้าท่าว่า ได้มอบหมายให้นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ประสานเจรจากับประชาชนในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจแผนการดำเนินโครงการท่าเรือสงขลา 2 และโครงการท่าเรือปากบารา พร้อมยืนยันว่า โครงการนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น โดยจะใช้ระบบรางเชื่อมต่อท่าเรือทั้ง 2 แห่ง ซึ่งจะช่วยให้ระบบโลจิสติกส์ทางน้ำ ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกสามารถประหยัดเวลาได้มาก สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก

 

สำหรับก่อนหน้านี้ ที่มีปัญหาเรื่องความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่ ทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าได้นั้น เบื้องต้นนายถาวร ได้ไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่แล้ว ส่วนประเด็นที่ต่างชาติและเครือข่ายภาคประชาสังคมคัดค้านนั้นก็ต้องมีการพยายามทำความเข้าใจเช่นกัน


พร้อมยืนยันว่า โครงการนี้รัฐบาลได้มีแผนที่ต้องการจะดำเนินการอยู่แล้ว พร้อมมองว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ของชาติควรจะดำเนินการเพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสของชาติโดยจะผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นทั้งโครงการท่าเรือสงขลา 2 และโครงการท่าเรือปากบารา อย่างน้อยท่าเรือสงขลา 2 ต้องเกิดให้ได้

 

ขณะที่ด้านงบลงทุนโครงการฯ นั้นมองว่า มีวิธีการในการดำเนินการหลายวิธีที่สามารถดำเนินการได้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียวเช่น รูปแบบกองทุน หรือรูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (PPP)เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ และต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าจะเกิดประโยชน์อะไรบ้างกับประชาชนในพื้นที่

 

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า จะต้องนำข้อมูลของทั้ง 2 โครงการกลับมาพิจารณาว่า ติดปัญหาอะไรบ้าง โดยโครงการดังกล่าวต้องดำเนินการให้อยู่ควบคู่กับได้ทั้งการขนส่งทางน้ำและการท่องเที่ยว ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวถือเป็นเป้าหมายของกระทรวงคมนาคม ที่จะมีการรายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบด้วย

ด้านนายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม กล่าวว่า ได้รับมอบหมายไปเจรจาทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ โดยจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ในการลดภาระของเกษตร ในการขายสินค้าทางการเกษตร ส่วนเรื่องด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็มีการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อม (EIA)และทาง สผ.จะช่วยดูมาตรฐานของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ ซึ่งถือเป็นนโยบายว่าในการดำเนินการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะมีการนำข้อมูลเหล่านี้ไปอธิบายเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ โดยในเบื้องต้นก็ได้ทำความเข้าใจกับประชาชนไปบ้างแล้วและมั่นใจว่าจะทำได้อย่างแน่นอน

 

 


ปิดลงทะเบียน “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” รอบผู้สูงอายุ วันนี้

Mon, 2 Dec 2019 17:21:00

วันนี้(2 ธ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลัง เปิดลงทะเบียนโครงการชิมช้อปใช้ ระยะที่ 3 ซึ่งกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ 2,000,000 คน แบ่งเป็นรอบบุคคลทั่วไป ระหว่างวันที่ 14-17 พ.ย.2562 จำนวน 1,500,000 คน และรอบผู้สูงอายุ ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.2562 จำนวน 500,000 คน

เมื่อเวลา 17.00 น. มีผู้ลงทะเบียน 1,832 คน จากจำนวนโควตาที่ลงทะเบียนได้ วันนี้ จำนวน 281,151 คน

 

 

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการเปิดลงทะเบียนโครงการ ชิมช้อปใช้ ระยะที่ 3 ขณะนี้ มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 1,448,012 คน จากจำนวนโควตาเปิดรับทั้งหมด 2,000,000 คน

กระทรวงการคลัง เห็นว่าการลงทะเบียนรอบนี้ได้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว จึงจะเปิดให้ลงทะเบียนสำหรับผู้สูงอายุวันนี้เป็นวันสุดท้าย และจะปิดการลงทะเบียนในเวลา 18.00 น.

 

สำหรับการใช้จ่ายของประชาชนตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. ถึง วันที่ 1 ธ.ค.2562 มีผู้ใช้สิทธิ์รวม 3 เฟส จำนวน 11,769,870 คน มีการใช้จ่ายรวม 17,872 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายจาก G-Wallet ช่อง 1 จำนวน 11,619 ล้านบาท สำหรับ G-Wallet ช่อง 2 มีผู้ใช้สิทธิ์จำนวน 247,020 คน มียอดการใช้จ่ายรวม 6,252 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละประมาณ 25,314 บาท  โดยยอดใช้จ่ายผ่าน G-Wallet ช่อง 2 ยังคงขยายตัวเป็นอย่างมากและอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด

รองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ภายใต้มาตรการได้อย่างต่อเนื่องโดยจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ม.ค.2563 จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้จ่ายผ่าน G-Wallet ช่อง 2 เพื่อมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศและมีสิทธิได้รับเงินคืนสูงสุดถึงร้อยละ 20 อีกด้วย

 

 


"สุริยะ" ยัน มติคกก.วัตถุอันตรายรถูกต้องตามกม.

Sat, 30 Nov 2019 13:35:00

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 พ.ย.2562) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ยืนยันว่า มติการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ที่มีตนเป็นประธานเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ถือเป็นมติที่ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย และไม่ได้เข้าใจผิดตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุขได้กล่าวอ้าง เนื่องจากได้ตรวจสอบจากฝ่ายกฏหมายที่เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าวแล้ว ว่าที่ประชุมฯได้ปฎิบัติตามระเบียบและขั้นตอนตามกฎหมายทุกอย่าง

การประชุมมีมติและถูกต้องอย่างแน่นอน และไม่ได้เข้าใจผิดอย่างที่มีการกล่าวถึง เพราะได้ตรวจสอบจากฝ่ายกฏหมายที่เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าวแล้ว ว่าที่ประชุมฯได้ปฎิบัติตามระเบียบและขั้นตอนตามกฎหมายทุกอย่างแล้ว อย่างไรก็ตามผมขอยืนยันอีกครั้งว่ามติดังกล่าวถูกต้อง

สำหรับมติ คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ที่มีตนเป็นประธานเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้กำหนดวัตถุอันตรายพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาบังคับใช้ เลื่อนจาก 1 ธ.ค.62 เป็น 1 มิ.ย. 63 ส่วนวัตถุอันตรายไกลโฟเซต ให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พ.ค.61พร้อมทั้งมอบหมายให้ กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสม รวมถึงลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไป และให้นำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาภายใน 4 เดือน นับจากวันที่มีมติ

 

 

โดยก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ย้ำว่าได้คุยกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม แล้ว ซึ่งนายสุริยะเข้าใจว่า การที่พูดออกไปโดยไม่มีใครโต้แย้ง สามารถเป็นมติได้ และอาจไม่สามารถใช้ได้ในยุคสมัยนี้ ซึ่งได้เสนอไปยังนายสุริยะแล้วว่าเพื่อความชัดเจน ต้องเปิดให้มีการโหวต ย้ำว่าประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิด แต่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาต้องโหวตให้ชัดเจน


"ไทย-ฮ่องกง" ลงนามความร่วมมือ ตั้งเป้ามูลค่าการค้า 2 หมื่นล้านเหรียญฯ

Fri, 29 Nov 2019 14:53:00

วันนี้ (29 พ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนางแคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นประธานการประชุมระดับสูงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทย-เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 1  

ภาพจาก www.thaigov.go.th

ภาพจาก www.thaigov.go.th

 

นายสมคิด กล่าวว่า การเยือนไทยครั้งนี้ของนางแคร์รี แลม เป็นโอกาสที่ดีให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้สานต่อสิ่งที่ได้เคยตกลงกันไว้ใน โดยเฉพาะในประเด็นที่ได้หารือกันในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับเขตอ่าวกวางตุ้ง - ฮ่องกง - มาเก๊า (Guangdong - Hong Kong - Macao Greater Bay Area: GBA) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญภายใต้ “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของจีน

ซึ่งในช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการประชุมระดับสูงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทยกับเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดแนวทางและเป้าหมายของความร่วมมือระหว่างกัน โดยที่ประชุมฯ เห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 

ภาพจาก www.thaigov.go.th

ภาพจาก www.thaigov.go.th

 

1.ด้านการค้าและการลงทุน ทั้ง 2 ฝ่ายยืนยันว่า จะร่วมมือกันผลักดันให้มูลค่าการค้าไทยและฮ่องกงบรรลุเป้าหมาย 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 ตามที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตั้งเป้าไว้ เมื่อปี 2560 พร้อมทั้งเริ่มหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย - ฮ่องกง และการปรับปรุงความตกลงว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุนของภาคเอกชนให้ สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน

2.ด้านการลงทุนและการโยกย้ายฐานการผลิต ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมกัน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนในการสร้างเครือข่าย การแลกเปลี่ยน การเยือนและการร่วมกิจกรรมระหว่างกัน โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของ ผู้ประกอบการทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมถึงส่งเสริมการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการผลิตและการโยกย้ายฐานการผลิตของวิสาหกิจ ฮ่องกงมายังไทย

3.ด้านการเงิน ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมกันขับเคลื่อนการเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์ และตลาดทุนของกันและกันผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนชนิดใหม่ ๆ เช่น การลงทุน ในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านระบบ Depositary Receipt (DR) การท่า cross listing ระหว่างกันในหลักทรัพย์ตัวส่าคัญ ตลอดจนการทำ mutual recognition of funds และการส่งเสริมให้มีการลงทุนใน Real Estate Investment Trusts (REITs) เป็นต้น

นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมมือกันเสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูล การตลาด โดยเฉพาะการท่า regulatory mapping ซึ่งจะปูทางไปสู่ผลิตภัณฑ์ ด้านการเงินใหม่ ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนสีเขียว (ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม)

4. ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะร่วมกันพัฒนาและเสริมสร้างในด้านภาพยนตร์ ละคร โฆษณา การออกแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการของทั้งสองฝ่าย โดยจะมีมาตรการส่งเสริม การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือของผู้ประกอบการ รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสนับสนุนให้ต่างฝ่ายต่างเข้าร่วมกิจกรรมของกันและกัน ซึ่งจะมีการจัดท่า แผนงานร่วมกันต่อไป

5.ด้านการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (Start-up) ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ทั้ง 2 ฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างระบบนิเวศของการพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม และได้รับทราบถึงพัฒนาการที่เป็นรูปธรรม ระหว่าง Hong Kong Cyberport และ Innospace Thailand และ แสดงความพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวให้มีมากยิ่งขึ้น โดยจะร่วมกันสนับสนุนการดำเนินการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ การทำวิจัยร่วม การบ่มเพาะ Start-up ที่มีศักยภาพ และการมีมาตรการเพื่อส่งเสริมให้ Start-up เข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

6.การผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยเฉพาะในด้านอาชีวศึกษาและการยกระดับทักษะแรงงานในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมการเกษตร และด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ หรือ STEM นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการไปมาหาสู่และการแลกเปลี่ยนระหว่างกันในระดับ ประชาชน ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมกันตั้งเป้านักท่องเที่ยว 3 ล้านคน/ปี ภายในปี 2564

ภาพจาก www.thaigov.go.th

ภาพจาก www.thaigov.go.th

 

นางแคร์รี แลม กล่าวว่า รู้สึกยินดีในการมาเยือนประเทศไทย และได้มาประเทศไทยหลายครั้งแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและฮ่องกง ซึ่งการลงนามเอ็มโอยูครั้ง จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงและส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างเครือข่ายธุรกิจ การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การวิจัยและการศึกษาที่จะมีความร่วมมือต่อกัน

ตอนนี้แม้ว่าฮ่องกงในภาวะความขัดแย้ง แต่ขอขอบคุณไทยที่เป็นมิตรที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ขอย้ำว่าจะใช้จุดแข็งในการปกครองให้ฮ่องกงมีความเข้มแข็ง และจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อการแก้ปัญหา โดยเชื่อมั่นว่าฮ่องกงจะสามารถก้าวข้ามปัญหานี้ไปได้

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ รองนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน และร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงต่างๆ อีก 5 ฉบับ ได้แก่

1.บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับศูนย์การออกแบบฮ่องกง

2.บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง

3.บันทึกความเข้าใจระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสหพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกง

4.บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทยกับสหพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกง

5.บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง


เตรียมเปิดเดินรถไฟฟ้าฟรีถึง สถานี ม.เกษตรฯ

Thu, 28 Nov 2019 15:03:00

วันนี้ (28 พ.ย.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น.พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและตรวจสอบความพร้อม สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสห้าแยกลาดพร้าว เขตจตุจักร ก่อนเปิดทดลองให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จำนวน 4 สถานี ได้แก่ สถานีพหลโยธิน 24 (N10) สถานีรัชโยธิน (N11) สถานีเสนานิคม (N12) และสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13) บรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณถนนพหลโยธินและถนนวิภาวดีรังสิต โดยมีคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้บริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และผู้บริหารบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BTSC ร่วมตรวจเยี่ยม

ปัจจุบันความคืบหน้าการก่อสร้างงานโยธาแล้วเสร็จเกือบ 100 % ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเดินระบบรถไฟฟ้าและเก็บรายละเอียดเพียงเล็กน้อย ที่ผ่านมาบีทีเอสได้ดำเนินการทดลองเดินรถเปล่าเพื่อทดสอบระบบอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน

ทั้งนี้ การเปิดทดลองจะให้บริการฟรีไม่เก็บค่าโดยสารจนถึงวันที่ 2 ม.ค.63 ส่วนอัตราค่าโดยสารยังไม่ได้กำหนด จนกว่าการหารือเรื่องสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าระหว่างกรุงเทพมหานคร และบีทีเอสจะแล้วเสร็จ โดยกำหนดเพดานอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดสายสูงสุดไม่เกิน 65 บาท

 

สำหรับรูปแบบการเดินรถ แบ่งระยะเวลาการให้บริการเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเวลาเร่งด่วน (Peak) ในตอนเช้า ตั้งแต่เวลา 07.00 - 09.00 น. และในตอนเย็นตั้งแต่เวลา 16.30 - 20.00 น. โดยในช่วงเวลาเร่งด่วน จะให้บริการเดินรถตั้งแต่สถานีเคหะสมุทรปราการ (E23) ไปตามเส้นทางสายสุขุมวิทจนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13) แล้วกลับรถวิ่งให้บริการในเส้นทางเดิมไปจนถึงเคหะสมุทรปราการ (E23) ซึ่งจะวิ่งสลับแบบ 1 ต่อ 1 กับขบวนรถไฟฟ้าที่วิ่งให้บริการในเส้นทางสถานีหมอชิต (N8) ถึงสถานีสำโรง (E15) ส่วนนอกเวลาเร่งด่วน และวันหยุด (เสาร์-อาทิตย์) จะให้บริการตั้งแต่สถานีเคหะสมุทรปราการ (E23) ไปตามเส้นทางสายสุขุมวิทจนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13) แล้วกลับรถวิ่งให้บริการในเส้นทางเดิมไปจนถึงเคหะสมุทรปราการ (E23)

 

สำหรับลักษณะโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เป็นทางยกระดับตลอดเส้นทาง ระยะทางรวมประมาณ 19 กิโลเมตร โดยแนวเส้นทางเริ่มต้นต่อเนื่องจากแนวเส้นทางของโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (BTS) ที่สถานีหมอชิต ข้ามทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ผ่านแยกรัชโยธิน แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปจนถึงบริเวณแยกหลักสี่และเบี่ยงออกด้านขวาเลียบไปตามขอบอุโมงค์ลอดแยกหลักสี่

จากนั้นเบี่ยงเข้าสู่เกาะกลางดังเดิม ไปจนถึงบริเวณสะพานใหม่หน้าตลาดยิ่งเจริญ โดยเมื่อถึงประมาณกิโลเมตรที่ 25 ของถนนพหลโยธิน แนวเส้นทางจะเบี่ยงไปทางด้านทิศตะวันออก (ด้านเหนือของพื้นที่ประตูกรุงเทพฯ) ข้ามคลองสอง ผ่านบริเวณด้านข้างของสถานีตำรวจภูธรคูคต เข้าสู่บริเวณเกาะกลางของถนนลำลูกกา และสิ้นสุดที่บริเวณคลองสอง (บริเวณสถานีคูคต) รวม 16 สถานี ได้แก่ สถานีห้าแยกลาดพร้าว, สถานีพหลโยธิน 24, สถานีรัชโยธิน, สถานีเสนานิคม, สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถานีกรมป่าไม้, สถานีบางบัว, สถานีกรมทหารราบที่ 11, สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ, สถานีพหลโยธิน 59, สถานีสายหยุด, สถานีสะพานใหม่, สถานี รพ.ภูมิพลอดุลยเดช, สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ, สถานีแยก คปอ.และสถานีคูคต ทั้งนี้ คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการตลอดเส้นทางเดือน ธ.ค.63 ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่กำหนดเปิดให้บริการในเดือน ก.ค.64


"ศักดิ์สยาม" ยืนยันไม่จ่ายค่าโง่โฮปเวลล์

Wed, 27 Nov 2019 19:15:00

วันนี้ (27 พ.ย.2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม พร้อมด้วย ส.ส.พรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังเข้าชี้แจงคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ถึงกรณีการจ่ายค่าชดเชยแก่บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า ตนเองพยายามปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ เงินงบประมาณแผ่นดิน

โดยหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ได้ตั้งคณะกรรมการศึกษากรณีการจ่ายค่าชดเชยให้บริษัทโฮปเวลล์ โดยได้รับข้อมูลมาว่าการจ่ายเงินให้โครงการโฮปเวลล์ไม่น่าจะถูกต้อง และมีข้อพิรุธหลายประการที่หน่วยงานของรัฐไม่นำไปเป็นคู่ต่อสู้คดีที่ผ่านมา ซึ่งคณะทำงานได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทุกฉบับอย่างรอบคอบ

คณะทำงานพบข้อพิรุธและรายงานให้ทราบว่าเป็นข้อมูลใหม่ที่มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าโง่ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่โครงการที่เพิ่งเกิดขึ้น สำหรับโครงการของรัฐ เรามีหลายโครงการที่สามารถป้องกันไม่ต้องจ่ายค่าโง่ หากมีการศึกษา มีข้อมูลเอกสารและสามารถนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้

สำหรับข้อพิรุธที่คณะทำงานพบมีทั้งหมด 9 ข้อ ดังนี้

1. วันที่ 6 ต.ค.2532 รายละเอียดโครงการไม่ตรงตามมติ ครม.

2. วันที่ 16 ต.ค.2532 การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ รวดเร็วผิดปกติ และให้สิทธิประโยชน์มากกว่าตามหลักการที่เป็นมติ ครม.

3. วันที่ 15 ม.ค.2533 มีการแทรกแซงรายละเอียดโครงการโดย รมว.คมนาคมในขณะนั้น และคณะกรรมการฯ มีการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทโฮปเวลล์-ฮ่องกง

4. วันที่ 31 พ.ค.2533 โฮปเวลล์-ฮ่องกง เสนอเงื่อนไขไม่ตรงตามประกาศของคณะกรรมการ

5. วันที่ 6 ก.ค.2533 มีความผิดปกติในการร่างสัญญาสัมปทาน และการลงนามในสัญญาสัมปทาน

6. เดือน ส.ค.-พ.ย.2533 มีการเอื้อประโยชน์ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด และหลีกเลี่ยงการใช้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 (ปว.281) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

7. วันที่ 9 พ.ย.2533 การลงนามในสัญญาสัมปทานไม่เป็นไปตามมติ ครม.

8. วันที่ 4 ธ.ค.2533 มีการรายงานข้อมูลเท็จต่อ ครม.

9. บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่มีสิทธิได้รับการส่งเสริมการลงทุน จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในขณะนั้น

 

นายศักดิ์สยาม กล่าวยืนยันว่า ทั้ง 9 ข้อเป็นข้อมูลใหม่ที่จะฟ้องต่อศาลให้กลายเป็นโมฆะ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าโง่จำนวน 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะต่อสู้เรื่องนี้จนถึงที่สุด เบื้องต้นได้นำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รับทราบ โดยนายกฯ กำชับให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบและมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นำไปศึกษาควบคู่ไปด้วย

ส่วนขั้นตอนในการดำเนินคดีขณะนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งเอกสารทั้งหมดให้กรมพัฒนาธุกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อให้เพิกถอนบริษัทโอปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้เป็นโมฆะในการเป็นคู่สัญญาของโครงการ ซึ่งมีเวลาพิจารณาภายใน 30 วัน หากไม่มีการเพิกถอนให้เป็นโมฆะ ก็จะร้องศาลปกครองให้มีคำสั่งต่อไป ซึ่งในระหว่างนี้จะไม่มีการบังคับคดีให้ชดเชยค่าเสียหาย

ขณะเดียวกันได้เตรียมยื่นเอกสารทั้งหมดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ดำเนินการเอาผิดทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงเสนอให้ยกเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีหน่วยงานและบุคคลเกี่ยวข้องจำนวนมาก

 


กทพ.เตรียมเปิดใช้บัตรเครดิต-เดบิต จ่ายค่าทางด่วนได้

Wed, 27 Nov 2019 17:59:00

วันนี้ (27 พ.ย.2562) นายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ กทพ.ได้ทดสอบนำระบบบัตรเครดิตและเดบิตที่มีชิปอ่านระบบ EMV (Europay, MasterCard และ Visa) มาใช้ชำระค่าผ่านทาง ซึ่งผลการทดสอบผ่านไปได้เรียบร้อย

ซึ่งต้นปี 2563 กทพ.จะนำระบบดังกล่าวมาติดตั้งใช้งาน โดยจะติดตั้งระบบตัวอ่านที่ผู้ใช้งานสามารถนำบัตรเครดิตและบัตรเดบิตมาแตะเพื่อชำระค่าผ่านทางและผ่านด่าน คาดว่าจะเริ่มนำร่องใช้ในทางด่วนเส้นทางแรกคือ ทางด่วนฯ กาญจนาภิเษก ก่อนขยายผลไปใช้ในทางด่วนทุกสายทาง ซึ่งจะเริ่มกับธนาคารกรุงไทย ก่อนจะขยายไปใช้ได้กับบัตรเครดิตของทุกสถาบันการเงิน โดยจะติดตั้งเครื่องอ่านทั้งในช่องเก็บเงินสดและช่อง Easy Pass ทั้งหมดนี้เป็นการนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่มาใช้เพื่อแก้ปัญหารถติดหน้าด่าน

 

นอกจากนี้ กทพ.ยังเตรียมลดค่าผ่านทางจำนวน 5 บาทต่อเที่ยว ใน 6 ด่าน สำหรับผู้ใช้บัตร Easy Pass ในช่วงเวลา 04.00 - 07.00 น. ของทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ประกอบด้วย ด่านฯ ดินแดง, ด่านฯ ดาวคะนอง, ด่านฯ บางนา, ด่านฯ บางจาก, ด่านฯ ประชาชื่นขาเข้า และด่านฯ อโศก 4 เป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยจะเริ่มลดค่าผ่านทางตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. - 6 มี.ค.2563 เพื่อเป็นการลดความแออัดบริเวณหน้าด่าน และจูงใจให้คนหันมาชำระค่าผ่านทางด้วยระบบอัตโนมัติมากขึ้น

ขณะที่เป้าหมายในการดำเนินงานในปีนี้่ พบว่าปริมาณการขยายตัวของผู้ใช้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1-2 นอกจากนี้ กทพ. ยังเตรียมศึกษาแนวทางการลงทุนทางด่วนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาวซึ่งมีแผนพัฒนาทางด่วนจำนวนมาก จึงสนใจพัฒนาทางด่วนข้ามชายแดนไทย-ลาว ในเขตภาคอีสาน และยังเป็นการเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้กับภาครัฐ

 

ผู้ว่าการฯ กทพ.กล่าวอีกว่า สำหรับการพัฒนาทางด่วนในรอบ 10 ปีข้างหน้า จะเพิ่มโครงข่ายทางด่วนประมาณ 140 กม. โดยเน้นการลงทุนขยายทางด่วนในต่างจังหวัด มูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาท เช่น ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต วงเงิน 14,000 ล้านบาท โครงการต่อขยายทางด่วนอุดรรัถยา-พระนครศรีอยุธยา 42 กม. วงเงินลงทุน 31,000 หมื่นล้านบาท โครงการต่อขยายทางด่วนสายฉลองรัช ช่วงจตุโชติ-ลำลูกกา ระยะทาง 20 กม. วงเงินลงทุน 20,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการทางด่วนใน จ.เชียงใหม่และขอนแก่น วงเงินลงทุน 50,000-60,000 ล้านบาท ตลอดจนการต่อขยายทางด่วนบูรพาวิถี-บายพาสเส้นทางชลบุรี วงเงิน 7,000 ล้านบาท

 


ศาลฯเลื่อนอ่านพิพากษาคดี "เบญจา" ช่วยเลี่ยงภาษี

Tue, 26 Nov 2019 12:48:00

วันนี้ (26 พ.ย.2562)​ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมพวก รวม 5 คน

ประกอบด้วย น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร , น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร , นายกริช วิปุลา นุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 - 5 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ให้นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร (คุณากรวงศ์) บุตรของนายทักษิณ ต้องเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย จากการซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชัน จำกัด เมื่อปี 2549 เสียหายแก่รัฐมากกว่า 7,900 ล้านบาท

คดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้นางเบญจา น.ส.จำรัส น.ส.โมรีรัตน์ และนายกริช มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83 จำคุกคนละ 3 ปี ส่วน น.ส.ปราณี มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งหมด จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

วันนี้ เป็นการนัดฟังคำพิพากษาของศาลฏีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดแล้วโดยผู้พิพากษา ขึ้นบัลลังก์ เมื่อเวลา 11.20 น. ตรวจสอบเอกสารครั้งสุดท้าย พร้อมขานชื่อและนายประกัน ฝ่ายจำเลย ก่อนอ่านคำสั่ง เมื่อเวลา 11.45 น. ให้เลื่อนอ่านคำพิพากษา ออกไปเป็นวันที่ 26  ธ.ค.2562 เวลา 10.00 น.

เนื่องจากจำเลยที่ 5 ป่วยกะทันหัน ด้วยอาการ เวียนศีรษะ บ้านหมุน และรักษาตัวในโรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งระบุในใบรับรองแพทย์ว่า เข้ารับการรักษาตัวระหว่างวันที่ 25 -​27 พ.ย.2562

ศาลฯ พิเคราะห์แล้วเห็นสมควรให้เลื่อนการอ่านคำตัดสิน ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์ ก็ไม่ได้คัดค้านคำรัองขอขณะที่ นางเบญจา ปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยมีบุตรชายคนโตประคองเดินลงจากศาล

 

 


กยศ.ชี้แจงข่าว เปลี่ยนศาสนายกหนี้ให้ ไม่เป็นความจริง

Tue, 26 Nov 2019 11:13:00

วันนี้ (26 พ.ย.2562) จากกรณีที่มีผู้เผยแพร่คลิปในสื่อออนไลน์ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมผู้กู้ยืม กยศ.ต้องกู้ยืมผ่านธนาคารอิสลาม ทำไมไม่กู้ผ่านธนาคารออมสิน และหากยอมเปลี่ยนศาสนา แล้วกยศ. จะยกหนี้ให้ จริงหรือไม่

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอเรียนชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยได้ว่าจ้างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่บริหารจัดการเงินให้กู้ยืม ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถเลือกใช้บริการจากธนาคารกรุงไทยหรือธนาคารอิสลามได้ โดยไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้กู้ยืม โดยกองทุนได้ว่าจ้างธนาคารกรุงไทย เป็นผู้บริหารจัดการเงินกู้ยืมตั้งแต่ปี 2539 และต่อมาได้เพิ่มธนาคารอิสลามเป็นผู้บริหารจัดการเงินกู้ยืมตั้งแต่ปี 2553 เพื่อเพิ่มช่องทางในการให้บริการแก่ผู้กู้ยืม ซึ่งจากผู้กู้ยืมประมาณ 5.7 ล้านคนนั้น ใช้บริการผ่านธนาคารกรุงไทย 97% และผ่านธนาคารอิสลาม 3%

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวว่าหากมีการเปลี่ยนศาสนาจะได้รับการยกหนี้นั้น กองทุนขอยืนยันว่าไม่มีข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจจะทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสับสน ทางกองทุนจึงขอเรียนมาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกัน

 


เจน Y ใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น 112% "ของมันต้องมี" ทำหนี้พุ่ง

Mon, 25 Nov 2019 11:09:00

วันนี้ (25 พ.ย.2562) ศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี รายงานการผลการศึกษาพฤติกรรมการเงิน จากข้อมูลโซเชียลมีเดียของคนกลุ่มเจนวาย (Gen Y) หรือผู้มีอายุระหว่าง 23-38 ปี พบว่า คนส่วนใหญ่ฝันอยากมีบ้านและรถยนต์เป็นของตัวเองก่อนอายุ 40 ปี และเมื่อเริ่มทำงาน ตั้งเป้าหมายมีเงินเก็บ 6 ล้านบาท แต่จะออมเงินเฉลี่ยเพียงเดือนละ 5,500 บาท

แต่ในความเป็นจริง นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี กล่าวว่า คนเจนวายส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับทัศนคติว่า "ของมันต้องมี" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการซื้อโทรศัพท์ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋า นาฬิกา หรือเครื่องประดับ ร้อยละ 69

 

ขณะที่รายการซื้อบ้าน ซื้อรถ ตามความฝันกลับมีสัดส่วนลดลง รวมทั้งสัดส่วนเงินออมไม่ถึงร้อยละ 10 คิดเป็นรายจ่ายของมันต้องมี 95,000 บาท เมื่อเทียบกับรายได้ต่อปี 370,000 บาทต่อปี คิดเป็น 1 ใน 4 ของรายได้ต่อปี โดยรายจ่ายของมันต้องมีของเจนวายปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 112 เมื่อเทียบกับปี 2551 หรือมากกว่า 1.37 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบกับ 8 เท่าตัวของมูลค่ารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือร้อยละ 91 ของมูลค่าการลงทุนในอีอีซี 5 ปี 

ผลสำรวจยังพบว่า คนเจนวายส่วนใหญ่ซื้อสินค้าเหล่านั้นเพราะกลัวตกกระแส ร้อยละ 42 มากกว่ามองว่าเป็นของจำเป็น ร้อยละ 37 แถมเงินที่ใช้ซื้อมาจากการกู้ธนาคาร โดยใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ซึ่งมากกว่าร้อยละ 70 ของเจนวาย ผ่อนชำระสินค้าและบริการแบบเสียดอกเบี้ย

 

ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า คนเจนวายมีการกู้เงิน 7.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 50 ของประชากรเจนวาย มีภาระหนี้เฉลี่ยคนละ 432,000 บาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสีย 1.4 ล้านคน เป็นหนี้เสียร้อยละ 7.1 ของสินเชื่อทั้งหมดที่มีการผิดนัดชำระ

ทั้งนี้ หากเจาะลึกพฤติกรรมการเงินและทัศนคติของเจนวาย พบว่า คนเจนวายมากกว่า 6.8 ล้านคนให้ความสำคัญกับการใช้จ่าย "ของมันต้องมี" มากกว่า "เงินเก็บ" เพราะเมื่อเงินเดือนออก คนเจนวาย ร้อยละ 60 นำไปชำระหนี้และซื้อของก่อนเก็บออม อีกทั้งยังเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ในสัดส่วนที่สูง ซึ่งตรงข้ามกับคนเจนวายที่มีพฤติกรรมของมันต้องมี แต่เก็บเงินได้ มักวางแผนการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง ลงทุนในหุ้น หรือตราสารเงินอื่นๆ

ศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี จึงแนะนำให้คนเจนวายลดพฤติกรรมของมันต้องมี ไม่เกินร้อยละ 50 ควบคู่กับการวางแผนบริหารเงินออม คาดว่าจะช่วยให้มีเงินสะสมเพิ่มขึ้น ปีละ 430,000 บาท และอาจช่วยให้มีความสามารถซื้อทรัพย์สินตามที่ฝันไว้ในระยะ 10-30 ปี เมื่อเทียบกับพฤติกรรมเดิมอาจใช้เวลามากกว่า 90 ปี


สศช.เผยตัวเลขคนมีงานทำลดลง 2.1%

Mon, 25 Nov 2019 10:58:00

วันนี้ (25 พ.ย.2562) ศาสตราจารย์พิเศษทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ พบว่า ผู้มีงานทำลดลง ร้อยละ 2.1 ซึ่งภาคเกษตรมีการจ้างงานลดลง ร้อยละ 1.8 ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 จากปัญหาภัยธรรมชาติ  ส่วนการจ้างงานภาคนอกเกษตร ลดลงร้อยละ 2.3 ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการหดตัวของการส่งออก

สาขาที่จ้างงานลดลง ได้แก่ การผลิต ขายส่ง-ขายปลีก ก่อสร้าง แต่สาขาที่จ้างงานเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรงแรม-ภัตตาคาร ขนส่ง-เก็บสินค้า เนื่องจากการขยายตัวของนักท่องเที่ยว  ทั้งนี้ อัตราการว่างงานอยู่ที่ ร้อยละ 1.04 หรือมีจำนวน 394,000 คน

 

แม้การจ้างงานลดลง แต่โดยเฉลี่ยแรงงานยังมีชั่วโมงทำงานใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับตัวของสถานประกอบการ ที่บางส่วนปรับการจ้างแรงงานที่มีผลิตภาพและชั่วโมงทำงานต่ำก่อน ทำให้โดยเฉลี่ยชั่วโมงทำงานยังทรงตัวเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจ

สำหรับแนวโน้มการจ้างงานในไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจยังไม่ปรากฎผลกระทบต่อตลาดแรงงานมากนัก โดยดูจากภาวะการมีงานในเดือน ต.ค.2562 อัตราการว่างงานยังอยู่ระดับต่ำ ร้อยละ 0.9 คิดเป็น 355,000 คน

ยังมีสัญญาณของผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตามต่อไป เช่น ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาส 3 ปี 2562 มี 172,000 คน ประกอบกับคำสั่งซื้อในประเทศและต่างประเทศปรับตัวลดลงและการทำงานล่วงเวลาลดลง เป็นต้น

นอกจากนี้ ต้องติดตามสถานการณ์เลิกจ้างอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบให้แรงงานได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด จัดหางานให้แรงงาน รวมถึงหามาตรการเพิ่ม-ปรับเปลี่ยนทักษะแรงงาน ให้สามารถทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม หรือเปลี่ยนไปประกอบอาชีพใหม่ได้


ตรวจสอบสินค้าสารเคมีเกษตร ก่อนถูกยกเลิกใช้

Sat, 23 Nov 2019 19:06:00

หลังจากคณะกรรมการวัตุอันตรายมีมติแบนสารเคมีแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิดอันได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอไพรีฟอส หน่วยงานภาครัฐได้ส่งเอกสารด่วนให้กับร้านจำหน่ายสารเคมี เพื่อตรวจสอบจำนวนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดที่คงเหลือ

นายปราโมทย์ ธงชัย เจ้าของร้านจำหน่ายเคมีเกษตร อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ตั้งแต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบน 3 สารเคมี เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา และให้มีผลบังคับใช้ 1 ธ.ค.นี้ จะทำไม่สามารถมีไว้ในครอบครองได้และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรมต่อร้านค้า เกษตรกร ที่ซื้อสารดังกล่าวมาแล้ว แต่เกิดจากการแบนแบบกะทันหันดังนั้นภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นควรเป็นของรัฐ

 

 

ความกังวลที่เกิดขึ้น ทำให้ร้านจำหน่ายบางแห่งชะลอการซื้อสินค้าเข้า และบางแห่งเก็บสินค้าออกจากตู้แม้ขณะนี้ยังไม่มีการแบน แต่เกษตรกรยังซื้อได้หลังร้านและแจ้งสต็อกที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อตัดปัญหา

แต่ก็มีบางร้านที่ยังคงจำหน่ายต่อไป เพราะไม่ชัดเจนว่าจะแบนหรือไม่ ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร กำหนดให้การรายงาน สต็อกถี่ขึ้น จากวันที่ 15 พ.ย. ให้รายงานอีกครั้ง 25 พ.ย. ซึ่งร้านค้าหลายแห่งยังมีสต็อก ไม่สามารถระบายได้ทันตามกำหนด

เช่นเดียวกับ เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ที่ระบุว่า ยังมีสต็อกสารเคมีบางส่วนอยู่ในมือที่ซื้อมาแล้วใช้ไม่หมด เพราะต้องเลื่อนการจำกัดวัชพืชเพื่อรอหว่านปุ๋ยออกไปเนื่องจากขาดน้ำ ไม่ใช่การซื้อมาเพื่อกักตุน และเห็นว่ารัฐควรจะชะลอการแบนออกไปก่อนเพราะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องมาตรการรองรับ สารทดแทนที่มีราคาและคุณสมบัติใกล้เคียงสารเดิม

 

 

ส่วนการใช้งบเยียวยาเกษตรกรใน 6 พืช หลักที่สูงกว่า 30,000 ล้านนั้น นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องนำเงินงบประมาณมาใช้อย่างสิ้นเปลือง แต่รัฐควรให้เวลากับทุกส่วนเพื่อเปลี่ยนผ่านการยกเลิกใช้ 3 สาร หรือชดเชยเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด กรมวิชาการเกษตร รายงานในที่ประชุมว่า จะยืดระยะเวลาการจัดการหรือการบังคับใช้การยกระดับ 3 สารเคมีเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก ห้ามใช้ และห้ามมีไว้ครอบครอง ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ อีก 6 เดือน เนื่องจากจะต้องมีระยะเวลาสำหรับการบริหารจัดการสารเคมีทั้งที่ขณะนี้ยังมีอยู่ในประเทศไทยกว่า 20,000 ตัน

ทั้งนี้ ต้องรอให้กรมวิชาการเกษตรหารือในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าจะใช้วีธีเลื่อนการแบน หรือจะใช้กำหนดการแบนเดิมที่วันที่ 1 ธ.ค. แต่ให้มีไว้ครอบครองได้หลังประกาศในราชกิจการนุเบกษาอีก 6 เดือน โดยเชื่อว่าปริมาณ 3 สารที่มีอยู่ในไทยจะหมดไปได้

 

 


แอร์พอร์ตลิงก์ จ่อออกโปรโมชั่นค่าโดยสาร 15-25 บาทตลอดสาย

Sat, 23 Nov 2019 14:45:00

วันนี้ (23 พ.ย.2562) นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ เปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างรอเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารแอร์พอร์ตลิ้งค์ เพื่อขอความเห็นชอบเรื่องกรอบราคาและระยะเวลาโปรโมชั่นค่าโดยสาร เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการสรรหารายชื่อคณะกรรมการฯเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นชอบจึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะสามารถเริ่มใช้โปรโมชั่นลดราคาภายในช่วงปลายปีนี้ได้หรือไม่

 

ในเบื้องต้นมีแนวทางการลดค่าโดยสารประกอบด้วย 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การลดค่าโดยสารในช่วงเวลานอกชั่วโมงเร่งด่วน (Off Peak) ลดราคาลง 55% จากเดิม 15-45 บาท เป็น 15-25 บาท สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางสถานีเดียวจ่าย 15 บาท และผู้โดยสารเดินทางตั้งแต่
2 สถานีขึ้นไปจ่าย 20 บาท ส่วนสถานีที่ 3 เป็นต้นไป 25 บาท โดยช่วงเวลา Off Peak มี 3 ช่วง ได้แก่ 05.30-07.00 น. 10.00-17.00 น. และ 20.00-24.00 น.

2.การขายราคาตั๋วแบบเหมาเที่ยว44 เที่ยว ราคา 1,100 บาท หรือเฉลี่ย 25 บาทต่อเที่ยว ซึ่งจะใช้เป็นการจำหน่ายคูปอง โดยคูปองมีอายุ 22 วัน

 

ปัจจุบันแอร์พอร์ตลิ้งค์มีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 80,000-90,000 คน คาดว่าปีหน้าจะมีผู้โดยสารในวันศุกร์เติบโตแตะ 100,000 คนต่อวัน คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารโดยรวมต่อเนื่องปี 2562-2563 จะมีการเติบโตเฉลี่ยคงที่ราว 6-7% ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม การลดค่าโดยสารดังกล่าวจะไม่ใช่เงินรัฐบาลมาอุดหนุนส่วนต่างค่าโดยสารที่หายไป พร้อมยืนยันว่าไม่กระทบกับภาษีประชาชนแน่นอน เนื่องจากการลดราคาจะมีคนใช้มากขึ้นสามารถนำไปหักลบกับกำไรที่เพิ่มมากขึ้นได้

 


ธปท.ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ

Fri, 22 Nov 2019 18:30:00

วันนี้ (22 พ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ฉบับย่อ ครั้งที่ 7/2562 วันที่ 6 พ.ย.2562 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้และต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้น โดยการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้และมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดไว้ ขณะที่การจ้างงานมีแนวโน้มปรับลดลงเร็วทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ด้านการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปเผชิญกับความเสี่ยงสูงทั้งปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยในประเทศ

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2562 และปี 2563 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและอุปทานน้ำมันของซาอุดิอาระเบียที่กลับมาเร็วกว่าคาด ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอลงกว่าที่คาดตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ปรับลดลง

ส่วนความเสี่ยงในระบบการเงินได้รับการดูแลไปแล้วบางส่วนด้วยมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไป อาทิ ความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับดีขึ้นหลังมาตรการ LTV มีผลบังคับใช้สะท้อนจากการเก็งกำไรที่ชะลอลงและการปรับตัวของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอลง

คณะกรรมการฯ ได้อภิปรายอย่างกว้างขวางถึงความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอลงชัดเจนและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่เป้าหมาย ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยต่างประเทศ

รายงานยังระบุอีกว่า เพื่อให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้มีเวลาปรับตัวเพื่อรับมือกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยเร่งปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ อาทิ การขยายขอบเขตของโครงการคลินิกแก้หนี้ให้ครอบคลุมลูกหนี้มากขึ้น การปรับโครงสร้างหนี้ของธุรกิจ SMEs เพื่อให้สามารถผ่อนชำระหนี้และดำเนินกิจการต่อไปได้ อีกทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังเอื้อให้นโยบายการคลังของภาครัฐช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่