"คมนาคม" เบรก กทม.ขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว

Sat, 16 Jan 2021 17:12:00

วันนี้ (16 ม.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีกรุงเทพมหานคร มีประกาศปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว สูงสุดถึง 104 บาทตลอดสายนั้น ล่าสุดกระทรวงคมนาคม เรียกร้องให้ กทม.ชะลอการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว จนกว่าจะมีการพิจารณาร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย

เนื่องจากมองว่าประกาศดังกล่าว เป็นการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เป็นภาระค่าเดินทางแก่ประชาชน โดยขาดการดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2561 ในคราวที่เห็นชอบการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์สายสีเขียวส่วนต่อขยาย ระหว่างการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกับ กทม.ที่ได้กำหนดให้กระทรวงคมนาคมบูรณาการร่วมกับ กทม.ในการกำหนดอัตราแรกเข้า อัตราค่าโดยสารที่เป็นธรรมและไม่เป็นภาระแก่ประชาชน

พร้อมระบุอีกว่า เรื่องขอการปรับแก้ไขสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวตามที่ กทม.ได้พิจารณานำเสนอ ครม. ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมมีหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย และ กทม.เพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลการศึกษาของโครงการ แนวทางการกำหนดอัตราค่าโดยสาร ต้นทุนของโครงการ และเอกสารอื่นๆ เพื่อนำมาศึกษาและให้ความเห็นต่อ ครม.เพื่อให้เกิดการลดอัตราค่าโดยสารสูงสุดจาก 65 บาท ที่ กทม.เสนอใช้เป็นฐานถึงปี พ.ศ.2602 (38 ปี) ลงเหลือไม่เกินอัตราแนวทางที่ระบบรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงคมนาคมกำหนดใช้ เช่น สีน้ำเงิน สีชมพู สีเหลือง สีม่วง ที่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่ 42 บาท แต่กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นเวลาประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา

 


ธุรกิจเกษตร-ส่งออก กระทบหนัก สภาอุตฯ จี้รัฐเร่งฟื้นสมุทรสาคร

Sat, 16 Jan 2021 16:20:00

วันนี้ (16 ม.ค.2564) นายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ให้สัมภาษณ์ไทยบีเอส ถึงผลกระทบของภาคอุตสาหกรรม จากสถานการณ์ COVID-19 ว่า ภาคอุตสาหรรมใน จ.สมุทรสาคร กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มพลาสติก ซึ่งมีอยู่กว่า 1,000 ราย กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารกว่า 700 ราย กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเป็นทั้งการผลิตและส่งออก ถ้าคนไม่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ก็จะไม่สั่งซื้อ ก็ต้องผลิตน้อยลง

 

ส่วนอุตสาหกรรมภาคขนส่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ การเดินทาง-เข้าออกจังหวัดลำบาก

 

นอกจากนี้ ราคาค่าเช่าตู้คอนเทนเนอร์ ที่ขึ้นตามราคาตลาดโลกขยับสูงขึ้นมาก จากตู้ละกว่า 1,600 เหรียญฯ ขณะนี้ผู้ประกอบการต้องจ่ายอยู่ที่ตู้ละประมาณ 5,000 เหรียญฯ ซึ่งเป็นทิศทางของภาคขนส่งทั่วโลก ทำให้สถานการณ์แบบนี้ ยิ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ใน จ.สมุทรสาคร ด้วยเช่นกัน

ยอดขายลดลง 30 % จากสถานการณ์ปกติ ซึ่งถือว่าเยอะมาก เพราะว่าโรงงาน ต้องดูแลแรงงานอยู่ ในขณะที่มีกำลังผลิตอยู่ 100 % แต่ยอดขายตกลงมา 30 % อันนี้น่าเป็นห่วงมาก บอกทุกคนว่า จับมือกันทำยังไงก็ได้ให้สมุทรสาครปลอดโควิดให้เร็วที่สุด

ตอนนี้ความเสียหายเท่าไหร่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ภาคเอกชนได้รับผลกระทบอย่างหนัก เกิดความเสียหายถึงวันละ 1,600 ล้านบาท ช่วงเริ่มต้นเหตุการณ์ที่ตลาดกลางกุ้ง แต่ตั้งแต่ตลาดทะเลไทย และตลาดมหาชัยกลับมาค้าขายได้ ทำให้ปัจจุบันความเสียหายลดลงเหลืออยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่เจ็บหนักสุด คือพวกโรงงานที่ส่งออก ซึ่งต้องเร่งตรวจโควิดแรงงานให้เร็วที่สุด เพราะโดนยกเลิกออเดอร์กันมาก ซึ่งบริษัทใหญ่ๆ ที่เขาต้องการใช้ซัพพลายจากที่นี่ เขาก็จะมี Condition (เงื่อนไข) มา ว่าคุณต้องตรวจคนในโรงงานก่อน ถ้าคุณปลอดเชื้อจึงจะสามารถเข้าไปยังอุตสาหกรรมของเขาได้ อันนี้ทำให้ถูกยกเลิกออเดอร์กันเยอะมาก ทำให้โรงงานแต่ละแห่งต้องเร่งตรวจเชิงรุกกันเอง

บางโรงงานไม่รอให้ภาครัฐมาตรวจ เขาตรวจเอง จ่ายเงินเอง กักตัวเอง เพื่อความรวดเร็ว ตอนนี้เริ่มทำกันมาก ในเรื่องของจิตวิทยา และความเชื่อมั่นกับลูกค้า และคู่ค้า

เราจะเห็นปัญหาใหญ่ที่ต้องทำคือ ไม่ใช่ว่าตรวจแล้ว หายแล้ว และจะไม่กลับมาเป็นอีก ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องเข้าไปจัดสรร เรื่องของที่อยู่ของแรงงานตัวเอง อย่าให้แอดอัดเกินไป เพราะถ้ากลับไปอยู่ในสภาพเดิมๆ โอกาสที่จะกลับมาติดอีกก็ยังมีอยู่

อยากให้รัฐบาลสนับสนุนอะไรเร่งด่วนบ้าง

นายอิภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่เราทำสนับสนุนภาครัฐตอนนี้ คือการเร่งทำโรงพยาบาลสนาม ต่อมาคือ การกักตัว ที่เราต้องเข้าไปสนับสนุนรัฐ ซึ่งส่วนของจังหวัดเขาทำเต็มอยู่แล้ว

อยากให้ส่วนกลางควรเข้ามาสนับสนุนจังหวัดให้มากกว่านี้ ในเรื่องของงบประมาณ เพราะเท่าที่ทราบงบประมาณจากส่วนกลาง ติดขั้นตอน จะช้านิดหนึ่ง การจัดสรรงบประมาณยังช้า ซึ่งถ้าจังหวัดขออะไรไปก็สนับสนุนมา เพราะมันจำเป็นจริงๆ เพราะเราต้องการให้สมุทรสาครปลอดโควิดให้เร็วที่สุด

ธุรกิจอะไรบ้างที่ไปทั่วโลก

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อย่างบ้านแพ้ว กระทุ่มแบน ก็จะมีกล้วยไม้ ลำไย มะพร้าว เป็นหลัก ที่มีขายในประเทศและมีการส่งออก ตอนนี้กล้วยไม้เดือดร้อนมาก ส่งออกก็ไม่ได้ ขายในประเทศก็ไม่ได้

ส่วนสินค้าเกษตรตัวอื่น อย่างมะพร้าวมีข่าวว่าขายไม่ได้ ส่งออกไม่ได้ นี่เป็นปัญหาของสินค้าเกษตร เกลือมีสต๊อกอยู่เฉพาะที่สมุทรสาคร 15,000 ตัน ประมงกว่าจะเอาเรือออกได้ ตรวจแล้วตรวจอีก แล้วค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกวัน ในขณะที่รายได้สินค้าสัตว์น้ำลดลง ขณะที่สู้เพื่อให้ออกได้อย่างเดียว ถ้าวันไหนต้องจอดก็คงต้องจอดเลย เพราะไม่รู้จะเอาทุนที่ไหนทำต่อแล้ว


เตรียมให้พร้อม "คนละครึ่ง" รอบเก็บตก 1.34 ล้านสิทธิเริ่ม 20 ม.ค.นี้

Fri, 15 Jan 2021 15:46:00

วันนี้ (15 ม.ค.2564) น.ส.กุลยา​ ตันติเตมิท​ รักษาการผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)​ กล่าวว่า​ หลังจากครบกำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ที่ระบุเงื่อนไขต้องเริ่มใช้จ่ายภายใน 14 วันนับจากวันที่ 1 -14​ ม.ค.นี้ โดยพบว่ามียอดผู้ใช้สิทธิจำนวน 13.66 ล้านคน​ จากจำนวนที่เปิดให้สิทธิทั้ง 2 เฟสจำนวน 15​ ล้านคน​ ดังนั้น​จึงเหลือสิทธิ ที่จะเปิดในรอบเก็บตกอีก​ประมาณ​ 1.34​ ล้านคน โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 20 ม.ค.นี้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวว่า สำหรับโครงการคนละครึ่งรอบเก็บตก จะนำเสนอเข้าที่ประ ชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 ม.ค.นี้ จากนั้นวันที่ 20 ม.ค.นี้ จะเปิดให้ลงทะเบียน และจะให้เริ่มใช้สิทธิคนละครึ่งวงเงินเริ่มวันแรกวันที่ 25 ม.ค.นี้ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"คนละครึ่ง" เก็บตก 1 ล้านสิทธิ์ ลงทะเบียนกลางเดือนนี้

"คนละครึ่ง" 1 ล้านสิทธิ - เยียวยา 3,500 บาท ชง ครม.สัปดาห์หน้า

 


เช็ก! 3 กลุ่มอาชีพ ส่อถูกตัดสิทธิ "เราชนะ" เงินเยียวยา 3,500 บาท

Thu, 14 Jan 2021 12:16:00

วันนี้ (14 ม.ค.2564) ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้รวบรวมข้อมูลเรื่อง 3 กลุ่มอาชีพที่จะไม่ได้สิทธิรับเงินเยียวยา“เราชนะ” 3,500 บาท 2 เดือน โดยข้อมูลสำหรับคุณสมบัติผู้ที่จะไม่ได้รับเงินเยียวยาในเบื้องต้น ประกอบด้วย

  1. ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม จำนวน 11 ล้านคน ยกเว้นผู้ที่อยู่ในมาตรการ 39 และมาตรา 40
  2. ข้าราชการและพนักงานของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 3 ล้านคน
  3. ผู้ที่มีรายได้สูง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเกณฑ์คุณสมบัติ โดยอาจจะประเมินจากฐานเงินเดือนและบัญชีเงินฝาก

ส่วนผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 ล้านคน จะได้เข้าร่วมมาตรการอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเข้ามาลงทะเบียน ขณะที่ผู้ที่เคยเข้าร่วมมาตรการของรัฐซึ่งมีแอปเป๋าตังอยู่แล้ว เช่น โครงการคนละครึ่ง จำนวน 15.3 ล้านคน โดยคลังจะดึงข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณา ถ้ามีรายได้เกินเงื่อนไขที่กำหนดจะถูกตัดสิทธิ ส่วนผู้ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินอัตโนมัติ ซึ่งต้องรอรับเงินผ่านแอปเป๋าตัง โดยไม่ต้องลงทะเบียน ขณะที่ผู้ผ่านเกณฑ์แต่ไม่ได้มีฐานข้อมูลในแอปเป๋าตังจะได้รับเงินผ่านพร้อมเพย์

อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นผู้ที่เดือดร้อน มีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดใกล้บ้านท่าน หรือโทรแจ้งขอความช่วยเหลือมาได้ที่ สายด่วน พม. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนคือหน้าที่ของเรา

ศูนย์ปฏิบัติการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รวบรวมนำเสนอข้อมูลเรื่อง 3...

โพสต์โดย สายด่วน 1300 พม. เมื่อ วันพุธที่ 13 มกราคม 2021

 

 


สบน.คาดหนี้สาธารณะปีงบ 64 แตะ 56.03% ต่อ GDP

Tue, 12 Jan 2021 17:33:00

วันนี้ (12 ม.ค.2564) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย และทุกประเทศทั่วโลกในวงกว้าง รัฐบาลหลายประเทศได้กู้เงินเพื่อใช้แก้ไขปัญหาและรองรับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ระดับหนี้ของโลก (Global Debt) ปี 2563 อยู่ที่ระดับ 277 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาประเทศที่ประสบปัญหา COVID-19 พบว่า ล้วนมีสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นโดย IMF ได้คาดการณ์ว่า ณ สิ้นปี 2563 หนี้ภาครัฐบาลของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Advanced Country) หลายประเทศจะอยู่ในระดับเกินกว่าร้อยละ 100 เช่น ญี่ปุ่น ร้อยละ 266 กรีซ ร้อยละ 205 อิตาลี ร้อยละ 162) และสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 131 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับหลายประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะอยู่ระดับเกินกว่าร้อยละ 60 เช่น สิงคโปร์ ร้อยละ 131 และมาเลเซีย ร้อยละ 68 อย่างไรก็ดี สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของประเทศไทยจะเท่ากับร้อยละ 56.03 ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 60

 


"คลัง" เคาะมาตรการ "เสริมสภาพคล่อง-พักหนี้" เยียวยาผลกระทบ COVID-19

Tue, 12 Jan 2021 16:55:00

วันนี้ (12 ม.ค.64) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีมาอย่างต่อเนื่องและนำไปสู่การประกาศพื้นที่ควบคุมสูงสุดรวมทั้งสิ้น 28 จังหวัดของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ในการนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ประกอบการและประชาชนจากสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะขยายวงกว้างมากน้อยเพียงใด

กระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเฉพาะกิจจึงได้ดำเนินมาตรการด้านการเงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการที่มีอยู่แล้วซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีและมาตรการเพิ่มเติมอื่น ๆ ประกอบไปด้วยมาตรการเสริมสภาพคล่อง (สินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อ) และมาตรการบรรเทาภาระหนี้สิน (พักชำระหนี้) โดยมีมาตรการที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้

มาตรการเสริมสภาพคล่อง

1. มาตรการเสริมสภาพคล่อง (สินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อ) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ให้มีสภาพคล่องสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ดำเนินมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการและประชาชน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.1 มาตรการเสริมสภาพคล่องสำหรับผู้ประกอบการ ประกอบด้วย

1.1.1 ธนาคารออมสิน ได้ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการ ดังนี้

1) โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Soft Loan ท่องเที่ยว) วงเงินคงเหลือประมาณ 7,800 ล้านบาท

2) โครงการสินเชื่อฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย วงเงินคงเหลือประมาณ 4,200 ล้านบาท

3) โครงการสินเชื่อออมสิน SMEs มีที่มีเงิน วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท โดยทุกโครงการรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

 

1.1.2 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ได้ดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) (สินเชื่อ Extra Cash) วงเงินคงเหลือประมาณ 5,900 ล้านบาท รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

1.1.3 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้ดำเนินโครงการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย ดังนี้

1) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ไทยสู้ภัยโควิด วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 9

2) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Micro ไทยสู้ภัยโควิด วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ระยะที่ 4 ทั้ง 2 โครงการรับคำขอค้ำประกันสินเชื่อถึงวันที่ 31 มกราคม 2564

3) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS Soft Loan พลัส วงเงินคงเหลือประมาณ 54,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีคุณสมบัติตาม Soft Loan ธปท. และ Soft Loan ท่องเที่ยวของธนาคารออมสิน รับคำขอค้ำประกันสินเชื่อตามระยะเวลารับคำขอสินเชื่อของแต่ละโครงการ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังร่วมกับ ธปท.ได้มีการออกพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (Soft Loan ธปท.) ซึ่งมีวงเงินคงเหลือประมาณ 370,000 ล้านบาท รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 18 เมษายน 2564

1.2 มาตรการเสริมสภาพคล่องสำหรับประชาชน

1.2.1 ธนาคารออมสิน ได้ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับประชาชน ดังนี้

1) โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) (สินเชื่อฉุกเฉิน) วงเงินคงเหลือประมาณ 2,700 ล้านบาท

2) โครงการสินเชื่อเสริมพลังฐานราก วงเงินคงเหลือประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการได้ขยายเวลารับคำขอสินเชื่อออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

1.2.2 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับประชาชน ดังนี้

1) โครงการสินเชื่อฉุกเฉิน วงเงินคงเหลือประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยได้ขยายเวลารับคำขอสินเชื่อออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

2) โครงการสินเชื่อพอเพียงเพื่อเลี้ยงชีพ (Sufficient Loan : SL) วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท

3) โครงการสินเชื่อ New Gen Hug บ้านเกิด วงเงินโครงการ 60,000 ล้านบาท

4) โครงการสินเชื่อระยะสั้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Jump Start Credit) วงเงิน 100,000 ล้านบาท ทุกโครงการสิ้นสุดการจ่ายเงินกู้วันที่ 30 มิถุนายน 2564

 

มาตรการบรรเทาภาระหนี้สิน

2. มาตรการบรรเทาภาระหนี้สิน (พักชำระหนี้)

สถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งได้มีการจัดกลุ่มลูกหนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1) กลุ่มสีเขียว คือกลุ่มที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ปกติ

2) กลุ่มสีเหลือง คือกลุ่มที่กลับมาชำระหนี้ได้บางส่วนไม่เต็มจำนวนที่ต้องจ่าย

3) กลุ่มสีแดง คือกลุ่มที่มีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะมีการพิจารณามาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้แต่ละรายเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การขยายเวลาการชำระหนี้ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการให้สินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงมีการติดต่อลูกค้าเพื่อช่วยเหลือในเชิงรุก

สำหรับลูกค้าที่อยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามประกาศของ ศบค.ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะประสาน ธปท.เพื่อให้มีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนในส่วนของธนาคารพาณิชย์ในลักษณะเช่นเดียวกันกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

กระทรวงการคลังมั่นใจว่ามาตรการด้านการเงินดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ และมาตรการเพื่อบรรเทาภาระหนี้สิน จะช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ให้สามารถดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงาน รวมไปถึงช่วยบรรเทาภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่รัฐบาลได้มีมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้ขยายเป็นวงกว้างออกไป โดยกระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะออกมาตรการที่เหมาะสมมาดูแลเศรษฐกิจไทยอย่างทันท่วงทีเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

ธอส. ออก 4 มาตรการเลือกจ่ายหนี้

 

ขณะที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หลังจาก ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ระบาดรอบใหม่ ธอส.มีมติเห็นชอบในหลักการให้จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากโควิด-19 ผ่าน “โครงการ ธอส. รวมไทย สร้างชาติ ปี 2564” ด้วย 4 มาตรการลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) นานสูงสุด 6 เดือน ครอบคลุมทั้งลูกค้าที่เคยหรืออยู่ระหว่างใช้ “มาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)” และ “โครงการ ธอส. ช่วยคนไทย ร่วมสร้างชาติ” รวมถึงลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการฯ ทั้งลูกค้ารายย่อยและกลุ่ม SMEs ที่มีสถานะปกติ หรือสถานะ NPL ประกอบด้วย

มาตรการที่ 9 สำหรับลูกค้าที่เคยเข้าร่วมหรืออยู่ระหว่างใช้มาตรการช่วยเหลือฯ ของ ธอส.ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการจะต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ ลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน(กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ เข้าร่วมมาตรการระยะแรกผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 - 29 มกราคม 2564

มาตรการที่ 10 สำหรับลูกหนี้สถานะ NPL และลูกหนี้สถานะ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ ลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน(กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม - 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 11 สำหรับลูกค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือฯ ของ ธอส. ลูกค้าที่มีสิทธิ์แจ้งความประสงค์ขอใช้มาตรการต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสถานะบัญชีปกติ ไม่อยู่ระหว่างการประนอมหนี้ ลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลา 6 เดือน(กุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2564) ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการระยะแรก ผ่าน Application : GHB ALL ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 26 กุมภาพันธ์ 2564

มาตรการที่ 12 สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ SMEs สินเชื่อประเภทแฟลต แบ่งเป็น 1.ได้ลดเงินงวดผ่อนชำระ(ตัดเงินต้นและตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 70% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนหรือไม่เกินมิถุนายน 2564 หรือ 2.พักชำระหนี้ถึงมิถุนายน 2564 ในกรณีที่ได้รับผลกระทบทำให้รายได้ไม่เพียงพอในการชำระหนี้ ยื่นคำขอเข้ามาตรการระยะแรกได้ที่สาขาทั่วประเทศภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564

 

 

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ต้องการลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการ 9-11 ระยะแรก ต้องดาวน์โหลดหลักฐานยืนยันว่ามีผลกระทบทางรายได้ผ่านทาง Application : GHB ALL ให้ธนาคารพิจารณา เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ภาพถ่าย หรือ Statement เป็นต้น

ส่วนดอกเบี้ยประจำงวดที่ตัดชำระไม่หมดในขณะที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ ธนาคารจะเปิดให้ลูกค้าทยอยผ่อนชำระได้จนถึง ก่อนวันที่ลูกค้าจะครบกำหนดตามสัญญาเงินกู้ หรือก่อนปิดบัญชีเงินกู้

สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการที่ธนาคารกำหนด และยังมีปัญหาด้านรายได้ทำให้ ไม่สามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ ธนาคารพร้อมพิจารณาขยายความช่วยเหลือในรูปแบบการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้เป็นรายกรณีต่อไป ส่วนกรณีที่หน่วยงานที่มีสวัสดิการเงินกู้กับธนาคารได้รับผลกระทบจากโควิด-19ให้หน่วยงานมีหนังสือแจ้งมายังธนาคารเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่พนักงานที่กู้เงินกับธนาคารต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ 

EXIM BANK พักชำระหนี้ในพื้นที่สีแดง สีส้ม และสีเหลือง

ด้าน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้ออก “มาตรการพักชำระหนี้ในพื้นที่สีแดง สีส้ม และสีเหลือง” เพื่อเข้าไปดูแล ช่วยเหลือสนับสนุนลูกค้า ทั้งที่เป็นผู้ผลิตเพื่อผู้ส่งออกและผู้ส่งออก ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดหรือพื้นที่สีแดง (Red zone) สีส้ม (Orange zone) และสีเหลือง (Yellow zone) ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้

 

-พักชำระหนี้เงินต้น ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน

-พักชำระดอกเบี้ย เป็นระยะเวลาสูงสุด 3 เดือน สำหรับผู้ประกอบการอาหารแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และผักผลไม้

ภายใต้ “มาตรการพักชำระหนี้ในพื้นที่สีแดง สีส้ม และสีเหลือง” ลูกค้า EXIM BANK สามารถขอพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย โดยแจ้งความประสงค์ผ่านเว็บไซต์ของธนาคาร www.exim.go.th หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแลลูกค้า ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 มีนาคม 2564 โดยธนาคารจะติดต่อกลับภายใน 3 วันทำการ

 

 

 


ตรึงราคาหน้ากากอนามัย 2.50 บาทขายเกินเจอคุก

Tue, 12 Jan 2021 15:47:00

วันนี้ (12 ม.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พร้อมนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมรณรงค์การใช้หน้ากากผ้า หน้ากากทางเลือก ทดแทนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย ได้ใช้เป็นลำดับแรก เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ที่พบมีความต้องการใช้หน้ากากจำนวนมากขึ้น

นายจุรินทร์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ ดูแลสินค้าหน้ากากอนามัยไม่ให้จำหน่ายเกินราคา โดยแบ่งหน้ากากเป็น 3 ประเภท คือ หน้ากากทางการแพทย์ที่ผลิตจากโรงงานของไทยกว่า 30 โรงงาน จะควบคุมราคาจำหน่ายชิ้นละไม่เกิน 2.50 บาท

ส่วนหน้ากากทางเลือกที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะควบคุมราคาไม่เกินต้นทุนและบวกไม่เกิน 60% ซึ่งทางเจ้าของต้องแจ้งต้นทุนให้กระทรวงพาณิชย์รับทราบ โดยจะตรวจสอบเป็นรายกรณีไป และหน้ากากผ้าจะไม่ควบคุมราคา สามารถขายได้ตามกลไกตลาด

พบปัญหาการร้องเรียนจำหน่ายหน้ากากเกินราคาเป็นระยะๆ ได้จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อขอให้ควบคุมราคาสินค้า โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยไม่ให้จำหน่ายเกินราคา ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

ขณะที่จากการสำรวจหน้ากากอนามัย ในตลาดทั่วไปเริ่มมีราคาคงที่แล้ว จากเดิมในช่วงที่การระบาดระลอกใหม่ พบพ่อค้าปรับราคาขาย เช่น จากเดิมกล่องละ 50 บาทเพิ่มเป็น 90 บาทสำหรับจำนวน 50 ชิ้น และเริ่มลดลงในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่ราคาประมาณ 50-60 บาทต่อกล่อง ส่วนหน้ากากผ้ายังราคาคงที่ราคาประมาณ 20-25 บาท 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เช็ก 18 จังหวัดที่ยังรอด COVID-19 ระลอกใหม่

ครม.เคาะ 3 มาตรการเร่งด่วน ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ ช่วยเอสเอ็มอี

"ร้อยเอ็ด" ไข่แตก พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 เป็นจังหวัดที่ 59 ของไทย

 

 

 

 


พิษโควิด! สมาคมรถตู้ร้องนายกฯ ขอพักค่างวดรถ 3-6 เดือน

Tue, 12 Jan 2021 10:24:00

วันนี้ (12 ม.ค.2564) นายปัญญา เลิศหงิม นายกสมาคมรถตู้โดยสารสาธารณะกรุงเทพฯ ปริมณฑล เปิดเผยว่า สมาคมพร้อมสมาชิก 10 คน จะเดินทางเข้าไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 14.00 น. เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะ หมวด 1 ที่ให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีประมาณ 2,500-3,000 คัน ซึ่งเป็นรถร่วมบริการขึ้นตรงกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากผู้โดยสารลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องทุกเส้นทาง

เดิมทีจะมีผู้โดยสารใช้บริการเป็นหลักแสนคน หรือคิดเป็น 100% ในทุกเส้นทาง แต่เมื่อสถานการณ์ COVID-19 ระบาดรอบแรก และสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทำให้ผู้โดยสารกลับมาใช้บริการอีกครั้งอยู่ที่ประมาณ 60% หรือมากกว่าวันละ 60,000 คน แต่เมื่อมีการระบาด COVID-19 ระลอกใหม่ ทำให้ปัจจุบันผู้โดยสารใช้บริการอยู่ที่ 20% หรือประมาณไม่ถึงวันละ 1,000 คน

นายปัญญา ระบุอีกว่า เนื่องจากรัฐบาลเข้มงวดมาตรการป้องกัน COVID-19 ขอความร่วมมือถ้าไม่จำเป็นให้งดเดินทางข้ามจังหวัด ให้ทำงานอยู่ที่บ้าน ทำให้ผู้โดยสารกลัว เพราะพบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลกระทบให้ตอนนี้มีการเดินทางเฉพาะช่วงเช้าเวลา 07.00 - 08.00 น. และ ช่วงเย็น 17.00 - 18.00 น เท่านั้น บางเส้นทางที่มีรถตู้จำนวนมาก เช่น เส้นทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ที่มีรถตู้ 130 คัน ต้องสลับวันกันวิ่งรับผู้โดยสาร ขณะที่บางเส้นทางวิ่งวันละเที่ยว

นอกจากนี้ มีผู้โดยสารบางส่วนไปใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคตแทน เพราะให้บริการฟรีช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จึงส่งผลต่อรายได้ลดลงเช่นกัน เดิมที่ไม่มี COVID-19 มีรายได้ 1,400 บาทต่อคันต่อวัน ปัจจุบันมี COVID-19 ระบาดระลอกใหม่มีรายได้เหลือแค่ 100-200 บาทต่อคันต่อวันเท่านั้น

สมาคมรถตู้ฯ ต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพักชำระค่าเช่าซื้อรายเดือนกับสถาบันการเงินทุกแห่ง เป็นเวลา 3-6 เดือน เพราะจะต้องส่งค่างวดประมาณเดือนละ 24,000 บาทต่อคัน แต่ช่วงนี้ผู้ประกอบการรถตู้ไม่มีรายได้ที่จะมาจ่ายค่างวดรถ ดังนั้นการขอพักชำระหนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุด และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการรถตู้ในช่วง COVID-19 ที่กลับมาระบาดอีกครั้งได้ เพราะครั้งที่ COVID-19 ระบาดรอบแรกรัฐบาลยังให้ความช่วยเหลือในการพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย.63)

หากไม่ได้รับการพักชำระหนี้ทำให้ผู้ประกอบการรถตู้ต้องส่งรถกลับคืนให้กับบริษัทไฟแนนซ์และสถาบันการเงินต่อไป ซึ่งหลังจาก COVID-19 เริ่มคลี่คลายและสถานการณ์กลับมาปกติ ผู้โดยสารกลับมาใช้ชีวิตเดินทางเหมือนเดิมจะส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารที่มีรถตู้ไม่เพียงพอต่อบริการ

ทั้งนี้ นายปัญญา กล่าวอีกว่า สมาคมจึงดำเนินการตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็น ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายผู้โดยสารก่อนใช้บริการ ไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส ผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าขณะใช้บริการ รวมทั้งให้ลงทะเบียนผ่านแอปฯ ไทยชนะ ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค โดยใช้แอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดทำความสะอาดภายในรถตู้ จัดเจลแอลกอฮอล์ให้บริการภายในรถตู้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารที่เดินทางโดยใช้บริการรถตู้ด้วย

 


ธุรกิจท่องเที่ยวเสนอรัฐพักหนี้ระยะยาว-ลดค่าไฟ 1 ปี

Mon, 11 Jan 2021 11:44:00

วันนี้ (11 ม.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 รอบใหม่นั้น นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ระบุว่า เตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาช่วยเหลือลดค่าใช้จ่าย และต้นทุนแนวทางเสริมสร้างรายได้ รวมทั้งโอกาสทางการตลาด เพื่อประคองธุรกิจท่องเที่ยวให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤต

โดยเสนอลดค่าใช้จ่าย เช่น ขอให้สถาบันการเงินพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวต่อไปอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือจนกว่าสถานการณ์จะกลับมาดีขึ้น รวมทั้งเสนอขอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรม ที่พัก โดยให้โรงแรมจ่ายค่าไฟตามปริมาณการใช้จริงแทนการจ่ายแบบเดิม ไปจนถึงสิ้นปี 2564 พร้อมขอให้รัฐช่วยเหลือด้วยการจ่ายค่าแรงให้กับพนักงานกลุ่มเป้าหมาย ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการระบาดของโควิด 50% หรือ โคเพย์ หรือเป็นลักษณะเดียวกับการจ้างนักศึกษาจบใหม่ ที่กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการอยู่

ส่วนด้านเสริมสร้างรายได้ เช่น ขอให้รัฐสนับสนุนจัดอบรมสัมมนาพัฒนาทักษะให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในทุกๆ สาขา ให้พนักงานมีรายได้จากการฝึกอบรมสัมมนา รวมทั้งยังเสนอให้รัฐดึงผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวทุกสาขา เข้าไปร่วมในโครงการเราเที่ยวด้วยกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะในรายเล็กๆ และจัดแคมเปญกระตุ้นไทยเที่ยวไทยต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มรถโดยสารท่องเที่ยวด้วย

นอกจากนี้ ยังเสนอขอให้รัฐสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางการตลาด โดยจัดทำมาร์เก็ตเพลสของคนไทยขึ้นมา รองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ ซึ่ง สทท.พร้อมเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อนำสินค้าทางด้านการท่องเที่ยวมารวมไว้เป็นจุดเดียว เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย โดยข้อเสนอทั้งหมดนี้ผู้ประกอบธุรกิจต้องการให้รัฐดำเนินการทันที ไม่ต้องรอให้สถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย เพื่อให้สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้ทัน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ชลบุรี" ติด COVID-19 สูงสุดในตะวันออก-คลัสเตอร์โรงเบียร์ 52 คน

ชะลอซื้อผลไม้จังหวัดสีเเดง หลังจีนเข้มตรวจ COVID-19

ลดส่งเงินสมทบ 3 เดือน-เยียวยาว่างงานสุดวิสัยจ่ายครึ่ง

 


"ด่านเทพารักษ์" เปิดอีกครั้ง หลังพบพนักงานติดเชื้อ COVID-19

Mon, 11 Jan 2021 09:45:00

วันนี้ (11 ม.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่อ้างว่าเป็นการรวมตัวกับของกลุ่มรถยนต์จำนวนมากขับแข่งกันส่งเสียงดังรบกวนประชาชน บนทางด่วนเฉลิมมหานคร บริเวณหน้า เซ็นทรัลพระราม 3 มุ่งหน้าดาวคะนอง และบนทางด่วน ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 01.00 - 02.00 น.

 

 

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า พนักงานการทางฯ ไม่มีอำนาจจับกุม แต่ได้แจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานไว้แล้วที่ สน.ทางด่วน 1 และ สน.ทางด่วน 2 และอยู่ระหว่างการตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อยืนยันหมายเลขทะเบียนรถยนต์ โดยขอให้ประชาชนมั่นใจในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ พร้อมยืนยันจะดำเนินคดีในข้อหาแข่งขันรถยนต์ในทางสาธารณะ และความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

 

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ กทพ.ยังตรวจเยี่ยมด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ เทพารักษ์ 4 (บางพลี-สุขสวัสดิ์) ทางพิเศษกาญจนาภิเษก หลังจากที่มีคำสั่งปิดด่านและทางขึ้น-ลง เทพารักษ์ 4 เป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากพบว่าหัวหน้าพนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษ ระดับ 4 ติดเชื้อ COVID-19 โดยด่านนี้เปิดให้บริการอีกครั้งในวันนี้ หลังมีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในพื้นที่โดยรอบ และตู้เก็บเงินค่าผ่านทางแล้วเสร็จ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กทพ.ปิดด่านเทพารักษ์ 2 วันหลังพนักงานเก็บเงินติด COVID-19

"สมุทรปราการ" ยกระดับคุมเดินทาง 5 จว.ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

"นครปฐม" ป่วยโควิดเพิ่ม 3 คน โยงสมุทรปราการ-นนทบุรี 

 


ชะลอซื้อผลไม้จังหวัดสีเเดง หลังจีนเข้มตรวจ COVID-19

Mon, 11 Jan 2021 08:37:00

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2564 นายภานุวัชร์ ไหมแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด เปิดเผยว่า สถานการณ์ COVID-19 ในจังหวัดภาคตะวันออก จันทบุรี ตราด ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด กำลังส่งผลกระทบต่อการส่งผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน

 

 

แม้ว่าในปัจจุบัน จะทำสัญญาส่งออก ล็อตแรก ไปแล้ว เเต่สินค้าที่ส่งไปถูกตรวจสอบจากจีนทุกด่าน เเละต้องมีหนังสือใบรับรองจากเเต่ละด่าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศจีน ซึ่งทำให้มีความล่าช้า

"ทุเรียน" ล็อตแรก ติดค้างด่านจากโควิด

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการชะลอการรับซื้อผลไม้ทุกชนิดไว้ก่อน เพราะยังมีบางส่วนที่ส่งไปก่อนหน้าติดค้างอยู่ที่ด่าน เนื่องจากกังวลว่าหากรัฐไม่สามารถคุมการระบาด COVID-19 ได้ภายในเดือน ม.ค. จะกระทบกับผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวกลางเดือนนี้กว่า 1 ล้านตัน

 

 

นายภานุวัชร์ ระบุว่า ขณะนี้เป็นช่วงส่งออกทุเรียนใต้ที่เเม้จะเหลือร้อยละ 50 ของผลผลิตทั้งหมด เเต่ขั้นตอนการส่งออกที่เข้มงวด ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงขึ้น บางรายจึงได้เจรจากับเจ้าของสวนเพื่อขอลดราคาทุเรียน จากที่เคยรับซื้อ 160-170 บาทต่อกิโลกกรัม เหลือ 120-130 บาท ต่อกิโลกรัม เเต่หากเกษตรกรไม่ลดราคาเเละส่งออกไม่ได้ ผู้ประกอบการอาจจะต้องทิ้งเงินมัดจำที่มีตั้งเเต่หลักเเสนจนถึงหลักล้านบาท

ปริมาณผลผลิต "ทุเรียน" ภาคตะวันออก

ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก.รายงานปริมาณผลผลิตทุเรียนเฉพาะในพื้นที่ จ.จันทบุรี ระยอง เเละตราด ปี 2562 รวมกันมีกว่า 495,543 ตัน จันทบุรี มีผลผลิต 339,292 ตัน, ระยอง 108,093 ตัน เเละตราด มีผลผลิต 48,158 ตัน เนื้อที่กว่า 280,000 ไร่

 

 

ส่วนกระทรวงพาณิชย์ รายงานตัวเลขส่งออก 7 เดือนแรกปี 2563 ผลผลิตส่งออก 515,002 ตัน มูลค่า 54,840.5 ล้านบาท เทียบกับปี 2562 ไทยส่งออกผลผลิตทุเรียน 682,720 ตัน มูลค่ารวม 51,161.9 ล้านบาท โดยส่งออกไป 3 ประเทศหลัก ได้แก่ จีน 357,492 ตัน หรือประมาณร้อยละ 71.3, ฮ่องกง 72,951 ตัน หรือประมาณร้อยละ 14.5 และเวียดนาม 60,650 ตัน หรือประมาณร้อยละ 12.1 โดยทุเรียนไทยครองใจผู้บริโภคชาวจีนได้มากที่สุด ไม่ใช่เเค่ทุเรียนที่กำลังจะได้รับผลกระทบ ลำไยก็กระทบไปเเล้ว ชาวสวนบางคนบอกว่าอยากให้คนในประเทศไปอุดหนุน

เจ้าของสวน "ระยอง" โอดถูกกดราคาผลไม้

นายณรงค์รัตน์ จิตตรง เจ้าของสวนลำไย ต.ตะพง อ.เมืองระยอง กล่าวว่า พยายามปรับปรุงพัฒนาเฝ้าประคบประหงมสวนลำไยและสวนมะยงชิด หวังให้ออกลูกผลในช่วงเทศกาลปีใหม่ เเต่เมื่อเกิดการระบาด COVID-19 รอบใหม่ กระทบอย่างหนัก พ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามาติดต่อซื้อทั้งมะปรางและลำไย อ้างโรคระบาด COVID-19 กดราคาลง มะปรางเหลือแค่กิโลกรัมละ 40 บาท

 

 

ส่วนลำไยยังขายไม่ได้ จะตัดขายตลาดนัดก็ไม่มีคนเดิน ต่างคนต่างกลัว ลูกค้าที่เคยเข้ามาซื้อมาเที่ยวชมเด็ดชิมถึงในสวนก็ไม่กล้ามา ทั้งที่เตรียมมาตรการเต็มที่

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปิด "บ้านรักไทย" แม่ฮ่องสอน หวั่น COVID-19

สธ.แจงขั้นตอนจัดหาวัคซีน คาดขึ้นทะเบียน อย. 14 ก.พ.นี้

กทม.เปิดไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ COVID-19 อีก 9 คน


"คนละครึ่ง" เก็บตก 1 ล้านสิทธิ์ ลงทะเบียนกลางเดือนนี้

Sun, 10 Jan 2021 15:14:00

วันนี้ (10 ม.ค.2564) น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า ได้ประสานกับธนาคารกรุงไทยให้เตรียมความพร้อมระบบเปิดลงทะเบียน โครงการคนละครึ่งรอบเก็บตกอีกประมาณ 1 ล้านสิทธิ์ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงกลางเดือน ม.ค. เพื่อให้ระบบไม่ติดขัด

น.ส.กุลยา ระบุว่า ยังไม่สามารถระบุวันที่แน่ชัดของการลงทะเบียนรอบเก็บตกได้ ต้องรอวันที่ 14-15 ม.ค.นี้ เพราะเป็นวันที่จะได้ข้อมูลจำนวนผู้ไม่ใช้สิทธิ์ในเฟส 2 ว่ามีจำนวนเท่าใด และจะนำตัวเลขดังกล่าวมารวมกับเฟสแรก ซึ่งมีผู้ที่ไม่ได้สิทธิ์ในหลายเหตุผล เช่น กรอกข้อมูลส่วนตัวไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีจำนวนประมาณ 490,000 คน โดยจะนำจำนวนทั้งหมดมารวมกันและเปิดให้ลงทะเบียนเป็นรอบเก็บตกภายในเดือน ม.ค.

 

สำหรับกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการที่ลงทะเบียนแล้ว แต่ไม่ได้เลขโอทีพีเพื่อยืนยันสิทธิ์เบื้องต้นทราบว่าทางเครือข่ายโทรศัพท์ได้ทำการเยียวยาแล้ว และสามารถมาลงทะเบียนได้ใหม่ โดยที่ไม่ถูกตัดสิทธิ์ไป

เเละในการประชุม ครม.วันอังคารนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ เป็นมาตรการด้านสินเชื่อซึ่งอยู่ระหว่างการจัดเตรียมรายละเอียดเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด COVID-19

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เคลียร์! "คนละครึ่ง-เที่ยวด้วยกัน" ยกเว้นเสียภาษี

“คลัง” ไม่มีแผนขยายวงเงิน “คนละครึ่ง” 5,000 บาท

 


"พิพัฒน์" ชงช่วยท่องเที่ยวเจอพิษ COVID-19 เข้าครม.12 ม.ค.นี้

Fri, 8 Jan 2021 18:13:00

วันนี้ (8 ม.ค.2564) ภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมโรงแรมไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.กระ ทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า วันนี้ตัวแทนสมาคมโรงแรมไทย หารือเรื่องผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะการขอเลื่อน และยกเลิกการจองโรงแรม ซึ่งได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ให้สามารถขยายเวลาใช้สิทธิจองห้องพักในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งมีการจองเข้ามาในช่วงก่อนปีใหม่ 2564 หรือก่อนเกิดการระบาดรุนแรงที่ จ.สมุทรสาคร

โดยขยายเวลาให้ใช้ได้ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี โดยอยู่ระหว่างการแก้ไขระบบของธนาคารกรุงไทย ให้ผู้ใช้สิทธิสามารถเลื่อนได้ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ร้อยละ 40 ด้วย โดยขอเวลาดำเนินการ 1 เดือน 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนผู้ใช้สิทธิบางรายต้องการยกเลิกการจองห้องพัก และไม่เดินทางท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งทางโรงแรมบางส่วน พร้อมคืนเงินจองในอัตราร้อยละ 60 แต่ติดในเรื่องค่าธรรมเนียมการโอน มีการตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ รับเป็นผู้เจรจาร่วมกับเว็บไซต์ตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวออนไลน์ (โอทีเอ) ว่าจะสามารถคืนค่าธรรมเนียมที่ร้อยละ 2 ได้หรือไม่

อ่านข่าวเพิ่ม เคลียร์! "คนละครึ่ง-เที่ยวด้วยกัน" ยกเว้นเสียภาษี

ขอช่วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ-หนุนขยายโครงการถึงเม.ย.นี้ 

นอกจากนี้ สมาคมโรงแรมยังยื่นหนังสือขอให้กระทรวง และรัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องของพนักงาน ในการร่วมกันจ่ายค่าจ้างให้แรงงานในภาคการท่องเที่ยว ในลักษณะร่วมกันจ่ายระหว่างรัฐบาลและเอกชน หรือโคเพย์ (Co-pay) ในสัดส่วนภาครัฐร้อยละ 50 และโรงแรมร้อยละ 50 หรือไม่เกิน 7,500 บาท เพื่อรักษาอัตราการจ้างงานไว้

ส่วนค่าไฟได้ของลดลงร้อยละ 15 ต่อหน่วย โดยไม่จำกัดปริมาณการใช้ไฟของโรงแรมแต่ละแห่ง ซึ่งหลังจากนี้จะหารือกับกระทรวงพลังงานว่าจะสามารถลดค่าไฟได้หรือไม่  

ขณะเดียวกันยังมีการหารือในส่วนของการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มีการหารือร่วมกันมาตั้งแต่การระบาดรอบแรก นอกจากการช่วยเรื่องการเข้าถึงแล้ว การย้อนไปพิจารณาในเรื่องการจัดตั้งกองทุน เพื่อดูแลผู้ประกอบการท่องเที่ยวว่าสามารถทำได้หรือไม่ ทั้งนี้เตรียมเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 12 ม.ค.นี้

หนุนขยายเที่ยวด้วยกันถึงสิ้นปี 64

นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมฯ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ในการอนุญาตให้ลูกค้าที่ใช้สิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เลื่อนการจองออกไปก่อน ส่วนการคืนเงินการจองร้อยละ 60 กลับให้ลูกค้า ขึ้นอยู่กับการดุลยพินิจของผู้ประกอบการ

หากรัฐบาลขยายโครงการเที่ยวด้วยกันขยายได้จนถึงสิ้นปี 2564 จะถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก จากเดิมขยายให้ถึงวันที่ 30 เม.ย.นี้ เพราะตอนนี้ไม่มีโครงการกระตุ้นหรือมาตรการใด ช่วยดึงให้เกิดการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ดีเท่าโครงการนี้แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"คลัง" ขอ "โรงแรม-ที่พัก"เลื่อนเวลาเข้าพัก โครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน"

ผู้ใช้สิทธิ “เราเที่ยวด้วยกัน” เลื่อนเข้าพักได้ 6-12 เดือน

 

 


"กลินท์" เสนอเอกชนผนึกภาครัฐแก้ปัญหา COVID-19 เร่งด่วน

Fri, 8 Jan 2021 10:16:00

วันนี้ (8 ม.ค.2564) นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาการแพร่ระบาด COVID-19 ระลอกใหม่ของแรงงานข้ามชาติที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ใหญ่มาก ควรต้องรีบตรวจและแยกคนที่ติดเชื้อ คนที่มีความเสี่ยง และคนที่ยังไม่ติดเชื้อออกจากกัน ซึ่งการตรวจหาผู้ติดเชื้อแบบไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจนจะเกิดปัญหาตามมา

โดยเอกชนสามารถให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและมีข้อเสนอแนะดังนี้ ควรตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแผนระยะยาวในการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ เพื่อให้เกิดแผนการทำงานร่วมกันและสามารถระดมกำลังและทรัพยากรในการจัดการปัญหาได้อย่างทันสถานการณ์ รวมถึงการสื่อสารและแถลงข่าวต้องบริหารจัดการข้อมูลให้เป็น single message เพราะส่งผลกับความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ไม่ให้ประชาชนสับสน

แนะเร่งอนุมัติวิธีตรวจหาเชื้อที่รับรองผลได้

ผู้ประกอบการหลายรายใน จ.สมุทรสาคร มีศักยภาพที่จะบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติด้วยตนเอง ตั้งแต่การตรวจผู้มีเชื้อ ทั้งการตรวจแบบ rapid test และ PCR การใช้วิธีการทดสอบเพื่อหาผู้รับเชื้อแบบ rapid test จะช่วยได้มาก ทั้งเรื่องต้นทุนและความรวดเร็ว ดังนั้น ภาครัฐควรเร่งอนุมัติการตรวจ rapid test ว่าแบบใด สามารถรับรองผลตรวจได้

การกักพื้นที่ในเขตควบคุม local quarantine จนกระทั่งมีภูมิต้านทาน ควรดูแลผู้ติดเชื้อและผู้มีความเสี่ยง ตามประเภทของชุมชนและอัตราการติดเชื้อ หลังจากการตรวจเชิงรุกตามชุมชน เมื่อตรวจพบผู้ติดเชื้อต้องหาสถานที่ในการแยกกักตัวเพื่อสังเกตอาการ เพื่อลดการแพร่เชื้อ และการติดเชื้อซ้ำ เช่น การแบ่งแยกชั้นการพักอาศัย หรือจำกัดบริเวณชัดเจนในที่พักอาศัย เป็นต้น

ทั้งนี้ ภาครัฐสามารถสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ดำเนินการช่วยดูแลแรงงานของตนเองได้ โดยภาครัฐควรช่วยสนับสนุนค่าตรวจ หรือใช้มาตรการลดหย่อนทางภาษีให้ผู้ประกอบการ มาตรการป้องกันควบคุมการแพร่เชื้อของแรงงานข้ามชาติ ควรต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้ออย่างถาวร ดังนั้นภาครัฐควรมีมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้เอกชนมีส่วนร่วมในการฉีดวัคซีนสำหรับแรงงานข้ามชาติ

ชี้แอปฯ "หมอชนะ" ช่วยติดตามคนเสี่ยงได้เร็ว

นายกลินท์ กล่าวว่า การที่ภาครัฐขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันใช้แอปพลิเคชัน "หมอชนะ" จะช่วยให้สามารถติดตามผู้มีความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการลดการกรอกเอกสารหากการเดินทางในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เพราะสามารถติดตามผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อแบบอัตโนมัติ หากไปยังสถานที่เสี่ยงหรือพบปะผู้มีความเสี่ยง ซึ่งประชาชนที่ไม่มี SMART PHONE ก็สามารถใช้วิธีอื่นในการบันทึกได้

สุดท้ายนี้ ภาคเอกชนพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐทำงานบูรณาการ กับหน่วยงานต่างๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบื้องหลัง! ศบค.พบสื่อกู้วิกฤต แจงพายุข้อมูล COVID-19

"แต้ว ณฐพร" เผยผลตรวจเป็นลบ หลังผู้จัดการติดเชื้อ COVID-19

"หมอประสิทธิ์" จี้ตั้ง รพ.สนาม หลังพื้นที่เสี่ยงส่งสัญญาณเตียงไม่พอ 


เร่งช่วยสวนส้มโอสมุทรสงคราม คนกลัวโควิด-19 ขายไม่ออก

Thu, 7 Jan 2021 16:04:00

วันนี้ (7 ม.ค.2564) ผู้สื่อข่าวสถานีประชาชน ลงพื้นที่ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม หลังจากเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ ประสบความเดือดร้อน เพราะราคาส้มโอตกต่ำในรอบหลายปี จำหน่ายหน้าสวนราคากิโลกรัมละ 15-25 บาท เนื่องจากผู้บริโภคกลัวติดเชื้อโควิด-19 เพราะสวนส้มโอ อยู่ในพื้นที่สีแดง ติดกับ จ.สมุทรสาคร

 


นางขวัญจิต พวงสวัสดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ กล่าวว่า ปลูกส้มโอทั้งหมด 4 ไร่ ขณะนี้มีส้มโอที่ยังไม่ได้เก็บกว่า 3 ตัน ส้มโอที่อยู่บนต้นจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 15 วัน หากไม่เก็บผลก็จะเสื่อมสภาพตามกาลเวลา และทำให้ขาดทุนในที่สุด

หากประเมินความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 60,000 บาท แต่หากสถานการณ์โควิด-19 ยืดเยื้อ คนยังวิตกไม่กล้ารับประทานส้มโอในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม ตนจะต้องแบกรับภาระค่าเช่าสวน และค่าบำรุงสวนเป็นรายเดือนต่อไปอีก ยิ่งทำให้ขาดทุนมากขึ้น


ด้านนายมนัส บุญพยุง เกษตรกร เปิดเผยว่า ถึงแม้ส้มโอจะอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ก็ไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคจะติดเชื้อโควิด-19 จากการรับประทานส้มโอ จึงเสนอให้ทางจังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

 


ในขณะที่ สุก โอกาศรัตน์ พ่อค้าคนกลาง กล่าวว่า ซื้อส้มโอจากเกษตรกรในช่วงปลายเดือนธ.ค.2563 มากว่า 20 ตัน ไม่คิดว่า สถานการณ์จะรุนแรงขนาดที่ ผู้บริโภคไม่กล้าซื้อส้มโอ ทำให้เครียดมาก ต้องขายส้มโอให้กับพ่อค้าคนกลางอีกทอดหนึ่งในราคาต่ำกว่าทุน


ด้าน นายชรัส บุญณสะ ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ได้เตรียมแผนช่วยเหลือเกษตรกรสวนส้มโอ ด้วยการเปิดตลาดออนไลน์ คาดว่าระบบจะแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนม.ค.2564 นี้ พร้อมเตรียมขนส่งผลผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้รวดเร็วที่สุด และยืนยันว่า ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ จ.สมุทรสงคราม รสชาติดี ไม่เหมือนพื้นที่อื่นๆ

 


“คลัง” ไม่มีแผนขยายวงเงิน “คนละครึ่ง” 5,000 บาท

Thu, 7 Jan 2021 13:54:00

วันนี้ (7 ม.ค.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน 3 สถาบัน เสนอให้กระทรวงการคลังขยายวงเงินใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่ง” เฟส 2 จากเดิมคนละ 3,500 บาท เป็น 5,000 บาทนั้น

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง เฟส 2 เริ่มดำเนินโครงการไปได้เพียง 7 วัน ยอดการใช้จ่ายโดยรวมไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้อยู่ในพื้นที่ควบคุมการระบาดสูงสุด แต่อาจเป็นผลจากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการใหม่เพิ่มขึ้น หลังเปิดโครงการเฟส 2 จึงอยู่ระหว่างรอประเมินยอดการใช้จ่ายในปลายสัปดาห์นี้ จึงจะสามารถระบุได้ชัดเจนว่า ปัญหาการระบาดใหม่ของ COVID-19 กระทบการดำเนินมาตรการกระตุ้นการบริโภคมากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ สศค.ยังไม่มีแผนศึกษาขยายวงเงินการใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่ง” เฟส 2 ตามข้อเสนอของเอกชน แต่อยู่ระหว่างหารือกับคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณามาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่ แต่ไม่ใช่การแจกเงินเยียวยา “เราไม่ทิ้งกัน” คนละ 4,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือนตามที่มีข่าวก่อนหน้านี้

พิจารณาเปิดลงทะเบียนรอบเก็บตก 

ผอ.สศค.กล่าวอีกว่า สศค.กำลังพิจารณาความเหมาะสมการเปิดลงทะเบียนรอบเก็บตก ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ควบคุมการระบาดของ ศบค. ตลอดจนยอดผู้ถูกตัดสิทธิ์จากการไม่ไปใช้จ่ายตามเวลาที่กำหนด 14 วัน จึงจะกำหนดแนวทางเปิดลงทะเบียนรอบเก็บตกได้ชัดเจน คาดว่าจะได้ข้อสรุปหลังวันที่ 14 ม.ค.นี้

พร้อมกล่าวถึงข้อเสนอขยายเวลาดำเนินมาตรการ “คนละครึ่ง” ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.นี้ ว่า วงเงินใช้จ่ายต่อวันคนละ 150 บาท หากใช้จ่ายเต็มวงเงินทุกวันจะหมดภายในเวลา 24 วัน หรือหากใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ จะหมดในเวลาประมาณ 1 เดือน แต่ระยะเวลาโครงการสามารถใช้จ่ายได้ 3 เดือน จึงเห็นว่าขณะนี้อาจเร็วเกินไปที่จะพิจารณาขยายเวลาดำเนินโครงการดังกล่าว

ส่วนโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาขยายเวลาโครงการ เพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดรอบใหม่

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"คลัง" ปัดข่าวแจกเงิน 4,000 เยียวยาโควิด

 


"คลัง" ปัดข่าวแจกเงิน 4,000 เยียวยาโควิด

Wed, 6 Jan 2021 18:28:00

วันนี้ (6 ม.ค.2564) น.ส.กุลยา ตันติเตมิท โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลังจะมีมาตรการเยียวยาผลกระทบ COVID-19 รอบใหม่ โดยจะแจกเงิน 4,000 บาทนั้น ไม่เป็นความจริง ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อและขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ

ขณะนี้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการระบาดของ COVID-19 อย่างใกล้ชิด โดยอยู่ระหว่างพิจารณาจัดทำมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่

โฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ภาครัฐมีแหล่งเงินทั้งในส่วนของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และรายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 จำนวนกว่า 1.39 แสนล้านบาท

รวมถึงเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 ในส่วนที่เหลือ จำนวน 4.7 แสนล้านบาท และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2564 จำนวน 2.9 แสนล้านบาท ที่จะดูแลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

COVID-19 ระบาดใหม่ อาจสูญเสีย 45,000 ล้านบาทใน 1 เดือน

ลดส่งเงินสมทบ 3 เดือน-เยียวยาว่างงานสุดวิสัยจ่ายครึ่ง

 


พิษโควิด! ผู้ประกอบการนวดแผนไทย ร้องนายกฯ ผ่อนปรนเปิดร้าน

Wed, 6 Jan 2021 15:11:00

วันนี้ (6 ธ.ค.2563) นายพิทักษ์ โยธา นายกสมาคมจารวีเพื่ออนุรักษ์นวดแผนไทย เป็นตัวแทนสถานประกอบการนวดแผนไทยเข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยร้องเรียนมติในที่ประชุมกรณีสั่งปิดสถานที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเป็นการชั่วคราว และกำหนดมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมโรค โดยหนึ่งในสถานที่ที่ถูกสั่งปิด คือ สถานประกอบการนวดแผนไทย นวดฝ่าเท้า


นายพิทักษ์ ระบุว่า สถานประกอบการนวดแผนไทย นวดฝ่าเท้า ปิดตัวเป็นเวลา 3 เดือนในการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในระลอกแรก ซึ่งมีผู้ประกอบการและลูกจ้างได้รับผลกระทบจำนวนมาก แม้รัฐจะมีการเยียวยาแต่ก็ยังไม่ทั่วถึงและเพียงพอต่อความเสียหาย

นอกจากนี้ สถานประกอบการนวดแผนไทย นวดฝ่าเท้ายังมีการบริการแบบ New normal มีการสแกนแอปฯ ไทยชนะ เว้นระยะห่าง และรองรับผู้ใช้บริการเพียง 10-20 คนต่อวันเท่านั้น พร้อมเพิ่มรอบทำความสะอาดพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินกิจการภายใต้มาตรการของ ศบค.อย่างเคร่งครัด


นายกสมาคมจารวีเพื่ออนุรักษ์นวดแผนไทย ยังได้เสนอให้รัฐบาลมีการพิจารณาเร่งด่วนในการผ่อนปรนให้มีการเปิดกิจการ ภายใต้กำกับดูแลตามมาตรการเดียวกับร้านเสริมสวย และคลินิกเสริมความงามต่างๆ มีการจัดอบรมผู้ให้บริการนวดเพื่อสุขภาพเพิ่มเติม ซึ่งผู้ประกอบการและพนักงาน ยินดีปฏิบัติตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข

ในเรื่องการคัดกรองเรื่องของสุขภาพผู้ให้บริการและผู้บริการอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ โดยการมีการฝึกอบรม หรือ ฉีดพ่นฆ่าเชื้อต่างๆ เพื่อให้ผู้มารับบริการปลอดภัย และมีการตรวจ COVID-19 ฟรีให้กับผู้ให้บริการ เพื่อเป็นการยืนยันว่าผู้ให้บริการมีความปลอดภัย

ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลมีมาตรการที่ชัดเจนในการเยียวยาและฟื้นฟูภาวะล้มละลายของธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ รวมถึงหนี้สินที่พอกพูนจากการเว้นการทำงานของผู้ประกอบการที่ไม่มีการช่วยเหลือที่ชัดเจนตั้งแต่ประกาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 มี.ค.2563 ขณะนี้เป็นเวลา เกือบครบปีเต็มแล้วที่ภาครัฐปฏิบัติงานล่าช้าซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มพูนอย่างมาก

 

 


COVID-19 ระบาดใหม่ อาจสูญเสีย 45,000 ล้านบาทใน 1 เดือน

Wed, 6 Jan 2021 11:47:00

วันนี้ (6 ม.ค.2564) บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ โดยระบุว่า การเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อ COVID-19 รอบใหม่ ซึ่งเริ่มจากตลาดกลาง​กุ้งที่ จ.สมุทรสาคร นำมาสู่การล็อกดาวน์ จ.สมุทรสาคร ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค.2563 ถึงวันที่ 3 ม.ค.2564 และยังพบผู้ติดเชื้อกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ในหลายจังหวัด

จำแนก 3 ผลกระทบจากการระบาด COVID-19

เบื้องต้น ในกรณีที่ไม่พบคลัสเตอร์ของผู้ติดเชื้อในจังหวัดอื่น หรือการระบาดไม่ลุกลามจนนำไปสู่การล็อกดาวน์เป็นวงกว้าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย อาจได้รับความสูญเสียจากการระบาดรอบใหม่ครั้งนี้ประมาณ 45,000 ล้านบาท ในกรอบเวลา 1 เดือน โดยผลกระทบจำแนกได้ดังนี้ สินค้าประมงและอาหารทะเล อาจสูญเสียประมาณ 13,000 ล้านบาท จากความเป็นไปได้ที่จะเกิดการชะลอการบริโภคสินค้าประมงและอาหารทะเลในระยะสั้น

นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าดังกล่าวในระยะถัดไป ก็อาจได้รับผลกระทบ ในด้านขั้นตอนการตรวจสอบและกระบวนการต่างๆ ที่คู่ค้าอาจหยิบยกให้ผู้ประกอบการไทยดำเนินการเพิ่มเติม ถึงแม้ขณะนี้ จะยังไม่มีการยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าก็ตาม

ประชาชนหันทำกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์แทน

ประชาชนชะลอการทำกิจกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ สูญเสียไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนอาจต้องจัดหาหรือสำรองสินค้า เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ อาหารพร้อมปรุง/พร้อมทาน ฯลฯ เพิ่มเติมจากช่วงก่อนหน้า และอาจจะหันไปทำกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ แทนการทำกิจกรรมนอกบ้าน

การชะลอการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ เม็ดเงินที่หายไปประมาณ 17,000 ล้านบาท ในกรณีที่ยังไม่ได้มีประกาศห้ามการเดินทางข้ามจังหวัด โดยพื้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดในภาคตะวันตกและภาคกลาง กรุงเทพฯ ตลอดจนจังหวัดรอยต่อชายแดนระหว่างไทยและเมียนมา

ชี้หากภาครัฐควบคุมได้เร็ว มูลค่าความสูญเสียน้อย

การระบาดรอบใหม่นี้ ยังอาจสร้างผลกระทบด้านอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้อย่างชัดเจน อาทิ ผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการที่ค้าขายสินค้าอื่นๆ ในตลาด จากการที่ผู้คนหลีกเลี่ยงการสัญจร โดยเฉพาะการสัญจรไปในพื้นที่ ที่มีการระบาดหรือมีการพบผู้ติดเชื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าหากการระบาดรอบใหม่นี้ สามารถควบคุมได้เร็ว และภาครัฐมีมาตรการสร้างความมั่นใจให้กลับมาได้เร็ว ก็มีโอกาสที่มูลค่าความสูญเสีย จะต่ำกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"พัทยาฟู้ด" สั่งดำเนินมาตรการเข้มข้น หลังพบ พนง.ติดเชื้อ COVID-19

ไวรัสกลายพันธุ์แอฟริกาใต้อันตรายกว่าเดิม?

ครบสัปดาห์ ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร อาการดีขึ้น ลุ้นถอดเครื่องช่วยหายใจ 

 


ปี 2563 เข็นมาตรการเศรษฐกิจต้าน COVID-19

Tue, 5 Jan 2021 11:49:00