"การบินไทย" คาดซ่อม 2 วัน TG 931 ถูกชนปีกที่ปารีส

Thu, 18 Apr 2019 12:51:00

วันนี้ (18 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีเที่ยวบินที่ TG931 ที่ทำการบินด้วยเครื่องบินแบบแอร์บัส A 380 เส้นทางปารีส–กรุงเทพมหานคร ของการบินไทย เกิดอุบัติเหตุถูกรถขนอาหารของสนามบินชาร์ล เดอ โกล ที่กำลังจะนำอาหารมาส่งขึ้นเครื่องของการบินไทยเฉี่ยวชนบริเวณปีกด้านหน้าจนได้รับความเสียหาย 

ล่าสุดนายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เครื่องบินถูกเฉี่ยวชนบริเวณปีกด้านหน้าของเครื่องบิน ไม่ได้ส่งผลเสียหายไปยังตัวถังเครื่องยนต์ เบื้องต้น ฝ่ายซ่อมบำรุงได้ถอดชิ้นส่วนที่เสียหายออกไปซ่อมแซมแล้ว คาดใช้เวลาซ่อมประมาณ 2 วัน

ทั้งนี้ทางบริษัทแอร์บัส ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องบิน และอยู่ใกล้กับสนามบินที่เกิดเหตุ เข้ามาตรวจสอบแล้วพบว่าเสียหายไม่มาก ส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น การบินไทยมีประกันเครื่องบินอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ทางสายการบินดูแลผู้โดยสารทั้งหมดของเที่ยวบินนี้ให้ดีที่สุด เพราะเป็นสำคัญที่สุด โดยให้ดูแลจัดหาที่พักให้เรียบร้อย รวมทั้งทยอยส่งผู้โดยสารบางส่วนไปยังสายการบินอื่นเพื่อเดินทางกลับไทย

ทั้งนี้มองว่า พื้นที่ในสนามบินสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ แต่การบินไทยจะต้องปรับตัวแก้ไขปัญหาให้ได้ โดยเฉพาะการดูแลผู้โดยสารเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 

พร้อมดูแลผู้โดยสาร 387 คนที่พัก-ส่งกลับบางส่วน

ด้านเรืออากาศเอก ปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคงและมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทย กล่าวว่า เครื่องบินลำดังกล่าวจอดอยู่ในลานจอด ท่าอากาศยานชาร์ล เดอ โกล ประเทศฝรั่งเศส โดยไม่มีผู้โดยสารอยู่บนเครื่อง ได้มีรถขนอาหารของบริษัท Servair ที่กำลังจะนำอาหารโหลดขึ้นเครื่องบิน ชนที่พื้นผิวบริเวณปีกด้านขวาของเครื่องบินได้รับความเสียหาย
การบินไทยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานการบิน จึงมีความจำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินดังกล่าว โดยฝ่ายช่างของการบินไทยได้ประสานงานการซ่อมแซมร่วมกับบริษัท แอร์บัส แล้ว ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดูแลผู้โดยสารตามมาตรฐานสากล โดยได้โอนย้ายผู้โดยสารบางส่วนเดินทางด้วยสายการบินอื่น รวมทั้งนำผู้โดยสารที่เหลือเข้าพักที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เที่ยวบินที่ TG 931 เส้นทาง ปารีส-กรุงเทพฯ วันที่ 17 เม.ย. บรรทุกผู้โดยสาร จำนวน 387 คน

สำหรับเที่ยวบิน TG931 เดิมมีกำหนดเดินทางออกจากสนามบินที่ปารีสเวลา 13.40 น. (เวลาท้องถิ่น) และมาถึงประเทศไทยเช้าวันนี้ เวลา 05.53 น. แต่ประสบอุบัติเหตุก่อนออกเดินทาง โดยมีผู้โดยสารประมาณ  400 คน

โดยในเที่ยวบินดังกล่าวมี เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร ผู้จัดการดารา รวมอยู่ด้วย โดยได้โพสต์อินสตราแกรม ระบุว่า เป็นเหตุให้เจ้าตัวเศร้าใจไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยตามกำหนดเดิมได้  

 


เตรียมแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผลิตรอบ 2 ให้ผู้มีสิทธิ 78,572 คน

Thu, 18 Apr 2019 09:45:00

วันนี้ (18 เม.ย.2562) นางญาณี แสงศรีจันทร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้มอบหมายให้สำนักงานคลังจังหวัด/ทีมหมอคลังอุ่นใจ 76 จังหวัด แจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีสิทธิจากโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ในปี 2560 ที่ยังไม่ได้ไปรับบัตรสวัสดิการฯ จากทีมไทยนิยม ยั่งยืน และอำเภอ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2562 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้ผลิตบัตรสวัสดิการฯ ให้แก่ผู้มีสิทธิไปแล้ว 3,121,307 คน โดยผลิตครั้งแรก จำนวน 3,042,735 คน และผลิตครั้งที่ 2 สำหรับผู้มีสิทธิที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง ไม่ชัดเจนเพิ่มเติมอีก 78,572 คน โดยได้แจกบัตรสวัสดิการฯ ให้แก่ผู้มีสิทธิซึ่งได้นำไปใช้จ่ายแล้ว 2,984,727 คน คิดเป็นร้อยละ 95.62 ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 12 เมษายน 2562

สำหรับผู้มีสิทธิที่ยังไม่ได้รับบัตรสวัสดิการฯ สามารถเดินทางไปรับบัตรสวัสดิการฯ ด้วยตนเองได้ที่สำนักงานคลังจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ตามที่อยู่ปัจจุบันที่ได้ลงทะเบียนไว้ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปแสดงตน เพื่อขอรับบัตรสวัสดิการฯ และลงลายมือชื่อเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการรับบัตรสวัสดิการฯ หรือกรณีจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นรับบัตรสวัสดิการฯ แทน ต้องดำเนินการ ดังนี้ 1. ให้ผู้มีสิทธิทำหนังสือมอบอำนาจและลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ 2. นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิที่เซ็นรับรองสำเนาแล้ว แนบไปพร้อมกับหนังสือมอบอำนาจ

3. ผู้รับมอบอำนาจนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้มีสิทธิและของผู้รับมอบ ไปยื่นที่สำนักงานคลังจังหวัด/กรุงเทพมหานคร เพื่อขอรับบัตรสวัสดิการฯ แทน สำหรับการใช้งานบัตรสวัสดิการฯ จะดำเนินการเช่นเดิม คือผู้มีสิทธิจะนำบัตรสวัสดิการฯ ไปใช้ได้หลังจากวันที่ได้รับบัตรสวัสดิการฯ 2 วัน เนื่องจากต้องดำเนินการ Activate บัตร เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธินำเงินในบัตรไปใช้

 

 


กสทช.ขีดเส้น 10 พ.ค. ผู้ประกอบการยื่นคืนช่องทีวีดิจิทัล

Wed, 17 Apr 2019 15:37:00

วันนี้ 17 เม.ย.62 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้ประกอบการโทรคมนาคม และโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดินมารับฟังรายละเอียด หลังมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ให้ผู้ประกอบการสามารถคืนช่องทีวีดิจิทัลได้ และสามารถขยายเวลาชำระเงินประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ ออกไปได้

นายฐากร กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายใดประสงค์คืนใบอนุญาต โดยไม่ต้องการประกอบใบกิจการต่อให้แจ้งความจำนงคืนใบอนุญาตภายในงวันที่ 10 พ.ค.62 พร้อมให้สิทธิ์ผู้ประกอบการทั้ง 22 ช่องในกลุ่มธุรกิจที่ประมูลได้ ไม่ต้องจ่ายเงินที่ค้างชำระในงวดที่ 5 และงวดที่ 6 รวมจำนวนกว่า 13,624.2 ล้านบาท เพื่อบรรเทามาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวี ที่อุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาลงใน 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่จะนำเงินค่าประมูลคลื่น 5G ย่านความถี่ 700 เมกะเฮิร์ตซ ที่จะมีขึ้นกลางปี 2562 นี้ และคาดว่าจะมีบริษัทโทรคมนาคม ที่สนใจและชนะประมูลมาจ่ายแทนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

สำหรับผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่ยังไม่ชำระงวดที่ 4 ที่เลยกำหนดแล้วเมื่อเดือน พ.ค.61 ขณะนี้มีรวมทั้งหมด 17 ช่อง ที่ค้างชำระรวม 3,215.2 ล้านบาท ทาง กสทช. ขอให้เงินค่าประมูลมาชำระภายในวันที่ 8 ส.ค.62 แต่ถ้ายังไม่มีเงินชำระ ขอให้ชำระเฉพาะค่าดอกเบี้ยตามร้อยละ 7.5 ตามอัตราธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดก่อน

ส่วนสถานีโทรทัศน์ที่จ่ายเงินประมูลงวดที่ 5 ล่วงหน้ามาแล้ว 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง 7, เวิร์คพอยท์และสปริงนิวส์ รวม 986 ล้านบาท กสทช.จะแจ้งให้ทั้ง 3 ช่องมารับคืนในภายหลัง

นอกจากค่าเงินประมูลแล้วยังมี "ค่าโครงข่ายสัญญาณ" (มักซ์) ทีวีดิจิทัล ที่ กสทช.จะรับผิดชอบแทนจ่ายแทนผู้ประกอบการทั้ง 22 ช่อง ทั้งร้อยเปอร์เซนต์ นับจากนี้ไปอีก 9 ปี 6 เดือน รวมประมาณ 18,775 ล้านบาท จนกว่าจะสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการทั้ง 22 ช่อง ได้จ่ายมาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ยืดเวลา 10 ปี จ่ายค่าประมูล 4G 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือด้านโทรคมนาคม นายฐากร กล่าวว่า จะขยายระยะเวลาชำระเงินประมูลจากเดิมกำหนดไว้ 4 งวด แบ่งออกเป็น 10 งวด ในระยะเวลา 10 ปี สำหรับผู้ที่ชนะประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ตซที่ผ่านมา สำหรับบริการ 4G มีวงเงินประมูลรวมกว่า 1.9 แสนล้านบาท โดยผู้ชนะประมูล ทั้งบริษัทเอไอเอส และทรูมูฟ จะต้องแจ้งสิทธิ์ขอแบ่งจ่ายภายในวันที่ 10 พ.ค.62 เช่นกัน และอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า ทั้ง 2 บริษัท จะต้องเข้าร่วมประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิร์ตซ สำหรับบริการ 5G ที่คาดว่าจะประมูลในช่วงเดือน มิ.ย. และ ก.ค.นี้ หากไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิร์ตซ จะไม่ได้รับสิทธิ์การขยายเวลาชำระค่าประมูล

สำนักงาน กสทช. ได้ตั้งคณะทำงานด้านโทรคมนาคม 4 ชุด เพื่อทำหน้าที่จัดทำหลักเกณฑ์จัดสรรคลื่น 700 เมกะเฮิร์ตซ เกี่ยวกับการประมูลและการจัดทำหลักประกันใหม่ รวมถึงคณะกรรมการด้านโทรทัศน์อีก 3 ชุด เกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขและการชดเชย กรณีคืนใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล การคืนหลักประกันและการสำรวจกำหนดการวัดเรตติ้งใหม่


บขส.เตรียมรับมือระบายผู้โดยสารออกจากหมอชิต 2

Mon, 15 Apr 2019 13:20:00

วันนี้ (15 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้วันนี้จะเป็นวันสงกรานต์ แต่ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 มีประชาชนทยอยเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ ต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นรถสายสั้น ผู้โดยสารบางส่วนระบุว่า ที่เดินทางกลับเข้ามาก่อน เพราะต้องเริ่มทำงานในวันพรุ่งนี้ (16 เม.ย.) บางส่วนไม่ต้องการแออัดเเละเผชิญกับรถติดบนท้องถนน

ขณะที่นายศรีสกุล ศิริลักษณ์ พนักงานขับรถทัวร์ สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระบุว่า วันนี้ จราจรขาเข้ากรุงเทพฯ ยังไม่หนาแน่น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ทำความเร็วรถได้ที่ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่คาดว่าวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป การจราจรหนาเเน่น และอาจใช้เวลามากกว่าเดิม 1 เท่าตัว หรือประมาณ 7-8 ชั่วโมง ทำความเร็วได้เพียง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

 

 

นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด บขส. ระบุว่า วันนี้คาดว่าจะประชาชนเดินทางเข้ามายังสถานีขนส่งประมาณ 53,000 คน ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางสายสั้นในภาคกลาง ส่วนวันพรุ่งนี้ และวันที่ 17 เมษายน คาดว่าจะมียอดประมาณ 160,000-170,000 คนต่อวัน

สำหรับการระบายผู้โดยสารภายในสถานีหมอชิต 2 ได้รับความร่วมมือจาก ขสมก.นำรถโดยสารเวียนเข้ามาให้บริการตั้งแต่เวลา 04.00-09.00 น. เพื่อบริการส่งประชาชนยังสถานีบีทีเอสจตุจักรและอนุสาวรีย์ชัย รวมทั้งรถโดยสาร ขสมก. ข้างสถานีหมอชิต 2 จำนวน 13 สาย จะเข้ามารับผู้โดยสารภายในสถานีโดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเดินทาง

 

 

 

การรถไฟแห่งประเทศไทย สรุปยอดผู้โดยสารใช้บริการรถไฟเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2562 มีจำนวน 95,382 คน เส้นทางที่มีประชาชนเดินทางมากที่สุด อันดับ 1 เป็นรถไฟสายใต้

สำหรับวันนี้ คาดการณ์จะมีประชาชนที่เดินทางกลับจากภูมิลำเนา เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ประมาณ 123,000 คน โดยการรถไฟฯ ได้เพิ่มขบวนรถพิเศษอีก 15 ขบวน และพ่วงตู้โดยสารเพิ่มในขบวนรถปกติจนเต็มหน่วยลากจูงทั้ง 242 ขบวน รองรับการเดินทางได้ถึงวันละ 100,000-120,000 คน

 

 


สงกรานต์ 62 : คิวรถตู้หมอชิตประชาชนหนาแน่น คาดระบายผู้โดยสารหมด ค่ำนี้

Fri, 12 Apr 2019 12:55:00

วันนี้ (12 เม.ย.62) ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาการจราจรหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ หรือ หมอชิต 2 เริ่มหนาแน่น หลังประชาชนทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ (11 เม.ย.62) ประกอบกับรถตู้จำนวนมากจอดรถเข้ารับผู้โดยสารบริเวณหน้าสถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก (จตุจักร)​ จนเต็มช่องทางจราจรฝั่งซ้าย แต่โดยภาพรวมรถยังเคลื่อนตัวตามกันได้ และยังไม่พบปัญหาวินมอเตอรไซต์ เรียกค่าโดยสารเกินราคา

 

 

ขณะที่ บรรยากาศภายในสถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก หรือ คิวรถตู้ใหม่ ซึ่งย้ายสถานที่จากชานชาลา 3 และ 4 ของสถานีขนส่งหมอชิตส่งผลให้ ผู้โดยสารบางส่วนยังคงสับสน ขณะเดียวกันประชาชนจำนวนมากรอซื้อตั๋วโดยสารจนแน่นอาคารจำหน่ายตั๋วโดยสารทำให้ผู้โดยสารส่วนใหญ่ ต่างประสบปัญหาไม่มีที่ันั่งรถบางส่วนต้องออกไปนั่งรอรถบริเวณทางเท้าของชานชาลา และบางส่วนซื้อตั๋วแต่ได้รับบัตรคิวทำให้ไม่สามารถกำหนดเวลาขึ้นรถได้ชัดเจน

 

 

อัจฉรา ยืนยง หัวหน้าส่วนบริหารกิจการเดินรถขนาดเล็ก บขส.คาดว่า วันนี้จะมีผู้โดยสารออกเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยการโดยสารรถตู้สูงสุด ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 150 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติประกอบกับ การจราจรที่หนาแน่นส่งผลให้รถตู้เข้ารับผู้โดยสารช้าลง อย่างไรก็ตามไม่มีมีปัญหาผู้โดยสารตกค้าง คาดว่าจะระบายผู้โดยสารหมดภายในช่วงค่ำวันนี้ ทั้งนี้ บขส.ได้พร้อมตรวจสอบสภาพรถ คนขับรถ และกำชับให้เตือนผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัย ก่อนออกรถทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย

 

 

นอกจากนี้ปีนี้ ยังเป็นปีแรก ที่ บขส.จัดระเบียบรถตู้ที่มีอายุเกิน 10 ปี ต้องเปลี่ยนมาเป็นรถมินิบัส เพื่อให้ได้มาตรฐาน ความปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับของบริษัทประกันภัย ซึ่งในเทศกาลสงกรานต์นี้ มีรถมินิบัสออกให้บริการไม่น้อยกว่า 100 คัน จากจำนวนรถตู้ให้บริการทั้งหมดกว่า 4,000 คัน คาดว่า จะทยอยเปลี่ยนเป็นมินิบัสหมดภายใน 3 ปีข้างหน้า

 

 

ส่งผลให้ผู้โดยสารบางส่วน ยังคงกังวลว่า เ​ส้นทางเดินรถอาจเปลี่ยนแปลงไปเพราะรถมีขนาดใหญ่มากขึ้นอาจไม่สามารถเข้าถึงถนนหมู่บ้านเล็กๆ ขณะที่ผู้ใช้บริการรถมินิบัสส่วนใหญ่พอใจเพราะพื้นที่ภายในรถกว้างขึ้นและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

 

 

 

ทั้งนี้บริเวณช่องจำหน่ายตั๋วมีประชาชนต่อแถวยาวมาก ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้า มีผู้ใช้บริการรถ บขส. และรถร่วม แล้วประมาณ 32,000 คน คาดว่าตลอดทั้งวันจะมีผู้ใช้บริการใกล้เคียงกับเมื่อวาน ที่ประมาณ 180,000 คน แต่ บขส.ได้เตรียมรถรองรับไว้สูงสุดที่ 200,000 คน

 


สรรพสามิตเล็งเก็บภาษีเบียร์ไร้แอลกอฮอล์

Fri, 12 Apr 2019 07:14:00

หลังจากกลุ่มธุรกิจน้ำเมาออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มใหม่ ที่รูปลักษณ์ไม่ต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์แต่โฆษณาว่า ไม่มีแอลกอฮอล์ มองในแง่ธุรกิจธุรกิจน้ำเมาก็ต้องหาโอกาสใหม่ พยายามสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แต่ในแง่กฎหมาย ภาษีการควบคุม คงมีมุมมองที่่ต่างไป เพราะบอกไม่มีแอลกอฮอล์แต่ยังสื่อหรือจูงใจเหมือนน้ำเมาอยู่ดี

เครื่องดื่มมอลต์ที่หน้าตาเหมือนเบียร์แต่ระบุว่าไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งมีการโฆษณาใช้คำว่า เบียร์ 0% ซึ่งอาจกลายเป็นการจูงใจได้ง่ายกว่าเดิมนี่คือความน่าห่วง ที่อาจต้องมีแนวทางมาดูแลชัดเจน

แนวทางด้านหนึ่งที่จะดูแลคือการเก็บภาษี เพราะขายทำตลาดในไทยหลายยี่ห้อ และมีรายที่เริ่มผลิตในไทยบ้างแล้ว แต่กระทรวงสาธารณสุขห้ามไม่ให้เรียกว่าเบียร์และไม่ให้โฆษณาว่าเป็นเบียร์ แต่ให้เรียกว่า เครื่องดื่มมอลต์ เพื่อจะได้ไม่กระตุ้นให้คนดื่ม

ราคาเครื่องดื่มชนิดดังกล่าวอยู่ที่ราคากระป๋องละประมาณ 39-99 บาท เสียภาษีกลุ่มสินค้าประเภทน้ำอัดลมอัตราประมาณร้อยละ 14 หรือ กระป๋องหนึ่งเสียภาษีอยู่ที่ 5 - 12 บาท หากเป็นเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์จะเสียภาษีร้อยละ 22 ของราคาขายบวกปริมาณแอลกอฮอล์ แต่ด้วยการมีรูปลักษณ์คล้ายเบียร์ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์เลยดูเหมือนต้องแยกประเภทออกมาต่างหาก

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า เบื้องต้นอาจเสนอออกกฎกระทรวง เปิดพิกัดเครื่องดื่มประเภทพิเศษ รองรับการออกผลิตภัณฑ์แบบนี้ โดยกำหนดอัตราภาษีระหว่างเครื่องดื่มให้ความหวาน ที่มีปริมาตรแอลกอฮอลล์ น้อยกว่าร้อยละ 0.5 เพื่อลดช่องว่างของกฎหมาย แต่ก็อาจเป็นคำถามว่า แม้คุณสมบัติ คือไม่มีแอลกอฮอล์ แต่ตราสัญลักษณ์ กระป๋อง ขวด แทบแยกไม่ออก ข้อนี้ควรต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนหรือไม่ว่า ไม่ได้ขีดเส้นแค่ผลิตภัณฑ์นี้มึนเมาหรือไม่ เสพติดหรือไม่ แต่มันผูกโยงภาพลักษณ์ความเชื่อว่าคือกลุ่มเดียวกัน จนอาจส่งผลถึงพฤติกรรมบุคคล จะต้องมีข้อบังคับหรือไม่ว่าควรทำแบรนด์ใหม่ให้ต่างไปเลยจะดีกว่า ป้องกันคนสับสน แม้เป็นเรื่องธุรกิจ แต่อาจส่งผลต่อเชิงสังคมภายหลัง


ประชาชนสับสนใช้แอปฯ ชำระเงินร้านค้าถุงเงินประชารัฐ วันแรก

Mon, 8 Apr 2019 19:10:00

วันนี้ (8 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความพยายามของผู้มีรายได้น้อยที่จะดาวน์โหลดแอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ เพื่อต้องการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน ตามที่รัฐบาลเพิ่มช่องทางชำระเงินในร้านค้าเป็นวันแรก แต่ไม่สำเร็จ โดยมีข้อความแสดงว่า หมายเลขโทรศัพท์นี้ยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นร้านค้าถุงเงินประชารัฐ สร้างความสับสนให้ผู้มีรายได้น้อย และไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะอะไร

ขณะที่เจ้าของร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ที่ติดตั้งแอปฯ ถุงเงินประชารัฐ บอกว่า ช่วง 2 วันที่ผ่านมา แอปฯ ถุงเงินประชารัฐ ได้ปรับระบบให้รับชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดได้ จากเดิมจะให้สแกนผ่านบัตรสวัสดิการเท่านั้น แม้จะยังไม่มีใครรู้และเข้าใจ แต่มองว่าสะดวก ทำให้ผู้มีรายได้น้อยใส่รหัสแค่ 6 หลัก หรือหากลืมบัตรสวัสดิการ ก็ยังสามารถชำระเงินผ่านช่องทางนี้ได้ เพราะวันนี้ เป็นวันแรกที่เปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน เหมือนพร้อมเพย์ โดยไม่ต้องถือบัตรฯ มาที่ร้านค้า จึงสร้างความสับสน

 

 

ธนาคารกรุงไทย ชี้แจงว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ จะต้องดาวน์โหลดผ่านแอปฯ เป๋าตัง พร้อมกรอกเบอร์โทรศัพท์ เลือกผูกบัญชีกับบัตรสวัสดิการ จากนั้นสามารถชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดในร้านค้าถุงเงินประชารัฐ แต่ยอมรับว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 11 ล้านคน อาจไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็ยังต้องใช้ช่องทางชำระเงินผ่านเครื่องอีดีซีเช่นเดิม

ขณะที่นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ได้เพิ่มจำนวนร้านธงฟ้าประชารัฐ เพื่อให้ครอบคลุมผู้ใช้บริการมากขึ้น ทั้งติดตั้งเครื่องรับบัตรอีดีซีและร้านค้าที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแล้วกว่า 50,000 ร้านค้า และยังมีร้านค้าที่สมัครร่วมโครงการมีกว่า 80,000 ร้านค้า

 

 

 

ทั้งนี้ การเพิ่มช่องทางรับชำระเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ แม้ว่าจะสร้างความสะดวกและเข้าถึงเทคโนโลยีได้จริง แต่หากขาดการประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอ ก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์ตามเป้าหมาย

 

 


สงกรานต์ 62 : รฟท.เพิ่มขบวนรถพิเศษเสริมช่วงเทศกาลสงกรานต์

Mon, 8 Apr 2019 16:24:00

วันนี้ (8 เม.ย.2562) นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เตรียมความพร้อมการอำนวยความสะดวกการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2562 เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนที่คาดว่าจะเดินทางโดยรถไฟกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก

 

 

ทั้งนี้ ได้มีการจัดเตรียมความพร้อมด้วยการพ่วงตู้โดยสารเพิ่มจนเต็มหน่วยลากจูงในขบวนรถที่วิ่งให้บริการปกติทุกสายทั่วประเทศ 242 ขบวน และยังได้เตรียมเปิดเดินขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารเพิ่มเติมจากขบวนประจำอีก 18 ขบวน ในระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2561(เที่ยวไป 8 ขบวน) และวันที่ 15-17 เมษายน 2561(เที่ยวกลับ 10 ขบวน) ทำให้สามารถรองรับการเดินทางของผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 100,000 คนต่อวัน

 

 

 

ขณะเดียวกัน รฟท.ยังได้จัดตั้งศูนย์ปลอดภัยเทศกาลสงกรานต์ เพื่อทำหน้าติดตาม ประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการเดินทางของผู้โดยสาร การสั่งการแก้ไขเหตุอันตราย รวบรวมสถิติผู้โดยสารตลอดช่วงเทศกาลฯ วันที่ 11-17 เมษายน 2562 เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร

นายวรวุฒิ กล่าวว่า รฟท.ยังได้ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ การตรวจหาสารเสพติดให้กับพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถ และประจำสถานี ก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งสั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดเรื่องห้ามจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติด บนขบวนรถและบริเวณสถานีรถไฟ โดยได้ประสานงานขอความร่วมมือไปยังกองบังคับการตำรวจรถไฟ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตราอีกทางหนึ่งด้วย

 

 

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศงดเดินขบวนรถนำเที่ยวเส้นทางกรุงเทพ – สวนสนประดิพัทธ์ กรุงเทพ – น้ำตกไทรโยค ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2562 เพื่อนํารถพ่วงมาใช้หมุนเวียนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

 

 

นายวรวุฒิ กล่าวว่า จากการดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยดังกล่าว รฟท.คาดหวังว่าจะสามารถให้บริการรับส่งผู้โดยสารได้เดินทางไปกลับถึงที่หมายปลายทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยได้เพียงพอ ไม่เกิดปัญหาตกค้าง และเกิดความสวัสดิภาพความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

 

 


เตรียมชง ครม.เคาะแผนแก้อ้อยไฟไหม้ ตั้งเป้า 3 ปีเลิกเผา

Mon, 8 Apr 2019 13:32:00

ปัญหาการเผาซากเกษตรกรรมในพื้นที่ไร่อ้อยที่มีต่อเนื่อง ทำให้นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ เตรียมกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ทั้งระบบ ประกอบด้วยมาตรการทางกฎหมาย โดยจะออกระเบียบให้ทันในฤดูการผลิตปี 2562/2563 กำหนดให้โรงงานน้ำตาล รับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบไม่เกินร้อยละ 30 ต่อวัน, ฤดูการผลิตปี 2563/2564 เข้าหีบได้ไม่เกินร้อยละ 20 ต่อวัน และฤดูการผลิตปี 2564/2565 จะลดเหลือร้อยละ 0-5 ต่อวัน ซึ่งจะทำให้อ้อยไฟไหม้หมดไปภายใน 3 ปี

นอกจากนี้จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการที่ภาครัฐจะสนับสนุนรถตัดอ้อยแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร สถาบันชาวไร่อ้อย กลุ่มบุคคลและวิสาหกิจชุมชน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี วงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท โดยรัฐจะชดเชยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังมีมาตรการขอความร่วมมือจากโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อย ในฤดูการผลิตปี 2562/2563 เป็นจังหวัดปลอดการเผาอ้อย ตัดอ้อยสด 100% ในแต่ละภาค รวม 5 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี, ราชบุรี, ชัยภูมิ, เลย และอุตรดิตถ์

ส่วนความก้าวหน้าเกี่ยวกับโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต 50 บาทต่อตันอ้อย นายพสุ กล่าวว่า ได้รับการจัดสรรงบประมาณในรอบแรกสำหรับอ้อยที่เข้าหีบในฤดูการผลิต 2561/2562 โดยมีปริมาณอ้อยที่ขอรับการช่วยเหลือจำนวน 64 ล้านตัน เป็นเงิน 3,200 ล้านบาท สำหรับจ่ายให้แก่เกษตรกร 150,000 ราย โดยเริ่มจ่ายรอบแรกภายในเดือน เม.ย.2562

 


"บขส." คาดปชช.เดินทางออก กทม.ช่วงสงกรานต์ วันละ 2แสนคน

Sun, 7 Apr 2019 18:19:00

วันนี้ ( 7 เม.ย.62) นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 5- 6 เม.ย.ที่ผ่านมา บขส.ได้จัดรถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม , รถตู้) ในเที่ยวไปวันละกว่า 6,900 เที่ยว รองรับผู้โดยสารได้กว่า 110,000 คนต่อวัน ขณะที่ข้อมูลการเดินทางของ บขส. และรถร่วมฯ ตั้งแต่วันที่ 1-6 เม.ย. 2562 บขส.ได้จัดรถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม , รถตู้) ในเที่ยวไป รวม 38,096 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร 565,960 คน

 

 

ส่วนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. บขส. คาดการณ์ว่า จะมีผู้โดยสารทยอยเดินทางออกจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 10 – 13 เม.ย.2562 โดย บขส.ได้เพิ่มเที่ยววิ่งรถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม , รถตู้) รองรับประชาชน ในเที่ยวไป จากปกติวันละ ประมาณ 6,000 เที่ยว เพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 เที่ยว รวม 9,000 เที่ยว สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงถึงวันละ 206,487 คน

 

 

ส่วนเที่ยวกลับตั้งแต่วันที่ 14 - 17 เม.ย.2562 บขส.ได้จัดเที่ยววิ่งจากปกติ วันละ 6,023 เที่ยว เพิ่มเที่ยวเสริมวันละประมาณ 2,131 เที่ยว รวม 8,154 เที่ยว รองรับผู้โดยสารได้ถึงวันละประมาณ 164,834 คน สำหรับการเดินทางในเที่ยวขากลับ คาดว่าผู้โดยสารจะทยอยเดินทางด้วยรถตู้โดยสารเป็นจำนวนมาก ทำให้จำนวนเที่ยววิ่งของรถตู้โดยสารเพิ่มสูงขึ้นแต่จำนวนผู้โดยสารลดลง เนื่องจากรถตู้โดยสารมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกิน 14 ที่นั่ง/เที่ยววิ่ง

 

อย่างไรก็ดี เพื่อความสะดวกในการเดินทาง บขส.แนะนำให้ผู้โดยสารจองตั๋วล่วงหน้า โดยผู้โดยสารสามารจองตั๋วผ่านช่องทางการจำหน่ายตั๋วของ บขส. อาทิ เว็บไซต์ บขส. www.transport.co.th , เคาน์เตอร์เซอร์วิส , Applicaton “ซื้อตั๋ว บขส.” และ call center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

นอกจากนี้ ในส่วนการให้บริการที่สถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก (จตุจักร) หรือสถานีรถตู้โดยสาร บริเวณพื้นที่ใต้ทางด่วนถนนกำแพงเพชร 2 ฝั่งตรงข้ามสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) บขส. เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 03.00 - 22.00 น. ผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางในเส้นทางที่มีระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร สามารถใช้บริการรถตู้โดยสาร ได้ดังนี้ อาคาร A ให้บริการรถตู้โดยสารภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาคาร B ให้บริการรถตู้โดยสารภาคกลาง อาคาร C ให้บริการรถตู้โดยสารภาคตะวันออก และอาคาร D ให้บริการรถตู้โดยสารภาคใต้


เงินบาทแข็งค่า! ททท.คาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศเพิ่ม 10 ล้านคน

Sun, 7 Apr 2019 14:55:00

วันนี้ (7 เม.ย.2562) นายยุทธศักดิ์ สุภสรผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ยอมรับว่า ปัญหาเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้นักท่องเที่ยวไทย เดินทางออกต่างประเทศ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว คิดเป็นมูลค่าการท่องเที่ยวในประเทศที่หายไปประมาณ 2 พันล้านบาท

ขณะเดียวกันประเทศคู่แข่งออกมาตรการจูงใจ ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ค่าธรรมเนียมเดินทาง และจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในราคาถูกแต่ ททท. ยังคาดว่า ยอดการเดินทางท่องเที่ยวในเทศกาลสงกรานต์ในประเทศยังเพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท 

ททท.ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มเติม แต่คาดหวังว่าการเป็นประธานจัดประชุมผู้นำอาเซีน จะช่วยให้รายได้ท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมาย

สอดคล้องกับนายเจริญ วังอนานนท์ อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว คาดว่า ยอดนักท่องเที่ยวไทย ที่จะเดินทางออกต่างประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะอยู่ที่ 10-11 ล้านคน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

หลังจากอัตราการเติบโตต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีเม็ดเงินสะพัด ไม่ต่ำกว่า 3 แสน 3 หมื่นบาท จากราคาโปรแกรมการท่องเที่ยวถูกลงประมาณ ร้อยละ 10 พร้อมยกตัวอย่างโปรแกรมการเดินทางยังทวีปยุโรป เริ่มต้นประมาณ 3 หมื่น 5 พันบาท ประกอบกับ ค่าเงินบาทแข็งทำให้ ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในต่างประเทศลดลงด้วย 

 


บางจากฯ ยืนยันไม่ปรับขึ้นราคาน้ำมันช่วงสงกรานต์

Fri, 5 Apr 2019 12:44:00

วันนี้ (5 เม.ย.2562) นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บางจากฯ จะไม่ปรับขึ้นราคาน้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12-17 เมษายน 2562 รวม 6 วัน แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน จะลดราคาน้ำมันหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางให้ประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา รวมทั้งได้เตรียมสำรองน้ำมันทั้งที่สถานีบริการและคลังน้ำมันของบริษัททั่วทุกภูมิภาคในประเทศ พร้อมเพิ่มจำนวนรถขนส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะรองรับความต้องการใช้น้ำมันในช่วงวันหยุดยาวนี้และให้ประชาชนมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอและทั่วถึง

ทั้งนี้ บางจากฯ ร่วมกับกรมการขนส่งทางบกในโครงการ "มิตรแท้นักเดินทางตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย" ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี 11 รายการ ระหว่างวันที่ 15 มี.ค.2562 - 31 พ.ค.2562 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก 29 สาขาทั่วประเทศ ในการเตรียมความพร้อมสภาพรถก่อนการเดินทาง และรณรงค์สร้างสำนึกขับขี่อย่างปลอดภัยในโครงการเมาไม่ขับ สร้างวินัยด้านการจราจร เพื่อป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุ

 

 


ทอท.คาดช่วงสงกรานต์ 6 สนามบินผู้โดยสารเพิ่ม 3.2 ล้านคน

Thu, 4 Apr 2019 13:59:00

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย.2562 รวม 7 วันจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของท่าอากาศยานไทย รวม ประมาณ 3,210,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 458,400 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

มีเที่ยวบินประมาณ 18,460 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยประมาณ 2,640 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 ในจำนวนนี้เป็นเที่ยวบินพิเศษและเช่าเหมาลำ 230 เที่ยวบิน

สำหรับ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 1,370,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 196,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 และมีเที่ยวบินประมาณ 7,700 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยประมาณ 1,100 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ในจำนวนนี้มีเที่ยวบินพิเศษและเช่าเหมาลำ 101 เที่ยวบิน

 

ท่าอากาศยานดอนเมือง คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 970,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 138,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 และมีเที่ยวบินประมาณ 5,800 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยประมาณ 830 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 ในจำนวนนี้เป็นเที่ยวบินพิเศษและเช่าเหมาลำ 99 เที่ยวบิน

สำหรับท่าอากาศยานอีก 4 แห่ง คาดว่าจะมีผู้โดยสารจำนวนมากเช่นกัน คือ ท่าอากาศยานภูเก็ต มีผู้โดยสารประมาณ 458,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 65,400 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.2 เฉลี่ยประมาณ 330 เที่ยวบินต่อวัน ส่วน ท่าอากาศยานหาดใหญ่ คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 87,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 12,400 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และมีเที่ยวบินประมาณ 580 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยประมาณ 80 เที่ยวบินต่อวัน

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 246,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 35,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 มีเที่ยวบินประมาณ 1,640 เที่ยวบิน และ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 80,000 คน หรือประมาณ 11,400 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.8 มีเที่ยวบินประมาณ 440 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยประมาณ 60 เที่ยวบินต่อวัน โดยภาพรวมผู้โดยสารในภาคเหนือลดลงเล็กน้อย

"สุวรรณภูมิ" จอดรถฟรีโซน C ช่วงหยุดยาว

ขณะที่ น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทอท. เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะยกเว้นค่าบริการจอดรถยนต์ สำหรับผู้โดยสารที่นำรถมาจอดที่ลานจอดรถระยะยาว โซน C สามารถจอดรถได้ 718 คัน ในระหว่างวันที่ 5-9 เม.ย.นี้ โดยจะยกเว้นค่าบริการจอดรถตั้งแต่เวลา 08.00 น. ของวันที่ 5 เม.ย. จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 9 เม.ย.นี้

และจะยกเว้นค่าบริการจอดรถที่ลานจอดรถระยะยาว โซน C อีกช่วงในระหว่างวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. ของวันที่ 11 เม.ย. จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 17 เม.ย.นี้

โดยในช่วงดังกล่าวได้จัดเตรียมรถ Shuttle Bus สายพิเศษสำหรับให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร ระหว่างลานจอดรถระยะยาว โซน C กับอาคารผู้โดยสารทุกๆ 15 นาที ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะรับผู้โดยสารไปส่งยังอาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ประตู 5 และวนลงไปที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 2 ประตู 5 แล้วกลับไปที่ลานจอดรถระยะยาว โซน C

นอกจากนี้ยังมีรถ Shuttle Bus สาย A (สายปกติ) ที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารจากศูนย์ขนส่งสาธารณะ (Bus Terminal) ไปยังลานจอดรถระยะยาว โซน C เพื่อรับผู้โดยสารไปส่งยังอาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 3 และประตู 8 และวนขึ้นไปที่ชั้น 2 ประตู 5 แล้วกลับไปที่ลานจอดรถระยะยาว โซน C ทั้งนี้ผู้ใช้บริการรถ Shuttle Bus ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 


ธปท.สำรองเงินกว่า 1.8 หมื่นล้าน รองรับช่วงสงกรานต์

Wed, 3 Apr 2019 11:32:00

วันนี้ (3 เม.ย.2562) นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเทศกาลสงกรานต์ เป็นช่วงที่ประชาชนมีความต้องการใช้ธนบัตรสูงกว่าปกติ ธปท.ประมาณการว่าสถาบันการเงินจะเบิกจ่ายธนบัตรจาก ธปท. มูลค่าสุทธิประมาณ 18,600 ล้านบาท ใกล้เคียงกับมูลค่าการเบิกจ่ายในช่วงเดียวกันของปี 2561

ทั้งนี้ ธปท. ได้กำชับให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมสำรองธนบัตรใหม่ชนิดราคาต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอในช่วงเทศกาล


จับตาจีนลดเป้าจีดีพีกระทบเศรษฐกิจไทย

Wed, 3 Apr 2019 11:32:00

ศูนย์วิจัยอีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบทวิเคราะห์ กรณีนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงประกาศลดเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ปี 2562 เหลือเพียงร้อยละ 6.0-6.5 พร้อมกับเดินหน้าปฏิรูปการค้า และการลงทุนภายในประเทศ เพื่อยุติความขัดแย้งกับสหรัฐฯ

น.ส.จิรามน สุธีรชาติ นักวิเคราะห์อีไอซี กล่าวว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลก จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกไทยในระยะข้างหน้า หลังจีนตกลงเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ แต่ปัญหาสงครามการค้าทำให้จีนอาจเพิ่มการลงทุนกับบางประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiatives โดยไทยอาจเป็นประเทศเป้าหมายที่จีนจะย้ายฐานการผลิตแห่งใหม่

หลังเริ่มมีบริษัทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติรายใหญ่ประกาศแนวโน้มกระจายการผลิตออกจากจีนมาไทยแล้ว แต่อาจเผชิญปัญหาการแข่งขันในการดึงดูดบริษัทต่างชาติที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน โดยเฉพาะมาเลเซียที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีมากกว่าไทยค่าแรงต่ำ ในกัมพูชาและเวียดนามที่ได้เปรียบด้านข้อตกลงทางการค้าจำนวนมาก เช่น CPTPP และข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจจีนชะลอต่ำกว่าคาดการณ์อาจกระทบการเดินทางออกนอกประเทศของนักท่องเที่ยวจีนซึ่งกระทบไทยรุนแรง เนื่องจากรายได้การท่องเที่ยวไทยพึ่งพาตลาดจีนสูงกว่าร้อยละ 30 ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมด


ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อใช้ต้นไม้เป็นหลักประกัน วงเงิน 5 แสนบาท

Wed, 3 Apr 2019 06:41:00

วันนี้ (3 เม.ย.2562) นายศรายุทธ ธรเสนา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลเห็นชอบให้การใช้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้โดยกระทรวงพาณิชย์ เสนอให้เพิ่มไม้ยืนต้นที่มีค่าทางเศรษฐกิจ และมีการแก้ไขกฎหมายกรมป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7 ให้สามารถตัดต้นไม้ได้ทุกชนิดที่ขึ้นหรือปลูกในที่ที่มีกรรมสิทธิ

 

 

ขณะนี้มีชาวบ้านที่อยู่โครงการธนาคารต้นไม้ สนใจใช้ต้นไม้ที่ปลูกเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดย ธ.ก.ส.ได้ปล่อยสินเชื่อให้กับชาวบ้านจำนวน 4 ราย วงเงินกว่า 500,000 บาทให้เกษตรกรในโครงการธนาคารต้นไม้ชุมชนบ้านถ้ำเสือ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

ส่วนการสร้างผู้ตรวจประเมินมูลค่าต้นไม้ ธ.ก.ส.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อบรมให้ความรู้กับคณะกรรมการและสมาชิกโครงการธนาคารต้นไม้ 400 ชุมชน ชุมชนละ 2 คน รวม 800 คน เพื่อทำหน้าที่ประเมินมูลค่าต้นไม้

 

 

นายบุญเลิศ เต็มคอน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ม.3 ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ระบุว่า การใช้ต้นไม้มีค่าเป็นหลักประกันทำให้เกษตรกรในพื้นที่ หันมาสนใจปลูกไม้มีค่าเพิ่มขึ้น เช่น ไม้สัก ไม้แดง เพราะสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นและช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า

ธ.ก.ส.มีเป้าหมาย ยกระดับโครงการธนาคารต้นไม้สู่ชุมชนไม้มีค่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 300,000 ไร่ คาดว่าภายใน 10 ปี จะสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศไม่ต่ำกว่า 137 ล้านต้น จากปัจจุบันที่มีประมาณ 12 ล้านต้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแปลงรายได้สู่ชุมชน

 

 

สำหรับไม้มีค่า 58 ชนิดที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ได้แก่ 1.ไม้สัก 2.พะยูง 3.ชิงชัน 4.กระซิก 5.กระพี้เขาควาย 6.สาธร 7.แดง 8.ประดู่ป่า 9.ประดู่บ้าน 10.มะค่าโมง 11.มะค่าแต้ 12.เคี่ยม 13.เคี่ยมคะนอง 14.เต็ง 15.รัง 16.พะยอม 17.ตะเทียนทอง 18.ตะเทียนหิน 19.ตะเทียนชันตาแมว 20.ไม้สกุลยาง 21.สะเดา 22.สะเดาเทียน 23.ตะกู 24.ยมหิน 25.ยมหอม

26.นางพญาเสือโคร่ง 27.นนทรี 28.สัตบรรณ 29.ตีนเป็ดทะเล 30.พฤกษ์ 31.ปีบ 32.ตะแบกนา 33.เสลา 34.อินทนิลน้ำ 35.ตะแบกเลือด 36.นากบุด 37.ไม้สกุลจำปี 38.แคนา 39.กัลปพฤกษ์ 40.ราชพฤกษ์ 41.สุพรรณิการ์ 42.เหลืองปรีดียาธร 43.มะหาด 44.มะขามป้อม 45.หว้า 46.จามจุรี 47.พลับพลา 48.กันเกรา 49.กะทังใบใหญ่ 50.หลุมพอ 51.กฤษณา 52.ไม้หอม 53.เทพทาโร 54.ฝาง 55.ไผ่ทุกชนิด 56.ไม้สกุลมะม่วง 57.ไม้สกุลทุเรียน 58.มะขาม

 

 

 


ปรับตัวใช้มะม่วงเบาแทนมะนาวราคาแพง

Tue, 2 Apr 2019 20:37:00

วันนี้ (2 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการลงพื้นที่สำรวจราคามะนาวในตลาดสดหลายแห่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พบว่า ราคามะนาวปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเท่าตัว อยู่ที่กิโลกรัมละ 80-140 บาท จากปกติราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาทเท่านั้น

นายริกศันต์ ยอดเมฆ พ่อค้ามะนาวในตลาดคลองเรียน กล่าวว่า ขายมะนาวกิโลกรัมละ 140 บาท และขายปลีกในราคา 3 ลูก 20 บาท เฉลี่ยลูกละ 7 บาท และคาดว่าราคามะนาวจะปรับขึ้นอีกในช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค.

 

ส่วนผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านข้าวแกง ต้องปรับตัวหลังราคามะนาวสูงขึ้น ยูไหวเลาะ เหรียญนุ้ย แม่ค้าร้านข้าวแกง ระบุว่า ได้นำวัตถุดิบรสเปรี้ยวอื่นๆ ที่ราคาถูกมาใช้ทดแทน

บางทีหน้ามะม่วงก็จะใช้มะม่วงเบามาช่วยเรื่องความเปรี้ยว โดยการต้มและกรองเอาน้ำ แล้วค่อยเอามะนาวมาบีบเพิ่มกลิ่น 

ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนยังคงใช้มะนาวเป็นวัตถุดิบหลัก เพราะไม่ต้องการให้รสชาติอาหารเปลี่ยน แต่ยอมรับว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าราคามะนาวจะสูงขึ้นเฉพาะช่วงหน้าแล้งและจะปรับลดลงในฤดูกาลต่อไป ทำให้ในช่วงนี้อาจได้กำไรน้อยลง

 


เลือกตั้ง 2562 : นักธุรกิจ-นักลงทุนห่วงตั้งรัฐบาลช้าฉุดเศรษฐกิจไทย

Mon, 1 Apr 2019 21:02:00

วันนี้ (1 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ที่กำลังช่วงชิงความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล เริ่มถูกจับตามองจากนักธุรกิจและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ที่ห่วงว่าหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศ แต่ที่น่ากังวลกว่าคือใครจะจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมาได้ ซึ่งพรรคที่เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล 2 ฝั่งมีคะแนนเสียงใกล้กัน อาจทำให้เกิดภาวะที่ไม่สามารถอนุมัติอะไรได้ง่ายๆ และอายุรัฐบาลก็อาจไม่นาน

ขณะที่นักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้คาดคิดว่าผลคะเเนนการเลือกตั้งจะออกมาแบบนี้ เมื่อรัฐบาลกับฝ่ายค้านมีเสียงใกล้เคียงกัน เสถียรภาพรัฐบาลจะไม่สูงมาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการออกกฎหมาย รวมถึงการผลักดันกฎหมายงบประมาณต่างๆ

รศ.อภิชาต สถิตนิรมัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งสมมติฐานว่า หากพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำรัฐบาล อาจอยู่ในภาวะเสียงปริ่มน้ำและอาจมีอายุเพียง 6 หรือ 12 เดือนเท่านั้น ผลงานที่จะเกิดขึ้นได้อาจมีเพียงแค่การเเจก หรือมาตรการเฉพาะหน้าที่ได้สัญญาไว้ แต่ไม่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การลดความเหลื่อมล้ำ ลดการผูกขาด และการปฏิรูปภาษี นอกจากนี้เศรษฐกิจขยายตัวไม่ต่างจากช่วงที่ผ่านมา โดยรายได้ไหลลงไปไม่ถึงด้านล่างของสังคมยังคงเหมือนเดิม

วิรไท สันติประภพ

วิรไท สันติประภพ

ขณะที่นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ความไม่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทย หลังพบการเคลื่อนไหวในตลาดเงินตลาดทุนผันผวนมากขึ้น แต่หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว จะทำให้ทิศทางการขยายตัวของภาคเอกชนที่ดำเนินมาจะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การชะลอของสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่และการชะลอลงทุน หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป แต่คาดหวังให้รัฐบาลใหม่ เร่งสะสางงบลงทุนในช่วงรอยต่อปีงบประมาณ 2563 เพื่อรักษาความเชื่อมั่นภาคเอกชน

ในระหว่างที่กำลังรอรัฐบาลใหม่ ตลาดหุ้นจะมีความไม่แน่นอนในระยะสั้น ซึ่งในการเลือกตั้ง 16 ครั้ง ตั้งเเต่ปี 2519-2562 พบว่ามีเพียง 3 ครั้งที่หุ้นตกหลังเลือกตั้งในช่วง 1-5 วัน โดยครั้งที่ 3 ก็คือการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา และหากพรรคการเมืองที่ได้คะแนนอันดับ 4 และอันดับ 5 ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ก็จะทำให้หุ้นร่วงไปอีก

 

ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ รัฐบาลใหม่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจ เช่น การสานต่อนโยบายอีอีซี แต่ต้องมีการทบทวนความคุ้มค่าและความโปร่งใส รวมถึงการสร้างโอกาสทำมาหากินให้กับประชาชนและธุรกิจรายเล็ก ซึ่งนโยบายที่ควรเป็นเรื่องเเรกที่รัฐบาลทำ คือนโยบายด้านสวัสดิการและการอุดหนุน แต่เลือกที่สำคัญและไม่ก่อหนี้ เรื่องต่อมา ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะปัญหาคนรวยที่สุด ร้อยละ 1 ของประเทศ

นอกจากนี้ยังต้องมีนโยบายสร้างโอกาสการทำมาหากินเพื่อกระจายการเติบโต ซึ่งต้องพัฒนาควบคู่ไปกับนโยบายพัฒนาพื้นที่ เช่น บุรีรัมย์โมเดล ซึ่งในระหว่างนี้ก็เป็นหน้าที่รัฐบาลปัจจุบัน ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อและรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งปีนี้มีการประเมินเศรษฐกิจแล้วว่าจะโตต่ำกว่าปีก่อนคือไม่ถึงร้อยละ 4


"510 รังสิต-อนุสาวรีย์" นำร่องจ่ายค่าโดยสารผ่านบัตร ขสมก.

Mon, 1 Apr 2019 18:39:00

วันนี้ (1 เม.ย.2562) นายประยูร ช่วยแก้ว รักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการนำร่องบริการรับชำระค่าโดยสารแบบไร้เงินสดว่า ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.นี้เป็นต้นไป จะนำร่องรับชำระค่าโดยสารแบบไร้เงินสด บนรถโดยสารปรับอากาศสาย 510 ธรรมศาสตร์ รังสิต-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทุกคันเป็นสายแรก และในวันดังกล่าวจะงดใช้เงินสดจ่ายค่าโดยสารทันที

ทดลองนำร่องสาย 510 ก่อน ผู้ที่ไม่มีบัตรก็สามารถขึ้นได้ เพราะบนรถมีจำหน่าย แต่ต้องซื้อขั้นต่ำ 50 บาท หากเงินเหลือสามารถขอคืนเงินที่ธนาคารกรุงไทยได้เลย


ผู้โดยสารต้องชำระค่าโดยสารผ่านบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ของ ขสมก. ที่จะจำหน่ายบนรถโดยสารปรับอากาศ สาย 510 ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ซึ่งบัตรดังกล่าวช่วงแรกจะมีโปรโมชั่น คือ จำหน่ายในราคา 40 บาท และจะมีมูลค่าในบัตร 50 บาท เป็นบัตรประเภทเติมเงินขั้นต่ำไม่จำกัด สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท สามารถเติมเงินผ่าน Mobile Banking, ตู้ ATM และสาขาธนาคาร โดยจะทดลองใช้ 2 เดือน หากได้ผลดีจะขยายผลไปสายอื่นต่อไป


ส่วนความคืบหน้าโครงการติดตั้งกล่องหยอดเหรียญ (Cash Box) รวมถึงเครื่องอ่านบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) รถเมล์ 2,600 คัน หลังจากบอร์ด ขสมก. มีมติยกเลิกสัญญา ล่าสุด บริษัท ช.ทวี(มหาชน) จำกัดได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์ ขสมก.จะหารือในการประชุมบอร์ดในวันที่ 22 เม.ย.นี้

ขณะที่การปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารจะเริ่มวันที่ 22 เมษายนนี้ โดยรถเมล์ร้อนเป็น 8 บาท รถแอร์เริ่ม 12-20 บาท รถเอ็นจีวีใหม่ 15 -25 บาท รถบริการตลอดคืนเก็บเพิ่ม 1 บาท 50 สตางค์ และขึ้นทางด่วนเก็บเพิ่ม 2 บาท

 


ทอท.แยกสัญญาประมูลดิวตี้ฟรี 2 สัญญา

Fri, 29 Mar 2019 19:30:00

วันนี้ (29 มี.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือบอร์ด ทอท.ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเห็นชอบให้ฝ่ายบริหาร ทอท.ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการโครงการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและโครงการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งให้แนวทางในการคัดเลือก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อรัฐและผู้ถือหุ้น

โดยโครงการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร แยกเป็น 2 สัญญา คือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 1 สัญญา และท่าอากาศยานภูมิภาค ประกอบด้วยท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ 1 สัญญา โดยให้กำหนดกรอบแนวทางในการคัดเลือกให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับธุรกิจเดียวกันในตลาดโลกได้และผลประโยชน์ตอบแทนรวมของทั้ง 2 สัญญาจะต้องไม่ต่ำกว่าที่ ทอท.ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ส่วนโครงการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บอร์ด ทอท.ยังคงมีมติให้สัมปทานแบบรายเดียว

ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมามีข้อกังวลและข้อเสนอจำนวนมากว่าโครงการมีความถูกต้องโปร่งใสหรือไม่ แต่กลับไม่เห็นกระบวนการ และไม่ได้มีการเปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น ขณะเดียวกัน ยังยืนยันว่า ทอท.ควรนำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้ เพราะที่ผ่านมาโครงการสัมปทานที่นำไปใช้ได้ผล ช่วยรักษาผลประโยชน์ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และข้อตกลงคุณธรรมสามารถนำมาใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นโครงการใดก็ตาม เพราะที่ผ่านมา มีการใช้ข้อตกลงคุณธรรมแล้ว 103 โครงการ

นอกจากนี้ ยังมองว่าการประวิงเวลาก็เพื่อยืดเวลาให้พ้นช่วงการเลือกตั้งไปก่อน ซึ่งเมื่อเป็นในลักษณะนี้แล้ว องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันก็จะติดตามจับตาดูโครงการต่อไป และหากมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคตผู้มีอำนาจก็ต้องพร้อมรับมือ หากวันข้างหน้ามีคนนำเรื่องสู่ศาล หรือ ป.ป.ช.