"รถไฟฟ้าสายสีเหลือง" เปิดให้บริการครบทุกสถานี 16 มิ.ย.นี้

Fri, 14 Jun 2024 17:14:00

วันนี้ (14 มิ.ย.2567) นายวิทยา พันธุ์มงคล รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ) รักษาการแทน ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา รฟม. ร่วมกับกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้เข้าติดตามการทดสอบระบบ และตรวจประเมินความพร้อม ของระบบการเดินรถโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายนัคราพิพัฒน์ (MRT สายสีเหลือง) ช่วงสถานีกลันตัน ถึง สถานีศรีอุดม โดยจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง ตามปกติ ครบทั้ง 23 สถานี ได้ตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป

นายวิทยา กล่าวต่อว่า รฟม. ยังได้กำชับผู้รับสัมปทาน ให้เพิ่มความเข้มงวด ในการดำเนินงาน ตามคู่มือซ่อมบำรุงทุกประการ ตลอดจนหมั่นตรวจสอบสภาพขบวนรถไฟฟ้าและอุปกรณ์ทุกชิ้น รวมถึง ประสิทธิภาพของระบบต่างๆ ให้อยู่ในสภาวะพร้อม สำหรับการให้บริการเดินรถแก่ประชาชน

อ่านข่าว : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อรถไฟฟ้าสายสีเหลือง “นัคราพิพัฒน์”

ขณะที่ บริษัท อีสเทิร์น บางกอก โมโนเรล จำกัด (EBM) ผู้ให้บริการ เปิดเผยว่า จะเปิดให้บริการเดินรถเต็มระบบตลอดเส้นทาง ในวันที่ 16 มิ.ย.2567 ตั้งแต่เวลา 06.00 - 00.00 น.

หากย้อนไปเมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา รถไฟฟ้ามหานคร สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว​-สำโรง​ เกิดเหตุรางนำไฟฟ้า และชิ้นส่วนอุปกรณ์ยึดรางนำไฟฟ้า ร่วงลงสู่พื้นด้านล่าง ช่วงระหว่างสถานีกลันตัน ถึงสถานีศรีอุดม ซึ่งแม้จะเปิดให้ผู้โดยสารใช้บริการ แต่ก็ต้องเปลี่ยนขบวน ทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง เดิมทีมีกำหนดการเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2560 แต่เนื่องจากเกิดปัญหาความล่าช้าจากการส่งมอบที่ดิน จึงทำให้ต้องเลื่อนการก่อสร้างออกมาจนถึงปี 2562 ระยะทางทั้งสิ้น 30.4 กิโลเมตร

ครอบคลุมพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ และมีทั้งหมด 23 สถานี เริ่มต้นที่สถานีรัชดา ซึ่งเป็นสถานีที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีลาดพร้าว และไปสิ้นสุดที่สถานีสำโรง โดยมีรายละเอียดดังนี้

อ่านข่าว : 

ศาลปกครองสูงสุดตัดสิน "รถไฟฟ้าสายสีส้ม" รฟม.เดินหน้าต่อ

"รถไฟฟ้าสายสีเหลือง" ปิดให้บริการทุกสถานี เบื้องต้นแจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้อง


พลิกแผนที่ไทย "ทัวร์เมืองรอง" เปิดพื้นที่ใหม่รับ "นักท่องเที่ยว"

Fri, 14 Jun 2024 15:34:00

เมืองรองท่องเที่ยว หรือ 55 เมืองท่องเที่ยวทั่วไทย ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เดินหน้าผลักดันให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวจากเมืองท่องเที่ยวหลัก ไปสู่เมืองรองมากขึ้นตามโครงการ 365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทย เที่ยวได้ทุกวัน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศตลอดปี และยังเป็นการกระจายรายได้เข้าสู่จังหวัดที่เป็นเมืองรอง โดยดึงจุดเด่นของแต่ละจังหวัดมาเป็น Soft Power ของแต่ละภูมิภาคที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีทั้งความหลายหลาย ทั้ง ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี

ตัวอย่างเมืองรองน่าเที่ยว เช่น  “แพะเมืองผี” เชื่อว่า แบ็กแพ็คเกอร์หน้าใหม่ อาจไม่รู้จักว่า คือ อะไร และอยู่ที่ไหน และถ้าใช้ กูเกิลแมป ค้นหาข้อมูลและรูปก็จะเห็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเรียกทางการว่า “วนอุทยานแพะเมืองผี” ต.น้ำชำ อ.เมืองแพร่ จ. แพร่ ห่างไกลจากเมืองหลวง กทม.และจังหวัดใหญ่อย่างเชียงใหม่ หลายร้อยกิโลเมตร แต่จะมีใครทราบว่า จังหวัดเล็กๆแห่งนี้ มีดีหลายอย่างกว่าที่สายตามองเห็น

แพะเมืองผี เป็น ภาษาพื้นเมือง แพะ มีความหมายว่า “ป่าละเมาะ” ส่วนเมืองผี แปลว่า “เงียบเหงา วังเวง” กายภาพของพื้นที่ดังกล่าวมีรูปร่างต่างกันจากดินและหินทราย ที่ถูกกัดเซาะตามธรรมชาติ

ยังไม่รวมตำนานเรื่องเล่าของ “ย่าสุ่ม” ที่หลงเข้าไปที่แพะเมืองผีนี่แค่จุดเริ่มต้น ก็เรียกน้ำย่อยให้เมืองรองอย่าง จ.แพร่ น่าสนใจและน่าท่องเที่ยวไม่น้อยเลย

เปิดเมืองรอง-โชว์ของดีภูมิภาค

แพร่ คือ 1 ใน 55 จังหวัดที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผลักดันให้อยู่ในแผนที่ท่องเที่ยวของ 5 ภูมิภาคเมืองรอง หลังประกาศนโยบายยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2567 เพื่อสร้างมูลค่า และส่งเสริมให้การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เท่าเทียม ให้เกิดความต่อเนื่องตลอดปี เน้นความสำคัญกับเพิ่มคุณค่าและประสบการณ์บนรากฐานวัฒนธรรมพื้นถิ่น

หากปักหมุดเมืองรองน่าเที่ยวจะพบว่า ในพื้นที่ภาคเหนือมีถึง 16 จังหวัด ตั้งแต่ จ.เชียงราย พิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สุโขทัย ลำพูน อุตรดิตถ์ ลำปาง แม่ฮ่องสอน พิจิตร แพร่ น่าน กำแพงเพชร อุทัยธานี และพะเยา

ขณะที่ภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีถึง 18 จังหวัด คือ อุดรธานี อุบลราชธานี หนองคาย เลย มุกดาหาร บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สุรินทร์ สกลนคร นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ยโสธร หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ

ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก มี 12 จังหวัด ประกอบด้วย ลพบุรี สุพรรณบุรี นครนายก สระแก้ว ตราด จันทบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ปราจีนบุรี ชัยนาท อ่างทอง และสิงห์บุรี และภาคใต้ 9 จังหวัด ทั้ง นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ชุมพร ระนอง นราธิวาส ยะลา และปัตตานี

วัดศรีชุม จ.สุโขทัย

วัดศรีชุม จ.สุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุดโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุดโขทัย

ศูนย์วิจัยกรุงไทย วิเคราะห์ว่า การท่องเที่ยว คือ ปัจจัยหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เนื่องจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่นิยมเดินทางยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีโอกาสเติบโตขึ้นจาก 3.5 ล้านคน ในปี 2566 เป็น 7.0 ล้านคน และ 9.6 ล้านคน ในปี 2567-2568 ตามลำดับ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง

ภาคการท่องเที่ยวไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเติบโตขึ้นจาก 28.2 ล้านคน ในปี 2566 ปี 2567 มีจำนวน 34 ล้านคน และปี 2568 38.5 ล้านคน คิดเป็นการฟื้นตัว 85 % และ 96 % ของปี 2562 สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยราว 1.62 และ 1.92 ล้านล้านบาท

ศูนย์วิจัยกรุงไทย เสนอว่า การท่องเที่ยวควรกระตุ้นให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวในประเทศตลอดทั้งปี เพื่ออุดช่องว่างช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว และมีมาตรการจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางกลับมาเที่ยวไทยซ้ำ เพื่อเร่งให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น รวมทั้งยกระดับความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีโดย เฉพาะในสายตาของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังมีความกังวลในเรื่องดังกล่าวค่อนข้างสูง

วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่

วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่

กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น-กระชากเงิน “ทุกกลุ่มนักเที่ยว”

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า ตั้งแต่ 1 ม.ค.-9 มิ.ย. 2567 พบ นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยมากกว่า 15 ล้านคน ตลาดหลักส่วนใหญ่มาจากเกาหลีใต้และจีน โดยในปีนี้จีนยังเป็นกลุ่มที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยสูงสุด ยอดสะสมกว่า 3ล้านคน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียมีจำนวนลดลง เนื่องจากหมดช่วงเทศกาลหยุดยาว

ทั้งนี้ไทยมีรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ มูลค่า 736,096 ล้านบาท สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวที่เข้ามาสูงสุด 5 อันดับแรก คือ จีน มีจำนวน 3,063,175 คน รองลงมาเป็นมาเลเซีย จำนวน 2,143,327 คน อินเดียจำนวน 903,248 คน รัสเซีย จำนวน 853,532 คน และเกาลีใต้ จำนวน 845,998 คน

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวไทย 3 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.2567) พบว่ามีจำนวน 49.08 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น8.2 % เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 2.32 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.22 %

สะพานทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จ.ยะลา

สะพานทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จ.ยะลา

และจังหวัดที่มีการเดินทางท่องเที่ยวสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร มีจำนวน 2,247,422 คน รองลงมาเป็น กาญจนบุรี จำนวน 1,149,691 คน และ ชลบุรี จำนวน 948,631 คน โดยสัดส่วนของนักท่องเที่ยวแบ่งตามรายภาค

ข้อมูลจากกองเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า กรุงเทพมหานคร มีจำนวน 2,247,422 คน ภาคเหนือ จำนวน 2,768,489 คน ภาคกลาง(ไม่รวมกทม.) จำนวน 7,623,433 คน ภาคใต้ จำนวน 2,769,548 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 3,827,618 คน และ ภาคตะวันออก จำนวน 3,143,469 คน

  55 จังหวัดเมืองรองน่าท่องเที่ยวทั้ง 5 ภูมิภาค แนวคิดเดียวกัน  5 Must Do in Thailand

55 จังหวัดเมืองรองน่าท่องเที่ยวทั้ง 5 ภูมิภาค แนวคิดเดียวกัน 5 Must Do in Thailand

สำหรับภาคเหนือ พบว่า ประเทศที่เดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือ ปี 2564 สูงสุด 5 ลำดับแรก สหรัฐฯ 7,214 คน/ครั้ง รองลงมาเป็นสหราชอาณาจักร (UK) 5,877 คน/ครั้ง ฝรั่งเศส 4,985 คน/ครั้ง จีน 4,975 คน/ครั้ง และเยอรมัน 4,171 คน/ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-เม.ย.) มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 9.6 ล้านคน/ครั้ง หรือเพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงเดียวกับปีที่แล้ว ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยว 9.02 ล้านคน/ครั้ง หรืออัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6 % จากปี 2566

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการฯ ด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า การเปิด 55 จังหวัดเมืองรองน่าท่องเที่ยวทั้ง 5 ภูมิภาคจะใช้ นโยบายและแนวคิดเดียวกัน 5 Must Do in Thailand คือ “ต้องชิม” Must Eat: อิ่มอร่อย พร้อมการสาธิตอาหารประจำถิ่น

“ต้องเห็น” Must See ศิลปวัฒนธรรมละลานตา, “ต้องสอดส่อง Must Seek: แสวงหา unseen ถิ่นน่าเที่ยว , “ต้องซื้อ” Must Buy: หัตถกรรมล้ำค่าน่าซื้อฝาก และ “ต้องพิชิต” Must Beat: สุดยอดกีฬาท้าทายกายใจ เช่น มวย วิ่ง จักรยาน แข่งเรือ หรือการท่องเที่ยวเชิงกีฬาท้าทายในพื้นที่เมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ททท.ยังได้สนับสนุนกิจกรรมเดือนแห่งความภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือ “Pride Month” ตลอดเดือน มิ.ย. เนื่องจากกลุ่ม LGBTQ+ เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง เดินทางบ่อยเฉลี่ยปีละ 3-4 ครั้ง และมีระยะเวลาพำนักยาวกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ถือเป็นกลุ่ม Niche ที่ทรงพลัง และกำลังได้รับความสนใจจากกระแสสังคมและกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงเทรนด์การท่องเที่ยวในระดับโลก

เดือนแห่งความภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือ “Pride Month”

เดือนแห่งความภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือ “Pride Month”

รองผู้ว่าการฯ ด้านสื่อสารการตลาด ชี้ว่า หากส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยให้เป็น Pride Friendly Destination และ Tourism Hub จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มจากทั่วโลก อย่างเท่าเทียมก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีเม็ดเงินไหลเวียนเข้าประเทศได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก LGBT Capital พบว่า ในปี 2022 มีชาว LGBTQ+ ที่มีอายุมากกว่า 15 ปีทั่วโลก จำนวน 388 ล้านคน และกลุ่มนี้มีกำลังการใช้จ่ายมูลค่าประมาณ 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งก่อให้เกิดเม็ดเงินไหลเวียนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

โดยททท.จะผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 เพื่อเสริมสร้างความเสมอภาค ภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand ให้แข็งแกร่งและยั่งยืนในระดับโลก

เมืองหลักร้องขอเพิ่มจัด SLOT การบินเข้าประเทศ

การท่องเที่ยวไทยไม่ได้มีดีแค่กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือพัทยา เมืองหลัก แต่การที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 10,000,000 คน เป็นสิ่งดีที่มีการใช้จ่ายต่อหัวกับระยะเวลาที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายอยู่ภายในประเทศ รัฐบาลจึงต้องพยายามผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ ไปสู่ภูมิภาค หรือจังหวัดเมืองรองมากขึ้น

ตลาดนัดขายของในจ.เชียงใหม่

ตลาดนัดขายของในจ.เชียงใหม่

หากกระนั้น นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่ มองว่า การเดินทางของนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักไปยังเมืองรอง ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น จึงอยากให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ AOT Airline ต่างๆ เพื่อเพิ่มตารางบินจากต่างประเทศ เข้าประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อนักท่องเที่ยวเขาเข้ามาแล้ว จะต้องได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยด้วย จึงขอให้ฝ่ายความมั่นคงเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้

แม่ค้ารายหนึ่งที่ตลาดจริงใจมาร์เก็ต จ.เชียงใหม่ บอกกับ “ไทยพีบีเอส ออนไลน์” ว่า ภาพรวมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวถือว่าคึกคักมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ เดินทางเข้ามาเที่ยวในเชียงใหม่จำนวนมาก และมีการตั้งกล้องไลฟ์สดขายสินค้า ทำให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นดีขึ้นมาก และเห็นด้วยหากรัฐช่วยผลักดันให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในเที่ยวในจังหวัดที่เป็นเมืองรอง เพราะจะได้ช่วยกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะมีประเด็นที่หลายฝ่ายกังวล คือ รัฐบาลมีแนวทางที่จะการเก็บภาษีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 300 บาท หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” แต่ก็เสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคเอกชน เนื่องจากวิตกว่า อาจไปสร้างผลักภาระให้นักท่องเที่ยว จึงขอให้รัฐบาลทบทวนในประเด็นดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ

อ่านข่าว: 18 มิ.ย.จับตา 4 คดีร้อน "การเมืองไทย" ทักษิณ รอด ไม่รอด?

เคาะแล้ว ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซื้อ "สมาร์ทโฟน" ได้

ประเดิมเทปแรก "คุยกับเศรษฐา" 22 มิ.ย.นี้


คาดเงินพนันบอลยูโรสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 6.7 หมื่นล้าน

Fri, 14 Jun 2024 14:38:00

ฟุตบอลยูโร 2024 เปิดฉากคืนนี้ และแน่นอนว่าทุกครั้งที่จะมีมหกรรมกีฬาฟุตบอลใหญ่ๆ ที่ได้รับความนิยม สิ่งที่ตามมาคือการพูดถึงเงินสะพัดในช่วงการแข่งขัน ว่าจะกระตุ้นความคึกคักทางเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีเงินสะพัดจากการพนันบอลมากแค่ไหน

ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็มีการเปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายช่วงฟุตบอลยูโร 2024 บอกว่าภาพรวมบรรยากาศช่วงแข่งขันปีนี้น่าจะคึกคัก

หากพิจารณาเฉพาะตัวเลขคาดการณ์เงินสะพัดช่วงบอลยูโร จะพบว่า ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 87,620 ล้านบาท แต่มันน่าสนใจตรงนี้ ในจำนวนเงินเกือบ 90,000 ล้าน จะใช้จ่ายในระบบแค่ประมาณ 20,000 ล้านบาท เป็นค่ากิน ค่าดื่ม หรือค่าแพคเกจรับชม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นค่ากิน แต่ว่าอีก 60,000 ล้านบาท ประเมินว่า จะเป็นเงินที่สะพัดในการพนันบอล

เท่ากับว่าปีนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้า ประเมินว่าเงินพนันบอลจะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 67,000 ล้านบาท

ธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ของการพนันฟุตบอล ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีนักพนันราว 3 ล้านคน ซึ่งไม่ได้ขยายตัวมากนักแต่ว่าก็จะมีขาจรเข้ามาเติมในช่วงมหกรรมเช่นนี้

ตั้วแย่างเช่น มีนักพนันขาจรเติมเข้ามาในช่วงแข่งขันฟุตบอลยูโร 100 คน แต่ว่าพอเมื่อมหกรรมการแข่งขัน ก็จะเลิกเล่นไปสัก 75 คน เหลือ 25 คนที่อาจจะติดค้างอยู่ในวังวนนี้

แต่ที่น่าสนใจคือ เงินที่หมุนเวียนในแวดวงพนันบอลจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก และผู้ที่เล่นพนันบอลอยู่แล้วร้อยละ 80 จะลงเงินเพิ่มขึ้น โดยเงินที่มีมาเพิ่มได้ก็เพราะว่า ผู้ที่เล่นพนันส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มวัยทำงาน อายุตั้งแต่ประมาณราว 20-30 ปีขึ้นไป มีเยาวชนเล่นพนันบอลที่ราว 20% เท่านั้น คือมีนักพนันรุ่นเยาว์หน้าใหม่เข้ามาเพิ่มไม่มากนัก

สอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าว่า กลุ่มคนที่จะติดตามมการถ่ายทอดสด มีมากถึง 80% ของกลุ่มที่สำรวจ และส่วนใหญ่เป็นเจน Y คือกลุ่มอายุ กลาง 30 ถึงกลาง 40 ปี ถึง 32.8% กับเจน Z คืออายุ กลาง 20 ถึงกลาง 30 ปี ที่ 27.3%

คนกลุ่มนี้ ด้วยความที่มีเงิน ก็จะใช้เงินจากเงินเดือนมาใช้จ่าย บางส่วนก็ดึงจากเงินออมมาใช้ ทั้งกิน ดื่ม หรืออาจจะเล่นพนันด้วย และพบว่าถ้าเทียบมหกรรมฟุตบอลยูโรปี 2024 กับ ปี 2020 จะพบว่าปีนี้มีการเล่นพนันบอลยูโรเพิ่มขึ้นถึง 51% แต่ก็เล่นลีกอื่น ๆ อีก 46.4% เช่นกัน

สาเหตุของการเล่นพนัน เบื้องต้นคือ ช่วยให้เชียร์ฟุตบอลได้สนุกขึ้น และที่สำคัญคือ การเข้าถึงง่าย ดังนั้นกลุ่มคนที่ดูบอล อาจจะเล่นพนันไปด้วยถึง 61.3% ของคนที่รับชมการถ่ายทอดการแข่งขัน โดยเงินที่ลงพนันจะใช้เงินสด โดยแต่ละจะพนันชนิดที่เรียกว่าติดปลายนวมกันหลัก 100-500 บาท

การพนันฟุตบอลออนไลน์ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเข้าถึงพนันบอลได้ง่ายขึ้น แต่ลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ให้ข้อมูลว่า การพนันรูปแบบโต๊ะบอลไม่ได้หายไป แต่กลุ่มนักพนันเยาวชนหน้าใหม่ ซึ่งขณะนี้มักจะไม่เล่นพนันฟุตบอล เนื่องจากการพนันฟุตบอลที่ใช้มีทักษะความรู้ด้านฟุตบอล รวมถึงต้องมีสถิติข้อมูล

ดังนั้น นักพนันหน้าใหม่ จะหันไปเล่นพนันสล็อตออนไลน์แทนแล้ว ดังนั้นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ ทำไมคนพนันไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่เม็ดเงินพนันมันเพิ่มมากขึ้น เพราะเจ้ามือเองก็หาทางทำเงินเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังน้้น ความหวังที่จะปราบปรามการพนันฟุตบอล ที่มีมูลค่าปีนี้ประเมินกันว่าจะไหลไปนอกระบบเกือบ 70,000 ล้านบาท นั้นสามารถทำได้หากเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างจริงจัง ดังเช่นตัวอย่างเมื่อครั้ง คสช.รัฐประหาร ในช่วงแรกในปี 2557 ซึ่งมีมหกรรมบอลโลก ซึ่งทหารคุมเข้มมาก

แต่ ความยากในการปราบปรามก็คือ ถ้าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำเองก็จะปราบปรามลำบาก แต่ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ทั่วประเทศกันแล้วในวันนี้ โดยเน้น 7 มาตรการ ตั้งแต่ตรวจตราสถานบันเทิง ส่งเจ้าหน้าที่แฝงตัวเฝ้าระวังพนันบอล เปิดให้ประชาชนแจ้งเบาะแสโต๊ะพนัน หรือเว็บพนัน และประชาสัมพันธ์ขอสถานศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครองเฝ้าระวังบุตรหลานไม่ให้เล่นพนันบอล

ส่วนทางกระทรวงดีอี ก็ตั้งทีมเฉพาะกิจติดตามและแก้ปัญหาพนันออนไลน์ โดยเดือน พ.ค.มีการเปิดเว็บพนันออนไลน์ไปแล้ว 6,500 เว็บไซต์

ขณะที่ กสทช.ก็ลงพื้นที่สุ่มตรวจเสาสัญญาณแถบชายแดน เพื่อสกัดการพนัน แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ รวมถึงพนันบอลออนไลน์แล้วเช่นกัน

อ่านข่าว :“กัญจนา” เยี่ยมแม่น้องการ์ตูน ชง ยต.ฟ้องล้มละลาย "คนเมาชน"

18 มิ.ย.จับตา 4 คดีร้อน "การเมืองไทย" ทักษิณ รอด ไม่รอด?

จับกระบะลักลอบขนยาบ้า 12 ล้านเม็ดซุกกล่องเลี้ยงผึ้ง


เคาะแล้ว ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซื้อ "สมาร์ทโฟน" ได้

Fri, 14 Jun 2024 14:10:31

วันนี้ (14มิ.ย.2567) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.คลัง กล่าวว่า ในต้นสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต โดยยืนยันว่าโครงการยังเป็นไปตามกรอบระยะเวลาเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยจะเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนได้ภายในไตรมาส 3 และเงินจะถึงมือประชาชนภายในไตรมาส 4 แน่นอน

ทุกอย่างค่อนข้างนิ่ง เป็นไปตามสเต็ปแผนงาน มีกำหนดเวลาที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สินค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการ และสินค้าที่ห้ามใช้สิทธิ หรือ Negative List ขณะนี้ได้ข้อสรุปค่อนข้างชัดเจนแล้ว ไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟน พิจารณาแล้วว่าสามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพราะปัจจุบันเป็นเหมือนปัจจัยที่ 5 เป็นเครื่องมือทำมาหากิน จึงเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะเข้าร่วมในโครงการได้

อ่านข่าว

"เศรษฐา" เคาะไตรมาส 4 แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท 

กลุ่มแรก! 14.98 ล้านคนรับเงินดิจิทัลหมื่นบาท 30 ก.ย. 

ต้องรู้! เจ้าของสิทธิ 50 ล้านคนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต  


ชาวนาหนุน "ปุ๋ยคนละครึ่ง" ลดต้นทุนผลิต

Fri, 14 Jun 2024 12:45:53

วันนี้ (14 มิ.ย.2567) หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ หรือ นบข. เห็นชอบในโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิต ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือ ที่เรียกกันแบบชื่อเล่นว่า โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง 

รัฐจะช่วยออกค่าปุ๋ย ค่าเคมี ชีวภัณฑ์ ให้ โดยเป็นปุ๋ยสูตรเดิม 11 สูตร และ จะเพิ่มใหม่อีก 3 สูตร ในอัตราไร่ละไม่เกิน 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ ช่วยเหลือเกษตรกร 4.68 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นนาข้าวทั่วไป 4.48 ล้านครัวเรือน จำนวนพื้นที่ 54 ล้านไร่ นาข้าวอินทรีย์ 2 แสนครัวเรือน พื้นที่ 1.2 ล้านไร่

รัฐประมาณงบประมาณไว้ที่วงเงิน 29,994 ล้านบาท เตรียมนำเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาภายในเดือนมิถุนายนนี้ เท่ากับว่า ชาวนาก็จะควักเงินจ่ายอีกครึ่งหนึ่งในจำนวนเงินพอๆ กัน คิดแล้วจะมีเงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท หมุนไปยังผู้ประกอบการปุ๋ย

อ่านข่าว : อคส.ประกาศรายชื่อ 7 บริษัทผ่านเกณฑ์ ชิงประมูลข้าว 10 ปี

"ปุ๋ยคนละครึ่ง" รัฐช่วยจ่าย หรือ ลดต้นทุน?

ความหมายที่รัฐอยากสื่อสารคือ "ลดต้นทุนการผลิต" ในมุมมองของนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย ก็มองว่า มันเป็นแค่การช่วยจ่าย ยังไม่ใช่การลดต้นทุน เพราะ ต้นทุนจริงๆ มันเกิดจากการที่ชาวนาไทย ใช้ปุ๋ยมากเกินไป

ยกเอาผลการศึกษา นักวิจัยจากสถาบันวิจัยด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การเกษตร และสิ่งแวดล้อม ที่เปรียบเทียบปริมาณการใช้ปุ๋ยในหลายประเทศ กับ ผลผลิตข้าวที่ได้รับ พบว่า ไทย อยู่ในกลุ่มที่ใช้ปุ๋ยมาก มากกว่าความต้องการไปถึง 35% แต่ผลผลิตไม่มากตาม และ ยังตกค้างในสิ่งแวดล้อม

จากข้อมูล ต้นทุนที่ชาวนาในอำเภอลาดบัวหลวง จ.อยุธยา ต้องจ่ายในการผลิต นาปรัง ปี 65/66 ใน 20 กว่ารายการ เป็นค่าปุ๋ย ถึง 35% ของรายจ่าย โดยมีการบันทึกค่าใช้จ่ายจากการใส่ปุ๋ย 3 รอบ และ ยังไม่นับรวมค่าเคมีชีวภัณฑ์ ทำให้เมื่อหักค่าข้าวที่ขายได้ จะเหลือกำไรเพียงแค่ ไร่ละ 1,070 บาทเท่านั้น

การศึกษา ยังพบว่า เมื่อเปรียบเทียบ ต้นทุนชาวนาไทยต่อตัน ที่มีการศึกษากันในปีที่แล้ว จะพบว่า สูงกว่าคู่แข่ง โดยไทยอยู่ที่ 7,452 , อินเดีย 5,718 เวียดนาม 5,615 และ เมียนมา 4353 บาทต่อตัน

นายวิฑูรย์ ชี้ว่า ที่เวียดนาม มีต้นทุนถูกลงมาอย่างมาก และ ผลผลิตข้าวดีแซงไทย เพราะ เวียดนาม ใช้แผน 3 ลด 3 เพิ่มมา 20 ปี เดินหน้าสู่การเป็นนาอินทรีย์ที่ต้องมากกว่า 50 % ของพื้นที่เพาะปลูกให้ได้

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาปุ๋ยเคมีแพงขึ้นกว่า 2-3 เท่าตัว จากปัญหาสงคราม และ ราคาพลังงานจริง และ แม้จะปรับตัวลงมาในช่วงหลัง แต่ก็ยังสูงกว่าราคาเดิม 20-30% ทำให้มีข้อสันนิษฐานว่า อาจจะมีปุ๋ยต้นทุนสูงค้างในสต็อกเอกชนอยู่พอสมควรหรือไม่ ไบโอไทย มีความกังวลในเรื่องนี้ 

ชาวนาเกษตรอินทรีย์ ขอเพิ่มช่วยค่าปุ๋ยคอกคนละครึ่ง

นายประจักษ์ ฤกศรีจันทร์ ชาวนาในพื้นที่ ต.สระแก้ว อ.เมืองกำแพงเพชร ซึ่งทำนากว่า 30 ไร่ และต้องซื้อปุ๋ยเป็นเงินกว่า 20,000 บาท บอกว่าหากรัฐช่วยค่าปุ๋ยคนละครึ่ง ก็จะช่วยลดต้นทุนในการปลูกข้าวไปได้มาก

ขณะที่ ประสาทพร ใจพรหมเมือง ชาวนาเกษตรอินทรีย์ จ.พิษณุโลก กลุ่มชาวนาที่ปลูกข้าวแบบอินทรีย์ เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นเรื่องดีช่วยลดต้นทุนให้กับชาวนาได้ แต่ควรพิจารณาเพิ่มเติมให้กับชาวนา ที่ปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ด้วยเพราะต้องการปุ๋ยคอก และสารธรรมชาติอื่นๆ สำหรับการทำนา หากรัฐสนับสนุนก็จะช่วยชาวนากลุ่มนี้ด้วย

ชาวนาเรียกร้องรัฐช่วยลดต้นทุนผลิตด้านอื่นๆ

ชาวนาบ้านเกิ้ง ต.เกิ้ง อ.เมืองมหาสารคาม ต่างสนับสนุนโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เพราะราคาปุ๋ยเป็นรายจ่ายของชาวนาที่ต้องแบกรับจำนวนมากในแต่ละปี แต่ก็ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนในด้านอื่นด้วยทั้งค่าเกี่ยว หรือ ประกันราคาข้าว

เช่นเดียวกับ นายสวัสดิ์ สะภู ชาวนาบ้านปีกฝาย ต.หนองตาด อ.เมืองบุรีรัมย์ ระบุว่าซึ่งส่วนใหญ่ทำนาหว่าน และ ช่วงนี้อยู่ระหว่างรอฝนตกลงมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว เพื่อรอใส่ปุ๋ยบำรุงต้นข้าวที่หว่านไปแล้ว บางคนจึงกำจัดวัชพืชออกจากแปลงนา และตัดหญ้าที่ปกคลุมตามคันนา แต่เมื่อทราบว่ารัฐบาลมีโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง โดยรัฐและชาวนาจ่ายกันคนละครึ่ง ต่างบอกว่าเป็นโครงการที่ดีเพราะจะสามารถช่วยแบ่งเบาต้นทุนในการทำนาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากปัจจุบันชาวนาต้องแบกรับ ภาระต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งราคาปุ๋ย น้ำมัน และค่าไถแพงขึ้นมาก แต่ก็ยังต้องทำนาเพื่อเก็บผลผลิตไว้บริโภค และขายในยามจำเป็น

ไม่ต่างจากชาวนาในพื้นที่ตำบลอินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง โดยสมพงษ์ มรกต ที่เห็นด้วยเพราะการปลูกข้าวแต่ละรอบนั้น ต้องใช้ปุ๋ยปริมาณมาก และขณะนี้ราคาปุ๋ยก็ค่อนข้างแพง หากรัฐช่วยเหลือ ก็จะลดค่าใช้จ่ายลงได้ แต่นอกจากโครงการนี้แล้ว ก็ต้องการให้รัฐบาล ช่วยพยุงราคาข้าว อย่าให้ต่ำกว่าตันละ 10,000 บาทด้วย

ส่วนนายสาคู สกุลพราหมณ์ ชาวนา จ.สุพรรณบุรี ระบุว่าโครงการนี้ช่วยเหลือชาวนาได้จริง และน่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นในรอบปีการผลิตต่อไป หลังจากช่วงที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อน ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง แต่ต้นทุนยังสูงเหมือนเดิม แทบไม่เหลือกำไร

ขณะที่ชาวนา จ.พระนครศรีอยุธยา ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะชาวนาบางคนใช้วิธีเชื่อปุ๋ยกับร้านค้า หรือเซ็นไว้ก่อน จ่ายทีหลัง จึงมองว่า วิธีการของรัฐอาจไม่ตอบโจทย์ ควรปรับเป็นวิธีอื่น เช่น การใช้คูปองไปแลก

อ่านข่าว : 

กนง.มีมติ สั่งคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% ห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่ง

ศาลปกครองสูงสุดตัดสิน "รถไฟฟ้าสายสีส้ม" รฟม.เดินหน้าต่อ

เศรษฐกิจไทยเผาจริง รง.ปิดตัว 1.7 พันแห่ง KKP ชี้แนวโน้มรุนแรง


อคส.ประกาศรายชื่อ 7 บริษัทผ่านเกณฑ์ ชิงประมูลข้าว 10 ปี

Thu, 13 Jun 2024 10:27:00

วันนี้ (13 มิ.ย.2567) เว็บไซต์ องค์การคลังสินค้า (อคส.) ออกประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติในการเสนอซื้อข้าวสารในสต็อกรัฐเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/2567 ระบุว่า หลังจากเปิดให้ผู้ค้าข้าวที่สนใจยื่นซองเอกสารคุณสมบัติเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า มีผู้ยื่นซองคุณสมบัติเพื่อเสนอซื้อข้าวจำนวน 8 ราย จากการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ยื่นซอง พบว่าในจำนวนนี้มีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติจำนวน 7 ราย ได้แก่

บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง
บริษัท ธนสรร ไรซ์
ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลไบโอเกษตร
บริษัท เอส.เอส.เอ็ม.อา.การเกษตร
บริษัท ทรัพย์แสงทอง
บริษัท สหธัญ
บริษัท บีเอ็นเค การเกษตร 2024
และไม่ผ่านคุณสมบัติ 1 รายได้แก่ บริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด(มหาชน) เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตประกอบการค้าข้าวตาม พ.ร.บ.ค้าข้าว พ.ศ.2489 ที่ออกโดยกรมการค้าภายใน

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติสามารถยื่นซองเสนอราคาได้ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น.และจะเปิดซองในช่วง 13.00 น.ของวันเดียวกัน

สำหรับข้าวที่นำมาเปิดประมูลครั้งนี้ มี เป็นข้าวหอมมะลิ 100 % ชั้น 2 ปริมาณกว่า 15,000 ตัน จาก 2 โกดัง ใน จ.สุรินทร์ เป็นโกดังกิตติชัย 11,656 ตัน และ โกดังพูนผลเทรดดิ้ง 3,356 ตัน หากประมูลได้ทั้งหมดถือว่าเป็นการปิดฉากโครงการรับจำนำ

อ่านข่าว : 7 บริษัทผ่านเกณฑ์ประมูลข้าว 10 ปี "ภูมิธรรม" มั่นใจขายได้ราคาดี 

เอกชนแห่ประมูลข้าว 10 ปี พณ.วอนอย่าวิตกคุณภาพข้าว 

คึกคัก! 8 บริษัทดังร่วมชิงยื่นซองคุณสมบัติประมูลข้าว 10 ปี


7 บริษัทผ่านเกณฑ์ประมูลข้าว 10 ปี "ภูมิธรรม" มั่นใจขายได้ราคาดี

Wed, 12 Jun 2024 19:28:15

วันนี้ (12 มิ.ย.2567) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า มีผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ 7 ราย และอีก 1 รายไม่ผ่านการพิจารณา โดยได้ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ชี้แจงถึงสาเหตุที่ไม่ผ่าน แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหา เพราะยังมีอีกหลายรายที่ผ่านเกณฑ์ และต้องการประมูลข้าวล็อตนี้

ก่อนหน้านี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจสอบคุณภาพแล้ว และเปิดให้ผู้ค้าข้าวดูตัวอย่างข้าว เพื่อประกอบการยื่นซองเสนอราคา เมื่อถามว่าราคาประมูลจะได้ 15 บาท ตามเป้าหมายหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม เชื่อมั่นว่า จะได้ราคาดีกว่าแน่นอน

สำหรับบริษัทที่ยื่นซองคุณสมบัติ มีทั้งสิ้น 8 ราย ได้แก่

หากพิจารณาบริษัทที่สนใจเข้าประมูลครั้งนี้ มีหลายบริษัทที่น่าสนใจ เช่น บริษัท ธนสรรไรซ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 บริษัทส่งออกข้าวรายใหญ่ของไทยที่ส่งออกข้าวเก่าอยู่แล้ว หรือ กลุ่มอุบลไบโอ ที่มีชื่อทายาทนักการเมืองเป็นผู้บริหาร รวมไปถึงบริษัทใหม่ที่เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งได้เพียง 2 เดือน ก็น่าจับตามองเช่นกัน

วันพรุ่งนี้ (13 มิ.ย.2567) เวลา 09.00 น. อคส.จะประกาศรายชื่อผู้เสนอซื้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเวลา 09.00 น. ผ่านทางเว็บไซต์ องค์การคลังสินค้า ผู้ที่ผ่านสามารถยื่นซองเสนอราคาได้ วันที่ 17 มิ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. และจะเปิดซองในช่วง 13.00 น.ของวันเดียวกัน และจะมีการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลวันที่ 21 มิ.ย.2567

อ่านข่าวอื่น :

ตั้งกรรมการสอบ "ตำรวจน้ำ" ปล่อยเรือของกลางคดีน้ำมันเถื่อน 3 ลำหาย

คณะทูต 12 ประเทศอิสลาม ลง 3 จว.ใต้ ขับเคลื่อน-แลกเปลี่ยนแก้ปัญหา

พฐ.คาดพบจุดต้นเพลิง เหตุไฟไหม้ตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักร


กนง.มีมติ สั่งคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% ห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่ง

Wed, 12 Jun 2024 17:07:00

วันนี้ (12 มิ.ย.2567) นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวจากอุปสงค์ในประเทศและภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกขยายตัวในระดับต่ำ

โดยสินค้าส่งออกบางกลุ่มมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้น และประเมินว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่โน้มเข้าสู่ศักยภาพและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน

ดังนั้นคณะกรรมการ กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.50% ต่อปี มติ 6 ต่อ 1 เป็นการคงอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 4 นับตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2566

กกง.เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่กรรมการ 1 ท่าน เห็นว่า ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น และจะมีส่วนช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้ได้บ้าง

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.6% และ 3.0% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในปีนี้ได้รับแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศที่สูงกว่าคาดในไตรมาสที่ 1 ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมทั้งการเบิกจ่ายภาครัฐที่กลับมาเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 2 ขณะที่ภาคการส่งออกในปีนี้จะยังขยายตัวในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและความท้าทายจากความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง

อีกทั้งสินค้าบางกลุ่มโดยเฉพาะหมวดยานยนต์เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอลง ทั้งนี้ ต้องติดตามการฟื้นตัวของการส่งออกและภาคการผลิต รวมทั้งแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐในช่วงครึ่งหลังของปี

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงเดิมอยู่ที่ 0.6% และ 1.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% และ 0.9% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดกลับมาเป็นบวก และมีแนวโน้มปรับขึ้นตามราคาพลังงานในประเทศ จากการทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ขณะที่แรงกดดันด้านอุปทานที่ทำให้ราคาหมวดอาหารสดอยู่ในระดับต่ำมีแนวโน้มคลี่คลาย

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับกรอบเป้าหมาย

นอกจากนี้คณะกรรมการฯมีความกังวลต่อหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเห็นว่าการให้สินเชื่อควรสอดคล้องกับกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ (Debt Deleveraging) เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว จึงสนับสนุนนโยบายของ ธปท. ที่ให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อตามความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้

 อ่านข่าว:

ศึกชิงตลาด “ทุเรียน” (ไทย) เสี่ยงสูงถูก "เวียดนาม" ล้มแชมป์

"ทองคำ"เช้านี้ บวก 100 บาท นักลงทุนติดตามผลประชุมเฟด

เศรษฐกิจไทยเผาจริง รง.ปิดตัว 1.7 พันแห่ง KKP ชี้แนวโน้มรุนแรง


ศาลปกครองสูงสุดตัดสิน "รถไฟฟ้าสายสีส้ม" รฟม.เดินหน้าต่อ

Wed, 12 Jun 2024 16:30:00

วันนี้ (12 มิ.ย.2567) ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1437/2566 ระหว่างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี กับคณะกรรมการคัดเลือก ตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) กับพวกรวม 2 คน

ใจความสรุปว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกฟ้องและยืนตามศาลชั้นต้น ว่า การประกาศเชิญชวนร่วมลงทุนฯ ในโครงการดังกล่าว และเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์ข้อเสนอด้านเทคนิค ไม่มีลักษณะเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเห็นชอบให้เอกชนที่ชนะการประมูลสามารถดำเนินโครงการต่อไปได้

ขณะที่นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ อดีตผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งเข้ารับฟังคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด ให้ข้อมูลว่า กระบวนการหลังจากนี้ รฟม.เตรียมนำคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมาตีความ เพื่อผลักดันเข้าสู่ขั้นตอนเตรียมลงนามสัญญากับผู้ชนะการประมูล โดยเสนอผลการเจรจาและร่างสัญญามายังกระทรวงคมนาคม ก่อนเสนอ ครม.พิจารณา หากเห็นชอบผลการประมูลจะเร่งรัดลงนามสัญญาทันที เพราะขณะนี้เอกชนผู้ชนะการประมูลยื่นราคามาเป็นเวลานานแล้ว

อีกทั้งภาพรวมโครงการล่าช้ามาหลายปี ประกอบกับงานโยธาส่วนตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 1 ปี หากสามารถเร่งลงนามสัญญาได้จะส่งผลให้เอกชนสามารถจัดหาขบวนรถและเปิดให้บริการส่วนตะวันออกได้โดยเร็ว

อ่านข่าว

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ขาด 4 มาตราเลือก สว. ขัด รธน.หรือไม่ 18 มิ.ย.นี้

เลิกคุมราคาน้ำตาล กกร.ต่ออายุ 1 ปี "สินค้า-บริการ 57 รายการ"

"สิงคโปร์แอร์ไลน์" ชดเชยผู้บาดเจ็บตกหลุมอากาศ 3.6 แสนบาท


"ทองคำ"เช้านี้ บวก 100 บาท นักลงทุนติดตามผลประชุมเฟด

Wed, 12 Jun 2024 10:25:00

วันนี้ (12 มิ.ย.2567) เว็บไซต์ "ฮั่วเซ่งเฮง" รายงานสถานการณ์ราคาทองคำ ภาพรวมความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาว่า ราคาทองคำฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 แม้เงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ขณะที่นักลงทุนรอติดตามเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐและการประชุมเฟดในคืนนี้ ที่อาจทราบทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด ส่วนกองทุน SPDR ขายทอง 4.9 ตัน

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพ.ค. ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% จากเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน หรือเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเมื่อเทียบรายปีจะทรงตัวจากครั้งก่อน

ขณะที่ราคาทองคำคาดเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบแคบ มีแนวรับ 2,300 ดอลลาร์ และแนวต้าน 2,325 ดอลลาร์ แนะนำ ait & See รอทิศทางจากเฟด ทั้งนี้หากจะเปิดสถานะขาย แนะนำบริเวณราคา 2,325 ดอลลาร์ โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 2,335 ดอลลาร์

ส่วนราคาทองคำแท่ง 96.5% แนวรับ : 40,000 และ 39,850 แนวต้าน : 40,350 และ 40,500 คาดว่าวันนี้ราคาทองคำแท่งอาจไม่ขยับมากนัก เนื่องจากราคาทองคำโลกอาจเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบแคบ จากที่นักลงทุนรอผลการประชุมเฟดในคืนนี้ ทั้งนี้แนะนำ Wait & see ไปก่อน

สำหรับราคาทองวันนี้บวก 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 40,250 บาท และราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 40,150 บาท ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 40,750 บาท และราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 39,431.16 บาท ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 2,314 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 36.76 บาทต่อดอลลาร์

โดยราคาทองรูปพรรณรวมค่ากำเหน็จ 500 บาท มีราคาดังนี้ ทองครึ่งสลึง ราคาขาย 5,513 บาท ทอง 1 สลึง ราคาขาย 10,563 บาท ทอง 2 สลึง/50 สตางค์ ราคาขาย 20,625 บาท และทอง 1 บาท ราคาขาย 40,750 บาท โดยเดือนมิ.ย.ภาพรวมราคาทองติดลบ 550 บาท

อ่านข่าว:

ไฟไหม้ตลาดสัตว์ตายกว่า 5,000 ตัว กทม.เข้มผู้ค้าต้องทำใบอนุญาต

ตั้งกรรมการสอบ "ตำรวจน้ำ" ปล่อยเรือของกลางคดีน้ำมันเถื่อน 3 ลำหาย

มีคำตอบ! ก่อนนอนหรือตื่นนอน "แปรงฟัน" ตอนไหนดีกว่ากัน ?


เลิกคุมราคาน้ำตาล กกร.ต่ออายุ 1 ปี "สินค้า-บริการ 57 รายการ"

Wed, 12 Jun 2024 10:06:00

วันนี้ (12 มิ.ย.2567) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2567ว่า ที่ประชุมฯมีมติต่ออายุสินค้าและบริการควบคุมทั้ง 57 รายการ ใน 11 หมวด ต่อไปอีก 1 ปี เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างเรียบร้อย ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้มาตรการดูแลทางด้านปริมาณและราคาในสินค้าและบริการ 11 หมวด ประกอบด้วย 1.กระดาษและผลิตภัณฑ์ 2.บริภัณฑ์ขนส่ง 3.ปัจจัยทางการเกษตร 4.ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 5.ยารักษาโลกและเวชภัณฑ์ 6.วัสดุก่อสร้าง 7.สินค้าเกษตรสำคัญ 8.สินค้าอุปโภคบริโภค 9.อาหาร 10.อื่นๆ 11.บริการ

โดยที่ประชุมมีมติ เห็นชอบยกเลิกมาตรการกำหนดราคาน้ำตาลทราย หน้าโรงงาน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) เสนอ เนื่องจากสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังคงให้เป็นสินค้าควบคุมตามเดิม ถ้ามีความจำเป็นก็จะกำหนดมาตรการเข้าไปกำกับดูแลได้ โดยหลังจากนี้จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป เพื่อต่ออายุรายการบัญชีสินค้าและบริการควบคุมไปอีก 1 ปี

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯได้เห็นชอบให้แสดงราคาจำหน่ายสินค้าและบริการ ณ จุดจำหน่าย ใน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1.ช่องทางออฟไลน์ จำนวน 290 รายการ (240 สินค้า 50 บริการ) 2.ช่องทางออนไลน์ 3.มาตรการแสดงราคารับซื้อสินค้าเกษตร 33 รายการ เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบด้วย

สำหรับรายการสินค้าและบริการควบคุมปี 2567 ประกอบด้วย 

1.กระดาษทำลูกฟูก กระดาษเหนียว

2.กระดาษพิมพ์และเขียน

3.เศรษกระดาษและกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่

4.ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถยนต์

5.รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก

6.กากดีดีจีเอส

7.เครื่องสูบน้ำ

8.ปุ๋ย

9.ยาป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืชหรือโรค

10.รถเกี่ยวข้าว

11.รถไถนา

12.หัวอาหารสัตว์ อาหารสัตว์

13.ก๊าชปิโตรเลียมเหลว

14.น้ำมันเชื้อเพลิง

15.ใยสังเคราะห์เพื่อใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัย

16.ยารักษาโรค

17.เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค

18.ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮฮอล์เป็นส่วนประกอบเพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ

19.หน้ากากอนามัย

20.ท่อพีวีซี

21.ปูนซีเมนต์

22.สายไฟฟ้า

23.เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่น เหล็กเส้น

24.ข้าวเปลือก ข้าวสาร 

25.ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์

26.ข้าวโพด

27.ต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์

28.ผลปาล์มน้ำมัน

29.มะพร้าวผลแก่ และผลิตภัณฑ์

30.ยางพารา ได้แก่ น้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง ยางเครพ

31.กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า

32.แชมพู

33.ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก

34.ผลิตภัณฑ์ล้างจาน

35.ผ้าอนามัย

36.ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็กและผู้ใหญ่

37.สบู่ก่อน สบู่เหลว

38.กระเทียม

39.ไข่ไก่

40.ทุเรียน

41.นมผง ผลิตภัณฑ์นมสำหรับบริโภคชนิดเหลว ไม่รวมถึงนมเปรี้ยว

42.น้ำมัน และไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ที่บริโภคได้หรือไม่ได้

43.แป้งสาลี

44.มังคุด

45.ลำไย

46.สุกร เนื้อสุกร

47.หอมหัวใหญ่

48.อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภัณฑ์ผนึก

49.อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท

50.ไก่ เนื้อไก่

51.น้ำตาลทราย

52.เครื่องแบบนักเรียน

53.การใช้สิทธิในการเผยแพร่งานเพลงสิชสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า

54.บริการซื้อขาย หรือบริการขนส่งสินค้าสำหรับธุรกิจออนไลน์

55.บริการทางการเกษตร

56.บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์และบริการอื่นของสถานพยาบาลที่เกี่ยวกับการรักษาโรค

57.บริการรับชำระเงิน ณ จุดบริการ

อ่านข่าว:

ETDA ชี้มูลค่า "อีคอมเมิร์ซไทย" ปี 66 เฉียด 6 ล้านล้านบาท

ศึกชิงตลาด “ทุเรียน” (ไทย) เสี่ยงสูงถูก "เวียดนาม" ล้มแชมป์

“ส้มสายน้ำผึ้งฝาง” สินค้า GI เชียงใหม่ หวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม


"ยางพาราไทย" เสี่ยงสูง เจออียูใช้มาตราการ EUDR เข้มข้นธ.ค.นี้

Tue, 11 Jun 2024 18:45:00

วันนี้ (11 มิ.ย.2567) ทีมวิเคราะห์ข้อมูลจากธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation-free Regulations: EUDR) หรือ กฎหมายที่เกี่ยวกับลดการผลิตและการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ ที่ได้จากการตัดไม้ทำลายป่า และทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของป่า

มีผลบังคับใช้ในสินค้า 7 ชนิด ได้แก่ วัว กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และ ไม้รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. 2566 แต่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม

อีกทั้งยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อระบุความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่าของประเทศต้นทาง ที่ส่งออกสินค้า ที่อยู่ภายใต้มาตรการมายัง EU

โดยในช่วงปลายปีนี้คณะกรรมาธิการยุโรป จะประกาศรายชื่อประเทศตามความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่า 3 ระดับ คือ ความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงมาตรฐาน และความเสี่ยงต่ำ โดยในแต่ละกลุ่มประเทศจะถูกตรวจสอบว่าปฏิบัติตามเงื่อนไขของ EUDR หรือไม่

สำหรับการนำเข้าสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการจากประเทศที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงต่ำ จะมีการสุ่มตรวจ 1 % ของจำนวนผู้ประกอบการที่นำสินค้ามาจำหน่ายใน EU ขณะที่การนำเข้าจากประเทศที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงมาตรฐานและสูงจะถูกสุ่มตรวจที่ 3 % และ 9 % ตามลำดับ อย่างไรก็ตามมาตรการ EUDR จะมีผลในทางปฏิบัติ วันที่ 30 ธ.ค.2567

สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ใน EU และจะบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (SME) ภายในวันที่ 30 มิ.ย.2568 แม้ในระยะแรกของมาตรการจะเริ่มบังคับใช้ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ทำธุรกิจใน EU แต่ในมุมมองของประเทศต้นทางที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าทั้ง 7 ชนิด ไปยัง EU มาตรการดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกทุกรายในทุกขนาดธุรกิจ

สำหรับยางพาราไทย เป็น1 ใน 7 สินค้าที่ได้รับผลกระทบ เพราะพื้นที่ปลูกยางพาราของไทยที่ตรงตามหลักเกณฑ์ของมาตรการ EUDR ยังมีน้อย แม้ว่าพื้นที่ปลูกยางพาราของไทยส่วนใหญ่กว่า 25 ล้านไร่ หรือ 83.3 % ของพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ จากทั้งหมด 30 ล้านไร่ จะได้รับการยืนยันว่าไม่ได้มีการบุกรุกป่า

แต่จากเงื่อนไขสำคัญของ EUDR ไม่เพียงกำหนดว่าสินค้าภายใต้มาตรการต้องปลอดการตัดไม้ทำลายป่าเท่านั้น แต่ยังต้องมาจากกระบวนการผลิตที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายแรงงานและสิทธิมนุษยชน กฎหมายสิ่งแวดล้อมและภาษี เป็นต้น

หากอ้างอิงพื้นที่สวนยาง ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ EUDR อย่างมาตรฐานการจัดการป่าอย่างยั่งยืนของ Forest Stewardship Council (FSC) และ Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC) พบว่า พื้นที่สวนยางของไทยที่ได้รับการรับรองจาก FSC และ PEFC มีจำนวนเพียง 6.4 แสนไร่ หรือคิดเป็นเพียง 2.1 % ของพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ

ปัจจุบันการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับผลผลิตยางพารา เพื่อจัดทำฐานข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและประเมินที่มาของสินค้า รวมทั้งได้พัฒนาระบบ Thai Rubber Trade ซึ่งเป็นระบบการซื้อขายยางพาราที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของผลผลิต รวมทั้งหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่สอดคล้องกับมาตรการ EUDR เช่น ไม่มีการบุกรุกทำลายป่าไม้ รวมทั้งมีการใช้แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน เป็นต้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการยางไทย

อ่านข่าว:

ทวงแชมป์ "ทุเรียนไทย" ส่งออกตลาดจีน 4 เดือน พุ่ง 2.25 แสนตัน

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS มองว่า ผู้ประกอบการยางพาราของไทย มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการ EUDR มากที่สุด เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในสินค้าอีก 6 ชนิด จาก 2 ปัจจัยหลักคือ 1มูลค่าการส่งออกสินค้าไปยัง EU และ 2ความพร้อมของผู้ประกอบการ

ยางพาราเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปยัง EU มากที่สุดในบรรดาสินค้า 7 ชนิดสะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มยางพาราจากไทยไปยัง EU ในปี 2566 ที่มีมูลค่ารวมกัน 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 48,305 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 93.4 % ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการจากไทยไป EU

ขณะที่สินค้าอีก 6 ชนิด มีมูลค่าการส่งออกรวมกันเพียง 94 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3,438 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 6.6 %

นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มยางยานยนต์ มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เมื่อเทียบกับสินค้ายางพาราในกลุ่มอื่นๆ เนื่องจากมีมูลค่าการส่งออกไปยัง EU สูงที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้ายางพาราในกลุ่มอื่นๆ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สินค้ากลุ่มยางแผ่น ยางแท่ง และน้ำยางข้น รวมถึงถุงมือยางมีสัดส่วน 29.2 % และ 16.0 %

นอกจากนี้ ไทยยังส่งออกยางยานยนต์ไปยังตลาด EU คิดเป็น 9.7 % ของการส่งออกยางยานยนต์ไปทั่วโลก รองจากสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่าการส่งออกยางยานยนต์ของไทยยังคงพึ่งพาตลาด EU อยู่มาก ดังนั้น ผู้ประกอบการยางยานยนต์ จะต้องเร่งเตรียมพร้อมกับการประกาศใช้มาตรการ EUDR อย่างจริงจังสิ้นปีนี้

หาก EUDR มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ผู้ประกอบการยางไทยมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบทั้งการผลักภาระต้นทุนในการทำ Due Diligence ของผู้นำเข้าฝั่ง EU มายังผู้ประกอบการไทย และ ปริมาณส่งออกที่ลดลง จากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกสินค้ายางพาราไปยัง EU

อย่างไรก็ตามในระยะยาวภาครัฐควรมีบทบาทในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้สอดรับกับบริบทโลกที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลของมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับมาตรการทางการค้าและความท้าทายอื่นๆ ในอนาคต

สำหรับมาตรการ EUDR ที่กำลังจะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้ ทางหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ กยท. ควรเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ EUDR ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการบังคับใช้มาตรการนี้อย่างจริงจัง

รวมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการหันมาซื้อ-ขายยางผ่านระบบ Thai Rubber Trade เพิ่มมากขึ้น เช่น การจัดการเอกสารสิทธิที่ดินตามกฎหมาย สนับสนุนการรวมกลุ่ม เป็นต้น

และกยท. ควรสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการยางของไทย ได้รับการรับรองมาตรฐานจัดการป่าไม้และผลิตภัณฑ์จากป่าไม้จากองค์กรระดับสากล ซึ่งจำเป็นที่จะต้องให้การสนับสนุนทั้งด้านข้อมูลและเงินทุน โดยอาจต้องมีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ

อ่านข่าว:

 เปิดใจ "แสงชัย" ค่าแรง 400 บาท อย่ากระชากแรงจน SMEs ล้มตาย

"ทองคำ" ผันผวน ตลาดจับตาประชุมเฟด แนะตัดขาย 40,000 บาท

การค้าขานรับ "นเรนทรา โมดี” พณ.หนุนเอกชนใช้ FTA เจาะตลาด


เศรษฐกิจไทยเผาจริง รง.ปิดตัว 1.7 พันแห่ง KKP ชี้แนวโน้มรุนแรง

Tue, 11 Jun 2024 18:17:00

วันนี้ (11 มิ.ย.2567) รายงานจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP Research เปิดเผยผลวิเคราะห์แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมแห่ปิดโรงงานหลังจากแบกรับต้นทุนที่สูง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ สะท้อนจากทั้งดัชนีการผลิตที่หดตัวลงติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี ยอดปิดโรงงานที่เพิ่มขึ้น และหนี้เสียในภาคการผลิตที่กำลังเร่งตัว โดยกลุ่มการผลิตเครื่องหนัง การผลิตยาง อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมไม้ และการผลิตเครื่องจักร เป็นกลุ่มที่มีการเพิ่มขึ้นของการปิดตัวโรงงานมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในอนาคตยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นโดยภาคอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีของสินค้าบางชนิด การแข่งขันที่มากขึ้นจากสินค้าจีน และ มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น

โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีของเศรษฐกิจไทย คือ การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่วัดจากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ได้มาจากการสำรวจผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในไทย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเผยว่า มีการหดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนธ.ค.ปี256 จนถึงเดือนมี.ค.2567 หรือต่อเนื่องกันกว่า 1 ปี 3 เดือน นับเป็นการโตติดลบติดต่อกันที่ยาวนานมากที่สุดครั้งหนึ่ง แม้ว่าวัฏจักรการค้าโลกจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี 2566

สัญญาณถัดมาที่น่ากังวลกว่านั้น คือ ข้อมูลการปิดโรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้นชัดเจนตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2566 ค่าเฉลี่ยการปิดโรงงานของไทยอยู่ที่ 57 โรงงานต่อเดือนในปี 2564 และ 83 โรงงานต่อเดือนในปี 2022 ในขณะที่พุ่งสูงขึ้นถึง 159 โรงงานต่อเดือนในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 ส่งผลให้หากนับรวมตั้งแต่ต้นปี 2023 มาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2024 มีโรงงานปิดตัวลงไปแล้วกว่า 1,700 แห่ง กระทบการจ้างงานกว่า 42,000 ตำแหน่ง

ตัวเลขการเปิดตัวโรงงานใหม่ลดลงกว่าในอดีต ย้ำให้เห็นถึงสถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยังไม่ดี เพราะการเปิดโรงงานใหม่มีทิศทางที่ชะลอตัวลง ทำให้ยอดการเปิดโรงงานภาพรวมชะลอตัวอย่างมาก เฉลี่ยประมาณ 150 โรงงานต่อเดือน ลดลงเหลือเพียง 50 โรงงานต่อเดือน

KKP Research วิเคราะห์อีกว่า สถานการณ์การเปิดและปิดตัวของโรงงานอุตสาหกรรมยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม โดยอุตสาหกรรมที่มีการปิดตัวเร่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นกลุ่มเดียวกันกับอุตสาหกรรมที่ดัชนีการผลิตมีการหดตัวลง สะท้อนว่าภาคการผลิตของบางกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่กว่าค่าเฉลี่ย

อุตสาหกรรมที่มีทิศทางน่ากังวลเนื่องจากมีการหดตัวของการผลิตและโรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้นมาก คือ กลุ่มการผลิตเครื่องหนัง การผลิตยาง อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมไม้ และการผลิตเครื่องจักร

อย่างไรก็ตามขนาดและพื้นที่ของโรงงานที่ปิดตัวในช่วงที่ผ่านมาพบว่ากระจุกตัวอยู่ในกลุ่มโรงงานขนาดใหญ่เป็นหลัก ขณะที่โรงงานเปิดใหม่ส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็ก แสดงให้เห็นว่าปัญหาการผลิตที่ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะของกิจการแต่เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างในภาพใหญ่ที่กระทบกับอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรม

ข้อมูลที่ตอกย้ำความน่ากังวลของสถานการณ์ในภาคอุตสาหกรรม คือ การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในภาคการผลิตที่มีสัญญาณเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนและสะท้อนปัญหาที่รุนแรงในภาคอุตสาหกรรมไทย มากกว่าเป็นการชะลอตัวชั่วคราว ซึ่งนำไปสู่ความจำเป็นต้องปิดโรงงานและกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมที่มีการปิดตัวของโรงงานสูงกับอุตสาหกรรมที่หนี้เสียปรับตัวสูงขึ้น โดยโรงงานกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปิดตัวมากกว่า มีแนวโน้มที่การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียสูงกว่าด้วย

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ทำให้แม้ว่าในอดีตการผลิตของไทยและโลกจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สอดคล้องกันมาโดยตลอด แต่ในช่วงทีผ่านมาพบว่าการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มมีทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับการผลิตของประเทศอุตสาหกรรมหลักในภูมิภาคและการผลิตของโลก ภาวะการค้าโลกที่ฟื้นตัว

โดย KKP Research แบ่งหมวดสินค้าในภาคการผลิตไทยเป็น 3 กลุ่ม คือ การผลิตที่ยังเคลื่อนไหวตามวัฏจักรปกติ เป็นกลุ่มสินค้าที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นได้หากอุปสงค์กลับมาเติบโตขึ้นซึ่งคิดเป็นประมาณ 47% ของมูลค่าการผลิตทั้งหมด ,การผลิตที่ปรับตัวลดลงตามสินค้าคงคลังที่สูง กลุ่มอุตสาหกรรมที่ในช่วงที่ผ่านมามีระดับสินค้าคงคลังที่สูงกว่าปกติมาก และอาจกลับมาปรับตัวดีขึ้นได้บ้างเมื่อสินค้าคงคลังเริ่มปรับตัวลดลง

และการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การผลิต Hard Disk Drive ที่ถูกทดแทนด้วย Solid State Drive ซึ่งส่งผลกระทบให้การผลิต HDD หดตัวต่อเนื่องมานาน หรือการผลิตเหล็กที่ถูกทดแทนด้วยการแข่งขันจากสินค้าจีน KKP ประเมินว่าสินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นกว่า 35% ของมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิตทั้งหมด

การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมที่พึ่งพามูลค่าเพิ่มจากภาคอุตสาหกรรมกว่า 35% ของมูลค่าเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่หลังช่วงโควิดมากลับกลายเป็นภาคบริการที่ขยายตัวได้ดีในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยกลับมาเป็นบวกในรอบมากกว่า 1 ปี และหลายฝ่ายยังหวังว่าจากภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ปรับดีขึ้นจะกลับมาช่วยภาคอุตสาหกรรมไทยกลับมาขยายตัวได้

อย่างไรก็ตามความกังวลที่เพิ่มขึ้นอย่างมากต่อสถานการณ์อุตสาหกรรมไทยในระยะยาว เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในบางกลุ่มสินค้าหลัก เช่น การเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นรถยนต์ EV โดยในช่วงทีผ่านมามีการส่งออกรถยนต์ EV ราคาถูกจากจีนมายังไทยและส่งผลกระทบอย่างมากต่อทั้งยอดขายและราคารถยนต์ ICE ในไทย หรือ การเปลี่ยนจากการใช้ HDD เป็น SSD ซึ่งจะรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่องการเข้ามาทดแทนเทคโนโลยีเก่าได้เร็วและกว้างขึ้น

รวมไปถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนปัจจุบันไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่เฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์ที่เข้ามา แต่ไทยมีการนำเข้าจากจีนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายกลุ่มสินค้าเมื่อเทียบกับการนำเข้าทั้งหมด รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีต้นทุนต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในไทย

และมาตรการกีดกันการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มทวีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หารทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง แนวโน้มที่จะมีมาตรการกีดกันทางการค้าจากจีนและโลกเพิ่มเติม ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้การค้าโลกในภาพรวมชะลอตัวลง และมีโอกาสที่สินค้าจากจีนจะทะลักมายังอาเซียนรวมถึงไทยเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการระบายสินค้าของจีนไปยังตลาดส่งออกอื่น

“ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นและเริ่มลุกลามมาสู่อุตสาหกรรมที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ที่เห็นได้ชัด คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ เห็นได้จาก ค่ายรถยนต์อย่าง Suzuki ยุติการผลิตในไทย ดังนั้นรัฐบาลควรหาเครื่องยนต์ใหม่มาทดแทนเครื่องยนต์เดิมของเศรษฐกิจที่หายไป ไม่เช่นนั้นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพการเติบโตต่ำลงไปเรื่อย ๆ”

อ่านข่าว:

ศึกชิงตลาด “ทุเรียน” (ไทย) เสี่ยงสูงถูก "เวียดนาม" ล้มแชมป์

เปิดใจ "แสงชัย" ค่าแรง 400 บาท อย่ากระชากแรงจน SMEs ล้มตาย

"ทองคำ" ผันผวน ตลาดจับตาประชุมเฟด แนะตัดขาย 40,000 บาท


“ส้มสายน้ำผึ้งฝาง” สินค้า GI เชียงใหม่ หวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม

Tue, 11 Jun 2024 17:02:00

วันนี้ (11 มิ.ย.2567) น.ส.กนิษฐา กังสวนิช รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มสายน้ำผึ้งฝาง” สินค้า GI ลำดับที่ 5 ของ จ.เชียงใหม่ ต่อจากผ้าตีนจกแม่แจ่ม ร่มบ่อสร้าง ศิลาดลเชียงใหม่ และกาแฟเทพเสด็จ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้

นางสาวกนิษฐา กังสวนิช รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

นางสาวกนิษฐา กังสวนิช รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ส้มสายน้ำผึ้งฝาง มีแหล่งกำเนิดเดิมอยู่ที่ จ.ยะลา เรียกว่า ส้มพันธุ์โชกุน ได้ถูกนำมาเพาะปลูกในพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ หลายสาย ได้แก่ แม่น้ำฝาง ลำห้วยแม่ใจ ลำน้ำแม่มาว ลำน้ำแม่เผอะ เขื่อนแม่มาว เขื่อนบ้านห้วยบอน ห้วยแม่งอน เป็นต้น

สิ่งสำคัญคือมีแหล่งน้ำที่เป็นน้ำพุร้อนซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น้ำอุณหภูมิสูงไหลพุ่งจากใต้ดินขึ้นสู่อากาศ ทำให้สภาพดินอุดมไปด้วยแร่ธาตุเหมาะสมต่อการเพาะปลูกส้มสายน้ำผึ้ง

ด้วยแหล่งภูมิศาสตร์นี้ ทำให้ส้มสายน้ำผึ้งฝางสามารถเติบโตได้ดี มีผิวสีเขียวอมเหลือง เขียวอมส้ม มันวาว เนื้อกุ้งฉ่ำแน่น ชานและใยนุ่ม รสชาติหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม มีอัตลักษณ์ชัดเจนแตกต่างจากส้มสายน้ำผึ้งจากแหล่งปลูกอื่น หากเก็บเกี่ยว

โดยช่วงฤดูหนาว ส้มสายน้ำผึ้งฝางจะมีผิวสีเหลืองอมส้ม มีความโดดเด่น จึงได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการ ของตลาดอย่างมากในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน อีกทั้งหน่วยงานในพื้นที่ยังให้การสนับสนุน ยกให้ส้มสายน้ำผึ้งฝางเป็นของดีจังหวัดเชียงใหม่ สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับชุมชนให้พื้นที่กว่า270 ล้านบาทต่อปี

ปี 2566 มี 191 รายการ มูลค่าการตลาด 54,000 ล้านบาท ปัจจุบัน (พ.ค.2567) มีสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียน 203 รายการ สร้างมูลค่าการตลาดรวม 70,000 ล้านบาท ในปี 2567 ตั้งเป้าขึ้นทะเบียนสินค้า GI 211 สินค้า คาดว่าจะสร้างมูลค่ากว่า 76,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น จากปี 2566 เพิ่มขึ้นกว่า 20,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันสินค้า GI สู่ร้าน Thai Select ในต่างประเทศ โดยมีแผนที่จะขยายเครือข่ายสู่ร้านอาหารไทยที่เป็นร้าน Thai Select ที่มีกว่า 1,500 แห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นการสร้างกระแสในการใช้วัตถุดิบสินค้า GI มารังสรรค์เมนู สร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค

ผลักดันให้สินค้า GI ไทย ที่เป็นสุดยอดวัตถุดิบอาหารและเป็นสินค้าที่มี Story Telling อันจะช่วยยกระดับอาหารไทยให้ได้รับความนิยมและกระตุ้นการบริโภคสินค้า GI ไทย และส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย ในต่างประเทศแล้ว 8 รายการ

อ่านข่าว : เช็ก! รายชื่อผู้ได้รับเลือก สว.ระดับอำเภอ

มูลนิธิสัตว์ ตั้งคำถามสวัสดิภาพ "สัตว์ในกรง" ไฟไหม้ตลาดจตุจักร

เศรษฐกิจไทยเผาจริง รง.ปิดตัว 1.7 พันแห่ง KKP ชี้แนวโน้มรุนแรง


ศึกชิงตลาด “ทุเรียน” (ไทย) เสี่ยงสูงถูก "เวียดนาม" ล้มแชมป์

Tue, 11 Jun 2024 16:06:55

ศึกชิงความเป็นหนึ่งในตลาดทุเรียน กำลังต่อสู้กันอย่างเข้มข้น ในทุกปีตั้งแต่ช่วงเดือนมี.ค. – ต.ค. ยิ่งเฉพาะฤดูกาลที่ความต้องการในตลาดผู้บริโภคสูงและเกษตรกรต้องเร่งส่งผลผลิตส่งออกไปยังตลาดจีนจำนวนมาก ในเดือนพ.ค.-มิ.ย. อย่างไรก็ตาม ปฎิเสธไม่ได้ว่า “ทุเรียนไทย” คือ พืชเศรษฐกิจหนึ่งเดียวที่นำรายเข้าประเทศเป็นลำดับต้นๆ ของสินค้าเกษตรส่งออกทั้งหมด

ปี 2566 ไทยมีมูลค่าส่งออกทุเรียน 1.4 แสนล้านบาท ในตลาดจีนทุเรียนถือเป็นผลไม้ที่มีราคาสูงและได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคซึ่งมีกำลังซื้อสูง ในปีนี้หลายประเทศต้องเผชิญกับสภาวะอากาศแห้งแล้ง รวมทั้งประเทศไทย จึงทำให้ปริมาณการผลิตลดลงสวนทางกับความต้องการตลาดผู้บริโภค จึงทำให้เกิดปัญหาการลักลอบนำเข้าทุเรียนเพื่อสวมสิทธิและสอดใส้เป็นทุเรียนไทยเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดจีน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ปัญหาของทุเรียนไทยเกิดขึ้นมานานและหน่วยงานโดยเฉพาะด่านชายแดนที่ยังไม่เข้มงวดในการตรวจสอบเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบนำทุเรียนเพื่อนบ้านเข้ามา และเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการบางรายหัวใสใช้วิธีการขอใบรับรองแหล่งผลิต GAP พืช ทั้งเพื่อการส่งออกและขายในประเทศ

สวมสิทธิ “ทุเรียนไทย”ฟันกำไรผู้บริโภค

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวกับ “ไทยพีบีเอสออนไลน์”ว่า ตั้งแต่ปี 2554-2566 หรือในช่วง 12 ปี ที่ผ่านมา ไทยมีพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เกษตรกรสามารถผลิตทุเรียนเพิ่มจาก 5 แสนตัน เป็น 1.4 ล้านตัน หรือได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 180% โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการขยายผลผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 1,500 % ขณะที่พื้นที่ปลูกทั้งประเทศเพิ่มขึ้น 80%

การสวมสิทธิทุเรียนจากเพื่อนบ้านเกิดขึ้นจริง แต่ตัวเลขยังไม่ชัดเจน สาเหตุจาก 2 ปัจจัย คือ นำเข้ามาเพื่อขายให้คนไทย คาดว่า สัดส่วนจะอยู่ที่ 70% และส่งออก 30% ส่วนหนึ่งเพราะราคาทุเรียนไทยแพง การนำทุเรียนเข้ามาขายในประเทศ จะได้ราคาดี ขณะที่ผู้บริโภคก็แยกแยะไม่ได้ว่า ทุเรียนลูกซื้อไปกิน ลูกไหน คือ ทุเรียนหมอนทองไทย ลูกไหน คือ ทุเรียนเพื่อนบ้าน
นายอัทธ์ พิศาลวานิช  นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันการนำทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา เพื่อส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศยังมีปริมาณที่น้อย แต่อนาคตมีความเป็นไปได้สูง หากไทยผลิตทุเรียนได้น้อยลง โดยปีนี้ทุเรียนไทยมีผลผลิตหายไปถึง 40% และหากปี 2568 ประเทศไทยยังไม่สามารถบริหารจัดการปัญหาดังกล่าวได้ ทุเรียนไทยอาจจะหายไปจากตลาดถึง 50% และเป็นไปได้สูงที่จะมีการนำเข้าทุเรียนเวียดนามเพื่อส่งออกและบริโภคในประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 ยังไม่มีตัวเลขชัดเจนจากไทยว่า มีการนำเข้าทุเรียนมาปริมาณเท่าใด แต่กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามระบุว่า เวียดนามส่งออกทุเรียนมาไทยช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.มูลค่า 800 ล้านบาท โดยทุเรียนเวียดนาม เรียกว่า RI6 ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์ หมอนทอง ปลูกมากในภาคใต้ของเวียดนาม

ส่วนทุเรียนของกัมพูชา ยังไม่มีทะลักเข้ามาไทยเพราะยังมีปริมาณที่น้อยน่าจะขายภายในประเทศเท่านั้น แต่ที่น่ากังวล คือ ทุเรียนจากเวียดนามที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะมีระบบน้ำที่ดีซึ่งในอนาคตโอกาสที่ทุเรียนเวียดนามจะนำเข้ามาเพิ่มขึ้นมีสูง

ทุเรียนเวียดนามมีราคาถูกกว่าไทยมาก โดยทุเรียนเวียดนามราคาขายปลีกกิโลกรัมละ 100-110 บาท ส่วนทุเรียนไทยขายราคากิโลกรัมละ 250 บาท จึงดึงดูดให้ผู้ประกอบการสั่งนำเข้ามาจำนวนมาก

นายอัทธ์ กล่าวว่า ปัญหาการลักลอบนำเข้าทุเรียน หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะด่านชายแดนต่างๆต้องเข้มงวดและดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการลักลอบ เพราะหากหลุดจากด่านชายแดนเข้ามา ก็จะส่งผลกระทบต่อทุเรียนภาคตะวันออกทันที โดยที่ผู้บริโภคไม่สามารถแยกประเภททุเรียนออกได้ว่าเป็นของไทยหรือเพื่อนบ้าน

สำหรับทุเรียนภาคตะวันออกปลูกมากใน 3 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง ตราด จำนวน 54 % ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด รองลงมาเป็นทุเรียนในภาคใต้ 40% ภาคเหนือ 4 % และภาคอีสาน 2% โดยมูลค่าการส่งออกทุเรียนคิดเป็นสัดส่วน 25% ของมูลการค่าส่งออกรวมของพืชส่งออกหลัก 4 ชนิด

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงเพิ่มขึ้น หากไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ผลผลิตทุเรียนไทยจะลดลง 53% ทั้งจากสวนทุเรียนที่ให้ผลผลิตแล้วและผลผลิตใหม่

“ภัยแล้ง”ทุเรียนไทยลด-เวียดนาม ผลผลิตเพิ่ม

มีการคาดการณ์ว่า หากในปี 2568 หากไทยต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งอีกระลอกจะกระทบต่อผลผลิตของทุเรียนในตลาด ซึ่งจะหายไปจำนวน 6.4 แสนตัน หรือทำให้ผลผลิตทุเรียนลดลง 42% หรือจำนวน 540,000 ตัน ซึ่งปัญหาดังกล่าว ถือเป็นวาระแห่งชาติเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำให้กับชาวสวนทุเรียนและพืชผลเกษตรอื่นๆ เพื่อให้มีน้ำพอใช้ ไม่เช่นนั้นผลกระทบใหญ่หลวงต่อการผลิต รายได้ของเกษตรกร และราคาสินค้าที่แพงขึ้น

นายอัทธ์ บอกว่า ในอนาคตทุเรียนเวียดนามจะเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า ทุเรียนเวียดนามจะมีผลผลิตใกล้เคียงกับทุเรียนไทย ซึ่งชาวสวนทุเรียนต้องหันมาเน้นคุณภาพและมาตรฐานเข้าสู้ โดยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทุเรียนเวียดนามมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาพภูมิประเทศสามารถปลุกทุเรียนได้ทั้งปี และมีปริมาณน้ำเพียงพอ โดยในปี 2566 ทุเรียนเวียดนามเพิ่มขึ้น 200% และมีปริมาณการผลิตสูงถึง800,000 ตัน เพิ่มจาก 270,000 แสนตัน และในปี 2557 มีพื้นที่ปลูกเกือบ 7 แสนไร่ จาก 680,000 แสนไร่

พื้นที่ปลูกทุเรียนเวียดนาม 90 % ปลูกในจังหวัดสามเหลื่อมปากแม่น้ำโขง (Mekong River Delta) จังหวัดที่ปลูกมากที่สุดคือ ดั๊กลัก (Dak Lak) คิดเป็น 21% ของผลผลิตทั้งหมด ตามด้วยเตียนซาง (Tien Giang) และเลิมด่ง (Lam Dong)และปลูกได้ทั้งปี

โดยพบว่าไตรมาส1ปีนี้ เวียดนามส่งออกทุเรียนไปจีนเพิ่มขึ้น 105 % หรือ 36,800 ตัน ส่วนไทยส่งออกในช่วงเวลาเดียวกันเพียง 17,900 ตัน และคาดว่าทั้งปี เวียดนามสามารถส่งออกทุเรียนไปจีนอยู่ที่ 800,000 ตัน ในขณะที่ไทยส่งออกอยู่ที่ 1,100,000-1,200,000ตัน ห่างกันกว่า 400,000 แสนตัน

 ต้นทุนการผลิตทุเรียนเวียดนามอยู่ที่ 15 บาท/กก เพิ่มขึ้นเป็น 19 บาท/กก.ในปี 2567 ในขณะที่ต้นทุนการผลิตทุเรียนไทยเพิ่มขึ้น 10 บาท/กก. ถือว่าต้นทุนการผลิตทุเรียนไทยสูงกว่าเวียดนาม 2 เท่า

อย่างไรก็ตามยังไม่รวมทุเรียน มูซางคิง ทุเรียนพันธุ์มาเลเซีย ที่ได้รับรางวัลจากการผสมผสานรสชาติขมและหวานที่ไม่ธรรมดา และยังได้รับความนิยมมากที่สุดทั้งในมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อเหมาซานหวาง และมีราคาสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ

นอกจากนี้ยังได้รับความนิยมมากขึ้นในจีน ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งของทุเรียนไทยอีกสายพันธุ์หนึ่งแม้ว่าจะยังไม่หลากหลายแต่หากอนาคตไทยยังไม่เร่งพัฒนาคุณภาพทุเรียนให้โดดเด่นกว่าคู่แข่งอาจจะถูกทุเรียนสายพันธุ์เพื่อนบ้านยแย่งตลาดจีนไปแน่นอน ยังไม่รวมถึงจีนที่เริ่มมีการปลูกทุเรียนและพัฒนาสายพันธุ์ให้ใกล้เคียงกับทุเรียนไทยอีกด้วย

ชะตากรรม “ล้งทุเรียนไทย” ส่อเจ๊ง เพิ่ม

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ระหว่างปี 2565 – 2567 มีจำนวนล้งจีนเพิ่มขึ้น 665 ราย ในขณะที่ล้งไทยปิดตัวจาก 25 ราย เหลือ 10 ราย และในอนาคตคาดว่า ล้งไทยจะปิดตัวเพิ่มขึ้น เหลือไม่ เกิน 5 ราย

ทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ ลงพื้นที่จ.จันทบุรี พบว่า มีกลุ่มทุนจีนเข้ามาก่อสร้างอาคารเพื่อใช้สำหรับรับซื้อทุเรียนผุดขึ้นหลายแห่งในพื้นที่จันทบุรี จากการการตรวจสอบพบว่าล้ง ที่ผ่านมาตรฐาน GMP จำนวน 827 ล้ง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2567 ในการทำผลไม้คุณภาพและหาตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อระบายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

จากการสอบถามเจ้าของสวนทุเรียนในพื้นที่ ให้ข้อมูลว่า ล้งที่เข้ามารับซื้อทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก 3 จังหวัด คือ ระยอง ตราด และ จันทบุรีมีประมาณ 1,200 ล้ง เพิ่มขึ้นจาก ปี 2566 ที่เดิมมีเพียง 700 ล้ง ส่วนล้งที่เหลือเป็นล้งไทยร้อยละ 100 มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ที่เหลือเป็นล้งร่วมทุน ระหว่าง คนไทยกับคนจีน สัดส่วน 51-49

4 เดือน ไทยยังครองแชมป์ส่งออกทุเรียนสด

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในช่วง 4 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-เม.ย.) ไทยส่งออกทุเรียนสดไปจีน มีปริมาณ 225,204 ตัน มีแนวโน้มว่าเดือน พ.ค. 2567 จะส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียนของไทยออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก และมีผลผลิตส่งออกเพิ่มขึ้น เมื่อสิ้นสุดฤดูของทุเรียนภาคตะวันออก ก็จะเข้าสู่โหมด “ทุเรียนภาคใต้” จึงทำให้ไทยมีผลผลิตส่งออกอย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลให้ปีนี้ไทยยังคงครองแชมป์การส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนได้เหมือนเดิม

นายวิทยากร มณีเนตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกของไทย ออกสู่ตลาดล่าช้ากว่าปีที่แล้ว ทำให้ผลผลิตมีน้อยกว่าความต้องการ แต่ราคาทุเรียนสดต่อหน่วยของไทยในปี 2567 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พบว่าปรับตัวสูงขึ้น ราคาส่งออกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 6 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 216 บาท/กก. เนื่องจากความต้องการบริโภคในตลาดจีนเพิ่มขึ้น

ข้อมูลของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า จากปัจจัยด้านราคาและผลตอบแทนที่จูงใจต่อการลงทุน รวมทั้งความต้องการของตลาดในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้นทุเรียนที่ปลูกในระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มให้ผลผลิตเป็นครั้งแรกในปี 2567 เพิ่มขึ้น จำนวน 38,849 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,843 กิโลกรัม ลดลงจากปี 2566 ที่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,991 กิโลกรัม ลดลง 148 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 7.43

แต่เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้การออกดอกติดผลไม่เต็มต้น น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูกลดลง ประกอบกับมีต้นทุเรียนที่เริ่มให้ผลผลิต ปี 2567 เมื่อคำนวณโดยค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจึงทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลง ผลผลิตรวม 782,874 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีจำนวน 776,914 ตัน เพิ่มขึ้น 5,960 ตัน คิดเป็นร้อยละ 0.77

สำหรับการกระจายตัวของผลผลิตทุเรียน เริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ม.ค.ถึงก.ค.2567 โดยจะออกสู่ตลาดกระจุกตัวมากที่สุดในเดือนพ.ค. 2567 คิดเป็นร้อยละ 53.20 ของผลผลิตทั้งหมด โดยขณะนี้ทุเรียนภาคตะวันออกผลผลิตออกไปเกือบ 100% และในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้ จะเป็นฤดูกาลแรกของทุเรียนภาคใต้ จะทำให้ตลาดทุเรียนไทยกลับคึกคักเหมือนเดิม

แม้ทุเรียนไทยจะมีคู่แข่งรอบด้าน จากเวียดนาม -จีน แต่ด้วยรสชาติโดดเด่น หอมหวาน นุ่มนวลและอัดแน่นด้วยคุณภาพ เชื่อว่า ทุเรียนไทยยังคงยืนหนึ่งสู้ศึกรอบด้านได้ แม้จะต้องปรับตัวรับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนไปอย่างรวดเร็ว

อ่านข่าว:

ทวงแชมป์ "ทุเรียนไทย" ส่งออกตลาดจีน 4 เดือน พุ่ง 2.25 แสนตัน

เปิดใจ "แสงชัย" ค่าแรง 400 บาท อย่ากระชากแรงจน SMEs ล้มตาย

กวก.เดินหน้าปั้นทุเรียนใต้คุณภาพ ตั้งเป้าส่งออก 1.3 แสนล้านบาท


เริ่ม 3 ก.ค. ขึ้นค่าโดยสาร MRT สายสีน้ำเงิน 17-45 บาท

Tue, 11 Jun 2024 15:38:00

วันนี้ (11 มิ.ย.2567) นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ด้วยการกำหนดอัตราค่าโดยสาร วิธีการจัดเก็บค่าโดยสาร และการกำหนดประเภทบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

เนื่องจากสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน กำหนดให้มีการปรับอัตราค่าโดยสารทุกๆ ระยะเวลา 24 เดือน หรือทุกๆ 2 ปี โดยอัตราค่าโดยสารปัจจุบันจะครบกำหนด 24 เดือนในวันที่ 2 ก.ค.นี้ ทำให้การคำนวณอัตราค่าโดยสารใหม่ตามดัชนีราคาผู้บริโภค จะมีอัตราเริ่มต้น 17 บาท สูงสุด 45 บาท

รายงานข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน​แห่งประเทศไทย​ เปิดเผยว่า รฟม.ได้เสนอการขึ้นราคาค่าโดยสารให้ ครม.พิจารณา การขึ้นค่าโดยสารเป็นไปตามดัชนีผู้บริโภค ทำให้การขึ้นค่าโดยสารจะมีผลทันทีในวันที่ 3 ก.ค.​นี้ โดยอัตราค่าโดยสารอยู่ที่ 17-45 บาท จากปัจจุบัน​อัตราค่าโดยสารอยู่ที่ 17-43 บาท

อ่านข่าว

มติ ครม.ฉลุยยาบ้า 1 เม็ด-ไอซ์ 100 มิลลิกรัมถือเป็นผู้เสพ

ครม.เห็นชอบเงินรางวัล "สลาก 3 หลัก" งวดไหนไม่มีผู้ถูกสมทบงวดถัดไป

ครม.เห็นชอบ "ไหว้" เอกลักษณ์ไทยประเภททักทาย-แสดงความเคารพ


ครม.เห็นชอบเงินรางวัล "สลาก 3 หลัก" งวดไหนไม่มีผู้ถูกสมทบงวดถัดไป

Tue, 11 Jun 2024 14:44:00

วันนี้ (11 มิ.ย.2567) น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงการสมทบเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก พ.ศ... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดสรรเงินจากการจำหน่ายสลากตัวเลขสามหลัก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อรูปแบบของสลากฯ ได้หลากหลายมากขึ้นตามราคาที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งเป็นการช่วยให้การเสี่ยงโชคนอกระบบและผิดกฎหมายให้น้อยลงได้

อ่านข่าว : ครม.เห็นชอบ "ไหว้" เอกลักษณ์ไทยประเภททักทาย-แสดงความเคารพ

รูปแบบของสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก-เป็นสลากประเภทสมทบเงินรางวัล ซึ่งประกอบด้วยหมายเลขให้เลือก 3 หลัก แต่ละหลักมี 10 หมายเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 9 (000-999 และไม่กำหนดหมายเลขไว้ในระบบล่วงหน้า) โดยผู้ซื้อสามารถเลือกหมายเลขแต่ละหลักให้ครบ 3 หลัก และสามารถเลือกเลขแต่ละหลักซ้ำกันได้ (เป็นรูปแบบใหม่ที่สำนักงานสลากฯ ยังไม่เคยดำเนินการมาก่อน)

อ่านข่าว : มติ ครม.ฉลุยยาบ้า 1 เม็ด-ไอซ์ 100 มิลลิกรัมถือเป็นผู้เสพ

การจัดสรรเงินรางวัล
– สำนักงานสลากฯ จัดสรรให้ร้อยละ 60 จากการจำหน่ายสลากฯ ตัวเลขสามหลักในแต่ละงวด (ไม่สามารถระบุเงินรางวัลได้ชัดเจน เนื่องจากเงินรางวัลจะแปรผันตามจำนวนผู้ที่ซื้อสลากฯ)

การสมทบเงินรางวัล
– ในการออกรางวัลประเภทใดไม่มีผู้ถูกรางวัลในงวดนั้น ให้นำเงินที่จัดสรรไว้สำหรับรางวัลประเภทนั้นสมทบไปเพื่อจ่ายเป็นเงินรางวัลสำหรับรางวัลประเภทเดียวกันในงวดถัดไป แต่ไม่เกินหนึ่งงวด
– หากการออกรางวัลงวดถัดไปไม่มีผู้ถูกรางวัลในรางวัลประเภทนั้นอีก

อ่านข่าว : 

"ทองคำ" ผันผวน ตลาดจับตาประชุมเฟด แนะตัดขาย 40,000 บาท

สหพันธ์ขนส่งฯ ขีดเส้นรัฐบาล 10 วัน แก้ดีเซลแพง 


"ทองคำ" ผันผวน ตลาดจับตาประชุมเฟด แนะตัดขาย 40,000 บาท

Tue, 11 Jun 2024 12:52:00

วันนี้ (11 มิ.ย.2567) เว็บไซต์ "ฮั่วเซ่งเฮง" รายงานสถานการณ์ราคาทองคำ ภาพรวมความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาราคาทองคำเริ่มฟื้นตัว หลังจากปรับตัวลงแรงเมื่อวันศุกร์ ซึ่งมีแรงซื้อทองคำเข้ามา ถึงแม้ว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรอติดตามข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ และการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ รวมถึงเฟดจะเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจ และการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเจ้าหน้าที่เฟด ส่วนกองทุน SPDR ถือครองทองคำเท่าเดิม

ขณะที่นักลงทุนรอติดตามประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในคืนวันพรุ่งนี้ คาดลดลงเล็กน้อย แนะนำใช้กลยุทธเชิงรับรอ Long สัญญา GF10M24 ที่ 40,250 บาท โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่ 40,800 บาท และตัดขาดทุนหากหลุดแนวรับสำคัญที่ 40,000 บาท

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ราคาทองว่า แม้ว่าราคาทองคำจะฟื้นตัวขึ้น แต่ยังไม่ถึงครึ่งของแท่งเทียนก่อนหน้า ทั้งนี้หากราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นแต่ยังเคลื่อนไหวต่ำกว่า 2,325-2,330 ดอลลาร์ อาจมีแรงเทขายบริเวณดังกล่าว โดยราคาทองคำมีแนวต้าน 2,325-2,330 ดอลลาร์

สำหรับราคาทองตลาดโลกแนวรับ : 2,300 และ 2,285 ดอลลาร์ แนวต้าน : 2,325 และ 2,330 ดอลลาร์หากราคาทองคำยังเคลื่อนไหวต่ำกว่า 2,325-2,330 ดอลลาร์ แนะนำเปิดสถานะขาย บริเวณราคา 2,325-2,330 ดอลลาร์ โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 2,335 ดอลลาร์ ส่วนการเข้าซื้อทองคำให้ Wait & See ไปก่อน

ส่วนราคาทองคำแท่ง 96.5% แนวรับ : 40,100 และ 39,950 บาท แนวต้าน : 40,350 และ 40,400 บาท โดยราคาทองคำโลกฟื้นตัว และเงินบาทอ่อนค่าหนุนราคาทองคำแท่งปรับตัวขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาทองคำแท่งยังคงมีโอกาสปรับตัวลงได้ต่อ และมีโอกาสที่ราคาทองคำแท่งจะปรับตัวลงหลุด 40,000 บาท หากเข้าซื้อทองคำแท่งให้ Wait & See ไปก่อน

สำหรับราคาทองวันนี้บวก 50 บาท ก่อนปรับตัวลง 50 บาท(ครั้งที่ 2 ) ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 40,100 บาท และราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 40,000 บาท ราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 40,600 บาท และราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 39,279.56 บาท ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 2,302 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 36077 บาทต่อดอลลาร์

โดยราคาทองรูปพรรณรวมค่ากำเหน็จ 500 บาท มีราคาดังนี้ ทองครึ่งสลึง ราคาขาย 5,513 บาท ทอง 1 สลึง ราคาขาย 10,525 บาท ทอง 2 สลึง/50 สตางค์ ราคาขาย 20,550 บาท และทอง 1 บาท ราคาขาย 40,600 บาท โดยเดือนมิ.ย.ภาพรวมราคาทองติดลบ 700 บาท

ด้าน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 36.50-37.20 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 36.51 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 36.32-36.70 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ยกเว้นเงินเยนและฟรังก์สวิสในสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยในช่วงแรกอัตราผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยิลด์)สหรัฐฯลดลงตามข้อมูลที่สร้างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯอาจลดความร้อนแรง ทางด้านธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี)ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 5 ปี จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.00% สู่ 3.75%

แม้อีซีบียอมรับว่าแรงกดดันด้านราคาอาจจะสูงเกินเป้าหมายไปอีกหนึ่งปี และผู้กำหนดนโยบายไม่ส่งสัญญาณใดๆเกี่ยวกับการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 18 ก.ค. อีซีบีมองว่ามีโอกาสน้อยสำหรับการลดดอกเบี้ยลงอีกในเดือนหน้า หลังข้อมูลค่าจ้างและเงินเฟ้อในภาคบริการออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด

โดยจุดสนใจของตลาดอยู่ที่การประชุมอีซีบีเดือนก.ย. ทั้งนี้บอนด์ยิลด์สหรัฐฯลดช่วงลบท้ายสัปดาห์ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานออกมาสดใสเกินคาด หนุนค่าเงินดอลลาร์ขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 6,045 ล้านบาท แต่มียอดซื้อพันธบัตรสุทธิ 2,415 ล้านบาท

จุดสนใจหลักของนักลงทุนจะอยู่ที่ข้อมูลเงินเฟ้อเดือนพ.ค.ของสหรัฐฯ รวมถึงการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)วันที่ 11-12 มิ.ย. ซึ่งคาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 5.25-5.50% และประมาณการดอกเบี้ย (Dot Plot) ชุดใหม่

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่เฟดมีแนวโน้มส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพียง 1-2 ครั้งในปีนี้ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ยังร้อนแรง นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.1% ในการประชุมวันที่ 13-14 มิ.ย. และอาจสื่อสารเกี่ยวกับการชะลอความเร็วในการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างยืดหยุ่นและค่อยเป็นค่อยไป

สำหรับปัจจัยในประเทศ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ในการประชุมวันที่ 12 มิ.ย. ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังสอดคล้องกับที่กนง.ได้เคยประเมินไว้ ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(CPI)เดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 1.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยถือเป็นการกลับเข้ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน จากราคาพลังงาน ผักสดและไข่ไก่ที่ปรับตัวสูงขึ้น

อ่านข่าว:

ครม.เห็นชอบเงินรางวัล "สลาก 3 หลัก" งวดไหนไม่มีผู้ถูกสมทบงวดถัดไป

หอการค้าชี้"บอลยูโร" ทำเงินสะพัด 8 หมื่นล้าน เศรษฐกิจขยาย 5%

วิกฤติโคเนื้อราคาตกต่ำ ความสิ้นหวังของเกษตรกร


สหพันธ์ขนส่งฯ ขีดเส้นรัฐบาล 10 วัน แก้ดีเซลแพง

Tue, 11 Jun 2024 12:17:53

วันนี้ (11 มิ.ย.2567) สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และเครือข่ายสมาชิก เดินทางไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 เพื่อยื่นหนังสือถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาราคาพลังงาน หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จึงต้องการให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 30 บาท/ลิตร

โดยก่อนหน้านี้สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือขอเข้าพบ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง เพื่อหารือเรื่องราคาน้ำมันดีเซล ที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับ

ปัจจุบันราคาดีเซลขยับขึ้นชนเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติปรับราคาเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา อีก 50 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 32.94 บาทต่อลิตร

หลังกระทรวงการคลังไม่ต่อมาตรการลดภาษีดีเซล ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 รวม 9 ครั้ง เป็นเงินภาษีที่เสียไปแล้วประมาณ 178,000 ล้านบาท

อภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ระบุว่า ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการขนส่ง ได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น แม้ส่งหนังสือเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้รับความสนใจ

วันนี้จึงได้มายื่นหนังสืออีกครั้ง โดยสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และสมาชิกสมาคมผู้ประกอบการขนส่ง 12 สมาคม ขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เกินกว่า 30 บาทต่อลิตร

สำหรับสภาพปัญหาในปัจจุบัน จากค่าใช้จ่ายต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการขนส่งจำนวนมากประสบปัญหาไม่สามารถจ่ายชำระค่างวด สถาบันการเงินได้เริ่มยึดรถบรรทุก ขณะที่ผู้ประกอบการขนส่งโดยสารกว่า 100,000 คัน ที่เพิ่งฟื้นตัวจากโควิด-19 ก็ได้รับผลกระทบในส่วนของการทำสัญญานำเที่ยวรูปแบบแพ็คเกจทัวร์ เนื่องจากต้องทำสัญญาล่วงหน้า 6-12 เดือน 

ส่วนแรงงานในภาคโลจิสติกส์และขนส่งสินค้ากว่า 5 ล้านคน อาจประสบปัญหาการเลิกจ้าง กรณีภาคขนส่งหยุดชะงักและบริษัทขนส่งปิดตัวลง

ทั้งนี้ นอกจากการปรับลดและตรึงราคาน้ำมันดีเซล 30 บาทต่อลิตร สหพันธ์ฯ มีข้อเสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นธรรม ลดการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน แยกไบโอดีเซล ออกจากส่วนผสมน้ำมันดีเซล และยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากต่างประเทศ

ที่ผ่านมา สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยและสมาชิก ได้พยายามคงราคาขนส่งไว้เพื่อไม่ให้ประสบกับผู้บริโภคซึ่งตามข้อตกลง หากราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้น 1 บาท จะต้องปรับค่าขนส่ง ร้อยละ 3

อย่างไรก็ตาม จากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นมาก สหพันธ์ฯ ขอประกาศว่า "ถ้าหลังจาก 10 วันไปแล้วไม่ได้รับคำตอบ" ผู้ประกอบการขนส่งมีความจำเป็นต้องปรับราคาขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9

อ่านข่าว : 

การค้าขานรับ "นเรนทรา โมดี” พณ.หนุนเอกชนใช้ FTA เจาะตลาด

ครม.เศรษฐกิจ ดัน 3 มาตรการฟื้นเศรษฐกิจ

เอกชนแห่ประมูลข้าว 10 ปี พณ.วอนอย่าวิตกคุณภาพข้าว


การค้าขานรับ "นเรนทรา โมดี” พณ.หนุนเอกชนใช้ FTA เจาะตลาด

Mon, 10 Jun 2024 18:07:00

วันนี้ (10 มิ.ย.2567) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้า หลังจากนายนเรนทรา โมดี ของอินเดียจากพรรค BJP ชนะการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา และได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์

  อย่างไรก็ตาม ภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อินเดียกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลกด้วย GDP ที่ขยายตัวถึงร้อยละ 8.2 ในปีงบประมาณ 2566 – 2567 (เม.ย. 2566 - มี.ค.2567)  โดยขยายตัวสูงกว่าที่รัฐบาลอินเดียคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 7.6 และเมื่อครั้งที่นเรนทรา โมดี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อปี 2557 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอินเดียในขณะนั้นขยายตัวสูงอยู่ที่ร้อยละ 7.4 เช่นกัน

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าการที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ชนะการเลือกตั้งเป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย จะไม่ส่งผลกระทบในการกำหนดทิศทางนโยบายด้านต่างประเทศและการค้าต่างประเทศในระยะยาว

คาดการณ์ว่ารัฐบาลอินเดียจะยังคงนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศไว้ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก เนื่องจากพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Alliance: NDA)มีนโยบายที่คล้ายคลึง

ผอ.สนค.กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาอินเดียดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและเป็นเอกเทศ (independent foreign policy) สนับสนุนโลกหลายขั้วอำนาจ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ซึ่งส่งผลดีต่ออินเดียอย่างชัดเจนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงกว้างระหว่างจีนและสหรัฐฯ นำไปสู่การยกระดับอินเดียสู่ระบบห่วงโซ่การผลิตของโลกแทนที่จีน และพาอินเดียเป็นมหาอำนาจเกิดใหม่ (Emerging Power)

นอกจากนี้ อินเดียเพิ่งมีการเริ่มใช้นโยบายด้านการค้าต่างประเทศใหม่ปี 2566 เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2566 จากเดิมที่มีการใช้นโยบายการค้าต่างประเทศในช่วงปี 2558 – 2563 จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คาดการณ์ว่าทิศทางการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเทียบกับสภาวะปัจจุบันและก่อนหน้านี้ของอินเดีย

“การบูรณาการของอินเดียเข้ากับตลาดโลก และทำให้อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือ (trust) และไว้วางใจได้ (reliable) ซึ่งจะช่วยให้อินเดียศบรรลุเป้าหมายในการพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งเป้าการเป็นศูนย์กลางการส่งออกโลก มุ่งเน้นการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าต่าง ๆเช่น สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร โอมาน ศรีลังกา ออสเตรเลีย และเปรู”

ล่าสุดเมื่อมี.ค.ที่ผ่านมา อินเดียได้ลงนามความตกลง FTA กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association: EFTA) ประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ซึ่งผลการดำเนินนโยบายการค้าต่างประเทศที่แข็งแกร่งของอินเดียสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขการส่งออกของอินเดียที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยการส่งออกสินค้าและบริการของอินเดียรวมกันมีมูลค่าสูงกว่า 776.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรี ของอินเดียจากพรรค BJP ชนะการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรี ของอินเดียจากพรรค BJP ชนะการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามทิศทางนโยบายการค้าต่างประเทศของอินเดียต่อไป เนื่องจากอินเดียยังคงเป็นตลาดที่น่าจับตามองจากนานาประเทศ จากขนาดตลาดที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกมากกว่า 1,400 ล้านคน

IMF คาดว่าอินเดียจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลกภายในปี 2568 รองจากสหรัฐฯ จีน และเยอรมนี

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมาย 10 ประเทศสำคัญที่ไทยจะดำเนินการนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกมีการเร่งผลักดันการใช้สิทธิ์ภายใต้ความตกลง FTA ที่ไทยมีกับอินเดียทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ ไทย-อินเดีย และ อาเซียน-อินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการยกระดับความตกลงให้มีความทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทย รวมถึงผลักดันสินค้าไทยให้สามารถจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ของอินเดีย

ปี 2566 อินเดียเป็นคู่ค้าลำดับที่ 11 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 16,044.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 555,217 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.8 ของการค้ารวมของไทยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอินเดีย ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

สินค้านำเข้าสำคัญจากอินเดีย ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

อ่านข่าว:

ทวงแชมป์ "ทุเรียนไทย" ส่งออกตลาดจีน 4 เดือน พุ่ง 2.25 แสนตัน

กวก.เดินหน้าปั้นทุเรียนใต้คุณภาพ ตั้งเป้าส่งออก 1.3 แสนล้านบาท

 “ทุเรียนไทย” ยังโดดเด่นในญี่ปุ่น ผู้ส่งออกชี้ให้เกษตรกรมั่นใจในคุณภาพ