สนามบินเบตงคืบ 93% คุยบางกอกแอร์เวย์ส-นกแอร์ เปิดเส้นทางบิน

Sun, 25 Aug 2019 19:53:00

วันนี้ (25 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นำสื่อมวลชนติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง จ.ยะลา เมื่อวานนี้ 

นายโกศล แสงสุวรรณ นายช่างไฟฟ้าปฏิบัติงาน กรมท่าอากาศยาน เปิดเผยว่าโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2563 ขณะนี้การก่อสร้างทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน พร้อมระบบไฟฟ้าสนามบิน รวมถึงอาคารที่พักผู้โดยสาร คืบหน้าแล้วร้อยละ 93

 

ระยะเริ่มต้นจะทำการบินโดยเครื่องบินขนาดเล็ก เนื่องจากทางวิ่ง (รันเวย์) มีขนาดความยาว 1,800 เมตร รองรับเครื่องใบพัด 72 ที่นั่ง โดยมีการประสาน 2 สายการบิน คือ บางกอกเอเวย์ส และนกแอร์ ส่วนสายการบินต่างประเทศนั้น เตรียมประสานสายการบินจากประเทศมาเลเซีย เพื่อเปิดเส้นทางการบินสู่เบตง

ส่วนการเปิดให้บริการ ทางสนามบินต้องประสานสำนักงานการบินแห่งประเทศไทย เพื่อขอใบรับรองการดำเนินงานสนามบินสาธารณะ ใบรับรองจัดการสนามบินสาธารณะ และเขตปลอดภัยในการเดินอากาศของสนามบิน

 

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติให้ขยายรันเวย์ รองรับการขนส่งและเครื่องบินขนาดใหญ่ของสายการบินต่าง ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณผู้โดยสารและการคมนาคมที่สะดวกยิ่งขึ้น ทำให้ผู้บริหารต้องประสานพูดคุยกับมาเลเซีย เกี่ยวกับข้อตกลงและการขอใช้น่านฟ้า เพื่อรองรับการใช้เครื่องบินขนาดใหญ่ในอนาคต ที่ต้องใช้น่านฟ้าบางส่วนของมาเลเซียในการวนเครื่องลงจอด  

 

สำหรับท่าอากาศยานเบตง คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบก่อสร้าง เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2558 กรอบวงเงิน 1,900 ล้านบาท ในพื้นที่ 920 ไร่ ที่ ต.ยะรม อ.เบตง จ.ยะลา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ในการเดินทางมาท่องเที่ยว เช่น ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง บ่อน้ำพุร้อนเบตง

 

 


"สภาที่สาม" ตรวจสอบนโยบายอีอีซี

Sun, 25 Aug 2019 19:17:00


วันนี้ (25 ส.ค.2562) ภาคประชาชนในนามสภาที่สาม จัดกิจกรรมเพื่อสะท้อนมุมมองต่อนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี และการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งหลายฝ่ายสะท้อนว่าการเดินหน้านโยบายดังกล่าว ขัดกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนและยังส่อขัดรัฐธรรมนูญ รวมถึง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กฎหมายอีอีซี ที่มีเนื้อหารวบอำนาจให้กับคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีรัฐมนตรีจาก 14 กระทรวง ร่วมเป็นกรรมการ และให้อำนาจในการงดเว้นกฎหมายอื่น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม หรือ กฎหมาย สปก. เพื่อให้สิทธิพิเศษเกินความจำเป็นกับนักลงทุน ขณะที่ต้องแลกกับผลกระทบทั้งวิถีชีวิต และความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายสะท้อนผ่านเวทีสภาที่สาม 


ชวนตรวจสอบ นโยบายอีอีซี 

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า พ.ร.บ.อีอีซี ขัดกับ 3 หลักการสำคัญ คือ 1.ไม่แลกกับผลกระทบที่จะเกิดกับวิถีชีวิต หรือ แหล่งความมั่นคงทางอาหาร แต่ พ.ร.บ.อีอีซี กลับรวบอำนาจให้คณะกรรมการนโยบายอีอีซี ออกมาตรการเอื้อให้กลุ่มทุนรุกไล่เกษตรกร 2.การออกกฎกติกาให้ประโยชน์กับนักลงทุน ต้องให้เท่าที่จำเป็น แต่ พ.ร.บ.อีอีซี กลับเพิ่มสิทธิประโยชน์จากกฎหมายบีโอไอ อีกหลายส่วน โดยเฉพาะมาตรา 49 ที่ว่าด้วยการให้สิทธิการถือครองกรรมสิทธิ์ และเช่าที่ดินสูงถึง 99 ปี และ 3.การจัดทำต้องรัดกุม ไม่ใช่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน แต่ พ.ร.บ.อีอีซี กลับมีหลายมาตรา ที่ยกเว้น พ.ร.บ.ฉบับอื่น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักลงทุน เช่น การเวนคืนที่ดิน การให้สิทธินำที่ดิน สปก.มาใช้ประโยชน์อื่น โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นกระบวนการขายสมบัติชาติหรือไม่

 

 

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ระบุว่า เนื้อหาของ พ.ร.บ.อีอีซี ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 72 ที่ระบุชัดว่า รัฐพึงดำเนินการวางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และศักยภาพของที่ดิน ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ แต่การดำเนินการที่ผ่านมา กลับไม่คำนึงถึงความต้องการและผลกระทบของคนในพื้นที่ หากรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการต่อ ก็เตรียมฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ

 

 

นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การเดินหน้าโครงการอีอีซี ผิดทิศผิดทาง เพราะแทนที่จะมีการเจรจาเพื่อดึงนักลงทุนมายังไทย แต่กลับเดินหน้าโครงการก่อน ด้วยการเร่งรัดออกกฎหมาย ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และปล่อยให้มีการกว้านซื้อที่ดินจากกลุ่มทุนเพื่อเก็งกำไร ก่อนจะมีการเปลี่ยนแผนผังการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวเพื่อทำเกษตรกรรมเป็นสีม่วง เขตอุตสาหกรรม แต่สุดท้ายกลับไม่เห็นความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศ

 

 

เวทีวันนี้ มีตัวแทนพรรคการเมืองและชาวบ้านจากพื้นที่อีอีซี ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและสะท้อนปัญหาผลกระทบเรื่องที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งนอกจากจะตั้งกระทู้ถามเรื่องนี้ในสภาฯ และยื่นญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบโครงการอีอีซีแล้ว ยอมรับว่าญัตติที่ยื่นต่อสภาฯ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยังไม่มีความคืบหน้า แม้จะยืนยันว่า ไม่ได้คัดค้านอีอีซี แต่เรียกร้องให้ชะลอเรื่องนี้ออกไปก่อน เพื่อศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน

 

 

โครงการ EEC ผมอยากจะใช้คำว่า “The Ends of Eastern life by Coup d'état” มันเป็นการทำลายวิถีชีวิตของคนตะวันออกอย่างแท้จริง มาตั้งแต่วาทกรรมที่บอกว่า โชติช่วงชัชวาล จนถึง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่ของคนในพื้นที่ แต่เป็นของคนที่มีเงินเยอะเสียจนใช้ยังไงก็ไม่หมด ซึ่งกฎหมายประเทศเรามันเอื้อให้พวกเขาทำแบบนั้นได้

 

นายจิรัฏฐ์ ยังตั้งคำถามต่อกรณีค่าเช่าที่ดิน 99 ปี ที่รัฐจะได้รับจากนักลงทุนว่า เพียงพอหรือไม่ ที่จะมาจ่ายค่าดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ เพียงพอหรือไม่ที่จะไปฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติตรงนั้น ซึ่งมีผลกระทบแน่นอน ไม่ว่าจะเรื่องของการประมง การเกษตร พร้อมระบุว่า ไม่ได้คัดค้านอีอีซี เพียงแต่มองว่าประเทศมีที่ดินอีกมาก แต่รัฐกลับจะนำที่ดินที่ติดถนน ที่ดินของชาวบ้าน ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน และรู้สึกว่า ประชาชนในพื้นที่ไม่มีความมั่นคง ทั้งไม่มีความมั่นคงในที่ทำกิน ไม่มีความมั่นคงในการใช้ชีวิต เพราะถูกข่มขู่ ถูกขับไล่ตลอดเวลา

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“วิกรม” ไม่ติดใจถูกกล่าวหาผัง EEC เอื้อทุน ย้ำไทยขาดกลุ่มทุนไม่ได้

"อนาคตใหม่" ขอชะลอผังการใช้ประโยชน์ที่ดินอีอีซี ตั้งขอสังเกตเอื้อกลุ่มทุน

เครือข่ายภาคตะวันออก เดินหน้าคัดค้านผังเมืองอีอีซี

 


ทางหลวงเตรียมเสนอลดค่าผ่านทาง M-Pass 10%

Sun, 25 Aug 2019 16:46:00

วันนี้ (25 ส.ค.2562) ภายหลังการมอบนโยบายการดำเนินงานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ณ แขวงทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 พร้อมตรวจการแก้ไขปัญหาการจราจรแออัด บริเวณหน้าด่านทับช้าง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความแออัดทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์ ลักษณะเดียวกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยต้องทดสอบในห้องปฏิบัติการ ก่อนนำข้อมูลมาประมวลผล ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งมีกำหนดการกรอบเวลาที่ต้องสรุปภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อหารูปแบบที่ดีที่สุด

 

ขณะที่ปัญหาส่วนใหญ่ พบว่า ประชาชนนิยมใช้บริการช่องเงินสดกว่าร้อยละ 73 และใช้ช่องอัตโนมัติ หรือ M-PASS เพียงร้อยละ 27 เท่านั้น ซึ่งจากสมมุติฐานการจำหน่ายคู่ปองล่วงหน้าสำหรับมอเตอร์เวย์ จากการทดลองวันนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่ช่อง M-pass ถือว่าดำเนินการได้ดีไม่พบปัญหา จึงมอบหมายให้กรมทางหลวง หาแนวทางจูงใจให้ประชาชนมาใช้บริการ M-PASS มากขึ้น เบื้องต้นจะลดอัตราค่าผ่านทางร้อยละ 10 จากอัตราค่าบริการแต่ละด่าน โดยให้หารือร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาตีเร็วที่สุด

 

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่าสำหรับการลดอัตราค่าผ่านทางร้อยละ 10 สามารถดำเนินการได้ ซึ่งขณะนี้กรมทางหลวงได้เสนอสำนักงานกฤษฎีกาแล้ว ในการขอใช้ค่าบริการ 2 อัตรา เพราะหากลดจะทำให้ค่าบริการต่างกัน ซึ่งหากกฤษฎีกาเห็นชอบสามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากสำนักงานฤกษฎีกาตีความแล้วไม่สามารถดำเนินการได้ กรมฯ จะขอแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติ อัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

 

 


นำร่องเลิกไม้กั้นด่านอโศก 3-4 แก้ปัญหารถติด ชั่วโมงเร่งด่วน

Sun, 25 Aug 2019 16:29:00

วันนี้ (25 ส.ค.2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กพท.) และกรมทางหลวง ทดลองยกไม้กั้นในช่องชำระค่าผ่านทางแบบเงินสด อี่ซี่พาส (EASY PASS) และเอ็มพาส (M-Pass) ออก เพื่อแก้ปัญหารถติดหน้าด่านในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า-เย็น

ถึงแม้ว่า วันนี้จะยังไม่เห็นสภาพการจราจร แต่จากการทดลองใน 1 นาทีก็พบว่า เมื่อยกไม้กั้นในช่องอีซี่พาส ทำความเร็วได้ 15 คัน และช่องเงินสดอยู่ที่ 12-15 คัน

 

 

ขณะเดียวพบว่า เกิดปัญหาการชะลอตัวหน้าด่าน เพราะประชาชนยังไม่ทราบว่าจะมีการทดสอบยกไม้กั้นหน้าด่าน จึงสั่งการให้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่าจะยกไม้กั้น ด่านอโศก 4 ขาเข้ากรุงเทพฯ เวลา 06.00-09.00 น. และด่านอโศก 3 ขาออกกรุงเทพฯ เวลา 16.00 -19.00 น. โดยหลังจากนี้ จะต้องนำข้อมูลมารายงานผลการดำเนินการให้กระทรวงฯ รับทราบภายใน 1 สัปดาห์

 

 

รมว.คมนาคม มั่นใจว่า จะช่วยเพิ่มความเร็วให้กับผู้ใช้รถได้มากขึ้น พร้อมขอความร่วมมือผู้ใช้รถ ไม่ขับฝ่าไม้กั้นโดยไม่เสียค่าผ่านทาง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ไม่จ่ายเงินเพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้น

ขณะที่ในอนาคตภายใน 1 ปี มีแผนจะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการตรวจสอบการจัดเก็บค่าผ่านทาง โดยไม่ต้องใช้เงินสดและอีซี่พาส แต่จะเป็นรูปแบบกล้องที่จะตรวจจับเลขทะเบียน แล้วตัดเงินจากบัตรทันที เหมือนเช่นที่ต่างประเทศ โดยจะมีข้อมูลเชื่อมต่อกับกรมการขนส่งทางบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรม และป้องกันรถที่ฉวยโอกาสผ่านด่าน

ในระยะยาวถ้าเป็นระบบกล้อง AI ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็น Easy Pass หรือเป็นเงินสด เพราะว่าซอฟต์แวร์จะคำนวณค่าผ่านทางได้เลยเมื่อ Check In-Check Out ออกไปแล้ว ก็ไปเก็บบิลสิ้นเดือน

ส่วนที่การทางพิเศษได้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าไม่ชำระเงินจะมีผลเป็นยังไง เราคงจะต้องให้กรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องจดทะเบียน ต่อทะเบียน เป็นคนที่จะช่วยในการดำเนินการ คิดว่าจริงๆ แล้วพี่น้องคนไทย ถ้าเข้าใจเหตุผลจริงๆเรื่องนี้สำเร็จ

จากการสอบถาม นายวิชัย อันทานุวัติ ผู้ใช้ทาง บอกว่า การยกไม้กั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลายครั้งต้องเสียจังหวะช่วงไม้กั้นตกลงมา ส่วนช่องอีซี่พาส บางครั้งระบบก็มีปัญหาทำให้การจราจรติดขัด

ปัจจุบันจะติดตรงไม้กั้นนี่แหละ บางครั้งไม้กั้นไม่ทำงาน ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเพราะว่า เครื่องหรือเปล่า บางทีเซ็นเซอร์ไม่ทำงาน บางครั้งถ้าเรามาด้วยความเร็วก็ต้องชะลอ แต่ถ้าเป็น อีซี่พาส ก็จะเบาลง แต่ถ้าเป็นด่านเก็บเงินที่ต้องใช้เงินสดอันนี้ การจราจรก็จะติดขัด

สถิติของการทางฯ พบว่า ในช่องจ่ายเงินสด 1 นาทีสามารถผ่านด่านได้ 6-7 คันต่อช่อง  ส่วนช่องจ่ายเงินอัตโนมัติ 1 นาที รถผ่านด่านได้ประมาณ 13-20 คันต่อช่อง  


ขอห้างเก็บค่าถุงหูหิ้ว 2 บาท

Sun, 25 Aug 2019 12:38:00

วันนี้ (25 ส.ค.2562) นายอภิภพ พึ่งชาญชัยกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า มาตรการงดแจกถุงหูหิ้วของห้างร้านต่างๆ เป็นมาตรการช่วยให้ปริมาณขยะพลาสติกลดลง และเห็นว่าควรมีมาตรเข้มข้นสำหรับผู้จำเป็นต้องใช้ถุง จะต้องเรียกเก็บเงินถุงละ 2 บาท เพื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นทุนดูแลสิ่งแวดล้อม

 

โดยเงิน 2 บาทที่เสนอเก็บจะแบ่งเป็นเงินค่าดำเนินการและซีเอสอาร์ของห้างสรรพสินค้า ร้านค้า 25 สตางค์ อีก 50 สตางค์ ส่งไปสมทบกับกองทุนของสถาบันพลาสติก ที่มีเงินทุนเดิมประมาณ 5 ล้านบาท จาก 34 องค์กร ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม หรือ PPP Plastic และส่วนที่เหลือสำหรับเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม ภายใต้คณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

 

ห้างควรงดแจกถุงหูหิ้ว แต่ถ้าจะให้ทุกคนไปซื้อถุงผ้าใบละ 50-60 บาท ก็เป็นภาระเกินไป ถ้าใครจำเป็นต้องใช้ถุงพลาสติกก็ควรจ่ายถุงละ 2 บาท เอาเงินตัวมันเองไปเยียวยาสิ่งแวดล้อม 

นายอภิภพ ให้ข้อมูลว่าบางประเทศ เช่น จีนและญี่ปุ่น เมื่อใช้มาตรการในลักษณะนี้ พบว่าปริมาณถุงพลาสติกลดลงมาก จึงได้นำเสนอโมเดลนี้ให้ภาครัฐพิจารณา แต่ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 1 ปี ยังไม่มีความคืบหน้า

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่าต้องปรับแก้กฎหมายบางอย่าง เช่น เงินจัดเก็บไม่ควรถูกจัดเป็นรายได้ของห้างร้านที่ถูกนำไปคำนวณเป็นภาษีนิติบุคคล เพราะต้องส่งต่อเงินไปใช้แก้ปัญหาขยะพลาสติก รวมถึง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมที่ควรมีข้อกำหนดด้วย

 

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า หากมีความร่วมมือหมุนเวียนใช้พลาสติก และเทคโนโลยีการกำจัดขยะครบวงจร จะช่วยให้เป้าหมายการลดขยะพลาสติกลงทะเลร้อยละ 50 เกิดได้เร็วขึ้น 3 ปี จากเดิมปี 2570 โดยสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การจัดทำฐานข้อมูลขยะพลาสติกเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่มีข้อมูลเพียงปี 2561 ปีเดียว และยังต้องเพิ่มพื้นที่ที่ทำการศึกษา ผลกระทบจากมาตรการลดและเลิกใช้พลาสติกบางชนิด

 

 


“วิกรม” ไม่ติดใจถูกกล่าวหาผัง EEC เอื้อทุน ย้ำไทยขาดกลุ่มทุนไม่ได้

Sat, 24 Aug 2019 14:41:00

วันนี้ (24 ส.ค.2562) นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังเปิดตัว ห้องเรียนรู้อัจฉริยะ (DEPA AMATA Smart Classroom) และ AMATA SMART City Showcase ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ชลบุรี

 

โดยให้ความเห็นกรณีมีข้อกังวลจากหลายฝ่ายต่อการจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งนิคมอมตะฯ เป็นหนึ่งในหลายนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

นายวิกรม ยืนยันว่า นิคมอมตะฯ ปฏิบัติตามข้อกำหนดการจัดทำผังใช้ประโยชน์ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ที่คำนึงถึงหลักการด้านสิ่งแวดล้อมและผังเมืองอย่างเคร่งครัด พร้อมมั่นใจว่าอมตะเป็นนิคมอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ของไทย ที่จัดการปัญหาด้านผังเมืองและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นทำให้นำไปสู่ความพยายามยกระดับจาก Perfect City เป็น Smart City หรือเมืองอุตสาหกรรมที่เน้นนวัตกรรมสมัยใหม่

ในนิคมอมตะฯ เรามีพื้นที่สีเขียวถึง 40% ของทั้งหมด ซึ่งไม่มีที่ไหนที่จัดการน้ำเสียและดูแลผังเมืองได้เป็นระเบียบ ถือเป็นการจัดการทุกอย่างตามกฎเกณฑ์ข้อกำหนดทุกขั้นตอน

ไม่ขัด "ผังอีอีซีเอื้อทุน" ชี้สร้างเม็ดเงินพัฒนาประเทศ

ส่วนกรณีถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นกลุ่มทุนใหญ่ที่ได้รับการเอื้อประโยชน์ในผังการใช้ประโยชน์ที่ดินใน EEC นั้น นายวิกรม ยืนยันว่า กลุ่มทุนคือนักลงทุน โดยเฉพาะในอมตะฯ สามารถสร้างเม็ดเงินลงทุนได้ 1.7 ล้านล้านบาท หากไม่ทำก็อาจไม่มีนักลงทุนเข้ามา ในช่วงภาวะที่การส่งออกของประเทศติดลบ

สำหรับความเห็นกรณีที่มีชาวบ้านคัดค้านผังการใช้ประโยชน์ EEC นั้น นายวิกรม เห็นว่า เป็นเพียงคนบางกลุ่ม ไม่ใช่คนในพื้นที่ จึงอยากให้คำนึงถึงความสำคัญของการพัฒนาว่าตอนนี้จะเลือกเพียงการทำเกษตร หรือจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทำเมืองอัจฉริยะ

ชาวบ้านที่ค้านแค่คนไม่เกิน 10 คน ไม่ใช่คนในท้องที่ จึงอยากให้ไปรับฟังชาวบ้านจริงๆ ว่าเขาต้องการทำเกษตร หรือต้องการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ แต่ประเด็นหลักก็ต้องคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย

 

สำหรับการเปิดตัว “ห้องเรียนรู้อัจฉริยะ” (DEPA AMATA Smart Classroom) และ AMATA SMART City Showcase มีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน พร้อมระบุว่า ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรที่ต้องก้าวทันเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นการผลักดันให้ไทยเป็น Digilal Hub ของอาเซียน

 

โดยโครงการห้องเรียนรู้อัจฉริยะที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ชลบุรี แห่งนี้ เตรียมที่จะขับเคลื่อนให้มีการพัฒนาทักษะแรงงาน รองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะเกิดขึ้นใน EEC โดยอมตะ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA สนับสนุนให้เกิดโครงการนี้ พร้อมวางเป้าหมายพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคอุตสาหกรรมให้มีทักษะด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล ให้ได้ตามเป้า 100,000 คนภายใน 2 ปี

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการ ชี้ "อีอีซี" คือกระดุม 5 เม็ดที่ติดผิดพลาด

"อนาคตใหม่" ขอชะลอผังการใช้ประโยชน์ที่ดินอีอีซี ตั้งขอสังเกตเอื้อกลุ่มทุน

เครือข่ายภาคตะวันออก เดินหน้าคัดค้านผังเมืองอีอีซี

 

 


ทอท.ชี้ "เซ็นทรัล วิลเลจ" ใช้พื้นที่พลการ ส่อขัดกฎการบินสากล

Sat, 24 Aug 2019 13:34:00

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ทอท.ได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานประปาสาขาสุวรรณภูมิ การประปานครหลวง (กปน.) องค์การบริหารส่วนตำบลบางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และกรมธนารักษ์ เพื่อแจ้งปัญหาการบุกรุกพื้นที่ใช้ก่อสร้างโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ (Central Village) โดยเฉพาะแนววางท่อประปา เนื่องจากเป็นการใช้พื้นที่โดยพลการ และก่อสร้างโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

ทอท.ซึ่งผู้เป็นดูแลพื้นที่แทนกรมธนารักษ์ ได้ส่งหนังสือแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อเข้ามาตรวจสอบ รวมถึงได้สั่งการให้หยุดการก่อสร้างดังกล่าว พร้อมทั้งรายงานให้ทราบถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะพื้นที่ดังกล่าวอาจจะถูกใช้เป็นทางเข้า-ออกสนามบิน ซึ่งจะทำให้เกิดความคับคั่งและปัญหาจราจรแออัด

 

นอกจากนี้ ยังส่งหนังสือชี้แจงไปยังสำนักงานการบินพลเรือน (กพท.) เพื่อสอบถามความเหมาะสมของการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ของเซ็นทรัลว่า ขัดกับเงื่อนไขกฎเกณฑ์การบินขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) แม้จะไม่มีการก่อสร้างอาคารสูงเกิน 3 เมตร ตามเงื่อนไขพัฒนาพื้นที่รอบสนามบิน แต่อาจมีปัญหาอื่นที่ส่งผลกระทบ เช่น เรื่องแสงสว่างของโครงการที่อาจทำให้นักบินสับสน หรือเสี่ยงต่อความปลอดภัยการนำเครื่องบินลงจอดที่รันเวย์

ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้สั่งการให้ ทอท.ดูข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายให้ครบถ้วนในการดำเนินการ ทั้งนี้ห้างดังกล่าวจะมีการเปิดให้บริการในวันที่ 31 ส.ค.นี้

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ขณะที่นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ว่าการก่อสร้างชอบด้วยกฎหมายผังเมืองหรือไม่ เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้ก่อสร้างในพื้นที่ดินประเภท ประเภท ก. 1-10 พื้นที่สีเขียว (ประเภทชนบทและเกษตรกรรม) ห้ามก่อสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่กฎหมายผังเมืองก็มีข้อยกเว้นให้สามารถก่อสร้างอาคารต่างๆ ได้ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร และพื้นที่ก่อสร้างต้องไม่เกิน 10% ของพื้นที่ประเภท ก. 1-10 ทั้งหมด ซึ่งลงพื้นที่แล้วก็จะรับทราบข้อเท็จจริงได้ชัดเจนขึ้น

เบื้องต้น ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมืองไปหารือกับผู้เกี่ยวข้องว่าการใช้พื้นที่ก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมายผังเมืองหรือไม่ โดยขีดเส้นให้ส่งข้อมูลกลับมาภายใน 1 เดือน

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ทาอินต๊ะ ประธานสหภาพแรงงานบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์กรณีการก่อสร้างห้างเซ็นทรัล วิลเลจ ในเขตความปลอดภัยทางการบินว่า ทอท.จะต้องรับผิดชอบหากไม่ดำเนินการใดๆ เพราะถ้ามีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่กำกับดูแลกิจการการบินแล้วพบว่า มาตรฐานการบริหารความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย มีข้อบกพร่อง หรือ ติดธงแดง จะะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ

และยังมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องพื้นที่ของเซ็นทรัล วิลเลจ แม้ว่าจะอยู่นอกเขตสนามบิน แต่ก็เป็นบริเวณใกล้เคียงสนามบิน (vicinity of Aerodrome) ที่แม้ไม่ได้อยู่ในการกำกับของสนามบินโดยตรง แต่การที่จะมีผู้ใดที่มีพื้นที่อยู่บริเวณใกล้เคียงสนามบิน โดยเฉพาะในแนวบินร่อนลง (take off & approach) จะมีกิจกรรมใดๆ หรือใช้พื้นที่ก่อสร้าง
จะอยู่ภายใต้การกำกับตรวจสอบจากรัฐ ที่จะต้องตรวจสอบกิจกรรมดังกล่าวว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานสนามบินหรือไม่

 

สำหรับโครงการ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี เอาต์เล็ตระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 100 ไร่ หรือ 40,000 ตารางเมตร พร้อมขนแบรนด์ดังระดับโลกกว่า 130 แบรนด์ที่จะทยอยเปิดในวันที่ 31 ส.ค.นี้

 


ศึกชิงสนามบินกระบี่

Fri, 23 Aug 2019 18:57:00

วันนี้ (23 ส.ค.) นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ชี้แจงกับทีมข่าวไทยพีบีเอสว่า แต่ละปีกรมท่าอากาศยานได้รับงบประมาณจากรัฐบาล ปีที่ผ่านมาประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งร้อยละ 90 เป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอ เพราะต้องจ้างบุคคลากร แต่เงินที่มาจากค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร แต่ละปีเก็บได้ประมาณ 800 ล้านบาท ครึ่งหนึ่งมาจากท่าอากาศยานกระบี่

 

งบประมาณนี้สามารถนำมาปรับปรุงท่าอากาศยานในกรณีเร่งด่วนที่ตั้งงบไม่ทัน ก็สามารถนำเงินส่วนนี้มาบริหารจัดการได้ รวมถึงนำมาจ้างบุคลลากรให้ทันกับปริมาณการจราจรทางอากาศที่เติบโต และที่สำคัญคือการต้องนำเงินมาหล่อเลี้ยง 28 สนามบินที่เหลือ หากนำสนามบินกระบี่ไปก็จะกระทบกับการบริหารจัดการ สนามบินที่มี และสนามบินที่กำลังจะเปิดให้บริการโดยเฉพาะสนามบินใหม่ เช่น มุกดาหาร บึงกาฬ และสนามบินเบตงที่จะเปิดให้ใช้บริการปีหน้า ซึ่งอาจจะจะไม่มีเงินจ้างเรื่องการทำความสะอาด การรักษาความปลอดภัยพร้อมเสนอว่า จะต้องใช้วิธีการให้เอกชนมาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) เพื่อความโปร่งใส และเกิดประโยชน์กับประเทศสูงที่สุด

 

ยอมรับว่ากังวลหากต้องโอนย้ายท่าอากาศยานกระบี่ไปให้ ทอท. เพราะปัจจุบันทย.มีสนามบิน 28 แห่งกระจายทุกแห่งทั่วภูมิภาค แม้จะเป็นสนามบินเล็กๆ ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน แต่ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมก็คิดในราคาต่ำ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการขนส่งทางอากาศ แต่ถ้าต้องโอนย้าย ทย. ก็คงต้องทบทวน เพราะเราคงไม่สามารถซ่อมบำรุง ต้องลดระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย และไม่สามารถจัดหาบุคลากร ความปลอดภัยให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยตาม กพท. กำหนด

ปัจจุบันสนามบินกระบี่สร้างรายได้ให้กรมท่าอากาศยานอันดับ 1 มีผู้โดยสารประมาณ 4 ล้านคน เฉพาะค่าธรรมเนียมสร้างรายได้กว่า 400 ล้านบาท ซึ่งพรบ.การเดินอากาศฉบับใหม่อนุญาตให้ ทย.นำรายได้จากผู้โดยสารขาออก และสามารถนำค่าขึ้นลงอากาศยาน มาดำเนินการได้ ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างทำโครงสร้างเงินทุนหมุนเวียนนอกเหนือจากการพึ่งงบของรัฐ

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ทย. พร้อมเข้าไปหารือตามที่ รมว.คมนาคม สั่งการ ซึ่งขณะนี้กำลังจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับท่าอากาศยานกระบี่ในทุกด้าน และพร้อมนำเสนอในสัปดาห์หน้า แต่ขอดูข้อเสนอของ ทอท. ก่อนว่าเป็นอย่างไร

 

ทอท. ชี้แจงเหตุเปลี่ยนแผนโอน 4 สนามบิน ยันพร้อมลงทุน 12,000 ล้านบาทไม่ใช้งบรัฐ 

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่าสาเหตุที่เปลี่ยนแผนการรับโอน 4 สนามบินมาเป็น บุรีรัมย์ กระบี่ ตาก และอุดรธานี เพราะนโยบายของรัฐบาลคือการแก้ปัญหาความแออัดทางอากาศ ขณะที่การพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ 2 และสนามบินภูเก็ต 2 อาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 7 ปีกว่าจะเปิดให้บริการได้
สาเหตุที่ต้องเลือกสนามบินกระบี่ เพราะเป็นสนามบินเหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหาความแออัดที่สนามบินภูเก็ต เนื่องจากอยู่ไม่ห่างจากกันมาก สามารถเชื่อมต่อการเดินทางของผู้โดยสารได้

 


ส่วนสนามบินบุรีรัมย์ เพราะต้องการวางตำแหน่งเป็นสนามบินอีสานใต้คู่กับสนามบินอีสานเหนือคือ อุดรธานี แต่สนามบินสกลนคร พบว่ามีปัญหาไม่สามารถพัฒนาได้ เนื่องจากประสบปัญหาน้ำท่วมปีละ 3 เดือน และไม่มีเขื่อนรับน้ำรอบสนามบินเหมือนกับที่อื่น ส่งผลต่อประสิทธิภาพการวางแผนทำตลาด เพราะไม่สามารถการันตีให้สายการบินได้ว่าจะสามารถลงจอดได้ตลอดปี จึงพัฒนาสนามบินบุรีรัมย์ ซึ่งมีผู้โดยสารปีละ 200,000-300,000 คนแทน


ทอท. พร้อมเดินหน้าลงทุนวงเงิน 12,000 ล้านบาท ให้กับทั้ง 4 สนามบิน โดยจะใช้เงินลงทุนของทอท. เข้าไปดำเนินการแทนเงินงบประมาณรัฐ ตามแผนที่กรมท่าอากาศยานวางไว้ได้แก่ การพัฒนารันเวย์สนามบินกระบี่วงเงิน 6,000 ล้านบาท และการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินบุรีรัมย์ วงเงิน 750 ล้านบาท รวมถึงลงทุนติดตั้งอุปกรณ์สนามบินอุดรธานี 1,500 ล้านบาท เป็นต้น
หลังจากนี้จะเสนอผลการศึกษาการรับโอน 4 สนามบิน ไปยังกระทรวงคมนาคม คงต้องรอดูว่ากระทรวงคมนาคมจะเห็นชอบตามแผนนี้หรือไม่

 

นักวิชาการเสนอพิจารณาการโอนย้ายให้รอบคอบหวั่นผูกขาด

นายนวทัศน์ ก้องสมุทร อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า วิธีคิดหรือวิธีการพัฒนาของ ทอท. เน้นในภาคของธุรกิจภาคของรายได้ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่พาณิชย์มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนของผู้โดยสารเพิ่มคุณภาพการบริการ

 


ส่วนทย.เองก็ต้องยอมรับว่า ช่วงที่ผ่านมาก็พยายามพึ่งพาตัวเองเป็นกองทุนหมุนเวียน แต่ถ้าสนามบินกระบี่ถูกถูกย้ายออกไป ก็จะกระทบเพราะรายได้จากค่าธรรมเนียมมากถึงร้อยละ 50 ทย.ก็อาจระส่ำระส่ายในการบริหาร นอกจากนี้ รูปแบบของกรมท่าอากาศยาน อาจจะทำให้การแก้ปัญหา การพัฒนาเป็นไปได้ช้า อย่าลืมว่าทอท.มีหุ้นเอกชนร้อยละ 30 ไม่ได้เป็นรัฐทั้งหมด หากโอนย้ายให้ทอท.ดูแลก็อาจจะต้องมีขอบเขตเวลาชัดเจนไม่ใช่ว่าให้ไปตลอดอายุโดยไม่มีการกำหนด


มุมมองผมเองยังยังยังมีความเป็นห่วงมากขึ้นด้วยซ้ำว่า จะทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ท่าอากาศยาน 2 ท่าหลักอยู่ในความดูแลของหน่วยงานเดียว มันจะทำให้ขาดการแข่งขัน ซึ่งม.เกษตรเคยทำผลการศึกษาและพบว่าแม้แต่สนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 ไม่ควรจะให้ทอท.ดูแล เพราะปัจจุบันภูเก็ต ที่ทอท.บริหารอยู่ก็มีรายได้ ที่มีระดับกำไรที่ดีพอสมควร


รมว.คมนาคมยืนยัน ศึกชิงสนามบินต้องจบสัปดาห์หน้า


นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงประเด็นการโอน 4 สนามบินภูมิภาคที่ก่อนหน้านี้ได้มีการปรับแผนใหม่ ได้แก่ สนามบินกระบี่,สนามบินบุรีรัมย์, สนามบินตาก และสนามบินอุดรธานี ซึ่งต่อมา ทย. ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยในการส่งมอบการบริหารจัดการท่าอากาศยานกระบี่ให้ ทอท. โดยสัปดาห์หน้าจะเรียก ทย. และทอท.หารือร่วมกัน โดยจะให้มีการเสนอเหตุผลมาให้พิจารณา


ให้มาคุยด้วยเหตุผลกัน ว่าอะไรคือสิ่งดีที่สุดในเรื่องที่จะพัฒนาท่าอากาศยานที่อยู่ในประเทศ ส่วนประเด็นที่ ทย.ที่เป็นห่วงเกี่ยวกับงบประมาณที่สนามบินกระบี่มีส่วนช่วยในผลประกอบการภาพรวมก็จะต้องมีการมาหารือร่วมกัน ซึ่งทาง ทอท.ก็พร้อมที่จะเข้าสนับสนุนกองทุนแต่ก็จะต้องมาหารือกันอีกครั้ง แต่มองว่าต่างคนต่างมีเหตุผล ก็เอาเหตุผลให้มาคุยกัน ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด 

ก.คลัง เตรียมยกเครื่องชุดมาตรการสวัสดิการแห่งรัฐรายจังหวัด

Fri, 23 Aug 2019 16:26:00

วันนี้ (23 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลัง เสนองานวิจัยการออกแบบสวัสดิการแห่งรัฐ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ แทนสวัสดิการเหมารวม ช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้มีประสิทธิภาพมากกว่า และย้ำการดึงเงินฝากเหลือจากการเบิกจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ถือเป็นการล้วงลูก เพราะเป็นเงินของประชาชนเหมือนกัน  

ในงานสัมมนาประจำปี "คลังคิด เศรษฐกิจเชิงพื้นที่" เศรษฐกร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นำเสนอผลงานวิจัย เกี่ยวกับ การออกแบบชุดสวัสดิการ และแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นรายพื้นที่ หลังวิเคราะห์ข้อมูลจาก ผลผลิตทางเศรษฐกิจ และความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐาน พบว่า ภาคกลาง และใต้ เป็นพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพและความพร้อมพัฒนาได้ในทุกด้าน

ส่วนภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ ยังใช้ประสิทธิภาพของพื้นที่ ไม่เต็มที่ ก่อนนำดัชนีชี้วัดด้านอื่น ๆ 12 ดัชนี 8 กลุ่ม เช่น ข้อมูลสาธารณสุข, การศึกษา, ทรัพยากรมนุษย์ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายจังหวัด และจัดกลุ่มเพื่อกำหนดกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ได้ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2.กลุ่มควิก วิน 3.กลุ่มการพัฒนา ไม่สมดุล และ 4.กลุ่มต้องการความช่วยเหลือ เพื่อออกแบบชุดนโยบาย และจัดสวัสดิการให้เหมาะสมกับพื้นที่ คล้ายการตัดเสื้อให้เข้ากับคนในพื้นที่ หรือ เทลเลอร์ เมด แทนการดำเนินนโยบายและสวัสดิการแบบเหมารวม หรือ ฟิท ฟอร์ ออล

 

เนื่องจากพบว่า การดำเนินนโยบายสวัสดิการรัฐแบบเหมารวมเหมือนกันทั้งประเทศไม่ช่วยแก้ปัญหาความยากจน เช่นกรณี ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังเป็นจังหวัดที่มีรายได้ประชากรต่ำสุดของประเทศ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จึงเสนอแนวทางปรับปรุงโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็น "โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส" จากเดิมที่ผู้เข้าโครงการทุกคนทั่วประเทศ ได้รับเงินสวัสดิการประมาณคนละ 1,990 บาท เป็นการจัดสรรเงินสวัสดิการให้เหมาะสมกับความต้องการของพื้นที่ เช่น บางจังหวัดอาจได้รับเงินค่าชุดนักเรียนลูก ค่าวัคซีน เบี้ยขยัน เป็นต้น 

ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาศัยในเมืองใหญ่ อาจได้รับเงินเน้นด้านการบรรเทาภาระค่าครองชีพ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ภายใต้กรอบงบประมาณเท่าเดิม โดยยกกรณีศึกษาของ จ.แม่ฮ่องสอน อาจได้รับการจัดสรรเงินเข้าบัตรสวัสดิการเพิ่มขึ้น พร้อมกับเพิ่มทักษะให้เป็นเกษตรกรสมัยใหม่ หรือ สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เช่นเดียวกับ จ.ภูเก็ต ที่มีรายได้ประชากรสูง แต่กลับพบปัญหาการว่างงานสูงถึงร้อยละ 61 จึงควรเน้นการสนับสนุน ด้านฝึกทักษะผู้ประกอบการยุคใหม่ เป็นต้น

 

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ในต้นปีหน้า พร้อมปรับเกณฑ์การลงทะเบียนพิจารณารายได้ครัวเรือนแทนรายได้รายบุคคลเช่นปัจจุบัน และอาจนำแนวคิดการจัดสวัสดิการแห่งรัฐรายพื้นที่แทนระบบสวัสดิการแบบเหมารวม ภายใต้กรอบงบประมาณเดิม ซึ่งในปีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 สศค. เสนอขอจัดสรรงบฯ ดำเนินโครงการดังกล่าว 6 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีแนวคิดการเข้าไปบริหารงบประมาณเหลือเบิกจ่าย ที่สะสมในธนาคาร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) วงเงิน 6 แสนล้านบาทนั้น ไม่ถือเป็นการล้วงลูกท้องถิ่น แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณ เพราะเป็นเงินของประชาชนเหมือนกัน โดยกระทรวงการคลังจะหารือกับกระทรวงมหาดไทย และสำนักงบประมาณอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าคลังไม่ได้ถังแตกและยังมีงบกลางฯเพียงพอต่อการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนที่วางไว้

 


"ไร้หลักฐานใหม่" ศาลปกครอง ไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีโฮปเวลล์

Fri, 23 Aug 2019 16:09:00

วันนี้(23 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ในคดีหมายเลขดำที่ 107/2552 ,2038/2551, 1379/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 366-368/2557 ระหว่าง กระทรวงคมนาคม ที่ 1 การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 2ผู้ร้อง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้าน ซึ่งคดีดังกล่าวศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2562 ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 หมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 ก.ย.25551 ที่ให้ผู้ร้องทั้งสองคืนเงินค่าตอบแทนที่ผู้คัดค้านชำระและใช้เงินในการก่อสร้างโครงการ พร้อมดอกเบี้ย ให้แก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องทั้งสองได้มีคำร้องยื่นต่อศาลปกครองกลางขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด และมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานกรณีโฮปเวลล์ ซึ่งหากได้พยานหลักฐานใหม่ จะนำเสนอศาลปกครองสูงสุดต่อไป ทั้งโต้แย้งเรื่องความสามารถในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศของผู้คัดค้านในขณะเข้าทำสัญญาพิพาท รวมทั้งอ้างว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดมิได้ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาแห่งคดี ถือว่าเป็นข้อบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม

ศาลปกครองกลางวินิจฉัยคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องทั้งสองโต้แย้งประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยเรื่องระยะเวลาการใช้สิทธิเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ การเลิกกันของสัญญาพิพาท และการกลับคืนสู่ฐานะเดิมของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน มีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการพิพากษาคดี และผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ครม.ไฟเขียวตั้งคณะทำงาน 2 ชุดหาเงินจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์

ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ 

สำหรับกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมิได้ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เป็นดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุดที่จะวินิจฉัยข้อพิพาทตามคำอุทธรณ์ได้เอง ไม่มีบทกฎหมาย ที่บังคับให้ศาลปกครองสูงสุดต้องส่งคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่ยังมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือระเบียบวิธีพิจารณาคดีปกครองกลับไปให้พิจารณาพิพากษาใหม่ทุกกรณี

ทั้งคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยแล้วว่า คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลปกครองสูงสุด จะพิจารณาพิพากษาชี้ขาดคดีต่อไปได้ เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษาคดี จึงไม่ถือว่ามีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม

ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องความสามารถของผู้คัดค้านในขณะเข้าทำสัญญาว่าเป็นการดำเนินการของคนต่างด้าวนั้น เอกสารหลักฐานดังกล่าวมิได้เป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏขึ้นใหม่ อันมีผลทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ทั้งในขณะที่ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นี้

ผู้ร้องทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานที่จะนำเสนอต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นพยานหลักฐานใหม่อันมีผลทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ คำขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) ประกอบวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลสั่ง "คมนาคม" จ่าย 1.18 หมื่นล้าน บอกเลิกสัญญา "โฮปเวลล์"

 

 


เร่งแก้ราคาผลไม้ใต้ตกต่ำ

Fri, 23 Aug 2019 11:27:00

วันนี้ (23 ส.ค.) จากปัญหาผลไม้ภาคใต้ราคาตกต่ำ กระทรวงพาณิชย์ มีมาตรการเชื่อมโยงตลาดและแหล่งผลิตเพื่อเร่งกระจายผลผลิตไปยังผู้บริโภค ขณะที่กรมการค้าภายในสนับสนุนกล่องบรรจุผลให้ 1 แสนกล่องให้ประชาชนที่ซื้อผลไม้สดจากภาคใต้ ขณะที่ 4 สายการบิน 27 ท่าอากาศยาน พร้อมให้โหลดน้ำหนักฟรีตั้งแต่ 10-50 กิโลกรัม


ประชาชนให้ความสนใจซื้อผลไม้จากภาคใต้ บรรจุใส่กล่องขนาด 5-10 กิโลกรัม ซึ่งกรมการค้าภายในนำมาให้บริการฟรีใน 27 สนามบิน เช่น สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ นราธิวาส โดยร่วมกับ 4 สายการบิน นกแอร์ ไทยสไมล์ แอร์เอเชียและบางกอกแอร์เวย์ 

 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในภาคใต้ให้สามารถระบายผลผลิตได้มากขึ้น จึงมีมาตรการระบายผลผลิตโดยเชื่อมโยงแหล่งผลิตและตลาดต่างๆ เพื่อให้สามารถระบายผลผลิตได้เร็วขึ้น 

ขณะเดียวกันกรมการค้าภายใน ได้สนับสนุนกล่องบรรจุผลไม้เพื่อให้ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านสนามบินต่างๆสามารถซื้อผลไม้สดยกเว้นทุเรียน สามารถโหลดน้ำหนักฟรีตั้งแต่ 10-50 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้พบว่าประชาชนสนใจรับกล่องบรรจุผลไม้

ซึ่งการให้บริการกล่องบรรจุผลไม้ฟรี จะทำให้ต้นทุนเกษตรกรลดลง ไม่ต้องซื้อกล่องบรรจุให้กับลูกค้า ทำให้ราคาขายดีขึ้น เบื้องต้นได้แจกจ่ายกล่องบรรจุผลไม้ไปแล้ว 50,000 กล่อง และจะทยอยแจกเพิ่มจนครบ หากแนวทางนี้ได้รับการตอบรับดี จะเป็นแนวทางในการขยายไปสู่ผลไม้อื่นๆ และในสัปดาห์หน้าเตรียมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาลองกองซึ่งกำลังทยอยออกสู่ตลาดด้วย

 

สำหรบสถานการณ์ผลไม้ภาคใต้ ที่จังหวัดชุมพร พบว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาปรับตัวดีขึ้น โดยมังคุดเกรดเอ อยู่ที่กิโลกรัมละ 40-50 ขณะที่ราคาประมูลอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนทุเรียนหมอนทองเกรดเอ ราคาอยู่ที่กิโลกรัม 90-95 บาท จากเดิมที่ราคากิโลกรัม 80-85 บาท   โดยมังคุดออกสู่ตลาดร้อยละ 60 ส่วนทุเรียนออกสู่ตลาดร้อยละ 50


ยกไม้กั้นทางด่วน-มอเตอร์เวย์ช่วงเร่งด่วน

Thu, 22 Aug 2019 17:06:00

วันนี้ (22 ส.ค.) ภายหลังการประชุมมอบนโยบายการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมทางหลวง (ทล.) และกทพ. ไปแก้ไขปัญหาจราจร โดยเฉพาะบริเวณหน้าด่านเก็บเงิน ไม้กั้นจะต้องไม่เป็นอุปสรรคในการจราจร อาจจะมีการยกออกแล้วใช้บุคลากรในการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่บนทางด่วนในช่อง Easypass


ขณะที่ช่องจ่ายเงินสดอาจจะมีการให้นักศึกษามายืนช่องจราจรหน้าด่านละ 10 คน ในช่วงโมงเร่งด่วนตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. และ 15.00-19.00น. เพื่อนำคูปองมาขายให้กับรถบนทางด่วน แต่จะต้องมีการซักซ้อมในเรื่องของความปลอดภัยและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์กันฝุ่น กันแดด กันฝน เสื้อสะท้อนแสง เป็นต้น

ส่วนอนาคตจะมีการนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพด่านเก็บเงินให้เป็นแบบในต่างประเทศในการจับทะเบียน เพื่อเชื่อมต่อระบบเข้ากับระบบข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก การเช็คอิน-เช็คเอ้าท์ ก็จะมีการคิดเงินเข้าเป็นระบบเดบิตที่จ่ายก่อน ก็อาจจะมีค่าผ่านทางที่น้อยกว่า และระบบเครดิต โดยมองว่าภายในปีนี้จะต้องเริ่มกระบวนการขั้นตอนในการเขียนร่างทีโออาร์แล้ว

ซึ่งในวันที่ 25 ส.ค.นี้ จะมีการลงพื้นไปตรวจด่านเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษพระราม 9 และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์)ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ส่วนด้านบุคลากรในอนาคตว่าควรรับเพิ่มบุคลากรทางด้านใดและหากมีการนำ AI มาใช้จะนำบุคลากรที่เหลือไปใช้ดำเนินการในส่วนใด พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการปลดออกเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้การก่อสร้างนั้นให้ดูการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยเช่น โครงการทางพิเศษสายกระทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต ที่มีการเจาะอุโมงค์ต้องการให้มีการดำเนินงานมีความปลอดภัยและการซักซ้อมให้มีความปลอดภัย หากเกิดเหตุสามารถปฏิบัติได้ทันที และในการนำเสนอข้อมูลเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะต้องส่งข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ระบบมอเตอร์เวย์ไร้ไม้กั้น (Multilane free flow) แบบเต็มรูปแบบนั้นมีโอกาสที่จะใช้ในมอเตอร์เวย์สายใหม่คือมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน–นครราชสีมา และมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่–กาญจนบุรี เนื่องจากการประมูลโครงการดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance: O&M) วงเงิน 60,000 ล้านบาท เอกชนได้เสนอเทคโนโลยีระบบด่านเก็บเงิน ที่เน้นการนำนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทดแทนกรทำงานของบุคลากรมนุษย์ ดังนั้นจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของระบบการคิดเงินค่าผ่านทางที่แตกต่างจากปัจจุบัน

ส่วนการเจรจากับผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดคือ กิจการร่วมค้า บีจีเอสอาร์ นำโดย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทบมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หลังจากนี้จะเรียกมาเจรจาเรื่องเงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ แต่คาดว่าทางเอกชนคงจะไม่ลดราคาให้จากเดิมที่เสนอมา


หัวเว่ยจ่อลงทุน 5 จี หลังทดสอบระบบในพื้นที่อีอีซี

Thu, 22 Aug 2019 15:25:00

วันนี้ (22 ส.ค.62 ) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดหามาตรการเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตในหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และต้องการจะย้ายฐานการผลิต หรือ Relocate แม้ว่าไทยจะมีปัญหาการเมืองที่ยังไม่นิ่ง แต่ยังเป็นเป้าหมายของนักลงทุน จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะต้องดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา

 

ซึ่งล่าสุดกลุ่มนักลงทุนจากบริษัท Huawei บริษัทโทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน ต้องการจะหารือกับรัฐบาลไทยในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ว่าต้องการจะหารือถึงการ ปักหมุดการลงทุนระบบเทคโนโลยี 5G ในประเทศไทยหลังจากได้ ทดสอบเทคโนโลยี 5G แบบครบวงจรในพื้นที่ EEC ช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้นจึงต้องการให้ประเทศไทยศึกษาอย่างจริงจังและให้เกิดในช่วงปี 2560 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และต้องการสร้าง Eco System โดยเฉพาะการพัฒนากำลังคนที่จะมารองรับระบบเทคโนโลยี 5G ในอนาคตซึ่งขณะนี้ Huawei ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย 5 แห่งเพื่อสร้างบุคลากรรองรับในเทคโนโลยีดังกล่าว ดังนั้นไทยจะต้องใช้โอกาสเปิดพื้นที่การลงทุนรองรับการลงทุนจากต่างชาติโดยเฉพาะจีนที่จะเข้ามาในประเทศ

 

น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการ บีโอไอ ระบุว่า มาตรการแพ็คเกจใหญ่ที่จะออกมาดึงดูดนักลงทุนจะ ครอบคลุมการทำงานของทุกหน่วยงาน เพราะมองว่า การตัดสินใจลงทุนจะไม่ได้มีเพียงแค่สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่จะต้องมีมาตรการอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทุนในหลายด้านด้วย รวมถึงจะจัดตั้งทีมเฉพาะกิจระดับภูมิภาค เพื่อติดตามว่า นักลงทุนต่างชาติมีความต้องการ หรือปัญหาการลงทุนในด้านใดเพื่อจะจัดหามาตรการให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุน

โดยจะต้องมีการจัดกิจกรรมทางการตลาด ที่ต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น ธนาคารที่จะต้องทำหน้าที่ การปล่อยเงินกู้ให้กับนักลงทุน รวมถึงการเร่งรัดขั้นตอนการอำนวยความสะดวกในการลงทุนเพราะนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตต้องการความสะดวกและความรวดเร็วในการลงทุนด้วย

ดังนั้น มาตรการที่ออกมาจะทำเป็นในภาพรวมการลงทุนทั้งประเทศไม่ใช่การลงทุนเฉพาะในพื้นที่ EEC เท่านั้น โดยเบื้องต้นมี นักลงทุนจำนวน 100 บริษัทจากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่สนใจจะมาลงทุนในประเทศ

โดยมั่นใจว่าเมื่อมาตรการนี้ออกมา จะทำให้ยอดขอส่งเสริมการลงทุนในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 7 แสน3 หมื่นล้านบาทจากในช่วงครึ่งปีแรกที่มียอดขอส่งเสริมการลงทุนแล้ว 230,000 ล้านบาท

แพคเกจใหญ่ที่จะรองรับกลุ่มนักลงทุน relocate แต่ละประเทศมีความแตกต่างกันซึ่งไทยจะต้องดูทั้งข้อดีและข้อด้อยอย่างประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้าน supply chain มากกว่า อินโดนีเซีย เวียดนาม และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าแต่ก็ยอมรับว่าไทยยังมีปัญหาในเรื่องแรงงาน เพราะไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แม้จะมีคุณภาพแรงงานที่ดีก็จำเป็นจะต้องเข้ามาพัฒนาบุคลากรใหม่ที่จะรองรับการย้ายฐานการผลิตรวมถึงกฎระเบียบต่างๆที่ทาง BOI จะต้องเข้ามาแก้ไขเพื่ออำนวยความสะดวกด้วย

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะต้องรองรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับปากท้องเช่นอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปสินค้าที่ทาง BOI จะต้องหามาตรการเข้ามาส่งเสริมเพราะการย้ายฐานการผลิตมีตั้งแต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไปจนถึงกลาง คาดว่ามาตรการแพ็คเกจใหญ่เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้

ที่ผ่านมา มูลค่าการย้ายฐานการผลิตจากจีนในปี 2561 เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี2560 ที่มีมูลค่า 50,000 ล้านบาทจากปี 2560 ที่ 25,000 ล้านบาท


ทย.ยื้อ "ท่าอากาศยานกระบี่" หวั่นเสียรายได้หลัก

Thu, 22 Aug 2019 15:08:00

วันนี้ (22 ส.ค.2562) นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวว่า ตามที่ ทอท. ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเข้าไปบริหารท่าอากาศยาน 4 แห่งของกรมท่าอากาศยาน โดยขอเปลี่ยนจากท่าอากาศยานสกลนคร เป็นท่าอากาศยานกระบี่นั้น กรมท่าอากาศยานเห็นว่า หาก ครม. มีมติมอบความรับผิดชอบในการบริหารจัดการให้ ทอท.เข้าไปดูแลและบริหารจัดการแทนกรมท่าอากาศยาน โดยมีท่าอากาศยานกระบี่ เป็น 1 ใน 4 ของท่าอากาศยานที่ ทอท. จะเข้าบริหารจัดการแทน จะทำให้กรมท่าอากาศยานประสบปัญหาการบริหารจัดการและซ่อมแซมบำรุงรักษาในอีก 24 ท่าอากาศยานที่เหลือ

 

ปัจจุบันกรมท่าอากาศยาน มีรายได้จากการให้บริการท่าอากาศยานภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง ในปี 2561 เป็นเงิน 852,466,789 บาท โดยรายได้หลักมาจากท่าอากาศยานกระบี่ ในปี 2561 เป็นเงิน 469,408,760 บาท คิดเป็น 55.05 % ประกอบกับท่าอากาศยานเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการประชาชนครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ และรัฐบาลได้ให้งบประมาณลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานกระบี่ไปมากแล้ว เพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการ เช่น การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 และการขยายลานจอดอากาศยานซึ่งกำลังดำเนินการอยู่

 

ประกอบกับ ขณะนี้กรมท่าอากาศยาน อยู่ในระหว่างจัดทำโครงสร้างเงินทุนหมุนเวียน เพื่อปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพางบประมาณของรัฐปีละ 1,000 ล้านบาท และใช้สำหรับแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของผู้โดยสารในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เพียงพอ การซ่อมบำรุงล่าช้า และการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานสนามบิน


ใครจะรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้น และคำขอในการสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ เพื่อบริการประชาชน อาจจะต้องขอทบทวน  เนื่องจากกรมท่าอากาศยาน ไม่สามารถรับภาระในการบริหารจัดการ และซ่อมบำรุงท่าอากาศยานที่เหลือทั้ง 24 แห่งได้ อาจจะเสนอกระทรวงคมนาคมให้พิจารณาอีกครั้ง

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า เตรียมเชิญทั้งกรมท่าอากาศยาน และ ทอท. มาหารือถึงแผนการรับโอน 4 สนามบิน โดยเฉพาะตามที่บอร์ด ทอท. มีมติให้รับโอนสนามบินกระบี่มาบริหารจัดการแทน ทั้งนี้จากกรณีดังกล่าว ยังเป็นเรื่องของมติบอร์ด ทอท.พิจารณาเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมาหารือเพื่อสรุปกันอีกครั้ง

เรื่องสนามบินกระบี่ เป็นเรื่องที่บอร์ด ทอท.พิจารณา ซึ่งถ้ากรมท่าอากาศยานไม่เห็นด้วย ก็อยู่ที่กรมท่าอากาศยาน ว่าจะให้เหตุผลอะไร และที่ไม่ให้เพราะอะไร คนที่ตัดสินใจคือกรมท่าอากาศยาน เพราะเขาเป็นเจ้าของ ต้องมาคุยกัน ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกันเลย

ด้าน นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม กล่าวว่า สนามบินกระบี่ถือเป็นอีกสนามบินหลักในภาคใต้มีผู้โดยสารที่ใช้บริการปีละ 4 ล้านคน สนับสนุนการสร้างรายได้ด้านท่องเที่ยวของจังหวัดที่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ โดยในปี 2563 ได้รับงบประมาณ 6,000 ล้านบาทเพื่อลงทุนเพิ่มอัตรารองรับเครื่องบินขึ้นอีกจากเดิม 11 ลำ เพิ่มเป็น 14 ลำ ขยายการรองรับผู้โดยสาร 7-8 ล้านคน/ปี ในอนาคตรวมทั้งสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารเพิ่มอีก 1 แห่ง รองรับผู้โดยสารประมาณจาก 3 หมื่นตารางเมตรเป็น 6 หมื่นตารางเมตร และขยายรันเวย์ให้มีระยะทางยาวขึ้น

 


กกร.ให้กรมการค้าภายในตรวจสอบราคาปุ๋ยทั้งประเทศ

Thu, 22 Aug 2019 14:08:00

วันนี้ (11 ส.ค.62 )ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร.ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เห็นชอบให้กรมการค้าภายในไปตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ย ที่เป็นต้นทุนสำคัญในการทำการเกษตร โดยให้ตรวจสอบเรื่องราคาที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร

 

รวมทั้งเห็นชอบให้มีการการติดราคารับซื้อพืชผลการเกษตรทั่วประเทศตามจุดนับซื้อทุกแห่ง เพื่อให้เกษตรกรทราบราคาล่วงหน้า เพื่อเกษตรกรสามารถวางแผนการเก็บผลผลิตได้ ไม่เกิดความเสียหาย เช่น ได้ดำเนินการไปแล้วคือ ลำใย ได้เปลี่ยนการติดประกาศราคาจากช่วงเย็นมาเป็นช่วงเช้าเวลา 8 นาฬิกา ทำให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรม

 

นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ให้ติดตั้งมิเตอร์เพื่อตรวจวัดเรียลไทม์ จึงต้องนำมาเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการนี้เพื่อทราบ และให้กรมการค้าภายในไปดำเนินการให้เสร็จใน 2 เดือน โดยจะมีการติดตั้งมิเตอร์ 450 ตัว ตามโรงกลั่น โรงสกัด โรงงานผลิตไบโอดีเซลที่มีถังเก็บน้ำมันปาล์มเพื่อควบคุมปริมาณการเข้าออกน้ำมันปาล์ม วงเงิน 500 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่าสมาพบสต๊อกปาล์มพุ่งสูงผิดปกติจาก 3 แสนตันมาอยู่ที่กว่า 450,000 ตัน

 

ขณะเดียวกันที่ประชุม กกร. ยังกำหนดการขนย้ายมะพร้าว โดยขอเพิ่มพื้นที่ควบคุมการขนย้ายมะพร้าวผลแก่เนื้อมะพร้าวขาวและเนื้อมะพร้าวแห้งที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยขออนุมัตกำหนดพื้นที่เพิ่มเพิ่มที่ปัตตานีใน 6 อำเภอ เห็นชอบกำหนดให้พื้นที่อำเภอเมือง อำเภอสายบุรี อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอหนองจิก และอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานีเป็นพื้นที่ควบคุมการขนย้ายสินค้ามะพร้าวที่นำเข้าเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนดไว้ 7 จังหวัด 10 อำเภอ ตามเงื่อนไขปริมาณที่ควบคุมการขนย้าย โดยเตรียมนัดหารือ กับผู้ที่เกี่ยวข้อง วันที่ 27 สิงหาคม 2562 เวลา 13.00 น.เพื่อดำเนินการแกไขปัญหา


ส่วนความคืบหน้าเรื่องการแจ้งราคายา โรงพยาบาลเอกชน ขณะนี้ได้ติดตามประกาศ กกร. เรื่องการแจ้งราคาการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรคเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล
ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด 354 ราย ในจำนวนนี้แจ้งข้อมูลครบ 322 ราย แจ้งบางส่วน 12 รายและไม่แจ้งเลย 20 ราย

ทั้งนี้กรมการค้าภายในได้ออกหนังสือเรียกไปยังโรงพยาบาลทั้งหมดมาชี้แจงตั้งแต่ 26 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป


ขสมก.จัดรถ Shuttle Bus ให้บริการฟรี 2 เส้นทาง

Thu, 22 Aug 2019 11:10:00

วันนี้ (22 ส.ค.) นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า วันที่ 22 ส.ค. 2562 จะมีการฝึกซ้อมย่อยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ครั้งที่ 1 ณ อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่หทารเรือ และมีการปิดการจราจรทางบกและทางน้ำ

ขสมก. จึงจัดเดินรถโดยสาร Shuttle Bus ให้บริการฟรี จำนวน 2 เส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนแทนเรือข้ามฟาก ระหว่างฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร เที่ยวแรกตั้งแต่เวลา 10.30 น. และเที่ยวสุดท้ายเวลา 19.30 น ระยะเวลาการปล่อยรถออกทุกๆ 15 นาที โดยมีรายละเอียด ดังนี้


เส้นทางที่ 1 ท่าเรือพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี (จอดหน้าตึกกายภาพบำบัด ม.มหิดล)-ท่าเรือพระปิ่นเกล้าฝั่งพระนคร (ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า) จัดรถให้บริการ จำนวน 4 คัน


เส้นทางที่ 2 ท่าเรือรถไฟ,ท่าเรือพรานนก,ท่าวังหลัง (จุดจอดรถประตู 8 โรงพยาบาลศิริราช)-ท่าช้าง (โดยผ่านท่าพระจันทร์, ท่ามหาราช) จัดรถให้บริการ จำนวน 4 คัน


บอร์ด ทอท. ไฟเขียวรับโอน 4 สนามบิน

Wed, 21 Aug 2019 19:44:00

วันนี้ (21 ส.ค.) ภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า บอร์ดมีมติเห็นชอบปรับแผนการขอรับโอน 4 สนามบินใหม่ โดยเปลี่ยนเป็นขอรับโอนสนามบินกระบี่ สนามบินบุรีรัมย์ สนามบินตาก และสนามบินอุดรธานี

 

การปรับแผนครั้งนี้ เพราะต้องการให้สนามบินรองเพิ่มศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและใต้ ซึ่งสนามบินเชียงใหม่กับสนามบินภูเก็ตค่อนข้างแน่นมากแล้ว และไม่สามารถรอการพัฒนาสนามบินภูเก็ต 2 และสนามบินเชียงใหม่ 2 ได้ เนื่องจากใช้เวลา 3-5 ปีกว่าจะเปิดบริการ โดยสัปดาห์หน้าจะเสนอเรื่องเข้าสู่กระทรวงคมนาคม ก่อนนำเสนอขอความเห็นชอบต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจะเดินหน้าลงพื้นที่สำรวจวงเงินลงทุนปรับปรุงสนามบินให้รองรับนักท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ควบคู่ไปกับวางยุทธศาสตร์การตลาด เบื้องต้นคาดว่า ต้องใช้เงินลงทุนในการพัฒนาศักยภาพทั้ง 4 สนามบิน ประมาณ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับปรุงอุปกรณ์ภาคพื้น อาคารผู้โดยสาร รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

 

ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้การส่งมอบพื้นที่ 4 สนามบินกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ยืนยันว่า จะไม่มีความล่าช้าในยุคการทำงานของตน คาดว่าจะเสนอ ครม.เรื่องโอน 4 สนามบินได้ภายในปีนี้

ขณะที่กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอแผนพัฒนาสนามบินบุรีรัมย์ โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังที่ 2 วงเงิน 755 ล้านบาท และการขยายรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ให้สามารถลงจอดได้

 

 


รมว.คมนาคม สั่งแก้ปัญหาผู้โดยสารหนาแน่น

Wed, 21 Aug 2019 19:26:00

วันนี้ (21 ส.ค.2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการ พร้อมกำชับให้เร่งแก้ปัญหาผู้โดยสารขาเข้าและขาออกที่มีเป็นจำนวนมาก บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ยังมีปัญหาเป็นคอขวดอยู่

 

สำหรับในช่วงพีคมีปริมาณผู้โดยสารขาเข้าใช้งานสูงสุดถึง 2,040 คนต่อชั่วโมง แต่สามารถรองรับได้เพียง 1,710 คน ส่วนช่องทางขาออกที่ช่วงพีคมีผู้ใช้บริการสูงสุดถึง 2,000 คนต่อชั่วโมง แต่รองรับได้เพียง 1,600 คน จึงสั่งให้เพิ่มจุดตรวจขาเข้าจาก 36 ช่อง เป็น 51 ช่องตรวจ และเพิ่มจุดตรวจขาออกจาก 39 ช่อง เป็น 44 ช่อง รวมถึงจะมีการปรับช่องด่านตรวจคนเข้าเมือง Visa on Arrival : VoA ในจุดใหม่ที่ไม่ขัดกับผู้โดยสารที่จะเข้าช่องทางปกติ โดยจะต้องมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า


ปัจจุบันสนามบินหลักของประเทศหลายแห่งประสบปัญหาความแออัด โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งมีผู้โดยสาร 60-70 ล้านคนต่อปี ดังนั้นตนจึงเห็นด้วยกับแผนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Terminal 2) วงเงิน 4.2 หมื่นล้านบาท เพื่อส่งเสริมศักยภาพสนามบินตามแผนแม่บทใหม่ของ ทอท.

ทั้งนี้ ตนมองว่าหากพัฒนาตามแผนแม่บทเดิมคือทยอยก่อสร้างเป็นลำดับนั้นจะทำให้ประสิทธิภาพในการรองรับผู้โดยสารลดลง ร้อยละ 20 ดังนั้นจึงต้องสร้างอาคารหลังที่ 2 และส่วนต่อขยายอาคารด้านตะวันตก (West-Wing) ควบคู่กันไปกับงานก่อสร้างรันเวย์แห่งที่ 3 วงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายปริมาณรองรับผู้โดยสารทั้งฝั่งภาคพื้นและทางอากาศ นำไปสู่การแก้ปัญหาแออัดภายในสนามบินสุวรรณภูมิ

 

 

 


รมช.คมนาคมสั่งเรือคลองแสนแสบติดจีพีเอส ภายใน 15 วัน

Wed, 21 Aug 2019 19:07:00

วันนี้ (21 ส.ค.2562) นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนพาครอบครัวลงพื้นที่ตรวจงานเรือด่วนคลองแสนแสบ ท่าเรือรามคำแหง-ท่าเรือบางกะปิ เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยพบเห็นปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย

 

นายอธิรัฐ เรียกผู้เกี่ยวข้องมาหารือเรื่องการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และได้สั่งการให้กรมเจ้าท่า จัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยประชาชน ท่าละ 1-2 คน และเพิ่มเป็น 3 คนในช่วงเวลาเร่งด่วนทุกท่า จำนวน 28 ท่า เพื่อดูแลผู้โดยสารระหว่างก้าวลงเรือให้มีความปลอดภัย รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ 2 กะ จาก 05.00-13.00 น. และ 12.00-20.00 น. หรือจนเรือหมด 

พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าจัดระเบียบ ไม่ให้ผู้โดยสารลงเรือเกินกำหนด โดยใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ สังเกตเส้นกำหนดน้ำหนักบรรทุกของเรือซึ่งอยู่ที่บริเวณใต้ท้องเรือ หากปริ่มน้ำต้องห้ามให้ผู้โดยสารขึ้นเรืออีก

นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการเรือคลองแสนแสบ เพิ่มจำนวนเรือโดยสารอีก 5 ลำ จาก 55 ลำ เป็น 60 ลำ ติดจีพีเอส พร้อมจอแสดงพิกัดในเรือทุกลำ ติดสัญญาณ Wifi บนท่าเรือเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและทำเสาที่กั้นบนท่าเรือทุกท่า โดยจะต้องแล้วเสร็จภายใน 15 วัน

 

ด้านนายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทครอบครัวขนส่ง ผู้ให้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบ กล่าวว่า ยินดีทำตามที่รัฐบาลเสนอ โดยปัจจุบันมีเรือให้บริการอยู่ 60 ลำ แต่ให้บริการได้ 55 ลำ เพราะต้องกันเรือไว้ 5 ลำ เพื่อพัฒนาเป็นเรือรุ่นใหม่ที่ขึ้นลงทางเดียวตรงกลางลำ

ปัจจุบันเรือด่วนคลองแสนแสบได้ปรับเป็นรุ่นใหม่แล้ว 30 ลำ เหลืออีก 30 ลำ ซึ่งตามแผนเดิมจะพัฒนาให้เป็นรุ่นใหม่ครบทุกลำได้ภายในปี 2563 แต่การนำเรือที่รอพัฒนาออกมาใช้งาน อาจทำให้การพัฒนาเรือล่าช้ากว่าเดิม 2 เดือน โดยช่างและเจ้าหน้าที่จะต้องทำงานล่วงเวลาจนกว่าจะพัฒนาครบทุกลำ

นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนาท่าเรืออีก 3 ท่า ที่เป็นจุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า ได้แก่ ท่าเรืออโศก ราชเทวี และคลองตัน โดยจะขยายจาก 20 เมตร เป็น 90 เมตร เพื่อรองรับการใช้บริการของประชาชน


เครือข่ายแท็กซี่ออกแถลงการณ์ขอมีส่วนร่วมออกกฎหมาย

Wed, 21 Aug 2019 18:49:00

วันนี้ (21 ส.ค.) นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าวันนี้เวลา 13:00 น เครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ พร้อมเครือข่ายแท็กซี่ประมาณ 60 คน จะเดินทางไปเรียกร้องการแก้ปัญหาแท็กซี่เกี่ยวกับนโยบายแก้ไขปัญหาแกร็บ (Grab Car) ให้ถูกกฎหมาย ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยจะยื่นหนังสือผ่าน นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ณ สภาผู้แทนราษฎร และจะยื่นหนังสือต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยจะเสนอมาตรการเยียวยาแท็กซี่ต่อไป

สำหรับแถลงการณ์ที่จะยื่น ระบุว่า ตามที่รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม ได้มีนโยบายการแก้ปัญหารถแท็กซี่ เพื่อพัฒนาการให้บริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำให้รถยนด์ส่วนบุคคล สามารถให้บริการได้ถูกต้องตามกฎหมายผ่านแอพพลิเคชั่น

ทั้งนี้ เครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้มีความเห็นร่วมกันว่า เป็นนโยบายที่ดี ยินดีให้การสนับสนุน เพื่อเป็นทางเลือกของผู้ใช้บริการแท็กซี่และยกระดับการให้บริการแท็กซี่ไทยให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ แต่ในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายโครงสร้างของแท็กซี่ไทยที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจมีผลกระทบกับผู้ประกอบการและผู้ประกอบอาชีพแท็กซี่ในขณะนี้

โดยเครือข่ายฯ จึงขอโอกาสได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอความเห็นต่อทางกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล แต่ยังไม่ได้รับโอกาสในการนำเสนอ ในฐานะผู้มีประสบการณ์การให้บริการแท็กซี่ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับแท็กซี่เดิมและแท็กซี่รูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้น อีกทั้ง ในขณะนี้ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาแก้กฎหมาย ยังมีรถแท็กซี่ที่ผิดกฎหมายโดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคลนำมาให้บริการหลายหมื่นคัน ส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และรถรับจ้างสาธารณะอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดทั่วประเทศ

ดังนั้น ขอให้รัฐบาลยึดถือกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการปราบปรามกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายการให้บริการรถยนต์สาธารณะอยู่ขณะนี้อย่างจริงจัง เพื่อแสดงออกถึงความจริงใจในการใช้กฎหมายเดียวกัน ไม่เอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และกำหนดมาตรการที่จะเยียวยารถแท็กซี่และรถรับจ้างสาธารณะอื่น ที่จะมีผลกระทบจากแท็กซี่รูปแบบใหม่ โดยไม่ทิ้งเราไว้ข้างหลัง