สาวแสบ! ปลอมสายเซ็น "พล.อ.สุรยุทธ์" ไปจดทะเบียนรถ

Sun, 15 Sep 2019 15:01:00

วันนี้ (15 ก.ย.2562) ที่กองบังคับการปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจฝ่ายสืบสวน กก.5 บก.ป. ได้ร่วมกันจับตัวน.ส.นาถลดา ศรีสมัย อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ข้อหา "ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม, ปลอมและใช้ดวงตราหรือรอยตราของทบวงการเมือง ขององค์การสาธารณะ หรือของเจ้าพนักงาน"

โดยคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2560 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้รักษาการประธานองคมนตรี ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ หลังจากได้รับเอกสารจากสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 ที่ส่งมาที่บ้านพักของพล.อ.สุรยุทธ์ ส่งคืนแผ่นป้ายทะเบียนรถ และนำใบคู่มือจดทะเบียนรถของรถยนต์ยี่ห้อ FIAT สีเขียว ทะเบียน ฆย 1013 กทม. มาบันทึกระงับทะเบียนรถเนื่องจากรถยนต์ดังกล่าวค้างชำระภาษีติดต่อครบ 3 ปี ทำให้การจดทะเบียนเป็นอันระงับไปตามกฎหมาย 

ภาพตัวอย่างรถยนต์รุ่นที่ผู้ต้องหาปลอมเอกสารเพื่อไปจดทะเบียน (ไม่ใช่รถยนต์คันที่ก่อเหตุ)

ภาพตัวอย่างรถยนต์รุ่นที่ผู้ต้องหาปลอมเอกสารเพื่อไปจดทะเบียน (ไม่ใช่รถยนต์คันที่ก่อเหตุ)

แต่พล.อ.สุรยุทธ์ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเจ้าของรถคันดังกล่าว และไม่เคยจดทะเบียรถคันนี้จึงตรวจสอบเอกสารจากกรมการขนส่งทางบกพบว่า การจดทะเบียนรถคันดังกล่าวมีการปลอมแปลงลายมือชื่อของพล.อ.สุรยุทธ์ ในหนังสือมอบอำนาจ และยังปลอมแปลงบัตรประจำตัวองคมนตรี รวมทั้งสำเนาทะเบียนบ้าน ทำให้พล.อ.สุรยุทธ์ ได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนจึงนำหลักฐานไปขอศาลออกหมายจับและพบว่า น.ส.นาถลดา เป็นผู้ต้องหา

ตำรวจกองปราบปรามจึงได้ประสานข้อมูลกับสน.บางซื่อ จนสืบทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านอ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จึงเข้าจับกุมตัวมาดำเนินคดีเมื่อวันที่ 13 ก.ย.2562 และคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสน.บางซื่อ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ต้องหาประกอบอาชีพรับจ้างเป็นตัวแทนจดทะเบียนรถยนต์กับกรมการขนส่งทางบก และจากการตรวจสอบประวัติ พบว่าผู้ต้องหาเคยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกง และความผิดเกี่ยวกับการใช้เช็ค รวมจำนวน 6 ครั้ง จึงเชื่อว่าผู้ต้องหาน่าจะก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง

หากผู้เสียหายรายใดเคยถูกผู้ต้องหาก่อเหตุปลอมแปลงเอกสารในลักษณะดังกล่าว สามารถประสานข้อมูลได้ที่ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบราม หรือที่ สน.บางซื่อ


การแข่งขันตอบปัญหากฏหมาย วันรพี ปี 2562 นิสิตจุฬาฯ-นักเรียน รร.เทพศิรินทร์ ชนะเลิศ

Sat, 14 Sep 2019 19:56:00

วันนี้ (14 ก.ย.62) ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ อาคารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกาเป็นประธานพิธีปิดการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายทั่วประเทศ เนื่องในวันรพี ประจำปี 2562 ระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา(ปริญญาตรี) รอบชิงชนะเลิศ โดยสำนักงานศาลยุติธรรม จัดขึ้น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทุนการศึกษา

นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกาเป็นประธานพิธีปิดการแข่งขันฯ ประจำปี 2562

นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกาเป็นประธานพิธีปิดการแข่งขันฯ ประจำปี 2562


นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา กล่าวว่า การแข่งขันการตอบปัญหากฎหมาย เป็นกิจกรรมที่สำนักงานศาลยุติธรรม จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ พ.ศ 2554 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ ของพระองค์เจ้ารพีพัฒศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์  พระบิดาแห่งกฎหมายไทย เพื่อการเผยแพร่พระประวัติและพระกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ท่าน รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่สำคัญและจำเป็นในชีวิตประจำวัน กิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนโดยทั่วไปศึกษาค้นคว้าจนมีความรู้ความเข้าใจในหลักกฎหมายที่สำคัญและมีความสนใจศึกษากฎหมายมากขึ้น 

สำหรับการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษา  โดยจัดให้มีการแข่งขัน 2 รอบ คือรอบคัดเลือก ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันขึ้นในส่วนภูมิภาค แบ่งตามเขตอำนาจศาลในสังกัดสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค ทั้ง 9 ภาคและมีการแข่งขันในส่วนกลางกรุงเทพมหาคร  มีทีมที่เข้าร่วมโครงการทั้งประเทศรวม 453 ทีม ประกอบด้วย ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 315 ทีม และอุดมศึกษาจำนวน 138 ทีม ซึ่งมีทีมชนะผ่านเข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา รวมทั้งสิ้นจำนวน 64 ทีม

ทีมแข่งขันระดับอุดมศึกษาร่วมรับรางวัล

ทีมแข่งขันระดับอุดมศึกษาร่วมรับรางวัล


ขณะที่รอบชิงชนะเลิศ ได้ดำเนินการแข่งขันเสร็จสิ้นในวันนี้แล้ว โดยทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ชนะเลิศระดับอุดมศึกษา ได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทุนการศึกษา 100,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ทีม A ได้รับทุนการศึกษา จำนวน 80,000 บาท ได้รับถ้วยรางวัลจากประธานศาลฎีกาและใบประกาศเกียรติคุณ

ทีมรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ทีม B ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 60,000 บาท ได้รับถ้วยรางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมและใบประกาศเกียรติคุณ

รางวัลชมเชยได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทีมA ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท ได้รับถ้วยรางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมและใบประกาศเกียรติคุณ

ทีมแข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนปลายร่วมรับรางวัล

ทีมแข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนปลายร่วมรับรางวัล


ขณะที่ผลการแข่งขันระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้รับถ้วยพระราชทานฯ ทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาทและใบประกาศเกียรติคุณ

รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่โรงเรียนจุนวิทยาคม จ.พะเยา ได้รับทุนการศึกษา จำนวน 80,000 บาท ได้รับถ้วยรางวัลจากประธานศาลฎีกาและใบประกาศเกียรติคุณ

รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่โรงเรียนคำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ได้รับทุนการศึกษา จำนวน 60,000 บาท ได้รับถ้วยรางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมและใบประกาศเกียรติคุณ

รางวัลชมเชย ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล1 ต.ท่าตะเภา จังหวัดชุมพร และ โรงเรียนโยธินบูรณะ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท ได้รับถ้วยรางวัลจากเลขาธิการ สํานักงานศาลยุติธรรมและใบประกาศเกียรติคุณ


ชื่นชมอาสาสมัคร ช่วยน้ำท่วมอุบลฯ เสียชีวิต

Sat, 14 Sep 2019 19:23:00

วันนี้( 14 ก.ย.2562)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก มีอะไรบอกด้วย อุบลราชธานี โพสต์แสดงเสียใจกับครอบครัวของอาสาสมัคร ที่ไปที่ช่วยภารกิจน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี ที่เสียชีวิต โดยระบุว่า

#ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ คุณดำรงศักดิ์​ เจียดประโคน จรรยา​ 802 #ได้ไปช่วยภารกิจน้ำท่วมที่จังหวัดอุบล เมื่ออาทิตย์​ที่แล้ว​ และกลับมาได้มีอาการป่วย​ ไข้​ และหมอได้ตรวจ​ พบว่ามีอาการปอดติดเชื้อ​ และไข้​สูง​

หลังจากนั้นมีอาการหนักขึ้นเรื่อย​ และมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด​ตามมา​ และในที่สุดทีมแพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้​ ไ​ด้​จากไปอย่าสงบเมื่อเช้านี้เวลา​ 05.20 ทำให้ทางสว่างจรรยาธรรมจ.บุรีรัมย์ ได้สูญเสียบุคลากรที่ดีและด้านสังคมไปคนหนึ่ง ดีใจที่ได้ร่วมงานกับนาย สู่สุคติภพ หลับให้สบาย

ทั้งนี้มีผู้เข้ามาแสดงความเสียใจ และชื่นชมในความเสียสละของนายดำรงศักดิ์ จำนวนมาก 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สัญญาณดี! ระดับน้ำเมืองอุบลฯ ลดลง 1 เซนติเมตร

 

 


"ดีเอสไอ" พบ "วราวุธ" ปมสอบสวนคดีบิลลี่

Sat, 14 Sep 2019 17:50:00

วันนี้(14 ก.ย.2562) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการสืบสวนคดีการหายไปของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมุษยชนบ้านบางกลอย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ขอเข้าหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานเป็นการภายใน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะสอบถามข้อมูลหรือข้อสงสัยในบางประเด็นที่ยังไม่อยากให้เป็นข่าว เพราะห่วงว่าจะเกิดความคลาดเคลื่อน

มีการมาหารือกันภายใน แต่ไม่ต้องการให้เป็นข่าว เพราะห่วงจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้ หากดีเอสไอ ส่งข้อมูลมาให้ ทส.ก็พร้อมจะสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่

นายวราวุธ กล่าวว่า ภาพรวมขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ในเบื้องต้นดีเอสไอยังไม่ได้ประสานขอข้อมูลมายังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

 

ด้านนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า นายบุญแทน บุษราคัม เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากรมหลวงชุมพรฯ เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ชุดอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปี 2557 ไม่ได้หายตัวไปไหน แต่อยู่ในความคุ้มครองและดูแลความปลอดภัยของกรมอุทยาน โดยได้เดินทางเข้ามารายงานตัวที่ จ.สุราษฎร์ธานี แล้วเนื่องจากนายบุญแทน เป็นพยานปากสำคัญที่อยู่ในเหตุการณ์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยังไม่พาดพิงใคร "ดีเอสไอ" ตอบปม "ชัยวัฒน์" พูดถึงคดีบิลลี่

จัดงานรำลึก "บิลลี่" กับปมมรดกโลกแก่งกระจาน 16 ก.ย.นี้

"ไอยูซีเอ็น" ลงพื้นที่แก่งกระจานปมที่ดิน ก่อนเสนอมรดกโลก

ด่วน! พบหลักฐานสำคัญโยง “บิลลี่” ตาย

 

 

 


ไทย-เมียนมา ยึดสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดกว่า 25 ตัน

Fri, 13 Sep 2019 20:26:00

วันนี้ (13 ก.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน ป.ป.ส.ได้รับการประสานงานจากหน่วยงานยาเสพติดประเทศเมียนมาว่าสามารถจับผู้ต้องหาชาวเมียนมาได้ 6 คน และยึดกรดไฮโดรคลอริคได้จำนวน 414 ถัง น้ำหนักรวม 10,350 กก. ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านสันทราย จ.ท่าขี้เหล็ก จึงได้สอบสวนขยายผล

ผู้ต้องหาให้การว่ากรดไฮโดรคลอริคทั้งหมดนี้ลักลอบลำเลียงมาจากบ้านแห่งหนึ่งในอ.แม่สาย จ.เชียงราย สำนักงาน ป.ป.ส. จึงร่วมกับทหาร ตำรวจเพื่อเข้าตรวจสอบในบ้านเลขที่ 959/49 อ.แม่สาย จ.เชียงราย และพบกรดไฮโดรคลอริคอีกจำนวน 600 ถัง น้ำหนักรวม 15,100 กิโลกรัม รวมของกลางที่ยึดได้น้ำหนักทั้งสิ้น 25.35 ตัน

กรดไฮโดรคลอลิคที่ยึดได้ในบ้านแห่งหนึ่งที่อ.แม่สาย จ.เชียงราย 600 ถัง

กรดไฮโดรคลอลิคที่ยึดได้ในบ้านแห่งหนึ่งที่อ.แม่สาย จ.เชียงราย 600 ถัง

หลังตรวจยึดได้ สำนักงานป.ป.ส. ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมตรวจสอบสารเคมีดังกล่าวว่าได้รับอนุญาตให้ครอบครองตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากกรดชนิดนี้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 เนื่องจากเป็นสารเคมีที่สามารถนำไปผลิตยาเสพติดได้ และจากการตรวจสอบพบว่าไม่มีใบอนุญาตครอบครอง นำเข้า ส่งออก กรดไฮโดรคลอริคทั้งหมดนี้

กรดไฮโดรคลอริคจำนวน 25 ตัน สามารถนำไปผลิตไอซ์ได้ประมาณ 50 ตัน หรือผลิตเฮโรอีน 50 ตัน และหากนำไอซ์ 50 ตัน ที่ได้ไปผลิตเป็นยาบ้า จะได้กว่า 2,500 ล้านเม็ด และเชื่อว่าสารเคมีดังกล่าว รอขนย้ายจากชายแดนไทย เพื่อส่งไปแหล่งผลิตยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้าน
ตรวจสอบพบเป็นกรดไฮโดรคลอลิค และไม่มีใบอนุญาตครอบครอง

ตรวจสอบพบเป็นกรดไฮโดรคลอลิค และไม่มีใบอนุญาตครอบครอง

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้กำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ รวมทั้งให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไม่ให้เข้าสู่แหล่งผลิต และสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดออกจากแหล่งผลิตกระจายไปยังพื้นที่อื่น การตรวจยึดกรดไฮโดรคลอริคครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อตัดวงจรยาเสพติดและลดการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่จะกระจายเข้ามาในไทย

 


ป.ป.ท.จ่อตั้งกก.สอบปลูกป่าลมแก่งกระจาน 15 ล้านบาท

Fri, 13 Sep 2019 17:03:00

วันนี้ (13 ก.ย.2562) พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวถึงคืบหน้าการไต่สวนคดีทุจริตปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติลดภาวะโลกร้อนปี 2555-256  จำนวน 4 แปลง เนื้อที่ 4,200 ไร่ ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หลังพบข้อมูลกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ว่าจ้างบริษัทเอกชนคู่สัญญาในวงเงิน 15 ล้านบาท

สำนวนคดีดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ท.เขตพื้นที่ 7 ซึ่งได้รับรายงานว่า การสืบสวนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว เตรียมบรรจุเป็นวาระให้บอร์ด ป.ป.ท.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนความผิดได้ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ จากนั้นจะต้องรอผลว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้จะมีมติไต่สวนหรือทำอย่างไรต่อไป

รานงานข่าวแจ้งว่า โครงการปลูกป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (ในขณะนั้น) เป็นผู้เขียนโครงการ กำหนดราคากลาง และเป็นคณะกรรมการตรวจงานจ้าง ซึ่งพบว่าเดิมครั้งแรกเสนอปลูกป่าเพียงจุดเดียว ต่อมากลับขอปลูกเพิ่มรวมเป็น 4 จุด คือ บริเวณใจแผ่นดิน บ้านโป่งลึก-บางกลอย และเหนือบางกลอย รวมวงเงินทั้งสิ้น 15 ล้านบาท ซึ่งหากใช้ตัวเลขพื้นที่ปลูกป่าตามหลักการไร่ละ 200 ต้น เท่ากับต้องใช้กล้าไม้ในการปลูกป่ามากถึง 800,000 ต้น จึงจะครอบคลุมเนื้อที่ 4,200 ไร่

เรื่องนี้ผู้ร้องขอให้ ป.ป.ท.ตรวจสอบว่า ไม่ได้มีการปลูกป่าจริง แต่กลับมีการเบิกงบประมาณ เพราะสภาพพื้นที่ 4 จุด จากการตรวจสอบจากภาพถ่ายดาวเทียม ไม่พบร่องรอยการปลูกป่า การเจาะหลุม ถาง และสภาพของต้นไม้ที่ปลูกหลายปีก็น่าจะเติบโต ถ้าหากปลูกป่าจริงจะต้องมีหย่อมป่าปลูกขึ้นเป็นหย่อมๆ 

กระทั่งในปี 2561 เมื่อมีการร้องเรียนแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บินสำรวจสภาพพื้นที่จริง ก็ไม่พบว่ามีการปลูกป่า รวมทั้งลงตรวจสอบป่าที่อ้างพิกัดปลูก ก็ไม่พบว่ามีการปลูกจริง แต่พบพิรุธการปักป้ายนอกระยะปลูกป่าหลายกิโลเมตรว่า ปลูกป่าเหนือหมู่บ้านริมน้ำ 2 ป้าย ทั้งนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่ทั้ง 4 จุดการเข้าถึงยากลำบาก หากจะขนกล้าไม้เข้าไปจะใช้ทางเรือทวนแม่น้ำขึ้นไปก็ยากลำบาก 

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

กรมอุทยานฯแจงปลูกป่าแก่งกระจาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 พ.ค.62 กรมอุทยานฯ ลำดับเหตุการณ์โครงการปลูกป่า 4,200 ไร่ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เผยแพร่ข้อมูลว่า นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 อุบลราชธานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้น และขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตาม TOR ตามขั้นตอน และตามระเบียบที่ระเบียบพัสดุที่กำหนด ดังนี้

 

ห่วงเสียเปรียบปลูกป่าหน้าร้อน-ขยายงวดงาน

หลังจากลงนามในสัญญา สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 พื้นที่เพชรบุรี พิจารณาแล้วว่า ในสัญญาให้ส่งงานในวันที่ 28 ม.ค.56 โดยสำนักจะเสียเปรียบบริษัท เนื่องจาก ม.ค.เป็นเดือนที่เริ่มต้นของฤดูแล้ง และเป็นฤดูของการเกิดไฟป่า จึงได้ขอตกลงกับบริษัท เพื่อให้บริษัทไปส่งมอบงาน ในช่วงฤดูต้นฝนในเดือน ก.ค.56 วันที่ 2 ต.ค. 55 สำนักฯ 3 จึงขอขยายงวดงาน เนื่องจากหากปลูกและบำรุงรักษาตามระยะเวลาในสัญญา จะมีอัตราการรอดตายต่ำ เพราะปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ หากขยายระยะเวลา จะทำให้ราชการได้รับประโยชน์ ดังนี้

ผู้รับจ้างแจ้งส่งงาน และคณะกรรมการตรวจงานจ้างตรวจรับเรียบร้อย

เมื่อมีการส่งงาน ผู้ควบคุมงานส่งมอบงานให้คณะกรรมการการตรวจการจ้าง ตรวจรับ (มอบให้หัวหน้าอุทยานแก่งกระจานในปี 2556 เรียบร้อยแล้ว 

ส่วนป้ายแปลงปลูกป่า ที่มีการปักไม่ตรงแปลงตามข่าว ต้องลงไปตรวจสอบพื้นที่จริงอีกครั้ง และการที่ข่าวอ้างอีกว่ามีการปลูกแค่ 1-2 ไร่ ไม่เป็นความจริงปัจจุบันนี้พื้นที่แปลงปลูกป่าดังกล่าว มีไม้รุ่น 2 ขึ้นทั่วบริเวณพื้นที่เพราะไม่มีไฟป่าและไม่มีการบุกรุกซ้ำ 
ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ไม่พบชัยวัฒน์เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2562 ในเพจ FB กรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่า จากการเดินลาดตระเวนป่าของนายชัยวัฒน์ขณะนั้น ยืนยันว่า ขณะที่เดินป่าและเปิดยุทธการชายแดนได้เดินผ่านและเห็นคนงานของบริษัทปลูกป่า ในพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุทยานได้ตรวจยึดจากการบุกรุก ซึ่งนายชัยวัฒน์ ได้ของบบำรุงติดต่อกัน 2 ปี ระหว่างปี 56-57 แต่ไม่เคยได้รับงบประมาณบำรุง และนายชัยวัฒน์ได้ย้ายไปรับตำแหน่ง ผอ.ส่วนต้นน้ำ ที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ช่วง 6 ต.ค.56 และกรมอุทยานฯ ได้แต่งตั้งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานคนใหม่ มารับหน้าที่แทน 6 ต.ค.57

ต่อมาในปีงบประมาณ 2558 แปลงปลูกป่าทั้ง 4,200 ไร่ ได้รับงบประมาณบำรุงป่า 2-6 ปี แต่กลับมีปัญหาการเบิกจ่าย โดยในปีงบประมาณ 2558 นายนิพนธ์ โชติบาล ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ นายสมัคร ดอนนาปี ดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้มีการยืมเงินในงบฯ บำรุงรักษาป่า ทั้ง 4 แปลงนี้ เดือนพ.ย.57 และ เดือน ธ.ค.57 มีการนำรายชื่อชาวบ้านไปเบิก จนมีการแจ้งความดำเนินคดี

คำชี้แจงดังกล่าวยังระบุในตอนท้ายด้วยว่า ปัจจุบันนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องแปลงปลูกป่าดังกล่าว ส่วนนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวคือ เขียนโครงการ กำหนดราคากลาง และเป็นคณะกรรมการตรวจงานจ้างเท่านั้น

 

 


จ่ายจริง! 3 สายสืบแจ้งเบาะแสจับเด็กแว้นคนละ 3,000 บาท

Fri, 13 Sep 2019 15:26:00

วันนี้(13 ก.ย.62 ) พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลมาตราการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง และความผิดเกี่ยวข้องเป็นผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 3- 10 ก.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ให้ข้อมูลเบาะแสทั่วประเทศ ผ่านศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1599 และศูนย์โซเชียลมีเดีย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 188 ราย

โดยในจำนวนนี้มีผู้ประสงค์รับเงินรางวัล 11 ราย และได้มอบเงินรางวัลให้ไปแล้ว 3 ราย เป็นเงินรายละ 3,000 บาท ซึ่งเป็นพลเมืองดี แจ้งเบาะแสมีภาพหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน จนตำรวจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ในข้อหาแข่งรถในทาง ขับรถผิดปกติวิสัยของการขับรถธรรมดา ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของคนอื่น ๆ และ เป็นผู้จัดสนับสนุนหรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทาง

โดยทั้ง 3 รายที่จ่ายเงินไปแล้ว แจ้งข้อมูลมาจาก จ.กำแพงเพชร ชลบุรี และ สระบุรี และมีพลเมืองดี ที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อยื่นเอกสารขอเบิกเงินอีก 2 ราย ในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลำพูน และสถานีตำรวจภูธรบางบัวทอง

ส่วนผลการจับกุมภาพรวมทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.-8 ก.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจดำเนินคดี ผู้กระทำผิดข้อหา แข่งรถในทางและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย  ความผิดฐานสนับสนุนให้มีการแข่งรถหรือให้ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย  รวมถึงดำเนินคดีกับพ่อแม่และผู้ปกครองตราม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก รวมจำนวน 986 ราย

ส่วนความผิดอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.จราจรฯ และพ.ร.บ.รถยนต์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้กระทำผิดรวมกว่า 230,000 ราย จำนวนนี้ได้มีการจัดทำประวัติผู้กระทำผิด และผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะแข่งรถในทาง จำนวน 40,222 ราย นอกจากนี้ยังตรวจยึดรถยนต์และจักรยานยนต์ได้อีกกว่า 57,000 คัน และดำเนินคดีกับร้านค้าดัดแปลงจำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ กว่า 200 ราย

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่มีการกวดขันอย่างจริงจัง พบสถิติการกระทำผิดลดลง เหลือเพียงร้อยละ 10 สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์รับเงินต้องมีหลักฐานเช่นคลิปวีดีโอ สถานที่ เวลา ที่พบผู้กระทำผิด จึงเข้าหลักเกณฑ์การรับเงิน แต่ปัญหาส่วนใหญ่ พบเป็นการแจ้งข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดชัดเจนได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดีเดย์ 3 ก.ย. ตั้งรางวัลนำจับ "เด็กแว้น" คดีละ 3,000 บาท

 

 

 


พบศพเยาวชนหญิงในบึงป่ากก ตร.คาดถูกฆาตกรรมอำพราง

Fri, 13 Sep 2019 04:31:00

วันนี้ (13 ก.ย.2562) เวลา 01.30 น. ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน พร้อมตำรวจสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุหลังได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่ในบึงป่ากก ภายในซอยสุวินทวงศ์ 24 ย่านมีนบุรี กรุงเทพฯ

พ.ต.อ.คมกฤษณ์ คำบุศย์ ผกก.สน.มีนบุรี เปิดเผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า ผู้เสียชีวิตสวมใส่ชุดนอนสีเหลือง ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบร่างกายเบื้องต้น ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย แต่มีเหตุต้องสงสัยว่าอาจถูกล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากผู้เสียชีวิตไม่ได้สวมใส่กางเกง โดยจะส่งศพให้แพทย์ชันสูตรเพื่อยืนยันผลตรวจร่างกายประกอบการนำสืบทางคดี 

บึงป่ากกใน ซ.สุวินทวงศ์ 24 สถานที่พบศพเยาวชนหญิงอายุ 18 ปี

บึงป่ากกใน ซ.สุวินทวงศ์ 24 สถานที่พบศพเยาวชนหญิงอายุ 18 ปี


พ.ต.อ.คมกฤษณ์ เปิดเผยข้อมูลผู้ต้องสงสัยด้วยว่า ขณะนี้ควบคุมตัวชายคนหนึ่ง ซึ่งรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุฆาตกรรม แต่ยังไม่ได้สอบสวนโดยละเอียด เนื่องจากผู้ก่อเหตุถูกคนในชุมชนรุมทำร้ายร่างกาย หลังรู้ว่าเป็นคนลงมือฆาตกรรมผู้เสียชีวิต ระหว่างรอผู้ก่อเหตุออกจากโรงพยาบาล ตำรวจได้เชิญครอบครัวผู้เสียชีวิตเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ขณะเดียวกันตำรวจสืบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีผู้อื่นเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดเหตุขึ้นหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังยืนยันไม่ได้ว่าผู้ก่อเหตุลงมือฆ่าผู้เสียชีวิตที่บึงป่ากก หรือลงมือในสถานที่อื่นก่อนจะย้ายศพมาทิ้งที่บริเวณดังกล่าว

พฐ.ตรวจเก็บพยานหลักฐานโดยรอบสถานที่พบศพผู้เสียชีวิต

พฐ.ตรวจเก็บพยานหลักฐานโดยรอบสถานที่พบศพผู้เสียชีวิต


ขณะที่พี่สะใภ้ของผู้เสียชีวิต ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกันให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ช่วงเวลา 04.00 น. ของวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา นายณัฐพงศ์ ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นเพื่อนกับสามีผู้เสียชีวิต ได้เข้ามาหาที่บ้านพักในซอยสุวินทวงศ์ 22 พร้อมอ้างว่าสามีผู้เสียชีวิตดื่มสุรา เมาไม่ได้สติอยู่ที่ปั้มน้ำมัน ใกล้ซอยสุวินทวงศ์ 24 ให้ไปช่วยพาตัวกลับบ้าน ซึ่งผู้เสียชีวิตได้ซ้อนท้ายไปกับนายณัฐพงศ์ 

กระทั่งเวลา 05.00 น. นายณัฐพงศ์ ได้โทรศัพท์ไปบอกสามีผู้เสียชิวิตว่า ถูกทำร้ายร่างกาย รถจักรยานยนต์ล้มอยู่ภายในซอยสุวินทวงศ์ 24 ขอให้มาช่วยเหลือ กระทั่งสามีผู้เสียชีวิตมาถึงก็พบว่า นายณัฐพงศ์ ถูกรถจักรยานยนต์ล้มทับอยู่บริเวณกลางซอย สภาพร่างกายเปียกปอน และนายณัฐพงศ์ได้บอกกับสามีผู้เสียชีวิตว่า ผู้เสียชีวิตนั่งซ้อนท้ายมาด้วยเมื่อถูกทำร้าย ได้วิ่งหนีเข้าไปท้ายซอย สามีผู้เสียชีวิตจึงออกตามหา แต่ไม่พบตัว พบเพียงรองเท้าแตะของผู้เสียชีวิตเท่านั้น  

ต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้า ได้ขอความช่วยเหลือในกลุ่มเพื่อนและคนในชุมชนให้ช่วยออกตามหาตลอดทั้งวันก็ยังไม่พบ กระทั่งเวลา 23.00 น. ได้วนกลับเข้ามาตามหาในซอยสุวินทวงศ์ 24 อีกครั้ง วนเวียนหาในบริเวณที่พบรองเท้าแตะ จนกระทั่งพบร่างนอนอยู่ในบึงป่ากก โดยหลังพบศพผู้เสียชีวิต กลุ่มญาติสงสัยว่าผู้ก่อเหตุคือนายณัฐพงศ์ เนื่องจากอยู่กับผู้เสียชีวิตเป็นคนสุดท้าย จึงเข้าไปสอบถามนายณัฐพงศ์ที่บ้านพักย่านเสรีไทย หลังจากคาดคั้นสอบถามอยู่พักใหญ่ นายณัฐพงศ์ได้พูดออกมาว่า "ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ" ทั้งยังบอกอีกว่าร่วมลงมือกับเพื่อน 4-5 คน รุมทำร้ายผู้เสียชีวิต ก่อนจะนำศพมาทิ้งที่บึงป่ากก 

ขณะเดียวกันคนในชุมชนให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะผู้เสียชีวิตพึ่งคลอดลูกได้ไม่กี่เดือน อีกทั้งรู้จักคุ้นเคยกับผู้ก่อเหตุเป็นอย่างดี เนื่องจากทั้งคู่เป็นเสมือนญาติกัน ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นพี่เขย-น้องสะใภ้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีความขัดแย้งต่อกัน จึงไม่สามารถคาดเดามูลเหตุจูงใจได้ แต่ผู้ก่อเหตุมีประวัติคดีอาชญกรรมมาก่อนและมีพฤติกรรมเสพยาเสพติด

 


ตม.ขึ้นบัญชีดำ 11 แกนนำ นปช. - ห้ามออกนอกประเทศ

Thu, 12 Sep 2019 19:56:00

วันนี้ (12 ก.ย.2562) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งสกัดเส้นทางหลบหนีแกนนำกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทั้ง 11 คนแล้ว พร้อมขึ้นบัญชีดำบุคคลที่ต้องติดตามตัวมาดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้พบว่ายังไม่มีข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศ

สำหรับการติดตามตัวผู้ต้องหาทั้ง 11 คนที่ไม่ยอมไปฟังคำพิพากษา หลายคนยังยืนยันไม่ได้รับหมายศาล เช่น พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ เช่นเดียวกับนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำ นปช. ที่เมื่อวานนี้ (11 ก.ย.2562) ทนายความแจ้งว่ารับการรักษาตัวที่ โรงพยาบาลกรุงเทพสนามจันทร์ นครปฐม ด้วยอาการเวียนศีรษะ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครพบตัว ขณะที่ทางโรงพยาบาลปฏิเสธจะให้ข้อมูล

สำหรับแกนนำ นปช.ทั้ง 11 คน ที่ศาลจังหวัดพัทยา มีคำพิพากษาชั้นฎีกาให้จำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา กรณีปิดล้อมการประชุมอาเซียน เมื่อปี 2552 ประกอบไปด้วย 1.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ,2.นายนิสิต สินธุไพร , 3.นายพายัพ ปั้นเกตุ , 4.นายวรชัย เหมะ , 5.นายวันชนะ เกิดดี , 6.นายพิเชษฐ สุขจินดาทอง , 7.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ , 8.นายนพพร นามเชียงใต้ ,9.นายสำเริง ประจำเรือ ,10.นพ.วัลลภ ยังตรง และ 11.นายสิงห์ทอง บัวชุม

 


ยังไม่มีหลักฐาน "สว.แย้" เชื่อมโยงเกี่ยวข้องคดียาเสพติด

Thu, 12 Sep 2019 19:31:00

วันนี้ (12 ก.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกรณีที่ตำรวจ สภ.แม่สาย จับ พ.ต.ท.สุรจิต ทาวุธ หรือ สารวัตรเบียร์ สว.กก.สส.ภ.จว.อุทัยธานี พร้อมกับของกลางยาบ้า 198,000 เม็ด ขณะนั่งรถโดยสารประจำทางมาจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย เข้ามาส่งยาเสพติดให้กับ "นายโอ๊ต" ในกรุงเทพฯ และอ้างว่าได้ค่าจ้าง 100,000 บาท

"สว.เบียร์" ถูกไล่ออกจากราชการ

ล่าสุดวันนี้ พล.ต.ท.สุธีร์ เนรกัณฐี ผบช.ภ.6 มีคำสั่งให้ออกจากราชการแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ยอมรับว่าเคยได้รับรายงานว่า พ.ต.ท.สุรจิต มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาแล้วเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยจนถูกสั่งย้ายให้มาช่วยราชการที่ ศปก.บช.ภ.6 แต่ครั้งนี้ถือว่ามีพยานหลักฐานการทำผิดชัดเจนจึงต้องให้ออกจากราชการ

พล.ต.ท.สุธีร์ เนรกัณฐี ผบช.ภ.6

พล.ต.ท.สุธีร์ เนรกัณฐี ผบช.ภ.6

ต้องเด็ดขาดรวดเร็วรุนแรง ผมเคยบอกในที่ประชุมครั้งบอกไว้แล้วว่า หากตำรวจทำผิดเองก็ต้องรับโทษ 3 เท่า เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐทำผิดเอง เราไม่เลี้ยงอยู่แล้ว ส่วนความเชื่อมโยงกับคนอื่น ๆ กำลังให้ บก.สืบสวนตรวจสอบซึ่งเราเก็บความเชื่อมโยงต่าง ๆ ไว้แล้ว

ตรวจหาความเชื่อมโยงกับคดี "สว.แย้"

สำหรับ พ.ต.ท.สุรจิต หรือ สารวัตรเบียร์ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 60 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.พิเชษฐ เสาแบน สว.กก.2 บก.ทท.2 หรือสารวัตรแย้ ที่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีพัสดุใส่ยาเสพติดส่งมาให้ที่บ้านพักใน อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ แต่สารวัตรแย้ ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ส่งมาและเชื่อว่าถูกกลั่นแกล้ง

คดีนี้สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 6 ได้สืบสวนต่อจนพบถึงบุคคลที่ส่งพัสดุมาให้คือ นายอนุศักดิ์ มิ่งเมือง ที่ส่งมาจาก อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์ จนตำรวจสามารถควบคุมตัวได้และอ้างว่าได้รับการว่าจ้างมาจากนายสัญญา ศาลาธรรม หรือ "โอ๊ด ไบเล่" ซึ่งขณะนี้ยังจับตัวไม่ได้ แต่ตำรวจได้ออกหมายจับไว้แล้ว

พ.ต.ท.พิเชษฐ เสาแบน ขณะถูกสอบสวนที่สภ.พยุหะคีรี

พ.ต.ท.พิเชษฐ เสาแบน ขณะถูกสอบสวนที่สภ.พยุหะคีรี

 

พ.ต.ท.สุรจิต ทาวุธ หลังถูกจับพร้อมของกลางยาบ้า 198,000 เม็ด

พ.ต.ท.สุรจิต ทาวุธ หลังถูกจับพร้อมของกลางยาบ้า 198,000 เม็ด

 

ซึ่งในครั้งนั้นตำรวจภูธรภาค 6 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน สารวัตรแย้ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อว่าจะเกี่ยวข้องหรือสั่งยาเสพติดมาที่บ้าน สารวัตรแย้ จึงยังอยู่ในตำแหน่งเดิม

แต่การจับสารวัตรเบียร์ พร้อมของกลางในครั้งนี้ทำให้ตำรวจเริ่มพบความเชื่อมโยงบางอย่างที่ทั้ง 3 คน อาจเกี่ยวข้องกัน เพราะสารวัตรเบียร์ อ้างว่ารับจ้างมาจาก นายโอ๊ต ไบเล่ ซึ่งก็เป็นคนเดียวกับที่ส่งยาเสพติดไปให้สารวัตรแย้ และทั้ง 3 คน ยังพบว่าเป็นเพื่อนสนิทกันด้วยเพราะเป็นคน จ.นครสวรรค์ เหมือนกัน

เตรียมอายัดตัวสว.เบียร์ดำเนินคดีที่นครสวรรค์ต่อ

หลัง พ.ต.ท.สุรจิต ถูกจับตัวได้ วันนี้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ ได้นำหลักฐานขอศาลจังหวัดนครสวรรค์ออกหมายจับเพิ่มในข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย , จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย และสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบ โดยหลังจากนี้ก็จะประสานไปยัง สภ.แม่สาย เพื่ออายัดตัว พ.ต.ท.สุรจิต มาดำเนินคดีต่อ

ยาบ้า 198,000 เม็ด ที่ยึดได้จากสารวัตรเบียร์

ยาบ้า 198,000 เม็ด ที่ยึดได้จากสารวัตรเบียร์

ขณะที่ พ.ต.อ.อดิศักดิ์ สุนทรารักษ์ ผกก.สภ.พยุหะคีรี เปิดเผยว่า ได้ประสานไปที่สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 6 เพื่อให้แจ้งข้อกล่าวหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่นายโอ๊ดก็มีหมายจับคดีค้ายาเสพติดอยู่แล้ว ส่วนความเชื่อมโยงถึงสารวัตรแย้ ขณะนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอว่าสารวัตรแย้จะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ป.ป.ส.ยังไม่พบหลักฐานที่จะดำเนินคดีกับสว.แย้

นายวิชัย ไชยมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ส.เปิดเผยว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ภาค 6 ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการแพร่ระบาดด้วยการส่งยาเสพติดผ่านระบบขนส่งไปถึงบ้านนั้น และมีพัสดุหนึ่งกล่องส่งไปที่บ้านพักของ พ.ต.ท.พิเชษฐ หรือ สารวัตรแย้ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น ทาง ป.ป.ส.ก็ดำเนินการสืบสวนร่วมกับตำรวจภูธรภาค 6 มาโดยตลอด จนกระทั่งจับผู้ส่งพัสดุได้แล้วนั้น

นายวิชัย ไชยมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ส.

นายวิชัย ไชยมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ส.

แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบความเชื่อมโยงว่าสารวัตรแย้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีเพียงการตรวจสอบบัญชีธนาคารที่สารวัตรแย้ อ้างว่ารับโอนเงินมาจากลูกค้าที่เช่าซื้อพระเครื่องด้วยกัน แต่เมื่อตรวจสอบก็พบว่ามีการโอนเงินครั้งละหลักพันถึงหมื่นบาท และโอนเข้ามาหลายครั้ง ซึ่งเมื่อตรวจสอบชื่อบัญชีที่โอนเงินเข้ามาก็พบว่าเป็นผู้ที่มีประวัติคดียาเสพติด แต่หลักฐานนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถดำเนินคดีได้

ส่วนการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของสารวัตรแย้ ได้ตรวจสอบไปเล็กน้อยเท่านั้นและก็มีการลบข้อความไปบางส่วนโดยที่ยังไม่ได้ส่งตรวจอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยง ซึ่งคาดว่าพนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการอยู่

ส่วนกรณีที่สารวัตรเบียร์ และสารวัตรแย้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกันเชื่อว่าคงรู้จักกันในอาชีพตำรวจ ส่วนในเรื่องอื่นก็ไม่สามารถตอบได้ แต่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกันคือ "นายโอ๊ต ไบเล่" ที่เป็นคนส่งยาเสพติดไปที่บ้านของสารวัตรแย้ และเป็นคนที่สั่งการให้สารวัตรเบียร์นำยาเสพติดมาส่งในกทม. 


ผบ.ตร.นิวซีแลนด์ หารือ ปส.หลังมีไอซ์เกือบ 500 กก.ส่งมาจากไทย

Thu, 12 Sep 2019 19:22:00

วันนี้ (12 ก.ย.2562) ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด Mr.Mike Bush ผบ.ตร.นิวซีแลนด์ เข้าพบ พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รอง ผบช.ปส.เพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และหารือความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดร่วมกัน เนื่องจากประเทศนิวซีแลนด์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดโดยเฉพาะไอซ์ที่ล่าสุดศุลกากรนิวซีแลนด์ สามารถยึดไอซ์ได้ 452 กก.ที่ซุกซ่อนในมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ส่งผ่านมาจากไทย และถือว่าเป็นยาเสพติดล็อตใหญ่ที่สุดที่เคยจับมา

ไอซ์ 452 กก.ที่ถูกซ่อนในมอเตอร์ไฟฟ้าส่งไปที่นิวซีแลนด์

ไอซ์ 452 กก.ที่ถูกซ่อนในมอเตอร์ไฟฟ้าส่งไปที่นิวซีแลนด์

ภายหลังการหารือความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศ พล.ต.ต.พรชัย เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนของ บช.ปส.เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร และเจ้าหน้าที่สถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย มาร่วมกันหารือและวางแนวทางการสืบสวนเพื่อหาตัวกลุ่มผู้ลำเลียงขนส่งยาเสพติดในครั้งนี้ 

บช.ปส.ประชุมร่วมกับทางการนิวซีแลนด์กรณีไอซ์ 452 กก.ถูกส่งมาจากไทย

บช.ปส.ประชุมร่วมกับทางการนิวซีแลนด์กรณีไอซ์ 452 กก.ถูกส่งมาจากไทย

พล.ต.ต.พรชัย เปิดเผยว่า ที่นิวซีแลนด์ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดยาเสพติด การจับไอซ์ครั้งล่าสุดก็ได้ประสานความร่วมมือในเรื่องข้อมูลเพื่อนำมาสืบสวนหาต้นทางของกลุ่มผู้สั่งการ เบื้องต้นพบว่าเป็นชาวเวียดนาม 1 คน และลาว 2 คน ส่วนการนำยาเสพติดเข้ามาในไทยยังไม่พบเส้นทาง แต่เชื่อว่านำมาบรรจุในไทยก่อนที่จะใส่ตู้คอนเทนเนอร์ไปที่ท่าเรือกรุงเทพฯ เขตคลองเตย และส่งต่อไปยังนิวซีแลนด์

สำหรับวิธีการซุกซ่อนยาเสพติดก็ถือว่าเป็นการหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ แต่คราวนี้เลือกใช้เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าเพราะเป็นสินค้าขนาดใหญ่และไม่ต้องสงสัยมากนัก 

ข้อมูลการจับยาเสพติดของนิวซีแลนด์ที่ส่งมาจากไทยพบว่ามีมาแล้ว 5 ครั้ง ครั้งนี้ถือว่าล็อตใหญ่ที่สุด ทำให้เชื่อได้ว่าที่นิวซีแลนด์มีความต้องการยาเสพติดประเภทไอซ์เป็นอย่างมาก ซึ่งนิวซีแลนด์ก็ยังคงเฝ้าระวังการลักลอบขนส่งอยู่ตลอดเวลา และขณะนี้ก็ได้ให้ข้อมูลการจับผู้ต้องหากับทางตำรวจปราบปรามยาเสพติดของไทยไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการขยายผลต่อ


เครื่องร่อนตกเขื่อนแม่กวงฯ เชียงใหม่ เจ็บ 2 คน

Thu, 12 Sep 2019 13:05:00

วันนี้ (12 ก.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อุบัติเหตุเครื่องร่อนตกบริเวณป่าละเมาะ ใกล้เขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่และพลเมืองดี เข้าช่วยเหลือนำตัวผู้บาดเจ็บ 2 คน ส่งโรงพยาบาล ได้แก่ หญิงชาวไทย บาดเจ็บบริเวณขาด้านช้าย และหญิงชาวจีน บาดเจ็บเล็กน้อย พร้อมเก็บกู้เครื่องร่อนออกจากพื้นที่ พบสภาพเสียหายในลักษณะหัวปักพื้น

 

 

ขณะที่ตำรวจ อยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่เครื่องร่อนตก เบื้องต้นคาดว่าอาจมาจากเครื่องขัดข้อง หรือลมแรง

ผู้เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ระบุว่า ถือเป็นโชคดีที่เครื่องตกลงในป่าละเมาะ เพราะหากเครื่องตกลงในน้ำ ผู้ประสบเหตุอาจได้รับอันตรายถึงชีวิต

 

 

มีรายงานเพิ่มเติมว่า เครื่องร่อนดังกล่าวบินขึ้นจากเชียงใหม่สกายแอดเวนเจอร์ ตั้งอยู่ใน ต.หนองแหย่ง แต่ขณะบินเหนือเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เครื่องดับกระทันหัน โดยนักบินประคองออกจากผิวน้ำ ก่อนจะตกลงป่าละเมาะริมตลิ่ง

 

 


จับขบวนการปลอมล็อตเตอรีขึ้นรางวัล

Thu, 12 Sep 2019 12:18:00

วันนี้ (12 ก.ย.62) ตำรวจกองปราบปราม ติดตามจับนายศิริวัฒน์ บินรวดเร็ว อายุ 61 ปี ที่สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ จังหวัดนครราชสีมา หลังมีพฤติการณ์ร่วมกับพวกปลอมแปลงล็อตเตอรี่ เพื่อนำไปขายต่อให้กับผู้ค้าล็อตเตอรี่ที่รับซื้อ ทำให้มีผู้ค้าได้รับความเสียหายกว่าล้านบาท

พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า ขบวนการนี้จะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจะมีพรรคพวกไปซื้อล็อตเตอรี่มาจำนวนมาก จากนั้นนายศิริวัฒน์จะเลือกล็อตเตอรี่ที่มีตัวเลขใกล้เคียงกับเลขที่ถูกรางวัลมากที่สุดมาปลอมแปลง ด้วยการแก้ไขตัวเลข ข้อความและคิวอาร์โค้ดบนล็อตเตอรี่ด้วยกรรมวิธีบางอย่าง ส่วนใหญ่เป็นรางวัลที่ 2 และรางวัลที่ 3 จากนั้นก็นำล็อตเตอรี่ไปขึ้นรางวัลกับผู้ค้าที่รับซื้อตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ กระทำการเดือนละ 2 ครั้ง มีเครือข่ายอยู่กว่า 10 คน โดยเลือกผู้ค้าที่มีอายุมาก หรือผู้ค้าที่ตรวจล็อตเตอรี่ไม่เป็น ไม่มีเครื่องตรวจบาร์โค้ด เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นเมื่อผู้ค้าจะนำรางวัลไปขึ้นที่กองสลาก จะไม่สามารถขึ้นรางวัลได้ เพราะเป็นล็อตเตอรี่ปลอม

เบื้องต้นนายศิริวัฒน์ให้การรับสารภาพ จึงแจ้งข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิ์ปลอมืและฉ้อโกงทรัพย์ โดยจะนำตัวผู้ต้องหาส่ง สภ.สำโรงใต้ดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ร่วมขบวนการของนายศิริวัฒน์ที่ยังหลบหนีอยู่ ซึ่วตำรวจจะต้องขยายผลติดตามจับกุมต่อไป

ด้านนายชูชาติ มั่นครองธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ค้านำสลากปลอมมาขึ้นเงินแล้ว 3 คน ในพื้นที่ สมุทรปราการ / อุดรธานี / สกลนคร มูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท จึงขอประชาสัมพันธ์เตือนผู้ค้าที่จะรับซื้อล็อตเตอรี่ว่าให้ตรวจสอบล็อตเตอรี่ให้ดี โดยการใช้แสงแบล็คไลท์ส่อง และสังเกตตัวเลขว่าเส้นลายน้ำเรืองแสงที่พาดทับบนตัวเลขต่อเนื่องกันหรือไม่ เพราะหากรับซื้อไปแล้ว ก็จะไม่สามารถขึ้นเงินได้เพราะเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบพบความผิดปกติแน่นอน


ไฟไหม้ร้านขายเสื้อผ้าใน "โบ๊เบ๊" ปิดอาคารชั่วคราว

Thu, 12 Sep 2019 04:32:00

วันนี้ (12​ ก.ย.2562) เวลา 00.26 น. ตำรวจ สน.นางเลิ้ง ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ร้านจำหน่ายเสื้อผ้า ที่อาคารโบ๊เบ๊ ภายในซอยดำรงรักษ์​ แขวงคลองมหานาค​ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย​  จึงเข้าตรวจสอบเหตุ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิง เจ้าหน้าที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร​ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง​เข้าระงับเหตุ  ซึ่งที่เกิดเหตุคืออาคารเลขที่​ 1082/10 ชื่อร้านเจียงบูติค​ เป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้า​และรับส่งออกสินค้าจีน-ไทย  

พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ ผกก.สน.นางเลิ้ง เปิดเผยว่า จากการสอบถามพยานในเบื้องต้นได้ข้อมูลว่า แสงเพลิงเกิดขึ้นที่บริเวณชั้น​ 2 และลุกลามขึ้นไปชั้นบนอย่างรวดเร็ว​ หลังเกิดเหตุมีคนงานในร้านวิ่งออกมาจากด้านในหลายคน ขณะเดียวกันมี 3 คนที่หนีขึ้นไปบนดาดฟ้า ซึ่งเป็นครอบครัวของผู้ค้าที่เช่าห้องพักอยู่บนชั้น 7 ของอาคาร โดยเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือลงมาด้านล่างได้อย่างปลอดภัย

 

ขณะที่การทำงานของเจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการควบคุมเพลิงนานกว่า 2 ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับบาดเจ็บ 1 คน สาเหตุจากหัวฉีดน้ำดับเพลิงเหวี่ยงกระแทกหน้าอกระหว่างเข้าดับเพลิงในอาคาร  

พ.ต.อ.สมยศ​ กล่าวอีกว่า​  ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ เพราะยังต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอีกหลายขั้นตอน โดยในช่วงเช้าวันนี้ (12 ก.ย.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายจะเข้าตรวจสอบอาคาร และจะต้องปิดอาคารชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งตำรวจพิสูจน์หลักฐานจะเข้าเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุด้วย ส่วนการการสอบสวนจะเรียกสอบปากคำเจ้าของร้านต้นเพลิงและพยานแวดล้อมอย่างละเอียดอีกครั้ง​ 

ด้านเจ้าของร้านที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า​ เปิดร้านขายเสื้อผ้ามานานกว่า​ 20​ ปี​และไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ โดยชั้น​ 1 เป็นหน้าร้านสำหรับขายเสื้อผ้า​ ส่วน​ชั้น 2-​6 เป็นโกดังสำหรับเก็บเสื้อผ้าเพื่อเตรียมขาย​ ก่อนเกิดเหตุ​เวลา​ 22.00​ น.ได้ปิดร้านและเดินทางกลับบ้านตามปกติ​ ขณะนั้นไม่มีสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด​ กระทั่งในเวลาต่อมา​ เพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามได้โทรศัพท์มาแจ้งว่าร้านเกิดเพลิงไหม้ จึงรีบเดินทางมาตรวจสอบ​ เบื้องต้นไม่มีลูกจ้างของร้านพักอาศัยอยู่ภายใน​ ส่วนมูลค่าความเสียหายยังไม่สามารถระบุได้

 

 


ปคบ.รวบเจ้าของ "แหลมเกต" ฉ้อโกงประชาชน

Wed, 11 Sep 2019 17:36:00

วันนี้ (11 ก.ย.2562 ) พล.ต.ต.ศิรัชเขตร์ ครูวัฒนเศรษฐ์ กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมนายอพิชาต บวรบัญชารักข์ หรือ นายโจม พารณจุลกะ เจ้าของบริษัท แหลมเกต อินฟินิท จำกัด ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1089/2562 ลงวันที่ 24 ก.ค.62 ฐานความผิด “ร่วมกันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิดคุณภาพ ปริมาณในสินค้าหรือบริการด้วยการโฆษณาข้อความอันเป็นเท็จ และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” อันเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 343 /จับกุมได้ภายในซอยพหลโยธิน 11 กรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายจับ และติดตามจับกุมได้เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา และควบคุมตัวมาสอบสวนพร้อมกับฝากขังครั้งแรกที่ศาลอาญา เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2562 เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฎิเสธและขอต่อสู้คดีในชั้นศาล

พล.ต.ต.ศิรัชเขตร์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีบริษัทแหลมเกต อินฟินิท จำกัด ประกอบกิจการขายอาหารทะเลบุฟเฟ่ต์ในชื่อร้านแหลมเกต มีอาหารหลายชนิดลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้โดยไม่จำกัดและมีราคาถูก โดยคิดค่าอาหารเป็นรายหัวหรือต่อคน คนละ 888 บาท มีรายการอาหาร 27 อย่าง และมีการโฆษณาทางเฟซบุ๊กและทางเว็บไซต์ร้านชื่อ www.laemgate และ Line : laemgate

จากนั้นทางร้านได้มีการจัดโปรโมชั่นโดยการจัดทำ Voucher และ E-Coupon หลากหลายรูปแบบออกมาจำหน่าย ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2562 เป็นจำนวนกว่า 57 โปรโมชั่น คิดค่าอาหารในราคาแตกต่างกันหลายโปรโมชั่นจำนวนมาก ตามแต่ละโปรโมชั่นและมีราคาถูกต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น โปรราชาทะเลบุฟเฟ่ต์ ขายเป็นชุดละ 880 บาท มี 10 ใบ หรือที่นั่งละ 88 บาท เป็นต้น ลูกค้าต้องจองคิววันเข้าไปรับประทานอาหารผ่านทางระบบออนไลน์ของร้านถึงจะเข้าไปรับประทานอาหารได้

 

ในช่วงแรกลูกค้าที่ได้เข้าไปรับประทานอาหารแล้วใช้บริการได้จริง เมื่อประชาชนทั่วไปพบเห็นโฆษณาและรีวิวจากผู้ที่เคยเข้ามาใช้บริการแล้วจึงหลงเชื่อและซื้อบัตรรับประทานอาหาร ต่อมาประสบกับปัญหาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสำรองที่นั่งที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ไม่สามารถสำรองที่นั่งได้ จนทางร้านขอยกและงดให้บริการทุกโปรโมชั่น โดยมีประกาศจากทางร้านออกมาในวันศุกร์ที่ 22 มี.ค.2562 อ้างว่าวัตถุดิบอาหารทะเลมีไม่พอต่อความต้องการโดยจะคืนเงินให้กับลูกค้าตามระยะเวลาที่ทางร้านกำหนด แต่เมื่อมีการสอบถามกลับบ่ายเบี่ยงไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนในการคืนเงิน

จากการตรวจสอบพบว่ามีลูกค้าที่ใช้บริการกว่า 20,000 คน บัตรรับประทานอาหารกว่า 300,000 ที่นั่ง มีเงินหมุนเวียนกว่า 50 ล้านบาท เฉพาะผู้เสียหายที่แจ้งความกับ ปคบ.จำนวน 625 คน ความเสียหายกว่า 5,000,000 บาท ก่อนหน้านี้ ผู้เสียหายกว่า 2,000 คน ได้ร้องเรียนต่อ สคบ.ซึ่งได้มีการนัดเจ้าของร้านเข้าให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งเจรจาไกล่เกลี่ยแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขณะ สคบ.ได้ดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาดำเนินการฟ้องร้องต่อไป

 


จัดงานรำลึก "บิลลี่" กับปมมรดกโลกแก่งกระจาน 16 ก.ย.นี้

Wed, 11 Sep 2019 13:50:00

วันนี้ (11 ก.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงาน คณะเจ้าหน้าที่จากองค์การสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ไอยูซีเอ็น) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เข้าประชุมร่วมกับชาวบ้านกะเหรี่ยง โป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในการแก้ไขข้อท้วงติงของคณะกรรมการมรดกโลก ในเรื่องข้อห่วงใยเรื่องการจัดการที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธ์ุ์ในป่าแก่งกระจาน ถือเป็น 1 ใน 3 ประเด็นที่ไทยดำเนินการก่อนนำทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

นอกจากนี้ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศ เตรียมร่วมกันการจัดงานรำลึกถึงบิลลี่ และเสวนาวิชาการเรื่องการฆาตกรรมอำพรางศพนายพอละจี หรือบิลลี่ บุคคลใด ต้องรับผิดชอบ และเสวนาวิชาการเรื่องปัญหาสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองชาวกะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน กับการขึ้นทะเบียน ผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง  10 ปี ความขัดแย้งในพื้นที่แก่งกระจาน

หลังจากเมื่อ 5 ก.ค.ที่ผ่านมาที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโกครั้งที่ 43 ที่สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เลื่อนการพิจารณาขึ้นทะเบียนกลุ่มผืนป่าแก่งกระจาน เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยหนึ่งในเหตุผลคือ ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง แห่งบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ที่อยู่อาศัยในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมาหลายชั่วอายุคน ยังไม่ได้รับการรับรองและแก้ไขโดยรัฐบาลไทย ทำให้ไม่สามารถขึ้นทะเบียนกลุ่มผืนป่าดังกล่าวเป็นมรดกโลกได้

นอกจากนี้ยังมีกรณีการบังคับให้สูญหายของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำชาวบ้านที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิของชาวกะเหรี่ยง ที่หายตัวไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จับและควบคุมตัว ไปแล้วกว่า 5 ปีตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.2557 และวันที่ 3 กันยายน 2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้แถลงความคืบหน้าคดีนายพอละจี หรือบิลลี่ พบว่าเป็นศพถูกฆ่า เผา และถ่วงน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิต และนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ไอยูซีเอ็น" ลงพื้นที่แก่งกระจานปมที่ดิน ก่อนเสนอมรดกโลก

ด่วน! “ยูเนสโก” เลื่อนรับรองแก่งกระจานมรดกโลกปี 63

  

 


จับสารวัตรสืบอุทัยธานีขนยาบ้าเกือบ 2 แสนเม็ด

Wed, 11 Sep 2019 13:38:00

วันนี้ (11 ก.ย.2562) ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อเวลาประมาณ 05.20 น. ตำรวจสภ.แม่สาย ที่ประจำด่านตรวจถ้ำปลา ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้เรียกตรวจรถโดยสารประจำทางของบริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด ที่วิ่งระหว่าง อ.แม่สาย – กรุงเทพฯ หมายเลขทะเบียน 10-7937 นครสวรรค์ และได้เข้าตรวจค้นกระเป๋าผู้โดยสารที่นั่งหมายเลข 1A ที่เก็บไว้อยู่ในช่องเก็บสัมภาระข้างตัว และพบว่ากระเป๋าใบดังกล่าวล๊อคกุญแจไว้ ซึ่งเป็นกระเป๋าของ พ.ต.ท.สุรจิต ทาวุธ ทราบตำแหน่งภายหลังคือ สว.กก.สส.ภ.จว.อุทัยธานี

จากนั้นได้เชิญให้ พ.ต.ท.สุรจิต มาเปิดกระเป๋าเพื่อตรวจสอบ แต่ระหว่างนั้นก็ได้วิ่งหนีลงจากรถไปซ่อนตัวในพงหญ้าข้างทางบริเวณหลังด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ประจำด่านจึงกระจายกำลังกันค้นหาตัว จนสามารถควบคุมตัวไว้ได้ก่อนนำตัวมาเปิดกระเป๋าดังกล่าวและพบยาบ้าจำนวน 198,000 เม็ด

จุดที่ตำรวจพบกระเป๋าเดินทางต้องสงสัยวางอยู่ และเมื่อตรวจสอบเป็นยาบ้า 198,000 เม็ด

จุดที่ตำรวจพบกระเป๋าเดินทางต้องสงสัยวางอยู่ และเมื่อตรวจสอบเป็นยาบ้า 198,000 เม็ด

เตรียมส่งยาบ้าเข้ากทม.

พ.ต.ท.สุรจิต ยอมรับว่ายาบ้าทั้งหมดเป็นของตัวเองและให้การเบื้องต้นว่า รับจ้างขนยาบ้าเตรียมมาส่งให้นายโอ๊ต ไม่ทราบชื่อและนามสกุล เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ โดยได้ติดทางโปรแกรมไลน์ และได้เดินทางโดยรถประจำทางเพื่อมารับยาบ้าที่ริมถนนบ้านเกาะทราย ม.7 ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยจะมีคนมาวางไว้ให้ ก่อนที่จะนำไปส่งให้นายโอ๊ต ที่กรุงเทพมหานคร ได้ค่าจ้างครั้งนี้ 100,000 บาท

พบเป็นเพื่อนร่วมรุ่น "สว.แย้"

สำหรับ พ.ต.ท.สุรจิต พบว่าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 60 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.พิเชษฐ เสาแบน สว.กก.2บก.ทท. หรือ สารวัตรแย้ ที่ก่อนหน้านี้ตกเป็นข่าวพัวพันกับคดียาเสพติดที่มีพัสดุส่งยาเสพติดส่งมาที่บ้านพักในจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่พ.ต.ท.พิเชษฐ อ้างว่าถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ซึ่งตำรวจภูธรภาค 6 ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง จนพบคนที่ส่งยาเสพติดมาให้จาก อ.สะตึก จ.สุรินทร์ แต่ยังไม่มีการดำเนินคดีกับ เนื่องจากยังไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าพ.ต.ท.พิเชษฐ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งคดีนี้ผ่านมากว่า 3 เดือนแล้ว

ผบ.ตร.สั่งดำเนินคดีเด็ดขาด

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร. เปิดเผยว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งการให้ดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา และสืบสวนขยายผลถึงผู้สนับสนุน และสั่งการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นผู้รักษากฎหมายเสียเองและขอยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้องตำรวจ ที่กระทำความผิดกฎหมายอย่างแน่นอน ต้องรับโทษมากกว่าบุคคลธรรมดา

ขณะนี้ บช.ภ.6 มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงพร้อมมีคำสั่งให้ พ.ต.ท.สุรจิต ออกจากราชการไว้ก่อน ประกอบกับ มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตามนัยคำสั่ง ตร.ที่ 1212/2537 ว่ามีส่วนปล่อยปะละเลยไม่กำกับดูแลให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปกระทำความผิดหรือไม่


เปิดปฏิบัติการจัดการ"เฟคนิวส์" จัดการแล้ว 9 คดี

Tue, 10 Sep 2019 18:38:00

วันนี้(10ก.ย.62) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ซึ่งรับผิดชอบในการปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดและส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ แถลงผล “ปฏิบัติการทลายล้างข่าวปลอม 09.09.2019”

ผลการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างข่าวปลอม และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 19 ส.ค. – 9 ก.ย. 2562 มีเป้าหมายการปิดล้อมตรวจค้นจำนวน 9 จุดทั่วประเทศ มีผลการปฏิบัติดังนี้

กรณีที่ 1 “ข่าวประกาศพื้นที่ควบคุมพิเศษ ระเบิด 7 จุด ในกรุงเทพมหานคร” ผู้รับผิดชอบ กก.1 บก.ปอท. เข้าตรวจค้นที่บ้านพัก ย่านบางพลัด ต่อมาได้เชิญตัวผู้ถูกกล่าวหามาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14(2)

กรณีที่ 2 “นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ (Email Scam)” ผู้รับผิดชอบ กก.1 บก.ปอท. ร่วมกับ สตม. จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2014/2558 ลงวันที่ 14 ก.ย. 2558 จำนวน 1 ราย ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้ต้องหาประกอบด้วย ชาวไนจีเรีย 3 คน ร่วมกับคนไทย 2 คน ทำเป็นขบวนการลักษณะคนร้ายข้ามชาติ (จับได้ครบทั้งหมด 5 คนแล้ว) มูลค่าทรัพย์สินที่เสียหาย หลายล้านบาท

กรณีที่ 3 “จุบกุมผู้ต้องหาหลอกรักออนไลน์ (Romance Scam) โดยทำเป็นขบวนการ” ผู้รับผิดชอบ กก.2 บก.ปอท. เข้าจับกุมผู้ต้องหา สืบสวนจับกุมผู้ต้องหา 1 คน ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1228/2562 ลงวันที่ 15 ส.ค. 2562 ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลค่าความเสียหายกว่าล้านบาท

กรณีที่ 4 “จับกุมผู้ต้องหาแอบอ้างข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย แล้วหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์จำนวน 2 ราย (โทรศัพท์ และเสื้อผ้า มูลค่าความเสียหาย 5 ล้านบาท)” ผู้รับผิดชอบ กก.2 บก.ปอท. สืบสวนจับกุมผู้ต้องหา 3 คน เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดหัวหิน ที่ จ.247/2561 , ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 291/2562 และผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1307/2562 โดยจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดสมุทรสาคร

กรณีที่ 5 “แอบอ้างว่าเป็นลูกสาวของประธานาธิบดีของประเทศจีน” ผู้รับผิดชอบ กก.3 บก.ปอท. ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดสมุย เข้าทำการตรวจยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ได้ในบ้านพักพื้นที่อำเภอบ่อผุด จังหวัดสุราษฎร์ธานี


กรณีที่ 6 “ข่าวแม่น้ำโขงแห้ง ปลาสูญพันธุ์” ผู้รับผิดชอบ กก.3 บก.ปอท. นำหมายค้นของศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นที่บ้านพัก ในอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี และได้นำตัวมาดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14(2)

กรณีที่ 7 “หลอกขายผลิตภัณฑ์ประหยัดไฟฟ้า” ผู้รับผิดชอบ กก.3 บก.ปอท. ร่วมกับ บก.ปคบ. นำหมายค้นไปยังโกดังเก็บสินค้า ในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ตรวจยึดผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายจำนวนมาก และได้สืบสวนติดตามผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นชาวต่างชาติ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

กรณีที่ 8 “แอบอ้างนามสกุลนายกรัฐมนตรี หลอกขายของออนไลน์” ผู้รับผิดชอบ กก.3 บก.ปอท. จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1328/2562 ลงวันที่ 30 ส.ค. 2562 โดยแอบอ้างใช้นามสกุลนายกรัฐมนตรีหลอกขายสินค้าทางออนไลน์ เพื่อหวังให้เกิดความน่าเชื่อถือ ซึ่งกระทำมาแล้วเป็นเวลาสี่เดือน มูลค่าความเสียหายนับแสนบาท

กรณีที่ 9 “เพจเฟซบุ๊ก รับสมัครนักรบล้มล้างการปกครอง” ผู้รับผิดชอบ กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. ได้นำหมายค้น  ของศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นที่บ้านพักย่านเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ได้พบกับผู้กระทำความผิด และรับว่าได้กระทำจริง จึงได้นำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายข้างต้นต่อไป (มาตรา 14(3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 )

 


ย้าย "ดาบเท่ง" ตั้งกก.สอบ ปมข่มขู่ลูกน้อง "ชัยวัฒน์"คดีบิลลี่

Tue, 10 Sep 2019 13:33:00

วันนี้ (10 ก.ย.2562) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าว่า กรณีมีผู้อ้างว่าเป็นข้าราชการตำรวจสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ข่มขู่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) เพื่อให้การปรักปรำนายชัยวัฒน์ ขณะทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแก่งกระจานในช่วงปี 2557 ว่าเป็นตัวการฆ่านายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะกันตัวไว้เป็นพยาน ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่อุทยาน ทำให้นายชัยวัฒน์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปแจ้งความสภ.เมืองอุบลราชธานี และขอการให้การคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานบุคคล

รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ได้รับรายงานว่า พล.ต.ท.ธนา ชูวงษ์ ผบช.ภ.7 มีคำสั่งให้กองบังคับการสืบ สวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 7 ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้รายงานผล ภายในวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ และรับฟังเป็นข้อยุติได้ส่วนหนึ่งว่า ด.ต.พงศ์ษาวดี หรือเท่ง ไทยกูล ผบ.หมู่ กก.สส.1 บก.สส.ภ.7 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ได้ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ที่ได้โทรศัพท์สนทนาพูดคุยกัย นางรัตน์ดาวรรณ หรืออร บุษราคัม ภรรยาของ นายบุญแทน บุษราคัม อดีตเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งข้อเท็จจริงตามบทสนทนาเป็นการพูดคุยกันตามที่ปรากฏทางสื่อ ถ้อยคำข้อความที่ปรากฏก็มีลักษณะเป็นการพูดคุยซักถามในฐานะคนรู้จักสนิทสนมกันมากกว่าการข่มขู่ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

มีพยานหลักฐาน-ย้ายและตั้งกรรมการสอบ

รอง โฆษก ตร.กล่าวว่า  คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีพยานหลักฐาน เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการกระทำของ ด.ต.พงศ์ษาวดี  มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ในความผิดฐานกระทำการหรือละเว้นการกระทำการใดอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ หรือทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2556 โดยพล.ต.ต.สงวน โรงสะอาด ผบก.สส.ภ.7 ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ของ ด.ต.พงศ์ษาวดี มีคำสั่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการทางวินัย

นอกจากนี้ มีคำสั่งให้ด.ต.พงศ์ษาวดี ไปปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 7 เพื่อให้การสืบสวนข้อเท็จจริง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  

สำหรับคดีนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับไปยังหน่วยที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกล่าวอ้างถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจนายใด เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือยุ่งเหยิง กับพยานหลักฐาน ตลอดจนการชี้นำหรือข่มขู่ ทำให้เกิดพยานหลักฐานเท็จ หรือ พยานหลักฐานอื่นใดที่อันจะก่อให้เกิความเสียหายต่อรูปคดี หรือ การประพฤติ ปฏิบัติตนไม่เหมาะสม ในฐานะผู้รักษากฎหมาย หรือแม้กระทั่งใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ให้ดำเนินการลงโทษทั้งทางวินัยหรือทางอาญา อย่างเด็ดขาด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ชัยวัฒน์" แจ้งความ ลูกน้องถูกบีบให้ปรักปรำ-ขอให้ DSI คุ้มครอง

ป.ป.ท.ยันหมดอำนาจ ส่งคดี "ชัยวัฒน์" ให้ ป.ป.ช.ต่อ ย้ำไม่ได้ดองคดี

 


ป.ป.ท.ยันหมดอำนาจ ส่งคดี "ชัยวัฒน์" ให้ ป.ป.ช.ต่อ ย้ำไม่ได้ดองคดี

Tue, 10 Sep 2019 12:43:00

วันนี้ (10 ก.ย.62) ที่อาคารซอฟแวร์ปาร์ค ชั้น 28  มีประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยวาระการพิจารณาสำคัญ คือกรณีมีผู้ร้องเรียนนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กับพวก กระทำผิดฐานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีไม่ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ และนำตัวนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน คดี พ.ร.บ.อุทยาน พ.ศ.2504

ภายหลังการประชุม พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล เลขาธิการ ป.ป.ท. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ท. ว่า ที่ประชุมมีมติส่งสำนวนการสอบสวนให้คณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาต่อภายในสัปดาห์นี้ 

เลขาธิการ ป.ป.ท. เปิดเผยสาเหตุที่ต้องส่งสำนวนคดีในความรับผิดชอบของ ป.ป.ท.ให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ เพราะขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า นายพอละจี เสียชีวิตในคดีฆาตกรรม ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษไว้แล้ว ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับกฏหมายของ ป.ป.ช. และอำนาจการสอบสวนคดีของดีเอสไอ ที่ประชุมจึงเห็นควรให้ส่งสำนวนคดีทั้งหมดให้ ป.ป.ช.พิจารณา เนื่องจากขณะนี้ น่าเชื่อได้ว่า ผู้ถูกร้องเรียนมีการกระทำความผิดอาญาอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในอำนาจการสอบสวนของ ป.ป.ท.

ด้าน พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2 ยืนยันว่า คดีการสอบสวนที่ผ่านมา ป.ป.ท. ไม่มีการดึงสำนวนล่าช้า แต่เพราะขั้นตอนกฏหมาย ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

อีกทั้งการสอบสวนที่ผ่านมา มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ถูกร้องเรียนไปแล้ว และระหว่างนั้นบอร์ดของ ป.ป.ท. มีมติให้ไต่สวนเพิ่มเติมถึง 2 ครั้ง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องเรียนนำพยานหลักฐานเข้าชี้แจงไปแล้วตั้งแต่ช่วงระหว่างปี 2560-2561 แต่เมื่อดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ และสรุปว่า นายพอละจี เสียชีวิตในคดีฆาตกรรม ป.ป.ท. จึงหมดอำนาจการสอบสวน และต้องส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ย้าย "ดาบเท่ง" ตั้งกก.สอบ ปมข่มขู่ลูกน้อง "ชัยวัฒน์"คดีบิลลี่ 

"ชัยวัฒน์" แจ้งความ ลูกน้องถูกบีบให้ปรักปรำ-ขอให้ DSI คุ้มครอง