คาดไฟไหม้ใต้ระวางเรือสินค้าแหลมฉบัง-ไม่ใช่สินค้าอันตราย

Sat, 25 May 2019 14:15:00

วันนี้ (25 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีไฟไหม้ตู้คอนเทนเนอร์บนเรือบรรทุกสินค้าที่จอดเทียบท่า A2 ท่าเรือแหลมฉบัง ร.ท.ยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่บริเวณหัวเรือ KMTC Hongkong โดยเป็นเรือสัญชาติเกาหลีใต้และมีขนาด 16,731 กรอสตัน มีจำนวนตู้สินค้าทั้งลำ 676 ใบ แต่มาลงท่าเรือแหลมฉบัง 463 ใบ โดยนำลงมาแล้วกว่า 400 ใบ เหลืออีก 35 ใบที่ยังไม่ได้ลง และส่วนที่เหลือจะนำลงที่ท่าเรือยูนิไฮและที่เวียดนาม

หลังเกิดเหตุ ท่าเรือแหลมฉบังได้ส่งทีมดับเพลิงเข้าพื้นที่ทันที ขณะนี้อยู่ระหว่างควบคุมเพลิง ซึ่งต้นเพลิงที่ลุกไหม้คาดว่าเกิดอยู่ใต้ระวาง ขณะนี้กำลังตรวจสอบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เพราะมีข่าวว่าเป็นตู้สินค้าที่เป็นสารเคมีอันตราย แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น บริเวณที่เป็นจุดต้นเพลิงอาจไม่ใช่สินค้าอันตราย ซึ่งไฟไหม้ที่ใต้ระวางจะควบคุมเพลิงโดยใช้โฟมฉีดอัดลงไปไม่ให้มีออกซิเจน เพื่อให้ไฟดับ แต่เนื่องจากพื้นท้องเรือและระวางมีระยะประมาณ 12 เมตรจึงต้องใช้โฟมจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าโฟมที่มีจะเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตามได้ประสานกับ ปตท.เพื่อยืมอุปกรณ์ใช้ควบคุมเหตุการณ์

 

ส่วนสารเคมีที่เกิดขึ้นอาจมาจากกรณีที่สินค้าถูกไฟเผา เนื่องจากสินค้าที่อยู่ในตู้เป็นตุ๊กตาและของเล่นเด็ก ไม่ใช่ตู้สารเคมี จึงต้องหาสาเหตุต่อไปว่าเหตุใดจึงเกิดเพลิงไหม้ และในส่วนที่อาจจะเป็นต้นเพลิงนั้น สภ.แหลมฉบัง จะตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานต่อไป

ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง ยืนยันว่าขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยที่ผ่านมามีการระบุตัวสินค้า ท่าเรือแหลมฉบังกรณีที่เรือจะเข้าท่าจะบังคับหากเป็นตู้สินค้าอันตรายจะให้นำตู้สินค้าลงจากเรือให้หมด กรณีนี้ได้นำสินค้าลงจากเรือหมดแล้วและนำไปที่คลังสินค้าอันตราย ซึ่งมีอุปกรณ์ป้องกันเป็นพิเศษ

 

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก สถานที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คนจากการสูดดมกลิ่นและโดนสะเก็ดการปะทุของคอนเทนเนอร์ ซึ่งได้นำตัวส่งที่โรงพยาบาลแล้ว ขณะเดียวกันไม่สามารถควบคุมทิศทางของกลุ่มควันได้ หากประชาชนได้กลิ่นขอให้เข้าไปอยู่ในพื้นที่มิดชิด เพื่อป้องกันการสูดดมควันโดยตรง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสินค้าอันตราย อยู่ระหว่างการพิสูจน์และการเปลี่ยนแปลงสินค้าที่ถูกไฟไหม้ เบื้องต้นพบว่ายังไม่มีอันตราย แต่จะมีผลกระทบที่อาจทำให้แสบตาหรือจมูก

สำหรับเรื่องความเสียหายมีการตั้งศูนย์รับเรื่องแล้ว โดยสามารถไปลงชื่อได้ที่เทศบาลนครแหลมฉบัง ส่วนประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหายขอให้ถ่ายภาพและนำไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ เพื่อประกอบการเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป

ด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการผ่านกระทรวงมหาดไทย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์ พร้อมทั้งเร่งหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชลบุรี ได้อพยพประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ไฟไหม้" เรือบรรทุกตู้สินค้า ท่าเรือแหลมฉบัง

คุมเพลิงได้! คาด "สารเคมี" ระเบิดต้นเพลิงไฟไหม้ท่าเรือแหลมฉบัง

 


คุมเพลิงได้! คาด "สารเคมี" ระเบิดต้นเพลิงไฟไหม้ท่าเรือแหลมฉบัง

Sat, 25 May 2019 11:24:00

วันนี้ (25 พ.ค.2562) กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง A2 ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ตั้งแต่ประมาณ 06.00 น.ที่ผ่านมา ร.ท.ยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ควบคุมเพลิงได้แล้ว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียดว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่เกิดเพลิงไหม้มีวัสดุอะไรไรอยู่ด้านใน

ขณะนี้เทศบาลนครแหลมฉบังสั่งอพยพพนักงาน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ และอยู่ใต้ลมออกจากพื้นที่แล้ว ส่วนที่ประกาศเป็นพื้นที่สีแดง ห้ามคนเข้า-ออก จะนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับนายอำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี

ขณะที่แพทย์ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลแหลมฉบัง ระบุว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้อาจเกิดจากสารเคมีที่ระเบิดบนเรือขนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งคาดว่ามี 3 ตัว นักเคมีจะใช้รหัสโค้ดเรียก คือ กลุ่ม 1866 อยู่ในกลุ่มเรซิ่น และ กลุ่ม 3077 กับ 3078 ซึ่งตรงนี้ยังตรวจสอบว่าเป็นสารเคมีชนิดใด ทั้ง 3 กลุ่มเป็นสารระเหยที่ใช้ในอุตสาหกรรม โดยอาจต้องสอบถามไปยังบริษัทเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บพบว่ามีประมาณ 20 คน ได้ส่งไปที่โรงพยาบาลแล้ว ส่วนใหญ่มีอาการแสบคันบริเวณตาและจมูก ต้องนำไปล้างตัว และหายใจไม่สะดวก ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสยังไม่พบ ขณะนี้เร่งสืบหาชนิดสารเคมีให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้สามารถรักษาผู้บาดเจ็บได้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ไฟไหม้" เรือบรรทุกตู้สินค้า ท่าเรือแหลมฉบัง

 


"ไฟไหม้" เรือบรรทุกตู้สินค้า ท่าเรือแหลมฉบัง

Sat, 25 May 2019 08:20:00

วันนี้ (25 พ.ค.2562) เกิดเหตุเพลิงไหม้ บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง A2 ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ตั้งแต่ประมาณ 06.00 น.ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานต้นเพลิงที่แน่ชัด คาดว่าจะเป็นสารเคมีในตู้คอนเทนเนอร์ ล่าสุด มีการสั่งอพยพคนงานในพื้นที่แล้ว 

ภาพ : Verayut

ภาพ : Verayut

ทั้งนี้  หน่วยกู้ภัยสว่างประทีป ศรีราชา ระบุว่า ควรเลี่ยงพื้นที่ใกล้เคียง โดยได้รับแจ้งจากผู้ใช้เส้นทางและประชาชน พบว่ามีละอองน้ำ คล้ายสารเคมี ยังไม่ทราบชนิด ลอยออกมาจำนวนมาก ซึ่งหลายคนมีอาการแสบคันตามร่างกาย จึงขอแนะนำประชาชนโดยรอบควรหลีกเลี่ยง หากโดนหรือสัมผัส ให้รีบล้างออกโดยด่วน และอย่าสูดดม

ภาพ : หน่วยกู้ภัยสว่างประทีป ศรีราชา

ภาพ : หน่วยกู้ภัยสว่างประทีป ศรีราชา

เวลา 08.45 น. คืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ตู้คอนเทนเนอร์บนเรือบรรทุก บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง A2 ตัวเลขผู้บาดเจ็บเบื้องต้น นำส่งโรงพยาบาลพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้ รพ.วิภาราม ชาย 6 คน หญิง 1 คน, รพ.แหลมฉบัง ชาย 5 คน หญิง 2 คน ,รพ.สมเด็จฯ ณ ศรีราชา ชาย 6 คน รวม 20 คน ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่มีอาการแสบร้อนตามใบหน้าและร่างกาย

ภาพ : Verayut

ภาพ : Verayut

เวลา 09.45 น. ร.ท.กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือบรรทุกสินค้า บริเวณท่าเทียบเรือ A2 ท่าเรือแหลมฉบัง ว่าในเบื้องต้น ได้รับรายงานว่า ขณะนี้ ได้ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว กำลังสอบถามรายละเอียดถึงสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ และสอบถามถึงประเภทของสินค้า

 

 


ตำรวจท่องเที่ยว จับชาวจีนปลอมยาวิตามินของไทย

Fri, 24 May 2019 16:14:00

วันนี้ (24 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจท่องเที่ยว นำหมายค้นเข้าตรวจสอบอาคาร 3 ชั้น ภายในซอยรามคำแหง 21 ภายหลังสืบสวนพบว่า อาคารแห่งนี้ใช้เป็นที่บรรจุผลิตภัณฑ์ยาวิตามิน ผิดกฎหมาย จากการตรวจสอบด้านในพบยาวิตามินบรรจุขวดอยู่ในกล่องกว่า 1700 ขวด มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท นอกจากนี้พบเครื่องติดฉลาก เครื่องยิงบาร์โค้ด และพบผู้ต้องหาอยู่ภายในอาคาร เป็นชาวจีน 7 คน และเมียนมา 1 คน ทั้งหมดอ้างว่าทำหน้าที่แพ็กฉลากบรรจุภัณฑ์ ส่วนเม็ดยาได้ซื้อมาอีกทอดหนึ่ง

 

พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนร้องเรียนว่าซื้อยาวิตามินจากร้านค้าย่านห้วยขวาง แต่กลับพบว่าเป็นของปลอม จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบผู้ต้องหากลุ่มนี้พบว่า เริ่มปลอมสินค้ายาวิตามินมาแล้ว 8 เดือน เบื้องต้นดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดฐานความผิดบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย และติดฉลากสินค้าปลอม ส่วนตัวยาอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีส่วนผสมใดบ้าง

พล.ต.ต.วรพงษ์ ยังเปิดเผยอีกว่า ตัวยาวิตามินปลอมมาจากผู้ผลิตของคนไทยที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้กระทบต่อชื่อเสียงของตัวผลิตภัณฑ์ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลว่ามีกลุ่มนายทุนหรือไม่


"กองทัพ" สั่งตั้งกรรมการสอบปมพลทหารตกตึกเสียชีวิต

Fri, 24 May 2019 13:04:00

ความคืบหน้ากรณีนายคำแพง นันทบุตร ชาวตำบลหนองม้า อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ พ่อของพลทหารลือชานนท์ นันทบุตร หรือนนท์ อายุ 22 ปี เสียชีวิตในค่ายกองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชา การ กองบัญชาการกองทัพไทย  

วันนี้ (24 พ.ค.2562) พ.อ.หญิงฉัตรรพี พูนศรี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่าพล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการของกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการเสียชีวิตของ พลทหารลือชานนท์ เพื่อสอบ สวนข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของ พลทหารลือชานนท์ โดยมอบหมายให้ พล.อ.อ.ไพศาล น้ำทับทิม รองเสนาธิการทหาร เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 

ทั้งนี้พล.อ.พรพิพัฒน์ กำชับให้เร่งดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ครอบคลุมในทุกประเด็น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและแนวทางการดำเนินการต่างๆ

พร้อมให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว เพื่อคลี่คลายในประเด็นข้อสงสัยต่างๆ ส่วนด้านการเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตนั้น ให้ดำเนินการตามสิทธิทางราชการโดยเร็วต่อไป 

กองทัพไทย ช่วยเหลือครอบครัว

โดยเมื่อวานนี้ (23 พ.ค.) พล.ต.กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ชี้แจงถึงเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นว่า พล.อ.พรพิพัฒน์ ได้แสดงความเสียใจต่อครอบ ครัวของผู้เสียชีวิต เบื้องต้นได้รับรายงานแล้ว พร้อมสั่งการให้เร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยละเอียด เพื่อให้ความกระจ่างและเป็นธรรมกับครอบครัวผู้เสียชีวิตเน้นย้ำให้ต้นสังกัดดูแล จัดงานศพของผู้เสียชีวิตอย่างดีที่สุด

จากการสอบพยานบุคคลที่พบผู้เสียชีวิตครั้งสุดท้ายทราบว่า เห็นผู้เสียชีวิตขึ้นไปนั่งคุยโทรศัพท์บนชั้นดาดฟ้า แล้วก็ไม่พบผู้เสียชีวิตอีกเลย

ส่วนประเด็นเมาสุราแล้วเกิดเหตุทะเลาะวิวาท หรือถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะมีเพื่อนพลทหารในหน่วย ยืนยันเวลาที่เกิดเหตุสอดคล้องกัน จึงขอให้สังคมอย่าเพิ่งด่วนตัดสินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขอให้เป็นไปตามขั้นตอนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการพิสูจน์หลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อนำไปสู่ข้อเท็จจริงต่อไป

 

พ่อแม่ร้องขอความเป็นธรรมไม่เชื่อลูกตกตึกตาย

ขณะที่ครอบครัวและญาตินำศพพลทหารลือชานนท์  มาบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ต.หนองม้า อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ  โดยยืนยันจะเก็บศพลูกชายไว้จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม หลังพบเป็นศพเสียชีวิตอยู่บริเวณบันไดหนีไฟชั้น 2 ภายในอาคารกองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งต้นสังกัดแจ้งว่า พลทหารลือชานนท์ พลัดตกตึกเสียชีวิตลงมาจากชั้น 6 ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่กว่าจะพบศพก็ล่วงเลยมาถึง 3 วัน เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นที่ลับตาคน

และเมื่อญาติเห็นสภาพศพที่มีรอยฟกซ้ำทั่วร่างกายหลายจุด และจากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่พบศพ ยิ่งทำให้ญาติสงสัยว่า ไม่ใช่อุบัติเหตุ ผลชันสูตรของโรงพยาบาลตำรวจระบุสาเหตุการตายเกิดจาก "กระดูกสันหลังส่วนอกท่อนที่ 3 หักเคลื่อน จากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก " จึงไม่ตัดประเด็นถูกซ้อมออกไป

เนื่องจากก่อนหน้านี้พลทหารลือชานนท์ เคยเล่าปัญหาให้พ่อฟังว่า มีปัญหากับรุ่นพี่ในค่าย และมีการขู่ทำร้ายเอาชีวิต หลังจากนั้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ลูกชายก็เสียชีวิต

ลูกมีบาดแผลหลายจุดตามร่างกาย พี่ที่ทำความสะอาดร่างน้องเล่าให้ฟัง และสงสัยว่าน่าจะมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับลูก เท่าที่สอบถามที่โรงพยาบาลตำรวจ น้องตายมาหลายวันแต่เพิ่งแจ้ง ผมรับไม่ได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

พ่อคาใจ ลูกเกณฑ์ทหาร 11 เดือน เสียชีวิตในค่าย

 


นักธุรกิจเมาแล้วขับชน ตร.-ภรรยาเสียชีวิต จ่ายเยียวยา 45 ล้านบาท

Fri, 24 May 2019 10:34:00

ความคืบหน้ากรณีนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ นักธุรกิจที่ขับรถชน พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม เสียชีวิตพร้อมภรรยา ส่วนลูกสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงเกินกำหนด และหลังเกิดเหตุ นายสมชายให้การรับสารภาพ พร้อมระบุว่าจะรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดและรับอุปการะบุตรสาวของผู้เสียชีวิต

เมื่อวานนี้ (23 พ.ค.) พนักงานสอบสวน สน.ศาลาแดง นัดคู่กรณีมาไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย โดยมีทนายความและเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยของทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหายและค่าดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิต

ทนายความของนายสมชาย ระบุว่า นายสมชายจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยให้ดูแลค่าไร้อุปการะให้กับมารดา พ.ต.ท.จตุพร เป็นเงิน 2.5 ล้านบาท และให้ทางให้กับครอบครัวของภรรยา พ.ต.ท.จตุพร จำนวน 2.5 ล้านบาท ดูแลเรื่องหนี้สินในบัตรเครดิตทั้งหมดให้ญาติทั้ง 2 ฝ่าย จำนวน 5 ล้านบาท ส่วนลูกสาวทั้ง 2 คนจะมอบเงินให้คนละ 15 ล้านบาท และอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 45 ล้านบาท

แต่เนื่องจากบุตรสาวทั้ง 2 คนของผู้เสียชีวิต ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงต้องมีการยื่นเรื่องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้เป็นผู้กำหนดคนดูแลจัดการทรัพย์สินทั้งหมดของบุตรสาวทั้ง 2 คนของผู้เสียชีวิต จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะและจะโอนเงินให้ทันที ซึ่งทนายความของนายสมชายจะไปยื่นเรื่องภายในวันนี้ (24 พ.ค.)

ทนายความของนายสมชาย ยังเปิดเผยว่า นายสมชายรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและต้องการชดใช้ให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ เพราะอยากให้ทุกฝ่ายพอใจมากที่สุด และขณะนี้นายสมชายเลิกดื่มสุราแล้ว

ด้านตำรวจเจ้าของคดี เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ส่งฟ้องนายสมชายทั้งหมด 5 ข้อหาตามเดิม ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล แต่ขณะนี้ยังไม่ได้สั่งฟ้อง เนื่องจากเพิ่งสอบปากคำบุตรสาวของผู้เสียชีวิตแล้วเสร็จ ในส่วนของคู่กรณีจะตกลงและพอใจกันตรงไหนก็ต้องลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าเจ้าพนักงานทุกครั้ง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักธุรกิจขับรถชนตำรวจกองปราบ-ภรรยา เสียชีวิต

ฝากขัง นักธุรกิจเมาแล้วขับรถชน ตร.-ภรรยา เสียชีวิต

 


"ไกด์จีน" สวมบัตรประชาชนคนไทยปลอมเอกสาร

Fri, 24 May 2019 06:35:00

วันนี้ (24 พ.ค.2562) คลิปภาพที่ตำรวจท่องเที่ยวกองกำกับการ 3 ประจำ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บันทึกพฤติกรรมของนายหล้า แซ่ผ่าน มัคคุเทศก์ชาวจีน ขณะเจ้าหน้าที่เรียกมาสอบถาม การลงรายละเอียดในใบสั่งงานมัคคุเทศก์ แต่นายหล้าไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งยังแสดงกิริยา ก้าวร้าว พูดจาเอะอะ โวยวาย เจตนาหลบเลี่ยง เจ้าหน้าที่ฯ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ ในความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา


นายกิตติพงศ์   กิตติขจร รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายปฏิบัติการ 1 ระบุว่า หลังได้รับรายงาน จึงสั่งฝ่ายรักษาความปลอดภัย ประสานตำรวจฯ เพื่อสอบสวนขยายผล กระทั่งทราบว่า บุคคลผู้นี้ มีสัญชาติและเชื้อชาติจีน ชื่อจริงคือ นายหลี่ อี้ เฉิน เดินทางเข้าไทย เมื่อ พ.ศ.2545 ส่วนบัตรประชาชนที่พบ เมื่อเปรียบเทียบลายนิ้วมือแล้วพบว่า ไม่ตรงกัน จึงขออนุมัติศาลจังหวัดเทิง ออกหมายจับกุม


เจ้าหน้าที่จับกุมนายเฉินได้ในซอยลาดกระบัง 54 หรือ ซอยวัดศรีวารีน้อย ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ หลังขยายผลไปตรวจค้นห้องพัก ก็พบเอกสารต่างๆ เช่น วุฒิการศึกษา หนังสือเดินทางสัญชาติไทย ระบุชื่อ นายหล้า รวมทั้งใบสำคัญแบบ สด.9 และเอกสารอื่นๆ ที่เชื่อว่าได้มาจากการสวมสิทธิ์ ใช้บัตรประชาชนผู้อื่นไปแสดง เข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคง จึงประสานไปยังฝ่ายปกครองพื้นที่ซึ่งออกเอกสารเหล่านี้


เบื้องต้น ทราบว่า เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรู้เห็น ถูกดำเนินคดีทางอาญา ส่วนความผิดด้านวินัยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ปปช. ส่วนนายเฉิน ถูกดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวกับการแสดงและใช้หลักฐานอันเป็นเท็จไปแจ้งเจ้าหน้าที่ รวมทั้งความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามหลักฐานที่ปรากฏ 

 


ทบ.ขอพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี หลังครอบครัว "ชัยภูมิ ป่าแส" ยื่นฟ้องแพ่ง

Thu, 23 May 2019 10:36:00

วันนี้ (23 พ.ค.2562) พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) เปิดเผยถึงกรณีครอบครัว นายชัยภูมิ ป่าแส ยื่นฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบกว่า เป็นการใช้สิทธิทางด้านกฎหมายของครอบครัว นายชัยภูมิ ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยศาลจะให้ความเป็นธรรมกับคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งครอบครัว นายชัยภูมิ และ ทบ. ดังนั้น กรณีนี้อาจต้องรอการพิจารณาของศาล ซึ่งจะได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และศาลจะให้ความเป็นธรรมกับคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ตามกระบวนการยุติธรรม โดยในส่วน ทบ.จะขอพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมต่อไป ซึ่งในท้ายที่สุดทางศาลมีคำพิพากษามาอย่างไรก็ขอน้อมรับคำพิพากษาของศาล

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครอบครัว "ชัยภูมิ ป่าแส - อะเบ แซ่หมู่" ฟ้องแพ่งกองทัพบก 

ครอบครัว "ชัยภูมิ ป่าแส - อะเบ แซ่หมู่" เตรียมยื่นฟ้องกองทัพบก 


ครอบครัว "ชัยภูมิ ป่าแส - อะเบ แซ่หมู่" ฟ้องแพ่งกองทัพบก

Wed, 22 May 2019 11:19:00

วันนี้ (22 พ.ค.2562) นางนาปอย ป่าแส แม่ของนายชัยภูมิ ป่าแส ชาวชาติพันธุ์ลาหู่ เยาวชนนักกิจกรรมทางสังคม และนางอะหมี่มะ แซ่หมู่ แม่ของนายอะเบ แซ่หมู่ ชาวชาติพันธุ์ลีซู เข้ายื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบก เนื่องจากทั้ง 2 คนถูกเจ้าหน้าที่ทหารถูกเจ้าหน้าที่ทหารวิสามัญฆาตกรรม โดยอ้างว่าทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด และขัดขืนการจับกุม พยายามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหาร

นายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความ เปิดเผยว่า ทั้งสองคดีห่างกัน เพียง 1 เดือน โดยทางกองทัพบกต้องชดใช้เยียวยา ค่าสินไหม ทดแทนให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งสองคน โดยครอบครัวนายชัยภูมิ เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 4 ล้านบาท ส่วนครอบครัวนายอะเบ เรียกร้องค่าเสียหาย เป็นเงินกว่า 7 ล้านบาท

ส่วนการดำเนินคดีอาญา ตำรวจต้องรับมอบสำนวนการไต่สวนการตายจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีคำสั่งแล้ว เพื่อส่งอัยการศาลทหาร ยื่นฟ้องคดีต่อศาลทหารตามขั้นตอนต่อไป แต่ยอมรับว่า กฏหมายเกี่ยวกับศาลทหาร ปิดช่องให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิต เข้าไปมีส่วนร่วมฟ้องคดีกับอัยการทหาร จึงหวังว่า ผู้เสียหายจะได้รับความเป็นธรรมในการต้อสู้คดี

นอกจากนี้ ทนายความยังเห็นว่า มีอีกหลายคดีที่กองทัพบก มอบอาวุธปืนที่มีความร้ายแรง ให้พลทหาร ที่ถือว่า เป็นทหารชั้นผู้น้อย ที่ขาดวุฒิภาวะ จึงนำไปสู่การสูญเสียและเป็นคดีความอยู่หลายคดี


นายไมตรี จำเริญสุขสกุล ประธานกลุ่มรักษ์ลาหู่และครอบครัว ใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุครอบครัวของนายชัยภูมิ เกิดภาวะซึมเศร้า และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่ นางอะหมี่มะ แม่ของนายอะเบ เปิดเผยว่า วันนี้ต้องการความยุติธรรม หลังสูญเสียลูกชายไป 2 ปี แล้ว และย้ำว่านายอะเบ ไม่มียาเสพติด หรือระเบิด แต่ถูกจัดฉากในการเสียชีวิต ส่วนความเป็นอยู่ครอบครัว ต้องลำบากที่ต้องสูญเสียลูกชาย ที่ถือเป็นเสาหลักของครอบครัวไป

ทั้งนี้ คดีนี้ศาลจังหวัดเชียงใหม่ มีคำสั่งไต่สวนการเสียชีวิตนายอะเบ โดยมีคำสั่งว่า นายอะเบ เสียชีวิตที่บริเวณเส้นทางดินลูกรังระหว่างหมู่บ้านรินหลวงและหมู่บ้านป่าบงงาม เพราะถูกพลทหารชนวีย์ ขำเอนก ใช้ปืนเอ็ม 16 ยิง กระสุนปืนทำให้นายอะเบถึงแก่ความตาย

ส่วนคดีของนายชัยภูมิ ศาลมีคำสั่งว่า นายชัยภูมิเสียชีวิต ที่ด่านบ้านรินหลวงเพราะถูก  พล.ท.สุรศักดิ์ รัตนวรรณ ใช้ปืนเอ็ม 16 ยิง กระสุนปืน ทำให้นายชัยภูมิเสียชีวิต โดยทั้ง 2 คดี การไต่สวนการเสียชีวิตไม่ได้ตัดสิทธิการฟ้องคดีแพ่ง ขณะที่ครอบครัวของนายอะเบ และนายชัยภูมิ ติดใจในเหตุและพฤติการณ์แห่งการตาย และเชื่อว่าบุตรชายถูกฆาตกรรมโดยทหารกระทำเกินสมควรแก่เหตุ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครอบครัว "ชัยภูมิ ป่าแส - อะเบ แซ่หมู่" เตรียมยื่นฟ้องกองทัพบก

 

 


จับ 3 นักเรียนช่างยิงคู่อริบนรถเมล์ ดับ 1 คน อ้างถูกยกพวกไล่ฟัน

Wed, 22 May 2019 06:33:00

วานนี้ (21 พ.ค.2562) เกิดเหตุนักเรียนทะเลาะวิวาทกันบนรถโดยสารประจำทาง ขณะรถจอดติดไฟแดง ที่สี่แยกพุทธมณฑลสาย 2 ย่านบางแค และมีนักเรียนถูกยิงเสียชีวิตในเหตการณ์ด้วย 1 คน ใกล้ที่เกิดเหตุมีป้อมตำรวจจราจรประจำการอยู่ด้วย ทำให้ตำรวจเข้าจับกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ทันที 3 คน 

เมื่อตรวจค้นตัวก็พบปืนไทยประดิษฐ์ ขนาดจุด 38 หนึ่งกระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาด จุด 38 อีก 1 นัด และในเหตุทะเลาะวิวาท มีนักเรียนอาชีวะคนหนึ่ง อายุ 17 ปี ถูกยิงเสียชีวิต โดยแม่ของนักเรียนผู้เสียชวิตเข้าพบตำรวจที่นครบาลหลักสอง เพื่อรับร่างลูกชาย พร้อมให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ลูกชายเพิ่งลาออกจากโรงเรียนพาณิชย์แห่งหนึ่งย่านธนบุรี ที่ผ่านมา มักมีเพื่อนต่างสถาบันมาหาที่บ้านบ่อยครั้ง เคยตักเตือนเรื่องการคบหาเพื่อน แต่ลูกชายเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยพูด ตัวเองเป็นแม่ขอยอมรับผิดที่ตักเตือนลูกไม่ได้ พร้อมฝากถึงวัยรุ่นว่า เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น ไม่มีใครเสียใจเท่าพ่อแม่ จึงอยากให้วัยรุ่นทุกคนเชื่อฟังผู้ปกครอง

ตอนที่แม่ไปถึงเขาเสียแล้ว มันเจ็บมาก บางครั้งก็คิดว่าเราเลี้ยงลูกไม่ดีหรือเปล่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหากับใคร ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย อยากให้ทุกคนเชื่อพ่อแม่บ้าง ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกมีจุดจบแบบนี้ 

ด้าน พ.ต.อ.อรรถวุฒิ  นิวาตโสภณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลหลักสอง เปิดเผยว่า สอบสวนนักเรียนทั้ง 3 คน เบื้องต้น ให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุยิงปืนจริง แต่ไม่ได้เจาะจงว่า จะยิงใคร พร้อมอ้างว่า ยิงเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากถูกกลุ่มของผู้เสียชีวิตประมาณ 10 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ 5 คัน ประกบติดตามรถโดยสารที่ตัวเองโดยสารมาตลอดเส้นทาง ขณะกำลังจะกลับบ้านหลังเลิกเรียน กระทั่งมาถึงสี่แยกไฟแดงที่เกิดเหตุ กลุ่มผู้เสียชีวิต ได้วิ่งขึ้นมาบนรถโดยสาร ใช้มีดกับปืนข่มขู่ ตัวเองจึงตัดสินใจยิงปืนออกไป


นักเรียนผู้ก่อเหตุ ระบุว่า ต้องพกปืนติดตัวก็เพื่อป้องกันตัว เพราะไม่นานมานี้ถูกคู่อริยิงที่ย่านอำเภอกระทุ่มแบน

ตอนนั้นเพิ่งเลิกเรียน จึงขึ้นรถเมล์กำลังกลับบ้าน เขาถือปืนแล้วจะวิ่งเข้ามาฟันผม ผมเลยใช้ปืนที่พกไว้ยิงเพื่อป้องกันตัว 

ทั้งนี้ ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ร่วมกันมีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันสมควร และทั้ง 3 คน จะถูกส่งตัวฝากขังที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

 


พบศพชายกระโดดสะพานภูมิพล จ.สมุทรปราการ

Wed, 22 May 2019 06:32:00

วันนี้ (22 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าเหตุชายขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดบนสะพานภูมิพล 2 ทิศทางมุ่งหน้าลง ถนนปู่เจ้าสมิงพราย อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ก่อนจอดรถ ปีนข้ามรั้วสะพาน และกระโดดลงไปแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุด เจ้าหน้าที่พบศพแล้ว หลังศพลอยมาติดอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดสำโรงใต้ ต.สำโรงใต้ โดยผู้เสียชีวิตอยู่ในชุดเสื้อยืด แขนสั้น คอกลม สีน้ำเงิน นุ่งกางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน

 

 

 

ตรวจสอบในตัวพบโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ไฟแช็คแก๊ส 1 อัน พวงกุญแจ 1 พวง กระเป๋าสตางค์ 1 ใบ ภายในมีเงินไทย 500 บาท เงินต่างประเทศ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และบัตรประชาชน ระบุชื่อ นายธงชัย ดีประเสริฐ อายุ 40 ปี เป็นชาว อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

 

 

 

เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ส่วนศพ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ มอบให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งสถาบันนิติเวช เพื่อให้แพทย์ชันสูตร หาสาเหตุการเสียชีวิตโดยละเอียดอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ตำรวจเตรียมประสานญาติผู้เสียชีวิตเข้าให้ปากคำ เพื่อสอบสวนหามูลเหตุจูงใจที่ทำให้ชายคนนี้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย ด้วยการกระโดดน้ำจนเสียชีวิต

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชายนิรนามกระโดดสะพานภูมิพล จ.สมุทรปราการ

 

 


ย้อนเหตุทะเลาะวิวาท-ทำร้ายคู่อริในโรงพยาบาล

Tue, 21 May 2019 14:02:00

วันนี้ (21 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ว่าศาลจังหวัดนครพนม สั่งจำคุกวัยรุ่น 3 คนที่ก่อเหตุทำร้าย-ไล่ฟันคู่อริกลางโรงพยาบาลนาแก เป็นเวลา 12 ปี เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ลดโทษลงเหลือ 8 ปี ล่าสุดยังเกิดเหตุซ้ำและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ค. เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในงานบุญบั้งไฟ จ.ยโสธร มีผู้บาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา แต่ปรากฎว่าเรื่องไม่จบ คู่กรณีตามไปทำร้ายซ้ำถึงด้านหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้ถ่ายคลิปวิดีโอไว้ได้และนำไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของการกระทำที่อุกอาจไม่เลือกสถานที่

ส่วนที่ จ.อุบลราชธานี เป็นภาพที่บันทึกได้จากวิดีโอเช่นกัน เป็นเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในงานแสดงหมอลำที่ ต.โพนเมือง หลังเหตุการณ์สงบ ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเหล่าเสือโก้ก แต่คู่อริได้นำมีดบุกเข้ามาทำร้ายร่างการผู้บาดเจ็บที่กำลังนอนทำแผลในโรงพยาบาล เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเสียหายและอยู่ระหว่างการดำเนินคดี

 

หากดูตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน พบว่าความรุนแรงลักษณะนี้มีมากถึง 51 เหตุการณ์ มากที่สุดคือการทะเลาะวิวาทและการทำร้ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งผลจากความรุนแรงทำให้ไทยต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขไปแล้ว 3 คน บาดเจ็บ 13 คน ขณะที่ประชาชนเสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บ 43 คน

สิ่งสำคัญที่ทำให้ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเกิดเหตุบ่อยครั้ง เพราะเป็นพื้นที่เปิด ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้เร็ว ญาติเข้าถึงได้ง่ายและผู้ก่อเหตุก็เข้าถึงได้ง่ายเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ที่เคยมีเหตุทะเลาะวิวาททั้งในแบบที่คู่อริตีกันเอง และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่หลายครั้ง แต่ขณะนี้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลจะไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อีก เนื่องจากโรงพยาบาลได้เพิ่มระบบการรักษาความปลอดภัย

สธ.สร้างระบบป้องกันเหตุรุนแรงใน รพ.

ตั้งแต่ต้นปี 2562 มีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรงในโรงพยาบาล 4 เหตุการณ์ คือที่ รพ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา, รพ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์, รพ.แก้งค้อ จ.ชัยภูมิ และ รพ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี

ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขวางมาตรการสร้างระบบความปลอดภัย ด้วยการบูรณาการระหว่างสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อป้องกันบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาล โดยเฉพาะห้องฉุกเฉิน

ในทางกายภาพ โรงพยาบาลที่พร้อมจะมีการกั้นห้องไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปได้ง่าย ประตูห้องฉุกเฉินจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่เป็นคนเปิด มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานร่วมกับตำรวจ ตรวจเป็นระยะ ติดกล้องวงจรปิดและลดเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับความคาดหวังของผู้ป่วยและญาติ

 

นอกจากการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของเหตุรุนแรงในสถานพยาบาล ในโลกออนไลน์ยังตั้งคำถามถึงมาตรการลงโทษ เช่น ผู้ใช้ทวิตเตอร์บางคนเสนอให้ชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาของอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขณะที่บางคนเปรียบเทียบว่ากว่าจะได้เครื่องมือแพทย์มา หลายครั้งต้องจัดกิจกรรม เช่น การวิ่งของตูน บอดี้แสลม ดังนั้นต้องมีมาตรการลงโทษอย่างจริงจังหรือไม่

หากดูตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีนี้เข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกมาตรา 364 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากใช้กำลังประทุษร้ายข่มขู่ ต้องระวางโทษหนักขึ้นตามมาตรา 365 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 360 ส่วนกรณีทำให้ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เสียหาย ทำลาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะเดียวกันต่างประเทศก็เลือกใช้วิธีนี้ เช่น อินเดีย นอกจากเป็นคดีอาญาจะไม่ให้ประกันตัว ส่วนที่อังกฤษ เป็นการขู่ทางวาจาและถ้าพิสูจน์ได้จะได้รับโทษสูงสุด ขณะที่จีน ออกกฎหมายให้แพทย์มีสิทธิป้องกันตัวเอง

 

แต่ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 10 กระทรวงสาธารณสุข มองว่า การลงโทษคือปลายเหตุ เพราะความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือโรงพยาบาลต้องจัดระบบ สร้างความเข้าใจระหว่างญาติและผู้ป่วย โดยเฉพาะบางจังหวัดที่มีโรงพยาบาลเล็กๆเพียงแห่งเดียว หากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายกันในโรงพยาบาลอีกอาจจะยิ่งเสี่ยงต่อชีวิตและความเสียหายของโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการเพิ่มโทษหรือสร้างการรับรู้ ที่เป็นความพยายามยุติปัญหานี้ แต่สำหรับการป้องกันทางกายภาพ นพ.ธงชัย ยอมรับว่าอาจทำไม่ได้ทุกแห่ง โดยเฉพาะกับโรงพยาบาลขนาดเล็กที่อาจต้องพิจารณาปัจจัยเรื่องงบประมาณเพิ่มเติม


ชายนิรนามกระโดดสะพานภูมิพล จ.สมุทรปราการ

Tue, 21 May 2019 06:37:00

วันนี้ (21 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผานมา เกิดเหตุชายคนหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นไปบนสะพานภูมิพล 2 ทิศทางมุ่งหน้าลง ถนนปู่เจ้าสมิงพราย อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จากนั้นจอดรถ ก่อนตัดสินใจปีนข้ามรั้วสะพาน และกระโดดลงไปแม่น้ำเจ้าพระยาสูญหายไป

 

 

หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบรถจักรยานยนต์ พบว่าเป็นรถสีขาวคาดดำ ทะเบียน 6 กค 6291 กรุงเทพมหานคร มีเอกสารระบุชื่อ นายอภิชาติ ธุระท่า มีภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถ นอกจากนี้ ยังพบถุงบรรจุเครื่องมือช่าง อยู่ที่ใต้เบาะรถ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวม พร้อมนำรถจักรยานยนต์ ไปเก็บไว้เป็นหลักฐาน ขณะเดียวกัน ก็ประสานหน่วยประดาน้ำ มูลนิธิร่วมกตัญญู มาค้นหาร่างชายคนดังกล่าว ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบ

 

 

ขณะที่นายชัยชาญ พึ่งศิริ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ระหว่างชวนเพื่อนไปนั่งเล่นที่บริเวณตอหม้อใต้สะพานภูมิพล 2 จู่ๆ ก็มีเสียง คล้ายมีวัตถุซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคน ตกลงจากสะพาน กระทบผิวน้ำ จึงรีบไปดูแต่ไม่พบ เบื้องต้น ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาเบาะแส รวมทั้งประสานไปยังผู้ที่มีรายชื่อปรากฏในเอกสาร เพื่อพิสูจน์ทราบตัวชายคนนี้

 

 


ใส่เกียร์ผิด! หญิงขับเก๋งพุ่งชนร้านสะดวกซื้อ บาดเจ็บ 1 คน

Tue, 21 May 2019 05:57:00

วันที่ (20 พ.ค.2562) ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 19.30 น. เกิดอุบัติเหตุคนขับรถเก๋งพุ่งชนกระจกร้านสะดวกซื้อ และพุ่งเข้าไปภายในร้าน ชนวัยรุ่นชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่หน้าร้าน ได้รับบาดเจ็บ คนขับให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ตั้งใจจะใส่เกียร์ถอยแต่ใส่ผิดเป็นเกียร์เดินหน้า รถจึงพุ่งชนเข้าร้านสะดวกซื้อ และชนชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าร้าน ได้รับบาดเจ็บ ส่วนสินค้าในร้านได้รับความเสียหายบางส่วน และมีตู้เติมเงินโทรศัพท์ 1 เครื่องได้รับความเสียหายด้วย


เจ้าหน้าที่ประกันอุบัติเหตุ ระบุว่า รถเก๋งคันนี้มีประกันภัยรถยนต์ ซึ่งครอบคลุมค่าเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงค่ารักษาพยาบาลชายคนเจ็บ ซึ่งเจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลให้แพทย์ตรวจอาการแล้ว เบื้องต้น มีอาการบาดเจ็บบริเวณขา


ขณะที่คนขับรถคันเกิดเหตุเข้าให้ปหาคำกับตำรวจนครบาลห้วยขวาง ซึ่งตำรวจได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ด้วย ผลตรวจไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ก่อนจะลงบันทึกประจำวันไว้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย

 


ครอบครัว "ชัยภูมิ ป่าแส - อะเบ แซ่หมู่" เตรียมยื่นฟ้องกองทัพบก

Mon, 20 May 2019 18:14:00

ผ่านมา 2 ปีแล้วที่ "ชัยภูมิ ป่าแส" นักกิจกรรมชาวลาหู่ ถูกทหารยิงเสียชีวิตที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ แต่ข้อสงสัยเรื่องชัยภูมิเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ขัดขืนเจ้าหน้าที่ ยังเป็นปริศนา

วันนี้ (20 พ.ค.2562) บรรยากาศที่บ้านของนายไมตรี จำเริญสุขสกุล ประธานกลุ่มรักษ์ลาหู่และครอบครัว ใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้ดูแลนายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาวลาหู่ ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2560 เงียบเหงา และถูกปิดเงียบ เนื่องจากนายไมตรีและครอบครัว เตรียมเดินทางไปกรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบก


นายไมตรี ระบุว่า ที่ผ่านมาการไต่สวนการเสียชีวิตของนายชัยภูมิ ไม่ได้ตัดสิทธิเรื่องการฟ้องคดีแพ่ง ประกอบกับครอบครัวของนายอะเบ แซ่หมู่ ชาวไทยภูเขาเผ่าลีซู ที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตในลักษณะเดียวกัน ยังติดใจและเชื่อว่าทั้ง 2 คน ถูกฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเตรียมไปฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหายจากกองทัพบก ที่ศาลแพ่งรัชดา กรุงเทพมหานคร วันที่ 22 พ.ค.นี้ พร้อมให้เปิดหลักฐาน โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดวันเกิดเหตุ

คนของเราเสียชีวิตไปเหมือนไร้ค่า ในขณะที่ทางรัฐก็พยายามบอกว่า เราเป็นพวกค้ายา แต่หลักฐานาสักชิ้น เขาก็ไม่เอาออกมา


สำหรับการไปฟ้องร้องครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 15 ก.พ.2560 นายอะเบ ถูกยิงเสียชีวิต บริเวณถนนระหว่างบ้านรินหลวง-บ้านป่าบงงามลีซอ ซึ่งอยู่เลยด่านตรวจบ้านรินหลวงไม่ไกลนัก ในตำบลเมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าผู้เสียชีวิตจะปาระเบิดใส่

จากนั้น วันที่ 17 มี.ค.2560 นายชัยภูมิ ก็ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณใกล้ด่านตรวจเช่นกัน ต่อมาในเดือน มิ.ย. 2561 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้อ่านคำสั่งคดีไต่สวนการเสียชีวิตของนายชัยภูมิ ระบุว่า ถูก พล.ท.สุรศักดิ์ รัตนวรรณ สังกัดกองพันทหารม้าที่ 24 รักษาพระองค์ สระบุรี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุเป็นผู้ใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงเข้าด้านหลัง ทำให้เสียชีวิต แต่ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นการวิสามัญฆาตกรรม หรือ ฆาตกรรม แม้เจ้าหน้าที่จะอ้างว่า ทำไปเพราะผู้เสียชีวิตพยายามปาระเบิดใส่ และพบยาเสพติดอยู่ในรถด้วย


ทั้งนี้ ญาติรวมถึงหลายฝ่ายและองค์กรจากต่างประเทศ ตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจทำเกินกว่าเหตุ อีกทั้งผู้เสียชีวิตไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นอกจากนั้นหลักฐานหลายอย่างโดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดที่จุดเกิดเหตุหายไป

 


จับแล้ว! ชายวัย 67 ปี อำพรางศพ 2 พี่น้องถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิต

Mon, 20 May 2019 16:28:00

วันนี้ (20 พ.ค.2562) ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์นำตัว นายสำรวม เมฆวรรณ อายุ 67 ปี ผู้ต้องหาที่ขึงลวดและปล่อยกระแสไฟฟ้าตามทุ่งนา ทำให้ นายนิวัฒน์ อัสโย และนายวัคคี อัสโย พี่น้องถูกไฟช็อตเสียชีวิต ก่อนนำศพไปทิ้งริมฝั่งแม่น้ำชี ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์


นายสำรวม รับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุนำลวดไปขึงไว้ที่นาข้าวแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้า เพื่อดักหนูนาที่เข้าไปกัดกินต้นข้าวนาปรังที่ปลูกไว้ได้ประมาณ 3 - 4 วัน กระทั่งช่วงค่ำเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้ออกไปสำรวจทุ่งนา ก็พบศพชายสองคนนอนเสียชีวิตอยู่ แต่เนื่องจากกลัวความผิด จึงนำศพทั้งสองศพใส่รถเข็นไปทิ้งไว้ริมฝั่งแม่น้ำชีเพื่ออำพราง


เบื้องต้น ตำรวจจึงแจ้ง 2 ข้อหา กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่เจตนา และปิดบังซ่อนเร้นศพ

 


ช่วยหนุ่มลาว ถูกกักขังเรียกค่าไถ่กัญชา 500 กก."แลกอิสรภาพ"

Mon, 20 May 2019 15:35:00

วันนี้ (20 พ.ค.2562) พล.ต.ต.ธรัฐชา ถมปัทถ์ ผบก.ภจว.พัทลุง นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจพัทลุงร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดภาค 9 เจ้าหน้าที่ทหารกว่า 50 นาย บุกเข้าช่วยเหลือท้าวไมน้อย ลอวันไซ อายุ 30 ปี หนุ่มชาวลาว หลังได้รับแจ้งว่าหนุ่มลาวคนดังกล่าวถูกกักตัว ที่บ้านเลขที่ 239 หมู่ 3 ต.นาโหนด อ.เมืองพัทลุง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าช่วยเหลือครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการประสานจากสถานทูตลาวประจำประเทศไทยผ่านสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่ามีหนุ่มลาวถูกคนไทยกักขังหน่วงเหนี่ยว เพื่อแลกค่าปล่อยตัวเป็นกัญชา จำนวน 500 กิโลกรัม ในพื้นที่ ต.นาโหนด อ.เมือง จ. พัทลุง

โดยทันทีที่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจท้าวไมน้อย วิ่งเข้าขอความช่วยเหลือในสภาพหวาดกลัว พร้อมเล่ากับเจ้าหน้าที่ว่า ถูกชายเจ้าของบ้านพร้อมพวกรวม 3 คนใช้อาวุธปืนข่มขู่ และทำร้ายร่างกายกักบริเวณไม่ให้ไปไหน พร้อมบังคับให้สั่งซื้อกัญชาอัดแท่ง 500 กิโลกรัมจากประเทศลาวให้จึงจะยอมปล่อยตัว

โดยเขาระบุว่า เมื่อ 6 เดือนก่อนได้ติดต่อกับคนไทยผ่านเฟซบุ๊ก มีการพูดคุยกับเรื่องธุรกิจค้าข้าวและอาหารทะเล โดยมีการพูดคุยกันจนหนุ่มลาวหลงเชื่อว่าทั้ง 3 คนทำธุรกิจเกี่ยวกับข้าวและอาหารทะเลจริง จึงขอมาดูกิจการ

 

ลวงร่วมธุรกิจข้าว-ถูกจับเรียกค่าไถ่กัญชาอัดแท่ง

กระทั่งในวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา หนุ่มลาวได้เดินทางจากประเทศลาว มีกลุ่มคนไทยไปรับที่สถานีขนส่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 1 พ.ค.นี้ และกลุ่มคนไทยทั้ง 3 คนพาหนุ่มลาวไปดูสถานบริ การ ที่บอกว่าพวกเขาเป็นเจ้าของกิจการในพื้นที่ อ.สะเดาก่อนจะพามาอยู่ที่บ้านในพื้นที่ต.นาโหนด 

โดยทั้ง 3 คนได้อ้างว่าธุรกิจในประเทศมาเลเซียมีปัญหา ให้หนุ่มลาวช่วยหากัญชา 500 กิโลกรัม แต่ถูกกักตัว ทำร้ายร่างกาย ถูกบังคับห้ามแจ้งตำรวจ ห้ามร้องไห้ ไม่อนุญาตให้ออกไปไหนจะทำอะไรมีคนเฝ้าตลอด

เมื่อยอมให้ใช้โทรศัพท์ เพื่อติดต่อญาติ เพราะหวังจะให้ติดต่อสั่งกัญชา จึงหลอกล่อว่าจะสั่งกัญชาให้ เพื่อรอให้ญาติประสานทางสถานทูตลาวประจำประเทศไทย จนเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้


จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวนายณรงค์เดช ด้วงรัตน์อายุ 50 ปีเจ้าของบ้านพร้อมนายกรชวัต นะคงคา นายศราวุธ เตยแก้ว พร้อมอาวุธปืนยาวเดียวไรเฟิลขนาด .22 และอาวุธปืนยาวเดี่ยว รวม 3 กระบอก อาวุธปืนสั้นขนาด 9 มม.จำนวน 1 กระบอก ซองบรรจุกระสุนปืน พร้อมเครื่องกระสุนอีกเกือบ 100 นัดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวเพื่อให้เสื่อมสิทธิเสรีภาพ โดยมีและใช้อาวุธปืนข่มขู่กักขังหน่วงเหนี่ยวบุคคลอื่นซึ่งให้ได้มาซึ่งค่าไถ่

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ พร้อมไม่ยอมให้การใดๆในชั้นสอบสวนระบุจะให้การในชั้นศาลแต่ตรวจเบื้องต้นปืนทั้งหมด มีใบอนุญาตครอบครองทุกกระบอก แต่เจ้าหน้าที่ได้รับการยืนยันว่าอาวุธปืน ได้ใช้ในกระทำการข่มขู่หนุ่มชาวลาว จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เพื่อเป็นของกลาง และจะทำการตรวจสอบเทียบเคียงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าเคยใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่

ส่วนหนุ่มลาว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสอบปากคำในฐานะผู้เสียหายพร้อมให้ประสานญาติที่ประเทศลาวก่อนจะดำเนินการส่งกลับประเทศต่อไป

 

 


สธ.สั่งดำเนินคดีผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายใน รพ.อุบลราชธานี - ยโสธร

Mon, 20 May 2019 12:37:00

วันนี้ (20 พ.ค.2562) นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 10 ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับมอบหมายจาก นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล หลังเกิดเหตุมีผู้เข้าไปทำร้ายผู้ป่วยที่กำลังรักษาที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเหล่าเสือโก้ก ต.เหล่าเสือโก้ก อ.เหล่าเสือโก้ก จ.อุบลราชธานี และเหตุทำร้ายญาติผู้ป่วยที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร พร้อมกำชับให้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ และเรียกร้องค่าเสียหายจากการทำลายเครื่องมือแพทย์อย่างถึงที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ


นพ.ธงชัย  ระบุว่า โรงพยาบาลเหล่าเสือโก้ก มีผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บ 1 คน ส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ นอกจากนี้ ยังพบอุปกรณ์การแพทย์ได้รับความเสียหาย คือ เครื่องวัดความดันโลหิต

ส่วนโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทาผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นญาติผู้ป่วย เบื้องต้น ได้สั่งการให้โรงพยาบาลในเขตสุขภาพทุกแห่ง ประสานงานตำรวจทันที หากมีผู้ป่วยจากการทะเลาะวิวาทเข้ามารักษาไม่ต้องรอเกิดเรื่องก่อน ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันญาติ หรือมีประตูนิรภัยให้ล็อคประตูทันที รวมทั้งติดกล้องวงจรปิดเพิ่ม

บุกทำร้ายคู่อริกลางห้องฉุกเฉิน รพ.เหล่าเสือโก้ก

สำหรับเหตุทะเลาะวิวาทภายในโรงพยาบาลเหล่าเสือโก้ก อ.เหล่าเสือโก้ก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังคู่กรณีตามมาทำร้ายร่างกายผู้บาดเจ็บ ท่ามกลางแพทย์และพยาบาล ที่ช่วยกันห้ามปราม อุปกรณ์การแพทย์ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาล หล่นกระจัดกระจายและได้รับความเสียหาย

จากการสอบสวนทราบว่า นายปรีดา ดวงเพชร 27 ปี ชาวบ้านตำบลโพนเมือง เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการศีรษะแตก เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. จากเหตุทะเลาะวิวาทชกต่อยกับนายธนกฤติ มุ้งพร อายุ 41 ปี ในงานบุญที่ดอนปู่ตา บ้านโพนเมือง อ.เหล่าเสือโก้ก


ระหว่างที่ผู้บาดเจ็บรักษาตัวที่โรงพยาบาล นายธนกฤติ ได้นำมีดปังตอเข้ามาในห้องฉุกเฉินและฟันที่ใบหน้าของผู้บาดเจ็บ จากนั้นก็พยายามฟันซ้ำ ผู้บาดเจ็บจึงเบี่ยงตัวหลบ ทำให้มีดไปโดนอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้รับความเสียหาย แต่เจ้าหน้าที่ช่วยกันห้ามปรามและควบคุมตัวไว้ได้ ก่อนส่งตัวผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมืองอุบลราชธานี เนื่องจากอาการสาหัส

เบื้องต้น ตำรวจนำตัวนายธนกฤติ ไปควบคุมที่สถานีตำรวจภูธรเหล่าเสือโกก และสอบปากคำซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ แต่ยังไม่บอกถึงสาเหตุการทำร้ายครั้งนี้


ทั้งนี้ ตำรวจควบคุมตัวนายธนกฤติ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และทำให้ทรัพย์สินของทางราชการได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ ล่าสุด พ้นขีดอันตรายแล้ว

ทำร้ายร่างกาย "ชายพิการ" ญาติผู้ป่วยในโรงพยาบาล

ขณะเดียวกันที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จ.ยโสธร ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอ วัยรุ่นกว่า 10 คน รุมทำร้ายร่างกายญาติของผู้บาดเจ็บ จากที่ถูกทำร้ายมาก่อนหน้า

เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ของคืนวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการทะเลาะวิวาทบริเวณหน้าตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ระหว่างนั้นมี เจ้าหน้ารักษาความปลอดภัย และตำรวจ เข้าระงับเหตุ


น.ส.ฑิตฐิตา โชติเนตร อาสาสมัครกู้ภัย เล่าว่า กลุ่มวัยรุ่นทะเลาะกันมาจากหมอลำซิ่ง ในงานบุญบั้งไฟวัดบ้านโคกสูง ที่เกิดเหตุ พบคนเจ็บเป็นชายพิการอายุ 39 ปี ถูกตีที่ศีรษะ จากนั้นชายสูงอายุ ได้นำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชฯ ก่อนจะมีวัยรุ่นกว่า 10 คน ตามมาทำร้าย ทั้ง 2 คน

ล่าสุด ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเลิงนกทา สั่งการให้ชุดสืบสวน เร่งติดตามตัวกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในคลิปมาดำเนินคดีตามกฎหมาย


ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในโรงพยาบาล โดยเฉพาะบริเวณห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงเกิดเหตุบ่อยครั้ง ดังนี้

  1. ให้โรงพยาบาลจัดทำแนวทางปฏิบัติป้องกันและจัดการความรุนแรง ทบทวน ฝึกซ้อมและปรับปรุงเป็นประจำ
  2. จัดทำระบบควบคุมประตู หรือมีทางเข้า-ออก ที่ปลอดภัยหลายช่องทาง
  3. จัดสถานที่พักคอยสำหรับญาติ รวมทั้งจำกัดการเข้าออก
  4. ตรวจสอบกล้องวงจรปิดให้พร้อมใช้งาน และติดตั้งเพิ่มในจุดเสี่ยง
  5. จัดระบบคัดกรองโดยเฉพาะผู้ป่วยห้องฉุกเฉิน และจัดบริการให้เหมาะสมกับความเร่งด่วน รวมทั้งให้สื่อสารกับญาติผู้ป่วยเป็นระยะ เพื่อลดความวิตกกังวล
  6. จัดเวรยามรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง
  7. จัดหาสัญญาณเตือนภัย หรืออุปกรณ์ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน และมีช่องทางแจ้งเหตุด่วนกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง และเครือข่ายอาสาสมัคร มูลนิธิต่างๆในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีมาตรการป้องกัน แต่คงป้องกันไม่ได้ทั้งหมด ต้องขอความร่วมมือประชาชนผู้มารับบริการ รวมทั้งญาติผู้ป่วย ช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นในโรงพยาบาลซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ปลอดความรุนแรงสำหรับประชาชนทุกคน และที่สำคัญคือ จิตสำนึกความรับผิดชอบของผู้ที่ตั้งใจเข้ามาก่อเหตุ

 


ร้องกองปราบติดตามอดีตสามี หลังหายจากที่พัก 17 เม.ย.

Mon, 20 May 2019 10:32:00

วันนี้ (20 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางปวริศา อภินันท์รัตนกุล นำหลักฐาน เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ขอให้ช่วยติดตามคดีคนหาย หลังจากอดีตสามี คือนายวันชาติ อภินันท์รัตนกุล ได้หายตัวไป ภายในห้องพัก ท่าดินแดง ซอย 1 เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ในวันเกิดเหตุพบกระเป๋าสตางค์อยู่ในห้อง โทรทัศน์เปิดทิ้งไว้ ทรัพย์สินทุกอย่างอยู่ครบ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถติดต่อได้ จึงสงสัยว่าน่าจะถูกลักพาตัว

 

 

 

นางปวริศา เปิดเผยว่า นายวันชาติมีพฤติกรรมติดการพนันฟุตบอล และพนันออนไลน์ ขณะที่ช่วงวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา นายวันชาติได้มาขอยืมเงินจำนวนหนึ่ง และมาหาลูกที่บ้าน จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ถูกลักพาตัวไป หลังจากที่พบว่านายวันชาติได้หายตัวไป วันที่ 19 เมษายน ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บุปผาราม ตำรวจได้ออกหมายเรียกบุคคลใกล้ชิดมาสอบปากคำแล้ว 2-3 คน แต่ยังไม่มีความคืบหน้า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณห้องพัก พบว่ากล้องชำรุด ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงอยากให้ตำรวจกองปราบปรามเข้ามาติดตามคดี เนื่องจากผ่านมาแล้วหลายวัน เกรงว่าชีวิตจะไม่ปลอดภัย

 

 


สัตวแพทย์หญิงช่วยชีวิตเด็กแรกเกิด

Mon, 20 May 2019 07:22:00

เมื่อวานนี้ (19 พ.ค.2562) เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเผยแพร่คลิปวิดีโอขณะสัตวแพทย์หญิง วิ่งเข้าไปช่วยเหลือเด็กแรกเกิดที่คลอดบริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง โดยผู้ขอความช่วยเหลือ เล่าว่า เด็กคลอดออกมาแล้วไม่มีเสียงร้อง หากนำส่งโรงพยาบาล อาจเกิดอันตรายต่อเด็ก จึงเลือกขอความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์หญิง ซึ่งเปิดคลินิกรักษาสัตว์ที่อยู่ไม่ไกล ทำให้สัตวแพทย์หญิงได้อุ้มเด็กวิ่งเข้าไปที่คลินิก เพื่อทำการช่วยเหลือ โดยดูดซับของเหลวออกจากปาก จมูกของเด็ก และเขย่าตัวเป็นระยะ ไม่นานเด็กก็มีเสียงร้อง และร่างกายมีสภาพสีผิวดีขึ้น จากนั้น เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน เข้ามารับเด็กไปดูแลต่อ พร้อมแม่ของเด็ก

 

 

 

เหตุการณ์นี้ถูกระบุเวลาว่า เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เวลา 19.19 น. และถูกเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันเดียวกัน หลังโพสต์ภาพได้ไม่นาน มีผู้เข้าชมกว่า 2 ล้านครั้ง พร้อมแสดงความคิดเห็น เอาใจช่วยเด็กให้ปลอดภัย และชื่นชมสัตวแพทย์หญิง ที่สามารถช่วยเหลือเด็กคนนี้ ไว้ได้อย่างปลอดภัย