โฆษกแจงคลิปตร.กระชาก จยย.ล้ม เหตุผู้ขับขี่ "ฝ่าฝืนกฎจราจร-พยายามหลบหนี"

Thu, 16 Jul 2020 07:36:00

วันนี้ (16 ก.ค.2563) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการลงคลิปวิดีโอและพาดหัวข่าว ตำรวจตั้งด่านกระชากรถ จยย.ล้ม นั้น ได้รับรายงานจาก สน.พระโขนง ว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 63 เวลาประมาณ 20.00น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งจุดตรวจเพื่อป้องกันการแข่งรถในทางสาธารณะและป้องกันเหตุอาชญากรรม บริเวณปากซอยอ่อนนุช 41 เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวกลุ่มวัยรุ่นมักที่จะมารวมตัวกันเพื่อชักชวนกันไปขับขี่รถหรือแข่งรถ โดยปราศจากความระมัดระวังและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้เส้นทางสัญจรไปมาทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและอาจอันตรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งได้มีการมอบหมาย ผบ.หมู่ จร.สน.พระโขนง ทำหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเหตุโดยดักซุ่มยืนอยู่บริเวณปากซอยอ่อนนุชใกล้เคียงกับจุดตั้งด่าน เพื่อป้องกันการหลบหนีหรือขับรถกลับในที่ห้ามกลับรถหรือขับรถย้อนศร

ในวันเกิดเหตุผู้ขับขี่ตามที่ปรากฎในคลิปทั้ง 2 คนพยายามหลบหนีด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเรียกให้หยุดเพื่อขอตรวจค้นแต่มีการเร่งเครื่องหนีจึงทำให้รถเสียหลักล้มลงตามที่ปรากฎในคลิป

รองโฆษก ตร.กล่าวต่ออีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสอบสวนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 คนแล้วโดยผู้ขับขี่ฯให้การยอมรับสารภาพว่า ตนได้ฝ่าฝืนกฎจราจรและพยายามหลบหนีจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ฯทั้ง 2 คนเนื่องจากเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก อีกทั้งผู้ขับขี่ฯทั้ง 2 คนไม่ติดใจกับการกระทำดังกล่าวของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงขอฝากเตือนไปยังผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ให้มีวินัย เคารพกฎจราจร ปฎิบัติตามกฎหมาย หากมีการฝ่าฝืนหรือพยายามหลบหนีจากด่านตรวจ ฝ่าฝืนกฎจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย 


THE EXIT : ขบวนการสวมสิทธิ์ สู่อาชญากรรมเศรษฐกิจ

Wed, 15 Jul 2020 20:09:00

วันนี้ (15 ก.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ไทยพีบีเอส ติดตามธุรกิจสวมบัตรประชาชนที่ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย นำไปสู่การจับกุมเครือข่ายธุรกิจสวมบัตรประชาชน 4 บริษัท เมื่อไทยพีบีเอสตรวจสอบ เครือข่ายของบุคคล-นิติบุคคล พบว่าเครือข่ายนี้เกี่ยวข้องกับบริษัทที่มีการจดทะเบียนธุรกิจถึง 104 บริษัท ซึ่งกลุ่มบริษัทเหล่านี้มีเงินจดทะเบียนกว่า 5,600 ล้านบาท และคาดว่าจะมีเงินหมุนในธุรกิจเหล่านี้กว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่ง 104 บริษัทนี้ มีเครือข่ายบุคคลอยู่เบื้องหลังเพียง 3 เครือข่ายเท่านั้น

เครือข่ายแรก มีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5 พันล้าน

เครือข่ายที่ 1 เป็นเครือข่ายของ นาย A ซึ่งเคยถูกดำเนินคดีกรณีปลอมแปลงเอกสารของรัฐสภา แน่นอนของ นาย A มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "นักการเมือง" เครือข่ายนี้มีเงินหมุนเวียนมากที่สุด กว่า 5,000 ล้านบาท

เครือข่ายที่ 2 เป็นเครือข่ายของ นาย B ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นญาติกับเครือข่ายแรก

เครือข่ายที่ 3 เป็นเครือข่ายของ นาย C เป็นกลุ่มธุรกิจนำเข้าส่งออก มีกลุ่มค้ายาเสพติดอยู่ในนี้ด้วย

แบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบในธุรกิจ 7 ประเภท

เครือข่ายทั้ง 3 เครือข่าย เป็นเครือข่ายเดียวกัน แต่คาดว่ามีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ เครือข่ายทั้ง 3 เครือข่ายนี้มีธุรกิจที่ดำเนินการ 7 ประเภท เช่น 1.ธุรกิจบริการ 2.การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจการเงิน

ซึ่งไทยพีบีเอสพบว่ากลุ่มที่ 2 ธุรกิจด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ มีบริษัทตัวแทนนายหน้าจำนวนมาก มี "เงินหมุนเวียนมากที่สุด" เรียกได้ว่าเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ของเครือข่ายนี้ หรือเป็นธุรกิจเรือธงของเครือข่ายนี้ด้วย ลักษณะของธุรกิจที่อธิบายไปข้างต้น มี "พฤติกรรม" ที่อาจนำไปสู่อาชญากรรมทางเศรษฐกิจหลายประเด็น

ยกตัวอย่างเช่น 1.ตัวละครสำคัญในเครือข่ายแรก เคยถูกดำเนินคดีในฐานปลอมแปลงเอกสารรัฐสภา ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2538 ถึงปัจจุบัน เคยจดทะเบียนทำธุรกิจโดยเปลี่ยนสัญชาติมาแล้วถึง 4 สัญชาติ

2.การตั้งบริษัทในเครือข่ายเหล่านี้ มีพฤติกรรมเข้าข่ายตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อ "หมุนเงิน" เช่น ปีแรกตั้งบริษัทด้วยเงินทุนไม่เท่าไหร่ ปี 2 มีรายได้สูงมาก ปี 3 มีของค้างสต๊อก และปี 4 ปล่อยร้าง หรือเลิกกิจการ

พบเครือข่ายเชื่อมโยง "นักการเมือง - กลุ่มนายพล"

ที่สำคัญ ไทยพีบีเอสยังพบความสัมพันธ์ระหว่าง "เครือข่าย" เหล่านี้กับกลุ่ม "นายพล-นักการเมือง" โดยมีกลุ่มนายพลและนักการเมืองเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่อยู่ในเครือข่ายดังกล่าว และพบว่านักการเมืองบางคนเป็นผู้ร่วมมูลนิธิที่เกี่ยวกับการค้าไทย-จีน เพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจภายในประเทศไทยด้วย

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสาวไปยังตัวการใหญ่ทั้ง 3 เครือข่าย ที่สำคัญไม่ใช่แค่ธุรกิจผิดกฎหมายปลอมแปลงเอกสาร แต่อาจลุกลามเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการ "หมุนเงิน" จนทำให้ระบบเศรษฐกิจพังพินาศในอนาคต

 

 

 

 


ตรวจค้น 4 บริษัทใช้ต่างชาติสวมบัตรประชาชนทำธุรกิจ

Wed, 15 Jul 2020 16:35:00

วันนี้ (15 ก.ค.2563) พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่ได้สืบสวนพบอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย อำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสวมสิทธิ์เป็นสัญชาติไทย และได้ตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่ทำบัตรประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าว 255 คน จนพบชาวต่างชาติเข้ามาสวมสิทธิ์คนไทยทำธุรกิจที่ไม่ให้ชาวต่างชาติทำในไทย

 

 

โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เข้าตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่งที่อยู่ย่านห้วยขวาง หลังพบว่ามีชายคนหนึ่งสัญชาติจีนชื่อ "อาเปา" ได้เปิดบริษัทประกอบธุรกิจให้เช่าสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด และเป็นนายหน้าตัวแทนเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ ต้องห้ามตามบัญชี 1(9) บัญชี 3 (11) พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และยังพบว่ามีบริษัทประกอบธุรกิจขายส่งข้าวและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการโรงสีข้าว ต้องห้ามตามบัญชี 3 (13), บริษัทธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเอง เพื่อการพักอาศัย ต้องห้ามตามบัญชี 1 (9), และบริษัทประกอบธุรกิจก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย ต้องห้ามตามบัญชี 3 (10) ซึ่งมีทุนจดทะเบียนรวมกันกว่า 3,600 ล้านบาท

เร่งตรวจสอบทุจริตสวมบัตรประชาชน

พ.ต.ท.กรวัชร์ เปิดเผยว่า การตรวจค้นบริษัทตามเป้าหมายวันนี้ ยังพบหลักฐานสำคัญที่จะใช้ดำเนินคดีต่อ ทั้งเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน และการดำเนินธุรกิจที่ผิดปกติ รวมทั้งยังพบว่านายอาเปาได้รับการโอนหุ้นหลังจากได้สัญชาติไทยมาเพียง 15 วัน และให้บุคคลอื่นดูแลธุรกิจในไทย

 

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร

นายวีระชาติ ดาริชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กล่าวว่า การตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ทำบัตรประชาชนกับอดีตปลัดอำเภอคนดังกล่าว 255 คน ขณะนี้ตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ แต่ตรวจพบผู้ที่สวมสิทธิ์เป็นคนไทยแล้ว 10 คน และได้เพิกถอนสัญชาติไปแล้วเช่นเดียวกับนายอาเปา ส่วนบุคคลที่สามารถนำเอกสาร และพยานบุคคลมายืนยันได้ก็จะให้ถือครองสัญชาติไทยต่อ

เอาผิดอดีตปลัดอำเภอทั้งคดีอาญา-วินัย

ขณะที่การดำเนินคดีกับอดีตปลัดอำเภอคนดังกล่าว ได้ดำเนินการทั้งทางคดีอาญาและทางวินัย โดยไล่ออกจากราชการไปแล้ว แต่ยังให้การปฏิเสธ และยังไม่พบว่ามีข้าราชการคนอื่นเกี่ยวข้อง เพราะด้วยระบบการทำบัตรประชาชนแล้ว ปลัดอำเภอเพียงคนเดียวก็สามารถทำได้ แต่จะมีกลุ่มนายหน้าที่หากลุ่มชาวต่างชาติมาสวมสิทธิ์ด้วยหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่เชื่อว่ามีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่

 

สำหรับคดีนี้ถือว่ากระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากชาวต่างชาติเหล่านี้เมื่อสวมสิทธิ์เป็นคนไทยแล้ว สามารถได้สิทธิเท่าเทียมคนไทย แต่การทำธุรกิจต่างๆ ไม่มีการเสียภาษีและนำเงินที่ได้ออกนอกประเทศไปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอกำลังเร่งดำเนินการสืบสวนขยายผลถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องและกลุ่มชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจดังกล่าว


จับมือยิง จนท.อุทยานฯ คลองวังเจ้า สารภาพแค้นถูกยึดไม้ลอบตัด

Wed, 15 Jul 2020 07:20:00

วันที่ 14 ก.ค. 2563 นายธนิตย์ หนูยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 ​(นครสวรรค์) เปิดเผยกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า 1 นาย ถูกลอบยิงเสียชีวิตขณะเดินทางกลับหน่วย หลังจากออกปฏิบัติการร่วมจับไม้กับหน่วยทหารและเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้

นายธนิตย์ กล่าวว่า เวลา 10.20 น. เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าที่ วจ.3 (ปางสังกะสี) สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) ได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีการลักลอบทำไม้ ขอให้เจ้าหน้าที่นำกำลังไปตรวจสอบ หลังรับแจ้งคณะเจ้าหน้าที่จึงได้ประสานหน่วยทหารชุด ร.14 จ.ตาก และหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตก. 24​ (วังเจ้า) เพื่อร่วมตรวจสอบ

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

เมื่อคณะเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ภายในเขตป่าสงวนป่าประดางก์-วังเจ้า ตรวจพบไม้กระยาเลย (ไม้แดง) ถูกตัดโค่นล้ม และตัดทอนเป็นท่อน ลักษณะจะทำเป็นลูกนั่ง ในพื้นที่ยังตรวจพบบาร์เลื่อยโซ่ยนต์ พร้อมอุปกรณ์ ขณะตรวจที่เกิดเหตุมีเสียงสุนัขเห่าและมีเสียงคนวิ่ง คาดว่าเป็นผู้กระทำความผิดวิ่งหลบหนี​

นอกจากนี้ ขณะเจ้าหน้าที่ตรวจยึดไม้และของกลาง มีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตก. 24 (วังเจ้า) กรมป่าไม้ เป็นผู้แทนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วังเจ้า เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าที่ วจ.3 (ปางสังกะสี) แยกย้ายกับเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้โดยขับรถตามกันไป รถของทหารนำหน้ารถของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าที่ วจ.3 ขับตามหลัง ระหว่างทางได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และนายกฤษฎา กาบบัว เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่วจ.3​ (ปางสังกะสี) ตำแหน่งบุคคลภายนอกฯ ฟุบลง​ เมื่อตรวจสอบพบว่านายกฤษฎา​ถูกกระสุนปืนที่ยิงมาจากด้านหลังผ่านกระจกรถเข้าบริเวณศีรษะ​ เจ้าหน้าที่จึงได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลวังเจ้า แต่เสียชีวิตในระหว่างทาง​

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

ขณะที่นายสมชาย วิเชียรกัลยารัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า แจ้งญาติของนายกฤษฎา และรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ โดยผู้บังคับบัญชาได้แสดงความเสียใจกับครอบครัวและให้ดำเนินการให่ความช่วยเหลือครอบครัวอย่างเต็มที่

กระทั่งเวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.วังเจ้า จับกุมนายสุชาติ แซ่จ๋าว อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาลอบยิงนายกฤษฎาเสียชีวิต พร้อมของกลางคืออาวุธปืนลูกซองยาว​ โดยจับได้ระหว่างที่นายสุชาติขับรถสวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา มีมูลเหตุจูงใจนื่องจากโกรธแค้นเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจยึดไม้ของกลางดังกล่าว

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 


ส.ช.น.เตรียมบังคับคดีสืบทรัพย์ กรณีน้องบีมเด็กพิการ

Tue, 14 Jul 2020 22:07:00

วันที่(14 ก.ค. 2563) ที่สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา นายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว นายศักดิ์ณรงค์ พ่วงศิริและคณะทนายความ แจ้งว่าเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ศาลจังหวัดไชยา ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีแพ่งที่นางสาวพรทิพย์ จันทรัตน์ และเด็กหญิงภัทรดา แก้วผ่องหรือน้องบีม สาวพิการที่โดนทนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ กับพวกโกงเงิน เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคนขับรถบรรทุก 18 ล้อและบริษัทเจ้าของรถบรรทุก ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จากรถบรรทุกชนกับรถกระบะที่น้องบีมและครอบครัว ทำให้บิดาเสียชีวิต มารดาบาดเจ็บสาหัส และน้องบีมเองพิการ เหตุเกิดเมื่อปี พ.ศ.2548 ศาลพิพากษาให้ชนะคดี ต่อมาได้มอบให้ทนายความ ไปติดตามบังคับคดีแก่จำเลย แต่หลังจากทนายความรับเงิน ทนายได้ปลอมแปลงเอกสาร ฉ้อโกงค่าเสียหาย ที่ได้รับจากจำเลยทั้งหมดกว่า 5 ล้านบาท และยังยื่นคำร้องสละสิทธิไม่ประสงค์บังคับคดีกับจำเลยอีกด้วย

 


โดยสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตสภา (ส.ช.น.) ร่วมกับทนายและกระทรวงยุติธรรม ให้ความช่วยเหลือทางคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง ฟ้องร้องบังคับให้ทนายความ คืนเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ คืนให้แก่น้องบีมและครอบครัว สำหรับคดีฟ้องเรียกค่าเสียหาย คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาว่าการสละสิทธิในการบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อเจตนาของโจทก์ จึงขอให้ศาลจังหวัดไชยา ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำเลย ขายทอดตลาดและชำระหนี้ให้นางพรทิพย์และน้องบีม และมีการต่อสู้คดีความจนมีคำพิพากษาศาลฎีกา


สำหรับนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความ ได้นำหนังสือมอบอำนาจ ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เพื่อดำเนินการแทนโจทก์ ในการขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดหรืออายัดทรัพย์จำเลย จากนั้นนายพิสิษฐ์ ได้เจรจายอมความกับบริษัทรถบรรทุก โดยตกลงชำระเงิน 4,000,000 บาท สั่งจ่ายเช็คระบุชื่อนายพิสิษฐ์ จำนวน 32 ฉบับ ซึ่งทนายนำเช็คบางส่วนไปเรียกเก็บเงิน แต่ไม่นำเงินมาให้นางพรทิพย์และน้องบีม ศาลฏีกาพิเคราะห์ว่า การที่นายพิสิษฐ์ ปลอมหนังสือมอบอำนาจและยังไปประนีประนอมยอมความลดหนี้และรับเงินจากบริษัทเจ้าของรถบรรทุก ไม่มีผลผูกพันโจทก์ ไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกความ ส่อเจตนาไม่สุจริตที่จะไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์

เนื่องจากมีการฟ้องร้องคดีแพ่ง ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จากนายพิสิษฐ์ด้วย ศาลฏีกาได้พิพากษาแก้เป็นให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่โจทก์ร้องขอ มีเงื่อนไขว่า หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศกับพวกเท่าใด ให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น

ในขั้นตอนต่อจากนี้ ส.ช.น. เตรียมให้ทนายความ ดำเนินการบังคับคดี สืบทรัพย์ จำเลยขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้นางพรทิพย์ จันทรัตน์และน้องบีม ต่อไป

ด้านครอบครัวน้องบีม รู้สึกดีใจและขอบคุณที่ ส.ช.น.ไม่ทอดทิ้งเพราะการต่อสู้คดีนานมากจนถึงวันนี้เริ่มมีความหวัง คลายความกังวลได้มาก ที่ผ่านมาใช้ชีวิตกับแม่สองคน จะผ่านไปในแต่วันค่อนข้างยากลำบาก

ท่านใดที่ต้องการคำปรึกษาและขอรับการช่วยเหลือดำเนินคดี ทางกฏหมาย ติดต่อได้ที่สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) อาคารเนติบัณฑิตยสภา เลขที่ 32/2-8 หมู่ที่ 16 ถ.กาญจนาภิเษก แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. โทร. 02-887-6801-7 ต่อ 104, 108,109 หรือ 02-887-6811

 


ตำรวจสรุปปม "น้องกานต์" เสียชีวิต ชี้ไม่ได้ถูกฆาตกรรม

Tue, 14 Jul 2020 16:32:00

วันนี้ (14 ก.ค.2563) พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วย นพ.อนิรุต วรวาท แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี ร่วมกันแถลงข่าว การเสียชีวิตของเด็กชายวัย 6 ขวบ หลังหายจากบ้านไป 3 วัน ก่อนจะพบเสียชีวิตในสวนยางพาราใกล้บ้าน ใน ต.พลับพลา อ.เมืองจันทบุรี สภาพศพเหลือเพียงร่างกายท่อนบน โดยไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิต


พล.ต.ท.มนตรี เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สาเหตุการเสียชีวิตของ นพ.อนิรุต ซึ่งเป็นผู้ที่ชันสูตรพลิกศพเด็กด้วยตัวเองอย่างละเอียด บ่งชี้ว่าไม่ได้เกิดจากการฆาตกรรม แต่เป็นการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติจากสาเหตุอื่น แต่ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับการสืบสวนสอบสวนในเชิงลึก ของเจ้าหน้าที่ และการสอบพยานบุคคลกว่า 20 ปาก ต่างก็ไม่พบเบาะแสว่า จะมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นกับผู้เสียชีวิต

 

 


ลอบวางระเบิดทหารพรานคุ้มครอง "ครู จ.ปัตตานี" เสียชีวิต 1 นาย

Tue, 14 Jul 2020 14:24:00

วันนี้ (14 ก.ค.2563) ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เข้าตรวจสอบบริเวณ ถนนสายชนบทบ้านละโพะ ต.ป่าไร่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี เพื่อเก็บหลักฐาน หลังมีผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดบนถนนสายดังกล่าว ช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นเหตุให้อาสาสมัครทหารพราน มุจลินทร์ ศรีแก้ว ทหารชุดเฉพาะกิจร้อยทหารพราน 2209 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 ถูกสะเก็ดระเบิดเสียชีวิต


สอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ทหารชุดดังกล่าว จำนวน 6 นาย เดินลาดตระเวนบนถนน เพื่อรักษาความปลอดภัยครู เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุได้กดชนวนระเบิด ทำให้อาสาสัมครทหารพรานมุจลินทร์ ถูกสะเก็ตระเบิดและไฟลุกไหม้ทั้งตัว ส่วนที่เหลือได้หมอบลงกับพื้น และใช้ปืนยิงป้องกันผู้ก่อเหตุเข้าก่อเหตุซ้ำ


ทั้งนี้ ระเบิดที่ผู้ก่อเหตุนำมาวางครั้งนี้ พบเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องบรรจุกล่องเหล็ก น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม

 


จับ 3 ผู้ต้องหาเครือข่ายค้ากัญชารายใหญ่

Mon, 13 Jul 2020 10:35:00

วันนี้ (13 ก.ค.63) พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 แถลงผลการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลได้หลายคดี โดยมีคดีที่น่าสนใจ เช่น คดีที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดของตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกับตำรวจพื้นที่ขยายผลจับ นายเอกณัฏฐ์ นาสวน, นายณัฐนรินทร์ ด่านสถาพร และนายกฤษฎา กาชัย ซึ่งเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดเดียวกับที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้พร้อมกัญชา รวมกว่า 1,000 กิโลกรัม ในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว และ จ.สระบุรี ซึ่งมีการยิงต่อสู้กับตำรวจขณะพยายามหลบหนีด้วย โดยตำรวจสามารถยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ สร้อยข้อมือทองคำ รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 1.3 ล้านบาท และตำรวจจะเร่งติดตามเครือข่ายนี้อีก 2 คน ที่ถูกออกหมายจับและอยู่ระหว่างหลบหนี

นอกจากนี้ ตำรวจภูธรภาค 1 ยังตามจับเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ จ.สระบุรี ในช่วงวันที่ 27 มี.ค. - 11 มิ.ย. ได้อีกหลายคดีซึ่งมีทั้งผู้ค้ารายย่อย และผู้เสพในพื้นที่ พร้อมยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมรวมมูลค่าทรัพย์ที่ตำรวจยึดได้ทั้งหมดในครั้งนี้กว่า 2.7 ล้านบาท

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ยืนยันว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนี้ไปจะไม่หยุดเพียงการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายย่อยแต่จะมีการขยายผลให้ได้ถึงนายทุนและตัวการใหญ่ รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินด้วยการขยายผลยึดทรัพย์ เพื่อตัดวงจรค้ายาเสพติดให้ได้ทั้งหมด


รถยนต์แหกโค้ง! ชนเสาไฟฟ้าเสียชีวิต 3 คนบนถนนสิรินธร

Sun, 12 Jul 2020 07:30:00

วันนี้ (12ก.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 02.00 น.เกิดอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักชนเสาไฟฟ้า บนถนนสิรินธร ย่านบางพลัด ทำให้รถได้รับความเสียหายทั้งคัน และมีผู้เสียชีวิต 3 คน โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางพลัด เข้าตรวจสอบอุบัติเหตุรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค ทะเบียน 9 กศ 5230 กรุงเทพมหานคร หลังได้รับแจ้งเสียหลักชนเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ 

โดยรถยนต์มีสภาพเสียหายทั้งคัน ชิ้นส่วนต่างๆ ของรถกระเด็นกระจัดกระจายทั่วถนน โดยเฉพาะเครื่องยนต์ของรถที่กระเด็นไปอยู่บนหลังคาของบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ จนทำให้หลังคาห้องครัวได้รับความเสียหาย หลังคาแตก และต้นไม้ในบ้านบางส่วนหัก รวมทั้งมีล้อรถยนต์ และคราบน้ำมันเครื่องกระจายเต็มพื้นที่ แต่ไม่มีบุคคลในบ้านได้รับบาดเจ็บ

 

เบื้องต้น คาดว่ารถยนต์คันนี้เสียหลัก ในช่วงถนนที่เป็นทางโค้ง และพุ่งชนเสาไฟฟ้าแรงสูง ความประมาณ 22 เมตร ทำให้บริเวณโคนเสาแตกจนเสาหักเอน แต่ยังไม่ล้มลงมา เจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง เข้ามาตรวจสอบความเสียหายและเตรียมแก้ไขในช่วงเช้านี้

ด้านนายสุรศักดิ์ แสงลอย เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ที่ได้รับแจ้งเหตุ เล่าว่า บริเวณจุดที่เกิดเหตุไม่พบรถคู่กรณี จึงคาดว่ารถเสียหลักเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากช่วงเกิดเหตุเวลา 02.00 น. มีฝนตกเล็กน้อย อาจทำให้ถนนลื่น โดยรถคันนี้มีผู้โดยสารมาทั้งหมด 5 คน มีผู้ชาย 1 คน และผู้หญิง 1 คน ได้รับบาดเจ็บ นั่งอยู่ริมฟุตบาธ แต่ยังไม่สามารถเล่าเหตุการณ์ได้ จึงได้ส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาล

 

ใกล้กันพบผู้หญิง 1 คน นอนเสียชีวิต และในตัวรถบริเวณที่นั่งคนขับพบผู้หญิงอีก 1 คน เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องมือตัดถ่างนำศพออกจากตัวรถ และห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร พบศพผู้ชายอีก 1 คน นอนเสียชีวิตบริเวณเกาะกลางถนน

 

 


ตร.ระบุมิจฉาชีพปลอมไลน์ รองผบ.ตร. ขู่เงินแม่น้องชมพู่ จบคดี - ผิด 3 ข้อหา

Sat, 11 Jul 2020 17:34:00

วันนี้ (11 ก.ค.2563) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่มีการปลอมไลน์อ้างตัวเป็น พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. ไปข่มขู่เเม่น้องชมพู่ให้จ่ายเงินเพื่อจบคดี ว่าได้รับรายงานจาก ภ.จว.มุกดาหาร ว่าในเรื่องดังกล่าว แม่น้องชมพู่ ผู้เสียหายอยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อไปดำเนินการเเจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดให้ได้รับโทษตามกฎหมาย เบื้องต้นการกระทำในลักษณะดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิดฐานในสามส่วน

ส่วนเเรก ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309

ส่วนที่สอง ความผิดฐานกรรโชก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337

ส่วนที่สาม โดยทุจริต หลอกลวง เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) หรือความผิดฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รอง โฆษก ตร. กล่าวอีกว่าฝากเตือนไปยังผู้ไม่หวังดี ที่ใช้คดีที่เป็นกระเเสสังคมและเป็นคดีที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจ ฉวยโอกาสปลอมหรือบิดเบือนข้อมูลต่างๆ สร้างความปั่นป่วน ทำให้เกิดความสับสน ถือว่ามีความผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน ให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ โดยให้ติดตามข้อมูลจากทางราชการเท่านั้น

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดรายงานฉบับล่าสุด ตำรวจเคลียร์ปม "คดีน้องชมพู่" หลังตาย 2 เดือน

 

 


ตร.หนองคาย จับผู้ต้องหาและแฟนสาวที่พาหลบหนีได้แล้ว

Sat, 11 Jul 2020 17:14:00

วันนี้ (11 ก.ค. 2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอด 6 วันของการออกติดตาม นายธีรภัทร ร่างกาย ผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่หลบหนีขณะถูกเบิกตัวไปสอบปากคำ ที่สถานีตำรวจภูธรบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย โดยมีแฟนสาวอายุ 19 ปี พาขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ยังไร้วี่แวว! ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากโรงพักพร้อมแฟนสาว

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม : สั่งตั้งกก.สอบตำรวจ ปมผู้ต้องหาหนีจากโรงพัก

ล่าสุด ตำรวจใช้แผนกระจายกำลังค้นหาอย่างละเอียด จนกระทั่งไปพบโพรงต้นไม้กลางป่า ริมลำห้วยสวย บ้านสังคมพัฒนา ตำบลสีกาย อำเภอเมืองหนองคาย พบ นายธีรภัทร และแฟนสาว อยู่ด้วยกัน เมื่อทั้งสองเห็นเจ้าหน้าที่จึงวิ่งหนี แต่ผู้หญิงหนีไม่พ้นถูกจับไว้ได้ ส่วนนายธีรภัทร วิ่งหลบเข้าป่าละเมาะ แต่ตำรวจตามจับตัวได้ในภายหลัง


จากการสอบปากคำแฟนสาวเปิดเผยว่า นายธีรภัทร วางแผนว่าจะหลบหนีการจับกุม ขณะไปเยี่ยมที่ห้องควบคุมตัวผู้ต้องหา จึงได้ขี่รถจักรยานยนต์มารับและพาหลบหนีเข้าป่า โดยตลอดที่หลบหนีไปขโมยเสื้อผ้าและอาหารของชาวบ้านเพื่อประทังชีวิต ที่ผ่านมาได้เกลี้ยกล่อมให้แฟนหนุ่มเข้ามอบตัว แต่ถูกปฏิเสธ กระทั่งถูกตำรวจติดตามจนเจอตัว

 

 


พยานปากสุดท้าย เลื่อนให้ปากคำเเผนชิงตัว "บรรยิน"

Sat, 11 Jul 2020 13:21:00

วันนี้ (11 ก.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าการสืบสวนคดีชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จำเลยคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา วันนี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก นายณัฐพล นรการ หรือ ท๊อป พยานปากสำคัญในคดีเข้าให้ปากคำ

ล่าสุด พ.ต.ท.ภิรมย์ เมืองไสย รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า นายท๊อป ได้ติดต่อขอเลื่อนเข้าให้ปากคำพนักงานสอบสวน โดยอ้างว่าติดภารกิจส่วนตัว และจะขอเข้าให้ข้อมูลในสัปดาห์หน้าพร้อมกับทนายความ อย่างไรก็ตาม หากนายท๊อปยังไม่กำหนดวันนัดครั้งต่อไปที่แน่นอน พนักงานสอบสวนก็จะพิจารณาออกหมายเรียกครั้งที่ 2

สำหรับนายท๊อป เป็นพยานปากสุดท้ายที่พนักงานสอบสวนจะเรียกมาสอบปากคำ ซึ่งนายท๊อปอ้างว่าได้รับฟังข้อมูลแผนการชิงตัว พ.ต.ท.โทบรรยิน จาก นายสุธน ทองศิริ หรือ โจ ซึ่งเคยได้รับการประกันตัวจากทนายความออกมา อีกทั้ง นายท๊อป เคยเป็นอดีตผู้ต้องขังแดน 6 ในเรือนจำ ที่เดียวกับ พ.ต.ท.บรรยิน

อ่านข่าวเพิ่มเติม ผบ.ตร.เชื่อ "บรรยิน" วางแผนหลบหนีจริง

ซึ่งอาจมีข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ และหากตำรวจสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จจะไปแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับ พ.ต.ท.บรรยิน ภายในเรือนจำบางขวางภายในสัปดาห์หน้า

คดีนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 20 ปาก โดยมีพยานปากสำคัญ เช่น พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.จังหวัดนครสวรรค์ นายกรณ์ กันเที่ยง ทนายความนายของนายโจ นายวรภัทร์ ตั้งภากรณ์ นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ บุตรชายเเละภรรยาของ พ.ต.ท.บรรยิน

 

 

 

 


จับชายวัย 50 ปี ล่วงละเมิดเด็กหญิง 4 คน อ้างถูกกลั่นแกล้ง

Sat, 11 Jul 2020 12:51:00

วันนี้ (11 ก.ค. 2563) ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ จับกุมชายอายุ 50 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่ในแฟลตแห่งหนึ่งในอำเภอบางเสาธง ดำเนินคดีในข้อหาพรากผู้เยาว์เพื่ออนาจารและข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี

 

ชายอายุ 50 ปี อยู่ระหว่างการควบคุมตัวของตำรวจ ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดและไม่รู้จักกับเด็กหญิงที่เป็นผู้เสียหาย ระบุอาจมีบางคนไม่พอใจตัวเองจึงได้กล่าวหา อย่างไรก็ตามตำรวจมีหลักฐานสำคัญคือ ผลตรวจร่างกายของเด็กหญิง พบร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศ

 

การจับกุมชายคนดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากผู้ปกครองของเด็กหญิงทั้ง 4 คน ขอความช่วยเหลือจาก นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ให้ช่วยประสานตำรวจ โดยอ้างว่าบุตรสาวถูกชายอายุ 50 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในแฟลตเดียวกัน ล่อลวงไปล่วงละเมิดทางเพศ โดยจะอาศัยโอกาสที่เด็กหญิงไปเล่นกับเพื่อน ซึ่งเป็นหลานของผู้ก่อเหตุ ทำทีเป็นให้ขนมและของเล่น ก่อนล่วงละเมิดทางเพศและถ่ายคลิปภาพไว้

 

 

 

 


จับขบวนการลอบขโมย "ไม้ของกลาง" หน่วยป้องกันรักษาป่า

Sat, 11 Jul 2020 11:27:00

วันนี้ (11 ก.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 02.00 น. เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้วังน้ำเขียว ได้ข้อมูลว่าจะมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งลักลอบเข้าไปขโมยไม้ของกลางที่เก็บรักษาไว้ในหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นม.4 (เขาภูหลวง)

นายชยุต วราพิริยะกุล หัวหน้าหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้วังน้ำเขียว จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่วางกำลังซุ่มดักรอ และได้ประสานงานกับ พ.ต.อ.ประชุม แถมกลาง ผกก.สภ.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมสกัดจับกลุ่มผู้ก่อเหตุ

 

เจ้าหน้าที่ใช้รถไถการเกษตรกั้นขวางถนนที่เป็นทางออกจากหมู่บ้าน และพบรถกระบะของของผู้ก่อเหตุ ซึ่งบรรทุกไม้ที่ขโมยขนมาจากหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นม.4 (เขาภูหลวง) มาเต็มคันรถและใช้ผ้าใบคลุมท้ายรถมา ขณะจับกุมเกิดเหตุยิงปะทะกัน โดยจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 2 คน หนึ่งในนั้นบาดเจ็บถูกยิงที่ขา ส่วนที่เหลืออีก 10 คน หลบหนีไปได้

จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุระบุว่าเตรียมนำไม้ทั้งหมดไปยัง อ.ช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปที่ สภ.อุดมทรัพย์ เพื่อสอบสวนขยายผลและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

 


เปิดรายงานฉบับล่าสุดเคลียร์ปม "คดีน้องชมพู่" หลังตาย 2 เดือน

Fri, 10 Jul 2020 19:40:00

วันนี้ (10 ก.ค. 2563) ความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ เด็กหญิงวัย 3 ขวบที่หายออกจากบ้านพักที่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร บริเวณภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้านพักประมาณ 5 กิโลเมตร และครบ 2 เดือนแล้วแต่ยังจับผู้ก่อเหตุไม่ได้ ทั้งนี้ นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่น้องชมพู่ รวมทั้งเครือญาติและชาวบ้าน ยังคงให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนจากหลายสำนักที่มาเกาะติดข่าว

นางสาวิตรี เชื่อมั่นว่าตำรวจทำงานอย่างเต็มที่ และอยากให้คดีคลี่คลายโดยเร็ว เพราะการแสดงความเห็นว่าพ่อแม่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดได้ แต่เธอขอความเห็นใจในฐานะแม่ที่สูญเสียลูก

ด้านนายไชยพล วิภา หรือลุงพล ยอมรับว่าการนำเสนอข่าวและการสัมภาษณ์ของแม่น้องชมพู่ ทำให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มเครือญาติ ทำให้ต่างฝ่ายต่างคิดว่า ฝ่ายตรงข้ามอาจเป็นผู้ต้องสงสัย แต่เขายังยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง

ยังไม่มีพยานหลักฐาน-ออกหมายจับ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่าจนถึงขณะนี้ตำรวจยังไม่มีพยานหลักฐานที่จะชี้ชัดและเสนอศาลขอออกหมายจับหรือระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้

แม้คดีจะมีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 80 แต่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มีน้อยมาก ขณะที่แพทย์นิติเวชก็ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้อย่างแน่ชัด

อ่านข่าวเพิ่มเติม รอลุ้น 1-2 วันไขปมคดี "น้องชมพู่" เสียชีวิต 2 เดือน

ตำรวจสรุปความคืบหน้าทางคดี 7 ประเด็นหลัก

ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานผลความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนขอรายงานผลการดำเนินการในการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในทางคดี เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในรายละเอียดตามสมควรและ ข้อมูลทางคดีที่ชี้แจงนี้ สามารถชี้แจงได้เพียงแต่ข้อมูลที่จะไม่ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายทางคดี ดังนี้

ประเด็นแรกความคืบหน้าเกี่ยวกับรายงานผลการชันสูตรศพพลิกศพของน้องชมพู่ พนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารรายงานจากแพทย์ผู้ตรวจชันสูตร จากโรงพยาบาลดงหลวง จากโรงพยาบาล สรรพสิทธิ์ประสงค์ จ.อุบลราชธานี และแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำมาประกอบในคดีอาญาต่อไป โดยระหว่างนี้การทำงานของเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนเป็นการประสานข้อมูลกับแพทย์ ตามรายงานการตรวจศพเบื้องต้น จากแพทย์ผู้ตรวจเท่านั้น ซึ่งทางแพทย์ผู้ร่วมตรวจชันสูตรพลิกศพน้องชมพู่ จะได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อสรุปผลการชันสูตรอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

ส่วนประเด็นที่ 2 ขณะนี้ผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ จากวัตถุพยานทั้งหมดจำนวน 101 รายการ ยังอยู่ระหว่างการตรวจหาสารพันธุกรรม (DNA) ทำการตรวจไปแล้ว 62 รายการ โดยทำการเก็บตัวอย่างบุคคลเปรียบเทียบสารพันธุกรรม (DNA) จำนวน 115 ตัวอย่าง ทำการตรวจไปแล้ว 82 ตัวอย่าง

อ่านข่าวเพิ่มเติม คาดทราบผลชันสูตร "น้องชมพู่" จากสถาบันนิติเวชฯ วันนี้

สอบพยาน 937 คน-ติงสื่อระวังการนำเสนอข่าว

ประเด็นที่ 3 การสอบสวนปากคำบุคคลทั้งหมด เป็นการสอบสวนปากคำในฐานะพยานในคดีทั้งสิ้น โดยแบ่งเป็นการซักถามปากคำ โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจำนวน 937 คน (บุคคลภายในหมู่บ้านกกกอก จำนวน 278 คน บุคคลพ้นโทษใน จ.มุกดาหาร สกลนคร และกาฬสินธุ์ จำนวน 478 คน บุคคลที่ผ่านเข้ามาในพื้นที่เกิดเหตุ หมู่บ้านกกกอก จำนวน 181 คน) และสอบสวนปากคำโดยพนักงานสอบสวนเพื่อประกอบสำนวนจำนวน 63 ปาก ซึ่งยังไม่ได้มีการสอบสวนปากคำบุคคลใดในฐานะผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย แต่อย่างใด

ประเด็นที่ 4 ขอความอนุเคราะห์ความร่วมมือจากสื่อมวลชน ระมัดระวังในเรื่องการนำเสนอข่าวว่า จะมีการออกหมายจับบุคคลใดๆ ในฐานะผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งยังไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เกรงว่าอาจจะกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล หรือชื่อเสียงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้

สำหรับประเด็นที่ 5 ตามข้อ 2 นั้น ทางเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่รัฐ และเอกชน อาสาสมัครต่างๆ ที่ได้ขึ้นภูเหล็กไฟ ไปยังจุดพบร่างน้องชมพู่ ในวันที่ 14 พ.ค.63 ในการออกมาแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนเป็นการส่วนตัว โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการในทางปกปิดอย่างแน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นจะต้องทำการจัดเก็บตัวอย่าง DNA ของผู้ที่ได้ขึ้นไปที่ภูเหล็กไฟ เพื่อนำมาเปรียบเทียบคัดแยกออกจาก DNA ของบุคคลต้องสงสัย แต่มิใช่เป็นการตรวจเปรียบเทียบว่าเป็นผู้ต้องสงสัยหรือไม่แต่อย่างใด

เปิด 4 สมมติฐาน ปมชมพู่เสียชีวิต

ประเด็นที่ 6 สมมุติฐานในการตั้งประเด็นการสืบสวนในทางคดีในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่อง 6.1 เด็กเดินขึ้นไปแล้วเสียชีวิตเองบนภูเหล็กไฟได้หรือไม่ หรือ 6.2 เกิดจากการกระทำของบุคคลอื่น 6.2.1 เด็กถูกพาขึ้นไปขณะยังมีชีวิต แล้วถูกปล่อยทิ้งไว้จนเสียชีวิตเอง 6.2.2 เด็กถูกพาขึ้นไปแล้วถูกทำให้ตาย แต่ไม่ปรากฎร่องรอยบาดแผล เช่น ทำให้ขาด อากาศหายใจ แล้วทิ้งศพไว้บนภูเหล็กไฟ 6.2.3 เด็กเสียชีวิตเองหรือถูกทำให้เสียชีวิตก่อน (ไม่ได้ตั้งใจทำให้เด็กเสียชีวิต) แล้วนำศพขึ้นไปอำพรางคดีไว้บนภูเหล็กไฟ 6.2.4 อื่นๆ ล้วนเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน ในการคลี่คลายคดี ทำความจริงให้ปรากฏต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและสังคม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน ยังไม่ได้ตัดประเด็นใดๆ ทิ้งไป ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างรอผลการรวบรวมพยานหลักฐาน ตลอดจนผลจากการชันสูตรพลิกศพและผลการตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน

ให้ชาวบ้านใช้ชีวิตปกติ-ไม่ต้องหวาดระแวง

ประเด็นที่ 7 ส่วนที่มีการสัมภาษณ์บุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องกับคดีและไม่เกี่ยวข้องกับคดี รวมถึงการนำเสนอเรื่องความเชื่อและไสยศาสตร์ ก็เป็นแนวทางการนำเสนอข่าวสารสู่ประชาชน ซึ่งประชาชนควรได้โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการชี้นำแนวทางการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด เพราะทางคดีจะต้องใช้หลักในการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด รวมทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับความร่วมมือจากชาวหมู่บ้านกกกอก อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร และอำเภอใกล้เคียง เป็นอย่างดี จึงขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่หมู่บ้านกกกอก อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร อำเภอเต่างอย จ.สกลนคร อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ได้โปรดดำเนินชีวิตตามปกติต่อไป ไม่ต้องหวาดระแวงหรือตื่นตกใจกลัวในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า จะถูกเชิญตัวไปสอบสวนหรือถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นคนร้ายหรือผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการไปตามกรอบแห่งกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนโดยเคร่งครัด จะไม่กระทำการใดให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

พบร่างเด็กหญิงวัย 3 ขวบหายตัวในป่าภูเหล็กไฟ

ตำรวจเชิญตัวผู้ต้องสงสัยสอบปากคำคดี "น้องชมพู่" เสียชีวิต

รอง ผบ.ตร.ลุยคลี่คลายคดีเด็ก 3 ขวบเสียชีวิตในป่า จ.มุกดาหาร

ผลนิติเวชรอบ 2 "น้องชมพู่" มีบาดแผลร่องรอยถูกทำร้าย

 


The EXIT : โกงเงินคนตาย ตอนที่ 2

Fri, 10 Jul 2020 19:04:00

รายชื่อคณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุบ้านดอนไผ่-บ้านม่วง ที่นำเงินที่สมาชิกจ่ายเป็นค่าทำศพรายเดือนไปใช้จ่ายกว่า 8,500,000 บาท ถูกส่งมอบให้พนักงานสอบสวนตำรวจภูธรโพธิ์ตาก ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวหาว่า กรรมการแต่ละคนนำเงินไปใช้ในลักษณะการกู้ยืมตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านบาท

 


มัลลิกา ยอม อดีตเหรัญญิกของชมรมฯ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการทั้ง 8 คนที่กู้ยืมเงินชมรมมา 1,200,000 บาท และเริ่มพบความผิดปกติของชมรมเมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 เมื่อคณะกรรมการทำหน้าที่เก็บเงินจากสมาชิกโดยตรง ไม่ส่งเงินให้เหรัญญิก เมื่อเป็นเช่นนั้น เงินที่เธอเก็บจากสมาชิกในสายทั้ง 91 คนก็ถูกเก็บไว้เช่นกัน

ชมรมผู้สูงอายุ บ้านดอนไผ่-บ้านม่วง มีสมาชิกราว 2,000 คน สมาชิกทั้งหมดจะจ่ายเงินกับคณะกรรมการ หรือ ตัวแทนโดยตรง ซึ่งกรรมการที่เก็บเงินจะได้ค่าจัดเก็บร้อยละ 10 ต่อเดือนเพื่อเป็นค่าตอบแทนให้กับกรรมการ เมื่อเก็บเงินได้จะต้องส่งให้เหรัญญิกเพื่อจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ระยะหลังกรรมการกลับไม่ส่งเงิน แต่ใช้วิธีตกลงกันว่า หากสายสมาชิกคนใดเสียชีวิต กรรมการที่เก็บเงินสายนั้นจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินค่าทำศพ


เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2563 เริ่มมีแจ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ชมรมฯ ล่ม จากนั้นกลางเดือน มี.ค. สมาชิกทยอยเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับคณะกรรมการ ข้อหาฉ้อโกง แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ ขณะที่กลางเดือนเมษาย.ตำรวจ และฝ่ายผู้ปกครองเรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจาไกล่เกลี่ย ฝ่ายคณะกรรมการขอจ่ายคืนเฉพาะเงินต้น ผ่อนจ่ายเป็น 4 งวด แต่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ยินยอม ขอรับเงินคืนเป็นก้อนทั้ง 20,200 บาท เมื่อเป็นคดีความ คณะกรรมการบางคนเริ่มนำเงินไปจ่ายคืนให้กับสมาชิกในสาย อย่าง มัลลิกา ยอม นำเงินต้นไปคืนสมาชิกทั้ง 91 คน เพื่อยุติปัญหา


ไทยพีบีเอส สำรวจที่ตั้งของชมรมผู้สูงอายุบ้านไผ่-ดอนม่วง ไม่พบความเคลื่อนไหว แต่ได้ข้อมูลว่าคณะกรรมการชมรมยังคงเจรจาขอจ่ายเงินคืน ระหว่างนี้พนักงานสอบสวนยังคงสอบปากคำผู้เสียหาย ไปแล้วกว่า 200 ปาก จากผู้เสียหายเกือบ 2,000 คน มูลค่าความเสียหายเกือบ 5,000,000 บาท


ทั้งนี้ การตั้งชมรมผู้สูงอายุที่เข้าข่ายในลักษณะฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ทำให้จังหวัดหนองคายสั่งการให้นายอำเภอโพธิ์ตาก สำรวจทุกหมู่บ้านว่าดำเนินการในลักษณะนี้อีกหรือไม่ พร้อมออกหนังสือแจ้งเตือนว่าการตั้งชมรมในลักษณะนี้ผิดกฎหมาย ไม่เพียงแต่เฉพาะชมรมผู้สูงอายุบ้านไผ่-ดอนม่วงเท่านั้น ที่ต้องยุติการดำเนินงาน แม้แต่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เพื่อการเกษตร จ.อุดรธานี ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องก็มีสภาพล้มกิจการไม่ต่างกัน จากข้อมูลพบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดการบริหารงานของคณะกรรมการ มากกว่าการเรียกเก็บเงินไม่ได้จากสมาชิก

 


รอลุ้น 1-2 วันไขปมคดี "น้องชมพู่" เสียชีวิต 2 เดือน

Fri, 10 Jul 2020 13:26:00

วันนี้ (10 ก.ค.2563) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่า พยานหลักฐานขณะนี้ ยังไม่สามารถออกหมายจับ หรือระบุตัวผู้ต้องสงสัย ในคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ วัย 3 ขวบ ที่จังหวัดมุกดาหารได้ แม้ว่าสังคมจะมีการสงสัยพ่อแม่หรือลุงของน้องชมพู่ก็ตาม แต่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อเท็จจริง ไม่ตามกระแสสังคม ยืนยันคดีมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 80 แล้ว แต่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มีน้อยมาก

ขณะที่แพทย์นิติเวช ก็ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้อย่างแน่ชัด ตำรวจจึงยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง แต่ยืนยัน ตำรวจจะรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนและชัดเจน จนนำสู่การดำเนินคดีในชั้นศาลได้

ขอให้ประชาชนที่บริโภคข่าวสาร ใช้วิจารณญาณ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์หรือกระแสสังคมตัดสินผู้ใด โดยอีก 1-2 วัน ตำรวจจะมีการแถลงข่าวรายละเอียดคดี ในประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน

ขณะที่ พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ยอมรับว่าปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนในพื้นที่ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจยุ่งยากมากขึ้น ส่วนความขัดแย้งของบรรดาญาติน้องชมพู่ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการนำเสนอข่าวเช่นกัน พร้อมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อการปรับปรุงหรือแก้ไขการทำงานของสื่อมวลชน

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ตำรวจได้มีการเรียกสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 900 กว่าปาก และในอีก 2-3 วัน จะได้รับรายงานผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น ดีเอ็นเอ และวัตถุพยานต่างๆ จากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าอาจจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการคลี่คลายคดี

ให้เบาะแสพี่สาวชมพู่โกหกว่านอนหลับ

ส่วนกรณีที่เพื่อนของเด็กในหมู่บ้านกกกอก อ้างว่าน้องสะดิ้ง พี่สาวน้องชมพู่ ไม่ได้หลับตอนที่น้องชมพู่หายตัวไป แต่เล่นโทรศัพท์อยู่บนแคร่หน้าบ้าน พร้อมยังอ้างกับเพื่อนว่า แม่บอกให้โกหกนักข่าวว่านอนหลับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อรูปคดี และแนวทางการสืบสวนสอบสวนอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้ทางตำรวจก็มีข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับคดีนี้เกิน 70 % แล้ว 

น.ส.สาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่น้องชมพู่ ยอมรับว่าให้น้องสะดิ้ง พี่สาวของน้องชมพู่ โกหกตอนแรกว่าหลับ เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของลูก ที่ผ่านมาน้องสะดิ้งรักน้องและดูแลน้องดีมาก 

โดยช่วงบ่ายวันนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นัดแจกเอกสารคดีน้องชมพู่ให้สื่อมวลชน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

พบร่างเด็กหญิงวัย 3 ขวบหายตัวในป่าภูเหล็กไฟ

คาดทราบผลชันสูตร "น้องชมพู่" จากสถาบันนิติเวชฯ วันนี้

ตำรวจเชิญตัวผู้ต้องสงสัยสอบปากคำคดี "น้องชมพู่" เสียชีวิต

รอง ผบ.ตร.ลุยคลี่คลายคดีเด็ก 3 ขวบเสียชีวิตในป่า จ.มุกดาหาร

ผลนิติเวชรอบ 2 "น้องชมพู่" มีบาดแผลร่องรอยถูกทำร้าย

 

 


แม่อุ้มลูก​ 1​ ขวบ​ บุกแจ้งความถูกลวงโอนเงินซื้อนมผงผ่านเฟซบุ๊ก

Fri, 10 Jul 2020 13:15:00

วันนี้​ (10 ก.ค.2563) นางวิจิตตราพร ชำนาญกอง อายุ 37 ปี ชาวบ้านหนองปรือ ต.ถาวร อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ได้อุ้มลูกชายวัย 1 ขวบ​ เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.เสนอ สุภาษิต รองสารวัตร สอบสวน​ สภ.ถาวร อ.เฉลิมพระเกียรติ หลังถูกหลอกโอนเงินซื้อนมผงผ่านเฟซบุ๊ก แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับของและถูกเชิดเงินหนีไม่สามารถติดต่อได้

 
นางวิจิตตราพร ให้ข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า “PAM PAM” ได้โพสต์ขายนมผงแบบจืด ซึ่งมีอยู่ประมาณ 11 กล่อง พร้อมระบุในโพสต์ว่า ลูกของเจ้าของโพสต์ไม่กินนมแล้วจึงเอามาโพสต์ขาย หากใครซื้อจะแถมขวดนมให้ด้วย

จากนั้นผู้เสียหายได้ติดต่อไปสอบถามรายละเอียดในเฟซบุ๊ก โดยผู้โพสต์ระบุว่าเป็นชาว​ จ.ชุมพร ซึ่งเห็นว่าเป็นแม่ลูกอ่อนเหมือนกันไม่น่าจะหลอก จึงตกลงซื้อนมผงที่โพสต์ขายเพราะลูกชายก็กินนมผงอยู่แล้ว จากนั้นผู้โพสต์ก็ส่งบัญชีชื่อว่า “สุภาวดี” สงวนนามสกุล บัญชีธนาคารกสิกรไทย มาให้ จึงนำเงินจากโครงการเงินอุดหนุนบุตรหรือเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครอบครัวที่มีรายได้น้อย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี ที่ได้รับเดือนละ 600 บาท ไปยังบัญชีดังกล่าวเพื่อซื้อนมผงตามที่โพสต์ขาย

 
ทั้งนี้​ ผ่านไป 3 วันก็ยังไม่ได้รับของ จึงติดต่อไปยังเจ้าของเฟซบุ๊กก็ไม่สามารถติดต่อได้ และล่าสุดได้ปิดเฟซบุ๊กหนีไปแล้ว จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวงอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบและดำเนินคดีกับเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว

นางวิจิตราพร บอกว่า ถึงแม้ยอดเงินที่เสียไปอาจจะเป็นจำนวนไม่มาก แต่ถือว่ามีค่าและสำคัญ เพราะขณะนี้ไม่ได้ทำงาน มีเพียงสามีทำงานรับจ้างคนเดียว ทั้งยังต้องเลี้ยงลูกน้อยอีก และเงินที่โอนไปซื้อก็เป็นเงินอุดหนุนที่รัฐบาลช่วยเหลือสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่กลับมาถูกหลอกแบบนี้ก็เป็นการซ้ำเติม

ตัดสินใจมาแจ้งความก็ไม่คิดว่าจะได้เงินคืน แต่อยากให้ตำรวจดำเนินคดีกับคนที่หลอก จะได้ไม่ไปหลอกลวงหรือซ้ำเติมคนอื่นอีก

 

 


กักตัว COVID-19 เยาวชนติดพนันออนไลน์เพิ่มเท่าตัว

Thu, 9 Jul 2020 19:57:00

วันนี้ (9 ก.ค.2563) กลุ่มสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และเครือข่ายเยาวชนรวม 6 เครือข่าย จัดเสวนาสำรวจพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน กับการใช้สื่อออนไลน์ในช่วง อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ และเฝ้าระวังเกี่ยว กับกลยุทธ์ทางการตลาด และการโฆษณาของธุรกิจ พนันออนไลน์ ช่วงการแพร่ระบาด COVID-19

น.ส.เมธาวี เมฆอ่ำ กรรมการฝ่ายบริหาร สมาคมไอเซคผู้นำนักศึกษาระหว่างประเทศ ผู้นำนักศึกษาระหว่างประเทศ เผยผลสำรวจเด็กและเยาวชนกว่า 1,000 คน ช่วงแพร่ระบาด COVID-19 ตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าแต่ละวันใช้เวลาอยู่กับการเล่นออนไลน์เกิน 6 ชั่วโมง และระหว่างออนไลน์ เห็นโฆษณาชวนให้เล่นพนันมากถึงร้อยละ 70 

ช่วงอายุที่พบเห็นโฆษณาชวนให้เล่นพนันหรือเกมพนันมากที่สุด คือ 15-19 ปี ร้อยละ 47.4 ส่วนช่องทางที่พบเห็นเป็นเฟซบุ๊กมากที่สุด ร้อยละ 76.53 รองลงมาคือเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันดูหนังฟังเพลง เล่นเกม ร้อยละ 70.64 และไลน์ ร้อยละ 32.50


เมื่อเห็นโฆษณาการพนันออนไลน์แล้ว มีเด็กและเยาวชนตามเข้าไปเล่นพนันร้อยละ 13.24 โดยการพนัน 5 ประเภทที่เล่นมากที่สุด ได้แก่ ยิงปลา ร้อยละ 31.68 เพราะมีลักษณะไม่เหมือนการพนัน แต่เป็นการเล่นเกมที่มีโอกาสได้เงิน รองลงมาคือแทงหวย ร้อยละ 19.80 เกมสล็อต ร้อยละ 17.82  บาคาร่า ร้อยละ 15.84 และทายผลกีฬา ร้อยละ 14.85 

ผลการเล่นพนันส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.18 เสียมากกว่าได้ และน่าตกใจว่าจำนวนเงินที่เสียสูงสุดมากถึง 100,000 บาท น้อยที่สุดอยู่ที่ 7,000 บาท

 

ด้านนายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพจริยศาสตร์กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า จำนวนผู้เล่นพนันออนไลน์ ในกลุ่มเยาวชนมีเพิ่มขึ้น เพราะมีโอกาสเข้าถึงง่าย ตามช่องทางเว็บไซต์ เสนอภาครัฐควรให้ข้อมูลถึงโทษมากขึ้น

ภาครัฐต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และการต้องใข้อมูลกับเยาวชนเพราะการไปรับงานทำโฆษณาพนันออนไลน์ เป็นสิ่งผิดกฏหมาย และคนทั่วไปต้องชี้ให้เห็นผลเสียของการพนันที่เป็นต่อเหตุของอาชญากรรม

 

แนะรวมโฆษณาเว็บพนันเป็นความผิดทางกฎหมาย

ด้านนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม กล่าวว่า ถ้าดำเนินคดีกับคนเหล่านี้ได้ทั้งหมดจนหยุดพฤติการณ์ในการโฆษณาพนันออนไลน์  บ่อนจะเปิดไม่ได้ ดังนั้นอยากให้พ.ร.บ.การพนันมาตราการ 12 สามารถรวมถึงการโฆษณาออนไลน์การทำให้คนเล่นการพนันทางอ้อมได้ ถ้าตีความแบบนี้น่าจะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง 

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การโฆษณาชักชวนให้เล่นพนัน โดยเฉพาะเยาวชนเพิ่มมากขึ้น ในช่วง COVID 19 เพราะโฆษณารีวิวให้เล่นพนันเข้าถึงเว็บไซต์ ประกอบกับใช้ถ้อยคำชักจูง เช่น เล่น ถอนไว ได้ชัวร์ ไม่ถูกโกง จึงทำให้เยาวชนเข้าไปลองเล่น

สำหรับช่วงอายุ 15-19 ปี มักจะเห็นโฆษณาให้เล่นพนัน โดยเฉพาะช่องทางเฟซบุ๊ก รองลงมาคือเว็บไซต์ดูหนัง ฟังเพลง ขณะที่ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 พบช่องทางพนันออนไลน์เกิดขึ้นใหม่กว่า 200 เว็บไซต์

 

 

 

 


ส่อถูกโกง! ร้องกองปราบฝากขาย "นาฬิกาหรู" เบี้ยวเงิน-ไม่คืนของ

Thu, 9 Jul 2020 16:00:00

วันนี้ (9 ก.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากการซื้อและฝากซื้อ นาฬิกาหรู ราคาแพง รวม 11 คน เข้าร้องทุกข์แจ้งความกับตำรวจ ที่กองบังคับการปราบปราม หลังเจ้าของร้านบ่ายเบี่ยงไม่ส่งคืนนนาฬิกา หลังครบสัญญาฝากขาย อีกทั้งพบว่า เจ้าของร้านโพสต์ภาพนาฬิกา ประกาศขายตามในช่องทางออนไลน์ ทั้งที่เกินเวลาฝากขายไปแล้ว และเจ้าของทรัพย์ก็พยายามทวงถามขอคืน ซึ่งหลายคนเจอเหตุการณ์คล้ายกัน

หลังทวงถามติดตาม เจ้าของร้านพยายามต่อรอง และชวนต่อสัญญาฝากขาย รวมถึงขอซื้อไว้เอง โดยอ้างว่านาฬิกาเสียหายชำรุด มีบางคนเจอการโพสต์ขายทรัพย์หลังหมดสัญญาฝากขาย พร้อมแยกชิ้นส่วนขายอีกด้วย ทำให้สงสัยในเจตนาของเจ้าของร้าน จึงรวมตัวเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม ส่วนตัวฝากขายนาฬิกา ราคา 650,000 บาท หมดสัญญาฝากไปตั้งแต่เดือนก.พ.ที่ผ่านมา

 

คาดมูลค่าเสียหายนับ 10 ล้านบาท

ขณะที่ผู้เสียหายอีกคน เล่าว่า รู้จักกับเจ้าของร้านนาฬิกา มานานกว่า 7-8 ปี ติดต่อซื้อนาฬิกามาก่อนหน้านี้ประมาณ 4 เรือน ไม่มีปัญหา กระทั่งเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2562 ได้สั่งซื้อนาฬิกาหรูยี่ห้อหนึ่ง ราคา 1,350,000 บาท และได้จ่ายค่ามัดจำไป 930,000 บาท แต่เมื่อถึงวันนัดหมายมอบนาฬิกากัน เจ้า ของร้านบ่ายเบี่ยง อ้างว่า นาฬิกายังไม่มา เมื่อรอและทวงถามก็ไม่ได้ความคืบหน้า ให้เวลาจัดหาคนบกำหนดยังไม่ได้นาฬิกา ส่วนเงินก็ได้คืนมาเพียงบางส่วน และจ่ายคืนไม่เสม่ำเสมอ จึงต้องแจ้งความ

มีผู้เสียหายบางคนแจ้งความในสถานีตำรวจท้องที่ แต่คดีไม่คืบหน้า ทำให้ไม่มั่นใจว่าจะได้ทรัพย์คืนตามที่เจ้าจองร้านกล่าวอ้าง บ่ายเบี่ยง จึงรวมกลุ่มเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม ในฐานฉ้อโกงประชาชนและยักยอกทรัพย์ คดีนี้มีผู้เสียหายทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ฝากขาย และกลุ่มที่ซื้อของไปแล้วไม่ได้รับสินค้า เฉลี่ยมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท