ดีเอสไอยื่นศาลพิจารณา "ชัยวัฒน์" ยุ่งเหยิงพยาน-หลักฐาน

Mon, 18 Nov 2019 11:37:00

วันนี้ (18 พ.ย.2562) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ และรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน ดีเอสไอ นำหลักฐานยื่นต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้ว เพื่อขอให้พิจารณาเพิกถอนประกันนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

พ.ต.ต.วรณัน ชี้แจงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องเพิกถอนการประกันตัวผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ได้ เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ต้องหาปฎิเสธที่จะให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวน แต่กลับไปให้ข่าวและข้อมูลกับสื่อมวลชนแทน ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และทำให้เป็นอุปสรรคในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ

 

เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ประชุมหารือเกี่ยวกับประเด็นนี้ จึงได้ร่างรายงานพฤติการณ์ของนายชัยวัฒน์ต่อศาลในทุกประเด็น ทั้งเรื่องที่มีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดฉาก และชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่นายชัยวัฒน์กล่าวอ้างว่าไม่ใช่ของนายบิลลี่

อย่างไรก็ตาม เป็นดุลยพินิจของศาลว่าจะพิจารณาให้เพิกถอนประกัน หรือมีการกำหนดเพิ่มเงื่อนไขในการปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวเพิ่มเติมหรือไม่ ส่วนผู้ต้องหาคนอื่นอีก 3 คน ในคดีนี้จะถูกเพิกถอนการประกันตัวหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเช่นกัน ขณะที่ผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ของกระดูกทั้ง 9 ชิ้น คาดว่าผลจะออกเร็วๆ นี้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เนื่องจากจะมีผลต่อรูปคดี

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

 

ทั้งนี้ คำร้องระบุขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวนายชัยวัฒน์ หรือขอให้ศาลกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ห้ามให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับคดี หรือให้ข้อมูลกับประชาชนผ่านระบบอินเตอร์เน็ตแก่ประชาชนเกี่ยวกับคดีนี้ และห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบวัตถุพยานสำคัญ และมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องอาศัยอยู่ เนื่องจากสร้างความหวาดกลัวให้กับพยาน ไม่กล้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน หรือให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนใช้อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ (กำไลอิเล็กทรอนิกส์) เพื่อตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง เพื่อป้องกันการหลบหนี

โดยหลังจากพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องแล้ว ศาลรับคำร้องไว้พิจารณาและให้มาฟังคำสั่งในวันที่ 25 พ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นัดให้จำเลยทั้ง 4 คนมารายงานตัว เนื่องจากเป็นวันครบกำหนดฝากขังผัดแรก

มีรายงานจากทางทนายความของนายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า เพิ่งทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่าดีเอสไอเตรียมขอเพิกถอนการประกันตัวของนายชัยวัฒน์และพวก โดยทางฝ่ายของทนายจะต้องดูว่าพนักงานสอบสวนให้ข้อเท็จจริงและเหตุผลต่อศาลว่าอย่างไร แล้วจึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปอย่างไร ซึ่งหากยื่นขอภายในวันนี้ทีมทนายความอาจเดินทางไปที่ศาลภายในวันนี้ หรือพรุ่งนี้ทันที

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ดีเอสไอ” เตรียมยื่นขอถอนประกัน “ชัยวัฒน์”

 


“ดีเอสไอ” เตรียมยื่นขอถอนประกัน “ชัยวัฒน์”

Mon, 18 Nov 2019 09:09:00

วันนี้ (18 พ.ย.2562) รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้วินิจฉัยเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ เมื่อปี 2557 และถูกออกหมายจับพร้อมพวกรวม 4 คน เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา

จากนั้นในวันที่ 12 พ.ย.ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ต่อมาเย็นวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนนำตัวฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พร้อมคัดค้านการประกันตัว ซึ่งศาลได้พิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยหลักทรัพย์คนละ 800,000 บาท

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากนั้นปรากฎว่า นายชัยวัฒน์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนจำนวนมาก ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ มีเนื้อหาบิดเบือนการสอบสวน และเจตนาสร้างความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน และยังสร้างความยากลำบากในการรวบรวมพยานหลักฐานในคดี ทั้งที่ขณะเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงใดๆ พร้อมทั้งให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่กลับไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงทำหนังสือ ขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว นายชัยวัฒน์ หรือขอให้ศาลกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ห้ามให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับคดี หรือให้ข้อมูลกับประชาชนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต แก่ประชาชนเกี่ยวกับคดีนี้ และห้ามมิให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบวัตถุพยานสำคัญ และมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องอาศัยอยู่ เนื่องจากสร้างความหวาดกลัวให้กับพยาน ไม่กล้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน หรือ ให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไลอีเอ็ม) เพื่อตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง เพื่อป้องกันการหลบหนี

 

 


ตำรวจยังไม่เปิดเผยรายละเอียดคดีเด็กหญิง 13 ปี กระโดดตึก

Sun, 17 Nov 2019 13:47:00

วันนี้ (17 พ.ย.2562) พ.ต.อ.เลิศศักดิ์ เขียมทรัพย์ ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก เปิดเผยความคืบหน้าทางคดี การสอบสวนกรณีเด็กหญิง อายุ 13 ปี กระโดดตึก เสียชีวิต เมื่อกลางดึกวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้สอบปากคำทางคดีกับแม่เด็กหญิงผู้เสียชีวิต เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการพิธีศพตามหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งพนักงานสอบสวนจะนัดมาสอบปากคำภายหลัง

ส่วนข้อมูลการตั้งครรภ์ของผู้เสียชีวิต ที่มีการกล่าวอ้างจากเพื่อน หรือคนสนิท ผู้เสียชีวิตนั้น ผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลทางทางการแพทย์ยืนยันเรื่องนี้ ซึ่งยังต้องตรวจสอบและสอบสวนผู้เกี่ยวข้องโดยละเอียดก่อน ขณะที่เพื่อนหรือคนสนิทบางคน ยังต้องสอบสวนอีกครั้ง เพื่อรายละเอียดทางคดี

ขณะที่ทีมข่าวสืบค้นข้อมูลจากเฟซบุ๊กของผู้เสียชีวิต พบว่าก่อนหน้าเกิดเหตุหลายวัน ต่อเนื่องจนถึงคืนวันเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตโพสต์ข้อความลักษณะมีความเครียด

ชันสูตรศพก่อนมอบให้ญาติไปดำเนินการตามศาสนา

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก สน.หัวหมาก หลังจากเกิดเหตุเด็กหญิง วัย13ปี กระโดดตึกเป็นเหตุให้เสียชีวิต พนักงานสอบสวน แพทย์ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสถานที่เกิดเหตุและทำการชันสูตรพลิกศพ พร้อมส่งศพไปทำการชันสูตรโดยละเอียดที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตโดยละเอียดตามขั้นตอนของกฎหมาย ก่อนจะส่งมอบศพให้ญาติไปดำเนินการตามศาสนา และทำการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบคดี

โดยข้อสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากความเครียดของผู้เสียชีวิต ซึ่งมักจะมีการทะเลาะกับมารดาอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาจึงตัดสินใจกระโดดจากตึกเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งไป จะทำการสืบสวนสอบสวนโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อทำความจริงให้ปรากฏและคลายข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ให้กับญาติผู้เสียชีวิตและสังคม

ค้นห้องพักแแฟนผู้เสียชีวิตพบเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง

อีกทั้งในส่วนของกรณีที่มารดาของผู้เสียชีวิตได้ไปแจ้งความกรณีถูกแฟนหนุ่มของผู้เสียชีวิตกระทำชำเราในพื้นที่ สน.คลองตัน นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลทำการค้นห้องพักของชายหนุ่ม วัย 24 ปี ซึ่งเป็นแฟนของผู้เสียชีวิต โดยผลการตรวจค้นพบเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง จึงได้นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเจ้าหน้าที่จะทำการสืบสวนสอบสวนขยายผล รอผลการตรวจพิสูจน์ที่เกี่ยวข้องว่ามีการกระทำความผิดกฎหมายในฐานความผิดอื่นอีกหรือไม่ ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

รองโฆษก ตร.กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐายที่เกี่ยวข้อง รอผลการตรวจพิสูจน์จากแพทย์ และยังไม่ได้ตัดประเด็นใดในทางคดีทิ้งไป คงต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการทำงานสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รอผลตรวจชันสูตรจากแพทย์ การสอบปากคำพยาน โดยพนักงานสอบสวนจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ผบ.ตร.กำชับเร่งรวบรวมพยานหลักฐานตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้กำชับพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานของการกระทำความผิดอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว เป็นธรรม โดยอาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงการกระทำความผิดของผู้ต้องหาเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในต้นธารของกระบวนการยุติธรรมแก่ประชาชนและสังคม

ทั้งนี้ หากกำลังเผชิญกับความเครียด หรือมีความคิดทำร้ายตนเอง อย่าลังเลที่จะติดต่อ สายด่วนสุขภาพจิต โทร 1323 ปรึกษาฟรี 24 ชั่วโมง


ธนาคารคืนเงิน "เฮียหมา" 5 ล้านบาท หลังถูก พนง.ยักยอก

Sat, 16 Nov 2019 08:55:00

ความคืบหน้ากรณีนายเอกพัฒ อธิธนัทกุล อายุ 61 ปี เจ้าของร้านนายหมาทะเล จ.สมุทรปราการ แจ้งความกับตำรวจกรณีนำเงินฝากที่ฝากไว้กับธนาคารแห่งหนึ่ง มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท แต่เงินหายจากบัญชีทั้งหมด และบัญชีถูกยกเลิกและไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินได้ ทำให้เจ้าตัวเครียดหนักจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะไม่มั่นใจว่าจะติดตามเงินกลับมาได้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 15 พ.ย.2562 ธนาคารดังกล่าว ยอมรับว่า มีพนักงานยักยอกเงินไป เมื่อสอบสวนเสร็จพบว่ามีความผิด จึงมีคำสั่งไล่ออกทันที และนำเอกสารแจ้งความตำรวจ สภ.บางปู จ.สมุทรปราการ เพื่อดำเนินคดีอาญาแล้ว

ขณะที่ พ.ต.อ.อิทธิโชติ ไชยมงคล ผกก.สภ.บางปู กล่าวว่า ได้เชิญตัวผู้ก่อเหตุมาสอบสวน เบื้องต้นให้การภาคเสธและขอให้การในชั้นศาล โดยผู้ก่อเหตุเป็นพนักงานหญิงอายุ 34 ปี ยักยอกเงินไปแล้ว 5 ล้านบาท และกดเงินออกไป 2.5 ล้านบาท ซึ่งตำรวจนำตัวขอฝากขังที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ โดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ด้านนายพงศ์ธร เอกมณี ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารและฝ่ายกฎหมายสำนักงานใหญ่ธนาคารกรุงเทพ เดินทางไปที่ สภ.บางปู เพื่อมอบเงินคืนให้กับนายเอกพัฒ โดยระบุว่า เงินที่ผู้ก่อเหตุยักยอกไปถือเป็นการขโมยเงินของธนาคาร ดังนั้นเงินต้นและดอกเบี้ยกว่า 20,000 บาท ของนายเอกพัฒยังอยู่ครบตามเดิม ขณะนี้โอนเงินเข้าบัญชีของนายเอกพัฒแล้ว นอกจากนี้ธนาคารจะเยียวยาผลกระทบอื่น ๆ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลด้วย

นายเอกพัฒ กล่าวว่า รู้สึกพอใจที่ธนาคารคืนยอดเงินทั้งหมด จากนี้จะฝากเงินกับธนาคารเดิมหรือไม่ขอพิจารณาดูก่อน ส่วนที่ธนาคารจะเยียวยาเรื่องค่ารักษาพยาบาลนั้น ระบุว่า "เก็บเงินเอาไว้เถอะ เพราะเฮียหมามีเงิน"

ธนาคารกรุงเทพ ออกมาชี้แจงถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เร่งดำเนินการ 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือการรับผิดชอบผู้เสียหายโดยโอนเงินตั้น 5 ล้านบาท พร้อมกับดอกเบี้ยกว่า 2 หมื่นบาท กลับไปให้แล้ว ส่วนที่ 2 ดำเนินการกับพนักงานหญิงตามระเบียบธนาคารคือไล่ออกและดำเนินคดีทางอาญาถึงที่สุด เพราะทำให้ชื่อเสียงของธนาคารเสียหาย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง เจ้าของป่วยเข้า รพ. หลังเงินบัญชีธนาคารหายกว่า 5 ล้าน 

 


ผบช.ภ.2 ไม่ยืนยัน ตำรวจศาลจันทบุรี ส่งปืนให้เสมียนยิงในศาล

Fri, 15 Nov 2019 16:21:00

วันนี้ (15 พ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่กล้องวงจรปิดของศาลจังหวัดจันทบุรี บันทึกเหตุการณ์ช่วงที่ ร.ต.อ.ขจร บรรจง ตำรวจประจำศาลจังหวัดจันทบุรี ว่ามีพฤติกรรมคล้ายส่งปืนพกประจำกายให้นายธนากร ธีรวโรดม เสมียนทนาย เข้าไปก่อเหตุยิงกันในห้องพิจารณาคดี พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ไม่ยืนยันว่าเป็นความจริงหรือไม่ เพราะตอนนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ระหว่างพิจารณาหลักฐานจากกล้องวงจรปิด สอบปากคำ ร.ต.อ.ขจร และพยานแวดล้อมที่อยู่ในเหตุการณ์

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 บอกว่า เบื้องต้น มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ร.ต.อ.ขจร พบว่า ประจำอยู่ที่ศาลจังหวัดจันทบุรีมานานหลายปี ไม่เคยเผชิญเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงลักษณะแบบนี้ ส่วนวันเกิดเหตุได้รับข้อมูลว่า ก่อนที่ ร.ต.อ.ขจร จะขึ้นมาอยู่ที่หน้าห้องพิจารณาคดี และมีพฤติกรรมคล้ายส่งปืนให้นายธนากร เสมียนทนาย เขาได้ทำหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาอยู่ชั้นล่าง

ทั้งนี้ เมื่อได้รับแจ้งว่ามีเหตุในห้องพิจารณาคดีจึงขึ้นมาระงับเหตุ ส่วนตัวมองว่า ร.ต.อ.ขจร ยังมีจิตใจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ในการพิจารณาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง


เปิดเย้ย 24 ชั่วโมง "บ่อนพนัน" กลางเมืองอุบลฯ

Fri, 15 Nov 2019 16:01:00

วันนี้ (15 พ.ย.2562) ไทยพีบีเอส ได้รับคลิปภาพจากพลเมืองดีคนหนึ่ง เปิดเผยการลับลอบเล่นการพนันใกล้กับตลาดแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยมีผู้ดูแลอาคารคอยเฝ้าหน้าทางเข้าและออก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในภาพดังกล่าว ห้องเล่นการพนันเป็นห้องสี่เหลี่ยม ผู้ที่เข้ามาเล่นส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ รูปแบบการเล่นใช้เงินสด หรือแลกเหรียญ มีเจ้าหน้าที่ให้บริการ ทั้งอาหาร เครื่องดื่มตลอด 24 ชั่วโมง แต่ละวันมีผู้เข้ามาเล่นพนันอย่างน้อย 30 - 50 คน มีเงินหมุนเวียนวันละหลายแสนบาท ซึ่งสถานที่แห่งนี้เปิดให้เล่นการพนันมาประมาณ 3-4 เดือนแล้ว

 

 


ราชทัณฑ์ยัน "แม่มณี" ตั้งครรภ์ 2 เดือน

Fri, 15 Nov 2019 15:24:00

วันนี้ (15 พ.ย.2562) พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกระแสข่าว น.ส.วันทนีย์ ทิพย์ประเวช ผู้ต้องหาคดีแชร์แม่มณี ตรวจพบว่ามีการตั้งครรภ์ 2 เดือน ก่อนถูกส่งตัวเข้าคุมขังในเรือนจำจังหวัดอุดรธานี ว่า ก่อนหน้านี้ผลการตรวจปัสสาวะด้วยเครื่องตรวจฉุกเฉินไม่พบการตั้งครรภ์ แต่เมื่อตรวจสอบอีกครั้งพบว่า มีการตั้งครรภ์จริง

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องขังไม่ประสงค์ให้ส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลภายนอก เพราะทางเรือนจำมีมาตรการรองรับตามปกติ และที่ผ่านมามีผู้ต้องขังหลายคนตั้งครรภ์ที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำ ซึ่งบางคนคลอดลูกระหว่างรับโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้เสียหายจากคดีแชร์ต่าง ๆ เข้าขอความช่วยเหลือกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษ โดยตั้งข้อสังเกตว่าเครือข่ายแชร์ต่าง ๆ อาจเชื่อมโยงกับคดีแชร์แม่มณี รวมถึงกลุ่มแชร์ไม้กฤษณาที่มายื่นหนังสือร้องเรียนด้วย

ล่าสุด มีผู้เสียหายคดีแชร์แม่มณีลงทะเบียนผ่านระบบคิวอาร์โค้ดของดีเอสไอ เกือบ 5,000 คน มูลค่าความเสียหายตามที่กล่าวอ้างอยู่ที่ 1,600 ล้านบาท


ออกหมายเรียก "ดีเจแมน-ใบเตย" สอบปากคำคดีแชร์ FOREX 3D

Fri, 15 Nov 2019 10:47:00

วันนี้ (15 พ.ย.2562) นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ดีเอสไอทำหนังสือออกหมายเรียกถึงนายพัฒนพล กุญชร ณ อยุธยา หรือดีเจแมน และ น.ส.สุธีวัน ทวีสิน หรือใบเตย ให้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ข้อมูลในฐานะพยานคดีแชร์ฟอเร็กซ์-ทรีดี คาดว่าจะสามารถส่งไปถึงเจ้าตัวในวันนี้ (15 พ.ย.) จากนั้นจะรอการประสานมาจากทั้ง 2 คน ว่าจะสะดวกเดินทางเข้าให้ข้อมูลในวันใด

ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กล่าวว่า นายพัฒนพล และ น.ส.สุธีวัน ยังไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด แต่เรียกเข้ามาให้ข้อมูลในฐานะพยาน พบว่าจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของฟอเร็กซ์-ทรีดี หลังรับเป็นคดีพิเศษ และทยอยอายัดทรัพย์สินที่ได้ไปจากการกระทำความผิด พบว่าเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้สร้างภาพความร่ำรวยและสังสรรค์ปาร์ตี้กับเหล่าดารา นักแสดง ซึ่งรายชื่อที่เปิดเผยได้ในขณะนี้ คือ นายพัฒนพล และ น.ส.สุธีวัน ที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก แต่มั่นใจว่าหลักฐานที่มีจะโยงไปถึงดาราและนักร้องในวงการอีกหลายคน แต่ขณะนี้ยังไม่ขอเปิดเผยรายชื่อ

ประเด็นหลัก คือ ต้องการทราบว่าทั้งคู่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับนายอภิรักษ์ โกฎธิ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของธุรกิจแชร์ฟอเร็กซ์-ทรีดีหรือไม่ รวมถึงการได้มาซึ่งทรัพย์สินต่าง ๆ ของสามีภรรยา หากชี้แจงไม่ได้ อาจถูกขยายผลในทางภาษีและกฎหมายฟอกเงิน

มีการคาดการณ์ว่า ทั้งคู่น่าจะเข้ามาให้ข้อมูลแก่ดีเอสไอในสัปดาห์หน้า ซึ่งหลังจากได้ข้อเท็จจริงจากนายพัฒนพล และ น.ส.สุธีวัน พนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียก น.ส.สาวิกา ไชยเดช หรือพิ้งค์กี้ และแม่เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานเช่นกัน

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษรับแชร์ฟอเร็กซ์-ทรีดี เป็นคดีพิเศษเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปัจจุบันมีผู้เสียหายทยอยลงทะเบียนในระบบกว่า 2,000 คน รวมความเสียหาย 412 ล้านบาท


เสียชีวิตแล้ว! นักโทษชาวต่างชาติแหกคุกศาลพัทยา

Fri, 15 Nov 2019 10:35:00

วันนี้ (15 พ.ย.2562) กรณีที่นายมาร์ค อาเลน หรือบาส ผู้ต้องหาชาวอเมริกัน ชาวต่างชาติที่ก่อเหตุแหกคุกศาลจังหวัดพัทยา จ.ชลบุรี และยิงตัวตายระหว่างหลบหนีการควบคุมตัวของตำรวจ เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา และถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว เนื่องจากมีอาการโคม่า มีภาวะสมองตาย ม่านตาไม่ตอบสนอง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ตลอดเวลา  

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสระแก้วว่า นายบาส นักโทษชาวอเมริกาที่หนีการควบคุมจากศาลพัทยา ได้เสียชีวิตแล้ว เมื่อช่วงเวลา 18.00 ของวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยในช่วงนักโทษชาย รักษาที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามประสานงานไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อขอให้ช่วยติดต่อครอบครัวนักโทษชายชาวอเมริกัน เพื่อให้เดินทางมาดูอาการ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

3 ผู้ต้องหาหนีศาลพัทยา พบมีคนช่วย 10 คน ใช้รถยนต์ 5 คัน

จับครบแล้ว 3 ผู้ต้องขังหนีศาลจังหวัดพัทยา

รวบ 1 ใน 3 ผู้ต้องขังหนีศาลจังหวัดพัทยา ในไร่อ้อย จ.สระแก้ว

ระทึก! ยิงตร.ชิง 3 ผู้ต้องหาคดียาเสพติดระหว่างขึ้นศาล

 

 


จับตาผลกระดูกมนุษย์ 9 ชิ้น "คดีบิลลี่"

Thu, 14 Nov 2019 18:37:00

วันนี้(14 พ.ย.2562) กรณีการออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดผ่านสื่อของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ต้องหาคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ กำลังถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ตรวจสอบ ถอดเทปทุกคำเพื่อพิจารณาว่า ไปยุ่งเหยิงกับพยานหรือไม่ เพราะเป็นเงื่อนไขการประกันตัว 

พ.ต.อ. ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงถึงกรณีที่นายชัยวัฒน์ ออกมาโต้แย้ง ถึงผลการตรวจชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ ที่พบใต้สะพานแขวนในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ว่าไม่ใช่กระดูกของบิลลี่ว่า ดีเอสไอ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงประเด็นใดเพิ่ม เนื่องจากกระบวนการสืบสวนสอบสวนมีการทำงานเป็นรูปคณะกรรมการที่บูรณการหลายหน่วยงาน หลักฐานที่รวบรวมมา ก็นำไปพิสูจน์ในชั้นศาล

ส่วนที่นายชัยวัฒน์ กล่าวอ้างว่า เป็นการจัดฉากพุ่งเป้าไปที่ตัวเอง ยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ทำไปตามพยานหลักฐาน 

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ผลตรวจสอบชิ้นส่วนกระดูกยืนยันเป็นการตรวจสอบตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ และชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ทั้ง 9 ชิ้น จาก 20 ชิ้น ที่เหลือ คาดว่าทราบผลในสัปดาห์นี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง เปิดหลักฐาน ผลตรวจ DNA กระดูกที่พบในแก่งกระจาน

"ชัยวัฒน์" ขอชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร


มีรายงานจากดีเอสไอ ว่า นายชัยวัฒน์ ประสานขอชี้แจงคดีเป็นลายลักษณ์อักษร โดยจะส่งเอกสารในช่วงสิ้นเดือนนี้ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนกำลังพิจารณาว่าจะอนุญาต หรือไม่ เนื่องจากนายชัยวัฒน์ ปฏิเสธที่จะให้การในชั้นสอบสวน วันที่เดินทางมอบตัวกับดีเอสไอ อีกทั้งหลังจากนายชัยวัฒน์ ได้รับการประกันตัว ยังไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงประเด็นเกี่ยวข้องกับทางคดี

ซึ่งพ.ต.อ.ไพสิฐ สั่งการให้พนักงานสอบสวน ถอดเทปคำให้สัมภาษณ์ ว่าจะเข้าข่าย ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานทางคดี หรือไม่ รวมทั้งเป็นอุปสรรคในการสอบสวนตามกฎหมาย ซึ่งหากเข้าข่าย อาจนำถ้อยคำดังกล่าวยื่น คำร้องต่อศาลเพื่อพิจารณาให้เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวได้ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ดีเอสไอ" ชี้ชัด "บิลลี่" ตาย - หลักฐานถูกเผา

ภาพชุด ดีเอสไอแถลงพบหลักฐานสำคัญยืนยัน "บิลลี่" ตายแล้ว

"ดีเอสไอ" ฮึ่มถอนประกันคดี "บิลลี่" ถ้าพบขู่พยาน

"กระดูกบิลลี่" กู้ศรัทธา "ดีเอสไอ"

 

 


ปส.ยึดไอซ์ในท่อเหล็ก 176 กก.ซ่อนใต้เครื่องออกกำลังกายส่งญี่ปุ่น

Thu, 14 Nov 2019 13:57:00

วันนี้ (14 พ.ย. 2562) ที่โกดังเก็บสินค้าแห่งหนึ่งย่านเขตประเวศ กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เข้าไปตรวจค้นหลังสืบสวนพบว่าเป็นที่เก็บพักสินค้าที่รอการส่งไปต่างประเทศ และมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ โดยโกดังแห่งนี้เป็นบริษัทที่รับจ้างบรรจุและรับฝากสินค้าเพื่อเตรียมนำส่งไปตามประเทศที่ลูกค้าต้องการ

ก่อนเข้าตรวจค้นตำรวจได้ควบคุมตัวนายปิยะนันท์ พงศ์เศรษฐ์ศิริ อายุ 44 ปี ได้เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 พ.ย.62 หลังจากพบข้อมูลว่าเป็นผู้ฝากส่งสินค้าเป็นกล่องไม้ขนาดใหญ่จำนวน 2 ลัง ไปยังเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผ่านทางบริษัทรับฝากส่งพัสดุภัณฑ์ไปต่างประเทศ โดยใช้ช่องทางท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 62 และเป็นสิ่งของต้องสงสัยเนื่องจากมีน้ำหนักมากผิดปกติ

ตำรวจเปิดลังไม้ที่บรรจุเครื่องออกกำลังกายอยู่ภายใน

ตำรวจเปิดลังไม้ที่บรรจุเครื่องออกกำลังกายอยู่ภายใน

เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดตรวจสอบพบว่าภายในลังไม้เป็นเครื่องออกกำลังกายประเภทลู่วิ่ง บรรจุอยู่ในลังกระดาษอีกชั้นหนึ่งแต่ภายใต้เครื่องที่สายพานวิ่ง พบเป็นท่อนเหล็กขนาดประมาณ 1 เมตร จำนวน 3 ท่อน ปิดหัวปิดท้ายไม่เห็นสิ่งของภายใน เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องตัดเหล็กตัดออกและพบถุงที่บรรจุไอซ์ถุงละ 1 กิโกกรัม จำนวนท่อนละ 6 ถุง รวมภายในเหล็กมีไอซ์ท่อนละ 6 กิโลกรัม รวมทั้ง 2 ลังมีไอซ์ 36 กิโลกรัม จึงยึดไว้ตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตัดเหล็กตรวจสอบของกลางในท่อเหล็ก

เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตัดเหล็กตรวจสอบของกลางในท่อเหล็ก

ไอซ์ที่พบในท่อเหล็ก 3 ท่อ รวม 18 กก.

ไอซ์ที่พบในท่อเหล็ก 3 ท่อ รวม 18 กก.

จากนั้นวันนี้ พนักงานสอบสวนจึงนำหลักฐานขอศาลอาญาออกหมายจับนายปิยะนันท์ ในข้อหา พยายามส่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ไอซ์) ออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และคุมตัวมาตรวจค้นที่โกงดังที่มีสินค้าเตรียมรอส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นอีกจำนวนมาก เมื่อมาตรวจสอบพบลังไม้ในลักษณะเดียวกับที่พบเจอที่สนามบินอีก 10 ลัง และซุกซ่อนไอซ์ในลักษณะเดียวกันทั้งหมด รวมน้ำหนักของกลางที่พบอีก 140 กิโลกรัม 

เครื่องออกกำลังกายที่ซ่อนไอซ์ไว้ใต้เครื่องเตรียมนำส่งไปญี่ปุ่น

เครื่องออกกำลังกายที่ซ่อนไอซ์ไว้ใต้เครื่องเตรียมนำส่งไปญี่ปุ่น

กล่องกระดาษที่ใช้บรรจุเครื่องออกกำลังกาย

กล่องกระดาษที่ใช้บรรจุเครื่องออกกำลังกาย

พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผบช.ปส. เปิดเผยว่า หลังจากได้รับการประสานงานมาจากประเทศญี่ปุ่นว่ามียาเสพติดโดยเฉพาะไอซ์แพร่ระบาดเข้าไปจำนวนมาก โดยพบว่าต้นทางมาจากประเทศไทยจึงสั่งการให้สืบสวนเส้นทางของเครือข่ายนี้จนพบว่ามีกลุ่มขบวนการที่ลำเลียงไอซ์มาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทางชายแดนภาคเหนือ จากนั้นก็จะมีกลุ่มที่นำยาเสพติดมาบรรจุภัณฑ์ในสินค้าต่างๆ เพื่อที่จะส่งออกไปต่างประเทศ

ผช.ผบ.ตร. และผบช.ปส.แถลงข่าว

ผช.ผบ.ตร. และผบช.ปส.แถลงข่าว

โดยเฉพาะช่องทางผ่านทางบริษัทขนส่งทั้งทางเครื่องบินและทางเรือ แม้ว่าจะเป็นการตรวจสอบที่ยากแต่เจ้าหน้าที่ก็พยายามแกะรอยจนพบเส้นทาง และได้ประสานงานกับศุลกากร รวมทั้งบริษัทที่รับจ้างขนส่งสินค้าทั้งในไทยและระหว่างประเทศ ให้ช่วยกันตรวจสอบสินค้าที่ส่งออกว่าต้องสงสัยหรือไม่ โดยเฉพาะน้ำหนักและคุณภาพสินค้าที่ส่งออกมีความจำเป็นหรือต้องการของประเทศปลายทางหรือไม่

ขณะที่ผู้ต้องหาอ้างไม่รู้ว่าภายในลังทั้งหมดนี้มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ ซึ่งตำรวจพบว่าผู้ต้องหาคนนี้ทำหน้าที่ประสานงานจากเจ้าของยาเสพติด โดยการนำยาเสพติดบรรจุใส่ท่อเหล็ก และนำมาบรรจุใส่สินค้าชนิดอื่นๆ ก่อนที่จะนำส่งไปประเทศต่างๆ ตามคำสั่งของเจ้าของยาเสพติด เบื้องต้นพบว่าทำมาแล้วหลายครั้งและมีข้อมูลว่าเคยส่งยาเสพติดไปที่ประเทศออสเตรเลีย

สำหรับการส่งสินค้าในครั้งนี้ ชุดสืบสวนพบว่าค่าใช้จ่ายในการส่งผ่านเครื่องบินไปยังญี่ปุ่น ต้องผ่านพิธีการศุลการกรทั้งการเสียภาษี ราคาตามน้ำหนักสิ่งของ และอบไม้เพื่อป้องกันราและปลวก รวมทั้งค่าดำเนินการต่างๆ ประมาณลังละ 100,000 บาท แต่สินค้าภายในลังที่นำส่งราคาถูกกว่าค่าส่ง อีกทั้งสินค้าที่จะนำส่งก็ไม่ได้คุณภาพและไม่ได้เป็นที่ต้องการของประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นเหตุต้องสงสัยให้ตรวจสอบสินค้า และหากยาเสพติดถูกส่งไปถึงประเทศญี่ปุ่นมูลค่าจะทวีคูณขึ้น 10-20 เท่า ซึ่งไอซ์ทั้งหมดนี้หากส่งไปได้มูลค่าจะสูงกกว่า 880 ล้านบาท

รายงานสด..ตำรวจปส.จับผู้ต้องหาเตรียมส่งออกไอซ์ 176 กก.ไปญี่ปุ่น


จำคุก "โก้" 37 ปี 4 เดือน คดีฆาตกรรมนักธุรกิจสาว

Thu, 14 Nov 2019 12:30:00

วันนี้ (14 พ.ย.2562) ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาคดีที่นายอัศยา ชัยภา หรือโก้ อายุ 34 ปี ใช้ไม้เบสบอลทำร้าย น.ส.ธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ อายุ 39 ปี นักธุรกิจสาวด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นแฟนสาว จนเสียชีวิตภายในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งย่าน ซอยประดิษฐ์มนูธรรม 19 ก่อนจะลักทรัพย์ผู้ตาย เป็นรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องประดับ บัตรเดบิต ฯลฯ มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท หลบหนีไปประเทศกัมพูชา

ทั้งนี้ ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกตลอดชีวิต, ลักทรัพย์ จำคุก 3 ปี และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน แต่การนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลย ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 33 ปี 4 เดือน, ลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลย 37 ปี 4 เดือน พร้อมริบของกลาง

ด้านนายอำนวย วิชัยโชติ บิดาของผู้ตายในฐานะโจทก์ร่วม ซึ่งมาร่วมฟังคำพิพากษา กล่าวว่า พอใจในคำพิพากษาระดับหนึ่ง แต่อยากให้จำเลยรับโทษหนักกว่านี้ จึงอยากจะอุทธรณ์คดีต่อไป และไม่ให้อภัยจำเลย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฝากขัง "โก้" ฆาตกรรมนักธุรกิจสาว ค้านประกันตัว

รวบ "โก้" ผู้ต้องหาคดีฆ่านักธุรกิจสาว นำตัวทำแผนฯวันนี้ 

"โก้" หนีซุกกัมพูชา ตร.ขีดเส้น 7 วันจับตัว


คุมตัวสอบอีก 5 คน ต้องสงสัยโจมตี ชรบ.ลำพะยา

Thu, 14 Nov 2019 11:29:00

วันนี้ (14 พ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง สนธิกำลัง ตำรวจและทหาร ขึ้นเทือกเขานางจันทร์ ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา เขตรอยต่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อติดตามตามผู้ก่อเหตุยิงจุดตรวจเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองหมู่บ้าน (ชรบ.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 คน และบาดเจ็บ 5 คน 

ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า เชื่อว่ายังมีผู้ก่อเหตุบางส่วนซ่อนตัวบนเทือกเขา เนื่องจากหลบหนีการติดตาม โดยเจ้าหน้าที่จะเดินลาดตระเวณเพื่อสแกนพื้นที่เทือกเขาทุกตารางนิ้ว โดยเริ่มภาระกิจ ตั้งแต่ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. และเสร็จสิ้นภาระกิจในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ระหว่างนี้ขอความร่วมมือประชาชนให้หลีกเลี่ยงขึ้นเทือกนางจันทร์ชั่วคราว เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่

มีข้อมูลว่า เช้ามืดที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงสนธิกำลังปิดล้อมพื้นที่ต้องสงสัย 9 จุด ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.กรงปินัง อ.บันนังสตา และอ.เมืองยะลา การปิดล้อมและได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 5 คน มาทำการสอบสวน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แม่ทัพภาค 4 สั่งปรับแผน ชรบ.ไม่ให้เป็นเป้านิ่ง

โฆษก ทภ.4 ชี้หลักฐานโยงตระกูล “หลำโซะ” เหตุยิงถล่ม ชรบ.ยะลา

 เกิดเหตุยิงถล่มป้อม ชรบ.ยะลา มีรายงานผู้เสียชีวิต 14 คน

 

 


เปิดคลิป "อดีตนายพล" ขับฟอร์จูนเนอร์เบียด จยย.

Thu, 14 Nov 2019 06:21:00

วันนี้ (14 พ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีชายวัย 76 ปี ซึ่งเป็นอดีตนายทหารยศ พล.ต.ขับรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ชนรถจัดรยานยนต์หลายคันเมื่อวานนี้ (13 พ.ย.) เมื่อย้อนกลับไปดูคลิปเหตุการณ์ที่มีผู้โฟสต์ข้อความ พบว่ามีผู้เข้าชมจำนวนมาก สื่อสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับวีดิโอที่มียอดรับชมถึง 1,999,285 ครั้ง โดยเฟซบุ๊ก Warayoot Pinjai ได้เผยแพร่วีดิโอความยาว 2.08 นาที ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์นับสิบคัน กำลังไล่ตามรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีบรอนซ์ ที่ขับเบียดรถจักรยานยนต์คันหนึ่ง บริเวณเกาะกลางถนน แล้วขับต่อไป โดยหลังจากไล่ตามกว่า 1 นาที รถคันดังกล่าวกลับขับชนรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่จอดขวาง เพื่อที่จะให้คนขับลงไปดูผู้เสียหายคนแรก แล้วขับต่อไป

 

หลังจากนั้น เฟซบุ๊ก ได้หมดถ้าสดชื่น ระวังจะลื่นถ้าสดจัด ก็ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอต่อจากคลิปแรก เป็นภาพด้านหน้าขณะที่รถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ชนรถจักรยานยนต์ของพลเมืองดี พร้อมกับถอยหลังแล้วเร่งเครื่องยนต์ขับต่อไป พร้อมกับลากกล่องใส่ของของพลเมืองดีที่เป็นพนักงานส่งของไปด้วย พลเมืองดีคนอื่นๆ จึงไล่ตามไปอย่างต่อเนื่อง โดยขับไปได้ไม่ไกล พลเมืองดีก็ขับตามไปได้และเรียกให้ลงมาพูดคุยที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (เอกมัย)

 

ขณะที่ เฟซบุ๊ก Lookmai Chanakarn ก็ได้เผยแพร่คลิปวีดิโอ พร้อมเล่าเหตุการณ์ว่า เป็นผู้เสียหายคนแรกที่ถูกเบียด โดยระบุว่า ขณะนั้น รถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์คันดังกล่าวได้ขับเปลี่ยนเลนไปมา แบบไม่เปิดไฟเลี้ยว และเบียดรถจักรยานยนต์เข้ากับเกาะกลาง หลังจากลงจากรถจักรยานยนต์ ก็ได้เรียกให้คนขับรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ลงจากรถ แต่คนขับกลับขับหนีไป มอเตอร์ไซค์หลายสิบคันช่วยกันขับตาม พร้อมบีบแตรลากยาว 

พอคันต้นเหตุรถติด เลยมีพี่คนหนึ่งจอดขวางไว้ให้ แล้วก็เรียกให้เขาลงจากรถ เขาก็ไม่ยอมลง แล้วก็ชนทับมอเตอร์ไซค์ที่จอดขวางไปเลย ตอนจะชนนี่กระโดดหลบกันเลย

 

 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตำรวจยังไม่แจ้งข้อหา "อดีตนายพล" ชน จยย.อ้างกลัวถูกรุมทำร้าย

 

 

 

 


ตำรวจยังไม่แจ้งข้อหา "อดีตนายพล" ชน จยย.อ้างกลัวถูกรุมทำร้าย

Wed, 13 Nov 2019 23:35:00

วันนี้ (13 พ.ย.2562) ที่ สน.คลองตัน นายวรายุธ ปิ่นใจ ผู้เสียหายจากเหตุชายอายุ 76 ปี มียศพลตรี เป็นอดีตทหาร ขับขี่รถยนต์โตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ชนแล้วหนี เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน โดยที่ชายคู่กรณีก็เข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยเช่นกัน โดยพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาคนขับรถฟอร์จูนเนอร์ ซึ่งยังต้องตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นและสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายปาก แต่เบื้องต้นพฤติการณ์ เข้าข่ายความผิดฐานขับขี่รถโดยประมาทและความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์  

ขณะที่นายวรายุธ ระบุว่า เริ่มแรกยังไม่ใช่คู่กรณี แต่เป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ ซึ่งเหตุเกิดช่วงหน้าซอยสุขุมวิท 50 โดยรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ ขับเบียดรถจักรยานยนต์คันหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ถูกเบียดก็ได้เคาะกระจกรถเพื่อจะพูดคุย แต่คนขับรถฟอร์จูนเนอร์ไม่จอดรถ ทำให้ตัวเองและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ อีกประมาณ 3-4 คัน ที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันขับขี่ตามรถยนต์คันก่อเหตุ เพื่อให้หยุดรถลงมาเจรจากับคู่กรณี 

กระทั่งไปถึงช่วงแยกไฟจราจร ที่รถไฟฟ้าสถานีพระโขนง จึงตัดสินใจจอดรถจักรยานยนต์ขวางด้านหน้ารถยนต์ไว้ เพราะคิดว่าจะทำให้คนขับฟอร์จูนเนอร์ยอมหยุดรถ  ปรากฏว่า ถูกคนขับรถฟอร์จูนเนอร์ขับชนแล้วหนีไปอีก แล้วยังเฉี่ยวรถจักรยานยนต์คันอื่นๆ ล้มอีกด้วย แต่ก็ยังมีผู้ช่วยติดตามต่อ จนถึงป้อมตำรวจจราจร หน้าสถานีขนส่งเอกมัย แล้วเข้าขอความช่วยเหลือตำรวจให้ควบคุมสัญญาณไฟจราจร เพื่อหยุดรถคันดังกล่าว 


ภายหลังที่หยุดรถได้ ต่างฝ่ายก็เดินทางไปที่ สน.คลองตัน รวมถึงผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ถูกเฉี่ยวชน รวม 3 คน แต่มี 2 คน ไม่ติดใจเอาความเนื่องจากไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน มีเพียงรถจักรยานยนต์ของนายวรายุธ ที่เสียหายจากการถูกชน ส่วนรถฟอร์จูนเนอร์ ก็ได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน  ซึ่งคนขับรถฟอร์จูนเนอร์ ยังยืนยันว่า เหตุที่ไม่จอดรถเพราะตกใจกลัวเนื่องจากมีคนขับรถมาล้อมไว้หลายคัน 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดคลิป "อดีตนายพล" ขับรถเบียด จยย.พลเมืองดีช่วยตาม แต่ถูกชนเพิ่ม

 

 


จับผู้ต้องหาลอบขนยาเสพติด ยึดไอซ์ได้ 1 ตัน

Wed, 13 Nov 2019 22:56:00

วันนี้(13 พ.ย.62 ) ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.ท.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงผลปฏิบัติการปราบรามยาเสพติด รวม 3 คดี จับผู้ต้องหาได้รวม 7 คน

พล.ต.ท.วิสนุ กล่าวว่า คดีสำคัญคือตำรวจติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติด ที่มีภูมิลำเนาในพะเยา กระทั่งพบความเคลื่อนไหวลักลอบขนยาเสพติดสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตำรวจติดตามความเคลื่อนไหวจนถึงพื้นที่ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร จึงเข้าสกัดตรวจรถกระบะ ต้องสงสัย 2 คัน พร้อมจับผู้ต้องหาได้ 3 คน เป็นชายไทย 2 คน และมีชาวเมียนมาอีก 1 คน ร่วมกันลักลอบซุกซ่อนไอซ์ไว้ที่ท้ายรถกระบะและขนลำเลียง เตรียมส่งให้เครือข่ายผ็ค้ายาเสพติดในบางปะอิน ผลกาตรวจค้นพบไอซ์ น้ำหนักรวม 1,000 กิโลกรัม

ส่วนอีกคดี จับผู้ต้องหาได้ 4 คน พร้อมยึดของกลางเป็นยาบ้า 40,000 เม็ด ไอซ์ 2 กรัม กัญชา 1 กิโลกรัม คดีนี้เป็นการขยายผลติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องหาคดียาเพสติดที่พ้นโทษหรืออยู่ระหว่างดำเนินคดี แล้วมีพฤติการณ์ต้องสงสัยทั้งการเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหรือเฝ้าระวังปัญหายาเพสติดตามแนวชายแดนและการใช้จ่าย


นอกจากนนี้ยังมีคดีตรวจยึดไอซ์ ได้จากกล่องพัสดุไปรษณีย์ ที่เตรียมส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่พบพิรุธและตรวจสอบภายใน พบเป็นนาฬิกาที่มีการดัดแปลง ซุกซ่อนไอซ์ไว้ภายใน มีน้ำหนัก 8 กิโลกรัม ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวผู้ส่งกล่องพัสดุดังกล่าว


จับผู้ต้องหาค้ายาชาวเมียนมาส่งไอซ์ 80 กก. ให้เครือข่ายในลำลูกกา

Wed, 13 Nov 2019 18:47:00

วันนี้(13 พ.ย.62) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พร้อมด้วย ตำรวจชุดสืบสวน บก.สปพ. หรือ ตร. 191 แถลงผลจับนายเมือง เมืองโซ,นางโอ มาร์ ซาน ชาวเมียนมาและนายศักดิ์ชัย เผือกอุดม พร้อมของกลาง ไอซ์ 80 กิโลกรัม ซึ่งแบ่งบรรจุในถุงข้าวโอ้ต 80 ถุง น้ำหนักถึงละ 1 กิโลกรัม เพื่อพรางตาเจ้าหน้าที่ และยึดโทรศัพท์มือถือได้อีก 6 เครื่อง / รถยนต์ อีก 2 คัน

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ เปิดเผยว่า ตำรวจทำงานร่วมกันติดตามการข่าวจนรู้ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายนี้ โดยผู้ต้องหาชาวเมียนมา 2 คน ลำเลียงยาเสพติด ออกจาก แม่สอด จังหวัดตาก ใช้เส้นทางถนนสายเอเชีย มุ่งหน้าสู่ภาคกลาง เพื่อนำยาเพสติดส่งให้นายศักดิ์ชัย ผู้ต้องหาชาวไทย โดยตำรวจวางแผนติดตามและสกัดจับได้ที่บริเวณลานจอดรถวัดแจ้งลำหิน ถนนลำลูกกา จังหวัด ปทุมธานี โดยผู้ต้องหากลุ่มนี้ จัดเป็นขบวนการลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่จากภาคเหนือ ส่งลงมาจำหน่ายให้กับเครือข่ายที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง
จากสอบสวนนางโอ มาร์ ซาน ให้การรับสารภาพอ้าง ว่า ยาเสพติดทั้งหมดเป็นของนางเตียวมา ชาวไทยใหญ่ ซึ่งว่าจ้างให้ขนส่งยาเสพติด มาส่งลูกค้าพื้นที่ ลำลูกกา โดยรับจ้างขนมาแล้วประมาณ 5-6 ครั้ง 


ตำรวจตรวจสอบประวัติพบว่า นางโอ มาร์ ซาน มีกิจการร้านขายของชำ ในฝั่งประเทศเมียนมา ส่วนนายเมือง เมืองโซ ไม่มีอาชีพ หรืองานประจำ แต่ทั้งคู่ นิยมเล่นการพนันในคาสิโน ของประเทศเมียนมา ขณะที่นายศักดิ์ชัย ผู้ต้องหาชาวไทย ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ชนและพนันไก่ชน รวมถึงเป็นผู้ค้ายาเสพ ทั้งยังเคยต้องโทษคดียาเสพติดมาก่อนแล้ว  สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย


"ดีเอสไอ" ฮึ่มถอนประกันคดี "บิลลี่" ถ้าพบขู่พยาน

Wed, 13 Nov 2019 18:02:00

วันนี้ (13 พ.ย.2562) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) กล่าวว่า ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ยกเลิกการไปทำพิธีสาบานที่สะพานแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จุดที่พบกระดูกของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ หลังทีมกฎหมาย ทนายความเกรงว่า จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน จนทำให้ศาลพิจารณาถอนประกันตัว แต่จะมีการเปลี่ยนไปจุดอื่นที่ไม่กระทบหลักฐานหรือไม่ ขอเวลาปรึกษาทีมกฎหมายอีกครั้ง

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมสรุปสำสวนสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ กับพวกตามขั้นตอน คาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ขณะนี้ยังพอมีเวลาก็จะทยอยเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน ไม่อยากให้มีช่องว่างช่องโหว่

ชี้ถ้าพบข่มขู่พยานถูกถอนประกันตัวได้ 

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ภรรยาของบิลลี่ กังวลว่าจะถูกคุกคามหรือไม่ปลอดภัยจากกลุ่มผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันตัว สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้พิจารณาการถอนประกันตัวได้ เพราะเงื่อนไขในการให้ประกันตัว ผู้ต้องหาจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือข่มขู่พยาน เป็นหลักเกณฑ์ปกติในทุกคดี

ส่วนกรณีนายชัยวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลาในการดำเนินคคี 6 เดือน ดูเหมือนเร่งรัดมากเกินไป อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ไม่อยากจะไปโต้แย้งอะไร ดีเอสไอ มีหน้าที่เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทำตามขั้นตอน ไม่ได้เร่งรีบ มีกรอบระยะเวลาในการทำคดี ทุกอย่างว่ากันตามพยานหลักฐาน  

จะพูดจะให้สัมภาษณ์อะไรก็กระทำได้ เป็นสิทธิของนายชัยวัฒน์ ยิ่งพูดยิ่งดี ดีเอสไอเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

"วราวุธ" ชี้ยังไม่สั่งพักงาน "ชัยวัฒน์" 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ระบุกรณีที่ถูกตั้งคำถามว่าจะมีการจะสั่งพักงาน นายชัยวัฒน์ หรือไม่ว่า ทส.ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ โดยเรื่องคดีความ เพราะนายชัยวัฒน์ ยังมีตำแหน่งอยู่ที่จ.อุบลราชธานี ดังนั้นยังปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตัดสินว่ามีความผิดอย่างไร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ชัยวัฒน์" ยันไม่ได้ฆ่าบิลลี่ ท้าสาบานที่แก่งกระจาน 16 พ.ย.นี้

ขอศาลฝากขัง "ชัยวัฒน์-พวกอีก 3 คน" ค้านประกันตัว

"ดีเอสไอ" ลั่นไม่กลั่นแกล้ง "ชัยวัฒน์" โยงหลักฐานไม่ปล่อยบิลลี่

 

 

 

 

 


"ชัยวัฒน์" ยันไม่ได้ฆ่าบิลลี่ ท้าสาบานที่แก่งกระจาน 16 พ.ย.นี้

Wed, 13 Nov 2019 10:04:00

วันนี้ (13 พ.ย.2562) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยภายหลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในคดีที่ถูกพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ แจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาอื่นรวม 6 ข้อหา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำกลุ่มกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึกบางกลอย

นายชัยวัฒน์ ขอบคุณศาลที่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตามหลักทรัพย์ที่ยื่นไปเป็นเงินสด 800,000 บาท พร้อมยืนยันว่า ตัวเองและลูกน้องอีก 3 คน ไม่ได้ก่อเหตุและกระทำการตามข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอได้แจ้งไว้ ซึ่งในวันเกิดเหตุที่จับตัวนายบิลลี่ขณะที่กำลังนำน้ำผึ้งป่าไปขาย นายชัยวัฒน์ ยืนยันว่า ปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้ว และยังต่อว่านายบิลลี่ไปเพราะพยายามติดสินบนด้วยการให้น้ำผึ้งป่า 5 ขวด แทนคำขอบคุณที่ปล่อยตัว แต่ไม่ได้รับไว้ และเห็นว่าเหตุการณ์นี้มีขบวนการที่พยายามจะดำเนินคดีกับตัวเอง เพราะหลังจากนายบิลลี่หายตัวไป ก็มีซีดีชีวิตของนายบิลลี่ออกมาวางขาย

นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ ยังระบุว่า ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ทั้ง 4 คน จะเดินทางไปสาบานว่าไม่ได้กระทำความผิด ที่สะพานแขวน ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จุดที่พบถังน้ำมันและชิ้นส่วนกระดูก และเปิดให้คนส่งข้อความที่ต้องการให้สาบานมาให้ได้ พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมีการสร้างหลักฐานขึ้นมา โดยมีกลุ่มคนมีสีอยู่เบื้องหลังเพื่อต้องการให้ออกจากข้าราชการที่ปกป้องผืนป่าอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยืนยันว่าหลังจากนี้ก็จะทำหน้าที่แบบนี้ต่อไป โดยที่จะเปิดโปงขบวนการเบื้องหลังที่กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกคุกคาม

ส่วนการสอบปากคำพยานในคดี ก็เห็นว่าไม่ได้กลับคำให้การ แต่เป็นการเค้นสอบเป็นเวลานานจนทำให้พยานจำเป็นต้องยอมบอกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และก็ไม่เชื่อมั่นการทำงานในคดีนี้ของดีเอสไออีกต่อไป

 


เปิดคำให้การ นศ.เห็นหรือไม่เห็น "บิลลี่"หายตัวในแก่งกระจาน

Tue, 12 Nov 2019 18:56:00

ไทยพีบีเอส ย้อนเหตุการณ์ และคำให้การของนักศึกษาฝึกงาน 2 คนในคดีการหายตัวของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจานในช่วงที่หายตัว 5 ปีก่อน กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบหลักฐานสำคัญ และยืนยันว่าเป็นการฆาตกรรม จนนำมาสู่การออกหมายจับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และพวกรวม 4 คน

จุดหนึ่งที่เป็นหลักฐานสำคัญของ ดีเอสไอ ก็คือ คำให้การของนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ที่ยืนยันในการสอบสวนครั้งสุดท้ายว่า เขาไม่เห็นบิลลี่ และอ้างว่าสิ่งที่เคยให้การว่าเห็นบิลลี่ในช่วงแรกๆ เพราะนายชัยวัฒน์ ได้ลำดับเหตุการณ์ให้ฟัง และพาไปชี้จุดก่อน ทั้งนี้จากการอ่านคำให้การของนักศึกษาฝึกงานทั้งหมด และพบจุดเปลี่ยนสำคัญ ดังนี้

1.ก่อนอื่นทำความเข้าใจกับผู้ต้องหากลุ่มนี้ก่อน วันเกิดเหตุ 17 เม.ย.2557 นายชัยวัฒน์ ให้บิลลี่ขึ้นรถกระบะของเขา และนำมอเตอร์ไซค์ขึ้นด้านหลัง

2.คนขับรถกระบะคันนี้คือ นายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ

3.นายชัยวัฒน์ นั่งหน้าด้านข้างคนขับ

4.เบาะหลังด้านหลังคนขับคือ นายบุญแทน บุษราคัม

5.เบาะหลังอีกฝั่งหนึ่งก็คือ บิลลี่  

 

6.ด้านหลังกระบะมีลูกน้องของนายชัยวัฒน์ นั่งประคองมอเตอร์ไซค์เอาไว้ชื่อนายไพฑูรย์ แช่มเทศ หรือปัจจุบัน ชื่อนายธนเสฏฐ์ แช่มเทศ  ซึ่งเป็นรถคันที่ควบคุมตัวบิลลี่

7.แต่มีรถอีกคันนึงขับตามมาห่างกันไม่นาน พยานที่อยู่ในรถคันนี้ คือจุดสำคัญที่จะชี้ว่า เห็นหรือไม่เห็น รถของนายชัยวัฒน์ ปล่อยบิลลี่

8.รถคันนี้มีคนขับชื่อ นายเกษม ลือฤทธิ์ หัวหน้าด่านเขามะเร็ว จุดที่บิลลี่ถูกจับ เขากำลังจะขับไปส่งนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ซึ่งเขามามากับนายชัยวัฒน์

9.มีคนนั่งด้านข้างคนขับ ชื่อ นายอนุพงษ์ สะอาดจิตร์ เป็นเจ้าหน้าที่อีกคน

10 และเบาะหลังรถกระบะคันนี้มีนักศึกษาฝึกงานผู้หญิงหนึ่งคน

ข้อสังเกตคำให้การที่ไม่ตรงกัน 

11.อีกด้านหนึ่งเป็นนักศึกษาฝึกงานชาย ทั้งนักศึกษาหญิง และชายถูกสอบปากคำในฐานะพยานหลายครั้ง พูดไม่เหมือนกัน 

12.การให้การวันที่ 22 เม.ย.2557 หรือประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุ 17 เม.ย.2557 ที่ สภ.แก่งกระจาน นักศึกษาฝึกงานชายบอกว่า ขณะนั้นฝนตกหนัก มองเห็นชัดในระยะ 5 เมตรได้สังเกตชายรูปร่างคล้ายนายพอละจี ขี่จักรยานยนต์ ตรงไหล่ทาง ความเร็วต่ำ แล่นไปในทิศทางเดียวกันแล้วรถยนต์ของเขาก็ขับแซงไป เขามั่นใจว่าชายที่ขี่จักรยานยนต์คือ นายพอละจี เพราะสังเกตจากการแต่งกายจักรยานยนต์ กระเป๋าเป้ และกระสอบถุงปุ๋ย

13.นักศึกษาฝึกงานให้การอีกครั้งวันที่ 6 พ.ค. 2557 ที่ สภ.แก่งกระจาน ครั้งนี้ เขาขอแก้ไข้เพิ่มเติมว่า ไม่มั่นใจว่าชายที่ขี่จักรยานยนต์ตรงไหล่ทางด้านซ้ายเป็นนายพอละจี เพราะเพิ่งเห็นนายพอละจีครั้งแรก แต่เชื่อว่าแต่งกายคล้ายกัน จึงเข้าใจว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นนายพอละจี เพราะไม่เห็นหน้า ประกอบกับฝนตกหนัก

14.ในการให้การวันเดียวกัน เมื่อพนักงานสอบสวนนำรูปของบิลลี่ให้นักศึกษาฝึกงานดู เขาบอกว่า เขายืนยันภาพถ่ายที่ให้ดูเป็นบุคคลที่พบเห็นที่ด่านเขามะเร็ว คือนายพอละจี โดยพบครั้งแรกในชีวิต แต่ไม่ยืนยันว่าชายที่ขี่จักรยานยนต์คือนายพอละจี เนื่องจากไม่เห็นหน้า ไม่สนใจหันไปดูเพียงแต่มองผ่านๆ

15.จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การให้การวันที่ 20 ส.ค. 2557 ที่ สภ.คูคต จังหวัดปทุมธานี ลองสังเกตว่า นี่เป็นการให้การนอกพื้นที่ครั้งแรก นักศึกษาฝึกงานชายบอกว่า เขาไม่ยืนยันว่าเป็นเส้นทางเดินรถเดียวกับรถยนต์ของนายชัยวัฒน์หรือไม่ และบอกว่าไม่เห็นรถยนต์หรือจักรยานยนต์คันใดทั้งทางที่วิ่งสวนและไปในทางเดียวกัน

16.พนักงานสอบสวนถามต่อว่า ทำไมก่อนหน้านี้ เขาถึงให้การไปในทิศทางที่ยืนยันว่าเห็นบิลลี่ นักศึกษาฝึกงานตอบว่าหลังจากเกิดเหตุนายชัยวัฒน์ กับพวกได้ลำดับเหตุการณ์ให้เขาฟัง และพาไปชี้จุดที่อ้างว่าพบนายพอละจี จึงเกิดอาการคล้อยตาม ประกอบกับในช่วงนั้นฝึกงานอยู่ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ดูแลอย่างดีจึงเกิดความเกรงใจแต่เมื่อได้ปรึกษากับ บิดา อาจารย์ แล้ว บิดาและอาจารย์ให้คำแนะนำให้เขาให้การด้วยความสัตย์จริง

เปิดคำให้การนักศึกษาฝึกงานยืนยันไม่เห็น "บิลลี่"

นักศึกษาฝึกงานชาย บอกว่า วันที่ 21 เม.ย.2557 เขาต้องร่างลำดับเหตุการณ์ให้นายชัยวัฒน์ดูที่ร้านกาแฟ นายชัยวัฒน์ใช้ดินสอปรับแก้ในกระดาษ ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ นำไปพิมพ์มาให้ลงชื่อในเอกสาร

จุดนี้สอดคล้องกับคำให้การของนักศึกษาฝึกงานหญิงที่บอกว่า หลังเกิดเหตุนายชัยวัฒน์กับพวก ได้เข้ามาลำดับเหตุการณ์ต่างให้ฟัง ทั้งที่เขาไม่ได้เห็นเหตุการณ์มาก่อน และนักศึกษาหญิงบอกว่า มีเจ้าหน้า ที่อุทยานฯ คนหนึ่ง มาพูดว่า ให้การไปตามนั้นเรื่องจะได้จบและไม่ต้องไปศาลอีก จะได้กลับไปเรียน

ผ่านมา 4 ปี ดีเอสไอ เรียกสอบพยานอีกครั้งหนึ่ง วันที่ 9 ส.ค.2561 ดีเอสไอ เอาคำให้การที่นักศึกษาเคยให้ไว้มาถามว่ายืนยันคำให้การไหน ปรากฎว่า นักศึกษาชายยังคงยืนยันคำให้การของวันที่ 20 ส.ค.ที่บอกว่า ไม่ยืนยันว่ารถของเขาใช้เส้นทางเดียวกับรถของชัยวัฒน์หรือไม่ และบอกว่าไม่เห็นจักรยานยนต์คันใด

โดยสรุปคือ นักศึกษาฝึกงาน ไม่เห็นเหตุการณ์ที่นายชัยวัฒน์ อ้างว่า ปล่อยตัวบิลลี่ แล้ว การให้การช่วงแรก เกิดจากการที่นายชัยวัฒน์บอกให้นักศึกษาพูดไปแบบนั้น 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลให้ประกัน "ชัยวัฒน์-พวก" หลักทรัพย์คนละ 8 แสนบาท

ไม่เครียด! "ชัยวัฒน์" โผล่กาญจนบุรี รับนโยบาย "ประวิตร"

ย้อน 5 ปีคดี "บิลลี่" ถึงวันที่ "ชัยวัฒน์" มอบตัว