ตร.บุกจับ “พันธ์ยศ” คดีกักตุนกากอนามัย

Wed, 8 Apr 2020 18:55:00

วันนี้ (8 เม.ย.63) ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) นำหมายจับศาลอาญาตลิ่งชัน บุกเข้าจับกุมนายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านเพชรเกษม โดยศาลอาญาตลิ่งชันออกหมายจับในวันที่ 7 เม.ย.63 ระบุ ฐานความผิด จงใจทำให้ราคาต่ำเกินสมควรหรือสูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้า (หน้ากากอนามัย) อันมีความผิดมาตรา 29 และมีโทษตามมาตรา 41 พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งปริมาณสถานที่เก็บ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย แผนการผลิต กระบวนการผลิต และวิธีการจำหน่ายสินค้าหรือบริการควบคุมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีความผิดตามมาตรา 25 และมีโทษตามมาตรา 38 พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ภายหลังที่ตำรวจแสดงหมายจับเข้าควบคุมตัวแล้ว ได้สอบปากคำเบื้องต้น โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดต่อสื่อมวลชน 

ขณะที่ ในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร.จะเป็นผู้แถลงรายละเอียดการจับกุมและพฤติการณ์ทางคดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

สำหรับนายพันธ์ยศ ก่อนหน้านี้ช่วงต้นเดือน มี.ค. ถูกกล่าวอ้าง ว่า มีความเกี่ยวข้องกับการกักตุนหน้ากากอนามัยเพื่อค้ากำไร หลังจากที่สายตรวจของกรมการค้าภายใน ตรวจสอบพบการกักตุนหน้ากากอนามัยจำนวน 1,500 ชิ้น จึงเป็นที่มาของการออกหมายเรียก ในข้อหาไม่แจ้งปริมาณการเก็บสินค้าคงเหลือ


เปิด “ห้องมั่นคง” ส่งมอบยาเสพติดของกลาง

Wed, 8 Apr 2020 17:25:00

วันนี้ (8 เม.ย.2563) สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ส่งมอบยาเสพติดของกลางให้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อรอการเผาทำลายตามกฎหมาย โดยวิธีไพโรไลติก อินซิเนอเรชั่น (Pyrolytic Incineration) ที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 850 องศาเซลเซียส โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ

 

ในช่วงปีงบประมาณ 2562 ป.ป.ส.ได้ตรวจพิสูจน์ของกลางจำนวน 3,002 คดี 5,927 รายการ น้ำหนักรวมกว่า 56 ล้านกรัม แบ่งเป็นยาบ้ามากที่สุดกว่า 429 ล้านเม็ด คิดเป็นร้อยละ 65 รวมถึงยาอี ไอซ์ เคตามีน เฮโรอีน และอีกหลายรายการ

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยถึงขั้นตอนเมื่อจับกุมผู้กระทำความผิดได้ จะตรวจสอบจำนวน ปริมาณ และน้ำหนัก และนำยาเสพติดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน เพื่อบรรจุลงในภาชนะที่เรียบร้อย แข็งแรง ปิดฉลากและลงเลขคดี ลายมือชื่อชุดจับกุม พนักงานสอบสวน และผู้ต้องหา พร้อมทั้งจัดทำหนังสือนำส่งยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์

 

สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด ป.ป.ส. จะมีคณะกรรมการตรวจรับ ตรวจสภาพภาชนะบรรจุของกลาง ตรวจสภาพยาเสพติดต่อหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นผู้นำส่ง จัดทำบันทึกรายละเอียดคดี รายละเอียดของกลางทั้งหมด และร่วมกันลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้นจะบรรจุของกลางทั้งหมดลงในกระสอบ ปิดผนึก ส่งมอบให้คณะกรรมการกลาง เพื่อนำของกลางเก็บรักษาในห้องนิรภัยกลาง หรือที่เรียกว่า “ห้องมั่นคง” และเมื่อทำการตรวจพิสูจน์ แล้วเสร็จจะนำของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ ส่งไปเก็บรักษาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ก่อนนำไปเผาทำลายในวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก

 

ในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์นี้ ต้องมีพนักงานสอบสวนหรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้นำยาเสพติดของกลางทั้งหมดส่งสถานตรวจพิสูจน์ หลังจากนั้นจะตรวจสภาพภาชนะที่บรรจุยาเสพติดของกลาง ว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่ถูกแกะหรือทำลาย ตรวจสอบจำนวน ปริมาณ และน้ำหนัก ว่าตรงกับที่บันทึกไว้หรือไม่ ก่อนนำไปพิสูจน์ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ และดำเนินการเผาทำลายต่อไป

 


ผบช.ภ.1 ตั้งกรรมการสอบ หลังพบลักลอบเล่นการพนัน จ.นนทบุรี

Wed, 8 Apr 2020 16:50:00

วันนี้ ( 8 เม.ย.63) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่มีการจับกุมการลักลอบเล่นการพนันในเขตพื้นที่ จ.นนทบุรี ว่า ได้รับรายงานจาก พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) ว่า จะมีคำสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามระเบียบอย่างเด็ดขาดไม่มีละเว้น ไม่มีการให้ความช่วยเหลือ ว่ากันไปตามข้อเท็จจริงพยานหลักฐานที่ปรากฏ

 

รองโฆษก ตร.เพิ่มเติมว่า ผบ.ตร. ได้กำชับให้ทุกท้องที่ดำเนินการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง แต่ถึงแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นหน่วยร่วมปฏิบัติ ร่วมกับหน่วยงานอื่นในการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัส COVID -19 แต่ยังคงต้องป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

อีกทั้ง ผบ.ตร. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆ กระทำผิดกฎหมายในห้วงการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยให้ผู้บังคับบัญชาสอดส่องดูแลความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด ทั้งในเวลาราชการ และนอกราชการ ตามคำสั่ง ตร. ที่ 1212/2537 หากพบตำรวจนายใดมีพฤติกรรม เรียกรับผลประโยชน์ ประพฤติมิชอบ ทุจริตคอรัปชั่น จะดำเนินการตามกฏหมาย และระเบียบอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น


จับตาผู้สวมใส่กำไล EM ช่วงประกาศเคอร์ฟิว

Wed, 8 Apr 2020 13:48:00

วันนี้ (8 เม.ย.2563) นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศเคอร์ฟิว ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยห้ามบุคคลใดออกนอกเคหสถาน ระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น นั้น ส่วนควบคุมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของบุคคลผู้ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยศาล หรือที่เรียกว่า“ศูนย์EM” ขอเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ร่วมมือในการสอดส่องดูแลความสงบเรียบร้อยให้เป็นไปตามมาตรการของรัฐบาล โดยการจัดเวรผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ช่วงเวลากลางคืนทำการตรวจสอบผู้สวมใส่กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) โดยวิธีจับระดับความเร็วในการเคลื่อนไหวเกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในยานพาหนะ เพื่อลดการสัญจร สามารถตรวจสอบผู้ติดอุปกรณ์ EM ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย

 

พบบางคนออกไปงานเลี้ยงสังสรรค์ช่วงเคอร์ฟิว

ผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ขณะนี้มีผู้ติดอุปกรณ์ EM ทั่วประเทศ 2,815 คน ได้รับการรายงานว่ามีประมาณวันละ 20 - 40 คน ที่พบการเคลื่อนไหวเกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงเวลา 22.00-04.00 น. ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่โทรศัพท์สอบถามทุกคน ทราบว่าส่วนใหญ่อยู่ระหว่างเดินทางกลับจากงาน หรือทำงานด้านขนส่งสินค้า แต่พบบางคนไปงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร เช่น ไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ไปซื้อของ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตักเตือนให้ทราบว่าในเวลานี้เป็นช่วงคำสั่งห้ามออกนอกเคหสถาน โดยไม่ได้รับการยกเว้นและเหตุจำเป็นอื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

 

ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถูกติดกำไล EM แล้ว 6 คดี

นอกจากนี้ ได้มีการรายงานพฤติการณ์จำเลยไปยังศาล เพื่อทราบและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนกรณีที่ศาลมีคำสั่งห้ามผู้ติดอุปกรณ์ EM รายใดเป็นการเฉพาะ ออกนอกเคหสถานโดยจำกัดช่วงเวลาไว้แล้ว จะมีการแจ้งเตือนมายังศูนย์ EM ทันที โดยไม่ต้องใช้วิธีจับความเร็วในการเคลื่อนไหว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการส่งเสริมและให้ความร่วมมือตามแนวนโยบายรัฐบาล เพื่อป้องกัน สกัดกั้น และชะลอการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าศาลมีคำสั่งให้จำเลยติดอุปกรณ์ EM ในข้อหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จำนวน 6 คดี

 


4 วันจับผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มากกว่า 600 คน

Tue, 7 Apr 2020 15:39:00

วันนี้ (7 เม.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยข้อมูลสถิติผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั่วประเทศ ว่า นับจากวันที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 เม.ย.2563 และจากการรวบรวมสถิติผู้ฝ่าฝืนและถูกดำเนินคดีจนถึงวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าภาพรวมทั้งประเทศมีการฝ่าฝืนทั้งสิ้น 438 คดี และมีผู้ที่ถูกดำเนินคดี 623 คน

ส่วนคดีที่มีการฝ่าฝืนมากที่สุด คือ การออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลาเคอร์ฟิว หรือตั้งแต่เวลา 22.00 - 04.00 น. พบผู้กระทำผิด 190 คน ช่วงอายุของผู้ฝ่าฝืน ส่วนใหญ่พบผู้กระทำผิดมากที่สุดในช่วงอายุ 20-35 ปี รองลงมาคือช่วงอายุระหว่าง 35-55 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่กระทรวงสาธารณสุขให้ระมัดระวังการแพร่เชื้อ COVID-19 ขณะที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ชลบุรี และเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีสถิติคดีและผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นจำนวนมาก

 

สำหรับขั้นตอนการดำเนินคดี เนื่องจากเป็นกรณีบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พนักงานสอบสวนต้องสรุปสำนวน ส่งต่อพนักงานอัยการภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นคดีจะขึ้นสู่ศาลแขวง เนื่องจากเป็นคดีโทษไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ยังขอให้ประชาชนเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะเจ้าพนักงานจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและลงโทษสถานหนัก ด้วยการจำคุก หรือกักขังเท่านั้น ส่วนระยะเวลาลงโทษ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด โดยศาลจะเป็นผู้พิจารณา

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศบค.เผยข่าวดีป่วย COVID-19 แค่ 38 คน หายกลับบ้าน 824 คน

"ภูเก็ต" ล็อกดาวน์ ต.กระทู้ สกัดโรคหลังป่วย 123 คน

4 ทุ่มคืนนี้เลิกผ่อนผันพวกฝ่าฝืน "เคอร์ฟิว"

"วิษณุ" ชี้อาชีพจำเป็นยกเว้นได้ช่วงเคอร์ฟิว

 

 


ปคบ.กวาดล้างหน้ากากฯ เถื่อน

Tue, 7 Apr 2020 12:08:00

วันนี้ (7 เม.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ ปคบ. ตรวจยึดผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัยจำนวนมาก ได้จากการปฏิบัติการกวาดล้าง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ผ่านการรับรอง รวมถึงนำเข้าผิดกฎหมาย แยกเป็น 4 คดี ได้แก่ คดีแรก บุกทลายโรงงานเถื่อน ผลิตเลยแอลกอฮอล์ปลอมใน จ.สมุทรปราการ ตรวจยึดแอลกอฮอล์ได้ 3,000 ลิตร แอลกอฮอล์บรรจุขวดอีก 6,865 ขวด

 

 

คดีที่ 2 ตรวจค้นโกดังชาวจีน ย่านพระโขนง พบหน้ากากอนามัย 350,000 ชิ้น และชุดตรวจ COVID-19 เถื่อน 45,000 ชุด และเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรด 1,200 เครื่อง รวมมูลค่า 33,750,000 บาท พร้อมจับผู้ต้องหาชาวจีนได้ 2 คน โดยสินค้าทั้งหมดลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย

 

 

คดีที่ 3 ตำรวจ ปคบ. ร่วมงานกับ อย.บุกค้นโรงงานผลิตเจลล้างมือเถื่อน ย่านปทุมธานี ยึดของกลางเป็นแอลกอฮอล์ได้ 50,000 ลิตร, เจลแอลกอฮอล์ บรรจุขวด 1,180 ขวด และมีแบบแกลลอนอีก 456 แกลลอน และยังมีคดีที่ตรวจยึดอุปกรณ์ชุดตรวจ COVID-19 เถื่อน มูลค่า 5 ล้านบาท อีกคดีที่ย่านบางขุนเทียน ยึดของกลางชุดตรวจได้ 10,000 ชุด เป็นการลักลอบนำเข้า

 

 

นอกจากนี้ ยังมีคดีตรวจสอบโรงงานเถื่อน ผลิตเจลแอลกอฮอล์ปลอม ย่านปทุมธานี อีกคดี ตรวจยึดผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ได้ 6,260 หลอด บรรจุขวดอีก 1,380 ขวด และฉลากแปะผลิตภัณฑ์ 54,000 แผ่น ซึ่งเป็นการปลอมแปลงฉลาก

 

 

ทั้งนี้ ตำรวจเตือนประชาชนให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ เพราะหากใช้สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะอาจไม่สามารถป้องกันสุขภาพได้


ผบ.ตร.สั่งบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ผู้สร้างข่าวบิดเบือน

Mon, 6 Apr 2020 21:05:00

วันนี้ (6 เม.ย.63) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้สั่งการไปยังทุกหน่วยทั่วประเทศ ในการสืบสวนหาข่าวและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่บิดเบือนสร้างความแตกแยก ส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ อันทำให้สังคมและประชาชนแตกแยก ตื่นตระหนก หวาดระแวง และเข้าใจผิด

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย กำลังระดมความพยายามในทุกด้านเพื่อนำพาประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตไวรัสโคโรนา 2019 นี้ไปให้ได้ โดยการเน้นความเป็นเอกภาพและบูรณาการของทุกหน่วย มีแผนงานโครงการ และมาตรการต่างๆ รองรับ โดยมีงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.๒๕๖๓ และงบกลางที่ผ่านการอนุมัติ ภายใต้การขับเคลื่อนงานและกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกท่าน

แต่ยังคงมีบุคคลและกลุ่มคนบางจำพวกที่บิดเบือนข้อมูลอันเป็นเท็จ และไม่สร้างสรรค์ ถือโอกาสสร้างความขัดแย้ง ส่งต่อข้อมูลเท็จ กล่าวโทษกันไปมา เรื่องดังกล่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเร่งด่วนและจริงจัง จึงได้สั่งการไปยังทุกหน่วยให้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังกล่าวอีกว่า เวลานี้เป็นเวลาที่ประเทศไทย ต้องการความร่วมมือ ร่วมใจจากทุกฝ่าย ขอให้หยุดสร้างความเกลียดชังและความขัดแย้งในสังคม ขอให้พี่น้องประชาชนได้โปรดเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในอันที่จะนำพาประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปให้ได้


4 ทุ่มคืนนี้เลิกผ่อนผันพวกฝ่าฝืน "เคอร์ฟิว"

Mon, 6 Apr 2020 20:21:00

วันนี้( 6 เม.ย. 2563) พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหนังสือ เรื่องแนวทางการปฏิบัติตามคำสั่งปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงถึง ผบ.ตร. และทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องว่า ตามที่ นายกรัฐมนตรีลงนามในข้อกำหนด ซึ่งออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่2) ข้อ 1.ห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เว้นบุคคลที่ได้รับข้อยกเว้น หรือเป็นผู้ปฏิบัติงานตามประกาศในข้อ1 ซึ่งผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีกำหนดตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.นี้ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการรองรับข้อกำหนดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงให้ทุกหน่วยยึดถือแนวทางการปฏิบัติตามคำสั่งปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง และแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม ดังนี้

1.ปรับรูปแบบการปฎิบัติของจุดตรวจควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID - 19 ที่มีอยู่เดิมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเพิ่มเติมการปฏิบัติในลักษณะจุดตรวจเคลื่อนที่ จุดตรวจชั่วคราว จุดตรวจถาวร หรือชุดสายตรวจร่วม เพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามข้อกำหนด โดยในพื้นที่รอบนอกซึ่งไม่ใช่เขตเมือง ให้ใช้กำลังตำรวจสนธิกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนพื้นที่ในเขตเมืองจะเสริมด้วยกำลังทหาร(สห.) เท่าที่จำเป็น โดยให้หารือและประสานการปฏิบัติกับผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารอย่างใกล้ชิด

4 ทุ่มคืนนี้เลิกผ่อนผันคนฝ่าฝืน

2.หยุดเจตนารมณ์หลักในการบังคับใช้ข้อห้ามต่อผู้ที่ยังมีพฤติกรรมเดินทางแบบปกติและไม่ปฏิบัติตามแนวทางการรักษาระยะห่างทางสังคม(Social distancing) ซึ่งใน 3 วันแรกจะผ่อนผันโดยใช้ดุลพินิจตามเจตนารมย์ข้างต้นและจะบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

3.ให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1-9 เป็นหน่วยปฏิบัติหลักในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และชุดสายตรวจ โดยบูรณาการการปฏิบัติร่วมกับหน่วยในสังกัด และส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

4.ให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปม.ตร. เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ รวบรวมผลการปฏิบัติของหน่วย โดยให้ดำรงการติดต่อสื่อสารกับหน่วยปฏิบัติทุกระดับได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับตัวเลขผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิววันที่ 5 เม.ย. ถึงเช้าวันที่ 6 เม.ย.พบว่า มีผู้ฝ่าฝืนออกจากเคหสถาน 919 คนโดยมีการรวมกลุ่มชุมนุม มั่วสุม เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในเคหสถาน 79 คน ดำเนินคดี 708 คน โดยจะมีการเพิ่มจุดตรวจในคืนวันที่ 6 เม.ย.จากเดิมที่มีอยู่ 836 จะเพิ่มให้เป็น 923 จุด


เกิดเหตุดินถล่มทับคนงาน ย่านเอกมัย ช่วยได้ 1 คน

Mon, 6 Apr 2020 17:02:00

วันนี้ (6 เม.ย.63) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00น. เกิดอุบัติเหตุดินถล่มทับคนงาน 2 คน เป็นชาวเมียนมาและกัมพูชาบริเวณปากซอยเอกมัย 2 โดยบริเวณดังกล่าวกำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ได้รีบเดินทางให้การช่วยเหลือขึ้นมาได้ 1 คน เป็นคนงานชาวเมียนมา แพทย์ฉุกเฉินตรวจพบสัญญาณชีพ และนำส่งตัวเข้ารักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ส่วนอีกคนเป็นชาวกัมพูชาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ


จับบ่อนพนันไฮโล "ลำปาง" ไม่กลัว COVID-19

Mon, 6 Apr 2020 07:12:00

เมื่อวานนี้ (5 เม.ย.2563) เจ้าหน้าที่ปกครอง จ.ลำปาง นำโดยนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยนายพินิจ แก้วจิตคงทอง ปลัดจังหวัดลำปาง นายวาทิต ปัญญาคม นายอำเภอเมืองลำปาง เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง จากที่ทำการปกครอง จ.ลำปาง ที่ทำการปกครอง อ.เมืองลำปาง เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) นำกำลังเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน จ.ลำปาง กว่า 20 นาย กระจายกำลังโอบล้อมพื้นที่สถานบริการร้านอาหารกาแฟที่พักแห่งหนึ่งในพื้นที่บ้านโทกหัวช้าง ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง

 

 

หลังได้รับแจ้งว่ามีการมั่วสุมกันจำนวนมาก โดยไม่เกรงกลัว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และประกาศ จ.ลำปาง โดยหลังจากกำลังเจ้าหน้าที่ใกล้ถึงที่จุดรับแจ้ง เนื่องจากต้องเดินลัดเลาะป่าละเมาะเข้าไป แต่ไปเจอลวดหนามกั้น ระหว่างนั้นเองกลุ่มคนจำนวนมากที่กำลังเล่นการพนันหลากหลายชนิดสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ต่างวิ่งหลบหนีไปคนละทิศละทาง โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวได้มากกว่า 20 คน

จับนักพนันไฮโล 23 คน ชาย 9 หญิง 14

จากนั้นได้ประสาน พล.ต.ต.อนุชา อ่วมเจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ลำปาง ร่วมกันจับกุมผู้จัดให้มีการเล่นการพนันไฮโล โดยไม่ได้รับอนุญาต 1 คน ในฐานความผิดจัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตและจับกุมผู้มั่วสุมลักลอบเล่นการพนันจำนวน 23 คน ฐานความผิดร่วมกันเล่นการพนันไฮโลโดยผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 และฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนเกี่ยวกับความมั่นคงเรื่องห้ามการชุมนุมการทำกิจกรรมและการมั่วสุม ลงวันที่ 3 เม.ย.2563

 

 

ก่อนหน้านี้ ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีผู้รวมตัวกันลักลอบเล่นการพนันในพื้นที่บ้านโทกหัวช้าง ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ต่อมาทางผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ปลัดจังหวัด นายอำเภอเมืองลำปางได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าทำการปิดล้อมสถานที่ดังกล่าว โดยพบนักพนันลักลอบเล่นการพนันไฮโลอยู่ด้านใน จึงบุกเข้าจับกุมทันทีและสามารถจับกุมได้รวมทั้งสิ้น 23 คน แยกเป็นชาย 9 คน หญิง 14 คน นำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเขลางค์นครดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สั่งซื้อหน้ากากอนามัยแต่ได้ "ครีมอาบน้ำ - บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป"

Sun, 5 Apr 2020 07:31:00

วันนี้ ( 5 เม.ย.2563) ในช่วงนี้มีประชาชนจำนวนมากต้องการซื้อหน้ากากอนามัยมาใช้ และยังมีบางส่วนลักลอบขายในสังคมออนไลน์ ขณะนี้มีผู้หลอกขายหน้ากากอนามัยหลายคนแล้ว ล่าสุด มีผู้เสียหายติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยกับผู้ขายคนหนึ่งในเฟซบุ๊ก แต่ของที่ส่งมาคือครีมอาบน้ำ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ผู้เสียหายคนหนึ่งใน จ.นนทบุรี เล่าว่า หลังจากติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยจากเฟซบุ๊กในชื่อ “คุณแม่ ตัวโน้ต” เมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้ขายเสนอขายราคากล่องละ 700 บาท พร้อมค่าจัดส่ง จำนวน 50 ชิ้น โดยผู้ขายส่งของให้เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 63 แต่เมื่อพัสดุส่งมาที่บ้าน ทันทีที่เปิดกล่อง ผู้ที่สั่งซื้อถึงกับตกใจเพราะในกล่องเป็นครีมอาบน้ำ 1 ขวด ซึ่งก็ไม่ตรงกับสินค้าที่สั่งไป

 

ขณะที่ผู้เสียหายอีกคนใน จ.ขอนแก่น สั่งซื้อหน้ากากอนามัยจากเฟซบุ๊กคนนี้เช่นกัน โดยสั่งซื้อไป 2 กล่อง ราคา 1,400 บาท ซึ่งสินค้าถูกส่งพร้อมกัน เมื่อพัสดุส่งมาถึงตามสถานที่ส่งก็พบว่าภายในเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยที่ไม่มีหน้ากากอนามัยเช่นกัน ผู้เสียหายทั้ง 2 คน จึงไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจในพื้นที่ของตัวเอง เนื่องจากเห็นว่าเป็นการฉ้อโกง เพราะส่งสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งไว้และได้รับเงินไปแล้ว

ผู้เสียหายที่จ.นนทบุรี กล่าวว่า ต้องการใช้หน้ากากอนามัยและหาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้ จึงหาซื้อในทางออนไลน์ และเมื่อได้คุยกับผู้ขายผ่านทางกล่องข้อความ ผู้ขายไม่มีพิรุธ แต่อ้างว่าเหลือหน้ากากเพียง 1 กล่องจึงตัดสินใจซื้อ และเมื่อโอนเงินไป 700 บาท ผู้ขายก็บอกว่าจะไปส่งสินค้าให้ในวันรุ่งขึ้น และเมื่อไปส่งก็ถ่ายรูปกล่องพัสดุ รวมทั้งใบเสร็จรับเงินค่าส่งพัสดุมาให้ดู จากนั้นผู้ขายก็ปิดเฟสบุ๊กหายไป จนกระทั่งพัสดุส่งมาที่บ้านจึงพบว่าถูกหลอก แต่อีกวันหนึ่งผู้ขายก็ตอบกลับมาว่าจะคืนเงินให้ และอ้างว่าถูกหลอกมาเช่นกันจึงจะมาแจ้งความ

 

ทีมข่าวไทยพีบีเอส ได้ตรวจสอบชื่อ ที่อยู่ผู้ส่ง ตามหน้ากล่องพัสดุ พบว่าอยู่ในพื้นที่ ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก แต่เมื่อนำข้อมูลไปตรวจสอบพบว่าบุคคลนี้ชื่อที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ไม่ตรงกับบนกล่อง แต่อยู่ใน ต.วัดจันทร์ อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

 

และเมื่อตรวจสอบกับบาร์โค้ดของพัสดุไปรษณีย์ที่ส่งของมา พบว่าถูกส่งมาจากไปรษณีย์บรมไตรโลกนาถ จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 2 เม.ย.63 ซึ่งผู้ส่งได้แสดงบัตรประชาชนกับเจ้าหน้าที่ แต่เขียนที่อยู่ไม่ตรงกับบัตรประชาชน

 

เมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามวันและเวลาที่ส่งพัสดุดังกล่าว ก็พบหญิงต้องสงสัยรูปร่างท้วม มากับเด็กผู้ชายอายุประมาณ 3 ขวบ มาติดต่อส่งพัสดุที่เคาน์เตอร์ โดยพบเห็นนำขวดครีมอาบน้ำ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาจากถุงพลาสติก ซึ่งเป็นสิ่งของที่เหมือนกับที่ส่งให้กับผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ไปรษณีย์ บอกว่าหญิงคนนี้คล้ายกับผู้ต้องสงสัยตามบัตรประชาชน แต่ยังไม่ยืนยัน เพราะใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าไว้

พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ รองผบก.ตม.3 ในฐานะคณะทำงานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ร่วมประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)และ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจ.พิษณุโลกให้ไปร่วมกันสืบสวนและตรวจสอบโดยประสานกับตำรวจ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 6 (กก.สส.ภ.6) และพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุจนได้พยานหลักฐานการส่งสินค้า ดังกล่าว พร้อมประวัติที่เคยมีคนมาติดตามหาตัวเนื่องจากเคยมีการฉ้อโกงคนอื่นไว้ก่อนหน้านี้

 

และเมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามวันและเวลาที่ส่งพัสดุดังกล่าว ก็พบหญิงต้องสงสัยรูปร่างท้วม มากับเด็กผู้ชายอายุประมาณ 3 ขวบ มาติดต่อส่งพัสดุที่เคาน์เตอร์ โดยพบเห็นนำขวดครีมอาบน้ำ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาจากถุงพลาสติก ซึ่งเป็นสิ่งของที่เหมือนกับที่ส่งให้กับผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ไปรษณีย์ บอกว่าหญิงคนนี้คล้ายกับผู้ต้องสงสัยตามบัตรประชาชน แต่ยังไม่ยืนยัน เพราะใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าไว้

ล่าสุดตำรวจสืบสวน บช.ภ.6 ได้ควบคุมตัวหญิงคนนี้มาสอบสวนแล้ว และตรวจสอบพยานหลักฐานแล้วพบว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ จึงแจ้งข้อกล่าวหาไว้ก่อน ส่วนผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าถูกหลอกมาจากเพจเฟสบุ๊กเพจหนึ่ง และโอนเงินไปให้บุคคลหนึ่ง โดยให้จัดส่งหน้ากากอนามัยให้กับผู้เสียหายโดยตรง แต่เพจดังกล่าวกลับส่งสินค้าดังกล่าวไปให้ผู้เสียหาย

 

แต่ผู้ต้องหามีเพียงหลักฐานการโอนเงินไปยังบุคคลหนึ่งตามเพจที่อ้างว่าสั่งซื้อหน้ากากอนามัยเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 63 แต่การสั่งซื้อของผู้เสียหายทั้งสองคนนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1-2 เม.ย.63 ซึ่งยังขัดแย้งกันอยู่ แต่ยอมรับว่าไม่หน้ากากอนามัยขายอยู่ที่ตัวเองจริง และทำไปเพื่อหวังทรัพย์สินเท่านั้น

ผู้ต้องหายังอ้างว่า เพิ่งหลอกขายสินค้าแบบนี้เป็นครั้งแรก และได้นำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวหมดแล้ว ส่วนผู้เสียหายคนใดที่ถูกผู้หญิงคนนี้หลอกขายสินค้าในลักษณะนี้ สามารถแจ้งความได้ที่ สภ.เมืองพิษณุโลก เบื้องต้นตอนนี้มีผู้เสียหายแล้ว 3 คน


2 พี่น้องเศร้า พ่อแม่แยกทางดิ่งเจ้าพระยาดับ

Sat, 4 Apr 2020 15:13:00

วันนี้ (4 เม.ย.2563) เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบวรมงคลรับแจ้งเหตุคนกระโดดสะพานพระราม 8 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม. จึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พบวัยรุ่นหญิง 3 คนกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเร่งเข้าช่วยเหลือ

หลังจากใช้เวลาช่วยเหลือนานกว่า 1 ชั่วโมง สามารถช่วยเหลือขึ้นมาได้ 2 คน โดย 1 คนมีอาการหมดสติ เจ้าหน้าที่เร่งทำ CPR เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่ไม่สามารถช่วยไว้ได้ ขณะที่อีก 1 คน เสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่ค้นหาใต้น้ำก่อนนำร่างขึ้นมาได้ 

นายอลงกรณ์  พันธุ์ดี เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบวรมงคล ระบุว่า จากการสอบถามผู้รอดชีวิต นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน กทม. เล่าว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน เป็นพี่น้องกัน ซึ่งมีปัญหาครอบครัว พ่อแม่แยกทางกัน จึงได้เดินทางมาจาก จ.สุโขทัย เพื่อมาหาเพื่อนที่มหาวิทยาลัยใน กทม. ก่อนจะชวนกันมากระโดดสะพานพระราม 8 หวังฆ่าตัวตาย ตนจึงได้กระโดดลงไปช่วย แต่ก็ไม่สามารถช่วยเพื่อนขึ้นมาได้ 

ทั้งนี้ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบผู้รอดชีวิต ไม่มีไข้ และไม่มีอาการไอ และแจ้งว่าไม่เคยมีอาการเข้าข่ายในกลุ่มเสี่ยง COVID-19 จึงส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลตามปกติ ส่วนร่างผู้เสียชีวิตนำส่งโรงพยาบาลศิริราชเพื่อชันสูตรต่อไป 

 


เปิดโทษคดีตัวอย่างในไทยหนีกักโรค โดนอะไรบ้าง?

Sat, 4 Apr 2020 15:10:00

วันนี้ (4 เม.ย.2563) นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ในกรณีคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศจำนวน 152 คนจาก 158 คนฝ่าฝืนการกักตัวเพื่อควบคุมป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ว่า เนื่องจากพบว่าตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น 89 คน จำนวน  1 ใน 4 เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศเป็นคนไทยที่ป่วย 18 จาก 21 คน ใครก็ตามที่เดินทางมากต่างประเทศ และภาครัฐต้องมีกระบวนการรับไว้ดูอาการ อย่างที่เคยบอก ถ้าเรากลับมาจากต่างประเทศแล้วเกิดติดเชื้อ คนที่เสี่ยงที่สุดคนในบ้านของเรา กับคนที่เราไปพบปะสังสรรค์ด้วย

เราขอความร่วมมืออยู่แล้ว และภาครัฐก็ออกคำสั่งให้กักตัว ถ้าเจ้าหน้าที่ด่านสนามบิน ออกคำสั่งให้กักตัวเอง 14 วัน แล้วไม่ยอมปฏิบัติตามผู้ฝ่าฝืน มีโทษจำคุก 1 ปี และอายุความ 10 ปี

ดังนั้นกรณีกลุ่มคนไทยกลุ่มนี้ จึงแนะนำให้กลุ่มคนที่หนีไปก่อนหน้านี้ ให้รีบมารายงานตัวดีกว่า เพราะคนที่เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งให้กักกันตัวเอง จริงๆอาจมีทางเลือกไม่มาก ขอให้ปฏิบัติตามดีกว่า เพราะตอนนี้ ภาครัฐออกคำสั่งกับผู้เดินทางเข้าประเทศทุกคน และไม่ดูแค่ประเทศกลุ่มเสียงแล้ว บางคนอาจจะไปกักตัวที่บ้าน และบางกลุ่มต้องอยู่ในพื้นที่ที่รัฐเตรียมให้

ขอให้มั่นใจห้องพักกักตัว

นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องดราม่าในโซเชียลว่ามีการจัดห้องให้ผู้ต้องสงสัยไปกักตัว 3 คนในห้องเดียวกันนั้น เข้าใจว่าการจัดพื้นที่ให้อยู่ในพื้นที่เฝ้าระวังเจ้าหน้าที่มีการเตรียมการจัดพื้นที่ไว้อยู่แล้ว ที่ผ่านมา ดูแลกลุ่มคนไทยที่เดินทางกลับจากอู่ฮั่น ก็ทำได้ค่อนข้างดี

ยืนยันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้ว ขอให้ความมั่นใจ มีมาตรการในอย่างดีที่สุด และกลุ่มคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศก็ต้องให้ความร่วมมือด้วย

เคสแรกคนไทยจ.ลำปาง-ชาวฮ่องกง

ขณะที่ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กคดีตัวอย่างว่า ฝ่าฝืนคำสั่งไม่กักตัว โดนฟ้องขัง 15 วัน จำเลยมีเจตนาจงใจฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรค ซึ่งปัจจุบันมีการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางไม่คำนึงถึงผลกระทบ และไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม จึงขอศาลได้ลงโทษจำเลยในสถานหนักด้วย (คำฟ้องของอัยการ)

แนวทางปฎิบัติในการดำเนินคดีที่มีผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ของอัยการสูงสุด (ที่ อส 0001/ว140 ลว. 31 มี.ค. 2563)

ภาพ: เฟซบุ๊ก โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง

ภาพ: เฟซบุ๊ก โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง

 

#ภารกิจงานอัยการสูงสุด ข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบงานด้านระบาดวิทยา และในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อพ.ศ.2558

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานด้านระบาดวิทยาเป็นเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามกฏหมายมีคำสั่งให้จำเลยในคดีนี้ที่ร่วมเดินทางมากับบุคคลที่กลับมาจากต่างประเทศกักตนเองเป็นเวลา 14 วันที่บ้านพักของจำเลยแต่จำเลย ไม่กักตัวตามคำสั่งเดินทางออกจากบ้านพักไปพบปะบุคคลอื่นภายในหมู่บ้านและชวนคนในหมู่บ้านไปมั่วสุมที่บ้านพักที่เกิดเหตุ

อัยการจึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานหนัก จนศาลมีคำสั่งให้กักขัง 15 วันร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมมีหน้าที่ต้องทำ ไม่รับเชื้อ ไม่แพร่เชื้อ แล้วเราจะรอดไปด้วยกัน 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมาเคยมีกรณีเดียวกันนี้ สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า ชายฮ่องกงคนหนึ่งถูกตัดสินจำคุก เป็นเวลา 3 เดือน ฐานละเมิดข้อบังคับกักกันโรคท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งถือเป็นคนแรกที่ถูกตัด สินจำคุกในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน เนื่องจากละเมิดข้อบังคับ

COVID-19 ประกาศเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

สำหรับ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ถูกประกาศเป็นโรคติดต่ออันตรายตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เป็นลำดับที่ 14 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2563 ดังนั้นการรายงานโรค จะเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งในกรณีที่มีโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หรือโรคระบาดเกิดขึ้น พ.ศ.2560

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โดยให้ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐทุกแห่งเร่งดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลสั่งจำคุก 3 เดือน ชายฮ่องกงปิดประวัติเดินทาง - ไม่กักตัว

 

 

 




คืนแรก! ประเดิมฝ่าฝืนเคอร์ฟิว 42 คดี

Sat, 4 Apr 2020 13:35:00

วันนี้ (4 เม.ย.2563) พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากเมื่อวานนี้ (3 เม.ย.) มีการประกาศเคอร์ฟิว พบว่ามียานพาหนะเดินทางในช่วง 22.00-04.00 น. มียานพาหนะผ่านจุดตรวจทั่วประเทศ 7,598 คัน จำนวนคน 16,010 ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าอุปโภค บริโภค สินค้าเกษตร บุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าเวร รวมถึงพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำงานเป็นกะ แต่พบผู้ฝ่าฝืนโดยไม่มีเหตุผล เป็นยานพาหนะ 144 คัน จำนวน 177 คน เป็นกลุ่มชุมชุมหรือมั่วสุม 3 คัน จำนวน 8 คน

ในคืนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20,000 นาย ได้คุมเข้มในทุกพื้นที่เพื่อตรวจสอบไม่ให้มีผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง โดยได้เข้าตักเตือนประชาชน จำนวน 94 คดี และถูกดำเนินคดี 42 คดี  มีการรวมกลุ่มชุมนุมหรือมั่วสุม โดยมียานพาหนะ 3 คัน และคน 8 คน  

เนื่องจากเจ้าที่ตำรวจและทหารมีการตั้งด่านตรวจบนถนนหลายจุด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการเคอร์ฟิว ป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ซึ่งข้อกำหนดสำหรับผู้ฝ่าฝืนข้อนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,00 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับทั้งนี้ ตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.254

ส่วนคนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศ ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทราบชื่อและที่อยู่ของทุกคนหมดแล้ว ขอให้รีบเข้ามารายงานตัว เพื่อเข้ากักตัวในโรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ไม่เช่นนั้น เจ้าหน้าที่จะดำเนินการติดตามตัวต่อไป 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขีดเส้น! 152 คนไทยหนีกักโรค รายงานตัวก่อน 18.00 น.

ด่วน! เรียกผู้โดยสารจากสหรัฐฯ กลับไทยเข้ากักตัว 14 วัน

 


ชายอังกฤษธุรกิจขาดทุน กระโดดทางด่วนแยกรามคำแหง เสียชีวิต

Sat, 4 Apr 2020 09:55:00

วันนี้ (4 เม.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แพทย์นิติเวช สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าตรวจสอบศพชายสูงอายุ สัญชาติอังกฤษ หลังได้รับแจ้งว่าเสียชีวิตจากการตกลงมาจากบนทางด่วนศรีรัช มุ่งหน้าขาออก กระแทกพื้นเสียชีวิตบริเวณแยกรามคำแหง

ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้น ตั้งแต่เวลา 07.00 น. แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เนื่องจากเป็นชาวต่างชาติที่อยู่ในกลุ่มประเมินว่า น่าจะเข้าข่ายเสี่ยงติดเชื้อ COVID-19 จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ได้ติดต่อภรรยาผู้เสียชีวิตจากเอกสารที่พบในรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้

ภรรยาระบุว่า สามีไม่มีอาการเจ็บป่วย แต่มีภาวะซึมเศร้าจากความเครียดเรื่องธุรกิจที่ประสบปัญหาขาดทุน แต่ไม่คาดคิดว่าจะมาก่อเหตุดังกล่าว


สอดคล้องกับนายสุรพันธ์ รัมมะพ้อ คนขายพวงมาลัย เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุยืนขายพวงมาลัยใกล้กับที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะได้ยินเสียงดังคล้ายของตก จึงหันไปดูก็พบว่า มีคนตกลงมา ตำรวจที่อยู่ในป้อมจราจรตรงจุดเกิดเหตุได้นำแผงเหล็กและกรวยจราจรมากั้นไว้ เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

เบื้องต้น พบว่าตามร่างกายมีแรงกระแทกจากการตกจากที่สูง ทำให้กระดูกหักหลายแห่ง เจ้าหน้าที่จะนำศพไปชันสูตรต่อที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนรถยนต์กระบะ ที่ผู้เสียชีวิตขับมาจอดไว้ เจ้าหน้าที่ได้ลากลงมาตรวจสอบด้วยเช่นกัน


ทั้งนี้ นายนพดล สีทองคำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เปิดเผยว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกคนในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด -19 จะต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน และการจะเข้าไปเก็บศพทุกครั้งจะต้องประเมินแต่ละบุคคลว่ามีความเสี่ยงหรือเข้าข่ายติดเชื้อหรือไม่ เนื่องจากเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่ทุกคน อีกทั้งหลังจากการเข้าเก็บศพแต่ละครั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการสัมผัสศพจะต้องทิ้งลงในถุงสีแดง ซึ่งเป็นถุงขยะติดเชื้อ และจะส่งไปทำลายตามขั้นตอน


“แคนดี้ รากแก่น” มอบตัว คดีครอบครองเอทานอล 10,000 ลิตร

Fri, 3 Apr 2020 11:35:00

วันนี้ (3 เม.ย.2563) พ.ต.อ.พงศ์จักร ปรีชาการุณพงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด เปิดเผยถึงกรณีการจับขบวนการลักลอบนำเอทานอล 99.5% จำนวน 10,000 ลิตร ที่ได้รับการยกเว้นภาษีโดยผิดกฎหมายเพื่อนำไปจำหน่าย โดยคดีนี้ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีการขนย้ายถังบรรจุแอลกอฮอล์จำนวนมากมาไว้ที่บ้านหลังหนึ่งใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อไปตรวจสอบก็พบถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร 57 ถัง บรรจุเอทานอลรวมจำนวน 10,000 ลิตร จึงยึดไว้ตรวจสอบและสอบสวนเจ้าของบ้านก็อ้างว่าของกลางดังกล่าวเป็นของนายราวีส์ พิมพ์พิพัฒน์ น.ส.วาทินี รากแก่น หรือ แคนดี้ และ บริษัท ซีดีเอ็มพลัส (ประเทศไทย)

ตำรวจจึงได้สืบสวนต่อจนทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ที่เป็นคนสั่งซื้อได้ร่วมกันไปขอใบอนุญาตยกเว้นภาษีการซื้อเอทานอลที่สรรพสามิตรจ.เชียงใหม่ เพื่อเตรียมจะนำไปบริจาคและได้ไปสั่งซื้อเอทานอลที่ จ.ปราจีนบุรี และให้นำมาเก็บไว้ที่บ้านของ น.ส.นันทพันธ์ พิสิษฐ์เดโช ใน จ.นนทบุรี แต่เมื่อตรวจสอบทั้งเส้นทางการเงินและหลักฐานอื่นๆ ประกอบก็พบว่ามีการสั่งซื้อขายสินค้า และคำสั่งซื้อจากลูกค้าที่ต้องการเจลล้างมือแล้ว จึงคาดว่าเป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์และผิดกฎหมาย

ขณะนี้ได้ดำเนินคดีโดยการแจ้งข้อกล่าวหาผลิตเครื่องสำอางค์โดยไม่จดแจ้ง หรือยังไม่ได้รับใบจดแจ้งก่อนผลิตฯ ตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง ไม่แสดงต้นทุนราคาจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ และจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่าย สินค้าปลิม หรือ เลียนแบบเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า กับ น.ส.นันทพันธ์ ไปแล้ว

และออกหมายเรียกให้ น.ส.วาทินี หรือ แคนดี้ กับพวกอีก 2 คน มารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันครอบครองเอทานอลที่มิได้เสียภาษี ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตร ซึ่งเมื่อวานนี้ (2 เม.ย.) น.ส.วาทินี ได้มาพบพนักงานสอบสวนและรับทราบข้อหาไปแล้ว แต่ยังให้การภาคเสธ ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการนำไปจำหน่าย แต่ได้ไปร่วมสั่งซื้อจริง ส่วนอีก 2 คน ยังไม่มาพบพนักงานสอบสวน

สำหรับอัตราโทษในข้อหานี้หากไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตจะมีโทษปรับ 10 เท่าของอัตราภาษีที่ต้องเสีย ซึ่งเอทนานอลภาษีลิตรละ 6 บาท ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จะต้องร่วมกันจ่ายค่าปรับคนละ 600,000 บาท จากการไม่เสียภาษีในครั้งนี้

ผู้กำกับการ สภ.ปากเกร็ด ยังระบุว่า สำหรับเอทนานอลนี้ เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ผสมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ แต่ในช่วงนี้ได้ผ่อนปรนให้นำมาใช้ในการผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือได้ แต่การนำไปจำหน่ายจะต้องเสียภาษีตามกฎหมายก่อน ขณะนี้ยังได้ยึดของกลางทั้ง 10,000 ลิตรไว้เพื่อรอการตรวจสอบ และหากคดีถึงที่สุดก็จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้

 


จับ 30 ผู้ต้องหาลอบนำเข้าหน้ากาก ยึดของกลางกว่า 7.8 แสนชิ้น

Fri, 3 Apr 2020 11:26:00

วันนี้ (3 เม.ย.2563) พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาดารตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า ตำรวจสืบสวนภูธรภาค 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันตรวจยึดหน้ากากอนามัย 787,779 ชิ้น เป็นของกลางจากผู้ต้องหา 31 คน ในจำนวน 19 คดี ที่พบว่ามีการลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อนำมาขายในราคาที่สูงเกินจริงในไทย

ของกลางทั้งหมดตำรวจระดมกวาดล้างจับผู้ต้องหาตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. - 1 เม.ย. จนพบว่า มีกลุ่มพ่อค้านำสินค้าเข้ามาจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เวียดนาม ผ่านเข้ามาทาง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยไม่ได้ขออนุญาตนำเข้า และนำมาเก็บไว้ในจังหวัดปริมณฑล


สำหรับกลุ่มผู้ขายเหล่านี้ยังอาศัยช่วงความต้องการหน้าอนามัยในช่วงนี้ ทำให้ขายในราคาที่แพงกว่าที่กำหนดไว้ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 13 บาท 40 สตางค์ หรือสูงกว่านั้น และเชื่อว่ายังมีขบวนการที่มีพฤติการณ์ในลักษณะดังกล่าวอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการขยายผลจับกุมมาดำเนินคดี เนื่องจากเป็นความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19

ทั้งนี้ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคา และร่วมกันจำหน่ายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ส่วนของกลางทั้งหมดจะส่งให้ อย.ทำการตรวจสอบว่าได้คุณภาพหรือไม่ หากได้คุณภาพจะส่งไปบุคลากรทางการแพทย์ไว้ใช้ประโยชน์ แต่หากไม่ได้คุณภาพจะมีการทำลายต่อไป

 


ยึดสารตั้งต้นผลิตยาบ้าลุ่มน้ำโขง 30 ตัน

Fri, 3 Apr 2020 08:16:00

วันนี้ ( 3 เม.ย.) นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ทราบรายงานจากอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านยาเสพติด ประจำกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ว่า ตำรวจเมืองหลินซาง มลฑลยูนนาน ตรวจยึดกรดไฮโดรคลอริก (Hydrochloric acid) จำนวน 30 ตัน ขณะลำเลียงข้ามชายแดนเข้าไปยังแหล่งผลิตยาเสพติดในรัฐฉานตอนเหนือของประเทศเมียนมา ซึ่งสามารถนำไปผลิตเป็นยาบ้า ได้มากถึง 3,960 ล้านเม็ด หรือไอซ์ 79 ตัน

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นหนึ่งในผลจากแผนปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511 ที่ประเทศลุ่มน้ำโขงสกัดกั้นสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไม่ให้เข้าสู่แหล่งผลิต ซึ่งในช่วงวันที่ 1 ธ.ค.2562-31 มี.ค.2563 ยึดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์รวม 210 ตัน ที่เป็นเฉพาะกรดไฮโดรคลอริกประมาณ 65.4 ตัน ลดศักยภาพการผลิตยาบ้าได้ไม่น้อยกว่า 8,600 ล้านเม็ด หรือไอซ์ 172 ตัน หรือเฮโรอีน 172 ตัน

 

สำหรับกรดไฮโดรคลอริก (Hydrochloric acid) หรือกรดเกลือ มีคุณสมบัติเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางเคมีและเป็นตัวทำละลาย เป็นสารเคมีสำคัญในกระบวนการผลิตยาบ้า ไอซ์ และเฮโรอีน ที่ผ่านมา พบการลักลอบนำเข้าจากจีนมากที่สุด รองลงมาเป็นอินเดีย และมีบางส่วนส่งผ่านชายแดนภาคเหนือของไทย ซึ่งตามกฎหมายของไทย กรดไฮโดรคลอริกจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือครอบครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษจำคุก ไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ป.ป.ส.ของไทย จัดประชุมหารือและติดตามผลการปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511 ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมแม่น้ำโขงปลอดภัย เพื่อการควบคุมยาเสพติด 6 ประเทศ ระยะ 4 ปี (2562 - 2565) ร่วมกับหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมสรุปผลช่วง 2 เดือน ทั้ง 6 ประเทศ ตรวจยึดสารตั้งต้นที่สามารถผลิตยาบ้าได้มากกว่า 3,500 ล้านเม็ด และควบคุมตัวผู้ต้องหาได้เกือบ 2,000 คน เช่นเดียวกับเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผลการจับกุม ตรวจยึดและทำลายแหล่งผลิตยาเสพติดใน 3 ประเทศ ทั้งจังหวัดเมืองสาด ของเมียนมา ของกลางเป็นเครื่องอัดเม็ด 2 เครื่อง ยาบ้าประมาณ 1.2 ล้านเม็ด อะไหล่หัวตอกยาบ้าและเคมีภัณฑ์อีกจำนวนมาก

 

ส่วนลาวสกัดจับยาบ้าได้กว่า 1 ล้านเม็ด ไอซ์ 300 กิโลกรัม และเฮโรอีน 28 กิโลกรัม ที่แขวงบ่อแก้ว ส่วนทางการไทยยึดยาบ้า 2.25 ล้านเม็ด ที่ อ.แม่สาย และ 2.5 ล้านเม็ด ที่ด่านตรวจแม่พริก จ.ลำปาง สัปดาห์เดียวรวม 3 ประเทศยึดยาบ้า 6.95 ล้านเม็ด ไอซ์ 314 กิโลกรัม เฮโรอีน 43 กิโลกรัม

ทั้ง 6 ประเทศยังกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 33 จุด ออกปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน สืบสวนปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด และลาดตระเวนตามลำแม่น้ำโขง วิเคราะห์สถานการณ์ยาเสพติดร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง และการสืบสวนขยายผล

นายนิยม ระบุด้วยว่า มาตรการทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลไทย และข้อเน้นย้ำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ให้ประสานงานความร่วมมือกับมิตรประเทศในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

 


จับหน้ากากอนามัยขายเกินราคา ยึดของกลาง 20,250 ชิ้น

Thu, 2 Apr 2020 12:35:00

วันนี้ (2 เม.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการค้าภายใน ร่วมจับกุมผู้ต้องหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ย่านเขตบางแค และเขตหนองแขม ได้ของกลางรวมกว่าจำนวน 20,250 ชิ้น กล่องกระดาษเปล่าอีก 200 กล่อง

จับรวม 3 คดี ของกลาง 20,250 ชิ้น

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ตำรวจได้กระจายเข้าตรวจค้นตามพื้นที่เป้าหมายที่มีประชาชนแจ้งและจากการสืบสวนสอบสวน ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 3 คดี คดีแรกได้ของกลางหน้ากากอนามัย 5,000 ชิ้น คดีที่ 2 ได้ของกลางหน้ากากอนามัย 10,600 ชิ้น โดย 2 คดีนี้ตำรวจได้แจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2563 จงใจทำให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือ สูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้า (หน้ากากอนามัย)

ส่วนคดีที่ 3 สามารถจับผู้ต้องหาพร้อมของกลางจำนวน 4,650 ชิ้น แจ้งข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งข้อมูล ต้นทุน ราคาซื้อ จำหน่าย ปริมาณคงเหลือ ปริมาณผลิต ปริมาณการจำหน่ายรายวัน และ จำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควรตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2563

เตือนประชาชนไม่ควรกักตุนสินค้า

พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 3 ระบุว่า ตำรวจจะเร่งประสานกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อทำสำนวนส่งฟ้องให้ผลการปฏิบัติเป็นไปได้ด้วยความรวดเร็ว โดยฝากเตือนประชาชนว่าช่วงสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรกักตุนสินค้าโดยเฉพาะสินค้าจำเป็น ทั้งหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เพราะเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้ ซึ่งหากพบมีการกักตุน ตำรวจจะจับกุมดำเนินคดีให้ถึงที่สุด


ผู้พิพากษาเซ็นรับรองฎีกาข้อเท็จจริง "เปรมชัย" สู้คดีล่าเสือดำ

Wed, 1 Apr 2020 11:40:00

วันนี้ (1 เม.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่เมื่อช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 66 ปี ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1, นายยงค์ โดดเครือ อายุ 68 ปี คนขับรถและคนใกล้ชิดนายเปรมชัย จำเลยที่ 2, นายธานี ทุมมาศ หรือพรานแกละ อายุ 59 ปี นายพรานนำนายเปรมชัยเข้าป่า จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ รับรองและอนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 218 และ 221 กรณีที่ชั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษแต่จำคุกไม่เกิน 5 ปี

ซึ่ง ป.วิ.อ.มาตรา 218 บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฯ

มาตรา 221 บัญญัติว่า ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218 , 219 และ 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

ผู้พิพากษาเซ็นรับรองฎีกาข้อเท็จจริงแล้ว

ล่าสุด (1 เม.ย.) มีรายงานแจ้งว่า ผู้พิพากษาได้รับรองอนุญาตให้จำเลยที่ 1, 2, 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้แล้ว โดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญ อันควรส่งศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนความผิดที่ต้องห้ามฎีกาได้

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ศาลจังหวัดทองผาภูมิ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่จำเลยได้ยื่นคำฎีกาไว้ ก็จะต้องส่งสำเนาคำฎีกาของจำเลยที่ 1,2,4 ให้อัยการโจทก์ทำคำแก้ฎีกาต่อไป และเมื่อคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายได้ยื่นคำฎีกาและคำแก้ฎีกาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ศาลจังหวัดทองผาภูมิ ก็จะส่งเอกสารทั้งหมดพร้อมสำนวนคดี ไปยังศาลฎีกา เพื่อพิจารณาและมีคำพิพากษาชั้นฎีกาต่อไป

สำหรับนางนที เรียมแสน อายุ 46 ปี แม่ครัว จำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จากโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกมีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท ฐานร่วมกันทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 นี้เป็นอันยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เนื่องจากฝ่ายอัยการโจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา และในส่วนของจำเลยที่ 3 เองก็ไม่ได้ยื่นคำฎีกาเช่นกัน

"เปรมชัย" ยื่นขอขยายระยะเวลามาแล้ว 3 ครั้ง

ทั้งนี้ ในการฎีกานั้น ก่อนหน้านี้ นายเปรมชัยกับพวกได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิ ขอขยายระยะเวลา มาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดให้ขยายเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 เม.ย.นี้ ส่วนของอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ครบกำหนดการยื่นฎีกาตามที่ขอขยายไว้รอบที่ 2 ก็เป็นที่ชัดเจนว่า อธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) พิจารณาความเห็นตามขั้นตอน ป.วิ.อ.มาตรา 145/1 แล้วสรุปว่าไม่ฎีกาเกี่ยวกับผลคดีดังกล่าวอีกต่อไปเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแล้วเห็นว่าครบถ้วนตามที่อัยการฟ้องแล้ว

"เปรมชัย" ได้ประกันตัวและห้ามออกนอกประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับคดีร่วมล่าเสือดำ สัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกนี้ นายเปรมชัยกับพวกได้ประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท พร้อมการติดกำไลข้อเท้า EM และเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศระหว่างการยื่นฎีกาคดี

โดยคดีมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2562 ที่พิพากษาแก้เพิ่มโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา นายเปรมชัย ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 14 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 16 เดือน), นายยงค์ คนขับรถ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 17 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 13 เดือน)

และจำคุกนายธานี นายพราน จำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 21 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 2 ปี 17 เดือน) ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 , 31 วรรคหนึ่ง, พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 16, 19 วรรคหนึ่ง, 36, 47, 53, 55 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83 พ.ร.บ.อาวุธปืนเครื่องและกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานร่วมกันทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ, ร่วมกันล่าสัตว์ป่า (เสือดำ สัตว์ป่าคุ้มครอง) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ไก่ฟ้าหลังเทา) โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, และนายพราน มีโทษฐานพยายามล่าสัตว์ป่า (กระรอก) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น

ส่วนนางนที แม่ครัว จำเลยที่ 3 จำคุกมีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท ฐานร่วมกันทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยโทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (จากเดิมศาลชั้นต้นจำคุก 4 เดือนและปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองเสือดำและไก่ฟ้าหลังเทา ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และยกฟ้อง 3 ข้อหาเกี่ยวกับความผิดอาวุธปืน)

และให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 2 ล้านบาท (มูลค่าความเสียหายเสือดำ) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.2561 (วันที่เจ้าหน้าที่พบการกระทำผิด) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่ผู้ร้อง