"ประวิตร" ติดตามภัยแล้ง เคาะงบบูรณาการน้ำ 1.8 แสนล้านบาท

Wed, 14 Aug 2019 15:13:00

วันนี้ (14 ส.ค.2562 ) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามแก้ปัญหาภัยแล้ง และพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปี 2563 โดยระบุภายหลังการประชุมว่า ครม.มีมติเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้เร่งดำเนินมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้ง 3 ระยะ โดยให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ติดตามผลการดำเนินงานและรายงานต่อ ครม. ส่วนการพิจารณางบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ 2563 จะต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทน้ำและนโยบายของรัฐบาล จัดลำดับความสำคัญเพื่อลดความซ้ำซ้อนของแผนงานโครงการ

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า สถานการณ์น้ำภาพรวมในปัจจุบัน ปริมาณฝนที่ตกตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. - 11 ส.ค.2562 มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออก ที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 1% และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 3% สำหรับการคาดการณ์ฝนในระยะ 3 เดือนต่อจากนี้ เดือน ส.ค. ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นภาคกลางและภาคตะวันออก, เดือน ก.ย. ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นภาคใต้ ส่วนเดือน ต.ค. ปริมาณฝนในทุกภาคต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ประมาณ 10%

สมเกียรติ ประจำวงษ์

สมเกียรติ ประจำวงษ์

ขณะที่พายุโซนร้อนวิภา ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนเพิ่มมากขึ้น ทำให้เขื่อนใหญ่มีน้ำเพิ่ม 1,560 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำปัจจุบัน มีน้ำผิวดินทั้งประเทศ 40,062 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 49% โดยภาคเหนือ กลาง อีสานและตะวันออก มีน้ำน้อยกว่า 50% โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30% มีถึง 26 แห่ง ส่วนสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใช้การ 1,457 ล้าน ลบ.ม. ระบายวันละ 21 ล้าน ลบ.ม. หากไม่มีน้ำมาเติมจะระบายได้อีก 54 วัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมวางแผนการปรับลดการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยาแบบขั้นบันได้ เพื่อสำรองปริมาณน้ำไว้ต้นฤดูแล้งในปี 2562/2563 จำนวน 348 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงวางแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง เพื่อการประปานครหลวง จำนวน 15 ล้าน ลบ.ม.

 

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาวงเงินงบประมาณบูรณาการด้านน้ำ จำนวน 1.8 แสนล้านบาท ที่เสนอเพิ่มเติม โดยหน่วยงานต่างๆ รวม 9 หน่วยงาน จำนวน 1.3 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่งบประมาณบูรณการด้านน้ำได้รับจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวในรัฐบาลชุดที่ผ่านมากว่า 1.6 แสนล้านบาท แต่หลังจากนี้งบประมาณดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาโดยสำนักงบประมาณอีกครั้งและอาจถูกปรับลดไปประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณที่เสนอไป ซึ่งคาดว่างบประมาณบูรณาการน้ำที่จะได้รับการสนับสนุนจริงอยู่ที่ประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท

 


"อนุทิน" ย้ำต้องเลิกสารเคมี โยนกระทรวงเกษตรฯ ตัดสินใจ

Tue, 13 Aug 2019 16:17:00


วันนี้ (13 ส.ค.2562) ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงทิศทางการแก้ปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ว่าได้รับรายงานจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.แล้ว กรณีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโดยมีสาเหตุจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ปี 2562 ที่พบมากถึง 3,067 คน เสียชีวิต 407 คน ซึ่งชัดเจนว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน

นายอนุทิน ยังระบุถึงการบรรจุนโยบายนี้ไว้ในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้สารเคมีเหล่านี้ เพราะมีโทษ มีผลร้ายต่อสุขภาพ และยังทำลายคุณภาพดินเสื่อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นข้อมูลเพียงพอที่จะระบุถึงผลกระทบ ยกเว้นเพียงผู้นำเข้าเท่านั้นที่เห็นว่ามีประโยชน์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขตัดสินใจไปแล้วว่าไม่เห็นด้วย และไม่มีนโยบายให้นำเข้า

ขณะที่การดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุข คือต้องรักษาผู้ป่วยตามอาการ และต้องให้ข้อมูลว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นประโยชน์ไปยังหน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ผ่านมา มักมีการอ้างว่าผลกระทบทางสุขภาพที่กระทรวงสาธารณสุขนำเสนอนั้นไม่เพียงพอ นายอนุทิน ย้ำว่า ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนมากที่สุด ส่วนการจะยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดเมื่อไหร่ เป็นอำนาจตัดสินใจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ต้องรอให้คนตายก่อนหรือไง ควรต้องเอาสุขภาพของประชาชน ต่อให้มีผลกระทบเพียงร้อยละ 0.01 เราก็ให้ไม่ได้แล้ว มนุษย์ทุกคนไม่เหมือนกัน บางคนทนต่อโรคได้เยอะ บางคนทนต่อโรคได้น้อย เราจะมาดูแค่คนนี้ป่วยมาก ป่วยน้อย ไม่ได้หรอก

 

"สาธิต" รมช.สธ. เห็นด้วย ยกเลิกสารเคมี


ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวไทยพีบีเอส ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้สรุปข้อมูลที่เป็นอันตรายของสารเคมีเหล่านี้และส่งไปให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาแล้ว

แต่เข้าใจว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงเคยชินกับการใช้สารเคมี ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ คงต้องเร่งให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรให้มากที่สุด ระหว่างที่ยังไม่มีการยกเลิกตามกฎหมาย

 

สาธิต ปิตุเตชะ

สาธิต ปิตุเตชะ

 

ทั้งหมดนี้ ได้สรุปส่งไปหมดแล้ว ส่วนการจะยกเลิกหรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำไปพิจารณา

 

"อ.ยักษ์" ย้ำ หากยกเลิกไม่ได้ ต้องมีคนรับผิดชอบ


ขณะที่ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุ หากกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันจะเอาจริง ไม่ต้องรอถึงสิ้นปีอย่างที่ประกาศ แต่สามารถทำได้ทันทีภายใน 3 เดือน โดยให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เชิญบอร์ด 5 คนมาโหวตเพื่อยกเลิก แล้วนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายอีกครั้ง ถ้าไม่สามารถตอบสนองนโยบายได้ ก็ต้องมีการจัดการ

 

วิวัฒน์ ศัลยกำธร

วิวัฒน์ ศัลยกำธร

 

ตอนที่ผมเป็น รมช.เกษตรฯ ผมไม่มีอำนาจโยกย้ายคน ถ้าผมมี ผมจะปลดทั้ง 5 คนที่ไปลงมติให้มีการใช้สารเคมีต่อ ถ้ารัฐมนตรีชุดนี้เอาจริง ก็เรียก 5 คนที่เป็นบอร์ด เรียกอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระงับไป ถ้าทำไม่ได้ก็เปลี่ยนคนทำ

 

อดีต รมช.เกษตรฯ ยังกล่าวอีกว่า กระแสทั้งโลกเดินมาในทิศทางที่เรียกร้องให้หยุดยั้งมลภาวะ ทั้งพลาสติก สารพิษ และอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน ถ้าคนที่รับผิดชอบไม่ตัดสินใจก็จะลำบาก

ปัจจุบัน การจัดการสารเคมีการเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด ดำเนินการตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2562 ที่ไม่ยกเลิก แต่ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปกำหนดมาตรการในการจำกัดการใช้

โดย กระทรวงเกษตรฯ ได้ออกประกาศ จำนวน 5 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขผู้ใช้ ผู้จำหน่าย ผู้ให้บริการพ่นสารเคมีจะต้องผ่านการอบรมก่อน, การจำกัดปริมาณการใช้สารเคมี ต่อพื้นที่, ปิดฉลากสื่อความหมายสารเคมีที่เป็นอันตรายบนบรรจุภัณฑ์, การประกาศเขตห้ามใช้ ครอบครอง, ควบคุมการนำเข้า รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งขยายพื้นที่เกษตรที่เหมาะสม หรือเกษตรอินทรีย์ และให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการศึกษาวิจัย หาสารและวิธีการทดแทน

ขณะที่ หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 ที่เพิ่งแถลงต่อรัฐสภา ระบุว่า จะควบคุมมาตรฐานการใช้สารเคมี หรือ ปุ๋ยเคมีในการเกษตรเพื่อนำไปสู่การลด ละ เลิกการใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีโดยจัดหาสิ่งทดแทนที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร สอดคล้องกับกรณีที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ชะลอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการอนุญาตหรือต่อทะเบียนสารเคมีเกษตรเอาไว้ก่อน เพื่อพิจารณาทบทวนใหม่ทั้งหมด พร้อมยืนยันต้องยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด ให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รมช.เกษตรฯ ย้ำต้องยกเลิกสารเคมีอันตรายอย่างเร็วที่สุด

แพทย์เตือนอันตรายจากการใช้สารเคมี โดยเฉพาะ "พาราควอต"

เปิดข้อมูลผู้ป่วยบัตรทองปี 2562 พบผู้ป่วยพิษสารเคมีกว่า 3 พันคน

แบคทีเรียต้นตอ "เนื้อเน่า" ก่อนเข้ากระแสเลือดถึงตาย

 


รมช.เกษตรฯ ย้ำต้องยกเลิกสารเคมีอันตรายอย่างเร็วที่สุด

Fri, 9 Aug 2019 17:18:00

วันนี้ (9 ส.ค.2562) น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลรับผิดชอบในส่วนของกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายกรมวิชาการเกษตรว่า ได้สั่งการให้ทบทวนเรื่องสารเคมีเกษตรและปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะสารกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต หากมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการอนุญาตและการต่อทะเบียนสารเคมีเกษตร ต้องชะลอเอาไว้ก่อน โดยตนเองจะขอดูรายละเอียดเพื่อศึกษาทบทวนใหม่

ส่วนการตั้งคณะกรรมการเพื่อมาศึกษาทบทวนเรื่องนี้นั้นมีกรอบอยู่แล้ว เพียงแค่ต้องทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วทั้ง 3 สารนี้อันตรายอย่างไร รวมไปถึงปุ๋ยปลอม ยาปลอม หรือในโรงงานต่างๆ ตนจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบเอง

 

 

ทั้งนี้ การพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.วัตถุอันตราย จะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ โดยย้ำว่าการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะทำโดยเร็วที่สุด เพราะส่วนตัวต้องการให้ยกเลิกภายในสิ้นเดือนนี้ แต่ต้องดูหลายอย่างประกอบ เช่น สต็อก หรือคลังสินค้า ซึ่งทางกรมวิชาการเกษตรยังไม่ได้รายงานข้อมูลเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะต้องหาสิ่งทดแทนได้ดี ส่วนที่บางคนบอกว่าเกษตรกรอบรมแล้ว ป้องกันแล้ว แต่ในความเป็นจริง เมื่อเกษตรกรพ่นสารเคมีเกษตร กลับไม่ได้ป้องกัน ดังนั้น ผู้บริโภคก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่ากำหนดการเก็บผลผลิตหลังพ่นสารนั้น เป็นไปตามกรอบ 3 หรือ 8 เดือนตามที่กำหนดไว้หรือไม่

ความปลอดภัยของชีวิตคน ไม่มีอะไรทดแทนได้ ถึงตัวเราเองอยู่กับสารพิษ เราว่าเราป้องกันแล้ว แต่สารพิษตัวนั้นกระจายออกไปทั่ว ลงน้ำไปเจอปลา เราเป็นผู้บริโภคปลา ซึ่งเป็นวัฏจักรที่ต้องเวียนกลับมาหาเรา ดังนั้นย้ำว่า อยากให้จบภายในสิ้นปีนี้

รมช.เกษตรและสหกรณ์ ยังย้ำว่า ได้มีการหารือเรื่องนี้กับ รมว.สาธารณสุข ซึ่งยืนหยัดในนโยบายนี้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป เป็นไปไม่ได้ที่จะอนุญาตสิ่งผิดๆ จึงต้องทำให้เด็ดขาดและรวดเร็วขึ้น

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แพทย์เตือนอันตรายจากการใช้สารเคมี โดยเฉพาะ "พาราควอต"

"คกก.วัตถุอันตราย" เร่งแก้ปัญหาสารเคมีตกค้างผัก - ผลไม้

รับจ้างฉีดยาฆ่าแมลง "ชีวิต" บนความเสี่ยงโรคเนื้อเน่า

"พาราควอต" คืออะไร ทำไมต้องขอแบน?

 


สูญเสีย "สมศักดิ์ เครือวัลย์" ปราชญ์เกษตรแผ่นดิน

Sun, 4 Aug 2019 14:57:00

วันนี้ (4 ส.ค.2562) เฟซบุ๊ก "มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ" ได้โพสต์ภาพ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ กรรมการมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ พร้อมแจ้งกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ ระหว่างวันที่ 4-9 ส.ค.2562 ที่วัดสองสลึง ต.สองสลึง อ.แกลง จ.ระยอง และจะมีการฌาปนกิจศพ ในวันที่ 10 ส.ค.นี้ ซึ่งมีลูกศิษย์จำนวนมากเข้าไปโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการจากไปของปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน โดยนายสมศักดิ์ป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ระยะสุดท้าย และเสียชีวิตในวัย 69 ปี

เว็บไซต์ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า นายสมศักดิ์ เครือวัลย์ หรือ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ในปี 2558 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลและประกาศเกียรติคุณในด้านการเกษตรอีกจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ นายสมศักดิ์ ทำการเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก และกู้เงินจากธนาคารมาลงทุน แต่ประสบกับภาวะขาดทุนจากสภาพพื้นที่เกษตรกรรมไม่เหมาะสมและมีปัญหาโรคพืชจากการผลิตแบบเดิมๆ อีกทั้งยังมีต้นทุนสูง จึงพลิกผันมาทำการเกษตรโดยไม่พึ่งพาสารเคมี ใช้ความรู้ที่ได้จากการไปศึกษาดูงานในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ การทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และศึกษาฟาร์มตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ

 

ต่อมา เมื่อได้รับเลือกเป็นหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน จึงมีโอกาสไปอบรมสัมมนาในพื้นที่ต่างๆ หลายแห่ง ใช้เวลาศึกษาเรียนรู้และตัดสินใจนาน 2-3 ปี เพื่อเปลี่ยนมาทำการเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยไม่พึ่งพาสารเคมีทุกชนิด ตั้งแต่ปี 2536

อีกทั้งยังได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตและเป็นแบบอย่างให้คนในชุมชน จนได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลสองสลึง โดยใช้พื้นที่ทำการเกษตรของตนเองเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้ สร้างเครือข่ายและจัดการด้านการผลิตและการตลาดในชุมชน ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนร่วมสนับสนุนในการสร้างองค์ความรู้และถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกร

นายสมศักดิ์ เป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักที่ว่า “เมื่อเราเอาตัวรอดได้แล้ว เราต้องช่วยแบ่งปันผู้อื่น การเรียนรู้เรื่องแนวพระราชดำริของในหลวง เรียนอย่างไรก็ไม่จบ เพราะศาสตร์การเรียนรู้ของพระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงตามพื้นที่ลงมือทำ”


"ประภัตร" เปิดบ้านช่วยแล้ง ชาวนาสุพรรณบุรี

Thu, 1 Aug 2019 11:13:00


เย็นวานนี้ (31 ก.ค.2562) นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา เปิดบ้านพักส่วนตัว ใน อ.ศรีประจันต์ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 12 รวมถึงเกษตรจังหวัด หารือร่วมกับตัวแทนชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้งรวมพื้นที่กว่า 6 แสนไร่ โดยเฉพาะชาวนาริมคลองมะขามเฒ่า - อู่ทอง ที่เรียกร้องให้มีการผันน้ำเข้าคลองเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ยื้อต้นข้าวที่กำลังออกรวงจะครบกำหนดเกี่ยวอีก 1 เดือนให้อยู่รอด

 

 

ภายหลังการหารือ นายประภัตร เปิดเผยถึงข้อสรุปว่า จะมีการสูบน้ำต้นทุนจากเขื่อนเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีนเข้ามายังลุ่มน้ำและคลองต่างๆ ในเขตสุพรรณบุรี เริ่มตั้งแต่วันนี้ (1 ส.ค.2562) โดยจะระดมเครื่องสูบน้ำที่มีศักยภาพ เร่งสูบน้ำเข้าคลองมะขามเฒ่า - อู่ทอง ระยะทาง 104 กิโลเมตรที่แห้งขอดในขณะนี้ให้เต็มก่อนภายใน 2 วัน ส่วนการจัดรอบเวรจะหารืออีกครั้ง เนื่องจากชาวนาต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำยังตกลงรอบเวรกันไม่ได้

 

 

จะแบ่งน้ำยังไง วันนี้ยังตกลงกันไม่ได้ เพราะทุกคนเดือดร้อน ตอนนี้ข้าวกำลังจะตายเหมือนกันหมด ต้นคลองก็อยากได้ เพราะคราวที่แล้วให้ท้ายคลองก่อน แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากปลายคลอง เป็นต้นคลอง ก็ปรากฏว่าข้าวจะตายพร้อมกัน จึงต้องตกลงกันใหม่ ทุกคนบอกว่าถ้าไม่ได้ ก็คงต้องยอมตายกันหมด ประกาศเป็นเขตภัยแล้ง แต่ผมบอกไม่ได้หรอก เพราะเป็นโอกาสที่ชาวนากำลังจะได้เกี่ยว


รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า การจัดสรรน้ำรอบนี้จะเป็นไปอย่างคุ้มค่าและเข้มงวด ทุกคนต้องทำตามกติกาห้ามสูบน้ำเข้านาก่อน เพื่อให้น้ำเข้ามาถึงท้ายคลอง พร้อมได้มอบหมายให้นายอำเภอในพื้นที่ริมคลองดังกล่าว สำรวจและติดตามสถานการณ์เข้มงวดทุกจุด

ทั้งนี้ ไม่กังวลต่อการวิพากษ์วิจารณ์ว่าดึงน้ำเข้าพื้นที่จังหวัดของตัวเองที่เดียว เพราะต้องเข้าใจว่าตอนนี้ชาวนาสุพรรณบุรีอยู่ในภาวะเดือดร้อนหนักกว่าพื้นที่อื่นๆ และขณะนี้ ปริมาณน้ำที่เข้ามายังเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ก็เพิ่มขึ้น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"วราวุธ" ประเดิมแก้ปัญหาน้ำแล้งสุพรรณบุรี

แล้งจัด! ชาวนาสุพรรณ ยอมเสี่ยงสูบน้ำเสียทำนา

"ชาติไทยพัฒนา" ประกาศหนุน "พลังประชารัฐ" เชื่อประเทศเดินหน้าได้

 


อดีต คปร. - ไบโอไทย ช่วยติดกระดุม 5 เม็ด แนะรัฐแก้ปัญหาที่ดิน

Mon, 29 Jul 2019 08:29:00


นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตกรรมการปฏิรูป (คปร.) และเจ้าของงานวิจัยเพื่อการปรับปรุงแก้ไขนโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ระบุ "มาช่วยกันกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง : ประเด็นปัญหาที่ดินเกษตรกร" โดยระบุว่า ข้อมูลที่ดินทำการเกษตรในประเทศไทย ที่มีมากกว่า 150 ล้านไร่ น่าจะเพียงพอต่อเกษตรกรที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2561 ราว 5.8 ล้านครัวเรือน คิดค่าเฉลี่ยคร่าวๆ ที่ดินเกษตรกรพึงมีจะอยู่ที่ครัวเรือนละ 20 ไร่ ประเทศไทยจึงไม่ควรมีปัญหาที่ดินทำกิน แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เกษตรกรกว่าครึ่ง ต้องเช่าที่ดินทำกิน เกษตรกรอีกจำนวนนับล้านครอบครัว แม้ครอบครองที่ดินและทำกินอยู่มานาน แต่ไม่มีกฎหมายรองรับ กลายเป็นผู้บุกรุกที่ดินของรัฐ ถูกไล่รื้อ จับกุมฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา ดังกรณีล่าสุด ที่เกิดกับชาวบ้าน 14 คน ของบ้านซับหวาย จ.ชัยภูมิ (ดูเพิ่ม คดีบุกรุก อช.ไทรทอง ทวงคืนผืนป่ากระทบคนจน)

 

 

นายเพิ่มศักดิ์ ระบุ ปัญหาที่ดินของประเทศไทย เป็นเรื่องการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวางแผนใช้ที่ดินและการจัดสรรที่ดินที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม อีกทั้งความไร้ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองเกษตรกรให้พ้นจากการกว้านซื้อที่ดิน และการถูกยึดที่ดิน จนกลายเป็นเกษตรกรไร้ที่ทำกินมากมายทั่วประเทศ จึงมองว่า สถานการณ์ที่ดินปัจจุบันเป็นปัญหาคอขวด ซึ่งก็คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งโครงสร้างความคิด โครงสร้างนโยบายและกฎหมาย ที่ต้องหาทางออกให้ตรงประเด็น

 

 


เสนอรับรองสิทธิจัดการที่ดินร่วม

นายเพิ่มศักดิ์ ยกแนวทางแก้ปัญหา กรณีสิทธิของชุมชนในเขตป่าและที่ดินของรัฐ โดยมีข้อเสนอ 2 ข้อ

  1. กันเขตที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ให้ชุมชนจัดการกันเองในกรอบสิทธิชุมชน
  2. กันเขตป่าที่ชุมชนดูแลและใช้ประโยชน์ ในกรอบการจัดการร่วมแบบประชารัฐ เพื่อคานอำนาจให้สมดุลระหว่างรัฐ ชุมชน และท้องถิ่น หากทำได้สำเร็จ ความขัดแย้งก็จะคลี่คลายลงทันที

 

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูป (คปร.)

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูป (คปร.)

 

เมื่อความขัดแย้งเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชนหมดไป ประชาชนก็จะสามารถใช้ที่ดินพัฒนาอาชีพบนฐานการเกษตรและอาชีพอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย ตามศักยภาพและความสามารถของเขา ตลอดจนเข้าถึงโอกาสที่จะเข้าถึงการสนับสนุน และการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐตามนโยบายรัฐบาลได้ด้วย


นายเพิ่มศักดิ์ ยังย้ำด้วยว่า ข้อเสนอข้างต้น สมาชิกรัฐสภาและฝ่ายการเมือง ต้องแสดงเจตจำนงที่มุ่งมั่น จริงจัง จริงใจ โดยทำให้เป็นวาระแห่งชาติ แม้อาจจะต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคมากมายจากกลุ่มอิทธิพลเหนือปัญหาที่ดินทั้งหลาย แต่ผลตอบแทนกลับคืนให้กับประเทศชาติจะทวีคูณ

 

"ไบโอไทย" ช่วยรัฐบาลตอบ "พิธา" ปัญหากระดุม 5 เม็ด

ด้านเพจเฟซบุ๊ก BIOTHAI ร่วมนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ดินและเกษตรกรเช่นกัน โดยระบุว่า สืบเนื่องจากแนวคิด "กระดุม 5 เม็ด" ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ หากไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเป็นระบบ ก็ยากที่จะแก้ปัญหาเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมได้

 

ภาพจาก : ไบโอไทย

ภาพจาก : ไบโอไทย

 

ปัญหาที่ดิน ไบโอไทย เสนอให้รัฐนำเงินงบประมาณส่วนที่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การจำนำและการประกันราคาสินค้าเกษตร ปีละหลายหมื่นล้านบาทถึงแสนล้านบาท แบ่งมาใช้แก้ปัญหา เพื่อให้เกษตรกรเช่าซื้อที่ดินในราคาถูก โดยให้มีราคาไม่เกินค่าเช่าที่เกษตรกรต้องจ่ายให้เจ้าของที่ดิน 

ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ไบโอไทย มองว่า เป็นผลพวงของปัญหาแรกและปัญหาอื่นๆ ซึ่งต้องลดปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ยและสารเคมี ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิต และการเพิ่มนวัตกรรมการเกษตร เปลี่ยนจากเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาสารเคมีหรืออาหารสัตว์ มาเป็นเกษตรกรรมเชิงนิเวศ เกษตรกรรมผสมผสาน และเกษตรกรรมเชิงนวัตกรรมที่อาศัยฐานความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมตังข้อสังเกตว่า กลุ่มที่จะขัดขวางแนวทางนี้ คือ กลุ่มทุนเกษตรที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล

โดยมีการยกตัวอย่าง พืชกระท่อมเพื่อการแพทย์ ที่หากทำได้ จะสามารถสร้างรายได้ปีละหลายแสนล้านบาท จากการสกัดพืชกระท่อม เพื่อนำสาร Mitragynine และ 7-Hydroxymitragynine มาใช้ในอุตสาหกรรมยาระงับปวด ทั้งนี้ ไม่นับถึงกัญชาและสมุนไพรอื่นๆ 

การพัฒนานวัตกรรม การลดละเลิกการใช้สารเคมี ต้องอาศัยการลงทุนทั้งในรูปการพัฒนาเครื่องจักรเครื่องกลทดแทนสารเคมี การสนับสนุนเกษตรกรให้เปลี่ยนจาการผลิตเชิงเดี่ยว เป็นเกษตรกรรมเชิงนิเวศ และเกษตรเชิงนวัตกรรม ซึ่งเราเสนอให้ใช้เงินเหล่านั้นจากภาษีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้งจากภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม 


ไบโอไทย ยังทิ้งท้ายด้วยว่า เมื่อ ดิน น้ำ และฐานทรัพยากรได้รับการฟื้นฟู ระบบเกษตรกรรมและอาหารมีความปลอดภัย สิ่งที่เรียกกว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจากเกษตรกรรมเชิงนิเวศ จึงจะสามารถเกิดขึ้นได้

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"พิธา" เสนอติดกระดุม 5 เม็ด นโยบายแก้ปัญหาเกษตรกร

"พีมูฟ" ชุมนุมร้องรัฐบาลใหม่เดินหน้านโยบาย 9 ด้าน

วงเสวนาชี้ "ทวงคืนผืนป่า" กระทบคนจน 

พลิกปมข่าว : ถอดรหัสนโยบาย ป่าไม้ - ที่ดิน

 

 


"วราวุธ" ประเดิมแก้ปัญหาน้ำแล้งสุพรรณบุรี

Fri, 19 Jul 2019 13:36:00

วันนี้ (19 ก.ค.2562) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม (ทส.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง บริเวณบ้านห้วยม้าลอย ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี พร้อมพบปะประชาชนในพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรในหลายพื้นที่

นายวราวุธ กำชับให้ทุกหน่วยงานของ ทส.พร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง เร่งให้ความช่วยเหลือบรรเทาปัญหาให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เกิดฝนทิ้งช่วงหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนและเกษตรกรขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร จึงเร่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และให้ความช่วยเหลือเป็นรายพื้นที่

เจาะบ่อบาดาล-ตั้งเครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์

นายวราวุธ กล่าวว่า ส่วนบ้านห้วยม้าลอย ที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการ เกษตรเป็นประจำ แต่ละปีสามารถเพาะปลูกพืชได้เพียงรอบเดียวเท่านั้น เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และกล้วย เพราะต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน และการละทิ้งถิ่นฐานเพื่อหารายได้ทางอื่นมาใช้จ่ายภายในครอบครัว

ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรน้ำ เข้ามาพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้น ที่ประสบภัยแล้งเจาะบ่อน้ำบาดาล ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ก่อสร้างหอถังเก็บน้ำขนาด 20 ลูกบาศก์เมตร

 

พร้อมท่อกระจายน้ำระยะทาง 2,000 เมตร ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 130-242 ไร่ ปัจจุบันเกษตรกรบ้านห้วยม้าลอยทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี และมีน้ำบาดาลใช้ เพื่อการเลี้ยงสัตว์ ส่วนพืชที่ปลูก เช่น อ้อย มันสำปะหลัง กล้วย  มะนาว และพืชสมุนไพร อย่างขมิ้นชัน ไพล

ขณะนี้ยังได้บริหารจัดการน้ำผิวดินและน้ำบาดาล ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน 119 ล้านไร่ ในช่วงปี 2558-2561 รวม 15,914 แห่ง แบ่งเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค 8,189 แห่ง ประชาชนได้รับประโยชน์ 1.4 ล้านครัวเรือน เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 290 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี 

การพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร 7,725 แห่งประชาชนได้รับประโยชน์ 50,028 ครัวเรือน พื้นที่ได้รับประโยชน์ 678,690 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 292 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

 


นาข้าวหลายพื้นที่ขาดน้ำ หลังฝนทิ้งช่วง

Fri, 19 Jul 2019 06:27:00

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค.2562) นาข้าวในพื้นที่ ต.เถินบุรี อ.เถิน จ.ลำปาง กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหนัก หลังปริมาณน้ำที่ระบายมาจากอ่างเก็บน้ำแม่อาบส่งมาไม่ถึงทุ่งนาของชาวบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำของลำห้วยแม่อาบ ชาวนาบางส่วนต้องปล่อยทิ้งนาข้าวเพื่อรอฝนตก ส่วนนาข้าวที่มีบ่อบาดาล ชาวนาต้องเร่งสูบน้ำบ่อบาดาลขึ้นมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว แม้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องสูบน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

ไม่ต่างจากพื้นที่ จ.พิจิตร แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ส่งผลทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะแหล่งกักเก็บน้ำคลองท่ากระดานใน ต.หนองปลาไหล อ.วังทรายพูน มีสภาพแห้งขอด ต่างจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา ที่มีน้ำเต็มพื้นที่กักเก็บ ล่าสุด ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน เริ่มส่งผลกระทบกับข้าวนาปี มีนาข้าวเสี่ยงที่จะเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

 

 

ชาวนา หมู่ 5 ต.สารจิตร อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย กำลังได้รับความเดือดร้อนจากความแห้งแล้ง อย่างหนักต้องใช้รถแทรกเตอร์ ลากจูงถังบรรจุน้ำขนาดใหญ่ เพื่อนำน้ำมาใส่ในนาข้าว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังโตไม่ให้แห้งตาย เนื่องจากไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่ข้าวที่หว่านไว้อายุประมาณ 1 เดือน เริ่มได้รับเสียหาย พื้นดินแห้ง แข็ง เริ่มแตกระแหง ไม่มีน้ำขังหล่อเลี้ยงต้นข้าว หากไม่มีฝนตกหรือมีน้ำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวในช่วงนี้จะทำให้ต้นข้าวตาย ก่อให้เกิดความเสียหายได้

 

 

ด้านนายสุชีพ มีถม ผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลปีนี้ พบว่าปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 69 จากเดิม 965 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือเพียง 303 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำเหลือใช้การได้เพียง 909 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 9.4 เท่านั้น

 

 

โดยในช่วงภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลายาวนาน เขื่อนภูมิพลขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดและให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่คิดจะทำการเกษตรในช่วงระยะนี้ จะต้องติดตามข้อมูลการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูลข่าวสารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด

 


ฝนทิ้งช่วงส่งผลเขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำน้อยระดับวิกฤต

Thu, 18 Jul 2019 17:05:00

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ โดยระบุว่า ขณะนี้หลายเขื่อนมีน้ำใช้การน้อยอยู่ในขั้นวิกฤต เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ มีน้ำใช้การได้ไม่เพียงพอแล้ว, เขื่อนสิรินธร มีน้ำใช้การได้ร้อยละ 2, เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ร้อยละ 5, เขื่อนจุฬาภรณ์ ร้อยละ 5, เขื่อนสิริกิติ์ ร้อยละ 6, เขื่อนภูมิพล ร้อยละ 7, เขื่อนแควน้อย ร้อยละ 11, เขื่อนขุนด่านปราการชล ร้อยละ 13, เขื่อนวชิราลงกรณ ร้อยละ 17 และเขื่อนศรีนครินทร์ ร้อยละ 19

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานโครงการชลประทานทั่วประเทศ เร่งช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่โดยด่วน เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้หลายจังหวัดประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบน้ำอุปโภคบริโภค

สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีในเขตชลประทานทั้งประเทศ วางแผนเพาะปลูกรวม 16.68 ล้านไร่ ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้ว 10.77 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 64.55 ของแผน ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา วางแผนเพาะปลูกข้าวนาปีรวม 7.71 ล้านไร่ ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้ว 6.09 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 78.97 ของแผน จากสภาวะฝนทิ้งช่วงคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำไหลผ่านลุ่มน้ำปิง อ.บรรพตพิสัย และ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลง จะทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลมายังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท มีแนวโน้มลดลงด้วย

จึงเน้นย้ำให้โครงการชลประทานทุกแห่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทยอยเพาะปลูกตามปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่และให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ส่วนพื้นที่ที่ได้เพาะปลูกไปแล้ว กรมชลประทานจะส่งน้ำแบบรอบเวรหมุนเวียนแต่ละพื้นที่ รวมทั้งขอให้สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำปิง แม่น้ำน่านและแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมดสูบน้ำตามรอบเวรอย่างเคร่งครัด

 

 


ปศุสัตว์สั่งชะลอนำเข้าหมูจากกัมพูชา ป้องกันอหิวาต์แอฟริกา

Sat, 13 Jul 2019 10:18:00

วันที่ 12 ก.ค.62 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสุกร หมูป่า หรือซากสุกร ซากหมูป่า จากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ.2562 โดยมีรายละเอียดดังนี้

สืบเนื่องจากประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสุกรหมูป่า หรือซากสุกร ซากหมูป่า จากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ.2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 นั้น จะสิ้นสุดการบังคับใช้ ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2562

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการรายงานการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever) ในราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งโรคระบาดสัตว์ชนิดดังกล่าวสามารถแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางได้ โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วยหรือสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค หรือซากของสัตว์ซึ่งป่วยหรือตายโดยโรคระบาดดังกล่าวไปยังท้องที่ต่าง ๆ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคระบาดสัตว์ชนิดดังกล่าวมีโอกาสแพร่กระจายเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 อธิบดีกรมปศุสัตว์จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

1.ให้ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสุกร หมูป่า หรือซากสุกร ซากหมูป่า ที่มีแหล่งกำเนิดจากราชอาณาจักรกัมพูชา

2.ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับได้เป็นเวลา 90 วันนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


เสี่ยงแล้ง! เช็กน้ำในอ่าง 129 แห่งปริมาณต่ำกว่า 30%

Wed, 10 Jul 2019 10:31:00

วันนี้ (10 ก.ค.2562) นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ  (สทนช.) กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) คาดการณ์ปรากฏการณ์เอล นิโญกำลังอ่อน มีแนวโน้มที่จะเกิดต่อเนื่องไปจนถึง ส.ค.นี้ จะทำให้มีปริมาณฝนตกน้อยตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ก.ค.นี้ส่งผลเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก 

ทั้งนี้ สทนช.ได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยใช้ข้อมูลฝนสะสมของกรมอุตุนิยมวิทยา และสสน. พบมีพื้นที่มีปริมาณฝนตกน้อยนอกเขตชลประทาน ที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำจำนวน 160 อำเภอ 21 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ 34 อำเภอ 6 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 71 อำเภอ 8 จังหวัด และภาคใต้ 55 อำเภอ 7 จังหวัด ส่วนในสัปดาห์ที่ 3-4 ของเดือน ก.ค.นี้ ปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้นและมีฝนตกชุกหนาแน่น โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก 

สำหรับการคาดหมายปริมาณฝน 3 เดือนล่วงหน้า ตั้งแต่ก.ค.-ก.ย.นี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าปริมาณฝนรวม บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 5 ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันออก จะมีปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ แต่บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะสูงกว่าค่าปกติร้อยละ 5

 

เช็กปริมาณน้ำในอ่าง 129 แห่งน้ำน้อยต่ำกว่า 30% 

ขณะที่สถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 39,622 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 49% โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ 38 แห่ง พบว่ายังไม่มีแหล่งน้ำที่มีน้ำมากกว่า 80% มีเพียงแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ระหว่าง 60-80% อยู่ในภาคตะวันออก และภาคใต้ รวม 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลาง

ส่วนแหล่งน้ำขนาดกลางความจุ 2 ล้านลบ.ม.ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 100% มีเพียงแห่งเดียวคือ อ่างเก็บน้ำด่านชุมพล จ.ตราด ปริมาณน้ำ 80-100% จำนวน 11 แห่ง และปริมาณน้ำ 60-80% จำนวน 37 แห่ง ซึ่งมีการบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้ในพื้นที่โดยไม่กระทบทั้งเสี่ยงท่วมและแล้ง

ขณะที่แหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังน้ำน้อยกว่า 30% มี 15 แห่งแบ่งเป็น ภาคเหนือ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 แห่ง ได้แก่ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำพุง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำนางรอง

ภาคตะวันออก 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนขุนด่านปราการขล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนนฤบดินทรจินดา ภาคกลาง 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว และบึงบอระเพ็ด

แหล่งน้ำขนาดกลางน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 129 แห่ง ภาคเหนือ 15 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 89 แห่ง ภาคตะวันออก 9 แห่ง ภาคกลาง 11 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง และภาคใต้ 3 แห่ง

 

 

นายสมเกียรติ ระบุว่า จากสภาพความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่มีทั้งพื้นที่เสี่ยงที่จะประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง และฝนตกหนักในบางพื้นที่ สทนช. ได้กำชับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมชลประ ทาน และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ทบทวนการคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง ปรับแผนการจัดสรรน้ำจนสิ้นสุดฤดูฝน

รวมถึงคาดการณ์ถึงแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งหน้าด้วย เนื่องจากพบว่าปริมาณฝนตกในเดือน มิ.ย.นี้ น้อยกว่าคาดการณ์ถึงร้อยละ 30 ประกอบกับปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างทั่วประเทศ จากพายุมูนมีปริมาณน้อยมากเช่นกัน

 


สทนช.พร้อมรับ "พายุมูน" ชี้ช่วยเติมน้ำเขื่อนเหนือ-อีสาน

Thu, 4 Jul 2019 17:50:00

วันนี้ (4 ก.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์พายุ “มูน” โดยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์อากาศ ฝนและปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศ ซึ่งจากการติดตามปริมาณฝนสะสม 3 วันจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนมูน พบว่ามีปริมาณฝนสะสมสูงสุดบริเวณ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด, อ.เมือง จ.นครพนม และ อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ โดยได้มีการแจ้งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและดินโคลนถล่มบริเวณ จ.พิษณุโลก 1 หมู่บ้าน, จ.เพชรบูรณ์ 18 หมู่บ้าน และเตรียมพร้อม 4 หมู่บ้าน, จ.เพชรบุรี 5 หมู่บ้าน

ส่วนการคาดการณ์ฝนตกหนักในวันนี้ (4 ก.ค.) ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก และวันพรุ่งนี้ (5 พ.ค.) บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งเป็นผลดีในหลายพื้นที่ ทั้งที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำในไร่นาของเกษตรกรที่มีปริมาณน้ำน้อย

ขณะเดียวกันยังส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้น 243 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีถึง 207 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลลงแหล่งน้ำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ 5 แห่ง จากทั้งหมด 9 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล, เขื่อนแม่กวงอุดมธารา, เขื่อนกิ่วคอหมา, เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน และเขื่อนภูมิพล

 

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น 8 แห่ง จากทั้งหมด 13 แห่ง ได้แก่ เขื่อนห้วยหลวง, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนน้ำพุง, เขื่อนจุฬาภรณ์, เขื่อนอุบลรัตน์, เขื่อนลำปาว, เขื่อนสิรินธร และเขื่อนลำตะคอง จากการวิเคราะห์สถานการณ์ สามารถประเมินว่า ปริมาณน้ำทั้งหมดจากอิทธิพลของพายุลูกนี้จะมีไม่ถึง 300 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำปัจจุบันยังไม่เป็นที่น่ากังวล เนื่องจากอ่างเก็บน้ำหลายแห่งยังมีปริมาณน้ำน้อย จึงสามารถรองรับน้ำฝนในฤดูฝนปีนี้ได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่น้ำน้อยกว่า 30% มีจำนวน 16 แห่ง และมีมากกว่า 30% แต่ไม่ถึง 60% จำนวน 19 แห่ง มีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ปริมาณน้ำมากกว่า 60% แต่ไม่ถึง 80% ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลาง จากจำนวนแหล่งน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด 38 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 128 แห่ง สทนช.จึงสั่งเร่งเก็บกักน้ำให้มากที่สุดในช่วงฤดูฝนนี้ เพื่อให้เพียงพอกับน้ำต้นทุนในฤดูแล้งปีถัดไป

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้คาดการณ์สถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในระหว่างวันที่ 5-15 ก.ค.นี้ จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ปริมาณฝนสะสมที่ตกติดต่อกัน 15 วัน ปริมาณฝนน้อยกว่า 30 มิลลิเมตร เพื่อให้ได้พื้นที่ที่แม่นยำที่อาจจะเสี่ยงกับภาวะขาดแคลนน้ำที่จะกระทบกับการอุปโภค บริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร

 


ชาวสวนกระบี่หันปลูก "เมล่อนอินทรีย์" หลังราคาปาล์มตกต่ำ

Tue, 14 May 2019 06:38:00

สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกพืชเกษตรอินทรีย์นวัตกรรมใหม่ ปลายพระยา ต.เขาเขน อ.ปลาพระยา จ.กระบี่ ปลูกเมล่อนพันธุ์กรีนเน็ต เเบบอินทรีย์ ในโรงเรือนระบบปิด ซึ่งกำลังจะครบกำหนดเเละเก็บไปขายได้ ล็อตเเรก 400 ลูก น้ำหนักลูกละ 1.5 กิโลกรัม

ประยุทธิ์ อ้นชู ตัวเเทนกลุ่มปลูกพืชเกษตรอินทรีย์นวัตกรรมใหม่ปลายพระยา บอกว่า ได้รับการสนับสนุนงบประมาณกู้ยืมจากสหกรณ์นิคมปลายพระยา และสถานบันส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อปลูกพืชอินทรีย์ โดยสมาชิกจะช่วยกันดูเเลผลผลิต ส่วนการปลูกแบ่งเป็นถุงละ 2 ต้น รวมทั้งหมด 400 ต้นในโรงเรือนขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 21 เมตร ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช, โรคเชื้อราและสารตกค้างต่าง ๆ จากพื้นดินน้ำและทางอากาศ

นอกจากนี้ จะมีการให้น้ำสารอาหารตามตารางที่กำหนดและเมื่อเมล่อน อายุระยะเวลา 65-70 วัน ต้องเก็บผลเมล่อนตัวอย่างส่งตรวจสอบสารตกค้าง และสารอาหารความหวานเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก

ขณะที่ตลาดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการทำอาชีพเกษตรกรรม โดยก่อนปลูกเกษตรกรได้ทำข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการตลาดรองรับผลผลิตราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 80-100 บาท


"ไมซ์ชุมชน" ชูสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสนสายพันธุ์แรกในไทย

Fri, 10 May 2019 16:00:00

นายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมตลาดในประเทศ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ พร้อมด้วยนายอัชฌา สุวรรณนิตย์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร เยี่ยมชมสหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสน และสหกรณ์โคนม นครปฐม จำกัด ภายใต้โครงการไมซ์เพื่อชุมชน โดยเป็นโครงการที่เดินหน้าร่วมกรมส่งเสริมสหกรณ์ ชูไมซ์กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ปี 2 สำหรับสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสนพันธุ์แรกของประเทศไทยมีอักลักษณ์เทียบเท่าต่างประเทศ ตั้งเป้าขยายสหกรณ์เพิ่มกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ หวังสร้างรายได้สู่ชุมชน ต่อยอดวิถีเกษตรยั่งยืน ส่วนจัดประชุมสัมมนาในประเทศของหน่วยงานภาครัฐเอกชน คาดว่าจะสร้างรายได้ 62,000 ล้านบาท

 

 

โครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” จะคัดเลือกชุมชนสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นจุดหมายใหม่สำหรับธุรกิจไมซ์ รองรับการจัดงานประชุม ศึกษาดูงาน และจัดกิจกรรมเรียนรู้ พร้อมกับใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกผลักดันให้เกิดการจับคู่ธุรกิจสินค้าในชุมชนกับองค์กรธุรกิจต่างๆ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาชุมชนในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

 

 

สำหรับสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง มีความพร้อมในการรองรับตลาดไมซ์ได้เป็นอย่างดี จัดกิจกรรมทั้งเชิงความรู้วิชาการ เช่น งานเพาะพันธุ์โคเนื้อกำแพงแสน ซึ่งเป็นโคเนื้อชื่อพันธุ์ไทย พันธุ์แรกของโลก, สาธิตการผสมเทียม รวมไปถึงกิจกรรมสันทนาการ เช่น แนะนำการย่างเนื้อที่ถูกวิธี การใช้น้ำจิ้มปรุงรสที่เหมาะสมกับสเต็ก ป้อนนมลูกวัว การโชว์ความสามารถของสัตว์ในฟาร์ม สาธิตการทำคอฟฟีเบรคแนวปิงซู

 


ซ้อมใหญ่งานพระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

Tue, 7 May 2019 17:36:00

วันนี้ (7 พ.ค.2562) เวลา 07.00 น. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.กันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.ดวงพร งามประดิษฐ์ นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.ณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม น.ส.อาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายต่าง ๆ เข้าร่วมในการซ้อมใหญ่

 

ขณะนี้ทุกฝ่ายมีความพร้อมในการจัดงานพระราชพิธีฯ ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ มีความงดงาม และมีความหมายอย่างยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

 

 

ในปีพุทธศักราช 2562 นี้ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล และถือเป็นวันเกษตรกร ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 8 พ.ค.นี้

 

ในการนี้ เวลาประมาณ 17.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีพืชมงคล ทรงหลั่งน้ำสังข์ ทรงเจิม พระราชทานพระธำมรงค์ กับพระแสงปฏักแก่ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

 

สำหรับวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธี ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ ฤกษ์ไถหว่านระหว่างเวลา 08.19-08.49 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
         

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา กล่าวว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือที่นิยมเรียกว่า พิธีแรกนา กำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย เพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกรให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก

 

ทั้งนี้ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ สืบทอดมายาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการจัดงานเต็มรูปแบบตามประเพณีครั้งสุดท้ายในปี 2479 แล้วว่างเว้นไป กระทั่งในปี 2503 คณะรัฐมนตรี มีมติให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีนี้ขึ้นมาใหม่ และได้กระทำติดต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน
         

นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2509 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคล เป็นวันเกษตรกร ประจำปีด้วย ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 8 พ.ค.นี้  เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรร่วมกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นสิริมงคลแก่อาชีพทางเกษตรกรรม 

 


ทุเรียนจันทบุรีราคาพุ่ง ล้งกว๊านซื้อส่งออกจีน

Tue, 9 Apr 2019 11:14:00

วันนี้ (9 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวสวนทุเรียน จ.จันทบุรี เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันต่อความต้องการของตลาดในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งขณะนี้ผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศมีความต้องการสูง ทำให้ราคาทุเรียนค่อนข้างแพง โดยพันธุ์หมอนทอง กระดุม และชะนี ราคาซื้อขายกิโลกรัมละ 120 บาท ส่วนทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน เช่น พวงมณี กำปั่นทอง นกหยิบ ราคากิโลกรัมละ 350-500 บาท

นายมานพ อมรอรช ชาวสวนทุเรียน จ.จันทบุรี บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาทุเรียน จ.จันทบุรี ค่อนข้างสูง เนื่องจากผู้รับซื้อหรือล้ง มีความต้องการทุเรียนเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีนมากกว่าปีที่แล้ว ล่าสุด บริษัท ซูหนิง ตลาดออนไลน์รายใหญ่ของจีน ลงนามความร่วมมือกับจังหวัดจันทบุรี ส่งออกทุเรียน 20 ล้านลูกเพื่อนำไปจำหน่ายในจีน และคาดว่าจะมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเร็ว ๆ นี้

 

 

สำหรับปีนี้ราคาซื้อขายทุเรียนค่อนข้างสูง โดยจังหวัดระยองร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน "กินทุเรียนก่อนใครไประยอง" ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นตลาดทุเรียน รวมถึงผลไม้อื่น ๆ คาดว่าปีนี้เกษตรกรสวนทุเรียนจะมีรายได้มากขึ้น

 


กรมชลฯ เตือนห้ามทำนาปรังรอบ 3 ฤดูแล้งนานน้ำไม่พอ

Mon, 11 Mar 2019 18:28:00

วันนี้ (11 มี.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ในเขตชลประทาน จะมีน้ำใช้งานต่อเนื่องไปจนถึงเดือนก.ค.นี้ แต่พบว่า พื้นที่เกษตรในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการปลูกข้าวนาปรัง เกินแผนไปแล้วร้อยละ 10 ต้องขอให้เกษตรกรงดทำนาปรัง รอบที่ 3 เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคต

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยแผนใช้น้ำช่วงฤดูแล้ง โดยระบุว่าขณะนี้ปริมาณน้ำใช้การได้คงเหลือ 27,492 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งไปแล้ว คิดเป็นร้อยละ 68 ของแผนทั้งประเทศ เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำ เพื่ออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและอุตสาหกรรม ในเขตชลประทาน

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 61/62 ทั้งประเทศ เพาะปลูกไปแล้ว 8,590,000 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 82 ของแผน ในส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วประมาณ 5,850,000 ไร่เกินแผนไปแล้วร้อยละ 10

ขอให้เกษตรกรงดทำนาปรังรอบที่ 3 เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้เพียงพอ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าฤดูแล้งปีนี้ อาจเกิดขึ้นหลายพื้นที่ และระยะเวลายาวนานมากขึ้น

ด้านนายจานุวัตร เลิศศิลป์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำในทุกภาคส่วน รวมทั้งประเพณีสงกรานต์ ตลอดจนการรักษาระบบนิเวศทางน้ำ แต่ยังคงรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัด 

 

 

เตือน 13-16 มี.ค.นี้ รับมือพายุฤดูร้อน

ส่วนสถาพอากาศในวันนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีอากาศร้อนจัดในบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศร้อนในตอนกลางวันไว้ด้วย

นอกจากนี้ในช่วงวันที่ 13-16 มี.ค.นี้ บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง เกิดพายุฤดูร้อนขึ้น โดยจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป 

 

 


ส่องนโยบายพรรคการเมือง "การเกษตร"

Tue, 5 Mar 2019 20:50:00

 

ให้เสียงประชาชนไปไกลกว่าการเลือกตั้ง
#เลือกตั้ง62


เครื่องบินฝนหลวงคณะ "กฤษฎา" เบรกไม่ทำงาน-ลงจอดยางแตก

Fri, 1 Mar 2019 16:33:00

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ถึงสาเหตุที่เครื่องบินฝนหลวง รุ่นซีเอ็น 235 เกิดปัญหาขัดข้อง จนต้องนำเครื่องลงด้วยระบบแมนนวน โดยขณะเครื่องเกิดปัญหามีนายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสารอยู่บนเครื่องด้วย

 

ร.ท.บัญชา พาลี หัวหน้าชุดบินเครื่องบินซีเอ็น 235 อธิบายว่า สาเหตุขัดข้องเกิดจากปัญหาระบบไฟฟ้าของเครื่องล้มเหลวทั้งระบบ ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยระบบอัตโนมัติและไม่สามารถติดต่อกับหอบังคับการบินได้ นักบินจึงต้องปฏิบัติการการบินตามมาตรฐานการบินฉุกเฉิน ลดระดับการบินลงต่ำ เพื่อส่งสัญญาณว่าประสบเหตุฉุกเฉิน ก่อนประสานกับภาคพื้นดินเพื่อนำเครื่องลงจอดด้วยระบบแมนนวน

ระหว่างทำการจอดฉุกเฉิน เครื่องเกิดปัญหาไม่สามารถวัดระยะได้ ต้องใช้ความชำนาญของนักบิน ประกอบกับระบบเบรคด้วยเครื่องยนต์ไม่ทำงาน การควบคุมทิศทางด้วยล้อไม่ทำงาน ระบบเบรคทำงานไม่เต็มระบบ จึงทำให้ล้อล็อกและเกิดยางแตก แต่ก็สามารถนำเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัย ส่วนสาเหตุจะต้องทำการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

 


"ไร้ใบสั่ง" สนช.ยอมถอนพ.ร.บ.ข้าว ห่วงสร้างความขัดแย้ง

Tue, 26 Feb 2019 19:57:00

วันนี้ (26 ก.พ.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างพระราชบัญญัติข้าว ที่จะเสนอที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันนี้เป็นฉบับล่าสุดที่มีการปรับแก้ ลงวันที่ 25 ก.พ.นี้ นำความเห็นของฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นเมล็ดพันธุ์

แต่หลังเปิดการประชุม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แจ้งต่อที่ประชุมเรื่องการสลับวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติข้าวเป็นวาระที่ 2 จากเดิมวาระแรก

จากนั้น นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว กล่าวว่า ได้ถอนร่าง พ.ร.บ.ข้าว ออกจากการพิจารณาของสนช. วาระ 2 และ 3 อย่างไม่มีกำหนด เพราะกังวลว่า อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง และยืนยันว่าไม่ได้มีใบสั่งให้ถอนพ.ร.บ.ฉบับนี้และขอสื่อมวลชนอย่านำไปเกี่ยวโยงกับนายกรัฐมนตรี

ไม่เกี่ยวเลยครับ เรื่องการเมืองจะไปเห็นด้วยหรือไม่เป็นเรื่องของการเมือง แต่สนช.มีหน้าที่ออกกฎหมาย และสนช.ผมเป็นประธานร่างมา 2 ปี ไม่ใช่เพิ่งมาทำ

 

ขณะที่นายสวัสดิ์ กลิ่นประทุม ชาวนา จ.สิงห์บุรี ชาวนาในตำบลบ้านหม้อ อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี เห็นด้วยที่จะให้นำเอา พ.ร.บ.ข้าวกลับไปพิจารณาใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและขอให้แจ้งให้ชาวนารับทราบด้วย

สอดคล้องกับความเห็นของ วิชัย นวลนภาศรี นักกฎหมายทนายความ จ.พิจิตร ที่ต้องการให้ในอนาคตมีการแก้ไขกฏหมายให้ตัวแทนชาวนาเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากพ่อค้า

ขณะที่ผู้ร่วมร่าง พ.ร.บ.ข้าว นายคำรณ ศรีสุนทร ชาวนา จ.สิงห์บุรี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี และอุปนายกสมาคมส่งเสริมชาวนาไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมกันประชุมร่าง พ.ร.บ.ข้าวขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือชาวนา แต่ข่าวที่ออกไปกลับถูกบิดเบือนจนทำให้เกิดความแตกแยก

แต่พร้อมเข้าใจ และยอมรับได้ในการชะลอการพิจารณา เพื่อไม่ให้นำปัญหาความเห็นต่าง มาเป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง

อย่าเอาประเด็นนี้มาสร้างความขัดแย้งให้กับชาวนา ทางการเมือง เพราะประธานศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศผล เราอยากมีให้มีพ.ร.บ.ข้าวมาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ ยังเห็นว่าควรให้รัฐบาลที่กำลังจะได้รับเลือกตั้งเข้าไปบริหารประเทศ เป็นผู้พิจารณากฎหมายฉบับนี้แทน

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่ได้ไปต่อ ! สนช.ยอมพับ พ.ร.บ.ข้าว รอรัฐบาลใหม่

โหวตวันนี้ ! จับตา ร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับสุดท้าย