กรมประมง เพาะพันธุ์ “ปลารากกล้วยจินดา” สำเร็จครั้งแรก

Wed, 22 Aug 2018 14:29:00

วันนี้(22 ส.ค.2561) ​นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ขณะนี้กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลำปาง สามารถเพาะพันธุ์ “ปลารากกล้วยจินดา” ได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะปลารากกล้วยจินดา จัดเป็นปลาพื้นถิ่นของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันจัดอยู่สถานภาพสุ่มเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ พบได้น้อยมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะเป็นปลาที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง อีกทั้ง ยังถูกจับขึ้นมาขายเป็นเมนูขึ้นโต๊ะประจำร้านอาหารมากมาย เช่น ปลารากกล้วยทอด หรือ ปลารากกล้วยแดดเดียวเนื่อง จากเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย ประชาชนนิยมรับประทาน ทำให้ให้ปลาในธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว

​กรมประมง มีนโยบายในการจัดทำโครงการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำประจำถิ่น และสัตว์น้ำหายากใกล้สูญพันธุ์ จึงได้สนับสนุนให้มีการศึกษาและทดลองเพาะพันธุ์ปลารากกล้วยจินดา โดยใช้เวลาเพียง 6 เดือน ก็สามารถศึกษาและเพาะพันธุ์ได้สำเร็จ 

​นายสง่า ลีสง่า ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กล่าวว่า ปลารากกล้วยจินดา หรือ รากกล้วยแม่ปิง หรือ ซ่อนทราย เป็นปลาที่มีลักษณะรูปร่างเพรียวยาว ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ลำตัวค่อนข้างกลม มีจะงอยปากยาวแหลม มีหนวดสั้นๆ 3 คู่ มีหนามแหลมอยู่ใต้ตา ตัวมีสีน้ำตาลอ่อน ผิวหนังเรียบและมีเมือกคลุม ส่วนหัวด้านบน และลำตัวมีจุดสีดำขนาดใหญ่ ซึ่งต่างจากปลารากกล้วยชนิดอื่นที่มีหน้ายาวและจุดขนาดเล็กกว่า มีจำนวนครีบหลัง 10 ก้าน ครีบหางเว้าตื้นและมีแต้มดำ ชอบอาศัยอยู่อาศัยในแม่น้ำบริเวณที่มีพื้นท้องน้ำที่เป็นทราย โดยเฉพาะพบบริเวณแถบลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เตรียมปล่อยคืนธรรมชาติเดือนก.ย.นี้ 


นายอรรถพล โลกิตสถาพร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลำปาง ผู้ที่เพาะพันธุ์ปลารากล้วยจินดา กล่าวถึงกระบวนการเพาะพันธุ์ว่า ศูนย์น้ำจืดฯ ลำปาง ได้รวบรวมพันธุ์ปลารากกล้วยจินดาในธรรมชาติ มาตั้งแต่เดือนม.ค.ปี 2561 ในพื้นที่ลำห้วยสาขาต้นน้ำวัง อ.เมืองปาน อ.แจ้ห่ม และอ. วังเหนือ จ.ลำปาง จำนวน 77 ตัว โดยนำมาเลี้ยงไว้ กระทั่งเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา พบปลามีความสมบูรณ์เพศทั้งเพศผู้และเพศเมีย จึงได้ทดลองเพาะพันธุ์ครั้งแรกได้ลูกปลา จำนวน 40 ตัว และได้ศึกษาวิจัยเพิ่มเติมทดลองเพาะพันธุ์ต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง จนปัจจุบันมีอัตราการรอดและได้ลูกพันธุ์รวมแล้ว จำนวน 5,500 ตัว ซึ่งทางหลักวิชาการถือว่าประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์

จากการตรวจสอบเอกสารวิชาการของไทย ยังไม่พบว่ามีผู้ใดเพาะพันธุ์ปลาดังกล่าวได้สำเร็จ จึงถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่สามารถเพาะพันธุ์ปลารรากกล้วยจินดาได้สำเร็จ คาดว่าในช่วงต้นเดือนกันยายน จะร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ในการนำลูกพันธุ์บางส่วนไปปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำที่ไปรวบรวมพ่อแม่พันธุ์มาเพื่อคงความหลากหลายและเพิ่มปริมาณประชากรปลารากกล้วยจินดาให้มากขึ้น


กรมปศุสัตว์เปิดตัว "ควายปลัก" จากตัวอ่อนหลอดแก้ว

Fri, 10 Aug 2018 11:50:00

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้รับรายงานจากสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ว่า มีลูกกระบือปลักเกิดจากแม่กระบือที่อุ้มท้องตัวอ่อนจากการย้ายฝากตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นานถึง 12 ปี โดยตัวอ่อนกระบือปลักนี้ผลิตด้วยวิธีปฏิสนธินอกร่างกาย (invitro fertilization: IVF) เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า ตัวอ่อนหลอดแก้ว นับเป็นลูกกระบือปลักตัวแรกของกรมปศุสัตว์ ที่เกิดจากตัวอ่อนหลอดแก้ว ผลการเกิดลูกกระบือปลักจากตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้นานถึง 12 ปี เป็นการยืนยันถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีชีวภาพทางระบบสืบพันธุ์ สามารถนำมาใช้ในงานอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมสัตว์ได้เป็นอย่างดี

 

 

กรมปศุสัตว์ โดยสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีทางระบบสืบพันธุ์เพื่อช่วยผลิตสัตว์พันธุ์ดี อนุรักษ์ เก็บรักษาพันธุกรรมและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ มาตลอดกว่า 20 ปี มีลูกโคนม โคชน และโคขาวลำพูนที่เกิดจากตัวอ่อนหลอดแก้วเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานทดลองผลิตตัวอ่อนกระบือปลักด้วยวิธีปฏิสนธินอกร่างกายได้เริ่มมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ระหว่างปี 2547-2548 ได้แช่แข็งตัวอ่อนไว้จำนวนหนึ่ง และตัวอ่อนแช่แข็งถูกเก็บรักษาไว้ภายใต้ไนโตรเจนเหลวตลอดมานับแต่นั้น

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการทำงานแบบบูรณาการระหว่างศูนย์วิจัย-เทคโนโลยีชีวภาพการย้ายฝากตัวอ่อนและเซลล์สืบพันธุ์สัตว์ จ.ครราชสีมา ภายใต้กำกับของสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ และศูนย์วิจัยและพัฒนากระบือ จ.สุรินทร์ โดยเมื่อปี 2560 ได้มีการบูรณาการทำงานระหว่าง 2 หน่วยงานดังกล่าว จึงมีการเตรียมกระบือตัวรับ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนากระบือ จ.สุรินทร์ เพื่อรับฝากตัวอ่อนแช่แข็ง และฝากตัวอ่อนเมื่อวันที่ 23 ส.ค.2560 โดยฝากไป 2 ตัว ตัวละ 1 ตัวอ่อน แม่กระบือท้อง 1 ตัว และคลอดลูกเมื่อวันที่ 23 ก.ค.61

 

 

ตัวอ่อนกระบือปลักที่ย้ายฝากและติดตั้งท้องเป็นตัวอ่อนเกิดจากการปฏิสนธินอกร่างกายที่แช่แข็งเมื่อวันที่ 4 ส.ค.48 รวมเวลาที่ตัวอ่อนถูกแช่แข็งเก็บไว้นาน 12 ปี พ่อพันธุ์น้ำเชื้อกระบือปลัก หมายเลข SB2/36 ตรวจสอบความเป็นแม่ลูกด้วยเทคนิคดีเอ็นเอ พบว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม จึงสรุปได้ว่าเป็นลูกเกิดจากการฝากตัวอ่อน น้ำหนักแรกเกิด 35 กก. ส่วนสูง 71 ซม. ลำตัวยาว 64 ซม. รอบอก 73 ซม.


ประเมินพื้นที่เกษตร "ลุ่มน้ำเพชร" คาดน้ำท่วมกระทบ 3-4 พันไร่

Mon, 6 Aug 2018 19:06:00

วันนี้ (6 ส.ค.2561) นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำในเขื่อนแก่งกระจาน ขณะนี้ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้ามีมาก จึงต้องเร่งระบายน้ำใน 3 ช่องทางคือ ผ่านทางประตูเปิด-ปิดน้ำ การระบายผ่านทางระบายน้ำล้น หรือสปิลเวย์ และการสูบน้ำออกซึ่งกรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่

การระบายน้ำครั้งนี้ อาจจะทำให้ที่นาในพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือเขื่อนเพชร และพื้นที่ใต้เขื่อนแก่งกระจานประมาณ 3,000-4,000 ไร่ ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ


ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรในที่พื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย จะต้องรอการสำรวจที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งเพื่อจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วหลังน้ำลด


พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเพชรบุรี โดยเริ่มมีผลกระทบกับพื้นที่การเกษตรเริ่มท่วมแต่ยังไม่เสียหายสิ้นเชิง แต่เน้นย้ำว่าให้ประสานกับท้องถิ่นสำรวจความเสียหายตามสภาพความจริง ถ้าเสียหายต้องจ่ายเร็ว ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ของที่จะแจกต้องมีคุณภาพ

ขณะที่นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมวิจัยกลุ่มลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ร้อยละ 4.2 ส่วนปัญหาน้ำท่วม เชื่อว่าหากยังไม่ขยายวงกว้าง หรือไม่ได้รุนแรงเท่ากับปี 2554 ผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะมีไม่มากนัก แม้ว่าปริมาณน้ำในแต่ละเขื่อนจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต และผลกระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตร ก็ยังจำกัดในบางพื้นที่

 

กฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

 

 

 


จ่ายเงินเยียวยาแปลงนารับน้ำถ้ำหลวง 1,266 ไร่ ปลายเดือน ก.ค.นี้

Wed, 11 Jul 2018 20:14:00

วันนี้ (11 ก.ค.2561) นายสุรชัย เจริญประเสริฐ เกษตรจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบในการกู้ภัยในนา หลังจากกู้ภัยในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย แล้ว ซึ่งการกู้ภัยในถ้ำ กรมชลประทานได้ส่งเครื่องสูบน้ำมาช่วยเหลือ 12 เครื่อง และสำรองเครื่องสูบน้ำไว้ 20 เครื่อง ส่วนการดำเนินการของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งตนเองในฐานะตัวแทนของจังหวัด ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมแผนให้ความช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้นไม่ว่าจะเป็นกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะช่วยเหลือในส่วนของเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว เพื่อเสริมรายได้ภายหลังน้ำลดและในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งกรมการข้าวได้วางแผนช่วยเหลือ และจากการสำรวจความต้องการของเกษตรกรแล้ว พบว่าต้องการให้ช่วยเหลือในส่วนของเมล็ดพันธุ์ข้าว กข.6 และข้าวหอมมะลิ

ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตร มีในเรื่องของเชื้อรา สารชีวพันธุ์สำหรับคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้น มีเกษตรกรประสบภัยจากการสูบน้ำในถ้ำหลวง 1,743 ไร่ เกษตรกร 128 ราย โดยได้ประกาศภัยเมื่อวันที่ 3 ก.ค. และได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำโดยกรมชลประทาน จำนวน 1 เครื่อง ในการสูบน้ำจากที่นาลงคลองสาธารณะที่ไปออกลำน้ำมะ ซึ่งภายใน 2-3 วัน สามารถสูบน้ำและกู้นาขึ้นมาได้ และมีคณะกรรมการลงไปสำรวจ โดยชุมชนมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรตำบล ลงพื้นที่ตรวจแปลงประสบภัยในส่วนที่จะจ่ายเงินเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งได้สำรวจผู้ประสบภัยที่แท้จริง ที่แปลงนาเสียหายอย่างสิ้นเชิง ทั้งหมด 126 ราย ที่นาเหลือ 1,266 ไร่ คาดว่าจะสามารถจ่ายเยียวยาได้ประมาณปลายเดือน ก.ค.นี้ โดยใช้งบฉุกเฉินของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่มี 50 ล้านบาท

ส่วนการเยียวยาเบื้องต้น ซึ่งมีเมล็ดพันธุ์ข้าว สารชีวพันธุ์ ซึ่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ที่เป็นตัวแทนของกระทรวงเกษตรฯ มามอบปัจจัยการผลิตในส่วนที่เกษตรกรจำเป็นต้องใช้ในการเพาะปลูกในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ค.) เวลา 10.00 น. ที่วัดสันปูเลย ต.บ้านด้าย อ.แม่สาย จ.เชียงราย

 

 


สำรวจความเสียหายพื้นที่รับน้ำถ้ำหลวง - นาข้าวเสียหาย 100 ไร่

Mon, 2 Jul 2018 13:47:00

วันนี้ (2 ก.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำหนังสือให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรทุกหน่วยในพื้นที่ จ.เชียงราย ลงไปช่วยเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอแม่สาย ทำความเข้าใจและเร่งสำรวจความเสียหายพื้นที่ ชนิด ประเภท ของเกษตรกรบริเวณจุดผันน้ำจากถ้ำหลวงที่ได้รับผลกระทบเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบผู้ประสบสาธารณภัย

 

 

ทั้งนี้ ให้ประสัมพันธุ์ให้ประชาชนและสื่อทุกช่องทางให้เข้าใจกันด้วย และให้ผู้ตรวจราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกกรมติดตามปัญหา อุปสรรค และความก้าวหน้าด้วย

 

 

นอกจากนี้ ทีมข่าวไทยพีบีเอส ตรวจสอบกับ นายเสฎฐวุฒิ ปัญญาคา ผู้ใหญ่บ้านหนองอ้อ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ให้ข้อมูลว่าจากการสำรวจพบว่า มีพื้นที่แปลงเกษตรได้รับความเสียหายประมาณ 100 ไร่ เป็นนาข้าวทั้งหมดซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะฝนตกหนักสะสมและผลจากการระบายน้ำออกจากถ้ำหลวงผ่านลงคลอง 2 แห่ง ได้แก่ คลองนางนอน และคลองน้ำพุ และไหลลงตามคลองสาขา เอ่อท่วมแปลงนาข้าว

 

ขณะนี้ผู้ใหญ่บ้านอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย และประสานขอเมล็ดพันธุ์ข้าวกับศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ

 


ทุนปลูกข้าวโพดพุ่ง 5 พันบาท-สวนทางราคาขาย 5 บาทต่อกิโลกรัม

Thu, 21 Jun 2018 19:35:00

วันนี้ (21 มิ.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัญหาราคาผลผลิตข้าวโพดราคาตก ไทยพีบีเอสตรวจสอบต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยนางศรีสุดา ยอดหล้า ชาวบ้านตาลชุม ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา จ.น่าน บอกถึงตุนทุนเบื้องต้น โดยพบว่ามีปุ่ยบำรุงต้น ถุงละ 600-700 บาท จำนวน 3 ถุงต่อไร่ เป็นเงิน 2,000 บาท เป็นหนึ่งในต้นทุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของ

นอกจากปุ๋ยแล้ว  ยังต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ 600 บาท ค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 1,000 บาท รวมทั้งค่าจ้างแรงงานในการไถปรับพื้นที่ก่อนปลูก และเก็บเกี่ยวอีก 300-600 บาท เมื่อรวมทั้งหมด จึงมีต้นทุนในการปลูกข้างโพด ประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อไร่

นางศรีสุดา เปิดเผยว่า หากราคาข้าวโพด ที่พ่อค้าในชุมชนรับซื้อ ยังอยู่ที่กิโลกรัมละ 5-6 บาท เชื่อว่าจะยังมีกำไรเหลือ แต่การที่โรงงานผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ หยุดรับซื้อข้าวโพดชั่วคราว ทำให้เริ่มกังวลว่าปัญหาผลผลิตตกต่ำ จะเกิดขึ้นซ้ำรอยกับพืชผลอีกหลายชนิดที่ได้ปลูกไว้

ขณะที่ผู้ปลูกข้าวโพดใน อ.แม่สอด จ.ตาก ระบุว่า หากต้องการให้ผลผลิตมีคุณภาพ ก็ต้องยอมจ่ายเงินซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ราคาที่สูงกว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วไป 2-3 เท่าตัว แต่ยังคงต้องแบกรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่างๆ ส่วนกรณีโรงงานผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ จะหยุดรับซื้อข้าวโพด และมีความพยายามนำเข้าข้าวสาลี และข้าวบาเลย์มาทดแทน เกษตรกรหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เห็นด้วย

เกษตรกรใน อ.แม่สอด ยังให้ข้อมูลอีกว่า แม้บางส่วนจะเป็นสมาชิกของสหกรณ์ โดยซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา และขายผลผลิตให้สหกรณ์ แต่ผลผลิตทั้งหมด สุดท้ายก็ยังมีปลายทางที่โรงงานผลิตอาหารสัตว์อยู่ดี จึงเรียกร้องรัฐบาลหาทางช่วยเหลือ หากสถานการณ์ราคาข้าวโพดมีแนวโน้มลดต่ำลงในอนาคต

 

 


"แจกฟรี" รัฐ-เอกชนรับซื้อสับปะรดช่วยชาวไร่พ้นวิกฤติ

Wed, 20 Jun 2018 16:36:00

วันนี้ (20 มิ.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดได้รับความเดือดร้อนอย่างทั่วหน้า หลังราคาตกต่ำจากการที่ตลาดส่งออกชะลอตัว และผลผลิตกระจุกตัวช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน รวมถึงปริมาณผลผลิตในปี 2561 ออกสู่ตลาดประมาณ 1.9 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาสับปะรดโรงงานอยู่ที่ 3.14 บาทต่อกิโลกรัม จากปีที่แล้ว 6.29 บาท และสับปะรดบริโภค 3.14 บาท ลดลงจาก 12.28 บาท โดยภาครัฐ เอกชน และอีกหลายภาคส่วนออกมาระดมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งมีมาตรการต่างๆ ดังต่อไปนี้

20 มิ.ย.2561 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการด่วนที่สุดให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ( อพก.) เร่งแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตสัปปะรดราคาตกต่ำประกอบกับมีผลผลิตออกมามากในปีนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่

พระครูสุนทรโรจนคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณ ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก แจกสับปะรดจำนวน 5 ตันให้ชาวบ้านและพุทธศาสนิกชน ที่มาทำบุญที่วัดโพธิญาณ หลังรับซื้อจากเกษตรกร ซึ่งได้รับผลกระทบราคาสับปะรดตกต่ำ ซึ่งเหลือกิโลกรัมละไม่ถึง 1 บาท โดยตั้งใจจะแจกทุกวันพระ จนกว่าปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำคลี่คลาย

19 มิ.ย.2561 คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติมีมติออกมาตรการระบายสับปะรดส่วนเกินด้วยการส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำ (MOU) รูปแบบรัฐต่อรัฐในรัสเซีย อิหร่าน และเชื่อมโยงการค้า ขยายตลาดใหม่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และอาเซียน

ขณะเดียวกัน ยังรณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดเพิ่มขึ้น เช่น อ.ต.ก. จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรด จำหน่ายได้ 9.6 ตัน และเครือข่ายสหกรณ์ กระจายผลผลิตเกือบ 300 ตัน โดยแต่ละจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรดผลสดในจังหวัด รณรงค์การบริโภคสับปะรด เช่น สถานประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม สถานศึกษา สถานพยาบาล เรือนจำ นำผลผลิตสับปะรดมาใช้ในการประกอบการทำอาหาร และกรมปศุสัตว์นำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม

นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย แจกจ่ายสับปะรดที่รับซื้อมาจากเกษตรกรจำนวน 3.5 ตัน ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยววัดร่องขุ่นได้ชิมฟรี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาผลผลิตตกต่ำ ราคาขายกิโลกรัมละ 1-2 บาท

18 มิ.ย.2561 พระอาจารย์พบโชค ติสฺสวํโส เจ้าอาวาสแห่งวัดห้วยปลากั้ง ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย รับซื้อสับปะรดและนำไปแจกจ่ายฟรีให้กับชาวบ้าน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวทำมาแล้วหลายปี ในโดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน สับปะรดมักจะล้นตลาดราคาตกต่ำ

12 มิ.ย.2561 กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย เร่งระบายผลผลิตส่วนเกิน เพื่อแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ ผ่านทางช่องทางต่างๆ ทั้งห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ตลาดต้องชม และอื่นๆ รวมทั้งระบายสับปะรดที่ไม่ได้คุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์

นอกจากนี้ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น รับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และราชบุรี จำนวน 200 ตัน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นสับปะรดกวนบรรจุซองประมาณ 1.5 ล้านซอง เพื่อนำไปเป็นของแจกให้กับผู้ที่มาเติมน้ำมันในสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรได้กว่า 1,000 ครัวเรือน

11 มิ.ย.2561 สำนักงานพาณิชย์ จ.ชัยภูมิ และสำนักงานพาณิชย์ จ.นครราชสีมา นำสับปะรดของเกษตรกรในพื้นที่ ต.ทรัพย์สีทอง และ ต.ท่าหินโงม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ จำนวน 7 ตัน มาจำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ทั้งหมดภายในวันเดียว

8 มิ.ย.2561 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ.เลย หามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ เบื้องต้น ได้ให้สาขาในสังกัดช่วยสนับสนุนไปมอบให้ลูกค้าเงินฝากและส่วนราชการ รวม 8.5 ตัน โดยสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จ.เลย เป็นผู้รวบรวม

7 มิ.ย.2561 สำนักงานเกษตร จ.กาญจนบุรี เปิดตลาดให้เกษตรกรนำสับปะรดมาจำหน่ายให้ถึงผู้บริโภคโดยตรงที่ศาลากลางจังหวัดในทุกวันพุธ ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. เพื่อช่วยพยุงราคาสับปะรดให้มีราคาสูงขึ้น และลดภาระของเกษตรกร

6 มิ.ย.2561 สำนักงานอุตสาหกรรม จ.ระยอง จัดตั้งศูนย์ประสานงานโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อขอคำสั่งซื้อสับปะรดและจัดส่งสับปะรดจากเกษตรกรถึงโรงงาน ระหว่างวันที่ 6-30 มิถุนายน 2561 จะเป็นศูนย์รับซื้อสัปปะรดทั้งปลีกและส่ง บริเวณที่ทำการสำนักงานอุตสาหกรรม จ.ระยอง รวมทั้งนำสับปะรดสด จำนวน 10 ตัน และผลิตภัณฑ์จากสับปะรดแปรรูปไปจำหน่าย ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 ตึกกระทรวงอุตสาหกรรม

5 มิ.ย.2561 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประสาน รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ และ รมว.อุตสาหกรรม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรภาคตะวันออกที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ผลผลิตสับปะรดล้นตลาดกว่า 20,000 ตัน โดยเร่งระบายออกภายใน 15 วัน

นายอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมด้วยสำนักงานเกษตร อ.บางละมุง ประสานเกษตรกรและผู้ปลูกสับปะรดในพื้นที่นำผลผลิตมาวางจำหน่ายบริเวณหน้าวัดชัยมงคล เมืองพัทยา และยังมีผู้ประกอบการหลายส่วนได้อุดหนุนสับปะรดแก่ผู้ปลูกสับปะรด โดยให้นำสับปะรดที่อุดหนุนแจกจ่ายนักเรียนเมืองพัทยา 8

นอกจากนี้ จ.ชลบุรี ประสานไปยังเกษตรกรให้นำผลผลิตมาวางจำหน่ายยังพื้นที่ที่ทำการของภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งในพื้นที่ทุกวัน
สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี หันมารับซื้อสับปะรดจากเกษตรกร จ.ระยอง โดยตรง เฉลี่ยวันละ 600-700 กิโลกรัม เพื่อนำมาเผยแพร่ให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มลองสับปะรดและชอบผลไม้ของไทย

2 มิ.ย.2561 นายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา มอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการหามาตรการให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาผลผลิตตกต่ำ เช่น ตั้งจุดจำหน่ายผลผลิต ณ สถานีบริการปั๊มน้ำมัน ปตท. 10 กว่าสาขาใน จ.ฉะเชิงเทรา ห้างบิ๊กซีสาขาฉะเชิงเทรา และจุดจำหน่ายหน้าศาลากลางจังหวัด

1 มิ.ย.2561 ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สั่งการให้กองทัพบก, กองทัพภาค, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ประสานงานกับทุกภาคส่วน จัดทำโครงการ "รวมพลังไทยช่วยไทย" ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อสับปะรดในพื้นที่ภาคกลาง และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

พล.ต.จุมพล จุมพลภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 3 รับมอบสับปะรดจำนวน 7 ตัน จากเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ได้นำผลผลิตมาส่งมอบให้กับกำลังทหารที่ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ตามคำสั่งซื้อของกองทัพภาคที่ 2

พ.อ.ประเสริฐ กิตติรัต รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 ผู้แทน พล.ต.อาคม พงศ์พรหม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 เป็นประธานรับมอบสับปะรด 3,500 กิโลกรัม จากเกษตรกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในโครงการ "รวมพลังไทยช่วยไทย" สนับสนุนเกษตรกรไทย

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม

เบื้องหลัง! "สับปะรด" ภูแลล้นตลาด 


เตือนผู้ปลูกสับปะรดรายใหม่ "ส่อเจ๊ง" แบกต้นทุนไร่ละ 1.5 หมื่นบาท 


รู้จัก 14 สายพันธุ์สับปะรดปลูกในไทย

 

 

 


เตือนผู้ปลูกสับปะรดรายใหม่ "ส่อเจ๊ง" แบกต้นทุนไร่ละ 1.5 หมื่นบาท

Wed, 20 Jun 2018 16:33:00

 ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์เกษตรกรในจ.เชียงราย ที่ได้รับผลกระทบจากสับปะรดราคาตกต่ำในช่วงนี้ โดยนายสุพจน์ พันสุภะ ผู้ปลูกสับปปะรดภูแล “ไร่สังวาลย์” จ.เชียงราย กล่าวว่า สถานการณ์ของราคาสับปะรดภูแลที่ตกต่ำส่วนหนึ่งมาจาก ช่วงเดือน พ.ค.- ปลาย ก.ค.จะมีผลไม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่ออกสู่ตลาดทั้ง ทุเรียน เงาะ จึงทำให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคผลไม้ดังกล่าวมากกว่าสับปะรด ประกอบกับผลผลิตสับปะรดที่มีปริมาณมากเนื่องจากมีเกษตกรที่ปลูกสับปะรดมากขึ้น ราคาสับปปะรดขณะนี้ ไซส์ใหญ่อยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 1-2 บาท จากประมาณ 8 บาท ขณะที่ไซส์เล็กอยู่ที่ 4-5 บาท จากราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท ซึ่งขณะนี้ราคาลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ ผลผลิตสับปะรด จ.เชียงราย รวมจาก 50 ล้ง ผลผลิตต่อวันอยู่ที่ 100 ตัน ซึ่งขณะนี้มีผลผลิตจำนวนมาก จึงทำให้ราคาตกต่ำ


ราคาขายสับปะรดหน้าสวนอยู่ที่ 3-4 บาท จากเดิม 10-15 บาท แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากคือ ผู้ที่ปลูกในช่วง 1-2 ปีนี้ เพราะต้นทุนปลูกอยู่ที่ไร่ละ 10,000 - 15,000 บาท แต่ราคาที่ต่ำลงอย่างมาก ผู้ที่มีเงินทุนน้อย หรือต้องกู้หนี้ยืมสินมาปลูกเพราะคาดว่าจะขายได้ราคาดีก็จะเดือดร้อนเพราะสับปะรดกว่าจะคืนทุนก็อย่างน้อย 2-3 ปี ตอนนี้ผู้ที่ปลูกรายใหม่จะลำบากที่สุด

นายสุพจน์ กล่าวพิ่มเติมว่า ตลาดขายสับปะรดแต่เดิมมีทั้งตลาดในไทยและจีน โดยช่วง 2-3 ปีก่อน ส่งไปยังกรุงเทพฯซึ่งมีทั้งผู้บริโภคชาวไทยและต่างชาติจากเดิมส่งไปวันละ 10-20 กล่อง กล่องละ 15 กิโลกรัม ขณะนี้ 2-3 วันอยู่ที่ 5-10 กล่อง ยอดส่งเข้ากรุงเทพฯลดลงอย่างมากซึ่งผู้ส่งซื้อแจ้งว่านักท่องเที่ยวมาเที่ยวลดลง ขณะที่ตลาดส่งออกจีนก็ตรวจสอบราคาได้ว่าราคาอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ราคาส่งออกก็ลดลงตามตลาดในไทยที่ผลผลิตออกมาปริมาณมาก

ที่ไร่ของผมที่ปลูกสับปะรดประมาณ 100 ไร่ ตอนนี้ต้องปล่อยให้เน่าคาไร่ไปประมาณ 15 ไร่ หรือราว 20 ตัน เพราะไม่รู้จะไปขายให้ใคร ตอนนี้ขายไปก็ไม่คุ้มกับค่าแรงเก็บ ปล่อยให้เน่าดีกว่า

นายสุพจน์ กล่าวว่า แนวทางที่ภาครัฐจะเข้ามาช่วยเหลือเช่น การตั้งโรงงานแปรรูปสับปะรดในพื้นที่เป็นแนวทางที่ดีแต่ก็อาจจะมีปัญหาตลาดที่จะส่งไปขาย ดังนั้นแนวทางที่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องขั้นตอนหรือเอกสาร ในการส่งออกไปต่างประเทศ นอกเหนือจากประเทศจีน เพราะยังมีตลาดที่รับซื้อเช่น ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อว่าจะส่งออกไปขายได้ 

ยอดส่งซูเปอร์มาเก็ตลด หลังผลผลิตล้น

ขณะที่นางจันทร์หล้า ปิ่นตาสืบ จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกสับปะรดนางแลเพื่อการส่งออก อ.เมือง จ.เชียงราย กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 24 คนส่งขายผลผลิตสับปะรดนางแล และภูแล เป็นหลัก ซึ่งจากการดำเนินการมา 4 ปีโดยการส่งผลสับปะรดสดให้กับเครือบริษัทเซ็นทรัล นำไปวางขายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต

วิธีการคือทางบริษัทฯ จะส่งรถมารับสับปะรดสัปดาห์ละ 2 รอบที่เซ็นทรัลเชียงราย โดยเดิมจะรับซื้อสับปะรดนางแล 100 ตระกร้า เฉลี่ยตระกร้าละ 15 กิโลกรัม และภูแล 75 ตระกร้า แต่หลังจากผลผลิตสับปะรดมีมากขึ้น ทำให้ล่าสุดมียอดการสั่งลดลงคือนางแลเหลือแค่ 70 ตระกร้า ส่วนภูแลเหลือ 30 ตระกร้าเท่านั้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ยอดการสั่งลดลง และเข้าใจทางห้างที่ลดปริมาณลง เพราะเขาอยู่ได้เราก็ต้องอยู่ได้

ปีนี้ยอดผลผลิตสับปะรดภูแลมีมากถึงขึ้นทะลัก ส่วนหนึ่งมาจากฝนฟ้าอากาศ และสภาพแวดล้อมดี ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรดีขึ้นกว่าปีก่อนๆ ที่เคยเจอทั้งฝนแล้ง อากาศร้อน ทำให้ฤดูผลิตนี้ พอรวมๆกันแล้วในพื้นที่เชียงราย มีสับปะรดที่สุกออกมาพร้อมๆกันมากจนล้น อย่างเกษตรกรที่อาจจะได้โควต้ารอบละ 40-50 ตระกร้า พอมีการสั่งลดลง วิธีการต้องเฉลี่ยกัน และส่วนที่เหลือก็จำหน่ายภายในพื้นที่ และขายที่หน้าสวน

 อ่านข่าวเพิ่มเติม

เบื้องหลัง! "สับปะรด" ภูแลล้นตลาด

"แจกฟรี" รัฐ-เอกชนรับซื้อสับปะรดช่วยชาวไร่พ้นวิกฤติ 

รู้จัก 14 สายพันธุ์สับปะรดปลูกในไทย 

 

 


รู้จัก 14 สายพันธุ์สับปะรดปลูกในไทย

Wed, 20 Jun 2018 16:17:00

วันนี้ (20 มิ.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศไทยมีการปลูกสับปะรดอย่างแพร่หลาย โดยครอบคลุมทั้งภาคตะวันตก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ส่วนภาคตะวันออก จังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด ขณะที่ภาคเหนือ จังหวัดลำปาง อุตรดิตถ์ เชียงราย พะเยา ภาคอีสาน จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุทัยธานี เลย หนองคาย ชัยภูมิ นครพนม บึงกาฬ และภาคใต้ จังหวัดชุมพร ภูเก็ต ปัตตานี พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี และระนอง ในปี 2556-2557 มีพื้นที่ปลูกสับปะรดรวม 584,473 ไร่ ผลผลิตที่ได้รวม 2,087,908 ตัน

ขณะที่พันธุ์สับปะรดในประเทศไทย จากข้อมูลสายพันธุ์สับปะรดที่มีการปลูกเพื่อการบริโภคผลสด และการแปรรูปทางอุตสาหกรรมในประเทศไทยของหนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน ระบุว่ามีทั้งหมด 14 สายพันธุ์ ได้แก่


1.พันธุ์ปัตตาเวีย

เป็นสับปะรดที่มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น สับปะรดศรีราชา สับปะรดปราณบุรี ลักกะตา พันธุ์ตาดำตาแดง ลักษณะทั่วไปมีทรงต้นใหญ่กว่าพันธุ์อื่นๆ ใบมีสีเข้ม ผิวใบด้านบนเป็นเงามัน ขอบใบเรียบอาจมีหนามที่ปลายใบเล็กน้อย ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม ก้านผลสั้น เปลือกผลสีเขียว รูปทรงกระบอก หรืออาจมีโคนใหญ่ปลายเรียว เนื้อละเอียด สีเหลือง แกนใหญ่ รสหวานแหลม มีเยื่อใยในเนื้อ ผลเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียว เหลืองส้ม หรืออาจไม่เปลี่ยนสี ตาค่อนข้างลึกและเปลือกหนา

2.พันธุ์อินทรชิตแดง

สับปะรดพันธุ์นี้นับเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของประเทศไทย ลักษณะทั่วไปใบจะมีหนามแหลมคม รูปโค้งงอ สีน้ำตาลอมแดงที่ขอบใบ ใบสีเขียวอ่อน ใบด้านไม่เป็นมัน ไม่เป็นร่องชัดเจนเหมือนกับพันธุ์ปัตตาเวีย ขอบใบทั้งสองข้างจะมีแถบสีน้ำตาลตามยาว ผลมีขนาดเล็ก ผลย่อมนูนเด่น ตาลึกเนื้อในสีเหลืองทอง รสหวานอ่อน ไม่หอมจัด มีเยื่อใยมาก ไม่เหมาะกับการทำอุตสาหกรรมเนื่องจากมีผลขนาดเล็กเกินไป

3.พันธุ์อินทรชิตขาว

สับปะรดพันธุ์นี้มีลักษณะของทรงพุ่มค่อนข้างเตี้ย ใบแคบและสั้นกว่าพันธุ์อินทรชิตแดง ใบสีเขียวอมเหลืองหรือเขียวใบไม้ ขอบใบหนามงอโค้งสู่ปลาบใบ เนื้อผลสีเหลืองทอง รสหวานอ่อน คุณภาพของเนื้อไม่ดีนัก ผลมีหลายจุก ขนาดผลเล็กพอ ๆ กับพันธุ์อินทรชิตแดง

 

4.พันธุ์ภูเก็ต

สับปะรดพันธุ์นี้ มีชื่อเรียกในหลายรูปแบบ ทั้งสับปะรดฝรั่ง พันธุ์สวี พันธุ์ชุมพร โดยมีลักษณะเป็นทรงพุ่มปานกลาง ใบสีชมพูปนแดง ขอบใบมีหนามเรียงตัวกันเป็นระเบียบ ขนาดของผลเล็กกว่าทุกพันธุ์ ผลเป็นรูปทรงกระบอกได้สัดส่วน น้ำหนักผล 0.5-1 กิโลกรัม ปริมาณเยื่อใยในเนื้อต่ำมาก เนื้อเหลืองสดใส รสชาติหวานหอม กรอบ ปัจจุบันนิยมปลูกทางภาคใต้ โดยจะปลูกแซมสวนมะพร้าวและยางพาราปลูกใหม่ ซึ่งแหล่งปลูกที่สำคัญ คือ จ.ภูเก็ต,ชุมพร และตราด

5.พันธุ์นางแล

บางคนเรียกพันธุ์น้ำผึ้ง อาจจัดได้ว่าเป็นพันธุ์ย่อย ของพันธุ์ปัตตาเวีย เพราะมีลักษณะของลำต้น ใบ ดอก และรูปร่างอื่นๆ คล้ายคลึงกับสับปะรดในกลุ่ม Cayenne ทรงพุ่มไล่เลี่ยกัน ขอบใบเรียบไม่มีหนาม ขนาดผลเล็กกว่า มีทรงผลกรม โดยสับปะรดพันธุ์นี้ผลย่อยค่อนข้างโปนออกมาภายนอกผลเปลือกบาง เมื่อปอกเปลือกจึงไม่มีส่วนของตาฝังอยู่ข้างใน

 

6.สับปะรดศรีราชา

เป็นสับปะรดที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2558 รูปร่างกลมรี มีปลายจุกแหลม น้ำหนักผล 1.5-3.5 กิโลกรัม ก้านผลสั้น มีไส้ใหญ่ตาค่อนข้างตื้น เปลือกผิวผลดิบมีสีเขียวคล้ำ ผลสุกมีสีเขียวอิมเหลืองอมส้ม เนื้อละเอียดสีเหลืองอ่อน แต่จะเป็นสีเข้มในฤดูร้อน รสชาติหวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เกือบทั้งปีโดยผลผลิตจะออกมากช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. และเดือน ต.ค.-ธ.ค.

 

7.สัปปะรดตราดสีทอง

เป็นสับปะรดสายพันธุ์ควีน ที่มีคุณภาพดี ปลูกง่าย ปลูกได้ตลอดทั้งปี มีผลขนาดใหญ่ หวาน กรอบ ใบแคบและยาวสีเขียวอ่อนมีแถบหรือเส้นสีแดงตอนกลางใย ที่ขอบใบมีหนามสีแดงรูปโค้ง จุกมีหยามเหมือนใบ ส่วนผลเป็นรูปทรงกระบอกสม่ำเสมอเปลือกบาง เปลือกสีเขียวอมส้ม ผลแก่สีเหลืองทั้งผล ตานูนและลึก ขนาดผลหนัก 1.8-1.5 กิโลกรัม เนื้อมีสีเหลืองเข้ม ละเอียด ไม่ฉ่ำน้ำ เยื่อใยน้อยมีช่องว่างในเนื้อ แกนกลางเล็กสม่ำเสมอ เนื้อและแกนกรอบ รสหวานมาก มีกลิ่นหอม  สับปะรดตราดสีทองปลูกได้ทุกพื้นที่ใน จ.ตราด แต่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่เป็นที่ดอน ไม่ชอบที่ชื้นแฉะ ปลูกระหว่างแถวยางพารา ขณะที่ต้นยางพารามีขนาดเล็ก 1-3 ปี พื้นที่ที่นิยมปลูกมากอยู่ใน อ.เมือง จ.ตราด รองลงมาได้แก่ อ.เขาสมิง และ อ.บ่อไร่


8.สับปะรดห้วยมุ่น

เป็นสับปะรดสายพันธุ์ดีของ จ.อุตรดิตถ์ เป็นพันธุ์ปัตตาเวียจาก จ.ระยอง ชลบุรี แต่เมื่อนำมาปลูกที่ ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นดอยสูง ที่เชิงเขา สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 400 เมตร สับปะรดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ มีลักษณะที่ดีหลายประการ เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค เช่น เนื้อเหลืองอมน้ำผึ้ง รสชาติหวานฉ่ำ ตาไม่ลึก ทำให้มีส่วนของเนื้อมาก ผลค่อนข้างเล็ก น้ำหนัก 1-3 กิโลกรัม รับประทานแล้วไม่ระคายคอ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 13,000 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิตแล้วประมาณ 9,500 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 6 ตันต่อไร่ ฤดูกาลปลูกอยู่ในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค.

 

9.สับปะรดภูแลเชียงราย

เป็นสับปะรดในกลุ่มควีนที่ได้ ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2548 เมื่อ พ.ศ.2520 นายเอนก ประทีป ณ ถลาง อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้นำหน่อพันธุ์สับปะรดภูเก็ต จากจังหวัดภูเก็ตมาปลูกครั้งแรกที่ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ทำให้สับปะรดภูแลมีลักษณะที่แตกต่างจากสับปะรดภูเก็ต คือ ขนาดผลเล็ก มีน้ำหนักตั้งแต่ 0.15-1 กิโลกรัม จุกมีลักษณะชี้ตรว ตาผลเต่งตึง โปนออกมาจากผลอย่างเห็นได้ชัด เปลือกค่อนข้างหนา เหมาะสำหรับการขนส่งระยะไกล เมื่อสุกเปลือกผลจะมีสีเหลืองหรือเหลืองปนเขียว เนื้อสีเหลือง กรอบ กลิ่นหอม แกนสับปะรดกรอบรับประทานได้ ปลูกได้ตลอดทั้งปี เก็บเกี่ยวเหลังจากออกดอกประมาณ 120-150 วัน ขึ้นกับฤดูกาล เรียกชื่อสับปะรดดังกล่าวว่า “สับปะรดภูแล” โดยการนำเอาชื่อ “ภูเก็ต” ซึ่งเป็นแหล่งปลูกเดิมมาผสมคำกับแหล่งปลูกใหม่ คือ “นางแล”

 

10.สับปะรดภูเก็ต

เป็นกลุ่มสายพันธุ์ควีน ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2550 หมายถึงสับปะรดที่อยู่ในสายพันธุ์ควีน ซึ่งปลูกใน อ.เมืองกะทู้และ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ลักษณะใบมีสีเขียวอ่อน มีแถบสีแดงบริเวณกลางใบ ขอบใบเรียบ มีหนามสีแดงตลอดความยาวของใบ ผลรูปทรงกระบอกขนาดกลาง มีน้ำหนักตั้งแต่ 0.9-1.6 กิโลกรัม ตัวจุกมีลักษณะตรงหรือเอียง ตาผลลึก เนื้อมีสีเหลืองเข้มสม่ำเสมอ กลิ่นหอม เยื่อใยน้อย รสชาติหวานกรอบ แกนผลมีความกรอบมากแต่รับประทานได้


11.พันธุ์เพชรบุรี 1

เป็นสับปะรดกลุ่มควีนที่มีการปรับปรุงสายพันธุ์จากประเทศไต้หวัน โดยกรมวิชาการเกษตรที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี ลักษณะทั่วไปนั้นเป็นผลสับปะรดขนาดใหญ่ น้ำหนัก 1.5-2 กิโลกรัม ตาโต ร่องตาลึก คล้ายพันธุ์ตราดสีทอง เนื้อสีเหลืองเข้มตลอดผล เยื่อใยน้อย รสชาติหวาน กลิ่นหอม ขอบใบมีหนามแหลมคม จุกมีหนาม

12.พันธุ์เพชรบุรี 2

เป็นสับปะรดที่นำสายพันธุ์เข้ามาจากฮาวาย ผลใหญ่มาก น้ำหนักผล 2-4 กิโลกรัม อายุการบังคับดอกนานกว่าทุกสายพันธุ์ ใบไม่มีหนาม เนื้อสีขาว อ่อนนุ้ม ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานมาก เป็นสับปะรดที่ให้จำนวนหน่อน้อยที่สุด

13.พันธุ์ภูชวาหรือไซโก้เบอร์ 6

เป็นสับปะรดที่พัฒนาขึ้นโดย รศ.จารุพันธ์ ทองแถม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโครงการวิจัยที่ จ.ระยอง ขนาดผลน้ำหนัก 1.2-1.5 กิโลกรัม ผลอ่อนเปลือกสีเขียวอ่อน เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองสวยงามทั้งผล เนื้อสีเหลืองทองตลอดผล เนื้อนุ่มไม่มีเยื่อใย เคี้ยวไปไม่ติดฟัน มีกลิ่นหอม

14.พันธุ์ MD2

หรือคนไทยเรียกว่า “พันธุ์เหลืองสายร้อยยอด” หรือ “พันธุ์หอมสุวรรณ” เป็นสับปะรดลูกผสมจากฮาวาย สหรัฐอเมริกา ใช้บริโภคผล

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม


เบื้องหลัง! "สับปะรด" ภูแลล้นตลาด 


เตือนผู้ปลูกสับปะรดรายใหม่ "ส่อเจ๊ง" แบกต้นทุนไร่ละ 1.5 หมื่นบาท


"แจกฟรี" รัฐ-เอกชนรับซื้อสับปะรดช่วยชาวไร่พ้นวิกฤติ 

 


เบื้องหลัง! "สับปะรด" ภูแลล้นตลาด

Wed, 20 Jun 2018 11:13:00

สับปะรดคือสินค้าเกษตรมีชื่อเสียงของ จ.เชียงราย เน้นส่งออกไปยังจีนและเพื่อการบริโภค โดยตลอดสองข้างทางบนถนนพหโยธิน จาก อ.เมือง ถึง อ.แม่สาย จะพบเห็นแผงขายสับปะรดจนเป็นภาพที่คุ้นชินตา

สับปะรดภูแล และนางแล เกษตรกรไม่ได้ปลูกปีเดียว ทยอยปลูกมากขึ้นตั้งแต่ปี 2558 แม้ช่วงนั้นประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้ง ที่ภาคอื่นอาจประสบปัญหา แต่ที่ จ.เชียงราย สับปะรดกลับเติบโตได้ดี ทำให้ราคาหน้าสวนปีนั้นเคยขายได้กิโลกรัมละ 18-20 บาท ราคที่สูงและปลูกง่ายทำให้ตอนนี้ใน จ.เชียงราย มีพื้นที่ปลูกถึง 67,000 ไร่ จากเดิมที่เคยปลูกสับปะรดพันธุ์ภูแล และนางแล ที่ปลูกกันมากในเขต ต.บ้านดู่ ต.นางแล และ ต.ท่าสุด เนื้อที่กว่า 4,500 ไร่เท่านั้น

สับปะรดเป็นพืชที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ หากลงพื้นที่ร้านขายสับปะรดทั่วไป จะพบร้านขายหน่อพันธุ์ ที่เห็นกองใหญ่ตลอดริมถนน 1 กอง จะมีมากกว่า 30 หน่อ จำหน่ายเพียงกองละ 100 บาท ทำให้การกระจายพื้นที่ปลูกได้อย่างรวดเร็ว

สับปะรดเองเป็นพืชไม่ต้องการน้ำมาก ทนแล้ง เกษตรกรจะเริ่มปลูกกันตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. การปลูกเพียงเตรียมดินรองหลุม หากสับปะรดหน่อใหญ่ปลูกเพียง 8 เดือน ก็ได้ผลผลิตแล้ว หากเป็นสับปะรดหน่อขนาดเล็กก็อาจใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นหน่อยปลูกเพียง 1 ปี ก็ได้ผลผลิตแล้ว ดังนั้นสับปะรด จึงเป็นพืชที่ปลูกให้ผลผลิตเร็วจึงเสี่ยงต่อผลิตที่จะล้นตลาด

นางธนิสร กระดุมพร เกษตรกรที่ใน จ.เชียงราย บอกว่า การปลูกสับปะรดแต่ละครั้ง สามารถเก็บผลผลิตได้ต่อเนื่องนาน 5-6 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล หากต้องการผลผลิตต่อไร่สูงก็ต้องใส่ปุ๋ย และยากำจัดหญ้า

ดังนั้น ต้นทุนการผลิตสับปะรดใน จ.เชียงราย จึงมีราคาค่าปุ๋ย ค่าหน่อพันธุ์ ยาฆ่าหญ้า-แมลง ราคาต้นทุนต่อไร่ไม่สูงมากนัก เมื่อผลิตในจังหวัดล้นตลาด และไม่มีตลาดรับซื้อราคาก็ตก การที่เกษตรกรจะขนไปขายในโรงงานที่อยู่ภาคใต้ หรือภาคตะวันออก หรือจะไปส่งตลาดรับซื้อใหญ่ๆในกรุงเทพฯ ต้นทุนค่าขนส่งก็เพิ่มมาอีกอาจไม่คุ้มค่ากับราคาที่เป็นอยู่ขณะนี้เพียง 2 บาท

และนี่คือปัญหาสับปะรดเชียงรายที่ไม่มีตลาดรับซื้อเพียงพอกับผลผลิตที่ออกมากปีนี้ เกษตรกรบางส่วนจึงปล่อยให้เน่าในสวน หากลงทุนค่าปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า หรือแมลง หรือไปเช่าพื้นที่ปลูก ก็ขาดทุนหนักปีนี้

 "สับปะรด" ภูแลล้นตลาด ราคาตกเหลือ กก. 1-2 บาท

สับปะรดพันธุ์ภูแล และนางแล เป็นสับปะรดที่มีชื่อเสียง ปีที่แล้วเคยขายได้ราคาสูงสุด หน้าสวนกิโลกรัมละ 18-20 บาท ปีนี้ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสมและพื้นปลูกเกือบ 70,000 ไร่ ผลผลิตจะออกสู่ตลาดเกือบ 200,000 ตัน ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่มีตลาดรองรับทำให้ราคาตกต่ำ

เจ้าอาวาวัดห้วยปลากั้ง อ.เมือง จ.เชียงราย ที่รับซื้อจากเกษตรกรนำมากองแจกฟรีให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ที่บริเวณอนุสาวรีย์พญามังราย หลังสับปะรดกำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำ และมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 1-2 บาท เท่านั้น

แม้จะมีการรณรงค์รับซื้อจากเกษตรกรยังมีผลิตอีกจำนวนมากที่รับซื้อทั้งหมดไม่ได้ เกษตรกรหลายคนจึงต้องนำไปเร่ขายในจังหวัดหรือข้ามจังหวัด เช่นที่ จ.เชียงใหม่ ก็เต็มไปด้วยรถขายสับปะรดของเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่ขนใส่กระบะมาจาก จ.เชียงราย ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร

ชาวสวนเดือดร้อน สับปะรดขายไม่ออก

ในสื่อสังคมออนไลน์เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดใช้ชื่อเฟซบุ๊ก " target="_blank">สุภาภรณ์ ดวงแก้ว ต้องโพสต์เฟซบุ๊กระบายความเดือดร้อน หลังปีนี้สับปะรดนางแล และภูแล ใน จ.เชียงราย แทบไม่ได้ขายถึงแม้จะมีราคาถูกลงแต่กลับไม่มีคนซื้อจะแปรรูปก็ไม่ไหว เนื่องจากผลผลิตมีมากเกินไปทำให้ต้องนำไปให้วัวกิน โดยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ

“ปีนี้คิดว่าจะไม่โพสต์เรื่องสับปะรดแล้ว ดูเอา สับปะรดนางแลและภูแล ตอนนี้แทบไม่ได้ขาย ปีนี้ราคาถูกแต่ไม่มีคนซื้อยิ่งกว่าปีที่แล้วอีก หน่วยงานไหนก็ไม่มาช่วย ตอนที่จะเอาผลงานให้อบรบนั่นอบรมนี่ ชาวสวนก็ไป แต่พอสับปะรดขายไม่ได้ ชาวสวนเดือดร้อน ไม่เห็นมีใครยื่นมาเข้ามาช่วยสักราย แปรรูปก็ไม่ไหว มันเยอะมาก ทางออกสุดท้าย ก็ให้วัวกินอย่างเดียว แล้วปีนี้จะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ล่ะพี่น้อง”

สำหรับสับปะรดใน จ.เชียงราย จากที่เคยปลูกมากในพื้นที่ อ.เมือง ใน ต.นางแล และตำบลใกล้เคียงมีพื้นที่ปลูกประมาณ 4,500 ไร่ แต่ปัจจุบันมีการปลูกเพิ่มมากขึ้น เพราะปีก่อนหน้านี้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 18-20 บาท จึงทำให้มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 67,924 ไร่ โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ปัตตาเวีย 45,900 ไร่ พันธุ์ภูแล 18,814 ไร่ และนางแล 3,220 ไร่ คาดมีผลผลิตรวมถึง 170,000 ตัน

 

ทำประกันราคา แก้ปัญหาราคาตก

ผลผลิตสับปะรดที่ออกมาก มีต้นทุนการผลิต และราคาตกไปถึงกิโลกรัมละ 1-2 บาท แม้อาจจะไม่คุ้มค่าการขนส่งและค่าแรงงาน แต่ปัญหาใหญ่ที่มากกว่านั้นคือไม่มีตลาดรองรับ การที่เกษตรกรจะได้ทุนคืนนั้นอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะแม้แต่การจะได้เงินคืนจากการปลูกบ้างก็ยังยากตอนนี้ แล้วทางออกปัญหานี้แก้อย่างไร

ขณะที่นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการ 2 ระยะ คือระยะยาว 1.เร่งจัดหาโรงงานแปรรูปภายในจังหวัด และ 2.ให้เกษตรกรทำ Contract Farming โดยมีการตั้งราคาประกันแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้น ตอนนี้เร่งให้หน่วยงานราชการในจังหวัดช่วยซื้อผลผลิตทางการเกษตร และกระจายตามห้างสรรพสินค้า และร้านค้าต่างๆ โดยในระหว่างวันที่ 4-6 ก.ค.นี้ เตรียมจัดกิจกรรมสัปดาห์บริโภคสับปะรด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ยอมรับปัญหาสับปะรดที่ล้นตลาด ส่วนหนึ่งมาจากสภาพอากาศที่เหมาะสมในปีนี้ ย้ำว่าอาจต้องควบคุมพื้นที่การปลูก และเร่งให้ข้อมูลเกษตรกร

ด้าน รศ.ณัฐา โพธาภรณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดไม่ใช่เพียงสับปะรดที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ก็มีปัญหา เช่น ยางพารา ก็เป็นพืชที่เกษตรกรภาคเหนือแห่กันปลูกกันมาก เพราะราคายางสูง แต่เมื่อราคาตกต่ำก็โค่นยางปลูกพืชชนิดอื่นแทน เช่น ทุเรียน ที่ราคาสูงในตอนนี้ ภาครัฐควรส่งเสริมข้อมูลให้เกษตรกร และจริงจังจำกัดพืชเพาะปลูกบางชนิด

อ่านข่าวเพิ่มเติม


เตือนผู้ปลูกสับปะรดรายใหม่ "ส่อเจ๊ง" แบกต้นทุนไร่ละ 1.5 หมื่นบาท 

"แจกฟรี" รัฐ-เอกชนรับซื้อสับปะรดช่วยชาวไร่พ้นวิกฤติ 

รู้จัก 14 สายพันธุ์สับปะรดปลูกในไทย 

 

 

 


อ.ส.ค.ตัดโควตา 25% "ไทยมิลค์" นมโรงเรียนบูด

Tue, 12 Jun 2018 12:30:00

วานนี้(11มิ.ย.2561) ปัญหานมโรงเรียนที่มีลักษณะสภาพขุ่นข้น ไม่ได้คุณภาพที่พบในโรงเรียนพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด กล่าวขอโทษต่อกรณีนมที่จัดส่งให้กับทางโรงเรียนแล้วเกิดปัญหา จากการตรวจสอบสาเหตุพบว่า เครื่องบรรจุมีทั้งหมด 4 เครื่อง พบการซีลของเครื่องบรรจุ 1 เครื่องไม่สมบูรณ์เป็นบางช่วง เมื่อได้รับการกระ แทกและกดทับจากการขนส่ง อาจทำให้เกิดรอยรั่วตามแนวซีล และทำให้เกิดนมเสียได้เป็นบางกล่อง ปัจจุบันดำเนินการแก้ไขแล้ว

สำหรับผลิตภัณฑ์นมที่ได้รับความเสียหาย หลังตรวจสอบแล้วพบว่ามีจำนวนทั้งหมด 1 แสนกว่ากล่อง ส่งไปทั้งหมด 12 โรงเรียน ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งกำลังดำเนินการเรียกเก็บนมล็อตดังกล่าวคืนทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบนมที่มีปัญหา 20 กล่อง แต่เพื่อความสบายใจจึงเรียกเก็บนมทั้งหมดเพื่อทำลายแล้ว

 

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ในฐานะมิลค์บอร์ด ระบุว่า ได้ติดต่อสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด เป็นผู้ส่งนมโรงเรียนแทนสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ที่มีปัญหาคุณภาพของนม ขุ่นข้น เปลี่ยนไปจากสภาพเดิมแล้ว เนื่องจากจะถูกลดสิทธิ์ตามเกณฑ์ระเบียบที่ตั้งไว้คือ ร้อยละ 25 จากโควตาที่ได้รับทั้งหมด

ถ้าตรวจพบว่ามีเชื้อปนเปื้อนอีโคไล พ่วงไปด้วยอีก หลังการตรวจสอบก็จะถูกยกเลิกโควตาทั้งหมดรวมทั้งในเทอม 2 ของปีการศึกษา 2561 โดยคาดว่า 3 สัปดาห์ข้างหน้าจะทราบผล นอกจากนี้วันที่ 14 มิ.ย.จะประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียนและแจ้งให้กรมปศุสัตว์รับทราบเป็นทางการ รวมทั้งแจ้งให้หนองโพ ส่งแทนโควตาร้อยะ 25 ที่ตัดสิทธิ์ของไทยมิลค์ออก

ด้านภญ.สุภัทรา บุญเสริม ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่าขณะนี้ อย.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โรงเรียนไผทอุดมศึกษา และโรงงานผลิตนมโรงงานยี่ห้อที่พบปัญหาแล้ว เพื่อหาสาเหตุของนมมีสีขุ่นข้น เหนียวเป็นก้อน คาดว่าจะได้ในเร็วๆ นี้ 

ปัจจัยที่ทำให้นมเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องการเคลื่อนย้าย การเก็บรักษา และกระบวนการผลิต เป็นต้น ส่วนกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งตัวอย่างนมล็อตที่เป็นปัญหามาให้ตรวจนั้น ก็ได้ส่งต่อไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว คาดว่าทราบผลเร็วๆ นี้เช่นกัน

 


"กฤษฎา"รับข้อเสนอแบนพาราควอต ตั้งกก.ร่วมพิจารณา 60 วัน

Tue, 5 Jun 2018 16:40:00

วันนี้ (5 มิ.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กรกว่า 150 คน โดยน.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้แทนเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารเคมีที่มีอันตรายร้ายแรงอ่านแถลงการณ์ และยื่นจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทบทวนมติและกระบวนการพิจารณา เพื่อยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส

ทั้งนี้นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมารับจดหมาย และเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วม โดยมีสัดส่วนของภาคีเครือข่ายภาคประชาชนร่วมด้วย เพื่อให้ศึกษา รวบรวมข้อมูลทางวิชาการ และทบทวนมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ รับเป็นเจ้าภาพในการนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาอีกครั้ง โดยจะใช้กรอบเวลาพิจารณาใหม่ 60 วัน หลังจากคณะทำงานร่วมยื่นข้อเท็จจริงใหม่แล้ว

 

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจดหมายถึงนายกฯ ระบุว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการประชุมครั้งที่ 30-1/2561 และมีการพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อวันที่ 23 พ.ค.นี้ และมีมติไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด โดยให้เหตุผลว่า ข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เพียงพอ ซึ่งขัดแย้งกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการหลายชุดก่อนหน้านี้ รวมทั้งความเห็นของประชาคมวิชาการและมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน 686 องค์กร ที่ได้ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้และสนับสนุนมติของกระทรวงสาธารณสุข มีข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและการทำงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ดังนี้

 

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

 

ในขณะที่กรมวิชาการเกษตรขอปรึกษาคณะกรรมการวัตถุอันตรายในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อควบคุมสารทั้ง 3 ชนิด แต่การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ กลับเลือกตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ถึง 4 คน และอีก 4 คนเลือกจากผู้ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ จากคณะกรรมการที่มีจำนวน 12 คน ซึ่งล้วนแต่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบต่อสุขภาพ

อนุกรรมการเฉพาะกิจฯดังกล่าวใช้ข้อมูลเก่าล้าสมัย เพื่อโน้มน้าวให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงดังกล่าวต่อไป โดยเพิกเฉยต่อข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานใหม่ๆเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเครือข่ายนักวิชาการจากหลายสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยนเรศวร ต้องจัดเวทีให้ข้อเท็จจริงทางวิชาการ

 

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

 

กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 23 พ.ค.นี้ มีกรรมการอย่างน้อย 3 คนมีส่วนได้เสียกับสมาคมค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่กลับไม่มีการแสดงการมีส่วนได้เสียและไม่มีการสละสิทธิ์ลงคะแนน ซึ่งอาจขัด พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 12 วรรค 2 

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาเพิ่มเติมดังนี้ 

1. ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายทบทวนมติ และพิจารณายกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ในเดือนธ.ค.2562 ตามกรอบเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอไว้ โดยกระบวนการพิจารณาข้อมูลและลงมติต้องไม่มีผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วม เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 12 วรรค 2 ใช้ข้อมูลที่ทันสมัย เป็นกลางทางวิชาการ  

 

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

 

2. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการศึกษาหาวิธีการทดแทน ตามมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ  เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ทั้งนี้จากการสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และมันสำปะหลัง ร้อยละ 63 ไม่ได้ใช้พาราควอตในการกำจัดวัชพืช นั่นหมายถึงมีสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่นและวิธีการในการจัดการวัชพืชที่มีประสิทธิภาพมากกว่าพาราควอตอยู่แล้ว หากแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รวบรวมองค์ความรู้เหล่านี้มาเผยแพร่ในวงกว้าง

3.ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ก่อนจะยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสในปี 2562 หากพบว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนของเกษตรกร เสนอให้กระทรวงการคลังศึกษาและจัดเก็บภาษีจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง มาใช้ในการเยียวยาผลกระทบและสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีจัดการวัชพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะลดผลกระทบจากการถูกกีดกันทางการค้าจากความไม่ปลอดภัยของสารพิษตกค้าง การละเมิดสิทธิเกษตรกรที่ใช้สารพิษที่อันตรายร้ายแรง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกในระยะยาว

ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และองค์กรภาควิชาการกับองค์กรภาคประชาสังคม 686 องค์กร สอบถามความเห็นของประชาชนผ่านแบบสอบถามออนไลน์ วันที่ 1-5 มิถุนายน 2561 หัวข้อ “ต้องการให้หยุดใช้ ยาฆ่าหญ้า-พาราควอต กับ ยาฆ่าแมลง-คลอร์ไพริฟอส หรือไม่” พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 50,417 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 91.5 ต้องการให้หยุดใช้สารเคมีดังกล่าว และ 4,683 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.5 ไม่ต้องการให้หยุดใช้

 

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ภาพ : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค


ชาวสวนจันทบุรีขายทุเรียนทางออนไลน์ ช่วยลดต้นทุนส่งออก

Wed, 4 Apr 2018 07:08:00

นายพจน์ นพพันธ์ เจ้าของสวนทุเรียนเนื้อที่ 400 ไร่ใน จ.จันทบุรี ที่แม้จะเป็นเจ้าของสวนทุเรียนรายใหญ่และมีตลาดรองรับเพียงพอ แต่เขายังเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ในการขายทุเรียน โดยเปิดรับรายการสั่งซื้อล่วงหน้า หรือพรีออเดอร์ทางออนไลน์ จากนั้นจะคำนวนระยะทางและพื้นที่ไปรษณีย์ในการจัดส่งว่าต้องใช้เวลากี่วัน เพื่อเลือกทุเรียนที่เหมาะสม พร้อมรับประทานเมื่อถึงมือผู้บริโภค โดยจะนำทุเรียนบรรจุใส่บรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรง ระบุที่อยู่และเบอร์โทรของเจ้าของสวนผลไม้ที่เป็นการการันตี

 

เจ้าของสวนทุเรียนยืนยันว่า จะไม่ส่งทุเรียนอ่อนให้กับลูกค้าอย่างเด็ดขาดและขั้นตอนการขนส่งต้องระวังไม่ให้หนามเกี่ยวกันจนผลทุเรียนเสียหาย ทำให้เจ้าของสวนไม่จำเป็นต้องพึ่งตลาดต่างประเทศและไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง อีกทั้งยังมองว่าน่าจะเป็นช่องทางทำการตลาดแบบใหม่และช่วยลดต้นทุนการส่งออก


“มหัศจรรย์ข้าวใหม่อินทรีย์ วิถียโสธร” ออนซอนพันธุ์ข้าวท้องถิ่น

Sat, 10 Feb 2018 13:30:00

วานนี้ (9 ก.พ.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ จ.ยโสธร ร่วมกันจัดงาน “มหัศจรรย์ข้าวใหม่อินทรีย์ วิถียโสธร” บริเวณโดมวิถีอีสาน หน้าศาลากลางเก่า จ.ยโสธร พร้อมประดับตกแต่งด้วยกองฟางเพื่อสร้างและจำลองบรรยากาศจากท้องทุ่งมาไว้ ณ กลางเมืองบั้งไฟโก้ เพื่อยืนยันถึงความงดงามและความหลากหลายของวิถีชาวนาอีสาน หลังเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว และเข้าสู่มหกรรมการเฉลิมฉลองข้าวใหม่

 

 

อุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน อธิบายถึงที่มาที่ไปของการจัดงานว่า เจตนารมณ์ คือ การนำเอาการเฉลิมฉลองของชาวบ้านมาปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไป กับคนเมือง โดยหวังว่าจะสร้างความเข้าอกเข้าใจ ลดช่องว่างในการรับรู้ของพี่น้องคนเมืองและคนชนบท เพื่อสร้างความเป็นพี่น้องเชื่อมโยงกันต่อไปในวันข้างหน้า

 

 

ในงานนี้มีทั้งการเอาข้าวใหม่มาเผาทำข้าวหลาม การแต่ง “พาข้าว” การจัดสำรับอาหารการกินในวิถีชนบท ตามนิเวศต่างๆในอีสาน 4 นิเวศ คือ ภู โคก ทุ่ง ทาม และยังมีอีกพื้นที่ คือ เมือง ซึ่งในแต่ละสำรับจะมีอาหารตามฤดูกาลที่บ่งบอกและแสดงถึงความโดดเด่นของนิเวศนั้นๆ และยังนำเอาข้าวหลากสายพันธุ์มาให้ได้ดูและชิมด้วย

 

 

นอกจากนี้ กิจกรรมในครั้งนี้ ได้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจในการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้แก่ วาฟเฟิลและขนมปังเฟื่องฟุ้ง เมนูข้าวช่วยชีวิตด้วยเมนูอาหารธรรมชาติบำบัด โดนัทข้าวหอมมะลิ คุกกี้ข้าวไรซ์เบอรี่ และชอกโกแลตข้าวพอง ซึ่งวัตถุดิบในการผลิตและแปรรูปยังคงคำนึงถึงและใช้วัตถุดิบจากข้าวที่ปลูกด้วยระบบอินทรีย์

 

อุบล กล่าวเพิ่มเติมว่า “กระแสการบริโภคของคนในสังคมมีความตื่นตัวขึ้นในการที่จะบริโภคอาหารปลอดภัย แต่ก็ยังมีความไม่มั่นใจในระบบตลาดทั่วไป ผู้ที่แสวงหาอาหารที่ปลอดภัยก็พยายามเชื่อมโยงตัวเองกับแหล่งผลิตกับเกษตรกร ที่มีแหล่งเพาะปลูกที่ปลอดภัย ที่กระบวนการผลิตมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังเป็นไป กำลังเกิดขึ้น แม้จะยังไม่เห็นภาพรวมของสังคมแต่ก็กำลังเกิดขึ้น ซึ่งการผลิตข้าวในยโสธรเปลี่ยนไปพอสมควร หลังจากที่เคยผลิตในปริมาณมากๆ แต่เกษตรกรชาวนาโดยเฉพาะในกลุ่มที่ทำเกษตรอินทรีย์ก็มีการปลูกข้าวทางเลือก คือ ข้าวสายพันธุ์พื้นบ้านต่างๆให้มีที่ยืน มีมูลค่าในทางเศรษฐกิจ เช่น ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวแดง ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวหอมมะลิดำ ไม่ได้มีเพียงข้าวที่อยู่ในระบบตลาด ซึ่งถ้าพันธุ์ข้าวที่หลากหลายมีบทบาททางเศรษฐกิจมันจะช่วยให้การทำนา การปลูกข้าวไม่ได้ไปเบียดเสียดกันอยู่ในแค่ตลาดหลัก ยังเป็นการสร้างตลาดที่หลากหลาย

 

 

“ข้าวไม่ใช่พืชอาหารธรรมดา แต่เป็นธัญพืชที่อยู่ในวิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนไทยทุกภูมิภาค และสำหรับพี่น้องเกษตรกร "ข้าว" จะเป็นพืชที่มีเทพที่เขานับถือคอยปกปักรักษา นั่นทำให้เขาปฏิบัติต่อข้าวด้วยความอ่อนโยน ซึ่งการปฏิบัติแบบนี้ก็ยังไม่ถึงกับสูญหายไป ยังคงมีอยู่ แต่เป็นการปฏิบัติในชุมชนชนบท คนในเมืองอาจจะไม่ค่อยได้เห็น ซึ่งการนำเอากิจกรรมจากชนบทเข้ามาในเมืองก็จะเป็นที่แปลกตาและได้รับความสนใจ และหวังว่าจะช่วยสื่อสารซึมซับรับรู้ด้วยกัน” อุบล อยู่หว้า กล่าวทิ้งท้าย ถึงมุมมองการสื่อสารจากข้าวใหม่ควบคู่ไปกับวิถีเกษตรอินทรีย์ของชาวนาจังหวัดยโสธร


ร้องนายกฯ เร่งรัดจ่ายค่าเยียวยาสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จ.อุบลราชธานี

Mon, 5 Feb 2018 10:19:00

วันนี้ (5 ก.พ.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางละไม เจียงเพ็ง พร้อมชาวบ้านห้วยฝั่งแดง จ.อุบลราชธานี อีก 7 ครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์บริการประชาชนสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งรัดช่วยเหลือติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาจำนวนกว่า 25 ล้านบาท ตามมติของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางละไม กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตอนนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ที่ทำกินถูกน้ำท่วมและทำให้เป็นหนี้กว่า 200,000 บาท และที่มายื่นหนังสือครั้งนี้ เนื่องจากไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการให้ หลังจากยืดเยื้อมาหลายปี

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินฯ มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 9 คน เนื้อที่ 163 ไร่ ระยะเวลาชดเชย 20 ปี วงเงิน 25,696,705 บาทภายใน 90 วัน โดยเสนอให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชน ซึ่งอยู่ในชั้นดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่มีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณา

โดยผู้ได้รับผลกระทบต้องการค่าชดเชยการสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการสูญเสียการทำประโยชน์ในที่ดิน และขอให้รัฐบาลหาที่ดินทำกินให้ใหม่แทนค่าชดเชยในส่วนของการสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งนี้ กรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จ.อุบลราชธานี เมื่อปี 2540 ทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ของประชาชน

 

 


ไทยเตรียมรับมือ "ลานีญา"ฝนตกน้ำมากเทียบปี 54

Sun, 4 Feb 2018 15:04:00

วานนี้(3 ก.พ.2561) นายปกรณ์ เพ็ชรประยูร หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจีสด้า บอกว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลและภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าตั้งแต่ ปี 2549 ถึงปัจจุบัน ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ สูงขึ้นต่อเนื่อง จึงทำให้อุณหภูมิบนโลกเพิ่มขึ้นซึ่งมีผลถึงน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และน้ำทะเลสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 3 มิลลิเมตร นั้นหมายความว่าอีก 10 ปีข้างหน้าน้ำทะเลจะสูงขึ้นอีก 3.2 เซนติเมตร ขณะที่ปีนี้ไทยมีแนวโน้มฝนจะมากขึ้นคล้ายกับปี 2554

นายปกรณ์ กล่าวว่า ในปีนี้จากการตรวจวัดอุณหภูมิน้ำทะเลแปซิฟิก พบว่ามีการปรากฎการณ์ลานิญาอ่อนๆจะมีผลต่อปริมาณน้ำฝนของไทย โดยแนวโน้มปีนี้จะมีฝนมากขึ้น และแพทเทินฝนปีนี้จะใกล้เคียงกับปี 2554 แต่ต้องดูกันต่อไป แต่ที่พบว่าประเทศไทยมีอากาศหนาวยาวนาน และจะมีฝนมากแน่นอน และถ้าเป็นลานิญาอ่อนๆ จะมีฝนตกหนัก และมีน้ำมากกว่า 2-3 ปีก่อนที่ไทยเจอภาวะขาดน้ำ และอากาศร้อน 

นายวิศิษฐ์ จิรภิวงศ์ เจ้าของสวนยางพารา กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีฝนตกชุกมากโดยเฉพาะในปี2559-2560 ทำให้จำนวนวันที่กรีดยางน้อยลงไปเพราะเจอฝนตกหนัก ประกอบกับราคายางพาราราคาตก จึงส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยาง 

นักวิชาการแนะนำว่าเกษตรกรไทยต้องปรับตัวในการปลูกพืชมากขึ้นและรัฐบาลควรส่งเสริมลงทุนงานวิจัยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพราะขณะนี้นักวิจัยในประเทศไทยมีน้อยมาก

 

ไทยได้รับผลกระทบช่วงม.ค.-มี.ค.นี้ 

ขณะที่ศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา ที่เฝ้าระวังและติดตามปรากฏการณ์ปรากฏการณ์ลานีญา ได้รายงานข้อมูลเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมาว่าในช่วงเดือนธ.ค.2560 ปรากฏ การณ์ ENSO มีโอกาส 50% ที่จะเป็นปรากฏการณ์ลานีญากำลังอ่อน ในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.นี้ และจะกลับมาเป็นกลางในช่วงเดือน เม.ย.นี้  

ซึ่งผลกระทบกับประเทศไทย ขึ้นอยู่กับตัวแปรต่างๆ ของฤดูกาล แต่มีความเป็นไปได้ว่าปริมาณฝนรวม ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง มีโอกาสสูงกว่าค่าปกติ ส่วนภาคอื่นๆ มีโอกาสใกล้เคียงค่าปกติ อุณหภูมิเฉลี่ย ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสต่ ากว่าค่าปกติ ภาคเหนือและภาคกลางมีโอกาสต่ำกว่าหรือใกล้เคียงค่าปกติส่วนภาคใต้มีโอกาสใกล้เคียงหรือสูงกว่าค่าปกติ

 


"เอามื้อจอบแรกที่น่าน" โมเดลนำร่องหยุดปลูกข้าวโพด 4 ล้านไร่

Mon, 22 Jan 2018 06:48:00

วานนี้ (21 ม.ค.) นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกิจกรรม "เอามื้อจอบแรกที่น่าน" นำโมเดลไปนำร่องหยุดยั้งพื้นที่ปลูกข้าวโพดกว่า 4,000,000 ไร่ ในพื้นที่ 13 จังหวัดภาคเหนือ ตามยุทธศาสตร์ฟื้นป่าต้นน้ำตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แก้ปัญหาเขาหัวโล้นตามศาสตร์พระราชา ซึ่งมีกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านทำวิธี ห่มป่า ห่มดิน ด้วยเปลือกและซังข้าวโพด เพื่อป้องกันการเผาป่า

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า โมเดลนี้จะขยายผลไปแก้ไขปัญหาเขาหัวโล้น สภาพดินเสื่อมโทรม ป้องกันหน้าดินถูกชะล้างทั่วประเทศ โดยครั้งที่ 2 จะนำโมเดลนี้ไปใช้ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้มีกลไกทุกจากภาคส่วนมาทำให้เกิดผลจริง การแก้ไขปัญหาใหญ่ของประเทศจะเกิดขึ้นได้ เพราะสามัคคีคือพลังค้ำคุ้นแผ่นดินไทยตามกระแสพระราชดำรัสในหลวง รัชกาลที่ 9

นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการไม่ประสบผลสำเร็จ ในการฟื้นฟูพื้นที่ จึงจัดผังจัดการน้ำดิน ปลูกพืชผสมผสาน แบ่งส่วนให้ชาวบ้านอยู่ได้พอเพียง และทวงคืนผืนป่าส่วนใหญ่ปลูกป่า เมื่อสภาพป่าอนุรักษ์ ดีขึ้นจะแก้น้ำท่วมฝนแล้ง ลดโลกร้อนได้

ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มป่าต้นน้ำ จ.น่าน กว่า 10,000 ไร่ เป็นพื้นที่คืนจากชาวบ้านในส่วนอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ถูกบุกรุก 12,000 ไร่ ให้คืนมากว่า 3,000 ไร่ โดยมีธนาคาร รัฐวิสาหกิจ เข้ามาช่วยปลูกด้วย และพื้นที่คืนจากชาวบ้าน อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ถูกบุกรุกกว่า 100,000 ไร่ ได้คืนมากว่า 10,000 ไร่ เน้นปลูกป่าซึ่งมีโครงพระราชดำริ โครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ โครงการปิดทองหลังพระ เข้ามาร่วมทำให้ลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด ไม่ทำลายระบบนิเวศน์

สำหรับทั่วประเทศทวงคืน 200,000 ไร่ ได้ดำเนินปลูกป่าโดยไม่ปลูก ป้องกันไฟป่าจะเกิดป่าสมบูรณ์เหมือนเดิม หยุดยั้งการทำลายได้ ซึ่งเมืองน่านกลับมาสมบูรณ์ ตอนนี้ป่าต้นน้ำเหลือ ร้อยละ 60 หายไป ร้อยละ 40 โดยอันดับแรกต้องหยุดยั้งการปลูกข้าวโพด ขณะนี้มีกว่า 4,000,000 ไร่ โดยมีแผนร่วมกับกระทรวงเกษตรฯนำปลูกพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 2,000,000 ไร่

 


22 อ่างเก็บน้ำเสี่ยง! ต้องปรับปรุงในจ.สกลนคร อายุมากที่สุด 62 ปี

Tue, 9 Jan 2018 17:32:00

วันนี้( 9 ม.ค.2561) นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชกระแส ให้กรมชลประทาน เร่งรัดออกแบบปรับปรุงเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 22 แห่งที่อยู่ในสภาพเก่า เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบเช่นเดียวกับเขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนสันเขื่อนพังในช่วงที่เกิดพายุเซินกาเมื่อปี 2560

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สนองพระราชกระแสอย่างเร่งด่วน สำรวจสถานภาพของอ่างเก็บน้ำทั้ง 22 แห่งในจ.สกลนคร แล้วเสร็จพบว่ามีอายุการใช้งานเฉลี่ย 30 ปีขึ้นไปและมากที่สุด 62 ปี คืออ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ความจุ 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร และอายุการใช้งานน้อยสุด 12 ปีคืออ่างเก็บน้ำห้วยแหน่ง อ.ภูพาน จ.สกลนคร ความจุ 600 ลูกบาศก์เมตร 

รองอธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง ความจุตั้ง 300 ลูกบาศก์เมตร -2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากมีอายุการใช้งานมานาน ทำให้ศักยภาพการเก็บน้ำมีน้อยลง เนื่องจากมีตะกอนลงไปทับถมจำนวนมาก 

พบจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหากรณีที่ต้องเร่งระบายน้ำฉุกเฉิน เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านกายภาพของอ่างเก็บน้ำ เบื้องต้นแนวทางการปรับปรุง เช่น การเพิ่มความสูงของระยะพ้นน้ำ การปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเดิม การก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน การปรับปรุงรางระบายน้ำด้านท้ายทำนบดิน ซึ่งทั้งหมดนี้มีการทำแผนเสนอของจาก กปร.3 โครงการ ในช่วงปี 2561 ทั้งนี้หลังจากสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ จึงจะสามารถตั้งงบประมาณในการปรับปรุงได้ 

 

ภาพ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง

ภาพ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง

 

10 อันดับอ่างเก็บน้ำที่ต้องเร่งปรับปรุง 

จากการสำรวจทั้ง 22 อ่างเก็บน้ำต้องปรับปรุง ในจำนวนนี้เขื่อนที่มีอายุมากสุด 62 ปี โดยกรมชลประทาน

1.อ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม อายุ 62 ปี ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้าเขื่อนและด้านท้ายเขื่อน ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ อยู่ระหว่างออกแบบดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ กรมชลประทาน

2.อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง อ.สว่างแดนดิน อายุ 50 ปี  ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้า เขื่อนและด้านท้ายเขื่อน2. ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความมจุเต็มศักยภาพ

3.อ่างเก็บน้ำห้วยหาด อ.ส่องดาว อายุ 36 ปี ต้อง ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ เพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณAbutment ฝั่งขวา ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ"อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ม.ค. 61

4.อ่างเก็บน้ำคำมะโคตร อ.ส่องดาว อายุ 35 ปี ต้องปรับปรุงอาคารท่อส่งน้ำทั้งสองแห่ง ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ ก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน บริเวณ Abutment ฝั่งซ้าย ปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นให้สามารถระบายน้ำปริมาณน้ำสูงสุดที่รอบปีการเกิดซ้ำ
50 ปี อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้ว เสร็จ ก.พ. 61

5.อ่างเก็บน้ำห้วยนกเค้า อ.เจริญศิลป์ อายุ 34 ปี ต้องปรับปรุงด้านท้ายอาคารทางระบายน้ำล้น
โดยใช้ Gabion เพื่อป้องกันการกัดเซาะ เพิ่ม Emergency Spillway ปรับปรุงผิวทางเป็น Asphaltic Concrete อยู่ระหว่างออกแบบ ดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ
กรมชลประทาน

 

 

6.อ่างเก็บน้ำน้ำซับ 3 อ.สว่างแดนดิน อายุ 33 ปี  ต้องขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพเพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณ Abutment ฝั่งซ้าย ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ อยู่ระหว่างขอรับการสนับสนุนงบประมาณ

7.อ่างเก็บน้ำหนองไผ่ 2 อ.สว่างแดนดิน อายุ 32 ปี อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ก.พ. 61

8.อ่างเก็บน้ำภูน้อย อ.ส่องดาว อายุ  32 ปี อยู่ระหว่างการจัดทำประมาณการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบจากกปร.ปี 61

9.ปรับปรุงฝายต้นน้ำ อ.สว่างแดนดิน อายุ 30 ปี ต้องก่อสร้างอาคารบังคับน้ำแบบมีบานปิด-เปิด บริ เวณจุดที่น้ำไหลลงอ่างน้ำซับ 3  ขุดลอกด้านท้ายอาคารบังคับน้ำที่จะก่อสร้างพร้อมดาดคอนกรีต ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ อยู่ระหว่างการจัดทำประมาณการขอรับการสนับสนุนงบ กปร. 

10.อ่างเก็บน้ำหนองแปน 1 อ.เจริญศิลป์ อายุ 29 ปี  ต้องขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ
เพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณ Abutment ฝั่งขวา ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิมเพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ม.ค. 61

นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำอีก 12 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านแพงตอนบน  อ่างเก็บน้ำห้วยแหน่ง  อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหยาด อ่างเก็บน้ำบ้านหนองแปน 2  อ่างเก็บน้ำหนองบัวแพ อ่างเก็บน้ำวังกอไผ่ อ่างเก็บน้ำบ้านหนองแปน 1  อ่างเก็บน้ำน้ำซับ 4  อ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน  อ่างเก็บน้ำห้วยคำบากน้อย อ่างเก็บน้ำห้วยโคก อ่างเก็บน้ำบ่อสะอือ 

อ่านข่าวเพิ่มเติม

"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงรับสั่งปรับปรุงเขื่อนเก่าภาคอีสาน 20 แห่ง 

 

 


รมว.เกษตรฯ คาดโทษข้าราชการที่เกี่ยวข้องทุจริตโครงการ 9101

Mon, 8 Jan 2018 11:33:00

เมื่อวานนี้ (7 ม.ค.2561) นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งในโครงการตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน หรือโครงการ 9101 ว่า ได้สอบถามอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรแล้ว ยืนยันว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการระดับพื้นที่ ซึ่งอยู่ในชุมชนไปดำเนินการจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในโครงการ ซึ่งตรวจสอบแล้ว ข้าราชการไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ได้ย้ำกับทุกคนว่าอย่าให้เกิดเรื่องการทุจริตขึ้น โดยเฉพาะพืชพันธุ์ ปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่นำไปมอบให้กับชาวบ้านต้องมีคุณภาพดี และราคาไม่แพงกว่าที่ชาวบ้านซื้อในท้องตลาด

นอกจากนี้ จะเดินสายกำชับข้าราชการ กระทรวงเกษตรฯ ทุกหน่วยงานที่ทำงานอยู่ใน 76 จังหวัด ให้ปฏิบัติงานตามนโยบายปรับโครงสร้างภาคเกษตรเชิงรุกระหว่างวันที่ 24 มกราคม-20 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะเชิญหอการค้าจังหวัด, ผู้จัดการ ธ.ก.ส., ผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ มาร่วมหารือ เพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างเจ้าหน้าที่กับภาคเอกชน โดยปรับทุกภาคส่วนมาสู่นโยบายการตลาดนำการผลิต รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมในพื้นที่

 

 


"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงรับสั่งปรับปรุงเขื่อนเก่าภาคอีสาน 20 แห่ง

Mon, 8 Jan 2018 11:21:00

วันนี้ (8 ม.ค.2561) นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชดำรัส ให้กรมชลประทาน เร่งรัดออกแบบปรับปรุงเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเขื่อนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 20 แห่งที่อยู่ในสภาพเก่า เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบเช่นเดียวกับเขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนสันเขื่อนพังในช่วงที่เกิดพายุเซินกาเมื่อปี 2560 ซึ่งขณะนี้เขื่อนห้วยทรายขมิ้นได้ดำเนินการซ่อมแซมเสร็จสิ้นแล้ว โครงสร้างมั่นคงแข็งแรงขึ้น สามารถรองรับหน้าฝนปีนี้ได้

นายทองเปลว กล่าวว่า ขณะนี้มอบหมายให้นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เร่งสำรวจและออกแบบเขื่อนขนาดกลางและขนาดเล็กทั้ง 20 แห่งที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบทำให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพิ่มศักยภาพระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยอาจจะมีการทยอยปรับปรุงเขื่อนตามลำดับความเร่งด่วน และความวิกฤตของเขื่อนที่ทำการศึกษา พร้อมทั้งเงินงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการปรับปรุงด้วย

ด้านนายทวีศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับเขื่อน 20 แห่งเบื้องต้นส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานมานานแล้ว และบางแห่งโอนให้กับท้องถิ่นดูแล ส่วนมากอยู่ในพื้นที่ จ.สกลนคร แต่ไม่ใช่ว่าจะเกิดอันตรายหากไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งตอนนี้กำลังเร่งสำรวจรายชื่อและจะสรุปภายในเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง กรมชลประทานมีมาตรการบำรุงรักษาให้มีความมั่นคงแข็งแรงอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ต้องกังวล 

สำหรับเขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร ก่อสร้างมากว่า 60 ปี มีความจุ 2.66 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่รับน้ำเกินศักยภาพถึง 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีคันดินถูกกัดเซาะพังจนน้ำไหลออกในช่วงที่เจอพายุเซินกาในเดือนกรกฎาคม 2560 และเกิดน้ำท่วมใหญ่เมืองสกลนคร