แผ่นดินไหวเมียนมา ยอดเสียชีวิตแตะ 3,085 คน

Thu, 3 Apr 2025 17:49:00

วันนี้ (3 เม.ย.2568) ในช่วงเริ่มต้นของการประชุมรัฐมนตรีบิมสเทค (BIMSTEC) ครั้งที่ 20 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ และผู้แทนจากประเทศสมาชิกบิมสเทคอีก 6 ประเทศ ซึ่งรวมถึงตาน ซเว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศเมียนมา ร่วมกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้าเปิดฉากการประชุม ผู้แทนบิมสเทคทั้ง 7 ประเทศ ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการขนส่งทางทะเล ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการเชื่อมโยงทางทะเลระหว่างประเทศ

ขณะที่ในวันนี้คาดว่าพลเอกอาวุโสมิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา จะเดินทางถึงประเทศไทย เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมผู้นำบิมสเทค ครั้งที่ 6 ในวันพรุ่งนี้ (4 เม.ย.) และคาดว่าผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา จะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำในวันนี้ด้วย ขณะที่นเรนดรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เดินทางถึงไทยแล้ว

ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเมียนมาทะลุ 3,085 คน

การเดินทางมาไทยของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาครั้งนี้ เกิดขึ้นขณะที่สถานการณ์เหตุแผ่นดินไหวในเมียนมายังน่ากังวล ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยจาก 17 ประเทศ ยังเดินหน้าค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง พร้อมกับสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ส่งไปถึงเมียนมาแล้วกว่า 1,000 ตัน

ล่าสุดรัฐบาลทหารเมียนมา เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 3,085 คน บาดเจ็บ 4,715 คน และสูญหายอีก 341 คน


ก่อนหน้านี้รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศหยุดยิงชั่วคราวในปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ เพื่อเปิดทางสำหรับภารกิจฟื้นฟูประเทศจากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ไปจนถึงวันที่ 22 เม.ย.

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธและกลุ่มต่อต้านต่าง ๆ ทยอยประกาศหยุดยิงชั่วคราว เพื่อสนับสนุนและเปิดทางให้การส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าพื้นที่ประสบภัยได้อย่างราบรื่นที่สุด แต่ยังคงสงวนสิทธิในการปกป้องตนเองเมื่อถูกโจมตี

อ่านข่าว : เมียนมาประกาศหยุดยิงชั่วคราว เปิดทางช่วยฟื้นฟูแผ่นดินไหว 

 


จับตา "ทรัมป์" ผลักโลกทั้งใบ สู่สงครามการค้าเต็มรูปแบบ

Thu, 3 Apr 2025 11:24:00

นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนของมาตรการทางภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง จนในเวลาเพียงแค่ 1 เดือนเศษๆ มูลค่าหุ้นของสหรัฐฯ ก็หายไปแล้วเกือบ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ทรัมป์ก็ยังคงเชื่อว่า กำแพงภาษีคือยาวิเศษที่จะรักษาได้ทุกโรค

อ่านข่าว : สะเทือนทั้งโลก "สหรัฐฯ" เคาะตัวเลขภาษีตอบโต้คู่ค้า ไทยโดน 36%

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

จับตาโลกรับมือสงครามการค้า 2.0

ทรัมป์ใช้มาตรการกำแพงภาษีเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศมาตั้งแต่ตอนนั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก เมื่อปี 2017 ถึงต้นปี 2021 และในสมัยที่ 2 การเก็บภาษีนำเข้าได้กลายมาเป็นวิธีในการบรรลุเป้าหมาย 4 ข้อ นั่นคือ การจัดการกับปัญหายาเฟนทานิลและผู้อพยพผิดกฎหมายที่ไหลทะลักเข้ามาในสหรัฐฯ กระตุ้นอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ เพิ่มรายได้ให้ภาครัฐและลดความได้เปรียบของประเทศคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ผ่านการกำจัดข้อจำกัดทางการค้าต่างๆ

เมื่อ 2 วันก่อน สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพิ่งเปิดเผยรายงานการประเมินการค้าแห่งชาติ ความยาว 397 หน้า ซึ่งระบุข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ของมาตรการกีดกันทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นในเชิงนโยบาย ระเบียบข้อบังคับ หรือมาตรการด้านภาษี ที่มากกว่า 50 ประเทศและองค์การทั่วโลกทำกับสหรัฐฯ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังรวมถึงไทยและอีกหลายชาติในอาเซียนด้วย

มองในมุมหนึ่ง บัญชีรายชื่อประเทศที่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับสหรัฐฯ ฉบับนี้ เป็นเสมือนกับบัญชีสางแค้น ซึ่งเชื่อว่า น่าจะมีน้ำหนักบนโต๊ะเจรจาการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ นับจากนี้ไปไม่มากก็น้อย

เป็นที่ทราบกันดีว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับประเทศส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งทรัมป์มองว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม เพราะประเทศต่างๆ เล่นเกมการค้ากับสหรัฐฯ แบบไม่แฟร์ ดังนั้น ประเทศที่ยิ่งเกินดุลมากๆ ก็มักที่จะโดนเพ่งเล็งและเสี่ยงที่จะโดนตอบโต้อย่างหนักหน่วง

จีนถือเป็นประเทศคู่ค้าที่ขายของให้สหรัฐฯ มากกว่าซื้อเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว จึงไม่แปลกที่จะโดนภาษีในรอบนี้ไปแบบจุกๆ 34% ซึ่งนี่ยังไม่รวมกำแพงภาษีเดิมที่มีอยู่ 20% ขณะที่สหภาพยุโรปถูกสหรัฐฯ วิจารณ์หนักเรื่องการอุ้มสินค้าเกษตรและเก็บภาษีนำเข้าหลายอย่าง รอบนี้เลยโดนไป 20% ส่วนเม็กซิโกทั้งเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ และยังเป็นทางผ่านของผู้อพยพและยาเฟนทานิลด้วย

ส่วนเวียดนามส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มากกว่านำเข้าถึง 123,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงสุดในอาเซียน และจุดนี้เองที่ทำให้ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามสูงถึง 46% ตามมาด้วยไทย ซึ่งเกินดุลกว่า 46,000 ล้านดอลลาร์ โดยภาษีไป 36% ขณะที่กัมพูชา แม้จะไม่ได้เกิดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ก้อนใหญ่ แต่กลับโดนสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเป็น 49%

กำแพงภาษี "ทรัมป์" ความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐ

กำแพงภาษีของทรัมป์ไม่เพียงแต่สร้างความกังวลให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐฯ ด้วย โดย Goldman Sachs บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินข้ามชาติ ประกาศปรับตัวเลขการวิเคราะห์โอกาสเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ จากเดิม 20% เพิ่มขึ้นเป็น 35% แล้ว ซึ่งเป็นการคาดการณ์ก่อนที่ทรัมป์จะออกมาประกาศเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำ 10% ในสินค้าทุกชนิดจากทุกประเทศ

ข้อมูลชุดนี้สะท้อนว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงต่ำกว่าการคาดการณ์เดิม และนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่น ขณะที่ท่าทีของทำเนียบขาว ชี้ชัดว่า รัฐบาลรู้ถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ก็พร้อมที่จะทน แต่สำหรับหัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ของ Mizuho Securities USA กลับมองว่ากำแพงภาษีอาจไม่ใช่ปัญหาที่น่ากลัวที่สุด

ศูนย์วิจัยนโยบาย The Budget Lab ของมหาวิทยาลัย Yale ในสหรัฐฯ ประเมินผลกระทบกรณีที่ถ้าทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิดจากทุกประเทศ 20% ตามกระแสข่าวในสื่ออเมริกันก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเห็นว่า มาตรการดังกล่าวจะเพิ่มรายจ่ายให้กับชาวอเมริกันปีละ 3,400-4,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครัวเรือน หรือสูงสุดตกเดือนละเกือบ 12,000 บาทเลยทีเดียว

ทรัมป์ให้คำมั่นว่า กำแพงภาษีระลอกใหม่นี้จะช่วยหยุดการขูดรีดอเมริกาและสร้างยุคทองของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ขึ้นมาใหม่ มาตรการนี้จะกลายเป็นดาบสองคมและย้อนกลับมาบาดมือทรัมป์หรือไม่ เดี่ยวคงจะได้รู้กัน

อ่านข่าว :

"ทรัมป์" รีดภาษีใหญ่ จุดชนวนสงครามการค้าโลก?

นายกฯ ยันมีแผนรับมือสหรัฐรีดภาษี 36% ไม่ต้องห่วงเชื่อต่อรองได้


เมียนมาประกาศหยุดยิงชั่วคราว เปิดทางช่วยฟื้นฟูแผ่นดินไหว

Thu, 3 Apr 2025 07:05:00

วันที่ 2 เม.ย.2568 สภาการบริหารรัฐของรัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศว่า กองทัพรัฐบาลจะหยุดยิงในปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธต่างๆ เพื่อเปิดทางสำหรับภารกิจฟื้นฟูประเทศจากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้น โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.และคำสั่งดังกล่าวจะมีผลไปจนถึงวันที่ 22 เม.ย.นี้ 

โดยรัฐบาลทหารเมียนมา ระบุว่า การหยุดยิงดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อเร่งบรรเทาทุกข์และฟื้นฟู รวมถึงรักษาสันติภาพและเสถียรภาพ

ท่าทีนี้ของรัฐบาลทหารเมียนมามีขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธและกลุ่มต่อต้านต่างๆ ได้ทยอยประกาศและให้คำมั่นดังกล่าวเช่นเดียวกัน เพื่อสนับสนุนและเปิดทางให้การส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยจะเข้าร่วมการสู้รบแค่เพื่อเฉพาะการป้องกันตนเองเท่านั้น

ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเตรียมเยือนไทย

ขณะที่ในวันนี้ พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา จะเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำบิมสเทค ที่กรุงเทพมหานครและการประชุมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ที่กำลังตกเป็นเป้าหมายของการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

นักวิเคราะห์บางส่วน ระบุว่า เหตุแผ่นดินไหวและการประชุมในสัปดาห์นี้ ที่จะมีผู้นำจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย อินเดีย และบังกลาเทศเข้าร่วม อาจช่วยเพิ่มความชอบธรรมให้กับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ท่ามกลางความพยายามของพล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ในการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้กองทัพยังคงครองอำนาจต่อไป แม้จะได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ชาวเมียนมาแย่งชิงอาหารหลังขาดแคลนหนัก

ขณะเดียวกันยังมีรายงานว่า ประชาชนในเมืองซะไกง์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางแผ่นดินไหว ต่างช่วงชิงและแย่งชิงอาหาร น้ำ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ที่มีอาสาสมัครนำมาแจกจ่ายกันเป็นจำนวนมาก

หลายคนบอกว่า ไม่เคยคิดว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้หรือต้องมาเข้าแถวรอรับอาหารแบบนี้มาก่อนและรู้สึกกังวลมากๆ

ขณะที่ชาวเมียนมาบางส่วนต้องออกมาตั้งเต็นท์และใช้ชีวิตอยู่ริมถนนในเมืองมัณฑะเลย์ติดต่อกันหลายคืนแล้ว เนื่องจากยังคงเผชิญกับแผ่นดินไหวซ้ำ หรือ อาฟเตอร์ช็อก อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบหลายคนต่างต้องการมุ้งหรือเครื่องนอนต่างๆ อีกด้วย

เช่นเดียวกับตามโรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่ประสบภัย ที่ผู้ป่วยยังคงต้องนอนรอและรับการรักษากันกลางแจ้ง เนื่องจากอาคารของโรงพยาบาลได้รับความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือน โดยโรงพยาบาลยังคงต้องรับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีขีดความสามารถจำกัดก็ตาม

ขณะที่องค์การอนามัยโลก ระบุว่า เสบียง อาหารน้ำ และยารักษาโรคต่างๆ กำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ บ้านเรือนประชาชน 1 ใน 3 พังถล่มลงมาจากแผ่นดินไหว ท่ามกลางการช่วยเหลือที่ยังคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

นาทีอาคารพักอาศัยถล่มจากแผ่นดินไหวในเมียนมา

ผู้เห็นเหตุการณ์บันทึกภาพขณะที่ชิ้นส่วนของอาคารคอนโดมิเนียมหลังหนึ่งในเมืองมัณฑะเลย์ของเมียนมา ค่อยๆ หลุดและร่วงลงมา ก่อนที่อาคารหลังดังกล่าวจะพังถล่มลงมาจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จนทำให้ฝุ่นควันฟุ้งปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ขณะที่ประชาชนในเมืองมัณฑะเลย์ ช่วยกันหยิบเศษอิฐ เศษปูนด้วยมือเปล่า เพื่อช่วยชีวิตเด็กหญิงวัย 13 ปี ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังภายในวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะเกิดแผ่นดินไหวเด็กหญิงคนนี้กำลังเข้าเรียนพิเศษช่วงฤดูร้อนที่วัดดังกล่าว โดยแรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารสิ่งปลูกสร้างพังถล่มลงมาและคร่าเพื่อนร่วมชั้นของเธอไป 13 คน

กู้ภัยจีนช่วยผู้รอดชีวิตติดใต้ซาก 125 ชม.

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจีนช่วยกันนำตัวชายคนหนึ่งที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารของโรงแรมแห่งหนึ่งที่พังถล่มลงมา หลังจากต้องติดมานานกว่า 125 ชั่วโมง หรือนานกว่า 5 วัน โดยได้รับการช่วยออกมาได้ และถูกนำตัวส่งไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลต่อไป ซึ่งถือเป็นอีกความหวังในการค้นหาผู้สูญหายที่ยังคงมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

ท่ามกลางตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,886 คนแล้ว บาดเจ็บอีกมากกว่า 4,600 คน และสูญหายอีกประมาณ 373 คน

อ่านข่าว :

เข้าสู่วันที่ 7 ตึกถล่ม เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต หลังพบสัญญาณขอความช่วยเหลือ

ทีมกู้ภัยจีนปลอดภัย หลังถูกทหารเมียนมายิงเตือน

"ชัชชาติ" ยันไม่หยุดค้นหาผู้รอดชีวิต ใช้แผนรื้อซากสลับกู้ภัยเข้าเป้าหมาย


สะเทือนทั้งโลก "สหรัฐฯ" เคาะตัวเลขภาษีตอบโต้คู่ค้า ไทยโดน 36%

Thu, 3 Apr 2025 06:50:00

วันนี้ (3 เม.ย.2568) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แถลงในสวนกุหลาบที่ทำเนียบขาว เมื่อเวลา 16.00 น.ตามเวลาที่กรุงวอชิงตัน ดีซี หรือเวลาประมาณ 03.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย โดยประกาศว่า วันนี้เป็นวันแห่งการปลดแอกที่รอคอยมานาน สหรัฐฯ และประชาชนชาวอเมริกันผู้เสียภาษีถูกขูดรีดมานานกว่า 50 ปี ซึ่งจะต้องไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป

การแถลงดังกล่าวเป็นการแถลงที่ทั่วโลกจับตามองและรอคอยมาหลายวันว่าผู้นำสหรัฐฯ จะประกาศมาตรการภาษีตอบโต้การใช้มาตรการภาษีของชาติอื่นๆ รอบโลกอย่างไร หลังจากทรัมป์ย้ำเสมอว่า กำแพงภาษีจะช่วยปกป้องอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้อย่างยุติธรรม เพิ่มรายได้ให้รัฐปีละ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างแต้มต่อในการเจรจาการค้าในอนาคต

ระหว่างแถลงข่าว ผู้นำสหรัฐฯ โชว์กระดานตารางภาษีพร้อมอธิบายตัวเลข โดยระบุว่ามาตรการภาษีที่ประกาศใช้จะไม่ได้เป็นอัตราภาษีที่ตอบโต้แต่ละชาติอย่างเต็มกำลัง

หากดูตามตาราง ถัดจากชื่อประเทศ ช่องตัวเลข "สีฟ้า" คืออัตราภาษีที่แต่ละประเทศเก็บกับสินค้าจากสหรัฐฯ แบบคิดคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนและมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ส่วนช่อง "สีเหลือง" ใช้คำว่า อัตราภาษีที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงตอบโต้ แต่เป็นแบบใจดีลดหย่อนให้แต่ละประเทศด้วย

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โชว์กระดานตารางรายชื่อประเทศและตัวเลขเก็บภาษีนำเข้า ให้นักข่าวดูที่ทำเนียบขาว

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โชว์กระดานตารางรายชื่อประเทศและตัวเลขเก็บภาษีนำเข้า ให้นักข่าวดูที่ทำเนียบขาว

แต่หากดูรายประเทศแบบคิดคำนวณอัตราภาษีที่สหรัฐฯ จะใช้เพื่อตอบโต้การเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ตามข้อมูลจากตารางที่นำมาแสดง สำหรับประเทศในแถบเอเชีย หลักๆ จีนถูกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 34 ส่วนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงเป็นอันดับต้นๆ คือ กัมพูชา ร้อยละ 49, ลาว ร้อยละ 48, เวียดนาม ร้อยละ 46, เมียนมา ร้อยละ 44 ส่วนไทย ร้อยละ 36

ตัวเลขภาษีที่ไทยและประเทศเพื่อนบ้านเจอ สูงกว่าไต้หวันที่ถูกเก็บร้อยละ 32, อินเดีย ร้อยละ 26, เกาหลีใต้ ร้อยละ 25, ญี่ปุ่น ร้อยละ 24, มาเลเซีย ร้อยละ 24, รวมถึงสิงคโปร์ ร้อยละ 10 ส่วนฝั่งยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ ถูกเก็บภาษีร้อยละ 31, สหภาพยุโรป ร้อยละ 20 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 10

อ่านข่าว : "ทรัมป์" รีดภาษีใหญ่ จุดชนวนสงครามการค้าโลก?

สรุปแล้วหลักๆ ที่ทรัมป์ประกาศในห้วงเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงก่อนหน้านี้คือ สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศขั้นต่ำร้อยละ 10 เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืน เมื่อล่วงเข้าสู่วันที่ 5 เม.ย.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ แต่หากเป็นยานยนต์ที่ผลิตจากต่างประเทศทั้งหมด เก็บภาษีในอัตราร้อยละ 25

แต่ตัวเลขตามตารางยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสรุปแล้วจีนจะถูกเก็บภาษีถึงร้อยละ 50 ซึ่งเดิมทีถูกเก็บภาษีร้อยละ 20 อยู่ก่อนแล้ว เมื่อบวกตามตารางที่ทรัมป์นำมาแสดงอีกร้อยละ 34 ภาษีรวมที่สินค้าจีนต้องเจอจึงกลายเป็นร้อยละ 54 ซึ่งเป็นข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันแล้ว

สหภาพยุโรปที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 20 ระบุว่า จะมีมาตรการตอบโต้ในเวลาที่สมควร ขณะที่ก่อนหน้านี้ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่าพร้อมสำหรับทุกความเป็นไปได้ โดยจะพิจารณาทุกทางเลือก ซึ่งรัฐบาลของเขาวางแผนที่จะใช้วิธีการค่อยเป็นค่อยไปและสมเหตุสมผล เพื่อรับมือกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากสงครามการค้าไม่เป็นประโยชน์กับใคร

ส่วนที่เม็กซิโก ภาคประชาชนเตรียมการรับมือมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ เปิดตัวแคมเปญผลิตในเม็กซิโก ขณะเผชิญการคุกคามด้านภาษีจากทรัมป์ หวังจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมในประเทศ

ข้อมูลจากทางการสหรัฐฯ ชี้ว่า เมื่อเดือน ม.ค. สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามากกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 34 หลังยอดการนำเข้าสินค้าพุ่งสูงทะลุ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปัจจัยหนึ่งอาจเป็นผลมาจากความกังวลเรื่องการตั้งกำแพงภาษี จึงนำเข้าสินค้าเข้ามามากกว่าปกติเพื่อกักตุนก่อนที่รัฐจะเริ่มการเก็บภาษีนำเข้า

อ่านข่าว

กกร. ชี้ทรัมป์ขึ้นภาษี ฉุด GDP ร่วง 0.2-0.6%

ทรัมป์ขึ้นภาษี ไทยสูญ 8 พันล้าน เอกชนจี้ "เพิ่มนำเข้า-เจรจา FTA"

ไม่ได้ล้อเล่น! ทรัมป์ชี้ "มีวิธี" นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัย 3


ทีมกู้ภัยจีนปลอดภัย หลังถูกทหารเมียนมายิงเตือน

Wed, 2 Apr 2025 19:57:00

วันที่ (2 เม.ย.2568) เจ้าหน้าที่กู้ภัยเมียนมาและตุรกีช่วยกันเคลื่อนย้ายตัวผู้รอดชีวิตออกมาจากใต้ซากอาคารของโรงแรมสูง 6 ชั้น ในกรุงเนปยีดอ เมื่อช่วงกลางดึกตามเวลาท้องถิ่น หลังจากติดอยู่บริเวณชั้นใต้ดินมานานมากกว่า 100 ชั่วโมง นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา

ขณะนี้ทีมกู้ภัยจากนานาชาติได้เร่งภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหลายเมืองของเมียนมา หลังแรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารต่างๆ พังถล่มลงมา หรือได้รับความเสียหายรุนแรงกว่า 10,000 หลัง

กู้ภัยเมียนมาและตุรกีช่วยกันเคลื่อนย้ายตัวผู้รอดชีวิตออกมาจากใต้ซากอาคารของโรงแรม ในกรุงเนปยีดอ

กู้ภัยเมียนมาและตุรกีช่วยกันเคลื่อนย้ายตัวผู้รอดชีวิตออกมาจากใต้ซากอาคารของโรงแรม ในกรุงเนปยีดอ

ชาวมัณฑะเลย์ใช้ชีวิตริมถนนติดต่อกันคืนที่ 5

สถานการณ์ที่เมียนมายังคงเผชิญกับแผ่นดินไหวซ้ำ หรืออาฟเตอร์ช็อกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวเมียนมาจำนวนมากต้องออกมาตั้งเต็นท์และใช้ชีวิตอยู่ริมถนนในเมืองมัณฑะเลย์ ติดต่อกันเป็นคืนที่ 5 โดยผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมขององค์การสหประชาชาติในเมียนมา เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังสามารถแจกจ่ายความช่วยเหลือให้กับประชาชนได้โดยไม่ถูกขัดขวางหรือปิดกั้นตามที่มีการกังวลกันก่อนหน้านี้

ประชาชนกางเต็นท์ชั่วคราวกลางแจ้งที่เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568

ประชาชนกางเต็นท์ชั่วคราวกลางแจ้งที่เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568

ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาปัดข้อเสนอหยุดยิงฝ่ายต่อต้าน

ด้าน พล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของกลุ่มต่อต้านติดอาวุธที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิง เพื่อเปิดทางให้กับภารกิจกู้ภัยและจัดส่งความช่วยเหลือ พร้อมทั้งระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธบางกลุ่มใช้ประโยชน์จากการหยุดยิง เพื่อรวบรวมข้อมูลและฝึกซ้อม เตรียมพร้อมการโจมตี ขณะที่ล่าสุดยังมีรายงานด้วยว่ากองทัพเมียนมายังคงทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ประสบภัยหลายจุด

ส่วนประเด็นที่ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาจะเดินทางมาร่วมการประชุม BIMSTEC ในกรุงเทพฯ ด้วยตัวเองหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน 

ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนออกมาแสดงความหวังว่าคู่ขัดแย้งในเมียนมาจะยกให้การกู้ภัยแผ่นดินไหวเป็นภารกิจหลัก พร้อมทั้งรับประกันความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่กู้ภัยและสิ่งของบรรเทาทุกข์จากทุกประเทศ รวมถึงจีนด้วย

ทีมกู้ภัยจีนปลอดภัยหลังถูกทหารเมียนมายิงเตือน

ท่าทีของจีนมีขึ้นหลังจากรัฐบาลทหารเมียนมา ระบุว่า ทหารเมียนมาได้ยิงปืนเตือนขบวนรถกาชาดจีน ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของกองทัพที่ให้หยุดรถระหว่างที่ขับอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งเมื่อวานนี้ รวมทั้งยังไม่ได้แจ้งกำหนดการลงพื้นที่ให้รัฐบาลหรือสถานทูตรับทราบด้วย

เหตุแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในรอบมากกว่า 100 ปี ของเมียนมาในครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 2,800 คน บาดเจ็บมากกว่า 4,600 คน และสูญหายอีกหลายร้อยคน 

อาคารที่พังถล่มในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568

อาคารที่พังถล่มในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568

สรุป "อาฟเตอร์ช็อก" แผ่นดินไหวเมียนมา ล่าสุด 275 ครั้ง

ขณะที่ กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา สรุปสถานการณ์ "อาฟเตอร์ช็อก" แผ่นดินไหวประเทศเมียนมา อัปเดตเวลา 19.00 น. วันที่ 2 เม.ย.2568 ว่า มีอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นแล้วรวมทั้งสิ้น 275 เหตุการณ์ (ครั้ง) ดังนี้ 

ขนาดแผ่นดินไหว/จำนวนครั้ง

ขนาด 1.0-2.9 จำนวน 81 ครั้ง

ขนาด 3.0-3.9 จำนวน 125 ครั้ง

ขนาด 4.0-4.9 จำนวน 58 ครั้ง

ขนาด 5.0-5.9 จำนวน 10 ครั้ง

ขนาด 6.0-6.9 จำนวน 0 ครั้ง

ขนาด 7.0 ขึ้นไป จำนวน 1 ครั้ง

อาฟเตอร์ช็อก ล่าสุด 18.36 น. ขนาด 3.6 ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

อ่านข่าว : ย้อนรอย 10 ปี แผ่นดินไหวรุนแรงทั่วโลก
 
"ทรัมป์" รีดภาษีใหญ่ จุดชนวนสงครามการค้าโลก?
 
ไอซ์แลนด์อพยพคน "ภูเขาไฟ" ปะทุรอบใหม่ พ่นลาวาตามรอยแยก

"ทรัมป์" รีดภาษีใหญ่ จุดชนวนสงครามการค้าโลก?

Wed, 2 Apr 2025 15:51:00

ดูเหมือนว่า เศรษฐกิจโลกจะค่อนข้างผันผวนทีเดียว นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะมาตรการด้านภาษีและท่าทีที่ไม่แน่นอน คาดเดาได้ยากของทรัมป์ ทำให้ตลาดไม่รู้ว่าจะปรับตัวอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 2 เม.ย. ตามเวลาในสหรัฐฯ ที่ทรัมป์ประกาศว่า จะเป็นวันแห่งการปลดแอกของอเมริกา

ในความหมายของทรัมป์ คำว่าปลดแอกคือการทำให้สหรัฐฯ เป็นอิสระจากการพึ่งพิงสินค้าจากต่างชาติ ซึ่งวิธีการ ก็คือ การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้หรือเอาคืนประเทศต่างๆ ที่เก็บภาษีสินค้าอเมริกัน โดยไม่สนใจว่าประเทศนั้นๆ จะเป็นมิตรหรือศัตรู โดยทรัมป์มองว่ามาตรการนี้จะช่วยฟื้นคืนชีพและนำพาความมั่งคั่งมากมายกลับคืนสู่สหรัฐฯ ได้อีกครั้ง

มาตรการที่ทรัมป์จะใช้กับแต่ละประเทศ จะขึ้นอยู่กับว่า ประเทศนั้นๆ ได้เปรียบสหรัฐฯ มากแค่ไหน แต่ในรายละเอียดว่า ประเทศไหนจะโดนภาษีเท่าไหร่และกับสินค้าอะไรบ้าง ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครตอบได้

โดยโฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า แผนของผู้นำสหรัฐฯ จะช่วยพลิกระเบียบปฏิบัติด้านการค้าที่ขูดรีดสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษ ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อชาวอเมริกัน ดังนั้น สหรัฐฯ จึงต้องเอาคืนและทรัมป์กำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อชาวอเมริกัน

ข้อมูลจากทางการสหรัฐฯ ชี้ว่า เมื่อเดือน ม.ค. สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามากกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 34% หลังยอดการนำเข้าสินค้าพุ่งสูงทะลุ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปัจจัยหนึ่งอาจเป็นผลมาจากความกังวลเรื่องการตั้งกำแพงภาษี จึงนำเข้าสินค้าเข้ามามากกว่าปกติเพื่อกักตุนก่อนที่รัฐจะเริ่มการเก็บภาษีนำเข้า

ถ้าแยกเป็นรายประเทศ นับเฉพาะยอดการขาดดุลก้อนใหญ่ๆ จะเห็นว่า จีนนำโด่งใกล้แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามมาด้วยสหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ เม็กซิโก ไอร์แลนด์และเวียดนาม ซึ่งเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเวียดนามไม่ใช่อาเซียนชาติเดียวที่กังวลกับสถานการณ์นี้ เพราะมาเลเซียและสิงคโปร์ต่างก็เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม ในหลักพันล้านเช่นกัน

ความกังวลเหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามร้อนๆ หนาวๆ จนต้องออกตัวแรง ประกาศตัดลดภาษีนำเข้าสินค้าหลายประเภท ทั้งรถยนต์ แก๊สธรรมชาติเหลว ขาไก่แช่แข็ง แอปเปิลสด ลูกเกดและอื่นๆ หลังจากที่เมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีเวียดนามสั่งพิจารณาการจัดเก็บภาษี เพื่อกระตุ้นให้สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าเวียดนามเพิ่มมากขึ้น

โดยในภาพรวม เวียดนามเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและเม็กซิโก หลังได้อานิสงส์จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ในสมัยที่ทรัมป์นั่งเก้าอี้ผู้นำสมัยแรกไปแบบเต็มๆ ในฐานะศูนย์กลางการผลิตทางเลือกในเอเชีย ขณะที่สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เมื่อปีที่แล้ว

ในช่วงมากกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศมาตรการทางภาษีออกมาหลายระลอก ทั้งประกาศแบบทีเล่นทีจริงที่ไม่รู้ว่าจะเอาจริงเมื่อไหร่ หรือเอาจริงแล้วแต่ก็กลับลำทีหลัง ไปจนถึงพูดจริงทำจริง อย่างเช่นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนก็มาตามนัดเสมอ เริ่มจาก 10% ในสินค้าทุกชนิดตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 20% ในเดือนที่แล้ว

ขณะที่การเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้าจากทุกประเทศ 25% เรียกเสียงวิจารณ์และมาตรการตอบโต้จากพันธมิตรของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรป ส่วนที่กำลังจะเริ่มมีผลบังคับใช้ นั่นคือ ภาษีนำเข้า 25% สำหรับสินค้าทุกประเภทที่มาจากประเทศที่ซื้อน้ำมันและแก๊สจากเวเนซุเอลา ขณะที่ภาษีนำเข้ารถยนต์ ซึ่งทรัมป์ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ไปทั้งโลก

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเอ่ยปากในระหว่างเข้าร่วมประชุมสภายุโรป ว่า ถ้าจำเป็นสหภาพยุโรปก็พร้อมที่จะตอบโต้กำแพงภาษีของสหรัฐฯ ด้วยมาตรการที่แข็งกร้าว แม้ว่าเป้าหมายหลักจะเป็นการเจรจาเพื่อหาทางออกก็ตาม พร้อมทั้งประกาศว่า สหภาพยุโรปจะปกป้องผลประโยชน์ของภูมิภาค รวมทั้งปกป้องประชาชนและบริษัทในยุโรป

ท่าทีของสหภาพยุโรปเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของผลกระทบในเชิงลบของมาตรการทางภาษีของทรัมป์ ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังบั่นทอนอิทธิพลและความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับหลายชาติพันธมิตรอีกด้วย

ทรัมป์ เชื่อว่า กำแพงภาษีจะช่วยปกป้องอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้อย่างยุติธรรม เพิ่มรายได้ให้รัฐปีละ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสร้างแต้มต่อในการเจรจาการค้าในอนาคตด้วย แต่มาตรการเหล่านี้จะได้ประโยชน์จริงหรือเปล่า และถ้าได้จริงๆ จะคุ้มกับประโยชน์ที่เสียไปหรือไม่ ที่สำคัญต้องจับตาว่าสถานการณ์นี้จะพาโลกเข้าสู่ยุคสงครามการค้าระลอกใหม่ที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมหรือไม่

อ่านข่าว :

ไม่ได้ล้อเล่น! ทรัมป์ชี้ "มีวิธี" นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัย 3

ทรัมป์สร้างโลกหลายขั้วให้เป็นจริง เศรษฐกิจเผชิญ "ภาวะเงินเฟ้อ"


ปิดตำนาน "วัล คิมเมอร์" ผู้สวมบท Batman Forever

Wed, 2 Apr 2025 12:00:31

วันนี้(2 เม.ย.2568) วงการฮอลลีวูดสูญเสียดาราระดับตำนาน วัล คิลเมอร์ นักแสดงชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้รับบทบรูซ เวย์น หรือแบทแมน ในภาพยนตร์เรื่อง Batman Forever ในปี 2538 เสียชีวิตลงแล้วในวัย 65 ปี

เมอร์เซเดส คิลเมอร์ ลูกสาวของวาล คิลเมอร์ ยืนยันกับ The New York Times ว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากโรคปอดบวม หลังจากที่เขาต่อสู้กับโรคมะเร็งลำคอมาหลายปี การจากไปของเขาสร้างความโศกเศร้าให้กับแฟน ๆ ทั่วโลกที่จดจำเขาในฐานะหนึ่งในแบทแมนอันเป็นที่รัก

คิลเมอร์ เริ่มมีชื่อเสียงจากบท “ไอซ์แมน” ใน Top Gun (2529) และกลายเป็นดาวเด่นในยุค 90 ด้วยบทบาทหลากหลาย รวมถึงการแสดงเป็นจิม มอร์ริสัน ใน The Doors (2534) และด็อก ฮอลลิเดย์ ใน Tombstone (2536) บทแบทแมนของเขาใน Batman Forever

"วัล คิมเมอร์" นักแสดงฮอลีวูด ผู้สวมบท Batman Forever

แม้จะได้รับคำวิจารณ์หลากหลาย แต่ก็เป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของแฟรนไชส์นี้ โดยเขารับช่วงต่อจากไมเคิล คีตัน และส่งต่อให้จอร์จ คลูนีย์ในภาคถัดไป ชีวิตส่วนตัวและอาชีพของเขามีทั้งช่วงรุ่งโรจน์และท้าทาย โดยเฉพาะการต่อสู้กับปัญหาสุขภาพในช่วงหลัง

ชุด  Batman

ชุด Batman

การจากไปของคิลเมอร์ได้รับการรายงานครั้งแรกโดย The New York Times ซึ่งระบุว่าเขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2568ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากลูกสาวของเขา และสะท้อนถึงการสิ้นสุดของการเดินทางของนักแสดงมากความสามารถที่ทิ้งมรดกไว้ในวงการภาพยนตร์ ผลงานของเขายังคงเป็นที่จดจำ และแฟน ๆ ต่างไว้อาลัยให้กับ “แบทแมน” และ “ไอซ์แมน” ผู้เป็นตำนานคนนี้

ที่มา : สำนักข่าว The New York Times 


ไอซ์แลนด์อพยพคน "ภูเขาไฟ" ปะทุรอบใหม่ พ่นลาวาตามรอยแยก

Wed, 2 Apr 2025 08:00:59

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2568 ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์เกิดการปะทุระลอกใหม่ ส่งผลให้มีลาวาพวยพุ่งขึ้นขึ้นจากรอยแยกบนพื้นดินในหลายจุดเป็นแนวยาว จนกลายเป็นกำแพงเพลิง บริเวณชานเมืองกรินดาวิก ล่าสุุดรอยแยกดังกล่าวขยายจาก 700 เมตรเพิ่มเป็น 1,200 เมตร พร้อมมีรายงานการเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งตลอดวัน

บางจุด ลาวาปะทุขึ้นสูงจนเห็นเป็นฉากหลังของอาคารในเมือง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์ ท่ามกลางกลุ่มควันและไอน้ำที่ลอยกระจายไปในอากาศ

ทางการสั่งอพยพประชาชนระลอกใหม่ เนื่องจากการปะทุของภูเขาไฟทำให้ลาวาพุ่งออกจากรอยแยกบริเวณด้านหลังที่อยู่อาศัยในเมืองกรินดาวิก

ทางการสั่งอพยพประชาชนระลอกใหม่ เนื่องจากการปะทุของภูเขาไฟทำให้ลาวาพุ่งออกจากรอยแยกบริเวณด้านหลังที่อยู่อาศัยในเมืองกรินดาวิก

ทางการสั่งอพยพประชาชนระลอกใหม่แล้วกว่า 40 ครัวเรือน แม้จะมีชาวบ้านยืนยันว่าจะอยู่ในพื้นที่ไม่อพยพอีกอย่างน้อย 8 คน หลังจากการอพยพครั้งใหญ่เกิดขึ้นไปตั้งแต่ปลายปี 2023 ทำให้ประชากรร่วม 4,000 คนของเมืองนี้ส่วนใหญ่ออกจากพื้นที่เสี่ยงไปหมดแล้ว

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาไอซ์แลนด์ ระบุว่า การปะทุเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.45 น.ตามเวลาท้องถิ่น บนแนวปล่องภูเขาไฟซุนด์ฮ์นูคากีการ์ ทางเหนือของกรินดาวิก ซึ่งแนวลาวาที่ก่อตัวอยู่ใต้ปากปล่องภูเขาไฟบริเวณดังกล่าวขยายยาวเป็นประมาณ 11 กิโลเมตร ซึ่งกินพื้นที่มากที่สุดนับตั้งแต่การปะทุเมื่อเดือน พ.ย.2023 ซึ่งเป็นการปะทุที่เกิดขึ้นต่อเนื่องบนคาบสมุทรเรกยาเนส นับตั้งแต่ปี 2021

ลาวาพุ่งออกจากรอยแยกบริเวณชานเมืองกรินดาวิก ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2025

ลาวาพุ่งออกจากรอยแยกบริเวณชานเมืองกรินดาวิก ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2025

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีความเสี่ยงที่ลาวาจะไหลไปย่านที่อยู่อาศัย เนื่องจากรอยแยกบางส่วนในการปะทุระลอกนี้เกิดขึ้นภายในเขตแนวกั้นที่ทำไว้เพื่อป้องกันเมือง ซึ่งการปะทุเพิ่งจะเริ่มขึ้นและยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทิศทางการเกิดรอยแยกหรือการไหลของลาวาจะออกมาในรูปแบบใด

"ไอซ์แลนด์" มีภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ 33 แห่งและตั้งอยู่บนแนวสันกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกที่ใหญ่ที่สุด 2 แผ่นบนโลกคือ แผ่นยูเรเชียและแผ่นอเมริกาเหนือ

เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในยุคปัจจุบัน คือการปะทุของภูเขาไฟเอยาฟยาลลาโจกุล (Eyjafjallaj?kull) ในปี 2010 ซึ่งพ่นเถ้าถ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและทำให้การเดินทางทางอากาศแถบแอตแลนติกหยุดชะงักเป็นเวลาหลายเดือน ขณะที่การปะทุครั้งล่าสุดบนคาบสมุทรนี้เกิดขึ้นเมื่อ 800 ปีก่อนและดำเนินต่อเนื่องเป็นสิบปี

อ่านข่าว

ย้อนรอย 10 ปี แผ่นดินไหวรุนแรงทั่วโลก

ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเมียนมา เพิ่มเป็น 2,719 คน

ไม่ได้ล้อเล่น! ทรัมป์ชี้ "มีวิธี" นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัย 3


ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวเมียนมา เพิ่มเป็น 2,719 คน

Tue, 1 Apr 2025 19:37:10

วันนี้ (1 เม.ย.2568) บรรยากาศภายในโรงพยาบาลกลางมัณฑะเลย์เต็มไปด้วยผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหว ที่ยังรอการรักษาจากแพทย์ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด อุณหภูมิสูง 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยบางส่วนจำเป็นต้องรอด้านนอกอาคาร หลังพื้นที่บางส่วนของโรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับความเสียหายจากเหตุดังกล่าว

ปัจจุบันตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวเพิ่มเป็นอย่างน้อย 2,719 คน บาดเจ็บ 4,500 คน และสูญหาย 441 คน

เมียนมาจัดพิธีไว้อาลัยผู้เสียชีวิตเหตุแผ่นดินไหว

ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมา จัดพิธียืนสงบนิ่งทั่วประเทศ เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต เมื่อเวลา 12.51. น. และอีก 2 วินาที ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วงของการประกาศไว้อาลัยและลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศ ซึ่งจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 6 เม.ยนี้

ด้าน พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ยอมรับว่า ปัจจุบันโอกาสที่จะพบผู้รอดชีวิตเหลือน้อยลง หลังเวลาผ่านพ้นไปแล้วมากกว่า 72 ชั่วโมงนับตั้งแต่เกิดเหตุ ซึ่งภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย พบว่าอาคารและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากสร้างขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ทำให้เกิดความสูญเสียจากภัยพิบัติเป็นจำนวนมาก

อ่านข่าว : นานาชาติส่งความช่วยเหลือให้เมียนมา ทีมกู้ภัยทำงานแข่งกับเวลา-อากาศร้อน 

ย้อนรอย 10 ปี แผ่นดินไหวรุนแรงทั่วโลก 

"ตองกา" ยกเลิกเตือนสึนามิหลังเผชิญแผ่นดินไหว 7.0 


ไม่ได้ล้อเล่น! ทรัมป์ชี้ "มีวิธี" นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัย 3

Tue, 1 Apr 2025 11:44:50

วันนี้ (1 เม.ย.2568) ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ NBC News เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค.2568 ตามเวลาท้องถิ่น ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความฮือฮาด้วยการไม่ปฏิเสธโอกาสที่จะลงชิงตำแหน่ง ปธน.สหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 3 ซึ่งขัดต่อ รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 22 ที่ระบุชัดเจนว่า "บุคคลหนึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่เกิน 2 สมัย"

ทรัมป์ระบุว่า "มีวิธี" ที่จะทำให้เขากลับมาครองทำเนียบขาวได้อีกครั้ง และย้ำว่า "ไม่ได้ล้อเล่น" เมื่อถูกถามย้ำถึงความจริงจังในคำพูดของเขา

ทรัมป์กล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์ว่า "หลายคนอยากให้ผมทำแบบนั้น" โดยอ้างถึงกลุ่มพันธมิตรและผู้สนับสนุนของเขา อย่างไรก็ตาม เขายังบอกว่า มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเขากำลังมุ่งเน้นไปที่วาระการบริหารในปัจจุบัน ที่เพิ่งเริ่มต้นสมัยที่ 2 ของเขาเมื่อ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา เมื่อถูกถามว่าเขาอยากลงสมัครอีกครั้งหรือไม่ ทรัมป์ตอบสั้น ๆ ว่า "ผมชอบทำงาน" ซึ่งเป็นคำตอบที่เปิดช่องให้ตีความได้หลากหลาย

"มีวิธี" ของทรัมป์คืออะไร ?

เมื่อ NBC News ถามถึงแผนการที่เป็นไปได้ในการลงสมัครสมัยที่ 3 ทรัมป์เผยว่า "มีวิธีที่เราจะทำได้" และยกตัวอย่างหนึ่งว่า รองปธน.เจดี แวนซ์ อาจลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2571 แล้วส่งต่อตำแหน่งให้เขา ซึ่งเป็นหนึ่งใน "วิธี" ที่เขากล่าวถึง แต่เมื่อถูกขอให้เปิดเผยวิธีอื่น ๆ ทรัมป์ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด โดยตอบเพียงว่า "ไม่" เขายังอ้างถึงผลสำรวจความนิยม โดยระบุว่า "ผู้คนจำนวนมากอยากให้ผมอยู่ในตำแหน่งสมัยที่ 3" แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลขหรือแหล่งที่มาของผลสำรวจนั้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกข้อจำกัดการเป็นประธานาธิบดีที่มากกว่า 2 สมัยเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะต้องได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 จากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หรือการเรียกประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย 2 ใน 3 ของรัฐทั่วประเทศ จากนั้นต้องได้รับการรับรองจาก 3 ใน 4 ของรัฐทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันคือ 38 จาก 50 รัฐ

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เช่น ไมเคิล วอลด์แมน จาก Brennan Center for Justice ชี้ว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น แต่ทรัมป์ดูเหมือนจะไม่สนใจข้อจำกัดดังกล่าว

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์พูดถึง "สมัยที่ 3" 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์พูดถึงการลงสมัครสมัยที่ 3 ในอดีตเขามักพูดถึงเรื่องนี้ในลักษณะที่ดูเหมือนเป็นการหยอกล้อหรือยั่วฝ่ายตรงข้าม เช่น ในการปราศรัยที่เนวาดาเมื่อเดือน ม.ค.2568 เขากล่าวว่าจะเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตที่ได้เป็นประธานาธิบดีไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่ 3 หรือ 4 ครั้ง ก่อนจะหัวเราะและบอกว่า "ไม่จริงหรอก แค่ 2 ครั้ง"

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ทรัมป์ดูจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเขาย้ำว่า "ผมไม่ได้ล้อเล่น" และแสดงความมั่นใจว่ามี "วิธี" ที่จะหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญได้

สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาคนสำคัญของทรัมป์และผู้สนับสนุนตัวยง กล่าวในรายการ NewsNation เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาว่าเขามีความเชื่อมั่นว่าทรัมป์จะลงสมัครและชนะอีกครั้งในปี 2571 เขายังบอกว่า "เรากำลังหาทาง" และชี้ว่ามี ทางเลือกหลายทาง ที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ แม้จะไม่ระบุรายละเอียด

แบนนอนยังเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุค 2475 สมัย ปธน.แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนเดียวในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ดำรงตำแหน่งเกิน 2 สมัย และมากถึง 4 สมัย ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 22 จะถูกบังคับใช้ในปี 1951

ทรัมป์ยังเคยยกย่องผู้นำต่างชาติที่สามารถอยู่ในอำนาจได้ยาวนาน เช่น สี จิ้นผิง ปธน.จีน ซึ่งเขาเรียกว่าประธานาธิบดีตลอดชีวิต และ วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่เคยสลับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อรักษาอำนาจเมื่อถูกจำกัดด้วยวาระประธานาธิบดี หรือ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ที่กำลังหาทางเลี่ยงข้อจำกัดวาระเช่นกัน ซูซาน กลาสเซอร์ นักเขียนจาก The New Yorker ชี้ว่า "สิ่งที่น่าทึ่งคือความเต็มใจของทรัมป์ที่จะท้าทายกฎหมายและทดสอบบรรทัดฐานของการปกครอง"

ความท้าทายในการแก้รัฐธรรมนูญ

ในสภาผู้แทนราษฎร นายแอนดี โอก์ลส์ สมาชิกพรรครีพับลิกันจากเทนเนสซี ได้ยื่นร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 22 ให้อนุญาตให้ประธานาธิบดีที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันสามารถลงสมัครได้มากกว่า 2 สมัย ซึ่งจะเปิดทางให้ทรัมป์ลงสมัครในปี 2571 แต่ร่างนี้ไม่รวมถึงอดีตประธานาธิบดีอย่างบารัก โอบามา อย่างไรก็ตาม การผ่านร่างดังกล่าวต้องเผชิญอุปสรรคมหาศาล เนื่องจากต้องใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 จากทั้งสองสภา และการรับรองจาก 38 รัฐ ซึ่งไม่เคยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จเลยนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990

ฝ่ายตรงข้าม เช่น นายแดน โกลด์แมน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตแห่งนิวยอร์ก เคยพยายามผลักดันให้สภาลงมติยืนยันข้อจำกัด 2 สมัยก่อนที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 แต่ไม่สำเร็จ เขากล่าวว่า รีพับลิกันกำลังโจมตีระบบยุติธรรมเพื่อปูทางให้ทรัมป์อยู่ในตำแหน่งสมัยที่ 3 ขณะที่ นายทิม ไรอัน อดีตสมาชิกสภาจากโอไฮโอกล่าวใน CNN ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงจัง และทรัมป์มีศักยภาพที่จะทำได้ แต่แนะนำให้เดโมแครตมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเศรษฐกิจมากกว่านี้

ไม่ใช่เรื่องแปลก ทรัมป์กับการท้าทายกฎหมาย

การที่ทรัมป์พูดถึงตัวเองในสมัยที่ 3 ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแง่พฤติกรรมของเขา เขามักท้าทายรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด เช่น การพยายามยกเลิกสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิดตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 หรือการกดดัน อดีตรองปธน.ไมค์ เพนซ์ ให้ปฏิเสธผลการเลือกตั้งในปี 2563 ซึ่งล้มเหลว นักประวัติศาสตร์ ทิม นาฟตาลี ชี้ว่า ทรัมป์ใช้ "ความกลัว" เป็นเครื่องมือในการเจรจากับทั้งในและนอกประเทศ เพื่อรักษาอำนาจและโมเมนตัมของเขาให้ยาวนานที่สุด

3 ฉากทัศน์ "ทรัมป์" นั่งทำงานในห้องทำงานรูปไข่ ครั้งที่ 3

  1. การตีความรัฐธรรมนูญใหม่ แบนนอนเสนอว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 22 ไม่ระบุคำว่า "ติดต่อกัน" จึงอาจตีความว่าทรัมป์สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้หลังเว้นวรรค แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม่น่าจะทำได้
  2. ให้แวนซ์สานต่อ  โดยที่แวนซ์ลงสมัครประธานาธิบดีในปี 2571 โดยมีทรัมป์เป็นรองประธานาธิบดี แล้วลาออกให้ทรัมป์ขึ้นแทน แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 ห้ามบุคคลที่ไม่สามารถเป็นประธานาธิบดีได้เป็นรองประธานาธิบดี
  3. ขึ้นจากตำแหน่งอื่น เช่น การเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วรอให้ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีลาออก ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการสนับสนุนจากรีพับลิกันอย่างสมบูรณ์

แม้ทรัมป์จะเคยบอกกับนิตยสาร Time ในเดือนเม.ย.2567 ว่าผมจะอยู่แค่สมัยเดียวแล้วจากไป แต่คำพูดล่าสุดของเขา แสดงให้เห็นว่าเขายังไม่ทิ้งความคิดเรื่องสมัยที่ 3 นาธาน กอนซาเลส จาก Inside Elections เตือนว่า "อย่าประเมินทรัมป์ต่ำเกินไป เขาชอบท้าทายบรรทัดฐาน" ขณะที่บางคนในพรรครีพับลิกัน เช่น วุฒิสมาชิกมาร์กเวย์น มัลลิน มองว่าเป็นแค่ "เรื่องตลก" แต่สำหรับทรัมป์ การท้าทายรัฐธรรมนูญอาจเป็นมากกว่าคำพูดขำ ๆ

แหล่งข้อมูล : NBC News, NewsNation กับ สตีฟ แบนนอน, CNN, The New Yorker, และ Politico Magazine

อ่านข่าวอื่น :

กู้ภัยนานาชาติเร่งช่วยเมียนมา หลังแผ่นดินไหวยอดตายทะลุ 2,000

การสื่อสารจากรัฐในเหตุวิกฤต หรือ วิกฤตการสื่อสารของรัฐ


กู้ภัยนานาชาติเร่งช่วยเมียนมา หลังแผ่นดินไหวยอดตายทะลุ 2,000

Tue, 1 Apr 2025 07:24:15

วันนี้ (1 เม.ย.2568) รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศให้มีการยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตเป็นเวลา 1 นาที ในช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้น ขณะที่ภารกิจกู้ภัยถือว่าลำบากไม่น้อย เพราะเจ้าหน้าที่ยังต้องทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ซึ่งถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่ง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจีนช่วยกันลำเลียงผู้รอดชีวิตออกมาจากใต้ซากอาคารโรงแรมในเมืองมัณฑะเลย์ของเมียนมา หลังจากต้องติดมานานร่วม 60 ชม. นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยภายในภารกิจครั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยผู้รอดชีวิตออกมาได้ถึง 6 คน

เช่นเดียวกับที่อีกบริเวณหนึ่ง เจ้าหน้าที่กู้ภัยจีนลำเลียงผู้รอดชีวิตออกมาจากใต้ซากอาคารที่พักอาศัยสูง 12 ชั้น ในเมืองมัณฑะเลย์ของเมียนมา ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว หลังจากต้องติดอยู่นานกว่า 65 ชม.

แม้ภารกิจจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ก็สามารถช่วยผู้รอดชีวิตออกมาได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นผู้รอดชีวิตคนที่ 3 ที่เจ้าหน้าที่สามารถช่วยออกมาได้จากใต้ซากปรักหักพังแห่งนี้ หลังจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเด็กและหญิงตั้งครรภ์ออกมาได้

ขณะที่เจ้าหน้ากู้ภัยรัสเซียและสุนัขกู้ภัย ลงพื้นที่ในเมืองมัณฑะเลย์เพื่อเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากความเสียหาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยต่างชาติที่ระดมกำลังมาช่วยค้นหาผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติรุนแรงครั้งนี้

ตลอดช่วงวันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยทั้งของเมียนมาและนานาชาติยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายใต้ซากปรักหักพังทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส จนสร้างความเหนื่อยล้าให้แก่เจ้าหน้าที่อย่างมาก และทำให้ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเริ่มริบหรี่ลงไปทุกขณะ

นอกจากนี้ สภาพอากาศดังกล่าวยังส่งผลให้ร่างผู้เสียชีวิตเน่าเปื่อยเร็วขึ้นกว่าปกติ และส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ รวมถึงยังสร้างอุปสรรคต่อกระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลด้วย

ขณะที่วานนี้ (31 มี.ค.) รัฐบาลทหารเมียนมา เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,056 คนแล้ว บาดเจ็บอีกมากกว่า 3,900 คน และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 270 คน โดยคาดว่ายอดผู้เสียชีวิตน่าจะยังเพิ่มสูงขึ้นอีก หลังล่วงเข้าสู่วันที่ 4  นับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหว

ด้านรัฐบาลทหารเมียนมายังได้ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 1 สัปดาห์ตั้งแต่วานนี้ และจะมีการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาทีในวันนี้ ในช่วงเวลา 12.51 น. และอีก 2 วินาที ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ เพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตทั้งหมด

ขณะที่สื่อของจีนรายงานว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าวมีชาวจีนรวมอยู่ด้วย 3 คน และชาวฝรั่งเศสอีก 2 คน ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส

ส่วนประชาชนในเมืองมัณฑะเลย์บางส่วนต้องตั้งเต็นท์ กางมุ้ง หลับนอนอยู่ตามสองข้างถนน ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ และยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณดังกล่าวเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากยังคงเกิดแผ่นดินไหวซ้ำหรืออาฟเตอร์ช็อกหลายครั้งตามมา นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าโรงพยาบาลบางแห่ง ต้องรักษาและให้ผู้ป่วยพักกลางแจ้ง เนื่องจากตัวอาคารของโรงพยาบาลได้รับความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือนและอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้

ความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรมในเมียนมา ที่แต่เดิมค่อนข้างน่ากังวลอยู่แล้ว นับตั้งแต่ที่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อปี 2564

ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทีมงาน USAID กำลังเดินทางไปยังเมียนมาเพื่อช่วยเหลือเมียนมา หลังจากเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีพิบัติภัยของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงที่ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ และที่สหรัฐฯ กำลังติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ยังได้จัดสรรเงินช่วยเหลือผ่านองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเมียนมาเป็นจำนวนสูงสุด 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 67 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งนี้

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีน เผยภาพพยาบาลหญิง 2 คน ช่วยกันอุ้ม ประคองทารก และพยายามจับเตียงของเหล่าเด็กน้อยไม่ให้สั่นและไหลไปตามแรงสั่นไหว หลังเกิดแผ่นดินไหวในเมียนมา ซึ่งแรงสั่นสะเทือนยังรับรู้ได้ถึงโรงพยาบาลแห่งนี้ที่อยู่ในมณฑลยูนนานของจีนด้วย

อ่านข่าวอื่น :

ระดมค้นหาคนติดซากตึกถล่มทั้งคืน ปรับแผนใช้เครื่องจักรใหญ่เช้านี้

กทม.ยกเลิกประกาศเขตประสบภัยแผ่นดินไหว ชี้ภาพรวมคลี่คลาย


นานาชาติส่งความช่วยเหลือให้เมียนมา ทีมกู้ภัยทำงานแข่งกับเวลา-อากาศร้อน

Mon, 31 Mar 2025 20:17:00

วันนี้ (31 มี.ค.2568) เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากปรักหักพังของวัดแห่งหนึ่งในเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ขณะเกิดเหตุมีการสอบของพระสงฆ์ 270 รูปอยู่ภายในวัด ส่งผลให้พระสงฆ์มรณภาพแล้ว 50 รูป สูญหายอีก 150 รูป และมีเพียง 70 รูปที่สามารถหนีออกมาได้ทัน

ส่วนที่คอนโดมิเนียม 12 ชั้น ในเมืองมัณฑะเลย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต แม้ความหวังจะลดลงเรื่อย ๆ แม้ว่าในช่วงเช้าวันนี้จะสามารถช่วยผู้รอดชีวิตออกมาได้หลายคน

ทีมกู้ภัยเร่งช่วยผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารคอนโดมิเนียม 'ที่พังถล่มในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568

ทีมกู้ภัยเร่งช่วยผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารคอนโดมิเนียม 'ที่พังถล่มในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568

สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวและอุณหภูมิที่พุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่กู้ภัย เพราะนอกจากจะส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าเร็วขึ้น ยังทำให้ร่างของผู้เสียชีวิตเน่าเปื่อยเร็วขึ้นกว่าปกติและยากต่อการพิสูจน์อัตลักษณ์

ด้านรัฐบาลทหารเมียนมา เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้แล้วกว่า 1,700 คน และคาดว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้ ยังได้ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ และลดธงครึ่งเสาไปจนถึงวันที่ 6 เม.ย.นี้

อาคารที่ได้รับความเสียหายในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568

อาคารที่ได้รับความเสียหายในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568

นานาชาติส่งความช่วยเหลือเมียนมา

ขณะที่นานาชาติยังคงเร่งส่งความช่วยเหลือเข้าไปในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยทางการจีนได้ส่งเครื่องบินลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ชุดแรกเดินทางถึงเมียนมาแล้ววันนี้ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือมูลค่า 100 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 466 ล้านบาท ที่จีนจะมอบให้

ภาพเจดีย์ที่ได้รับความเสียหายในเมืองมัณฑะเลย์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2568

ภาพเจดีย์ที่ได้รับความเสียหายในเมืองมัณฑะเลย์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2568

ด้านทางการญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ได้ส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ พร้อมเจ้าหน้าที่ 5 คน เข้าไปในเมียนมาแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวจะเข้าไปช่วยประเมินความเสียหายเบื้องต้น ในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัย รวมถึงแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเข้าไปเพิ่มเติมอีก 30 คน

 ในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568

ในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568

ขณะที่องค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลให้มีโรงพยาบาลพังเสียหายทั้งหลัง จำนวน 3 แห่ง และได้รับความเสียหายบางส่วนอีก 22 แห่ง พร้อมทั้งร้องขอเงินช่วยเหลือฉุกเฉินจำนวน 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 271 ล้านบาท เพื่อช่วยชีวิตผู้คนในพื้นที่ประสบภัยและป้องกันการระบาดของโรคในช่วง 30 วันข้างหน้านี้

อ่านข่าว : กทม.จ่อลดระดับเขตประสบสาธารณภัย-ระงับใช้เครน 201 ไซต์ก่อสร้าง

สำรวจ วัด-โบราณสถาน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังแผ่นดินไหว

ขุมทรัพย์ “ไชน่า เรลเวย์” แกะรอยผู้ถือหุ้นจีน-ไทย สร้างอาคาร สตง.


ทรัมป์สร้างโลกหลายขั้วให้เป็นจริง เศรษฐกิจเผชิญ "ภาวะเงินเฟ้อ"

Mon, 31 Mar 2025 15:09:00

ทั้งโลกเป็นหนี้บุญคุณประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพราะเขาเป็นผู้ทำลายระบบพหุภาคีนิยม (multilateralism) อย่างเลือดเย็น ระบบที่เคยเป็นแกนหลักของระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาทำสำเร็จภายในเวลาเพียงเจ็ดสัปดาห์หลังกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในวาระที่สอง

ทรัมป์ใช้นโยบาย "America First" หรือ "อเมริกาต้องมาก่อน" หรือ "อเมริกาเท่านั้น" เป็นกลไกสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศและตัวเขา ทำลายความร่วมมือพันธมิตรระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ เคยสนับสนุนมากว่าเจ็ดสิบปี และยังขู่ขึ้นภาษีอย่างไร้ยางอายกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก

ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น ความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2017 ซึ่งส่งผลให้ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในเวทีระหว่างประเทศอ่อนแอลง นอกจากนี้ เขายังถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านในปี 2018 ทำให้การเมืองตะวันออกกลางยิ่งไร้เสถียรภาพ และกระตุ้นให้อิหร่านกลับมาเสริมสร้างศักยภาพด้านนิวเคลียร์

โดยส่วนตัว ทรัมป์ไม่ให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือภายใต้องค์การสหประชาชาติ เขาถอนตัวจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ส่งผลให้ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและสาธารณสุขโลกลดความสำคัญลง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังทำให้พันธ มิตรของสหรัฐฯ หมดความศักดิ์สิทธิ์และอ่อนแอลง

เขาโจมตีนาโต้และขู่ถอนตัวจาก NATO ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อีกทั้งยังตั้งกำแพงภาษีกับพันธมิตร เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น ทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ

ด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP) ส่วนด้านการเมือง เกิดความไม่แน่นอนทางการทูตและแนวคิดการโดดเดี่ยวตัวเอง (Isolationism)

ทรัมป์มีความใกล้ชิดกับผู้นำเผด็จการ เช่น วลาดิเมียร์ ปูติน (รัสเซีย) คิม จอง-อึน (เกาหลีเหนือ) และมูฮัมหมัด บิน ซัลมาน (ซาอุดีอาระเบีย) และยังพยายามทำลายองค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การการค้าโลก (WTO) โดยให้เหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้ "ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ"

ไทยต้องวางตัวให้ดีในโลกหลายขั้ว ยุคหลังการถอนตัวของสหรัฐฯ จะเป็นช่วงที่จีนมีบทบาทสูงขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้า ผ่านความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปแข็งแกร่งขึ้นและกลายเป็นมหาอำนาจอิสระที่ไทยต้องเข้าหาทั้งในด้านการค้าและความมั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีประเทศนอกภูมิภาค เช่น อินเดีย ตุรกี บราซิล รวมถึงมหาอำนาจระดับกลางอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก

โลกหลายขั้วเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทในการเสริมสร้างกรอบความร่วมมือในเวทีการ เมืองโลกที่มีความสมดุลและยุติธรรมมากขึ้น แต่ไทยต้องมีผู้นำที่มีความรู้และภาวะผู้นำเพียงพอที่จะดำเนินนโยบายในระเบียบโลกใหม่ เพราะแต่ละประเทศต้องดูแลผลประโยชน์ของตนเอง เนื่องจากโลกที่แบ่งขั้วแบบเดิมไม่มีอีกแล้ว

ไทยเคยเอาตัวรอดในอดีตได้ด้วยปัญญาและการทูตที่สามารถรักษาผลประ โยชน์ของชาติได้ ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก มหา อำนาจยังคงแข่งขันกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เช่น การขับเคี่ยวระหว่างสหรัฐฯ และจีน เนื่องจากจีนขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องไม่เคยมีมาก่อน

เพื่อความอยู่รอด ผู้นำไทยต้องตระหนักถึงผลประโยชน์แห่งชาติอย่างถ่องแท้ และต้องสามารถจับกระแสแนวโน้มใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ปัจจุบันไม่มีมหาอำนาจใดสามารถควบคุมสถานการณ์โลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ เช่น หากเกิดภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว หรือภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ศักยภาพด้านการต่างประเทศและนักการทูตของไทยถูกบั่นทอนโดยนักการเมืองที่มองเพียงผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวกในระยะสั้น ตัดสินนโยบายต่างประเทศโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว มากกว่าการพิจารณาผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

จุดที่เป็นสัญญาณดีคือ คนไทยเริ่มให้ความสนใจในเรื่องการต่างประเทศมากขึ้น แม้ว่าจะยังมองในแง่ของการแข่งขันและการแย่งชิงอำนาจแบบพระเอก-ผู้ร้ายในภาพยนตร์

ในขณะนี้ ประเทศไทยต้องเสริมสร้างภูมิปัญญาของประชาชนเกี่ยวกับผลประโยชน์แห่งชาติ ว่ามิใช่เรื่องส่วนตัว และไม่สามารถตัดสินใจแบบ "ฟาสต์ฟู้ด" ได้ เพราะการทูตมีผลผูกพันกับประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต ชั่วลูกชั่วเหลน

มองเทศคิดไทย : กวี จงกิจถาวร สื่อมวลชนอาวุโส

อ่านข่าว:

"ปูติน" เสนอ "ยูเครน" ตั้งรัฐบาลชั่วคราวปูทางเลือกตั้ง-ยุติสงคราม

เงินเยนอ่อน ต่างชาติเดินทางพุ่ง ญี่ปุ่นเจอวิกฤตนักท่องเที่ยวล้นเมือง

"เมียนมา" ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแผ่นดินไหว-ขอนานาชาติช่วย


รัสเซียยิงโดรนถล่มคาร์คีฟ เสียชีวิต 2 เจ็บ 27 คน

Mon, 31 Mar 2025 14:26:00

วันนี้ (31 มี.ค.2568) เจ้าหน้าที่หน่วยรับมือเหตุฉุกเฉินยูเครน เร่งฉีดน้ำดับเพลิงที่โหมลุกไหม้อาคารและบ้านเรือนประชาชนในเมืองคาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ หลังตกเป็นเป้าโจมตีทางอากาศของรัสเซีย

หน่วยงานดังกล่าว ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (30 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยรัสเซียได้ยิงโดรนหลายลูกใส่โรงพยาบาลทหาร ศูนย์การค้า หอพัก และเป้าหมายอื่น ๆ ในเมืองดังกล่าว ทำให้ผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 27 คน ในจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บมีทหารที่กำลังรักษาตัวอยู่ที่ศูนย์การแพทย์รวมอยู่ด้วย

ด้านกองทัพยูเครนประณามรัสเซีย โดยระบุว่า รัสเซียก่ออาชญากรรมสงครามและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

อ่านข่าว : ย้อนรอย 10 ปี แผ่นดินไหวรุนแรงทั่วโลก 

“กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3” ส่งกำลังใจ เมียนมายอดตายพุ่ง 1,600 คน 

"ปูติน" เสนอ "ยูเครน" ตั้งรัฐบาลชั่วคราวปูทางเลือกตั้ง-ยุติสงคราม 


ย้อนรอย 10 ปี แผ่นดินไหวรุนแรงทั่วโลก

Mon, 31 Mar 2025 13:54:00

การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา แต่มนุษย์จะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อความรุนแรงชัดเจนมากพอที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นผิวโลกและ โครงสร้างพื้นฐาน

แผ่นดินไหวระดับ 8.2 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 ที่มีศูนย์กลางบริเวณประเทศเมียนมา จัดอยู่ในระดับรุนแรงและก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง 

ปีนี้ 2568 ผ่านมาเพียง 3 เดือน เกิดขึ้นไปแล้วถึง 4 ครั้ง สำหรับแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป และในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เกิดเฉลี่ย 10-20 ครั้งทุกปี

สถิติการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีอานุภาพสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้มาก ถือเป็นข้อมูลที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการเรียนรู้การรับมือภัยพิบัติที่คาดการณ์ไม่ได้ประเภทนี้

ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS พบว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงเกิน 7.0 ขึ้นไป ทั้งหมด 237 ครั้ง มากน้อยต่างกันไปในแต่ละปี ในจำนวนนี้มีปีที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงสูงสุด 3 ปี คือปี 2015 , 2021 และ 2023 ซึ่งเกิดถึงปีละ 19 ครั้ง และในบรรดาแผ่นดินไหวทั้งหมดนี้พบว่าแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุด วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 8.3 ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ในอิยาเปล ประเทศชิลี

ในรอบ 10 ปี มีแผ่นดินไหวขนาด 7 ขึ้นไปที่ไหนบ้าง?

นอกจากนี้ ปี 2015 น่าจะเป็นปีที่หลายคนจดจำภาพความสูญเสียของเหตุแผ่นดินไหวในเนปาลที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เม.ย. หลังจากแผ่นดินไหวความรุนแรง 7.8 เกิดขึ้นที่ความลึกเพียง 8.2 กิโลเมตร จากรอยเลื่อนย้อนที่แผ่นอินเดียเคลื่อนมุดลงใต้แผ่นยูเรเชีย ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งในกรุงกาฐมาณฑุ รวมถึงเขตกูรข่าที่เป็นจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวและยังเกิดหิมะถล่มบนยอดเขาเอเวอเรสต์ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แผ่นดินไหวเนปาลปี 2015 มีผู้เสียชีวิตร่วม 9 พันคน คือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไม่ได้สร้างขึ้นตามมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว และบ้านช่องส่วนใหญ่ยังสร้างด้วยอิฐและดิน ซึ่งไม่แข็งแรงพอที่จะทนแรงสั่นสะเทือนได้

ส่วนแผ่นดินไหวขนาด 7.8 อีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในปี 2023 จุดศูนย์กลางอยู่ในตุรกี แต่ผลกระทบครอบคลุมทั้งตุรกีและซีเรียอย่างรุนแรงมาก ด้วยสาเหตุหลายประการ นอกจากตุรกีจะเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น ทำให้มีรอยเลื่อนอยู่มากแล้ว การก่อสร้างอาคารยังไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานการรับแรงสั่นสะเทือนและยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายพันครั้ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วประมาณ 60,000 คน

นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่เกิดยังเป็นตอนเช้าตรู่ในระหว่างที่ผู้คนกำลังนอนหลับ ทำให้การอพยพได้ยาก ไม่นับรวมจำนวนประชากรที่หนาแน่นและ การกู้ภัยที่ทำได้ยากลำบากเพราะอากาศหนาวเย็น ผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ ส่วนในซีเรียก็เผชิญความขัดแย้ง ภายในประเทศที่ทำให้เป็นอุปสรรคซ้ำเติมภารกิจช่วยเหลืออีกทอดหนึ่ง

ถัดมาในปี 2024 ตั้งแต่วันแรกของปี เกิดแผ่นดินไหวที่คาบสมุทรโนโตะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น ด้วยความรุนแรง 7.5 โดยจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปเพียง 10 กิโลเมตร ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง กินพื้นที่ 3 จังหวัด คือ อิชิกาวะ โทยามะ และ นีงาตะ จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 500 คน และยังเกิดสึนามิขนาดย่อมๆ ขึ้นด้วย

ความเสียหายที่เห็น ทำให้แผ่นดินไหวครั้งนี้นับเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ในรอบหลายทศวรรษ เพราะนอกจากจะทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยคนและมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่าความเสียหายต่อสิ่งก่อสร้างต่างๆ ใน 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่ารวมระหว่าง 1.1-2.6 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 2.49-5.9 แสนล้านบาท

ส่วนต้นปีที่ผ่านมาเพิ่งจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งวัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.1 และยังรับรู้ไปได้ไกลถึงบางเมืองของเนปาล ภูฏานและอินเดีย เนื่องจากจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปเพียง 10 กิโลเมตร

แผ่นดินไหวที่ทิเบตครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ม.ค.2568 จุดศูนย์กลางอยู่ที่ติ้งรื่อ ซึ่งตัวเลขผู้เสียชีวิตมีรายงานจากหลายแหล่งที่ไม่ตรงกัน โดยอยู่ระหว่าง 130-400 คน ซึ่งสำหรับปี 2025 นับจนถึงวันที่ 30 มี.ค.2568 เพิ่งจะมีแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป เกิดขึ้น 4 ครั้ง คือที่ทิเบต , หมู่เกาะเคย์แมน ,  ต่อด้วยแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่เมียนมาและแผ่นดินไหวที่ตองกาเมื่อวันที่ 30 มี.ค.

จริงๆ แล้วในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ยังมีแผ่นดินไหวครั้งอื่นๆ ที่สร้างความเสียหายรุนแรงและคร่าชีวิตคนนับพันอีกหลายครั้ง แม้ว่าจะวัดความรุนแรงได้ไม่ถึงระดับ 7 โดยมีหลายปัจจัยประกอบ

และในเมื่อแผ่นดินไหวยังคงเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ มาตรฐานการก่อสร้างและการเรียนรู้วิธีการรับมือรวมถึงการเตือนภัย ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้นจากบทเรียนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้​

อ่านข่าว :

ปภ.-ชัชชาติ ยันอาฟเตอร์ช็อก 3.7 ไม่กระทบตึก กทม.สั่นไหว

แพทองธาร-ชัชชาติ ยืนยัน ไม่มี "แผ่นดินไหว" เพิ่มใน กทม.

อาฟเตอร์ช็อก 3.7 ในเมียนมา ไม่กระทบตึกไทย

ด่วน! อพยพคนออกอาคาร A ศูนย์ราชการทรุดตัว-เอียง


"ตองกา" ยกเลิกเตือนสึนามิหลังเผชิญแผ่นดินไหว 7.0

Mon, 31 Mar 2025 08:03:00

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2568 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ตรวจพบการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 นอกชายฝั่งใกล้ประเทศตองกา ห่างจากเกาะหลักไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ100 กิโลเมตร และเกิดลึกลงไปประมาณ 29 กิโลเมตร จนทำให้เสียงไซเรนดังขึ้นทั่วเมือง

แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.18 น.ตามเวลาท้องถิ่น ทางการได้ประกาศเตือนภัยสึนามิในรัศมี 300 กิโลเมตรจากจุดศูนย์กลาง เพื่อให้ประชาชนอพยพขึ้นที่สูง ก่อนที่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาจะยกเลิกประกาศดังกล่าว หลังตรวจไม่พบความเสี่ยงใดๆ

อ่านข่าว

แผ่นดินไหวเมียนมาตายพุ่ง 1,700 คน ระดมทุนฉุกเฉินบรรเทาทุกข์-ฟื้นฟู

"เมียนมา" ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแผ่นดินไหว-ขอนานาชาติช่วย

รู้ทันที! "Cell Broadcast" เทคโนโลยีแจ้งเตือนภัยพิบัติใช้กันทั่วโลก


แผ่นดินไหวเมียนมาตายพุ่ง 1,700 คน ระดมทุนฉุกเฉินบรรเทาทุกข์-ฟื้นฟู

Mon, 31 Mar 2025 07:38:46

วันนี้ (31 มี.ค.2568) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ความรุนแรงของแผ่นดินไหวส่งผลให้บ้านเมืองในหลายพื้นที่ของเมียนมาได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะในกรุงเนปยีดอ เมืองมัณฑะเลย์ ภูมิภาคซะไกง์ พะโค มาเกว รวมถึงรัฐฉาน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภัยพิบัติครั้งนี้

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,700 คนแล้ว บาดเจ็บกว่า 3,400 คนและยังมีผู้สูญหายอีกราว 300 คน

ซากปรักหักพังของอาคารที่ถล่มลงมาในเมืองมัณฑะเลย์ หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2025

ซากปรักหักพังของอาคารที่ถล่มลงมาในเมืองมัณฑะเลย์ หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2025

ขณะเดียวกันยังมีแผ่นดินไหวซ้ำเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยในเมืองมัณฑะเลย์ต่างวิ่งหนีด้วยความแตกตื่น ซึ่งขณะนั้นกำลังปฏิบัติภารกิจค้นหาร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงก่อนหน้านี้ โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ รายงานว่า แผ่นดินไหวซ้ำดังกล่าวมีขนาด 5.1 และเกิดห่างออกจากเมืองดังกล่าวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 28 กิโลเมตร ส่งผลให้ภารกิจกู้ภัยต้องหยุดชะงักชั่วคราว

ส่วนที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองมัณฑะเลย์เกิดความสูญเสียอย่างหนัก เนื่องจากมีพระสงฆ์มากกว่า 180 รูปนั่งสอบอยู่ภายในอาคารขณะที่เกิดแผ่นดินไหว แรงสั่นสะเทือนทำให้บางส่วนของอาคารพังถล่มลงมา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กู้ภัยจีนและเมียนมาได้เร่งกู้ภัยและใช้อุปกรณ์เจาะปูนเพื่อค้นหาร่างผู้เสียชีวิต ขณที่พระสงฆ์ใช้จีวรปิดจมูกและปากขณะเดินสำรวจความเสียหายของวัด เนื่องจากกลิ่นของศพที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากสิ่งปลูกสร้างเริ่มคละคลุ้ง

อ่านข่าว : "เมียนมา" ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแผ่นดินไหว-ขอนานาชาติช่วย

ทีมกู้ภัยเมียนมาอพยพผู้อยู่อาศัยออกจากอาคารในเมืองมัณฑะเลย์ และค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2025

ทีมกู้ภัยเมียนมาอพยพผู้อยู่อาศัยออกจากอาคารในเมืองมัณฑะเลย์ และค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2025

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากความเสียหายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ชาวเมืองบางส่วนในภูมิภาคซะไกง์ ระบุว่าขณะนี้ร่างผู้เสียชีวิตถูกกู้ออกมาได้มากกว่าผู้รอดชีวิตและทุกครั้งที่ลมพัดแรงจะได้กลิ่นเหม็นของศพ ส่วนประชาชนในกรุงเนปยีดอที่ได้รับบาดเจ็บต้องนอนรอและรับการรักษากลางแจ้งในโรงพยาบาลท้องถิ่น หลังจากแรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารได้รับความเสียหายและไม่มีความปลอดภัยเพียงพอที่จะให้ผู้ป่วยเข้าไปภายในอาคาร

ขณะที่ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) ระบุว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในเมียนมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ซับซ้อน ซึ่งทับซ้อนกับความเปราะบางที่มีอยู่เดิม โดยภัยพิบัติครั้งนี้ร้ายแรงมากและจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งความต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมีเพิ่มขึ้นทุกชั่วโมงเช่นเดียวกัน

ชาวเมียนมาสำรวจบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย 2 วันหลังเกิดแผ่นดินไหวที่ตอนกลางของประเทศ

ชาวเมียนมาสำรวจบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย 2 วันหลังเกิดแผ่นดินไหวที่ตอนกลางของประเทศ

IFRC ได้เริ่มระดมทุนฉุกเฉินมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 3,390 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวเมียนมากว่า 100,000 คนหรือราว 20,000 ครัวเรือน ในการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูในช่วง 24 เดือนข้างหน้า

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ​ (UNICEF) ในมัณฑะเลย์ ระบุว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในเมียนมาถือเป็นหายนะครั้งใหญ่สำหรับเด็กๆ และครอบครัวทั่วเมืองมัณฑะเลย์ พร้อมทั้งเรียกร้องความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ที่กำลังได้รับความทุกข์ทรมานจากสถานการณ์เช่นนี้

ขณะนี้หลายชาติได้ทยอยจัดส่งความเหลือต่างๆ รวมถึงส่งทีมเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญไปสมทบภารกิจกู้ภัยในเมียนมาแล้ว ทั้งจีน รัสเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย อังกฤษ เกาหลีใต้ เป็นต้น หลังจาก พล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ เพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤตจากเหตุแผ่นดินไหวที่ได้ชื่อว่ารุนแรงที่สุดในรอบกว่า 100 ปี

อ่านข่าว

“กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3” ส่งกำลังใจ เมียนมายอดตายพุ่ง 1,600 คน

เมียนมาเสียชีวิตเพิ่มเป็น 1,002 เจ็บ 2,376 คน เหตุแผ่นดินไหว

สถานทูตไทยในนครย่างกุ้ง เตือนคนไทยระวังอาฟเตอร์ช็อก


“กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3” ส่งกำลังใจ เมียนมายอดตายพุ่ง 1,600 คน

Sun, 30 Mar 2025 10:07:00

ความคืบหน้าเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาโดยมีศูนย์กลางที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา

วันนี้ (30 มี.ค.2568) สำนักข่าว BBC รายงานว่า เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมา มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,600 คน โดยแผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้เมือง  มัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า และเมืองที่ใหญ่อันดับสอง และมีประชากรอาศัยอยู่ 1.5 ล้านคน พังราบเป็นหน้ากลอง

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ระบุว่า การขาดแคลนอุปกรณ์ทำให้การช่วยเหลือล่าช้าลงอย่างมาก ต้องใช้แต่เครื่องมือที่มีอยู่เท่านั้น แม้จะพยายามหลายชั่วโมงแล้วที่จะช่วยเหลือเด็กหญิงที่ติดอยู่ใต้โรงเรียนที่ถล่มลงมา

อ่านข่าว "เมียนมา" ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแผ่นดินไหว-ขอนานาชาติช่วย

สอดคล้องกับคนงานอีกคนในเมืองมัณฑะเลย์ บอกกับ เครือข่ายการสื่อสารที่ไม่ทั่วถึง และถนนกับสะพานที่พังยับเยิน เป็นอุปสรรคต่อการค้นหา

สิ่งสำคัญคือเราไม่มีสายอินเทอร์เน็ต ไม่มีสายโทรศัพท์ ดังนั้นจึงติดต่อถึงกันได้ยากมาก ทีมกู้ภัยมาถึงแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน เพราะสายโทรศัพท์ใช้การไม่ได้

มีรายงานว่าจำนวนอาคารที่ได้รับความเสียหายในเขตมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นศูนย์ กลางแผ่นดินไหว มีมากกว่า 1,500 หลัง ไฟฟ้าดับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะคืนกระแสไฟฟ้าได้ ส่วนสนามบินมัณฑะเลย์ ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากรันเวย์เสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว

“กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3” ส่งกำลังใจ 

นอกจากนี้ สำนักข่าว AFP ต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ เตรียมมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นวงเงิน 10,000 ล้านปอนด์ (ราว 438 ล้านบาท ) ให้แก่เมียนมา 

ขณะที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮม เผยแพร่แถลงการณ์ ว่าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ทรงรู้สึกเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่ง ที่ได้ทราบว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา และทั้งสองพระองค์จะทรงอยู่เคียงข้างชาวเมียนมา ท่ามกลางช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้

นานาชาติทยอยส่งความช่วยเหลือ

ความเสียหายจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ทำให้นานาชาติเริ่มส่งความช่วยเหลือให้แก่เมียนมา โดยรัสเซีย ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัย 120 นาย รวมทั้งสุนัขกู้ภัย จิตแพทย์ และวิสัญญีแพทย์ เพื่อร่วมภารกิจค้นหาและกู้ภัยในเมียนมา

โดยทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จากจีน 80 คน เดินทางถึงเมียนมาแล้ว ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนในเมียนมา ระบุว่า จีนเตรียมจัดส่งความช่วยเหลือมูลค่า 100 ล้านหยวน หรือประมาณ 466 ล้านบาทให้เมียนมา โดยสิ่งของบรรเทาทุกข์ชุดแรก น่าจะถึงพื้นที่ประสบภัยในวันที่ 31 มี.ค.นี้

ส่วนอินเดีย ส่งเครื่องบินของกองทัพอากาศ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นชุดแรกจำนวน 15 ตัน มาถึงสนามบินในนครย่างกุ้ง ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย ระบุว่า อินเดียจะติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป

ส่วนเกาหลีใต้ ระบุว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเบื้องต้น แก่เมียนมามูลค่า 67 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการให้ผ่านองค์กรระหว่างประเทศ

นานาชาติ ส่งความช่วยเหลือไปยังเมียนมา เหตุแผ่นดินไหว (World Forum ข่าวสารต่างประเทศ)

นานาชาติ ส่งความช่วยเหลือไปยังเมียนมา เหตุแผ่นดินไหว (World Forum ข่าวสารต่างประเทศ)

ไทยส่งแพทย์-สิ่งของช่วยเมียนมา

ส่วนเช้านี้ที่กองบิน 6 ดอนเมือง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ส่งกำลังกองทัพ และสิ่งของช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาสถานการณ์ผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมียนมา โดยมีค้นหาและแพทย์รวม 55 คน รวมถึงเวชภัณฑ์ ที่จำเป็นเข้าช่วยเหลือ ซึ่งจะเดินทางโดยเครื่องบิน C-130 ของกองทัพอากาศ ไปยังกรุงเนปิดอว์

นายภูมิธรรม กล่าวว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกใน 100 ปีของประเทศไทย ซึ่งศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่เมียนมา โดยได้รับความเสียหายมากพอสมควร และชื่นชมกองทัพที่ลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือในทันที และการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านที่ประสบภัยครั้งนี้ถือเป็นภารกิจร่วมกัน ในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับประชาชนเมียนมา

ในภารกิจครั้งนี้ กองทัพอากาศจะจัดเที่ยวบิน C-130 จำนวน 3 เที่ยวบินเพื่อเดินทางไปยังเมืองเนปิดอว์ เมียนมา ในภารกิจค้นหา และกู้ภัยแพทย์ฉุกเฉิน พร้อมตั้งโรงพยาบาลสนามระดับเบื้องต้น ประเมินความเสียหาย สนับสนุนด้านการสื่อสารและข้อมูลข่าวสาร 

เมียนมาเจ็บ-ตายพุ่ง-นานาชาติเข้าช่วยเหลือ

ขณะที่เพจ World Forum ข่าวสารต่างประเทศ รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 1,644 ราย เจ็u 3,480 คน และมีผู้สูญหายอีก 130 คน จีนและรัสเซียเป็นประเทศแรกๆ ที่ให้ความช่วยเหลือพม่า

อ่านข่าว

รถไฟฟ้าสีชมพูยังปิดต่อ-สายสีเหลืองเปิดใช้เที่ยงนี้

 


เมียนมาเสียชีวิตเพิ่มเป็น 1,002 เจ็บ 2,376 คน เหตุแผ่นดินไหว

Sat, 29 Mar 2025 18:48:00

ความคืบหน้าเหตุแผ่นดินไหวเมียนมา ขนาด 8.2 เมื่อวานนี้ (28 มี.ค.2568) ส่งผลกระทบให้อาคารพังถล่มในหลายเมืองทั่วเมียนมา

วันนี้ (29 มี.ค.2568) เจ้าหน้าที่กาชาด และประชาชนต่างทยอยนำผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหว เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเนปยีดอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ต้องจัดพื้นที่รับตัวผู้ป่วยชั่วคราว บริเวณด้านนอกอาคาร หลังอาคารแผนกฉุกเฉินพังถล่มลงมาจากเหตุแผ่นดินไหว

เมื่อวานนี้ผู้ได้รับบาดเจ็บหลายร้อยคนทยอยเดินทางมารับการรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยเหลือประชาชนกันบนถนนนอกอาคาร โรงพยาบาลแห่งนี้ถือเป็นที่แรก ๆ ที่ พล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ลงพื้นที่ไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวใกล้กับเมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ ก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบความเสียหายตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมืองหลวง

ส่วนในวันนี้ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูง เดินทางไปยังมัณฑะเลย์เพื่อตรวจสอบความเสียหาย โดยภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด ก่อนหน้านี้ทางการรายงานว่า พบผู้เสียชีวิตในมัณฑะเลย์เกือบ 700 คน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งประเทศ ล่าสุดอยู่ที่ 1,002 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 2,376 คน

นักธรณีวิทยาในสหรัฐฯ ระบุว่า เหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมา ในรอบมากกว่า 100 ปี โดยพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาเทียบเท่ากับระเบิดปรมาณู 334 ลูก และมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวซ้ำ หรือ aftershocks ต่อเนื่องนาน 2-3 เดือน เนื่องจากแผ่นเปลือกโลกอินเดียยังคงชนกับแผ่นยูเรเชียใต้เมียนมา

ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และความเสียหายที่กินบริเวณกว้าง ส่งผลให้รัฐบาลทหารเมียนมาต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน 6 พื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ตั้งแต่ซะไกง์ มัณฑะเลย์ รัฐฉาน มาเกว พะโค รวมทั้งเนปยีดอ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเมียนมา ต้องใช้มือเปล่าและเครื่องมือขนาดเล็ก เพื่อช่วยเหลือแม่และเด็กที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารในเมืองหลวง ซึ่งพังถล่มลงมาบางส่วนจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเมื่อวานนี้

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากหลายพื้นที่ขาดแคลนอุปกรณ์และไม่มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่หลายเมืองใหญ่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ระบบสื่อสารและอินเทอร์เน็ตใช้การไม่ได้ หลังระบบโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ด้านซู โมน เท เจ้าหน้าที่องค์การ Plan International Myanmar ในนครย่างกุ้ง ระบุว่า ได้จัดทีมช่วยเหลือลงพื้นที่ในมัณฑะเลย์ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ พร้อมทั้งระดมทรัพยากรขึ้นไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่พบอุปสรรคหลายอย่าง

นอกจากนี้ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยทางการจีนถือเป็นชาติแรก ๆ ที่ส่งทีมช่วยเหลือหลายชุด พร้อมอุปกรณ์ทั้งโดรน เครื่องตรวจหาสัญญาณชีพ ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว และดาวเทียมแบบพกพา ลงพื้นที่ทำภารกิจกู้ภัยในเมียนมา

ด้านกองทัพอากาศอินเดีย ทยอยลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ เต็นท์ ผ้าห่ม อาหาร และสิ่งของที่จำเป็นอื่น ๆ น้ำหนักรวม 15 ตัน เพื่อนำไปมอบให้กับเมียนมา หรือแม้แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศตัดงบประมาณช่วยเหลือต่างชาติก่อนหน้านี้ ก็ออกมาระบุว่า ได้พูดคุยกับเมียนมาแล้ว และสหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือเมียนมาที่กำลังเผชิญเหตุแผ่นดินไหวครั้งเลวร้าย

รวมทั้งมีรัสเซีย อาเซียน สหภาพยุโรป และอีกหลายประเทศ ที่ทยอยออกมาประกาศสนับสนุนความช่วยเหลือ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนจำนวนหนึ่ง ออกมาแสดงความกังวลว่ารัฐบาลทหารเมียนมาจะใช้ความช่วยเหลือเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะการแจกจ่ายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ควบคุมของฝ่ายต่อต้าน หรือในพื้นที่สู้รบ

กลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาออกมาระบุว่า กองทัพเมียนมายังคงเปิดการโจมตีทางอากาศในซะไกง์และพะโค ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้กำลังประสบภัยแผ่นดินไหวรุนแรง

อ่านข่าว : 29 ชม.เหตุอาคารถล่ม เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน เร่งช่วยคนติดใต้ซาก 

Traffy Fondue รับแจ้งความกังวลรอยร้าวอาคารแล้ว 5,500 เคส 

เปิดข้อสั่งการผู้ว่าฯ รับมือเหตุแผ่นดินไหวรอบ 1 วัน 


"เมียนมา" ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแผ่นดินไหว-ขอนานาชาติช่วย

Fri, 28 Mar 2025 19:15:00

วันนี้ (28 มี.ค.2568) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานความคืบหน้าเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ทางตอนกลางของประเทศเมียนมา และเกิดลึกลงไปประมาณ 10 กิโลเมตร ก่อนจะเกิดแผ่นดินไหวซ้ำขนาด 6.4

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใน 6 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ซึ่งมีทั้งซะไกง์ มัณฑะเลย์ พะโค มาเกว เนปีดอว์และบางพื้นที่ของรัฐชาน พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบความเสียหายและประสานความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ล่าสุด มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน จากมัสยิดพังถล่มลงมาในภูมิภาคพะโค นอกจากนี้รัฐบาลทหารเมียนมายังออกคำเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังการเกิดอาฟเตอร์ช็กภายในระยะเวลา 6 ชั่วโมง นับจากนี้ และประกาศร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทหารเมียนมาที่พบได้น้อยครั้ง

ขณะที่นเรนดรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า อินเดียพร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้

อ่านข่าว : 3 ชั่วโมงผ่านไป เรารู้อะไรบ้าง ? แผ่นดินไหวในเมียนมา-ไทย

สำหรับความเสียหายในเมียนมาที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ พบว่า สะพานอวาพังถล่มลงมา ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำอิรวดีในภูมิภาคซะไกง์ ขณะที่ตลอดสองข้างทางของถนนในเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางแผ่นดินไหว อาคารบ้านเรือนจำนวนมากเสียหายอย่างหนักและพังถล่มลงมา จนเศษซากเกลื่อนกระจายอยู่เต็มถนน

ด้าน พล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางไปเยี่ยมผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว ที่โรงพยาบาลในกรุงเนปีดอว์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ แพทย์และพยาบาลต้องนำผู้ป่วยออกมารักษาด้านนอกอาคาร เนื่องจากอาคารของโรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ว่า ขณะนี้เกิดความเสียหายในหลายพื้นที่และอาจมีอาฟเตอร์ช็อกระดับ 6-7 ภายใน 2-3 วัน และระดับ 4-5 ภายใน 7 วันนี้ โดยขอให้คนไทยในเมียนมาเตรียมอุปกรณ์ยังชีพฉุกเฉินให้เพียงพอสำหรับ 3 วัน และมีเอกสารสำคัญ รวมถึงเงินสดติดตัวไว้

ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ ขอให้คนไทยในเมียนมาติดตามข่าวสารของสถานทูตฯ และทางการเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยคนไทยที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่หมายเลข +95 9880916795 หรือเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตฯ

อ่านข่าว :

สถานทูตไทยในนครย่างกุ้ง เตือนคนไทยระวังอาฟเตอร์ช็อก

รุนแรงสุดในรอบ 95 ปีแผ่นดินไหวบนบก 7.7 รอยเลื่อนสะกาย

"รศ.สุทธิศักดิ์" ชี้ "รอยเลื่อนสะกาย" ขยับต้นเหตุแผ่นดินไหว 7.4

ประตูอัตโนมัติล็อกตายเมื่อไฟดับ ภัยเงียบที่มากับ "แผ่นดินไหว"