นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) หรือ สคพ.1 เปิดเผยกับไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ ถึงผลการตรวจสารเคมีและโลหะ หลังจากลงพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำ
หลังจากชาวบ้านร้องเรียนที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ลงไปเล่นน้ำแล้วเกิดอาการผื่นคัน ชาวบ้านเชื่อว่า น่าจะมีการทำกิจกรรมบริเวณตอนเหนือของแม่น้ำกก ในประเทศเมียนมา
อ่านข่าว : ด่วน! สคพ.1 ตรวจพบ “สารหนู” แม่น้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
อาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
สคพ.1 ได้ลงไปเก็บตัวอย่าง น้ำในแม่น้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2568 กับคณะทำงานฯ ระดับอำเภอ การเก็บตัวอย่างเน้นเป็นจุดที่ชาวบ้านอยู่อาศัย หรือใช้ประโยชน์ เช่น การเล่นน้ำ ทำมาหากิน
จุดแรก คือ ห่างจากแนวเขตแดนไทย-เมียนมา 500 เมตร บริเวณบ้านแก่งตุ้ม จุดที่สองบริเวณสะพาน บ้านท่าตอน ห่างจุดแรก 9 กิโลเมตร และจุดที่สาม บ.ผาใต้ ห่างจากสะพาน บ้านท่าตอน 10 กิโลเมตร
การเก็บตัวอย่าง เพื่อตรวจหาสารเคมี แร่ธาตุ โลหะหนักตามที่ชาวบ้านมีความกังวลว่า ในประเทศเมียนมา มีการทำเหมืองทอง หากมีการทำเหมืองทอง อาจมีไซยาไนด์ มีโลหะหนักบางกลุ่ม เช่น สารอาร์เซนิก หรือ สารหนู ซึ่งมักจะพบได้ทั่วไป
หากพบในทางวิชาการ จะเฝ้าระวังสารใด จึงเก็บตัวอย่าง โดยเล็งไปที่ไซยาไนด์ สัมพันธ์กับที่ชาวบ้านกังวลหรือไม่ อันที่สองคือ กลุ่มโลหะหนักที่เป็นพิษ โดยเก็บไปตรวจที่ห้องปฏิบัติบัติการส่วนกลาง ที่สามารถตรวจได้ทุกกลุ่มตัวอย่าง
ก่อนผลตรวจโลหะหนักสภาพแม่น้ำกกที่ไปพบบริเวณ บ้านแก่งตุ้ม มีค่าความขุ่นสูงกว่าน้ำทั่วไปประมาณ 20-30 เท่า และยังพบสารแขวนลอย บริเวณบ้านแก่งตุ้ม สูงกว่าจุดอื่น
ผลตรวจทั้ง 3 จุดใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ไม่พบไซยาไนด์ สาเหตุที่ไม่พบคาดว่า สลายตัวได้เร็วเมื่อพบกับแสงแดด อากาศที่มีความร้อน
แต่ในทางวิชาการกังวลคือ “สารหนู” ปรากฏว่า ทั้งสามจุดที่เก็บใน อ.แม่อาย โดยเฉพาะแก่งตุ้มเจอสารหนูมีค่า 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งมาตรฐานในน้ำทั่วไปจะต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
หมายความว่า เกินกว่าค่ามาตรฐานกว่าหนึ่งเท่าตัว ถือว่ามีผลกระทบนำน้ำไปอุปโภคหรือบริโภค ส่วนที่บ.ท่าตอน พบ 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนที่บ.ผาใต้ตรวจพบ 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งพบสารหนูเกินมาตรฐานทุกจุด
นอกจากนั้นบริเวณ บ้านแก่งตุ้ม ยังพบสารตะกั่ว มีค่า 0.076 มิลลิกรัมต่อลิตร เกินค่ามาตรฐานควรอยู่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร
นายอาวีระ ระบุถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ในทางธรณีหรือสารหนูเป็นสารที่อยู่กับทองคำเป็นเพื่อนกัน หรือเรียกว่า “เพื่อนแร่” เมื่อสกัดแร่ทองคำจะต้องเอาสารหนูออกมา เพื่อเอาไปทิ้งและบำบัดให้ถูกต้องทางวิชาการ กรณีที่พบสารหนูมากกว่าปกติ เกินค่ามาตรฐานพิษของสารหนู
ผลกระทบที่เกิดขึ้นคนไทยเรียกว่า “ไข้ดำ” คนที่สัมผัสสารหนูผิวหนังจะเกิดอาการเป็นจุดสีดำ ผิวหนังมีลักษณะเซลล์ที่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง
หากสัมผัสนานๆ อาจเกิดมะเร็ง สารหนูจัดว่าเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก นอกจากผู้สัมผัสอาจจะดื่มจากน้ำประปา หรือ ดื่มน้ำที่ลงไปเล่นน้ำ หรือกินปลาหาหรือสัตว์น้ำ หรือ ไก หรือเทาน้ำ จะดูดซึมสารเคมีเหล่านี้ได้
ผลกระทบการดื่มหรือกิน อาการแบบเฉียบพลัน คือ อาหารเป็นพิษ หากกินต่อเนื่องเวลานานเกิดการสะสมจะมีผลกระบวนการเผาพลาญของร่างกาย หรือ กระบวนการขับถ่าย รวมไปถึงเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต เซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดการเสียชีวิตกระทันหันได้หากรับไปปริมาณมาก ๆ หรือปริมาณไม่มากก็เจ็บป่วยเรื้อรังได้
ปัญหาสารหนูในแม่น้ำกก จะต้องมีการสืบหาสาเหตุ ตอนนี้เจอในน้ำ เพื่อความมั่นใจทาง สคพ.1 ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเก็บตัวอย่างตะกอนดิน เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นการพิสูจน์ซ้ำว่ามีการปนเปื้อนมากแค่ไหน และไปถึงตะกอนดินหรือไม่ โดยสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป เช่น การตรวจว่ามีอยู่ในสัตว์น้ำ หรือ พืชผัก เพื่อหลีกเลี่ยงการไปอุปโภคบริโภค
ผอ.สคพ.1 ระบุถึงการนำแม่น้ำกกไปผลิตประปาได้หรือไม่ สิ่งที่น่ากังวลในสารหนู คือ การผลิตน้ำประปาที่ได้คุณภาพและบำรุงรักษาสม่ำเสมอ สามารถลดสารหนูลงไปได้ด้วยวิธีและกระบวนการทางเคมี เช่น การกวนทำให้เกิดตะกอน ใช้สารส้ม หรือใช้สารเคมีในการตกตะกอน เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ แต่ในทางวิชาการไม่ค่อยห่วงการประปาส่วนภูมิภาคมีระบบมาตรฐานในการผลิต
ส่วนที่น่ากังวล คือ ระบบประปาหมู่บ้าน ซึ่งมีระบบการกรองที่ออกแบบมาเพื่อกรองความขุ่น หรือกรองเชื้อโรคพื้นฐาน เป็นสิ่งที่น่ากังวลเรื่องนี้
ขณะที่การแก้ปัญหาได้นำเรียนรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จะต้องมีการตั้งคณะทำงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การแก้ปัญหา ระบบประปาหมู่บ้านจะดูแลอย่างไร มีคนเจ็บป่วยกี่คน อาการแค่ไหน หรือ ใครนำน้ำแม่น้ำกกไปใช้เพื่อการเกษตร ใครสูบน้ำเข้านา หรือเข้าสวน ต้องเร่งหาวิธีการป้องกันและแก้ไข
ส่วนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะไปนั่งแพอาหาร หรือ ลงเล่นน้ำ สามารถป้องกันตัวเองได้อย่าลงไปสัมผัสน้ำโดยตรง หรือใครจะไปเล่นน้ำดูตัวเองมีบาดแผลหรือไม่ ที่สำคัญสุดห้ามดื่มน้ำ หรือจะโดยบังเอิญ หรือเข้าตา อาจได้รับสารหนูได้
การพบสารหนูในแม่น้ำกก สัมพันธ์ทำเหมืองทองหรือไม่ นายอาวีระกล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมา มีประสบการณ์ที่เหมืองทอง จ.พิจิตร เมื่อเจอทองคำ ก็จะมีสารหนู ซึ่งสารหนูก็เจอได้ทั่วไป เช่น น้ำบาดาล แต่จะมีบางช่วงบางฤดูกาล หรือมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช จะมีสารหนูเป็นองค์ประกอบ
สำนักงานฯ จะมีการเฝ้าระวังเรื่อยๆ ถ้ายังพบเห็นต่อเนื่อง แสดงว่าจะต้องไม่มาในแหล่งปกติ อาจเป็นไปได้กับเรื่องการทำเหมืองทองคำ หรือ การขุดหน้าดิน หรือขุดลอกลำน้ำ ทำให้มีตะกอนหรือสารหนูกระจาย ปกติจะพบในธรรมชาติแต่จะไม่มากเท่านี้
จะบอกว่าสารหนูมาจากทำเหมืองทองคำ ยังไม่มีการยืนยัน ถ้าดูภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นการเปิดหน้าดิน ส่วนจะบอกว่าเป็นเหมืองทองคำอาจให้ฝ่ายความมั่นคงนำมายืนยัน
รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวภาคเหนือ
วันนี้ (4 เม.ย.2568) นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ ถึงผลการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำ ในแม่น้ำกก หลังได้รับร้องเรียนว่า แม่น้ำกกสีขุ่น และประชาชนที่ลงเล่นน้ำมีผื่นคัน
จากการเก็บตัวอย่าง เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2568 ที่ผ่านมา พบว่า น้ำมีสีขุ่นเกินค่าปกติ 8-9 เท่า ล่าสุดผลตรวจวิเคราะห์พบสารหนู ซึ่งเป็นสารพิษอันตรายเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกกกว่าเท่าตัว
ซึ่งปกติค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ผลการเก็บตัวอย่างบริเวณบ้านแก่งตุ้ม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จุดแรกที่แม่น้ำกกไหลเข้าประเทศไทย ได้พบค่าสารหนู มากถึง 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร
สารหนูจะส่งผลกระทบกับคนที่เล่นน้ำจะแพ้ ระคายเคือง มีผื่นคัน ในระยะยาวหากรับต่อเนื่องอาจเป็นมะเร็งได้
หากดื่มน้ำที่มีสารหนูเข้าไปก็จะส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการทางเคมีในร่างกายผิดเพี้ยน ถ้ารับไปนิดหน่อยอาจทำให้ท้องร่วง ท้องเสียได้ เมื่อสะสมระยะยาวอาจเป็นมะเร็ง
อาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
นายอาวีระระบุว่า การพบสารหนูในแม่น้ำกก มีความเป็นไปได้สูงที่อาจเชื่อมโยงการทำเหมืองแร่ทองคำต้นแม่น้ำในประเทศเมียนมา เพราะเเร่ทองคำจะมีสารหนูปะปนอยู่ เมื่อขุดแร่ขึ้นมาก็จะจัดการแร่พวกนี้ออก ในทางเคมีเรียกว่า “เพื่อนแร่” โดยหลักวิทยาศาสตร์สารแร่ทองคำ มีองค์ประกอบสารหนูให้เเร่ทองคำเสถียร
ขณะเดียวกันผลการตรวจแม่น้ำกก ในพื้นที่ อ.แม่อาย จุดอื่นๆ ยังพบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกก บริเวณบ้านท่าตอนระดับ 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร บริเวณบ้านผาใต้ระดับ 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงเกินค่ามาตรฐาน ตลอดแม่น้ำกกจุดที่มีการสุ่มตรวจพื้นที่ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
นอกจากนี้ ผลการตรวจยังพบสารพิษอื่นๆ เช่น แคดเมียม และตะกั่วในแม่น้ำกกด้วย ขณะที่ผลตรวจแม่น้ำกก 3 จุดในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงรายคาดทราบผลภายใน 1-2 วันนี้
สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ เก็บตัวอย่างในแม่น้ำกก
ส่วนการเก็บตะกอนดินในแม่น้ำกก เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาในพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ อ.เมือง จ.เชียงรายคาดว่าอาจต้องใช้เวลาตรวจอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะทราบผล
อ่านข่าว : เปิดผลตรวจแม่น้ำกก ปนเปื้อนสารหนูกว่าเท่าตัว
ข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ ก่อนหน้านี้ เผยแพร่พบการทำเหมืองทองคำบนแม่น้ำกกในเขตเมืองยอน รัฐฉาน ประเทศเมียนมาได้ขยายตัวขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปัจจุบันมีการทำเหมืองตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีบริษัทจีน 4 แห่งที่ดำเนินการขุดเหมือง โดยมีพนักงานมากกว่า 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน บริษัทเหล่านี้ทำเหมืองบนเนินเขาและริมฝั่งแม่น้ำกก รวมถึงการใช้เรือขุดทองและสกัดบนแม่น้ำกกโดยตรงด้วย
แผนที่คาดว่ามีการทำเหมืองแร่บริเวณต้นแแม่น้ำกก ในเมียนมา
เมื่อตรวจสอบแผนที่กูเกิลเอิร์ธ เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงสภาพของการใช้ประโยชนที่ดิน ในปี 2020 บริเวณต้นน้ำกก บริเวณเมืองสาด รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ยังไม่พบกิจกรรมการเปิดหน้าดิน
แต่ปี 2024 และ 2025 กลับพบว่า มีการเปิดหน้าดินจำนวนมาก ที่น่าสังเกตกิจกรรมเหล่านี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก ก่อนที่จะไหลเข้าสู่ประเทศไทย ที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และไหลผ่าน อ.เมืองเชียงราย ก่อนไหลสู่แม่น้ำโขง ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีความยาว 285 กิโลเมตร
ซึ่งประชาชนใช้ในพื้นที่การเกษตรกรรม พักผ่อนย่อนใจ ท่องเที่ยวในช่วงฤดูแล้ง และที่สำคัญยังเป็นแหล่งผลิตน้ำประปาของเทศบาลนครเชียงรายด้วย
รายงาน : โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
อ่านข่าว : กรมวิทย์ฯ เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด - โอมิครอน JN.1 ไทยพบ 64.97%
พบร่าง Miss Tourism Myanmar 2018 ใต้ซากคอนโดเมียนมา ยอดตาย 3,145 คน
พบอีก 2 ร่างตึกสตง.ถล่ม ประเมินซาก 4 หมื่นตัน 2 เดือนย้ายจบ
วันนี้ (4 เม.ย.2568) ทันทีที่เสียงนกหวีดดังขึ้น เด็กๆระดับชั้นอนุบาลพากันวิ่งหลบไปที่ใต้โต๊ะทันที นี่คือสัญญาณที่ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง แจ้งเตือนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว
โดยเมื่อวานนี้ (3 เม.ย.) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวังเหนือ ได้มีการซ้อมรับมือ นอกจากนี้ยังได้ให้เด็กซักซ้อมกรณีที่ไม่มีโต๊ะ ให้เด็ก ๆ จำลองการหลบใต้เก้าอี้ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งของการเอาตัวรอดและปลอดภัยจากสิ่งของที่อาจจะหล่นใส่ขณะเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการซักซ้อมครั้งแรกของเด็ก ๆ แต่ทุกคนก็ทำได้ดี ซึ่งทางโรงเรียนบอกว่าจะมีการซักซ้อมแบบนี้บ่อยครั้ง เพื่อให้เด็กๆคุ้นชินและเอาตัวรอดได้
และไม่ใช่แค่เด็ก ๆ เท่านั้นที่ต้องเตรียมความพร้อม ยังมีโรงเรียนพ่ออุ้ยแม่อุ้ยเทศบาลตำบลวังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ
เจ้าหน้าที่พาผู้สูงอายุ ซักซ้อมการเอาตัวรอดจากเหตุแผ่นดินไหว ทั้งวิธีการหมอบใต้โต๊ะ เก้าอี้ หรือวิธีการเอาตัวรอดเมื่อต้องวิ่งออกจากอาคาร เพราะปกติโรงเรียนพ่ออุ้ยแม่อุ้ยเทศบาลตำบลวังเหนือ จะมีผู้สูงอายุในหมู่บ้านจำนวนมาก มารวมตัวกันเรียนวิชาด้านสุขภาพที่ดี ศีลธรรม สุขอนามัย อาชีพ และทักษาะต่าง ๆ ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
ด้านว่าที่ ร.ต.คฑา ลีลายุทธ ครูประจำโรงเรียนและยังเป็น หัวหน้าสมาคมกู้ภัยวังเหนือ เปิดเผยว่าการซักซ้อมให้กับผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญ ที่ผ่านมาได้มีการซักซ้อมแผนรับมือเหตุการณ์ตามโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องทั้งรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ พายุฝนพัดถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน ไฟไหม้ และการซักซ้อมเป็นประจำก็จะช่วยฝึกฝนทักษะในการเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างปลอดภัย
อ่านข่าวอื่น :
ปรับแผนค้นหาตึกถล่ม ใช้เครื่องจักรใหญ่ เจาะเน้นโซน C และ D
รถเครนสลิงขาดร่วงตกจากทางด่วน ทับกระบะถนนพระราม 2 เจ็บ 1
วันนี้ (2 เม.ย.2568) เมื่อเวลา 04.00 น. ร.ต.ท.ศักยภาพ ชัยเดช รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองพัทยา รับแจ้งเหตุพบศพเสียชีวิตปริศนา ภายในห้องพักของอพาร์ตเมนต์ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 2 ชลบุรี และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา รุดตรวจสอบ
จุดเกิดเหตุเป็นอพาร์ตเมนต์สูง 4 ชั้น ตรวจสอบภายในห้องพักชั้น 2 พบศพชายไทย อายุประมาณ 30 ปี นอนคว่ำหน้าอยู่ใต้เตียง ตรวจสอบภายในช่องปากพบผ้าขนหนูสีน้ำเงินยัดอุดไว้ ส่วนที่หน้าท้องมีบาดแผลลึก คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน
ตรวจสอบภายในห้อง ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นทรัพย์สิน แต่ที่ปลายเท้าของผู้ตายพบจาน ชาม กล่องข้าว ถุงน้ำซุป และเครื่องปรุงวางอยู่ คล้ายกำลังเตรียมรับประทานอาหาร ข้างเตียงพบโทรศัพท์มือถือของผู้ตายเสียบชาร์จอยู่ รวมถึงพบอาวุธปืนปลอม และกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง 2 ใบ พร้อมกล่องกระดาษอีก 1 กล่อง เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด
ตรวจสอบภายในห้อง ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นทรัพย์สิน แต่ที่ปลายเท้าของผู้ตายพบจาน ชาม กล่องข้าว ถุงน้ำซุป และเครื่องปรุงวางอยู่ คล้ายกำลังเตรียมรับประทานอาหาร ข้างเตียงพบโทรศัพท์มือถือของผู้ตายเสียบชาร์จอยู่ รวมถึงพบอาวุธปืนปลอม และกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง 2 ใบ พร้อมกล่องกระดาษอีก 1 กล่อง เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด
นายเสกสรร เจ้าของร้านบาร์เบียร์ย่านจอมเทียน ให้ข้อมูลว่า ผู้ตายเป็นเพื่อนสนิท และเป็น LGBTQ+ โดยมีแฟนชาวเยอรมันคอยเลี้ยงดู ครั้งสุดท้ายที่พบผู้ตายคือช่วงเช้าของวันที่ 29 มี.ค. หลังจากไปนั่งดื่มที่ร้านแล้วนั่งวินกลับที่พัก จากนั้นก็ขาดการติดต่อไป เพื่อนๆ เริ่มเป็นห่วงจึงพากันมาตามหาที่ห้อง พบร่องรอยผิดปกติและกลิ่นเหม็นรุนแรงจึงแจ้งเจ้าของห้องให้นำกุญแจสำรองมาเปิด จนพบศพดังกล่าว
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เข้าตรวจสอบและเก็บหลักฐานอย่างละเอียด ส่วนร่างได้ส่งไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งคลี่คลายปมคดีนี้ต่อไป
อ่านข่าว :
"ทร.-ศรชล." ช่วย 36 นทท.ปลอดภัย เหตุไฟไหม้เรือสปีดโบ๊ต จ.ภูเก็ต
สำรวจ วัด-โบราณสถาน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังแผ่นดินไหว
วันนี้ (1 เม.ย.2568) เวลา 09.10 พล.ร.ท.สุวัจ ดอนสกุล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 (ผบ.ทร.ภาค 3) และ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ศรชล.ภาค 3) ได้สั่งการให้ เรือ ต.272 ชุดป้องกันความเสียหายพร้อมเครื่องสูบน้ำ จากเรือหลวงหัวหิน เรือ ศรชล 4005 จาก ศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จ.ภูเก็ต เข้าช่วยเหลือและดับเพลิง เรือสปีดโบ๊ตที่เกิดเพลิงไหม้ บริเวณหลังเกาะไม้ท่อน อ่าวน้ำห้อง จ.ภูเก็ต และสามารถควบคุมไฟและดับเพลิงได้สำเร็จ
นอกจากนี้ยัง สามารถช่วยเหลือและนำลูกเรือและนักท่องเที่ยว จำนวน 36 คน อพยพขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย เหตุเกิดบริเวณหลังเกาะไม้ท่อน อ่าวน้ำห้อง จังหวัดภูเก็ต ปฏิบัติดังกล่าว เป็นไปตามนโยบาย พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผบ.ทร. ที่ว่า “ กองทัพเรือที่ประชาชน เชื่อมั่นและไว้วางใจ”
ทั้งนี้ เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยกลางทะเล รวมถึงสาธารณภัยต่างๆ แจ้ง 1696 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 3 ได้ตลอด 24 ชม.
อ่านข่าว : รถบัสโดยสารตกไหล่เขา จ.ภูเก็ต นักท่องเที่ยวบาดเจ็บ 8 คน
ตร.พังงา จับชาย 4 คน พร้อมอาวุธสงคราม จาก จว.ใต้ กำลังจะไปภูเก็ต
หนุนเที่ยวภูเก็ต เอกชนเสนอเก็บค่าเหยียบแผ่นดินคนละ 150 บาท
วันนี้ (31 มี.ค.2568) เจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เข้าตรวจสอบ พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะเมืองอยุธยา ประดิษฐานภายในวัดโลกยสุธาราม ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา หลังได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว พบว่ามีรอยร้าวหลายจุดบริเวณองค์พระ แต่ไม่กระทบต่อโครงสร้างมากนัก หลังจากนี้เจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินการบูรณะซ่อมแซม
วัดโลกยสุธาราม ถือเป็นวัดสำคัญภายในเกาะเมืองอยุธยา พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ นับเป็นหนึ่งในไฮไลต์ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ ยังพบความเสียหายที่ วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ต.บ้านป้อม โดยมีรอยร้าวที่เสาและผนังพระอุโบสถ พระเทพวัชรจริยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราช รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอวิศวกรเข้าตรวจสอบโครงสร้าง
ส่วนที่ วัดไชยวัฒนาราม โบราณสถานสำคัญ แม้ไม่มีความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว พบว่านักท่องเที่ยวลดลงจากช่วงปกติ เพราะทุกปี เมื่อใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ นักท่องเที่ยวจะคึกคักกว่านี้
เจ้าของร้านเช่าชุดไทยใน จ.พระนครศรีอยุธยา ระบุว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวลดลง อาจเป็นผลจากความกังวลเกี่ยวกับแผ่นดินไหว
หลังเหตุแผ่นดินไหว สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ได้ส่งเจ้าหน้าที่สำรวจวัดและโบราณสถานในพื้นที่ อ.พระนครศรีอยุธยา พบว่า 4 จุดได้รับผลกระทบ ได้แก่
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ยืนยันโบราณสถานสำคัญยังเข้าชม และท่องเที่ยวได้ตามปกติ
สวนไผ่รวก และ ไผ่บงหวาน เนื้อที่หลายไร่ คือ แปลงปลูกไผ่ที่จิระเดช ใจก๋า เจ้าของศูนย์เรียนรู้การทำไม้ไผ่ครบวงจร ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ตั้งใจปลูกเพื่อเป็นพื้นที่การเรียนรู้การปลูกไผ่
ไผ่รวก และไผ่บงหวาน เป็นพันธุ์ไผ่ที่ให้ทั้งหน่อสำหรับบริโภค และยังเหมาะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ หรือ งานโครงสร้างบ้านเรือน ถือเป็นไม้ที่ดูแลไม่ยากเพราะปลูกง่ายไม่ค่อยมีศัตรูพืช และ แทบไม่ต้องให้น้ำ เพราะอาศัยเพียงแค่น้ำฝนตามฤดูกาลก็เพียงพอ แต่ชาวสวนต้องคอยดูแลและให้ปุ๋ย ไผ่จึงจะงาม และ ให้ลำไม้ไผ่ที่มีคุณภาพ
จิระเดช เล่าว่า สืบทอดอาชีพการปลูกและแปรรูปไม้ไผ่มาตั้งแต่รุ่นพ่อ และ อาศัยที่ตัวเองเป็นคนชอบเรียนรู้สนใจการสร้างชิ้นงานจากลำไม้ไผ่ ไม่ว่าจะเป็นงานจักสาน หรือ เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ เมื่อสินค้าจากฝีมือของตนเองเป็นที่สนใจของลูกค้า จึงเดินทางไปร่วมออกร้านตามงานแสดงสินค้า หรือ งานโอท๊อป ต่างๆ และ มีลูกค้าสั่งซื้องานไม้ไผ่เป็นจำนวนมากจนผลิตไม่ทัน
ทำให้มีแนวคิดอยากจะขยายงานให้ชาวบ้านเริ่มต้นนำกลุ่มผู้สูงอายุ 4-5 คนในหมู่บ้านมาเรียนรู้การแปรรูปไผ่ และ ขยายไปยังหมู่บ้าน ตำบลใกล้เคียง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ และ ขยายการอบรมไปยังที่ต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งก็เพราะงานไม้ไผ่มีอุปสรรคสำคัญ คือ ค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูง เช่น โคมไฟไม้ไผ่ ซึ่งเป็นชิ้นงานที่มีน้ำหนักเบา แต่ค่าขนส่งประมาณตัวละเกือบ 200 บาท จึงต้องใช้การสร้างเครือข่ายผู้ผลิตเพื่อจะตอบสนองคำสั่งซื้อของลูกค้าในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งภาคอีสาน ภาคกลาง และ ภาคภาคใต้
เนื้อหาการอบรม มีทั้งหมด 5 หมวดหมู่ เริ่มจากการปลูกเผาเพื่อเป็นอาหาร คือ หน่อไม้กินสด หรือ หน่อไม้ดอง หน่อไม้แห้ง สารพัดในเมนูอาหาร ส่วนที่ 2 คือ ของใช้ประเภทต่าง ๆ ส่วนที่ 3 คือ งานจักสาน ส่วนที่ 4 คือ งานเครื่องเรือน งานโต๊ะ ตู้ เตียง เก้าอี้ แคร่ ส่วนที่ 5 คือ งานโครงสร้าง ไม้จะเป็นกระท่อม บ้าน หรือ อาคาร
ภายในศูนย์เรียนรู้การทำไม้ไผ่ครบวงจรมีชิ้นงานที่สร้างขึ้นสำหรับขายจริงหลายร้อยชิ้น ไม่ว่าจะเป็นชะลอมราคาหลักสิบ ตระกร้าราคาหลักร้อย แผ่นไม้ไผ่สาน หลังคาไม้ไผ่ ถาดใส่อาหาร หรือต้นแบบงานสานไม้ไผ่ลายต่างๆ
จิระเดช ใจก๋า เจ้าของศูนย์เรียนรู้การทำไม้ไผ่ครบวงจร อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่
สำหรับเคล็ดลับสำคัญในการสร้างชิ้นงาน คือ ยืดอายุการใช้งานของไม้ไผ่ด้วยการแช่น้ำยา และ ตากให้แห้ง เพื่อไม่ให้แมลงรบกวน ทำให้ไม้ไผ่สามารถใช้งานได้มากว่า 50 ปี ถึงร้อยปี
ปัจจุบันงานโครงสร้างที่สร้างจากไม้ไผ่ จึงเป็นที่นิยม ไม่เพียงเพราะเป็นไม้ที่แข็งแรง ราคาไม่แพง แต่ยังมีความสวยงาม ร้านคาเฟ่ราคากว่า 20-30 ล้านบาทบางแห่ง หันมาเลือกใช้ไผ่เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง
จิระเดช บอกว่าบางคนถามว่าไม้ไผ่ทำอะไรได้บ้าง แต่สำหรับตัวเอง กลับสงสัยว่าไม้ไผ่ทำอะไรไม่ได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารก็ทำได้ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก็ทำได้ เครื่องเรือน ที่อยู่อาศัย ก็ทำได้ทุกอย่าง เพียงแต่เราจะปรับเปลี่ยนให้มันเข้ากับยุคสมัยได้ยังไงเท่านั้นเอง
ไผ่เป็นไม้ที่ปลูกแล้วต้องเรียนรู้อะไรเยอะกว่าพืชอื่นๆ ไม่เหมือนการปลูกข้าว ที่ได้ข้าวก็ส่งขาย หรือ ปลูกยางพารา กรีดยางเสร็จ ก็ส่งไปแปรรูปที่อื่น แต่สำหรับไม้ไผ่ เมื่อปลูกแล้ว ยังต้องมาเรียนรู้ในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า
ในการปลูกไผ่จากกิ่งพันธุ์ 10 กิ่ง ปลูกไปราว 2 ปี สามารถขยายไปอีก 10 ไร่ จากหลักร้อย กลายเป็นหลักพัน มันขยายพันธุ์ได้ไวอย่างนั้นเลย ปลูกปีนี้ ปีหน้าก็ขายหน่อได้แล้ว หรือ ไผ่อายุ 3 - 4 ปี ก็ตัดขายได้แล้ว สำหรับผมไม่ได้จะบอกว่าไม้ไผ่ดี แต่มันตอบโจทย์สำหรับชีวิต สำหรับคนที่ไม่มีงานทำ เพราะสร้างอาชีพได้ในระยะเวลาอันสั้น
จิระเดช เปิดอบรมการปลูก และ แปรรูปไม้ไผ่ แก่ผู้สนใจ ทั้งที่ศูนย์เรียนรู้การทำไม้ไผ่ครบวงจร อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ และ เดินทางไปเปิดการอบรมในที่ต่างๆ ทั่วประเทศรวม กว่า 400 รุ่น มีลูกศิษย์เกือบ 1 หมื่นคน
สำหรับประชาชน หรือ องค์กร ที่สนใจอยากเข้าอบรม ที่ศูนย์เรียนรู้ทำไผ่ครบวงจร ติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 089-950-2128 และ 065-441-1286
อ่านข่าว : “สุริยะ” ชงครม.เปิด “มอเตอร์เวย์” วิ่งฟรี 7 วันรับสงกรานต์ 68
บ่วงพรากชีวิต "พลายงาเดียว" ช้างป่าเขาใหญ่
เร่งด่วนอันดับ 1 ช่วยชีวิตคนงาน อันดับ 2 คลี่ปมเหตุตึก สตง.ถล่ม
แม้ต้นลำไยจะออกดอกสะพรั่งเต็มต้นสวยงาม แต่เจ้าของสวนลำไยใน ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน กลับต้องกังวลหนักเพราะนี้คือสัญญาณเตือนว่า ปัญหาลำไยราคาตกต่ำเนื่องผลผลิตล้นตลาดอาจหวนกลับมาอีกครั้ง
ดำรงค์ จินะกาศ ประธานลำไยแปลงใหญ่แม่ทา บอกว่า ปีที่ผ่านมา มีฝนตกมาก และสภาพอากาศหนาวนานกว่าปกติ กระตุ้นให้ต้นลำไยติดดอกดีขึ้น เฉพาะสมาชิกกลุ่มลำไยแปลงใหญ่แม่ทา 400 คน ซึ่งมีสวนลำไยรวมกว่า 4 พันไร่ ปกติจะเน้นผลิตลำไยนอกฤดู แต่สภาพอากาศที่ผิดปกติ ทำให้ลำไยนอกฤดูมีปริมาณลดลง และ กลับติดดอกตามฤดูกาลปกติ เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10
ณ วันนี้ เกษตรกรเกิดความกังวลเพราะว่าปัจจุบัน ราคาลำไยนอกฤดูขนาดAA เหลือแค่ ก.ก.ละ 12 บาท เมื่อถึงช่วงที่ลำไยตามฤดูกาลให้ผล ปริมาณผลผลิตจะยิ่งมากกว่าลำไยนอกฤดูเป็น 10 เท่าตัว น่าคิดว่าเมื่อลำไยนอกฤดูมีปริมาณน้อย ราคายังถูก หากลำไยมีมากราคาคงจะแย่ตามไปด้วย ทุกวันนี้ เกษตรกร เจอหน้ากันก็บอก ปีนี้จะเอาลำไยไปขายที่ไหน เพราะลำไยออกเยอะมาก
ดำรงค์บอกอีกว่า ตลาดใหญ่ของลำไยไม่ว่าจะเป็นใน หรือ นอกฤดู คือประเทศจีน แต่เมื่อประมาณ 4 เดือนที่ผ่านมา ทางการจีนตรวจเข้มในเรื่องสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน ทำให้มีการปรับเงินผู้ประกอบการส่งลำไย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อผู้ประกอบการถูกแบนผลผลิตที่มีสารเคมีตกค้าง จนขาดทุนในรอบแรก
เมื่อกลับมาซื้อลำไยรอบที่ 2 ก็จะมีการกดราคาลงเรื่อยๆ เพื่อจะเอาทุนที่เสียไป คืนมา และกลายเป็นเกษตรกรที่ต้องแบกรับผลกระทบ ทั้งที่ผู้ประกอบการเองต่างหากที่รมสารเคมีมากเกินกว่าที่หน่วยงานกำหนดไว้ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกระทรวงพาณิชย์ พยายามทำความเข้าใจกับทางผู้ประกอบการ ไม่ให้รมสารเคมีเกินมาตรฐาน
ดำรงค์ จินะกาศ ประธานลำไยแปลงใหญ่แม่ทา จ.ลำพูน
สำหรับการเตรียมรับมือปัญหาราคาลำไยตกต่ำ สิ่งสำคัญนอกจากการหาตลาดต่างประเทศนอกเหนือจากประเทศจีน คือ เกษตรกรต้องพัฒนาเรื่องของคุณภาพลำไยก่อน เพราะหากทำลำไยให้มีขนาด AA หรือ A ได้เยอะ ก็ทำให้เราขายได้อีกราคาหนึ่ง ถ้าหลุดจาก AA กับ A ไปแล้ว ราคาอาจจะเหลือแค่กิโลกรัมละ 2-3 บาท ซึ่งไม่คุ้มทุนแน่นอน
ส่วนในเรื่องของมาตรการช่วยเหลือของทางจังหวัดเบื้องต้น คือ การพยายามระบายสินค้าขายในประเทศ กระจายสินค้าไปสู่ตามอำเภอต่างๆ หากทำได้ ถือเป็นเรื่องดี
ตอนนี้ประเทศไทย มีจังหวัดที่ปลูกลำไยทั้งหมด 33 จังหวัด หากสามารถระบายลำไยไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่ไม่มีแหล่งปลูกลำไย จังหวัดละ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยเพิ่มการระบายผลผลิต และ ความต้องการซื้อน่าจะเพิ่มขึ้น ราคาลำไยก็น่าจะดีขึ้นด้วย
สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน สรุปข้อมูลการคาดคะเนสถานการณ์การผลิตลำไยจังหวัดลำพูนครั้งที่ 1 ว่า ปีนี้จะมีผลผลิตลำไย เพิ่มขึ้นจาก 3.5 แสนตันในปีก่อน เป็น 3.9 แสนตัน หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 ที่น่ากังวลคือ ผลผลิตลำไยนอกฤดูช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. เผชิญปัญหาราคาตกต่ำ หลังประเทศจีนเข้มงวดการนำเข้าลำไยที่มีสารตกค้าง ทำให้มีการเก็บสต๊อกลำไยนอกฤดูไว้มาก หากลำไยตามฤดูกาลมีมากก็จะกระทบการกระจายผลผลิตยิ่งขึ้น
พิทวัส สุสิงสา หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน
พิทวัส สุสิงสา หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่ากรณีประเทศจีนมีการเข้มงวดการรมสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในผลผลิตลำไย ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าส่งออกลำไย ทำให้ลำไยในประเทศต้องหันมาแปรรูป ราคาจึงตกลง
ขณะที่ลำไยจากจันทบุรี และ ระยอง ในภาคตะวันออก ก็ถูกส่งมาขายที่ลำพูนเป็นจำนวนมาก เพื่อนำมาแปรรูป ผู้ประกอบการในลำพูนมีสต๊อกเก็บลำไยอบแห้งค่อนข้างมากจึงึาดว่าราคาลำไยปีนี้อาจไม่ตรงใจชาวสวน
ราคาลำไยปีนี้ น่าจะไม่หวือหวามากนัก เพราะผลผลิตปีนี้เยอะกว่าเดิม มีสต๊อกของลำไยนอกฤดู ช่วงธันวาคม-มกราคมค่อนข้างเยอะ เบื้องต้นส่วนกลางก็มีการเตรียมนโยบาย ในการระบายผลผลิตไว้บ้างแล้ว โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเจรจาที่ประเทศจีน รวมถึง รมว.เกษตรฯ ก็ออกไปเจรจาต่างประเทศ จึงน่าจะมีแนวแนวโน้มดีขึ้น ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ก็เตรียมการหารือกับอธิบดีกรมการค้าภายใน ถึงแนวทางการกระจายลำไย
เกษตรกรต้องเร่งดูแลผลผลิตให้มีคุณภาพ และมาตรฐาน เพราะจะทำให้ราคาลำไยดีขึ้น หากเกษตรกรปล่อยปละละเลยในเรื่องของการให้น้ำ ให้ปุ๋ย ครับลำไยก็จะมีคุณภาพต่ำ หรือ ขนาดเล็กลง
ล่าสุดพบว่าลำไยในฤดูของจังหวัดลำพูน ติดผลอ่อนแล้ว ร้อยละ 60 อีกร้อยละ 40 ดอกยังไม่โรย จึงยังไม่สามารถประมาณการณ์ผลผลิตครั้งที่ 2 ได้ โดยจังหวัดลำพูนกำหนดการประชุมติดตามสถานการณ์ลำไย ในวันที่ 4 เมษายนนี้ เพื่อสรุปข้อมูลภาพรวมของจังหวัด สำหรับวางแผนการประจายผลผลิตสู่ตลาดทั้งใน และ ต่างประเทศ อีกครั้ง
ตำรวจ พร้อมเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ สอบปากคำเยาวชนชาย 2 คน อายุ 14 ปี และ 15 ปี ที่ร่วมกันก่อเหตุยิง นายรุ่งเรือง นาคพงศ์ อายุ 33 ปี เสียชีวิต ภายในสวนยางพารา ต.บางสัก อ.กันตัง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 25 มี.ค.
การสอบปากคำทั้ง 2 คนมีแม่ ร่วมรับฟังด้วย เบื้องต้นทราบว่า สาเหตุเกิดจากความขัดแย้งเรื่องของยาเสพติด เพราะมีข้อมูลว่า เยาวชนที่ก่อเหตุกับผู้เสียชีวิต มักจะไปพบปะและมั่วสุมกันที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นสวนยางพารา และขนำหลังหนึ่ง จึงคาดว่าอาจจะเกิดการทะเลาะกัน และทำร้ายร่างกายผู้ตาย และผู้ตายได้วิ่งหนีจนกระทั่งมาถูกยิงและเสียชีวิตในจุดที่พบศพ
เยาวชนทั้ง 2 คน ไม่ได้เรียนหนังสือ ส่วนชนวนเหตุที่แท้จริง รวมทั้งอาวุธปืนที่เยาวชนครอบครองได้มาจากไหน หรือใครให้มา ต้องรอความชัดเจนหลังการสอบปากคำของทีมสหวิชาชีพ
หลังจากนี้เตรียมนำตัวเยาวชนทั้ง 2 คน ส่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรัง ขณะที่ศพผู้เสียชีวิตทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งไปตรวจพิสูจน์ และเก็บหลักฐานที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์สงขลา
คดีนี้ ตำรวจติดตามเบาะแสผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คน จากสื่อสังคมออนไลน์ เพราะหลังจากก่อเหตุได้มีการนำภาพของผู้เสียชีวิตไปโพสต์ลงสตอรี่ ตำรวจจึงเข้าตรวจค้น และพบของกลาง เป็นปืนพกสั้น ขนาด .32 ที่ใช้ก่อเหตุ เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , ร่วมกันครอบครองและพกพาอาวุธปืน และเครื่องกระสุนไปในที่สาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต
อ่านข่าว : เร่งสอบ 2 เยาวชน อายุ 14 ปี ยิงอริเสียชีวิตคาดขัดแย้งยาเสพติด
พบเหตุใช้อาวุธปืนในบ้านย่านกรุงเทพกรีฑา หญิงชาวลาวเสียชีวิต
ส่งกลับประเทศต้นทาง ชาวต่างชาติ 4 สัญชาติกว่า 207 คน
วันนี้ (26 มี.ค.2568) พ.ต.ท.ผจญ เนียมรินทร์ รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.กันตัง พร้อมเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ กำลังเร่งสอบปากคำ 2 เยาวชนชาย อายุ 14 ปี และ 15 ปี หลังร่วมกันใช้อาวุธปืน ยิงนายรุ่งเรือง อายุ 33 ปี เสียชีวิต ภายในสวนยางพารา พื้นที่ ต.บางสัก อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการพบศพ เมื่อประมาณช่วงเที่ยงวานนี้ (25 มี.ค.)
จากการสอบสวน เยาวชนทั้ง 2 คน ได้ให้การรับสารภาพ ว่า ผู้ที่เป็นคนลงมือยิง คือ เยาวชนชาย อายุ 14 ปี ส่วนเยาวชน 15 ปี ทำหน้าที่ ขี่รถจักรยานยนต์ และหลังก่อเหตุ ก็ได้มีการนำเอาภาพของผู้เสียชีวิตไปโพสต์ในโซเชียลมีเดีย จนนำมาซึ่งการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ พร้อมของกลาง อาวุธปืนขนาด จุด 32 ที่ใช้ในการก่อเหตุ
ส่วนสาเหตุตำรวจคาดว่าน่าจะมาจากการที่ เยาวชนทั้ง 2 คน เกิดขัดแย้งกับผู้เสียชีวิต เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด จนลงมือก่อเหตุขึ้น
เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และร่วมกันครอบครอง และพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไปในที่สาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต
อ่านข่าว :
ตม.สงขลา จับชาวอูกันดาเตรียมขนโคเคน 16 กก.เข้ากรุงเทพฯ
ส่งกลับประเทศต้นทาง ชาวต่างชาติ 4 สัญชาติกว่า 207 คน
ชุดสืบสวนตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา จับกุมนายคาซิม อาเม็ด มูดินวา อายุ 29 ปี สัญชาติอูกันดา ขณะเตรียมลักลอบขนยาเสพติดจากแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ผ่าน จ.สงขลา เข้ากรุงเทพฯ โดยเจ้าหน้าที่แสดงตัวขอตรวจหนังสือเดินทางและกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ บริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา
ผลการตรวจสอบพบว่า นายคาซิม ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองและในกระเป๋าใบใหญ่มีสัมภาระจำพวกเป้, กรอบรูปภาพ, อะไหล่รถยนต์ รวม 41 ชิ้น ซึ่งมีการซุกซ่อนโคเคนไว้ภายใน น้ำหนักรวมประมาณ 16 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 30 ล้านบาท
ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้รับการติดต่อว่าจ้างจากชายสัญชาติมาเลเซีย ให้ลักลอบนำกระเป๋าพร้อมยาเสพติดเข้าประเทศไทย ผ่านทางช่องทางธรรมชาติ เพื่อส่งให้ชายอีกคนหนึ่งที่กรุงเทพฯ โดยได้ค่าจ้าง 1,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 35,000 บาท
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหา ครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โดยผิดกฎหมาย และเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.คอหงส์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย
อ่านข่าว
จับ "พ.อ.หญิง - พญ." เครือข่ายทุจริตยา รพ.ทหารผ่านศึก
เส้นทางเงิน"ป่วยทิพย์-ทุจริตยา" 2 ขรก.หญิง mastermind ตัวจริง
ส่งกลับประเทศต้นทาง ชาวต่างชาติ 4 สัญชาติกว่า 207 คน
วันนี้ (26 มี.ค.2568) ชาวต่างชาติ 4 สัญชาติ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, กัมพูชา และ เนปาล รวม 207 คน ทยอยเดินทางข้ามพรมแดน มายังด่านพรมแดนแม่สอด-เมียวดี 2 สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา บ้านวังตะเคียนใต้ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก หลังเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้ง 4 ประเทศ เดินทางไปรับตัวจาก กองกำลังบีจีเอฟ. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติที่ช่วยเหลือหลังการเข้ากวาดล้างกลุ่มสแกมเมอร์ในพื้นที่ จ.เมียวดี
อ่านข่าว : เร่งประสานส่ง 7,000 คน กว่า 20 สัญชาติ กลับประเทศต้นทาง
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตากได้ทำการคัดกรองและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะนำตัวชาวต่างชาติเดินทางกลับประเทศต้นทาง โดยบุคคลสัญชาติฟิลิปปินส์ จำนวน 176 คน เป็น ชาย 71 คน และ หญิง 105 คน เดินทางด้วยรถโดยสาร จำนวน 5 คันไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องบินโดยสารกลับประเทศ
ส่วนบุคคลสัญชาติมาเลเซีย จำนวน 24 คน เป็นชาย 23 คน และ หญิง 1 คน เดินทางด้วยรถโดยสาร จำนวน 1 คัน ไปยังจุดผ่านแดนถาวร อ.สะเดา จ.สงขลา โดยใช้เวลาในการเดินทาง 2 วัน เพื่อเดินทางกลับประเทศมาเลเซีย
ขณะที่บุคคลสัญชาติกัมพูชาชาย 3 คน เดินทางด้วยรถตู้ไปยังด่านพรมแดนถาวร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และ บุคคลสัญชาติเนปาล เป็นชาย 4 คน เดินทางด้วยรถโดยสาร ไปพักคอยที่ กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอแม่สอด เพื่อรอเดินทางพร้อมกับรถของสถานทูต ในวันพรุ่งนี้ (27 มี.ค.) เพื่อไปขึ้นเครื่องบินโดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ตั้งแต่เดือน ก.พ.2568 จนถึงปัจจุบัน มีการส่งกลับชาวต่างชาติที่ถูกชักชวนไปทำงานผิดกฎหมายในประเทศเมียนมา จำนวนกว่า 8,000 คน จาก 28 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน รองลงมาคือ ชาวอินโดนีเซีย และ เวียดนาม
อ่านข่าว : ทหารกะเหรี่ยง-เมียนมา ปะทะห่างชายแดนไทย 3 กม.
ญี่ปุ่นจ่าย 49 ล้านบาท ชดเชยอดีตนักโทษประหารพ้นผิด
ผ่านฉลุย 319 เสียง ที่ประชุม สส.ไว้วางใจ "แพทองธาร" นั่งนายกฯ ต่อ
อีกคดีดังของประเทศญี่ปุ่น เมื่อล่าสุดศาลญี่ปุ่นตัดสินให้ "อิวาโอะ ฮากามาดะ" อายุ 88 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้เขาถูกคุมขังในแดนประหารนาน 47 ปี ก่อนที่จะได้รับการตัดสินว่าไม่มีความผิดฐานฆาตกรรม
อิวาโอะ ฮากามาดะ อายุ 88 ปี เพิ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์เมื่อปีที่แล้ว (2567) หลังจากถูกตัดสินว่ามีความผิด เมื่อปี 1968 ฐานก่อเหตุฆาตกรรมหมู่ 4 ศพ ได้แก่ หัวหน้าของเขา ภรรยาของหัวหน้าและลูกอีก 2 คนในปี 1966 ซึ่งเขาต้องรับโทษประหารชีวิต ก่อนจะถูกคุมขังในแดนประหารมานานถึง 47 ปี จนถือว่าเป็นนักโทษประหารชีวิตที่ต้องโทษประหารชีวิตยาวนานที่สุดในโลก
ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 มี.ค.2568) ศาลแขวงชิซูโอกะ (The Shizuoka District Court) ของญี่ปุ่น ตัดสินว่าฮากามาดะ จะได้รับเงินกว่า 217 ล้านเยน หรือประมาณ 49 ล้านบาทเป็นค่าชดเชยจากความผิดพลาดดังกล่าว โดยคำนวณจากอัตราวันละ 12,500 เยน สำหรับการถูกคุมขังตลอดช่วง 47 ปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นวันละประมาณ 2,800 บาท ซึ่งสื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นระบุว่า เงินชดเชยที่ฮากามาดะได้รับจะถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับคดีประเภทนี้
เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ศาลแห่งเดียวกันนี้เป็นผู้พิจารณาคดีของฮากามาดะใหม่ และตัดสินว่า เขาไม่มีความผิด โดยศาลตัดสินว่า ตำรวจได้แทรกแซงหลักฐาน และฮากามาดะต้องเผชิญกับการสอบสวนที่ไร้มนุษยธรรมเพื่อบังคับให้สารภาพ
ฮากามาดะเข้าไปอยู่ในเรือนจำรอรับโทษประหารชีวิตตั้งแต่ปี 1968 แม้ว่าจะยืนยันความบริสุทธิ์อยู่ตลอด ซึ่งพี่สาวและทนายความพยายามต่อสู้คดี ทั้งยื่นอุทธรณ์และขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ โดยระบุว่า DNA ที่พบบนเสื้อผ้าเปื้อนเลือดที่ตำรวจไปพบและใช้เป็นหลักฐานมัดตัวฮากามาดะ ไม่ใช่ของฮากาดะและเป็นไปได้ว่า ตำรวจอาจสร้างหลักฐานเท็จ
ข้อมูลนี้ทำให้ศาลสั่งปล่อยตัวฮากามาดะ เมื่อปี 2014 เพื่อรอการพิจารณาคดีใหม่ แต่กระบวนการศาลที่ล่าช้าทำให้การพิจารณาคดีรอบใหม่เพิ่งจะได้เริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว ฮากามาดะเป็นนักโทษประหารชีวิตคนที่ 5 ที่ได้รับการพิจารณาคดีใหม่ในประวัติศาสตร์หลังสงครามของญี่ปุ่น โดยคดีทั้ง 4 คดีก่อนหน้านี้ก็ได้รับการพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์เช่นกัน
อ่านข่าว : ป่วยที่ญี่ปุ่นต้องรู้! วิธีเรียกรถพยาบาล รพ.ฉุกเฉิน และร้านขายยา
"ญี่ปุ่น" เร่งดับไฟป่า รุนแรงสุดในรอบ 50 ปี
ฟูจิจะปะทุ ? รบ.ญี่ปุ่นเตือนชาวโตเกียวเตรียมพร้อมรับขี้เถ้าภูเขาไฟ
หลังศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดตาก มีคำสั่งห้ามรถบรรทุกสินค้าข้ามไปเมียนมา หลังพบเส้นทางบางจุดถูกใช้ในการลำเลียงยาเสพติด จึงต้องตัดเส้นทางลำเลียงยาเสพติดที่อาจเล็ดลอดผ่านช่องทางดังกล่าว
ล่าสุด ผู้ประกอบการท่าข้ามสินค้าใน อ.แม่สอด จ.ตาก ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการขนส่งสินค้ารูปแบบใหม่ ที่จากเดิมที่ใช้รถบรรทุกข้ามแดน เปลี่ยนเป็นการใช้เครนยกสินค้าขึ้นเรือโป๊ะก่อนลำเลียงไปยังฝั่งเมียนมา
ขณะที่ หน่วยงานความมั่นคงระบุว่า ท่าข้ามสินค้า ซึ่งเคยเป็นช่องทางผ่อนปรนทางการค้า ปัจจุบันกลับกลายเป็นช่องโหว่ที่กระบวนการค้ายาเสพติดใช้ลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่หัวเมืองชั้นใน ทำให้มาตรการคุมเข้มจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน
นายอุดม สุขสด ผู้ประกอบการท่าข้ามสินค้าที่ 34 อ.แม่สอด จ.ตาก ระบุว่า คำสั่งห้ามรถบรรทุกข้ามแดนส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนส่ง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องใช้แรงงานคนมากขึ้นในการขนย้ายสินค้า ขณะเดียวกัน ปริมาณการขนส่งต่อวันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ
ด้านนายสุชาติ ตรีรัตนวัฒนา ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก ได้เสนอแนวทางในการจัดระเบียบท่าข้ามสินค้าที่ปัจจุบัน มีจำนวนท่าข้ามสินค้าอย่างมากกระจายตัวอยู่ใน 3 อำเภอ โดยแนะนำให้รวมท่าข้ามสินค้าที่อยู่ใกล้เคียงกัน เพื่อลดจำนวนท่าข้ามสินค้าให้น้อยลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ให้สามารถดำเนินการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
ปัจจุบัน จังหวัดตากมี 59 ท่าข้ามสินค้า แบ่งเป็น อ.แม่สอด 42 แห่ง ซึ่งมากที่สุด รองลงมาคือ อ.ท่าสองยาง 8 แห่ง, อ.พบพระ 4 แห่ง, อ.แม่ระมาด 3 แห่ง และ อ.อุ้มผาง 2 แห่ง การจัดระเบียบท่าข้ามอาจเป็นแนวทางสำคัญในการควบคุมปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดและเพิ่มความปลอดภัยบริเวณชายแดน
อ่านข่าว : ผู้ประกอบการท่าข้ามแม่สอด ร้อง รบ.จัดการแก๊งลักลอบส่งของผิด กม.
ปิดท่าข้ามแม่สอดทุกแห่ง หลังจับขนยา 18 ล้านเม็ด
ตร.พังงา จับชาย 4 คน พร้อมอาวุธสงคราม จาก จว.ใต้ กำลังจะไปภูเก็ต
วันนี้ (24 มี.ค.2568) เมื่อเวลา 11.57 น. กองทัพอากาศไทย ส่งเครื่องบิน เอฟ-16 จำนวน 2 ลำ จากกองบิน 4 ตาคลี จ.นครสวรรค์ ขึ้นปฏิบัติภารกิจบินลาดตระเวนรบ หลังมีการตรวจพบ เครื่องบิน MIG - 29 ของทหารเมียนมา บริเวณ ใกล้แนวชายแดน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ซึ่งมีการสู้รบระหว่างทหารกะเหรี่ยงอิสระแห่งชาติ KNLA กับทหารเมียนมา 2 จุด ในพื้นที่ตรงข้าม อ.ท่าสองยาง
สำหรับการสู้รบครั้งนี้เกิดขึ้น หลังทหารกองทัพกะเหรี่ยงอิสระแห่งชาติ กองพลน้อยที่ 7 นำกำลังเข้าปิดล้อมค่ายครึเด ของทหารเมียนมา ตรงข้ามบ้านแม่สลิดหลวง หมู่ที่ 2 ต.แม่สอง เพื่อตอบโต้กรณีทหารเมียนมา ที่ใช้โดรนพลีชีพ โจมตีบ้านพักของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของฝ่ายกะเหรี่ยง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ทหารเมียนมาได้ใช้อากาศยาน แบบ YAK-130 จำนวน 1 ลำ ทิ้งระเบิด จำนวน 4 ลูก โจมตีฝ่ายทหารกองทัพกะเหรี่ยงอิสระแห่งชาติ ที่กองพันรบพิเศษ ค่ายกะมา อ.แลงบอย จ.ผาอัน รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ด้านตรงข้าม บ้านแม่เหว่ย อ.ท่าสองยาง ห่างจากแนวชายแดนไทย ประมาณ 500 เมตร ทำให้เสียงดังมาถึงเขตชายแดนไทย
ขณะที่ กองกำลังทหารกะเหรี่ยงได้ยิงตอบโต้ และ มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากระเบิด แต่ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย โดยทหารไทยได้ตรึงกำลังตามแนวชายแดน ป้องกันการลุกล้ำอธิปไตย
และผลจากการสู้รบครั้งล่าสุดนี้ ก็ทำให้ชาวกะเหรี่ยง สัญชาติเมียนมา จำนวนประมาณ 110 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และ เด็ก อพยพหนี จากบ้านทีเลอโด๊ะ อ.แลงปอย จ.ผาอัน ข้ามมายังฝั่งไทย บริเวณท่าข้ามธรรมชาติ บ้านแม่สลิดหลวง ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และ หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมให้ความดูแลความปลอดภัย และ ให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม
อ่านข่าว : "กรมที่ดิน" ชี้นายกฯไม่ได้แทรกแซงปมที่ดินอัลไพน์
รู้จัก "กี้กี้" เพื่อนรัก 5 วินาที ร้องดังฟังชัด สู้สุดใจก่อนควันพุ่ง
“ทองคำ” แนวโน้มขึ้นต่อ ปัจจัยหนุนสงครามตะวันออกกลาง- Trade war
วันนี้ (24 มี.ค.2568) หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มมวลชน ประกอบด้วย สกน. สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า ที่ได้รับผลกระทบจากพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับป่าอนุรักษ์ และแนวร่วมผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายละเมิดสิทธิมนุษยชน ระดมพลคนอยู่กับป่า ทวงสัญญารัฐบาล กรณีแก้ปัญหากฎหมายป่าอนุรักษ์ละเมิดสิทธิชุมชน ร่วมชุมนุม
โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้บันทึกข้อตกลง เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2567 มีผลในทางปฏิบัติโดยแท้จริง ซึ่งจะปักหลักชุมนุมยาว จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบข้อเรียกร้องของเครือข่าย โดยเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกมีดังนี้
1.ขอให้ยุติการนำ พ.ร.ฎ.โครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และ พ.ร.ฎ.โครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตามมาตรา 121 แห่ง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ไปประกาศใช้กับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ จนกว่าจะมีการปรับแก้กฎหมาย
2.ขอให้รัฐบาลจัดตั้งกลไกในรูปแบบที่เป็นคณะกรรมการหรือคณะทำงานจัดเวทีเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 เป็นรายอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทุก ๆ พื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สามารถนำไปปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ภายในระยะเวลา 60 วัน
3.ขอให้รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีจะต้องเร่งเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทั้งนี้ให้นำร่างสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ภายใน 90 วัน ก่อนเสนอเข้าสภา
4.ในระหว่างที่มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับ รัฐบาลจะต้องชะลอยับยั้งการเตรียมประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 23 แห่ง จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับแล้วเสร็จ เว้นแต่ในกรณีที่พื้นที่เตรียมการฯ นั้นดำเนินการกันขอบเขตชุมชน พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ป่าชุมชนแล้วเสร็จ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการดำเนินการของรัฐบาลและหน่วยงานแต่อย่างใด ขณะที่ผลกระทบในพื้นที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงขอตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร กำลังเตะถ่วงกระบวนการแก้ปัญหา ยื้อเวลา และบิดพลิ้วคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนอีกหรือไม่
การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้เพื่อทวงสัญญารัฐบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้บันทึกข้อตกลงเมื่อวันที่ 29 พ.ย.2567 มีผลในทางปฏิบัติอย่างถึงที่สุด ซึ่งรัฐบาลจะต้องบรรจุข้อเรียกร้องของเราเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี และจะปักหลักชุมนุมจนกว่า ครม. จะมีมติเห็นชอบ ภายในวันที่ 1 เม.ย.2568
อ่านข่าว :
ทันตแพทย์กำลังใช้เครื่องสแกน 3 มิติ สแกนจมูกของเด็กชายวัย 8 เดือน ผู้ป่วยโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ที่เข้ารับบริการที่ศูนย์ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นี้เป็นหนึ่งในขั้นตอนการรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ด้วยนวัตกรรมที่มีชื่อว่า CMU-ดันพอดี อุปกรณ์ดันปลายจมูกเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งใช้ในช่วงก่อน และหลังการผ่าตัดปิดรอยแยก เนื่องจากเด็กเล็กยังอยู่ในภาวะเจริญเติบโต แต่แผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัดไม่ได้ขยายขึ้นตามวัย ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการดึงรั้ง CMU-ดันพอดี จะเป็นตัวช่วยค้ำยันไม่ให้จมูกผิดรูปไปจากที่ควรจะเป็น
CMU-ดันพอดี ออกแบบ และพัฒนาขึ้น โดยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญจากคณะทันตแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และสถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โดยนำภาพสแกนจมูก 3 มิติไปออกแบบอุปกรณ์ดันปลายจมูกในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก่อนใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ พิมพ์ชิ้นงานด้วยวัสดุ TPU ที่มีความยืดหยุ่นสูง ทนทาน และ มีความใสเหมาะสำหรับใช้งานจริง
รศ.ทพญ.มารศรี ชัยวรวิทย์กุล คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
รศ.ทพญ.มารศรี ชัยวรวิทย์กุล คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เปิดเผยว่าการดูแลผู้ป่วยโรคปากแหว่งเพดานโหว่ในประเทศไทย เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อนค่อนข้างมีข้อจำกัดมากเพราะบุคลากรมีจำนวนน้อย แต่ในปัจจุบันด้วยความร่วมมือจากสภากาชาดไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การดูแลผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้าต่างๆ รวมถึงหลายภาคส่วนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยให้ปัญหานี้เบาบางลงไปมาก เด็กๆได้รับการดูแลแบบองค์รวมตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่
สำหรับ CMU-ดันพอดี เป็น 1 ในอุปกรณ์ที่ใช้ในการดูแลคนไข้เป็นตัวช่วยเสริมความผิดปกติของจมูกทั้งก่อน และ หลังการผ่าตัด โดยในช่วงก่อนการผ่าตัดอุปกรณ์นี้ช่วยปรับโครงสร้างกระดูกทำให้ศัลยแพทย์ตกแต่งทำงานได้ดีขึ้น ลดความตึงของรอยแผลเป็น และ หลังจากรับการผ่าตัดปิดรอยแยกแล้ว เนื้อเยื่อปกติของเด็กจะโตขึ้นตามวัย แต่เนื้อเยื่อที่เป็นรอยแผลเป็นจะไม่มีการขยายตัว ทำให้เกิดการดึงรั้ง อุปกรณ์ตัวนี้จะไปช่วยเสริม ดัน ต้าน แรงตึงของแผลเป็น ทำให้ความผิดปกติของจมูกน้อยลง แล้วหากจะต้องมีการผ่าตัดแก้ไข แพทย์ก็อาจจะทำทีเดียวเมื่อเด็กโตขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความบ่อยในการผ่าตัดแก้ไข เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ที่สำคัญคือเด็กไม่ต้องรับความเจ็บในแต่ละครั้งที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด
CMU-ดันพอดี เป็นนวัตกรรมที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นำมาใช้กับคนไข้ต่อเนื่องมามากกว่า 8 ปี มีการวิจัย เพื่อปรับปรุงชิ้นงาน และ ให้บริการกับคนไข้ทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มุ่งมั่นที่จะพัฒนามาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้ได้ดียิ่งขึ้น พวกเราตั้งใจที่จะเปลี่ยนชีวิต ด้วยรอยยิ้ม
รศ.พญ.นันทิการ์ สันสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
รศ.พญ.นันทิการ์ สันสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูคอจมูกเด็ก คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ผู้ร่วมพัฒนาCMU-ดันพอดี ระบุว่าปัญหาสำคัญในการผ่าตัดรักษาอาการปากแหว่ง เพดานโหว่ คือ รูปทรงของจมูกที่ผิดรูปหลังการผ่าตัด อุปกรณ์ดันปลายจมูกที่ทำขึ้นเฉพาะรายบุคคลจากจมูกของแต่ละคน ช่วยลดการดึงรั้งจากแผลผ่าตัด และ ดันปลายจมูกให้มีรูปทรง 2 ข้าง สวยใกล้เคียงกับเด็กปกติมากที่สุด
ปากแหว่งเพดานโหว่จะมีผลต่อรูปทรงของจมูก และ พื้นของจมูกที่ต่อกับช่องปาก รวมทั้งการสบฟัน การแก้ไขจะไม่ใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตด้วย เพราะว่าทำให้หายใจได้ดี การพูดชัดเจน และ รับประทานอาหารได้ปกติด้วย
สำหรับขั้นตอนสำคัญของอุปกรณ์ CMU-ดันพอดี คือ การสร้างชิ้นงานจากภาพสแกนจมูกของผู้ป่วยโดยวิศวกรจากสถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกแบบอุปกรณ์ดันปลายจมูกด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก่อนใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติที่สร้างขึ้นเอง พิมพ์ชิ้นงานขึ้น
ศ.นิพนธ์ ธีรอำพน ผอ.สถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.เชียงใหม่
ศ.นิพนธ์ ธีรอำพน ผอ.สถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.เชียงใหม่ เปิดเผยว่าการเลือกวัสดุที่ใช้ในการผลิตชิ้นงาน เป็นโจทย์ที่ท้าทายทางวิศวกรรมศาสตร์ โดยในครั้งแรกหลังได้รับโจทย์ว่าต้องการชิ้นงานที่มีความแข็งพอที่จะยกเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นแผลเป็นได้ จึงเลือกใช้วัสดุเรซิ่น ซึ่งมีข้อดีคือ แข็งแรง แต่ข้อเสียคือความแข็งที่มากเกินไป อุปกรณ์จึงขูดกับเนื้อเยื่อทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บ รู้สึกไม่สบายตัว
จึงมีการปรับเปลี่ยนเป็นพลาสติกโพลิเมอร์ชนิดที่มีความนุ่ม และ มีสีขาวใกล้เคียงกับสีผิวมากที่สุด แต่ปรากฏว่าเมื่อผู้ป่วยใส่ไปโรงเรียน หรือ ไปพบปะผู้คนก็มักจะมีคนถามว่าใส่อะไร เพราะสีขาวตัดกับสีผิวหนัง ทำให้มองเห็นชัดเจน จึงพยายามแก้โจทย์ ปรับหาวัสดุที่เข้ากับผิวหนังได้มากกว่า เป็นที่มาของวัสดุโพลิเมอร์ TPU เพราะสามารถที่จะพิมพ์ชิ้นงานให้มีความใสมากที่สุด เมื่อสวมใส่แล้ว ไม่เป็นที่สะดุดตา
คณะทำงานยังเตรียมพัฒนาชิ้นงาน CMU-ดันพอดี จากองค์ความรู้ที่มากขึ้น หลังการผลิตชิ้นงานช่วยเหลือผู้ป่วยไปแล้วเกือบ 3,000 ชิ้น ทำให้วิศวกรพอที่จะทราบว่ารูปร่างของอุปกรณ์ดันปลายจมูก ควรมีขนาดประมาณไหนที่จะเหมาะกับน้องๆ แต่ละกลุ่ม
ในการทำชิ้นงาน ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ามาวัดจมูกอีกต่อไป เพราะสามารถสร้างชิ้นงานที่สามารถเลือกใช้ได้เลยว่าเป็นไซส์ S M หรือ L หรือ จะเป็นการกรณีปากแหว่งเพดานโหว่ด้านซ้าย ด้านขวา หรือ เป็นทั้งสองข้าง เราก็จะมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวเลือกได้ ส่วนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ ที่สามารถจะต่อยอดได้ คือ การทำอุปกรณ์ปรับรูปจมูก สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ หรือ การทำอุปกรณ์ เพื่อความสวยงามสำหรับบุคคลทั่วไป
CMU-Doneพอดี ได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ มากมายทั้งใน และ ต่างประเทศ ล่าสุดได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเกียรติคุณ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีมอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถือเป็นหนึ่งในผลงานวิจัย และ สิ่งประดิษฐ์ ที่เกิดจากการพัฒนา นวัตกรรมในสาขาต่าง ๆ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาให้แก่ผู้ป่วยโรคปากแหว่งเพดานโหว่ได้เป็นอย่างดี
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ
วานนี้ (23 มี.ค.2568) รายงานข่าวจาก หน่วยเฉพาะกิจราชราชมนู กองกำลังนเรศวร (ฉก.ราชมนู กกล.นเรศวร) เปิดเผยว่า กกล.KNLA พล.น.7 ได้นำกำลังพร้อมทั้งใช้อาวุธปืนซุ่มยิง (สไนเปอร์) และใช้อากาศยานไร้คนขับ(โดรน) ทิ้งระเบิด เข้าประชิดปิดล้อม โจมตี ทหารเมียนมา พัน.ร.31 ฐานบ้านครึเด อ.แลงปอย จ.ผาอัน รัฐกะเหรี่ยง ด้านตรงข้าม บ.แม่สลิดหลวง ม.2 ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 3 กม. เพื่อตอบโต้กรณีทหารเมียนมาใช้โดรนพลีชีพโจมตีบ้านพัก ผบ.สูงสุด
กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง (กกล.KNLA ) พล.น.7 ได้แจ้งเตือนให้ราษฎรบ้านครึเด ให้อพยพไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากมีแผนจะปฏิบัติทางทหาร และนำกำลังเข้าโจมตี ทหารเมียนมา พัน.ร.31 ฐาน บ้านครึเด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการยึดฐานที่มั่นทหารเมียนมาแห่งนี้ให้ได้
เหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมา (ผภสม.) จำนวนประมาณ 110 คน (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็กและคนชรา) จากบ้านทีเลอโด๊ะ อ.แลงปอย จ.ผาอัน อพยพข้ามมายังฝั่งไทย บริเวณช่องทาง/ท่าข้ามธรรมชาติ ข้ามมาฝั่งไทยบริเวณบ้านแม่สลิดหลวง หมู่ 1 ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
ทั้งนี้หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 35 (ฉก.ทพ.35) ร่วมกับ ปลัดความมั่นคง อ.ท่าสองยาง, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าสองยาง, กำนัน ต.แม่สอง และ ผู้ใหญ่บ้านตำบลเชียงแก้ว เข้ามาดูแลความปลอดภัย และให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ปัจจุบันมียอด ผภสม. ที่อพยพข้ามมายังฝั่งไทย จำนวน 41 คน คาดว่าหากมีการสู้รบต่อเนื่องอาจจะมีผู้อพยพข้ามมาเพิ่มขึ้น
อ่านข่าว : “ภูมิธรรม” ลั่น “ไม่จบไม่เลิก” เดินหน้าปราบแก๊งคอลเซนเตอร์ชายแดน
สำรวจชายแดนเมียวดี ส่องเมืองใหม่ "ธุรกิจในเงาบีจีเอฟ"
ซีลชายแดนอีสานใต้ เฝ้าระวังแก๊งคอลเซนเตอร์ฝั่งกัมพูชา
ทางการไทยและเมียนมาเร่งจัดการพื้นที่ริมแม่น้ำสาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยเร่งขุดลอกทำพนังแก้ปัญหาน้ำท่วมระหว่าง 2 ประเทศ หนึ่งใน 45 จุดฝั่งไทย ที่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง คือ บริเวณวัดเกาะทราย ต.แม่สาย ห้องน้ำ 5 ห้องถูกรื้อถอนหลังคา โครงสร้าง รอให้ทางการเข้าทำการเคลียร์พื้นที่อีกครั้ง
พระสาม ชินวโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดเกาะทราย เปิดเผยว่า แผนป้องกันน้ำท่วมทำให้ทางวัดต้องรื้อห้องน้ำและหอฉันท์ ซึ่งทหารระบุว่า เป็นการรุกเขตพื้นที่ของประเทศเมียนมา
นอกจากวัดยังมีบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงและล้ำแนวเขตอีกกว่า 30 หลัง เบื้องต้นชาวบ้านไม่ได้คัดค้านอะไร ในอดีตยอมนับว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นแม่น้ำกว้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลายเป็นที่งอกชาวบ้านก็มาอยู่อาศัยตั้งรกรากไม่คิดว่าเป็นเป็นการรุกล้ำประเทศเพื่อนบ้าน
การขุดลอกแก้ปัญหาน้ำท่วมจำเป็นที่จะต้องรื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำและส่วนที่รุกล้ำแนวเขตของแต่ละประเทศก่อน ซึ่งในส่วนของไทยสำรวจพบจำนวน 45 จุด ในส่วนของเมียนมา พบจำนวน 33 จุด ซึ่งทางการเมียนมาได้เร่งดำเนินการรื้อถอนเกือบหมดแล้ว พร้อมกันจัดทำแนวกำแพงใหม่ไปได้ค่อนข้างมาก
ส่วนของไทยรื้อถอนยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ทางการเมียนมายังไม่สามารถทำการขุดลอกแม่น้ำสายได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถขุดลอกลำน้ำสายได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ หรืออย่างช้าต้นเดือนเมษายน เพราะหากล่าช้ากว่านี้อาจไม่ทันช่วงฤดูฝนที่จะถึงปีนี้
นักวิชาการเตือนฤดูฝนปีนี้แม่น้ำสาย เสี่ยงเกิดสึนามิโคลน
นายธนพล พิมาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านบริหารจัดการน้ำ สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม แห่งภาคพื้นเอเชีย อธิบายถึงสภาพปัญหาแม่น้ำสาย ที่พบว่ามีการทำเหมืองที่ต้นน้ำในรัฐฉาน ฝั่งประเทศเมียนมา ชัดเจนว่า ส่งผลกระทบกับคนที่อยู่ท้ายน้ำ
เนื่องจากตะกอนดินในแม่น้ำเพิ่มขึ้นทำให้น้ำขุ่น และภัยพิบัติน้ำโคลนท่วมแม่สายเมื่อเดือน ก.ย.2567 ก็มีความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองทางต้นแม่น้ำสาย หากปล่อยไปแบบนี้ฤดูฝนปีนี้จะเสี่ยงโคลนถล่มอีกอย่างแน่นอน เพราะปีที่แล้ว 2567 มัน คือ trigger(ลั่นไก) แล้วว่า คุณภาพต้นน้ำอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม และปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดมาตรวจสอบผลกระทบอย่างชัดเจน รวมถึงสารปนเปื้อนด้วย
อ่านข่าว : หลายหน่วยงานเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงราย เร่งสำรวจความเสียหาย อ.แม่สาย
คืนความสุข "ชาวแม่สาย" กลับเข้าบ้าน หลังฟื้นฟูน้ำท่วม-ดินโคลน
ผลกระทบตัดไฟ-น้ำมัน จ.ท่าขี้เหล็ก หลังตัดไฟ 2 จุด ชายแดนแม่สาย
วันนี้ (23 มี.ค.68) หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ว่ามีสถานบริการ ในพื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม มีการปล่อยให้ใช้ยาเสพติด และเปิดให้บริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้บริการถึง 03.45 น. อยากให้หน่วยงานรัฐเข้าตรวจสอบจับกุม
นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และนายอิสรา เจริญชาศรี ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง พร้อมด้วยสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เข้าสืบสวนข้อเท็จจริงพบว่ามีการกระทำผิดจริงตามข้อร้องเรียน
กระทั่งเวลา 03.00 น. ได้เปิดปฏิบัติการจู่โจมสถานบันเทิงละเมิดกฎหมายทันที เมื่อชุดจับกุมเข้าไปถึงภายในผับ พบเป็นห้องทึบ เปิดเพลงแนวปาร์ตี้ มีแสง สี เสียง เต็มระบบ โดยจะมีดีเจผลัดเปลี่ยนกันให้บริการตลอดคืน พบนักเที่ยวจำนวน 212 คน
จากการเข้าตรวจสอบ ว่า ร้านดังกล่าว เป็นสถานประกอบการที่เปิดทำการค้าในลักษณะเป็นสถานบริการ มีการขายอาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการแสดงดนตรี และให้นักเที่ยว ดื่มกิน เต้นรำ แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการแต่อย่างใด
รวมถึงยังพบว่า สถานบริการแห่งนี้มีการปล่อยปละละเลยให้มีการใช้สารเสพติดภายในร้าน โดยพบยาเสพติดตกกระจายเกลื่อนพื้น ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นยาคีตามีนและยาบ้า โดยพบในนักเที่ยวจำนวน 81 คน แบ่งเป็นผู้ชาย จำนวน 49 คน ผู้หญิงจำนวน 32 คน
พนักงานฝ่ายปกครอง จึงควบคุมเจ้าของร้าน ผู้ดูแล และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร้องทุกข์กล่าวโทษในฐานความผิด ดังนี้ 1.ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต, 2.ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย 3.ตรวจสุราผิดกฎหมาย ว่าด้วยกฎหมายศุลกากร
จากพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น จึงถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ซึ่งมีการปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายในร้าน , มีการขายสุราในเวลาห้ามขาย จึงเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการสั่งปิดสถานบริการแห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี
นอกจากนี้ นักเที่ยวที่มีปัสสาวะสีม่วง ฝ่ายปกครองอำเภอสามพรานจะดำเนินกระบวนการตามกฎหมายต่อไป
ขณะที่นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ในวันนี้พบว่าสถานบันเทิง “ร้าน Neon (นีออน)” มีกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายโดยชัดแจ้ง ทั้งการไม่มีใบอนุญาตตั้งสถานบริการ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลา ปล่อยปละละเลย ให้มีการขายและเสพยาเสพติดภายในร้าน ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดแจ้ง จากนี้จะได้สั่งการให้อำเภอสามพราน รายงานเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม มีคำสั่งปิดสถานที่แห่งนี้ 5 ปี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ต่อไป
อ่านข่าว : ป.ป.ส.จับ “อดีตนักร้องวงดัง” ลูกค้าเครือข่ายค้ายาเสพติด
ป.ป.ส.ขยายผลแชตไลน์-หาหลักฐานคนดังติดต่อซื้อยาเสพติด
เปิด 25 จังหวัดนำร่องปราบยาเสพติด ตามนโยบายรัฐบาล